Saturday, 17 October 2026
สหรัฐอเมริกา

นายกปากีสถาน ยินดีดีลประวัติศาสตร์!! ‘เชห์บาซ ชารีฟ’ เผยทรัมป์–เปเซชเกียน ลงนาม MOU อิสลามาบัด เปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที เลิกปิดล้อมทางทะเล

"เชห์บาซ ชารีฟ" นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ประกาศว่าบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (MoU) ได้รับการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์โดยทรัมป์และเปเซชเกียนแล้ว

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะประกาศว่า “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด” (Islamabad Memorandum of Understanding) อันเป็นประวัติศาสตร์ ได้รับการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วในวันนี้ ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้รับการลงนามโดยประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศ และได้รับการรับรองโดยผมในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย การลงนามในข้อตกลงครั้งนี้ในระดับสูงสุดของรัฐบาลทั้งสองฝ่าย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแสวงหาทางออกทางการทูตต่อความขัดแย้ง

บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดจะมีผลบังคับใช้ทันที โดยในขั้นแรก สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งโดยทันที ขณะที่ สหรัฐอเมริกาจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลทันทีเช่นกัน

ผมขอแสดงความยินดีจากใจจริง และขอชื่นชมต่อ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ (Donald J. Trump) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งความมุ่งมั่นต่อแนวทางการทูตและความต้องการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีของเขา ได้ช่วยยุติความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ผลกระทบอันร้ายแรงต่อภูมิภาคและทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง

ผมยังขอชื่นชมความทุ่มเทและความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของคณะเจรจาของสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วย เจดี แวนซ์ (J.D. Vance), สตีฟ วิทคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และ จาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) สำหรับบทบาทอันทรงคุณค่าในการทำให้ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1325082423113448/?rdid=TUs9YMQS7ApjCgww#

อิหร่าน ชี้แจงจุดยืน!! สภาความมั่นคงสูงสุดอิหร่านย้ำเดินหน้าเจรจา ย้ำไม่ไว้ใจสหรัฐฯ เหตุมีประวัติละเมิดคำมั่น และไม่ประนีประนอมผลประโยชน์ชาติ ตอบโต้ทันทีหากถูกละเมิดข้อผูกพัน

แถลงการณ์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระบุว่า ยืนยันจะไม่ยอมประนีประนอมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติ นอกจากนี้ยังย้ำว่า ไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ เนื่องจากมองว่ามีประวัติละเมิดคำมั่นสัญญา

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาปรานี

สำนักเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ขอเรียนต่อผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลาม ชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ และวีรชนแห่งชาติ ว่า ในการดำเนินมาตรการและปฏิบัติตามคำสั่งของท่านผู้นำสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปกป้องสิทธิของประชาชนอิหร่านและแนวร่วมแห่งการต่อต้านนั้น การสืบสานเจตนารมณ์และเลือดของบรรดาผู้พลีชีพ ตลอดจนการเดินหน้ากระบวนการเจรจาในอนาคต จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์และผลประโยชน์แห่งชาติของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอย่างเคร่งครัด และจะไม่ยอมอ่อนข้อหรือประนีประนอมต่อประเด็นใด ๆ จนกว่าสิทธิของประชาชนอิหร่านจะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ และความยุติธรรมต่อเลือดอันบริสุทธิ์ของบรรดาผู้พลีชีพจะได้รับการตอบแทน

ในขณะเดียวกัน ด้วยความไม่ไว้วางใจอย่างสิ้นเชิงต่อฝ่ายตรงข้ามที่มักละเมิดคำมั่นสัญญาและข้อตกลง อิหร่านจะติดตามและกำกับดูแลกระบวนการเจรจาและการปฏิบัติตามพันธกรณีต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด หากฝ่ายสหรัฐอเมริกาละเมิดหรือฝ่าฝืนข้อตกลงใด ๆ จะมีการตอบโต้ตามแผนการที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าโดยทันที

สำนักเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1325981403023550/?rdid=TnCW7OX00sjRKMi1#

สหรัฐฯ เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าใหม่!! กระทรวงความมั่นคงเสนอเก็บ 1.03 แสนดอลลาร์ เพื่อชดเชยต้นทุนบริหารระบบเข้าเมือง รายได้ปีละกว่า 8.8 พันล้านดอลลาร์ กระทบภาคเทคโนโลยีและการเงินใหญ่หลวง

วอชิงตัน, 25 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันจันทร์ (24 ส.ค.) กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ได้เสนอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าเอช-1บี (H-1B) อยู่ที่ 1.03 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.37 ล้านบาท) ต่อคน ซึ่งเป็นการเดินหน้าผลักดันแผนเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าหลังศาลสหรัฐฯ ได้สั่งยกเลิกการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.26 ล้านบาท) ที่มีเสนอก่อนหน้านี้

