Saturday, 5 April 2025
สหรัฐอเมริกา

'แก๊งเด็กมะกัน' รุมทำร้ายหญิงชราชาวเอเชีย สุดช็อก!! 1 ในแก๊งมีอายุเพียง 11 ปี

เด็ก 3 คน อายุ 11, 13 และ 14 ปี กับชายอายุ 18 ปีรายหนึ่ง ก่อเหตุรุมทำร้ายและปล้นหญิงชราชาวเอเชียวัย 70 ปี ภายในอพาร์ตเมนต์ที่เธอพักอาศัย ในซานฟรานซิสโก สหรัฐฯ เมื่อเดือนที่แล้ว และเวลานี้ 2 คนอยู่ภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ จากการเปิดเผยของตำรวจในช่วงต้นสัปดาห์ ในเหตุการณ์ที่ตำรวจถึงขั้นเอ่ยปากว่าน่าเศร้าและเป็นเรื่องช็อกอย่างยิ่ง

บิล สกอตต์ ผู้บัญชาการตำรวจซานฟรานซิสโก เปิดเผยว่าผู้หญิงรายดังกล่าวกำลังอยู่นอกอาคารที่พักอาศัยของเธอในย่านไชนาทาวน์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ระหว่างนั้นพวกผู้ต้องสงสัยเดินเข้ามาหาและพูดคุยกับเธอ

ด้วยที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกผู้ต้องสงสัยพูด เนื่องจากอุปสรรคทางภาษา เธอจึงหลบเข้าไปในบริเวณล็อบบี้ของตัวอาคาร แต่พวกผู้ต้องสงสัยยังเดินตามเธอไป จากนั้นพวกผู้ต้องสงสัยลงมือทุบตีทำร้ายและปล้นสะดมเธอ ก่อนหลบหนีไป อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งมวลนี้ถูกกล้องวงจรปิดจับภาพเอาไว้ได้

"เหยื่อถูกพาตัวส่งโรงพยาบาลท้องถิ่นแห่งหนึ่ง และขอบคุณพระเจ้า อาการบาดเจ็บของเธอไม่อันตรายถึงขั้นเสี่ยงต่อการเสียชีวิต" สกอตต์กล่าว แต่เขาไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้หญิงรายนี้

'สหรัฐฯ-เกาหลีใต้' เดินหน้า 'ซ้อมรบ' ตามแผน เมินเสียงประท้วงเดือดนับหมื่นกลางกรุงโซล

กองกำลังร่วมเกาหลีใต้และสหรัฐฯ เปิดการซ้อมรบร่วมประจำปีตามกำหนดแผนเดิมเมื่อวันอังคาร (16 ส.ค.) เพียง 3 วันหลังจากที่นักเคลื่อนไหวหัวเสรีนิยมในกรุงโซลออกมาชุมนุมประท้วงนับหมื่นคน เพื่อแสดงออกถึงการ 'ไม่เอาสงคราม'

ปฏิบัติการฝึกร่วมเพื่อจัดการวิกฤต (crisis-management drill) ที่มุ่งตระเตรียมแผนรับมือหากเกิดสถานการณ์ขั้นวิกฤตก่อนที่สงครามจะปะทุ จะกินระยะเวลารวม 4 วัน ก่อนที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้จะเริ่มการซ้อมรบภายใต้รหัส 'อุลชิ ฟรีดอม ชิลด์' (Ulchi Freedom Shield : UFS) ซึ่งถือเป็นการฝึกในช่วงฤดูร้อนที่จะมีการซ้อมเคลื่อนกำลังพลเข้าโจมตีด้วย (field maneuvers) ด้วย

คณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ (JCS) แถลงเมื่อวันอังคาร (16 ส.ค.) ว่า การฝึก UFS นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันตนเอง และเป็นการซ้อมรบร่วมระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ที่จัดเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22 ส.ค. ไปจนถึง 1 ก.ย.

