Thursday, 4 June 2026
สหรัฐอเมริกา

19 ตุลาคม พ.ศ. 2513 ‘วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์’ ตึกแฝดแห่งอเมริกา เริ่มเปิดใช้ครั้งแรก ก่อนกลายเป็นโศกนาฏกรรม 9/11

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) อาคาร “วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” (One World Trade Center) ในนครนิวยอร์ก เปิดใช้งานเป็นวันแรก แม้อาคารจะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์จนถึงปี 2515 แต่ในเวลานั้น มันถูกยกให้เป็น “ตึกที่สูงที่สุดในโลก” ด้วยความสูงกว่า 417 เมตร มีทั้งหมด 110 ชั้น ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น มิโนรุ ยามาซากิ (Minoru Yamasaki) และควบคุมการก่อสร้างโดยวิศวกร เลสลี โรเบิร์ตสัน (Leslie E. Robertson)

ตึกเวิลด์เทรดฯ ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างทางวิศวกรรม หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของอเมริกาและระบบทุนนิยมโลก ที่สะท้อนยุคแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและพลังของมหานครนิวยอร์ก อย่างไรก็ตาม ตึกแฝดแห่งนี้เคยประสบอัคคีภัยในปี 2518 และถูกโจมตีด้วยระเบิดในปี 2536 ก่อนจะเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ 

ในวันที่ 11 กันยายน 2544 เครื่องบินโดยสารที่ถูกผู้ก่อการร้ายจี้ บินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดฯ ทั้งสองหลัง จนถล่มลงภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลก สั่นสะเทือนทั้งทางการเมือง ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของมนุษยชาติ

ภายหลังเหตุการณ์ 9/11 พื้นที่เดิมของตึกแฝดได้ถูกสร้างขึ้นใหม่เป็น “วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” หรือ “Freedom Tower” ที่สูงกว่าเดิมถึง 541 เมตร เปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2549 พร้อมอนุสรณ์สถานรำลึกผู้เสียชีวิต เพื่อเตือนใจว่า “แม้ตึกจะพัง แต่ความทรงจำของโลกไม่เคยหายไป”

สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ เปิดศึกกัมพูชา เสนอ ‘คว่ำบาตร–ขึ้นบัญชีดำเขมร’ เอี่ยวทุนเทา

(16 ต.ค. 68) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน 3 คน ได้แก่ เจฟเฟอร์สัน ชรีฟ จากรัฐอินเดียนา, จอห์น มูลีนาร์ จากมิชิแกน และไมเคิล รูลี จากโอไฮโอ ได้เสนอร่างมติ H.R. 5490 ต่อคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้ “ขึ้นบัญชีกัมพูชาเป็นประเทศที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ” พร้อมเรียกร้องให้คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำธุรกิจรายใหญ่ของกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในกิจกรรมผิดกฎหมายและเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีน

ร่างมติดังกล่าวอยู่ภายใต้ชื่อ “Promoting International Fraudsters Accountability Act” โดยระบุรายชื่อบุคคลกว่า 40 รายที่ใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซน รวมถึงสมาชิกครอบครัวและผู้มีอิทธิพลในวงการพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และธุรกิจคาสิโน เช่น เนต ซาโวเอิน, ฮุน โต, ก๊ก อัน และเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ “เบน สมิธ” ชาวแอฟริกาใต้ที่ถูกกล่าวหาว่าบริหารเครือข่ายทุจริตแทนกลุ่มฮุนเซน

รายงานของคณะกรรมาธิการความมั่นคงและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระบุว่า กัมพูชาถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของศูนย์สแกมเมอร์ที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงจีน ครอบคลุมถึงไทย ลาว และเวียดนาม โดยสร้างความเสียหายต่อชาวอเมริกันกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ขณะที่แอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลรายงานว่ามีแรงงานกว่า 120,000 คนในกัมพูชาถูกกักขังหรือบังคับทำงานในกิจการหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้

