Friday, 5 June 2026
สหรัฐอเมริกา

‘มาครง’ หนุนแผนสหรัฐฯ ยุติสงครามกาซา จี้อิสราเอลหยุดขยายนิคมยิว!! ชี้ทำลายหนทางรัฐปาเลสไตน์

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ประกาศสนับสนุนแผนของสหรัฐฯ ในการยุติสงครามอิสราเอล–กาซา โดยเรียกร้องให้มี “การหยุดยิงถาวร” และปล่อยตัวเชลยทั้งหมด พร้อมตำหนิการขยายนิคมยิวในเขตเวสต์แบงก์ของอิสราเอลว่าเป็นอุปสรรคต่อการสร้างรัฐปาเลสไตน์และสันติภาพในภูมิภาค

มาครงกล่าวระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจากกลุ่มประเทศอาหรับและยุโรปที่กรุงปารีสเมื่อวันพฤหัสบดี ว่าฝรั่งเศส “พร้อมมีบทบาทในกองกำลังรักษาเสถียรภาพกาซา” หลังสงครามสิ้นสุด โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือประชาชนในกาซาที่ถูกทำลายอย่างหนักจากสงคราม และเตรียมแผนรับมือวันหลังสงคราม

การหารือเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังอิสราเอลและฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เพื่อแลกกับการปล่อยเชลยอิสราเอลที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการยุติสงครามที่คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์หลายหมื่นคนและก่อวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรง ข้อตกลงนี้มีอียิปต์เป็นตัวกลาง และสอดคล้องกับแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ เสนอภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แม้อิสราเอลแสดงความไม่พอใจที่ฝรั่งเศสจัดประชุมดังกล่าวโดยไม่ปรึกษาไว้ก่อน แต่มาครงยืนยันว่าการสนับสนุนรัฐปาเลสไตน์และผลักดันแนวทางสองรัฐยังเป็นหนทางเดียวสู่สันติภาพถาวร พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือฟื้นฟูเสถียรภาพและสร้างอนาคตใหม่ให้กับกาซา

‘เนทันยาฮู’ โพสต์ชม ‘ทรัมป์’ ย้ำสมควรได้รับรางวัลโนเบล จากแผนสันติภาพ 20 ข้อ ช่วยยุติสงคราม ‘อิสราเอล-ฮามาส’

(10 ต.ค. 68) นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอลออกมาเรียกร้องอีกครั้งให้มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยกเหตุผลว่าแผนสันติภาพ 20 ข้อของทรัมป์มีส่วนสำคัญในการยุติสงครามกาซาที่ดำเนินมานานสองปี ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส

เนทันยาฮูโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า “มอบรางวัลโนเบลสันติภาพให้ @realDonaldTrump — เขาสมควรได้รับมัน!” พร้อมภาพที่สร้างด้วย AI แสดงให้เห็นทรัมป์ยิ้มรับเสียงปรบมือจากผู้คน ขณะเขาสวมเหรียญโนเบลไว้ที่คอ และมีแบนเนอร์ด้านหลังเขียนว่า “สันติภาพผ่านพลัง”

ด้านทรัมป์ประกาศเมื่อวันพุธว่า อิสราเอลและฮามาสได้ลงนามใน “ระยะที่หนึ่ง” ของแผนสันติภาพแล้ว โดยจะเริ่มจากการปล่อยเชลยทั้งหมดและถอนทหารอิสราเอลไปยังแนวเส้นที่ตกลงกันไว้ เพื่อมุ่งสู่ “สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร” พร้อมระบุว่าอาจเดินทางไปตะวันออกกลางในสุดสัปดาห์นี้เพื่อติดตามข้อตกลงหยุดยิงด้วยตนเอง

นอกจากเนทันยาฮูแล้ว ประธานาธิบดีฮาเวียร์ มีเล (Javier Milei) ของอาร์เจนตินาก็ร่วมสนับสนุนการเสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงโนเบล โดยกล่าวว่า “ผู้นำคนอื่นที่สร้างสันติภาพระดับนี้ คงได้รับรางวัลไปนานแล้ว” ทั้งนี้ ทรัมป์เคยได้รับการเสนอชื่อจากเนทันยาฮูมาก่อนเมื่อเดือนกรกฎาคม หลังมีบทบาทในการผลักดัน “ข้อตกลงอับราฮัม” ระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับหลายประเทศ

