Thursday, 4 June 2026
สหรัฐอเมริกา

‘อนุทิน’ แจงเซ็น MOU แร่หายาก ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ย้ำทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมายไทย เผยขอ ‘ทรัมป์’ ช่วยพิจารณาลดภาษีเพิ่มเติม

(27 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา เรื่องความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลก และส่งเสริมการลงทุน เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี

นายอนุทิน ชี้แจงว่า MOU แรร์เอิร์ธ หมายถึงแร่ธาตุที่หายาก แต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวล เพราะเป็นการร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อสินค้าต่าง ๆ ของไทย โดยทุกกิจกรรมจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย หลักธรรมาภิบาล และรัฐธรรมนูญ ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายที่บังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง

นายกรัฐมนตรีระบุว่า MOU เป็นเพียงบันทึกความเข้าใจ ไม่ใช่สนธิสัญญาที่ผูกมัด หากฝ่ายใดไม่ต้องการทำต่อสามารถยกเลิกได้ทันที จุดประสงค์หลักคือสร้างความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างสองประเทศ เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยเรื่องอื่น ๆ ในอนาคต โดยไม่จำกัดการร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ

นอกจากนี้ นายอนุทินเผยอีกว่า หลังลงนามได้หารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการลดภาษี (Tariff) เพื่อสนับสนุนการค้าไทย-สหรัฐ ซึ่งถือเป็นโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและส่งเสริมประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยเน้นย้ำว่าการลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่มีผลเสียต่อประเทศ แต่เป็นการจุดประกายความร่วมมือในระยะยาว

 

รัฐบาลมาเลเซียลั่น!! ห้ามส่งออกแร่หายาก แม้ลงนามข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ไปแล้ว ย้ำต้องแปรรูปภายในประเทศก่อนส่งออก หวังสร้างอุตสาหกรรมและงานฝีมือในประเทศ

(29 ต.ค. 68) รัฐบาลมาเลเซียยืนยันเดินหน้าห้ามส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ (REE) ในรูปแบบดิบ แม้เพิ่งลงนามข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ครอบคลุมแร่หายากก็ตาม โดยนายซาฟรูล อาซิส (Zafrul Abdul Aziz) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม ย้ำว่า นโยบายดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศให้เข้มแข็ง

นอกจากนี้ นายซาฟรูลระบุว่า แร่แรร์เอิร์ธทุกชนิดต้องผ่านการแปรรูปในประเทศก่อนส่งออก เพื่อให้กิจกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นภายในมาเลเซีย สร้างงานทักษะสูง และดึงเทคโนโลยีการแปรรูปเข้ามาในประเทศ พร้อมประกาศว่า “มาเลเซียจะไม่เป็นแค่ประเทศที่ขุดแร่แล้วขายแบบดิบอีกต่อไป”

ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียเปิดรับการลงทุนและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงจากสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธในประเทศอย่างยั่งยืน โดยข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ยังเปิดทางให้ภาคธุรกิจขยายกำลังการผลิต และได้รับใบอนุญาตประกอบการระยะยาวมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ

‘ทรัมป์–สี จิ้นผิง’ พบกันในรอบ 6 ปี จับตารีเซ็ตสัมพันธ์สองมหาอำนาจโลก ถกหนักสงครามการค้า–เทคโนโลยี–ไต้หวัน โลกรอดูจะจับมือจริงหรือแค่ภาพสวย

(30 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่ฐานทัพอากาศคิมแฮ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ท่ามกลางความคาดหวังจากทั่วโลกว่า การพูดคุยครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์สองมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ตึงเครียดมานานจากสงครามการค้าและข้อพิพาททางเทคโนโลยี