ด้านทางการกัมพูชายังไม่ออกมาแสดงความเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ผู้สังเกตการณ์มองว่าร่างมติของสหรัฐฯ เป็นสัญญาณกดดันทางการเมืองครั้งใหม่ เพื่อสกัดอิทธิพลจีนในกัมพูชา ซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรสำคัญของปักกิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

‘ทรัมป์’ เผยหลังโทรคุย ‘ปูติน’ 2 ชม. คืบหน้ามาก เตรียมนัดหารือสันติภาพที่ฮังการี ภายใน 2 สัปดาห์

(17 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นเวลาราว 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามยูเครน โดยระบุผ่าน Truth Social ว่า “การสนทนาเป็นไปอย่างยาวนานแต่มีความคืบหน้า” พร้อมประกาศว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจัดการหารือระดับสูงร่วมกันในสัปดาห์หน้า

ทรัมป์กล่าวว่าการพูดคุยครั้งนี้เป็น “ก้าวสำคัญสู่สันติภาพ” และประกาศเตรียมพบปะปูตินแบบตัวต่อตัวที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหาข้อสรุปในการยุติ 'สงครามรัสเซีย-ยูเครน' ที่ยืดเยื้อกว่า 2 ปี ขณะเดียวกัน เขายังยืนยันว่าจะพบกับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนที่ทำเนียบขาวในวันนี้ (17 ต.ค.) เพื่อสรุปผลการพูดคุยกับรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยบอกเป็นนัยว่าอาจส่งขีปนาวุธ 'โทมาฮอว์ก' ให้ยูเครน ซึ่งสามารถยิงได้ไกลถึง 2,500 กิโลเมตร จนรัสเซียออกมาเตือนว่า หากสหรัฐฯ ทำเช่นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ “จะเสียหายและไม่อาจกู้คืนได้” นอกจากนี้ทรัมป์ยังอ้างว่าได้ขอให้อินเดียระงับการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อมอสโก

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าการพบกันระหว่างทรัมป์กับปูตินในบูดาเปสต์อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามยูเครน แม้ยูเครนยังไม่ชัดว่าจะเข้าร่วมโต๊ะเจรจาด้วยหรือไม่ แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่าทรัมป์ต้องการใช้บทบาท 'ผู้สร้างสันติภาพ' ต่อเนื่องจากความสำเร็จในการหยุดยิงระหว่างอิสราเอล–ฮามาสในตะวันออกกลาง

‘ทรัมป์’ ขอเวลาคิดก่อนตัดสินใจ ‘คว่ำบาตรรัสเซีย’ เหตุกำลังเตรียมพบ ‘ปูติน’ หวังยุติสงครามยูเครน

(17 ต.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมว่า ขณะนี้อาจไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจกระทบต่อความพยายามทางการทูตที่เขากำลังดำเนินอยู่ เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

ทรัมป์ระบุว่า ตน “ไม่ได้คัดค้าน” มาตรการคว่ำบาตร แต่ขอให้รอช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยจะหารือกับสภาคองเกรสก่อนตัดสินใจอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เขาย้ำว่ากำลังเตรียมจัดการพบปะกับปูตินที่ประเทศฮังการีภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งเขาเชื่อว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการยุติสงครามยูเครน

ขณะเดียวกัน วุฒิสภาสหรัฐฯ กำลังรอการอนุมัติจากทรัมป์ในร่างกฎหมายใหม่ ที่เสนอให้เก็บภาษีในอัตราสูงกับประเทศที่ยังคงนำเข้าพลังงานและสินค้าอื่นจากรัสเซีย เพื่อสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อมอสโก แต่แหล่งข่าวเผยว่า พรรครีพับลิกันยังไม่ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้