‘ทรัมป์’ ฉลองข้อตกลงหยุดยิงกาซา แต่ยังไม่รับประกันอิสราเอลจะไม่โจมตีอีก

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แถลงฉลองความสำเร็จหลังมีการปล่อยตัวตัวประกันชาวอิสราเอล 20 คน จากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาส โดยทรัมป์ย้ำว่า “สิ่งแรกที่เราต้องทำคือพาตัวประกันกลับบ้านให้ได้ก่อน หลังจากนั้นเราค่อยดูต่อไป” พร้อมเปิดเผยแผนเดินทางไปอียิปต์วันอาทิตย์นี้ เพื่อร่วมลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ และกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาอิสราเอล

ทรัมป์กล่าวว่า แผนสันติภาพ 20 ข้อที่ตนเป็นผู้ผลักดัน จะนำไปสู่การถอนทหารอิสราเอลออกจากเขตกาซาเป็นขั้นตอน และจัดตั้ง “กองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ” เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยมีประเทศอาหรับที่ร่ำรวยร่วมสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ “พวกเขารวยมาก และอยากช่วยสร้างกาซาใหม่ให้เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ” ทรัมป์กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเขามั่นใจหรือไม่ว่าอิสราเอลจะไม่กลับไปโจมตีกาซาอีก ทรัมป์ตอบเพียงว่า “เราจะดูอีกทีหลังจากนี้” พร้อมยืนยันว่าขณะนี้เป้าหมายหลักคือการช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์และสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง เขายังย้ำว่า “ผมไม่ได้ทำเพื่อรางวัลโนเบล ผมทำเพราะผมต้องการช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมาก”

สาวเกาหลี แฉ!! พนักงานแมคโดนัลด์ ‘หัวเราะเยาะ - ให้รออาหาร 70 นาที’ ชี้!! เป็นการเลือกปฏิบัติ เหยียดเชื้อชาติ ของร้านดังในสหรัฐอเมริกา

เมื่อวานนี้ (10 ต.ค. 68) ยูทูบเบอร์คนหนึ่งได้โพสต์วิดีโอผ่านโซเชียล เล่าทั้งน้ำตา

หญิงชาวเกาหลีอ้างว่าเธอถูกเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในร้านแมคโดนัลด์ในสหรัฐฯ หลังจากรออาหารนาน 70 นาทีแต่ไม่ได้รับอาหาร และยังถูกพนักงานเยาะเย้ย / โพสต์อินสตาแกรม 

เหตุเกิดขึ้นที่ร้านแมคโดนัลด์แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ โดยหลังจากสั่งอาหารไปแล้วกว่า 40 นาที อาหารยังไม่ออกมา แต่ลูกค้าคนอื่นๆ ที่สั่งทีหลังกลับได้รับอาหารตามปกติ

“ฉันถามถึงอาหารไป 5 ครั้ง แต่พนักงานเพียงยิ้มและตอบว่า “ใกล้จะได้แล้ว” เพียงเท่านั้นเธอกล่าว

สุดท้ายหลังจากรอ นานกว่า 70 นาที ก็ยังไม่ได้อาหาร ทำให้เธอต้องออกจากร้านมือเปล่า

ฉันได้ยินเสียงหัวเราะจากในครัว มีคนพูดว่า “พวกมันคงไม่กลับมากินอีกแน่‘‘ พร้อมเสียงหัวเราะ 

เธอกล่าวทั้งน้ำตา “ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอับอายและโกรธมาก” เนื่องจากเธอมีน้องหมารออยู่ที่บ้าน จึงไม่ได้แย้งหรือร้องเรียนหรือปะทะในขณะนั้น เธอกล่าวว่าจะร้องเรียนไปที่สำนักงานใหญ่ 

ยูทูบเบอร์คนนี้ระบุว่า หลังจากย้ายจากซีแอตเทิลไปยังเมืองเล็กๆ ในรัฐนิวยอร์ก เธอเจอกับการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติแบบแนบเนียนเป็นครั้งที่สอง
เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ของเกาหลีใต้ หลายคนเรียกร้องให้แมคโดนัลด์สหรัฐฯ ออกมาชี้แจงและตรวจสอบกรณีนี้อย่างเป็นทางการ