เกาหลีเหนือออกมา 'ประณาม' การฝึกยุทธวิธีครั้งนี้ว่าเป็นแผนซ้อมรุกรานโสมแดง

JCS ย้ำในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร (16 ส.ค.) ว่า ปฏิบัติการฝึกครั้งนี้จะมีการซ้อมเคลื่อนพลโจมตีด้วย เพื่อประเมินความสามารถในการปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการควบคุมปฏิบัติการของทหารเกาหลีใต้ในช่วงสงคราม (wartime operational control) จากวอชิงตันไปสู่มือโซล

ทั้งนี้ การควบคุมปฏิบัติการของทหารเกาหลีใต้ถูกมอบให้เป็นหน้าที่ของกองบัญชาการยูเอ็นที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ หลังจากที่สงครามเกาหลีปะทุขึ้นเมื่อช่วงปี 1950-53 โดยเกาหลีใต้เพิ่งจะได้รับอำนาจควบคุมปฏิบัติการทางทหารของตนเองในยามสันติ (peacetime operational control) เมื่อปี 1994

นักเคลื่อนไหวเสรีนิยมในเกาหลีใต้หลายพันคนออกมารวมตัวประท้วงที่กรุงโซลเมื่อวันเสาร์ที่ 13 ส.ค. ก่อนจะถึงวันครบรอบ 77 ปีการปลดปล่อยคาบสมุทรเกาหลี โดยผู้ประท้วงเหล่านี้ต่างป่าวร้องสโลแกนต่อต้านสหรัฐฯ เช่น 'สลายกลุ่มพันธมิตรเกาหลี-สหรัฐฯ' และ 'แผ่นดินนี้ไม่ใช่ฐานก่อสงครามของอเมริกา'

กลุ่มนักเคลื่อนไหวยังได้ชูแผ่นป้ายและสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ เช่น 'ไม่เอาการซ้อมรบ, ไม่เอาสหรัฐฯ' และ 'ไม่เอาความร่วมมือทางทหารเกาหลี-สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น'

'รัฐบาลสหรัฐฯ' ล้างหนี้ 'กยศ.' คนละ 3 แสน เพิ่มพื้นที่หายใจครอบครัวชั้นกลาง-แรงงาน

(25 ส.ค. 65) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศเมื่อวันพุธ ปลดหนี้เพื่อการกู้ยืมทางการศึกษา เป็นวงเงินสูงสุด 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 359,890 บาท) ให้เป็นกรณีพิเศษสำหรับผู้ที่มีความเดือดร้อนทางการเงิน ซึ่งจะมีเกณฑ์พิจารณา คือการเป็นผู้มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 125,000 ดอลลาร์สหรัฐ ราว 4.49 ล้านบาท) หรือมีรายได้ครัวเรือนต่อปีไม่เกิน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.9 ล้านบาท)

ปัจจุบัน ในสหรัฐฯ มีชาวอเมริกันเป็นหนี้ กยศ.อยู่ประมาณ 43 ล้านคน รวมเป็นเงินถึง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ โดย 1 ใน 5 ของจำนวนนี้เป็นหนี้ไม่ถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ประธานาธิบดี ไบเดน กล่าวที่ทำเนียบขาวในวันพุธ ระบุว่าแผนการของเขาจะทำให้ครอบครัวชั้นกลางและชั้นแรงงานมีพื้นที่หายใจมากขึ้น “ภาระมันหนักหนามากถึงขั้นที่คุณเรียนจบไปแล้ว คุณอาจจะยังไม่สามารถเข้าถึงการใช้ชีวิตของคนชั้นกลาง ที่ครั้งหนึ่งวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีเคยให้ได้” ไบเดนเสริมด้วยว่า 1 ใน 3 ของผู้กู้ กยศ. มีหนี้แต่ไม่มีปริญญา

ปริศนาเครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ !! ‘กลุ่ม Deeper Dorset’ สืบค้นความจริงจากเศษซากใต้ทะเล ของเครื่องบินลำเลียง ซึ่งถูกขโมยเมื่อ 53 ปีก่อน!!