อย่างไรก็ตาม รายงานจากแหล่งข่าวในวอชิงตันระบุว่า ทีมงานของทรัมป์เริ่มศึกษารายละเอียดของร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว และมีการเสนอแก้ไขเชิงเทคนิคบางส่วน ซึ่งสะท้อนว่าฝ่ายบริหารอาจยังไม่ปิดโอกาสในการใช้มาตรการคว่ำบาตรในอนาคต เพียงแต่ต้องรอ “จังหวะทางการเมือง” ที่เหมาะสมก่อนเท่านั้น

ทรัมป์ลั่นกลางวงสื่อ!! ชี้ ยูเครนไม่มีทางชนะรัสเซียในสมรภูมิที่ยืดเยื้อ เผยแผนเร่งส่งเรือดำน้ำนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย พร้อมเดินหน้าดีลการค้ากับ ‘สี จิ้นผิง’ แต่ขู่จีน หากไม่ตกลง เตรียมเจอภาษีโหด 157% จากสหรัฐฯ

(21 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์ (20 ต.ค.) ว่า ไม่เชื่อยูเครนจะสามารถเอาชนะรัสเซียได้ในสงครามที่ยืดเยื้อ พร้อมระบุว่า “พวกเขายังอาจชนะได้ แต่ผมไม่คิดว่าจะเป็นไปได้” ซึ่งท่าทีดังกล่าวสะท้อนมุมมองที่ค่อนข้างสิ้นหวังต่อแนวรบของยูเครน ท่ามกลางความพยายามของชาติตะวันตกในการส่งอาวุธและความช่วยเหลือต่อเนื่อง

โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์ระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรีแอนโธนี่ อัลบาเนซี (Anthony Albanese) ของออสเตรเลีย โดยทั้งสองฝ่ายหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง ภายใต้ข้อตกลง AUKUS และการเร่งส่งมอบเรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ ให้แก่กองทัพออสเตรเลีย ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่า “กำลังเดินหน้าอย่างเร่งด่วน” นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงแผนสร้างฐานซ่อมบำรุงเรือดำน้ำแห่งใหม่ในออสเตรเลีย มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าจะพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่เกาหลีใต้ในเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปข้อตกลงการค้าที่ “ยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย” พร้อมเตือนว่าหากจีนไม่ยอมตกลง จะต้องเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 157% ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า “เราขู่พวกเขาด้วยภาษีได้ และยังมีอีกหลายอย่างที่เราทำได้ แต่ไม่อยากทำถึงขั้นนั้น”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังย้ำว่าจีน “ไม่ได้มีเจตนาจะบุกไต้หวัน” และยกย่องกองทัพสหรัฐฯ ว่ายังเหนือกว่าจีนหลายเท่า โดยกล่าวทิ้งท้ายอย่างภาคภูมิว่า “เรามีอาวุธที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเรามี — และเรานำหน้าจีนไปไกลในเชิงกำลังทหาร”

สหรัฐฯ เดินเกมเก็บภาษีรถยนต์ ฉีกหลักการ WTO รีดภาษี ชิ้นส่วนจาก ‘จีน’ สูงสุดในประวัติการณ์ ทำราคารถในอเมริกาพุ่งกระฉูดเอง

(22 ต.ค. 68) รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้นโยบาย America First ประกาศขึ้นภาษีสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนจากจีนในอัตราสูง ละเมิดหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) และสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก

การเก็บภาษีฝ่ายเดียวสะท้อนแนวทางปกป้องผลประโยชน์ในประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกปั่นป่วน โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงเติบโต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการลงทุนระยะยาวเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังใช้ข้ออ้าง “ความมั่นคงแห่งชาติ” ในการกำหนดภาษีรถยนต์นำเข้า และบีบให้ประเทศคู่ค้าอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป ทำข้อตกลงลดภาษีเพื่อแลกสิทธิ์เข้าตลาดอเมริกา สร้างความไม่พอใจในหลายภูมิภาค