คุณเคยเจอประสบการณ์แบบนี้ในต่างประเทศไหม?? เล่าให้เราฟังหน่อย 👇

‘ทรัมป์’ รับประกัน!! จะไม่มีสงครามโลกครั้งที่ 3 ยกดีลหยุดยิง ‘อิสราเอล–ฮามาส’ เป็นข้อตกลงแห่งประวัติศาสตร์

(14 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดสันติภาพที่เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ ว่า “โลกจะไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ถ้าเราฉลาดพอ” พร้อมระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่เพิ่งลงนาม ถือเป็นหลักประกันว่าหากเกิดสงครามขึ้นอีก “ก็จะไม่ปะทุในตะวันออกกลางแน่นอน”

นอกจากนี้ ทรัมป์กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนช่วยให้การเจรจาบรรลุผล พร้อมชื่นชมว่าดีลครั้งนี้เป็น “ความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์” และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคที่เผชิญความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ

โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงภาคภูมิว่า “ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มักเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่วันนี้ อาจเป็นดีลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้วก็ได้”

สภาคองเกรสสหรัฐฯ เดินหน้ากฎหมาย H.R.5490 ล่าแก๊งสแกมข้ามชาติ Benjamin–Yim Leak–Huione

(14 ต.ค. 68) สภาคองเกรสสหรัฐฯ เปิดศึกครั้งใหญ่กับ 'ขบวนการสแกมข้ามชาติ' ที่กำลังสร้างความเสียหายทั่วโลก โดยล่าสุดมีการเสนอร่างกฎหมายชื่อว่า 'Dismantle Foreign Scam Syndicates Act' (H.R.5490) เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีอำนาจจัดตั้ง คณะทำงานพิเศษระดับชาติ (Task Force) สำหรับ 'ล้างบาง' เครือข่ายอาชญากรรมที่ใช้แรงงานบังคับและระบบออนไลน์ในการหลอกลวงผู้คน — โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา เมียนมา และลาว

ผู้เสนอร่างกฎหมายคนสำคัญคือ นายเจฟเฟอร์สัน ชรีฟ (Jefferson Shreve) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐอินดีแอนา พรรครีพับลิกัน ซึ่งร่วมกับ สส.จอห์น มูลีนาร์ และสส.ไมเคิล รูลลี เสนอร่างเข้าสภาเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา โดยกฎหมายนี้ถูกส่งต่อให้คณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศและด้านยุติธรรมของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา

สาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือ การตั้งคณะทำงานข้ามหน่วยงานขึ้นมานำโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อสืบสวนและปิดล้อม “ศูนย์สแกม” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้แรงงานบังคับของเหยื่อค้ามนุษย์ในการดำเนินการหลอกลวงแบบ 'Pig Butchering' หรือ 'หลอกให้รัก หลอกให้ลงทุน' ซึ่งกำลังระบาดไปทั่วภูมิภาค

สภาคองเกรสระบุในรายงานประกอบร่างว่า เครือข่ายสแกมเหล่านี้ส่วนใหญ่มี รากฐานจากองค์กรอาชญากรรมจีน ที่เข้าไปตั้งศูนย์ปฏิบัติการในประเทศที่มี “รัฐบาลอำนาจนิยมและขาดความโปร่งใส” เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา และในหลายกรณี “มีความร่วมมือโดยตรงกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง” ของประเทศเหล่านี้

ตัวเลขความเสียหายรุนแรงถึงขั้นที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประเมินว่า เฉพาะในปี 2024 ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการถูกหลอกลงทุน และทั่วโลกอาจมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

สิ่งที่ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกจับตาอย่างมาก คือ รายชื่อบุคคลและองค์กรที่อยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเบื้องต้นกว่า 30 ราย ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจใหญ่ในกัมพูชา เช่น Huione Group, Prince Group, K99 Group, Union Development Group, และบุคคลที่ใกล้ชิดกับครอบครัวผู้นำกัมพูชาอย่าง ฮุน เซน