ผู้นำทั้งสองเริ่มต้นด้วยท่าทีเป็นมิตร ทรัมป์กล่าวชื่นชมสีจิ้นผิงว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของประเทศที่ยิ่งใหญ่” พร้อมระบุว่าต้องการให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปในทางที่ดี ขณะที่สีตอบว่า “เป็นเกียรติที่ได้พบกันอีกครั้ง” และยอมรับว่าแม้สองประเทศจะมีความเห็นต่าง แต่ก็สามารถ “รุ่งเรืองไปด้วยกันได้” หากร่วมกันกำหนดทิศทางที่ถูกต้อง

การเจรจาครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นหลากหลาย ทั้งภาษี การเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน มาตรการคุมเข้มสินค้าส่งออกอย่างแร่แรร์เอิร์ธ ปัญหายาเฟนทานิล การซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐฯ รวมถึงประเด็น TikTok ยูเครน และไต้หวัน ซึ่งล้วนเป็นจุดอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ด้าน นักวิเคราะห์มองว่า การพบกันของทรัมป์และสีจิ้นผิงในครั้งนี้ แม้อาจยังไม่ถึงขั้นบรรลุข้อตกลงใหญ่ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการ “รีเซ็ต” ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ–จีน ที่ผันผวนมานาน หากสามารถสร้างกรอบความร่วมมือใหม่ได้ ก็จะเป็นผลดีทั้งต่อทรัมป์ที่ต้องการคะแนนจากนโยบายต่างประเทศ และต่อจีนที่อยากลดแรงกดดันในช่วงเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง

‘ทรัมป์’ สั่งทดสอบนิวเคลียร์ทันที ครั้งแรกในรอบ 33 ปีของสหรัฐฯ ตอบโต้ ‘จีน-รัสเซีย’ ขยายคลังอาวุธ นานาชาติจับตาความมั่นคงระหว่างประเทศ

(30 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้กองทัพสหรัฐฯ เริ่มการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ทันที เป็นครั้งแรกในรอบ 33 ปี โดยประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระหว่างเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ Marine One เพื่อพบปะเจรจาด้านการค้ากับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

ทรัมป์ระบุว่า การทดสอบดังกล่าวจะทำให้สหรัฐฯ เท่าเทียมกับอำนาจนิวเคลียร์อื่นๆ โดยกล่าวถึงรัสเซียเป็นอันดับสอง และจีนเป็นอันดับสาม ซึ่งคาดว่าจะใกล้เคียงกันภายใน 5 ปี แม้ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการทดสอบเป็นแบบระเบิดนิวเคลียร์หรือการทดสอบขีปนาวุธที่สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากจีน ขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์มากกว่า 2 เท่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และรัสเซียเพิ่งประกาศการทดสอบขีปนาวุธครูซและเรือดำน้ำนิวเคลียร์ได้สำเร็จ โดยสำนักวิจัย CSIS ประเมินว่าจีนจะมีอาวุธนิวเคลียร์มากกว่า 1,000 ชิ้น ภายในปี 2030

สำหรับสหรัฐฯ การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี 1992 การทดสอบมีทั้งข้อมูลทางเทคนิคและสัญญาณ ยืนยันอำนาจยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียและจีน ขณะที่ประวัติศาสตร์ระเบิดนิวเคลียร์เริ่มตั้งแต่ปี 1945 ที่แอละโมกอร์โด รัฐนิวเม็กซิโก ก่อนจะทิ้งระเบิดฮิโรชิมาและนากาซากิเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่สอง

‘ทรัมป์’ แซว ‘สีจิ้นผิง’ ทำตัวเย็นชา!! ไม่มีข้อตกลงร่วมกัน ซีนประชุมจบไม่สวย ผู้นำแยกทางทันที

(30 ต.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn โดยมีใจความว่า …

ซีนแรกที่เจอกัน สีจิ้นผิงดูเย็นชา ทรัมป์ก็แซวสีจิ้นผิงว่าเป็น “นักเจรจาที่แข็งกร้าวมาก ซึ่งไม่ดีเลยนะครับ” He’s a very tough negotiator that’s not good … +ไม่มีซีนกอดกันแบบชื่นมื่น #จบไม่สวย