ทั้งนี้ ผลลัพธ์กลับย้อนใส่เศรษฐกิจในประเทศเอง ราคารถยนต์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 2,500–20,000 ดอลลาร์ต่อคัน ขณะที่ค่ายรถรายใหญ่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มหลายพันล้าน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “สงครามภาษีไม่มีผู้ชนะ” และจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลง

 

รัสเซียประณามสหรัฐฯ เพิ่มปฏิบัติการทหารในแคริบเบียน ชี้ละเมิดกฎหมายทะเลและคุกคามอธิปไตยเวเนซุเอลา

(24 ต.ค. 68) รัสเซียออกแถลงประณามการเคลื่อนไหวทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน โดยมอสโกมองว่าปฏิบัติการดังกล่าวยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและควรหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง พร้อมยืนยันการสนับสนุนเวเนซุเอลาในการปกป้องอธิปไตยของตน

มาเรีย ซาคาโรวา (Maria Zakharova) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เปิดเผยว่าสหรัฐฯ ได้เพิ่มจำนวนเรือรบ เครื่องบิน และกำลังพลในพื้นที่แคริบเบียนภายใต้เขตอำนาจของกองบัญชาการภาคใต้ โดยอ้างว่าเป็นภารกิจปราบยาเสพติดและต่อต้านการก่อการร้าย แต่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

นอกจากนี้ ซาคาโรวาระบุว่า การปฏิบัติการดังกล่าวนำไปสู่เหตุสังหารพลเรือนจากเวเนซุเอลา โคลอมเบีย และตรินิแดด ซึ่งบางรายอาจเป็นเพียงชาวประมง พร้อมตำหนิสหรัฐฯ ที่ทำลายเรือโดยไม่มีเหตุอันควร ถือเป็นการละเมิดกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศและขัดต่อหลักศีลธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษยชาติ

ยาทั่วสหรัฐฯ พึ่ง ‘จีน’ เกือบหมด วัตถุดิบสำคัญในยา 700 ชนิด สาร!! ‘อะม็อกซีซิลลิน’ ผลิตจาก ‘จีน’ เพียงประเทศเดียว

(25 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

มียา #สหรัฐฯ เกือบ 700 ชนิด ที่ต้องพึ่งพาส่วนผสม (ingredients) ซึ่งมาจากจีนเพียงประเทศเดียว

จีนเป็นผู้ผลิต สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredients - API) สำหรับทุกอย่าง ตั้งแต่ยาปฏิชีวนะราคาถูก ไปจนถึงยาชีวิตสำคัญ (life-saving generics)

โดยเฉพาะ สารเคมี 4 ชนิดที่จำเป็นในการผลิตยาอะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) — ทั้งหมดผลิตในประเทศจีน

สำหรับ API หรือ สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม หมายถึง สารสำคัญที่ให้ผลทางการรักษาในยา — เป็นส่วนประกอบหลักของยาที่ทำให้ยาออกฤทธิ์ทางชีวภาพในร่างกาย

พูดง่าย ๆ คือ API คือ 'หัวใจ' ของยา เพราะมันคือสารที่ทำให้ยานั้นมีผลต่อโรคหรืออาการที่รักษา

ตัวอย่าง
• พาราเซตามอล (Paracetamol) → API ในยาแก้ปวดลดไข้ เช่น Tylenol หรือ Panadol
• อีบูโพรเฟน (Ibuprofen) → API ในยาแก้อักเสบลดปวด เช่น Nurofen
• อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) → API ในยาปฏิชีวนะ
 ส่วนประกอบอื่น ๆ ของยา (นอกจาก API)
นอกจากสารออกฤทธิ์ (API) ยายังมีส่วนประกอบที่เรียกว่า Excipient ได้แก่
• สารเติมแต่ง (Fillers)
• สารช่วยแตกตัว (Disintegrants)
• สารยึดเกาะ (Binders)
• สารเคลือบเม็ดยา ฯลฯ
ซึ่งสารเหล่านี้ไม่มีฤทธิ์ทางการรักษา แต่ช่วยให้ตัวยาเสถียร เก็บได้นาน และกินง่ายขึ้น