กระทรวงฯ ระบุว่า ค่าธรรมเนียมที่เสนอใหม่นี้จะช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายบางส่วนของรัฐบาลกลางในการบริหารจัดการระบบการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย ครอบคลุมทั้งต้นทุนในกระบวนการพิจารณาและตัดสินคำร้อง รวมถึงบริการด้านการแปลงสัญชาติ โดยกระทรวงฯ ประเมินว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะสร้างรายได้ราว 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.87 แสนล้านบาท) ต่อปี เมื่ออิงจากจำนวนผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าเอช-1บี ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 85,000 คนต่อปี

อย่างไรก็ดี ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมดังกล่าวจะไม่ใช้กับคำร้องขอวีซ่าเอช-1บี ที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบโควตา เช่น คำร้องที่ยื่นโดยองค์กรวิจัยไม่แสวงหากำไรบางแห่ง องค์กรวิจัยของรัฐบาล และสถาบันอุดมศึกษา
ทั้งนี้ ทางการจะเปิดรับความเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 30 วันก่อนข้อเสนอดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ โดยเดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัลรายงานว่าหากข้อเสนอใหม่นี้ได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้าย ภาคเทคโนโลยีและภาคการเงินจะต้องแบกรับภาระเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่พึ่งพาวีซ่าเอช-1บีเพื่อจ้างงานบัณฑิตต่างชาติที่มีความสามารถจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ

ที่มา : Xinhua

ส.ว.เดโมเครตชี้ อิหร่านชนะสงครามแล้ว!! ซัด "D-Day" เป็นฉากบังหน้า ชี้อิหร่านชนะสงคราม ตีตราวอชิงตันล้มเหลว 12 ส.ว.จี้สอบผลกระทบทหาร

ส.ว.สหรัฐฯ ซัด “D-Day เศรษฐกิจ” แค่ฉากบังหน้า หลังสงครามอิหร่านยืดเยื้อ ขณะที่ 12 ส.ว.จี้สอบผลกระทบทหารอเมริกันหลังทำสงครามกับอิหร่านมายาวนาน

วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ คริส เมอร์ฟี (Chris Murphy) จากพรรคเดโมแครต ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านระลอกใหม่ของทำเนียบขาว หรือที่เรียกว่า “D-Day” ทางเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่าเป็นเพียง “การตกแต่งหน้าต่างอย่างสิ้นหวัง” (desperate window dressing) เพื่อกลบความล้มเหลวของวอชิงตันในสงครามกับอิหร่าน

เมอร์ฟีกล่าวว่า “อิหร่านกำลังชนะสงคราม ทรัมป์กำลังแพ้ และชาวอเมริกันกำลังจ่ายราคาที่สูงมากๆ” พร้อมชี้ว่า ก่อนสงคราม อิหร่านไม่ได้เป็นฝ่ายควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ แต่ขณะนี้กลับสามารถควบคุมได้แล้ว พร้อมสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามโดยพื้นฐานแล้วมันจบลงไปแล้ว และน่าอับอายที่อิหร่านเป็นฝ่ายชนะ”

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ดังกล่าว แรงกดดันภายในสหรัฐฯ ยังเพิ่มขึ้น เมื่อ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ 12 คน เรียกร้องให้สภาคองเกรสเปิดการไต่สวน ถึงผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่กำลังเกิดขึ้นกับทหารอเมริกันอย่างรุนแรง จากการขยายระยะเวลาประจำการของกำลังพลบนเรือรบและฐานทัพในภูมิภาคออกไปอย่างไม่มีกำหนด

การเรียกร้องดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีรายงานต่อเนื่องถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับกำลังพลสหรัฐฯ จากการประจำการที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะกำลังทางเรือที่ต้องอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานานกว่ากำหนด ขณะที่วอชิงตันยังคงรักษากำลังทหารจำนวนมากไว้ในตะวันออกกลางเพื่อดำเนินสงครามและกดดันอิหร่านต่อไป

ที่มา: Al Jazeera

https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1382731970681826/?rdid=au2Kak0cmegh7OxG#

‘ทรัมป์’ ส่งคำเตือนแรงถึงอิหร่าน!! ขู่ยกระดับโจมตีอิหร่าน หากตอบโต้สหรัฐฯ จะเจอการทำลายล้างขั้นสุด การโจมตีครั้งใหญ่ยังไม่เริ่ม อิหร่านอาจสูญสิ้นสิ่งสำคัญ

ทรัมป์เตือนอิหร่านอย่าตอบโต้การโจมตีครั้งนี้ ไม่งั้นจะเจอการทำลายล้างจากสหรัฐอย่างถึงที่สุด!