หลังจากปิดห้องประชุมหารือกัน 1 ชั่วโมง 40 นาที ผู้นำมหาอำนาจทั้งสองคน สีจิ้นผิงและทรัมป์ ก็แยกจากกัน แบบไม่มี #ข้อตกลง ใดๆ และไม่มีซีน ยืนแถลงข่าวร่วมกัน ฝ่ายทรัมป์ก็บินกลับสหรัฐฯ เลยทันที (ไม่กลับไปเข้าร่วมประชุม APEC summit)

เปิดข้อมูลทางการของฝ่ายจีน การหารือระหว่าง ‘สีจิ้นผิง-ทรัมป์’ ผู้นำสองชาติมหาอำนาจ เผชิญหน้ากันในรอบ 6 ปี

(30 ต.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn โดยมีใจความดังนี้

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนกล่าวว่า…
1) ภายใต้การชี้นำร่วมกัน ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ยังคงมั่นคงโดยรวม จีนและสหรัฐฯ ควรเป็นหุ้นส่วนและมิตรสหาย นี่คือ สิ่งที่ประวัติศาสตร์ สอนเราและสิ่งที่ความเป็นจริงต้องการ 

ด้วยสภาพการณ์ที่แตกต่างกันในระดับชาติ เราจึงไม่อาจเห็นพ้องต้องกันเสมอไป และเป็นเรื่องปกติที่เศรษฐกิจชั้นนำของโลกทั้งสองประเทศจะมีความขัดแย้งกัน บ้างเป็นครั้งคราว 

ท่านและผมคือ ผู้นำความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ท่ามกลางลมพายุ  คลื่นซัดมา และความท้าทาย เราควรยึดเส้นทางที่ถูกต้อง นำทางผ่านภูมิประเทศอันซับซ้อน และสร้างความมั่นใจว่าเรือลำใหญ่แห่งความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ จะแล่นไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ผมพร้อมที่จะทำงานร่วมกับท่านต่อไปเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ และสร้างบรรยากาศที่ดีสำหรับการพัฒนาของทั้งสองประเทศ

2) การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนมีแรงผลักดันที่ดี ในช่วงสามไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจจีนเติบโต 5.2% และการค้า การนำเข้าและส่งออกสินค้ากับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกขยายตัว 4% ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อพิจารณาถึงความยากลำบากทั้งภายในและภายนอกประเทศ เศรษฐกิจจีนเปรียบเสมือนมหาสมุทร อันกว้างใหญ่  แข็งแกร่ง และเปี่ยมไปด้วยความหวัง เรามีความมั่นใจและศักยภาพที่จะรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายทุกรูปแบบ

3) ในการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 20 ได้พิจารณาและรับรองข้อเสนอแนะสำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสำหรับห้าปีข้างหน้า 

ตลอดเจ็ดทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ทำงานจากรุ่นสู่รุ่นบนแผนเดียวกันนี้เพื่อทำให้แผนนี้เป็นจริง จีนไม่มีเจตนาที่จะท้าทายหรือแทนที่ใคร จีนมุ่งเน้นที่การบริหารจัดการกิจการของจีนให้ดี พัฒนาตนเอง และแบ่งปันโอกาสการพัฒนากับทุกประเทศทั่วโลก และนั่นคือเคล็ดลับสำคัญสู่ความสำเร็จของจีน  จีนจะพัฒนาการปฏิรูปในทุกด้าน ขยายการเปิดกว้าง และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูงขึ้น พร้อมกับเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม และส่งเสริมการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้านและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันสำหรับทุกคน สิ่งนี้จะขยายพื้นที่ความร่วมมือระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาด้วย