ในรายชื่อยังปรากฏชื่อของ Yim Leak และ D. Chen Zhi ที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ในพนมเปญ Hun To และ Dy Vichea ซึ่งเป็นสมาชิกในตระกูลผู้นำกัมพูชา รวมถึง Chou Bun Eng และ Sar Sokha เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นกับการปล่อยให้มีศูนย์สแกมเกิดขึ้นในประเทศ

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านวุฒิสภาและมีผลบังคับใช้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถใช้กฎหมาย Global Magnitsky Act และ Executive Order 13581 เพื่อคว่ำบาตรบุคคลเหล่านี้ทันที ทั้งในรูปแบบการอายัดทรัพย์สิน ห้ามทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินสหรัฐฯ และตัดสิทธิ์ในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ภายใต้ร่างนี้ ยังมีข้อกำหนดให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดตั้ง Task Force ภายใน 30 วัน และต้องจัดทำยุทธศาสตร์ภายใน 180 วัน เพื่อ
1. ประสานกับพันธมิตรระหว่างประเทศในการปิดศูนย์สแกม
2. กดดันรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กัมพูชา ให้รับผิดชอบ
3. และให้ใช้ “ขีดความสามารถทางไซเบอร์เชิงรุก” เพื่อโจมตีและทำลายโครงสร้างเทคโนโลยีของขบวนการเหล่านี้โดยตรง

กฎหมายนี้ยังจัดสรรงบประมาณกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี สำหรับการช่วยเหลือและฟื้นฟูเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกม รวมถึงการนำพวกเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย

นักวิเคราะห์ในวอชิงตันมองว่า “Dismantle Foreign Scam Syndicates Act” คือก้าวสำคัญของนโยบายความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยง “อาชญากรรมไซเบอร์ – การค้ามนุษย์ – อำนาจรัฐอำนาจนิยม” เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในกัมพูชา ซึ่งชื่อของเครือข่ายใกล้ชิดกับ ฮุน เซน ปรากฏอยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเกือบทั้งหมด

สหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดว่า “จะไม่เพียงแค่ปราบสแกมเมอร์รายย่อย” แต่จะสืบสวนไปถึงผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อยุติวงจรของอาชญากรรมและการคอร์รัปชันที่บั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาคนี้มานานหลายปี

‘เวเนซุเอลา’ ปิดสถานทูตใน ‘นอร์เวย์–ออสเตรเลีย’ เดินหน้าสร้างพันธมิตรใหม่ในแอฟริกา

(14 ต.ค. 68) รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศปิดสถานทูตในนอร์เวย์และออสเตรเลีย เพื่อปรับโครงสร้างการทูตรอบใหม่ โดยระบุว่าเป็น “การกระจายทรัพยากรเชิงกลยุทธ์” เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายต่างประเทศยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับประเทศในกลุ่ม 'โลกใต้' (Global South) มากกว่าชาติตะวันตก

นายอีวาน กิล (Yvan Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศของเวเนซุเอลา แถลงว่า การปรับโครงสร้างนี้มีเป้าหมายเพื่อใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับความร่วมมือในด้านการพัฒนา การศึกษา พลังงาน และความมั่นคง โดยเฉพาะกับประเทศที่มีจุดยืนสอดคล้องกับเวเนซุเอลาในเวทีโลก

พร้อมกันนี้ เวเนซุเอลายังประกาศเปิดสถานทูตแห่งใหม่ในซิมบับเวและบูร์กินาฟาโซ เพื่อใช้เป็นฐานขยายความร่วมมือในด้านเกษตร เหมืองแร่ และพลังงาน ถือเป็นสัญญาณชัดว่า ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) แห่งเวเนซุเอลา กำลังหันเหจุดศูนย์กลางการทูตจากตะวันตก มุ่งหน้าสู่แอฟริกาและพันธมิตรโลกใต้มากขึ้น

DOJ สหรัฐฯ ลุยยึด ‘บิตคอยน์’ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลล์ จาก ‘เฉิน จื้อ’ นักธุรกิจจีน!! ชักใยขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชา

(15 ต.ค. 68) กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เปิดเผยการดำเนินคดีทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยฟ้องร้องและยึดทรัพย์บิตคอยน์กว่า 127,000 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 550,000 ล้านบาท) ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลประโยชน์จากขบวนการฉ้อโกงและฟอกเงินข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันบิตคอยน์เหล่านี้อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลสหรัฐฯ แล้ว