การผลิต API
API สามารถผลิตได้ 2 รูปแบบหลัก:
1. Chemical synthesis – สังเคราะห์ทางเคมี (เช่น ยาแก้ปวดทั่วไป)
2. Biotechnological process – ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ (เช่น วัคซีน หรืออินซูลินจากจุลชีพ)
สำหรับ “4 สารประกอบหลักที่ใช้ในการผลิตอะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin)” คืออะไร และแต่ละตัวมีบทบาทอย่างไรในกระบวนการผลิตยา
ภาพรวมของการผลิต Amoxicillin
อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่ม β-lactam (เบต้าแลคแทม) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ Penicillin (เพนิซิลลิน)
การผลิตเริ่มจากสารตั้งต้นที่มาจากจุลชีพ (เช่น Penicillium chrysogenum) แล้วผ่านกระบวนการทางเคมีและเอนไซม์ เพื่อให้ได้ตัวยาสำเร็จรูป

สารประกอบหลัก 4 ชนิด
1.) 6-APA (6-Aminopenicillanic acid)
2.) p-Hydroxyphenylglycine (p-HPG)
3.) Phenylglycine chloride hydrochloride (PGCl·HCl)
และ 4.) Penicillin G (Benzylpenicillin)
 ทำไมถึงบอกว่า “all Chinese” ?
เพราะว่าในตลาดโลก:
• โรงงานผลิต 6-APA, p-HPG และ intermediates ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศจีน
• จีนเป็นผู้ผลิตและส่งออก KSMs สำหรับยาปฏิชีวนะกว่า 70–80% ของตลาดโลก
ดังนั้นจึงมักพูดว่า

“The 4 compounds needed to make amoxicillin are all Chinese.”
หมายถึง “วัตถุดิบหลักทั้งหมดสำหรับผลิตอะม็อกซีซิลลินมาจากจีน”

คดีฆาตกรรม!! ซีอีโอ UnitedHealthcare ผู้ต้องสงสัยอาจโดน!! ‘โทษประหาร’ เหตุแค้น!! ระบบประกันสุขภาพสหรัฐฯ เผย!! ระบบสุขภาพไทย ดีกว่า สหรัฐอเมริกา

(25 ต.ค. 68) คดีการสังหาร ไบรอัน ทอมป์สัน ซีอีโอของบริษัทประกันสุขภาพยักษ์ใหญ่ UnitedHealthcare ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2024 ได้ทวีความตึงเครียดขึ้น 

เมื่อมีรายงานว่า ลุยจิ แมงจิโอนี ผู้ต้องสงสัยหลัก อาจเผชิญกับ โทษประหารชีวิต

คดีนี้เป็นที่จับตาของทั่วโลก ไม่เพียงเพราะเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงต่อผู้นำธุรกิจ แต่ยังเป็นเพราะแรงจูงใจที่ถูกระบุว่าเชื่อมโยงกับการต่อต้านระบบประกันสุขภาพของสหรัฐฯ ซึ่งถูกตอกย้ำด้วยประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ต้องหาขณะเดินทางในประเทศไทยโดยการถูกทำร้ายต้องเข้ารักษาตัวในไทยถูกอ้างเป็นแรงจูงใจ

จากรายงานของ The New York Times, Fox News เผยว่า Mangione ได้แชร์ข้อความทาง WhatsApp กับเพื่อน โดยเล่าว่าเขาเคยถูก ladyboys 7 คน ทำร้ายร่างกายที่กรุงเทพฯ พร้อมแนบรูปแขนมีรอยข่วน เมื่อเดือนมีนาคม 2024