4) คณะเจรจาทั้งสองทีมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจและการค้า และบรรลุฉันทามติในการแก้ไขปัญหาต่างๆ พวกเขาควรดำเนินการและสรุปขั้นตอนการติดตามผลโดยเร็วที่สุด และมั่นใจว่าความเข้าใจร่วมกันได้รับการยึดถือและนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งสองประเทศและเศรษฐกิจโลกผ่านผลลัพธ์ที่มั่นคง 

5) ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ มีทั้งขึ้นและลงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายได้มุมมองเชิงลึก ความสัมพันธ์ทางธุรกิจควรยังคงเป็นเสาหลักและพลังขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ไม่ใช่อุปสรรคหรือจุดเสียดสี ทั้งสองฝ่ายควรคิดให้กว้างและตระหนักถึง ผลประโยชน์ระยะยาว ของความร่วมมือ และต้องไม่ตกอยู่ใน วังวนแห่งการตอบโต้ซึ่งกันและกัน ทั้งสองทีมสามารถเจรจากันต่อไปโดยยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งความเท่าเทียม ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมทั้งย่นรายการปัญหาและเพิ่มรายการความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

6) การเจรจาย่อมดีกว่า การเผชิญหน้า จีนและสหรัฐอเมริกาควรรักษาการสื่อสารผ่านช่องทางที่หลากหลายและหลากหลายระดับเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่ดีในการร่วมมือกันในการปราบปราม ผู้อพยพผิดกฎหมาย และ การฉ้อโกงทางไซเบอร์  รวมทั้งการต่อต้านการฟอกเงิน ประเด็น AI ปัญญาประดิษฐ์ และการรับมือกับโรคติดเชื้อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเสริมสร้างการเจรจาและการแลกเปลี่ยน และดำเนินความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน จีนและสหรัฐอเมริกาควรมีส่วนร่วมในปฏิสัมพันธ์เชิงบวกบนเวทีระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ 

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่ยากลำบากมากมาย จีนและสหรัฐอเมริกาสามารถ ร่วมกันแบกรับความรับผิดชอบ ในฐานะประเทศสำคัญ และทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศและทั่วโลก

7) จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค 2026 และสหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด G20 ในปีหน้า ทั้งสองฝ่ายสามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันในการทำให้การประชุมสุดยอดทั้งสองครั้งมีประสิทธิผล เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกและยกระดับธรรมาภิบาลเศรษฐกิจโลก

ในขณะที่ ฝ่ายสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า …
1) นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง  ประเทศจีนเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่เคารพนับถือ และเป็นเพื่อนที่ดีของผมมาหลายปี เราเข้ากันได้ดีเสมอมา 

2) สหรัฐอเมริกาและจีนมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด และจะยิ่งดียิ่งขึ้นไปอีก 

3) เราจะทำให้ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาดียิ่งขึ้นไปอีก จีนเป็นพันธมิตรที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา เมื่อร่วมมือกัน ประเทศของเราทั้งสองจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่มากมายเพื่อโลกและประสบความสำเร็จไปอีกหลายปี 

4) จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค 2026 และสหรัฐอเมริกาจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด G20 ในปีหน้า เราคาดหวังว่าทั้งสองประเทศจะประสบความสำเร็จ

โดยสรุป ผลจากการหารือกันครั้งนี้ ประธานาธิบดีของทั้งสองเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า พลังงาน และสาขาอื่นๆ รวมถึงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนให้มากขึ้น

ประธานาธิบดีทั้งสองคน เห็นพ้องที่จะรักษาปฏิสัมพันธ์กันอย่างสม่ำเสมอ 

ประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งตารอที่จะเดินทางเยือนจีนในช่วงต้นปีหน้า และได้เชิญประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐอเมริกา

Note: 
โปรดสังเกต ทีมฝ่ายจีน นอกเหนือจาก รมว. ต่างประเทศอย่าง Wang Yi และมือเศรษฐกิจนำทีมเจรจาอย่างรองนายกฯ He Lifeng แล้วก็มี Cai Qi มือขวาสายเหยี่ยวของสีจิ้นผิงเข้าร่วมหารือด้วย