คดีนี้มีผู้ต้องหาหลักคือ 'เฉิน จื้อ' (Chen Zhi) หรือ 'วินเซนต์' ชาวจีน แต่ถือสัญชาติอังกฤษและกัมพูชา วัย 37 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group ซึ่งถูกตั้งข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและฟอกเงิน โดยมีการบังคับใช้แรงงานในคอมพาวด์ต่าง ๆ ทั่วกัมพูชา เพื่อหลอกเหยื่อทั่วโลกให้ลงทุนในคริปโตภายใต้กลโกงที่เรียกว่า 'Pig Butchering'

อัยการสหรัฐฯ ระบุว่า เฉินและผู้บริหารระดับสูงของ Prince Group ใช้บริษัทบังหน้าในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริการด้านการเงิน แต่เบื้องหลังกลับขยายอิทธิพลกลายเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ในเอเชีย ทำรายได้มหาศาลจากการหลอกลงทุนและบังคับแรงงานต่างชาติ

ทั้งนี้ 'เฉิน จื้อ' ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้าติดตามตัวผู้ต้องหาและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยคดีนี้ถือเป็นการยึดทรัพย์จากคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ และเป็นสัญญาณชัดเจนถึงการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ทั่วโลก

‘ปูติน’ มอบเอกสารลับของสหภาพโซเวียตให้ ‘ทรัมป์’ หวังคลี่คลายปริศนาการลอบสังหาร ‘จอห์น เอฟ. เคนเนดี’

(15 ต.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตันเปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตอเล็กซานเดอร์ ดาร์ชีเยฟ (Alexander Darchiev) ได้ส่งมอบจดหมายจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมเอกสารลับที่เพิ่งถูกเปิดเผย เกี่ยวกับการลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี เมื่อปี 1963 โดยมีการส่งมอบผ่านนางแอนนา พอลินา ลูนา (Anna Paulina Luna) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน รัฐฟลอริดา

เอกสารดังกล่าวอ้างอิงจากบันทึกลับของสหภาพโซเวียต ซึ่งบางส่วนเคยถูกมอบให้สหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยที่ อนาโตลี มิคอยาน (Anastas Mikoyan) ประธานสภาระดับสูงแห่งโซเวียต ซึ่งเป็นตัวแทนเข้าร่วมพิธีศพของเคนเนดี โดยรัสเซียระบุว่าการเปิดเผยครั้งนี้เป็นไปตามความตกลงของผู้ถือสิทธิ์ในเอกสาร และมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการสืบสวนเพิ่มเติมตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยให้สัญญากับประชาชนอเมริกัน

ด้านนางลูนาได้โพสต์บนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า เธอได้รับรายงานต้นฉบับจากเอกอัครราชทูตรัสเซียแล้ว และทีมผู้เชี่ยวชาญกำลังเร่งแปลและตรวจสอบเนื้อหา ก่อนจะเผยแพร่สู่สาธารณะโดยเร็ว โดยระบุว่า “นี่คือเอกสารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมหาศาล”

‘ทรัมป์’ รับ ‘ยูเครน’ อยากบุกใส่รัสเซีย ชั่งใจส่ง ‘โทมาฮอว์ก’ หวั่นยกระดับสงคราม

(16 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่าเตรียมหารือกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เกี่ยวกับสถานการณ์สงครามกับรัสเซีย โดยระบุว่ายูเครนต้องการ 'เปิดเกมรุก' และตนจะตัดสินใจในภายหลังว่าจะอนุมัติการส่งขีปนาวุธโทมาฮอว์ก (Tomahawk) ให้หรือไม่

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “พวกเขาอยากบุก ผมจะต้องพิจารณาเรื่องนี้” พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจจะเกิดขึ้นหลังการหารือกับผู้นำยูเครน ซึ่งมีกำหนดเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเร็ว ๆ นี้

ด้านรัสเซียออกมาเตือนว่า การส่งขีปนาวุธโทมาฮอว์กให้ยูเครน จะไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ในแนวรบได้ แถมยังอาจยกระดับความขัดแย้ง เนื่องจากการใช้งานอาวุธดังกล่าวจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top