เหตุการณ์นี้ทำให้เขามีประสบการณ์ในระบบสุขภาพไทย โดยเขาเปรียบเทียบว่า ค่า MRI ในประเทศไทยถูกมาก เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้เกิดทัศนคติเชิงลบอย่างรุนแรงต่อระบบประกันสุขภาพอเมริกันที่แสวงหากำไรเหนือชีวิตผู้คน

อย่างไรก็ตาม Fox News รายงานว่า เหตุการณ์นั้น เป็นแค่เรื่องที่เขาเล่าในแชต หรือเป็นส่วนให้คิดก่อเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังตรวจสอบ
การสังหารซีอีโอและการจับกุม

ไบรอัน ทอมป์สัน ซีอีโอ UnitedHealthcare ถูกยิงเสียชีวิตด้วยปืนพก 9 มม. ติดที่เก็บเสียง กลางย่าน Midtown Manhattan ขณะกำลังไปร่วมการประชุมนักลงทุน

แมงจิโอนี ถูกจับกุมในอีก 5 วันต่อมา (9 ธันวาคม 2024) ที่ร้าน McDonald’s ใน Altoona รัฐเพนซิลเวเนีย

แรงจูงใจและข้อหา
แมงจิโอนี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม การครอบครองอาวุธ โดยการติดตามเหยื่อ โดยตำรวจพบเอกสารที่ แมงจิโอนี เขียนด้วยลายมือ 262 คำ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์อุตสาหกรรมประกันสุขภาพของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง และระบุว่าการสังหาร Thompson เป็น “สัญลักษณ์” ที่มีเป้าหมายเพื่อจุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบสุขภาพในสหรัฐ

ลุ้นระทึก! โทษประหารชีวิตจากรัฐบาลกลาง

ปัจจุบันแมงจิโอนี ยังคงถูกคุมขัง และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม คดีนี้ได้เข้าสู่การพิจารณาในระดับรัฐบาลกลาง ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) จะเรียกร้องให้ศาลพิจารณา โทษประหารชีวิต (Death Penalty) ซึ่งเป็นโทษสูงสุดตามกฎหมายของรัฐบาลกลางสำหรับอาชญากรรมบางประเภท การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับโทษนี้จะขึ้นอยู่กับการดำเนินคดีในศาลและพยานหลักฐานที่นำเสนอต่อไป

สหรัฐฯ ส่อค้างเงินเดือนทหาร จากเหตุรัฐบาล ‘ชัตดาวน์’ ยืดเยื้อ อาจยาวไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน ‘ทรัมป์’ สบโอกาสลดคน–ตัดงบประมาณ

(27 ต.ค. 68) สหรัฐฯ อาจไม่สามารถจ่ายเงินเดือนทหารได้ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 หากสถานการณ์ “ชัตดาวน์รัฐบาล” ยังยืดเยื้อ ตามคำเตือนของนายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ที่ระบุว่า “เราอาจยังพอจ่ายได้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน แต่หลังจากนั้น ทหารและเจ้าหน้าที่ที่เสี่ยงชีวิตเพื่อประเทศจะไม่ได้รับเงินเดือน”

ด้าน นางแอนนา พอลลินา ลูนา (Anna Paulina Luna) สมาชิกสภาคองเกรส ระบุว่า วิกฤตชัตดาวน์ครั้งนี้อาจยาวไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากสภาคองเกรสยังไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณประจำปีได้ ทำให้หน่วยงานรัฐบาลหลายแห่งต้องหยุดดำเนินงานชั่วคราว

ทั้งนี้ ปีงบประมาณใหม่ของสหรัฐฯ เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ยังไร้งบประมาณที่ผ่านความเห็นชอบ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า อาจใช้สถานการณ์ชัตดาวน์ครั้งนี้ในการปรับลดเจ้าหน้าที่และงบประมาณ โดยโยนความรับผิดชอบให้กับพรรคเดโมแครตที่เป็นฝ่ายคัดค้านในสภา



 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top