‘ทรัมป์’ หวั่นจีนเร่งสะสมหัวรบนิวเคลียร์ คาดอาจเทียบสหรัฐฯ ได้ภายในปี 2030 นักวิเคราะห์ทหารชี้ ‘จีนไม่ลดอาวุธแน่’ และจะเดินหน้าพัฒนาแสนยานุภาพต่อ

(31 ต.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ใน Truth Social ระบุว่า จีนอาจมียุทโธปกรณ์นิวเคลียร์เทียบเท่าสหรัฐฯ ได้ภายในปี 2030 สอดคล้องกับรายงานของสถาบันสตอกโฮล์มเพื่อการวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศ (SIPRI) ที่คาดว่าจีนจะมีหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มจาก 600 ลูก เป็นกว่า 1,000 ลูกในอีก 5 ปีข้างหน้า

อิกอร์ โครอทเชนโก (Igor Korotchenko) นักวิเคราะห์ทหารและบรรณาธิการวารสาร National Defense ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวสปุตนิกว่า คำกล่าวของทรัมป์อาจเป็นความพยายามโน้มน้าวให้จีนเข้าร่วมเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์ แต่ยืนยันว่าจีน “ไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน” เพราะต้องการพัฒนาขีดความสามารถด้านยุทธศาสตร์ตามแผนของตนเอง ไม่ขึ้นอยู่กับแรงกดดันจากต่างชาติ

ด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า จีนยังไม่พร้อมเข้าร่วมการเจรจาควบคุมอาวุธใด ๆ กับสหรัฐฯ และรัสเซีย เนื่องจากศักยภาพทางนิวเคลียร์ยังต่างกันมาก โดยสหรัฐฯ มีหัวรบนิวเคลียร์กว่า 5,000 ลูก จีนยังคงอยู่ในขั้นของการพัฒนาและเสริมสร้างระบบ “นิวเคลียร์ไตรภาคี” เพื่อป้องปรามเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น

‘ทรัมป์’ ตัดเกรดหลังคุยกับ ‘สี จิ้นผิง’ มอบให้เลย 12 คะแนน จากเต็ม 10 และหวังให้ ‘จีน’ ช่วยจัดการสงคราม ระหว่าง ‘ยูเครน-รัสเซีย’ ที่ยืดเยื้อ

(31 ต.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชน หลังเสร็จสิ้นการประชุมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ว่าการพบปะครั้งนี้ ในประเด็นร่วมมือยุติสงครามยูเครน และแก้ปัญหาแร่แรร์ เอิร์ธ “ยอดเยี่ยมมาก” พร้อมเปรียบเทียบว่า “ถ้าให้คะแนนเต็ม 10 ผมให้ 12 เลย” 

อย่างไรก็ตาม คำพูดต่อมาของทรัมป์กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อเขากล่าวถึงสงครามรัสเซีย–ยูเครนว่า “บางครั้งคุณก็ต้องปล่อยให้พวกเขาสู้กันไปเอง” พร้อมเผยว่า สี จิ้นผิงรับปากจะ “ช่วยจัดการเรื่องยูเครน” แต่ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราทำอะไรได้ไม่มากนักในตอนนี้”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังพูดถึงศักยภาพทางทหารของสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า “อเมริกามีอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก แต่เราไม่เคยทดสอบมันเลย” ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่จุดกระแสกังวลในหมู่ชาติตะวันตกว่า “ผมว่ามันถึงเวลาที่จะเริ่มทดสอบได้แล้ว เพราะประเทศอื่นเขาก็ทำกันอยู่”

‘ทรัมป์’ เผยสหรัฐอเมริกา อาจกลายเป็นประเทศ ‘โลกที่สาม’ หากศาลสูงสุดตัดสินประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจใช้มาตรการรีดภาษี