หากอิหร่านตอบโต้การโจมตีครั้งนี้ สหรัฐฯ จะโจมตีกลับในระดับที่ “หนักหน่วงและรุนแรงยิ่งกว่าเดิมมากๆ”

ทรัมปยังกล่าวอีกว่า การโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ยังไม่ได้เริ่มขึ้น และหากถึงเวลานั้น เมื่อทุกอย่างจบลง “อิหร่านอาจแทบไม่เหลืออะไรอยู่เลย”

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1389194973368859/?rdid=BtRiRVagI5d0Qcky#

พลังงานเกาะติดราคาน้ำมันพุ่ง!! สหรัฐฯ-อิหร่าน ปะทะใหม่ ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงต่อเนื่อง ชวนใช้ E20 ประหยัดกว่า 5 บาท สนับสนุนเกษตรกรปลูกพืชพลังงาน

“พลังงาน” เกาะติดราคาน้ำมันโลกพุ่งหลังสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะรอบใหม่
พร้อมรณรงค์ประชาชนใช้ E20 เป็นทางเลือก ประหยัดกว่า 5 บาทต่อลิตร

วันนี้ (2 กันยายน 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านอย่างใกล้ชิด หลังเริ่มกลับมาสู้รบกันอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์การสู้รบระลอกใหม่นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยน้ำมันดิบเบรนด์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นก่อนการสู้รบครั้งใหม่ จาก 88.13 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 94.65 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 7.4% ด้านน้ำมันดิบ WTI ปรับเพิ่มขึ้นจาก 83.38 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 90.22 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นถึง 8.2% ส่วนน้ำมันดิบดูไบ เพิ่มขึ้นจาก 82.70 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 88.75 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 7.32% ทางกระทรวงฯ คาดการณ์ว่าราคาพลังงานในตลาดโลกจะยังคงมีความผันผวนในระดับสูงและมีความเป็นไปได้ที่จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน ยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นที่มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 รวมทั้งการใช้กลไกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันสถานะกองทุนฯ จะติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาทแล้ว แต่รัฐบาลยังคงบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กระทบกับภาระค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนั้น กระทรวงพลังงาน ต้องการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมัน E20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ถึง 5 บาท ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการผลิตเอทานอลได้อย่างเพียงพอ และมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่สามารถรองรับการใช้น้ำมัน E20 รวมทั้งได้รับการยืนยันจากค่ายรถยนต์ชั้นนำ 13 แบรนด์ ที่ยืนยันว่ารถยนต์สามารถเติมน้ำมัน E20 ได้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อรุ่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่รองรับการใช้งานน้ำมัน E20 ได้ที่เว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน www.doeb.go.th

"กระทรวงพลังงงาน ติดตามความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันโลกและการสู้รบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการช่วยเหลือของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาหน้าโรงกลั่นและการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้มากที่สุด ในยามที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ จึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนหันมาใช้น้ำมันทางเลือกอย่าง E20 ให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ถึง 5 บาทแล้ว น้ำมัน E20 ยังมีค่าออกเทนสูงถึง 95 ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทยผู้ปลูกพืชพลังงานให้มีรายได้ที่มั่นคงอีกด้วย" นายวีรพัฒน์ กล่าว

‘ทรัมป์’ เดือดซัดสื่อ!! ด่านักข่าวสหรัฐฯขายชาติ ยันคลังอาวุธไม่เคยลดต่ำ เตรียมเรียกเงินยุโรปคืนหลายแสนล้าน สงครามอิหร่านยังมีอาวุธพร้อมลุย

ทรัมป์เดือด! ด่าสื่อ “พวกสวะขายชาติ” หลังสื่อไม่ยอมรายงานสงครามอิหร่านตามที่เขาคาดหวัง แต่ดันไปเล่นแต่เรื่องอาวุธใกล้หมด ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ มีอาวุธและกระสุนสำรองไม่อั้น แถมปริมาณการผลิตยังเพิ่มในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมประกาศจะเรียกเงินจากยุโรปย้อนหลัง สำหรับอาวุธและเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลไบเดนเคยมอบให้ยูเครนและ NATO ไปฟรีๆ

ข้อความของทรัมป์ระบุว่า:

“สำหรับพวกสวะขายชาติที่ไม่ยอมทำข่าวปฏิบัติการทางทหารของเราในอิหร่านในทิศทางที่ถูกต้อง เรามีกระสุนระดับกลางถึงระดับสูงในปริมาณที่แทบไม่จำกัด มากเกินกว่าที่เราจะสามารถใช้หมดได้ในสงครามครั้งนี้ หรือสงครามอื่นใดที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งก็แทบไม่น่าจะเกิดสงครามที่ไหนขึ้นอยู่แล้ว!

นอกจากนี้ เรายังกำลังผลิตอาวุธและกระสุนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เรากำลังสะสมคลังอาวุธและเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เรากำลังเก็บอาวุธเหล่านี้ไว้สำหรับตัวเราเอง สำหรับสหรัฐอเมริกา แทนที่จะขายให้ประเทศอื่น แต่การขายให้กับชาติพันธมิตรจะกลับมาอีกครั้งในเร็วๆ นี้

และขอให้ทุกคนรับทราบด้วยว่า รัฐบาลไบเดนมอบอาวุธและกระสุนให้ยูเครนฟรีๆ มากกว่าปริมาณที่เราใช้ในอิหร่านเสียอีก เงินหลายแสนล้านดอลลาร์ถูกมอบให้ยูเครนและ NATO โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งที่ยุโรปยินดีจะเป็นคนจ่าย หากพวกเขาถูกเรียกเก็บเท่านั้น
แต่เราจะเรียกเงินก้อนนั้น แม้ว่าจะช้าไปสักหน่อยก็ตาม!”

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1390859469869076/?rdid=SL30KDOYVLsZGKT6#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top