(3 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ใน Truth Social เตือนว่า “สหรัฐอเมริกาอาจตกต่ำจนกลายเป็นประเทศโลกที่สาม” หากศาลสูงสุดตัดสินว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจใช้มาตรการภาษีศุลกากรได้โดยตรง โดยคดีดังกล่าวจะเริ่มพิจารณาในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ทรัมป์ระบุว่าเป็น “หนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ”

ทรัมป์ย้ำว่า มาตรการภาษีศุลกากรในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งช่วยสร้าง “ความมั่งคั่งมหาศาลและความมั่นคงของชาติ” โดยระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคยทำสถิติสูงสุดหลายครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ ของรัฐบาลตน และแทบไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากการเจรจาการค้ากับจีนและอีกหลายประเทศ ที่เขาเชื่อว่ามาจาก “อำนาจต่อรองด้วยภาษีศุลกากรของรัฐบาลตนเอง”

ทรัมป์เตือนเพิ่มเติมว่า หากประธานาธิบดีไม่สามารถใช้อำนาจด้านภาษีได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น “ประเทศจะไร้การป้องกัน” และอาจนำไปสู่ “ความล่มสลายของชาติ” โดยชี้ว่า ผู้ที่คัดค้านเรื่องนี้มีเพียง “ประเทศที่เคยเอาเปรียบสหรัฐฯ มานาน ผู้ที่เกลียดชังประเทศ และพรรคเดโมแครต”

นอกจากนี้ ทรัมป์ระบุว่าเขาจะไม่เดินทางไปศาลในวันพุธ เพื่อไม่ให้การปรากฏตัวของตนบดบังความสำคัญของคดี พร้อมกล่าวปิดท้ายว่า “หากเราชนะ เราจะเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมั่นคงที่สุดในโลก แต่หากเราแพ้ ประเทศของเราอาจตกต่ำ ขอให้พระเจ้าช่วยไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น”

ทรัมป์ยก ‘ปูติน–สี จิ้นผิง’ เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและฉลาด ชี้ไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย ต้องให้ความเคารพทางการเมือง เตรียมหารือเรื่องการลดอาวุธนิวเคลียร์

(4 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBS โดยกล่าวถึง วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ว่าเป็น “ผู้นำที่ฉลาดและแข็งแกร่ง” พร้อมระบุว่า “ทั้งสองไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย พวกเขาเป็นผู้นำที่จริงจัง ต้องให้ความเคารพอย่างมาก.”

ทรัมป์เปิดเผยว่าได้หารือกับทั้งปูติน และสีจิ้นผิงเกี่ยวกับแนวทาง “การลดอาวุธนิวเคลียร์” โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องหาทางแก้ปัญหาร่วมกันในประเด็นนี้ เพื่อป้องกันความตึงเครียดที่อาจลุกลามในระดับโลก เขายังปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าสหรัฐฯ อาจทำสงครามกับเวเนซุเอลา โดยยืนยันว่า “ไม่น่าจะเกิดขึ้น” แต่ยอมรับว่ามีความไม่พอใจต่อท่าทีของรัฐบาลเวเนซุเอลาในเรื่องยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่ายังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการส่งกองกำลังสหรัฐฯ ไปยังไนจีเรีย เพื่อ “กวาดล้างผู้ก่อการร้ายอิสลาม” พร้อมขู่ระงับความช่วยเหลือทุกประเภทหากการสังหารชาวคริสต์ยังคงดำเนินต่อไป โดยกล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “พวกเขาฆ่าชาวคริสต์เป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

สำหรับถ้อยแถลงของทรัมป์ครั้ง นี้สะท้อนท่าทีที่แข็งกร้าวและเน้นภาพ “ผู้นำโลกที่ต้องจริงจังต่อกัน” ซึ่งต่างจากสำนวนการทูตแบบดั้งเดิม ทั้งยังตอกย้ำแนวคิดการต่างประเทศของเขาที่เน้นการใช้พลังอำนาจและการป้องกันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top