แม้กองทัพของสหรัฐฯ จะดูเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่รู้หรือไม่ว่า กองทัพสหรัฐฯ เคยถูกขโมยอาวุธยุทโธปกรณ์มาแล้วมากมายหลายรายการ ซึ่งการขโมยที่เป็นข่าวดังก็เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เป็นการขโมยรถถังแบบ M60A3 Patton โดย Shawn Nelson จากคลังของ California Army National Guard ออกมาวิ่งบนถนนในเมือง San Diego มลรัฐ California เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ (ค.ศ. 1995) โดยเขาได้ขับรถถังชนรถที่จอดอยู่ไปเรื่อยๆ สร้างความเสียหายสูงถึง US$149,201 (เทียบเท่ากับ US $265,329 ในปัจจุบัน) และที่สุดก็ถูกตำรวจ San Diego ยิงเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เครื่องลำเลียงแบบ C-130E Hercules แบบเดียวกับที่ถูกขโมยโดย Paul Meyer

แต่หากพูดถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ชิ้นใหญ่ที่สุดที่กองทัพสหรัฐฯ ถูกขโมยไปนั้น ก็คงหนีไม่พ้นเครื่องลำเลียงแบบ C-130 ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ (ค.ศ. 1969) หรือเมื่อ ๕๓ ปีก่อน ณ ฐานทัพอากาศ Mildenhall สหราชอาณาจักร โดยพันจ่าอากาศเอก Paul Meyer ช่างเครื่องสังกัดกองทัพอากาศสหรัฐฯ เป็นผู้ลงมือขโมย

Paul Meyer เคยปฏิบัติหน้าที่ในเวียดนาม ในตอนนั้นเขาพึ่งแต่งงานกับ Jane Meyer (ปัจจุบัน Mary Ann Jane Goodson) เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๒ และอยากประจำการที่ฐานทัพอากาศ Langley ซึ่งอยู่ใกล้บ้านเพื่ออยู่กับครอบครัว เขาคิดถึงภรรยา และทำงานอย่างไม่มีความสุข ซ้ำยังดื่มหนักอีกด้วย ไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุเขาได้ยื่นคำร้องขอย้ายกลับ แต่คำขอถูกปฏิเสธอีก ในคืนวันที่  ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ (ค.ศ. 1969) เขาไปงานเลี้ยงที่บ้านของเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นทหารอากาศด้วยกัน เขาดื่มหนักจนเมา หลังจากนั้นออกอาการก้าวร้าวอาละวาด จนเพื่อน ๆ ของเขาต้องพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาเข้านอน แต่เขากลับหนีออกมาทางหน้าต่าง หลังจากนั้นไม่นาน ตำรวจเมือง Suffolk พบตัวเขาบนถนน A11 และจับเขาในข้อหาเมาแล้วก่อความวุ่นวาย ก่อนพากลับไปส่งยังฐานทัพอากาศ Mildenhall และผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้เขาเข้านอน

ส.ว.หญิงมะกัน เรียก 'ประเทศไต้หวัน' ขณะเข้าพบ 'ไช่ อิงเหวิน' ด้านสถานทูตจีนในสหรัฐฯ ลั่น!! จะตอบโต้อย่างสาสม

กลุ่มสื่อต่างประเทศ - วุฒิสมาชิกหญิงของสหรัฐฯ ประกาศให้การสนับสนุนไต้หวันปกป้องอิสรภาพ และดินแดน พร้อมกับเรียกไต้หวันว่า ประเทศ

มาร์ชา แบล็กเบิร์น วุฒิสมาชิกรัฐเทนเนสซีจากพรรครีพับลิกัน ของสหรัฐฯ เข้าพบกับประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน ของไต้หวันที่กรุงไทเป เมื่อวันศุกร์ (26 ส.ค.) นับเป็นการมาเยือนไต้หวันครั้งที่ 4 ของคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ในเดือนนี้ (ส.ค.) โดยมีนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคเดโมแครต ประเดิมเป็นรายแรกเมื่อต้นเดือน ซึ่งทำให้เสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันสั่นคลอนหนัก เมื่อจีนตอบโต้ด้วยการซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน

การมาเยือนของ ส.ว.หญิงมะกันคนล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านอย่างหนักแน่นจากปักกิ่ง เช่นเดียวกับคราวนางเพโลซี อย่างไรก็ตาม ในวิดีโอ ซึ่งทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก แบล็กเบิร์นได้กล่าวกับประธานาธิบดีไช่ ว่า เธอรอคอยการมาเยือนที่ยอดเยี่ยม และยังจดจำการมาเยือนไต้หวัน อันน่าประทับใจเมื่อปี 2551 ได้ดี นอกจากนั้น เธอถึงขั้นเรียกไต้หวันว่า เป็นประเทศหนึ่งเลยทีเดียว พร้อมกับระบุด้วยว่า การสนับสนุนให้ไต้หวันรักษาอิสรภาพของตนเองถือเป็นสิ่งสำคัญ

เลือกตั้งปี 2020 ช่องโหว่ของประชาธิปไตยในสหรัฐฯ เมื่อ 'ทรัมป์' ปลุกระดมกองเชียร์ ด้วยคำอ้างว่า 'ถูกโกง'

ชาวไทยบางกลุ่มชื่นชมประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกามาก ถึงกับเอ่ยปากว่าอยากให้ประเทศไทยมีหลักการปกครองแบบเขา มาลองดูกันว่าประชาธิปไตยแบบสหรัฐฯ นี่ไปถึงไหนกันแล้ว

สหรัฐอเมริกาได้มีการปกครองในระบบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1787 (พ.ศ. 2330) โดยเลือกตั้งประธานาธิบดีเข้ารับตำแหน่งบริหารประเทศสมัยละ 4 ปี และมีสิทธิ์ปกครอง 2 สมัยหรือ 8 ปี ถ้าได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาอีก คะแนนเสียงประชาชนไม่ใช่เป็นปัจจัยที่ตัดสินผลเลือกตั้งโดยตรง เนื่องจากสมัยที่ก่อตั้งระบบการปกครองการคมนาคมและการสื่อสารยังไม่เจริญ จึงมีการแต่งตั้งกลุ่มผู้แทน (Electoral College) มาลงคะแนนเสียงแทนประชาชน จำนวนของผู้แทนคะแนนเสียง (electors) แต่ละรัฐจะขึ้นกับจำนวนประชากร รัฐไหนมีประชากรมาก จำนวนผู้แทนก็จะมากตาม รวมแล้วทั้งประเทศมีผู้แทนเสียง 570 คน พรรคเดโมแครตและพรรคริพับลิกันแบ่งกันคนละครึ่งในแต่ละรัฐ ถ้าจำนวนของผู้แทนเสียงของพรรคไหนถึง 270 ก่อน พรรคนั้นก็มีเสียงส่วนมากที่จะมีสิทธิ์เลือกประธานาธิบดี

ตั้งแต่ 'จอร์จ วอร์ชิงตัน' เข้ามารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกในปีค.ศ. 1787 (พ.ศ. 2330) การเลือกตั้งได้ถูกปฎิบัติมาอย่างราบรื่น เนื่องจากเหล่าผู้แทนเสียงทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และผู้เข้าชิงตำแหน่งยอมรับผลโดยสดุดี การผลัดเปลี่ยนประธานาธิบดีมีแต่ความสงบและเคารพซึ่งกันและกัน แต่แล้วการเลือกตั้งในปี 2020 (พ.ศ. 2563) ก็เผยช่องโหว่ของประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา

ตั้งแต่ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ลงสมัครประธานาธิบดีในปี 2016 (พ.ศ. 2559) เขาได้ประกาศเป็นศัตรูกับเหล่าสื่อใหญ่ของประเทศ โดยกล่าวหาว่าพวกสื่อเสนอข่าวเท็จ (fake news) เกี่ยวกับเขา และโปรโมตสื่อที่สนับสนุนเขาว่าเป็นสื่อที่น่าเชื่อถือ ประชาชนที่ชอบทรัมป์จึงไม่เชื่อสื่อที่เคยเป็นหน่วยข้อมูลของประเทศ แต่ไปเสพสื่อที่เสนอข่าวเอาใจผู้นำของตนโดยไม่ใช้วิจารณญานแยกแยะข้อเท็จจริง จนกระทั่งถึงขั้นป่วยหรือตายเพราะไปดื่มน้ำยาซักผ้าขาวป้องกันโควิด เพราะในขณะที่ทรัมป์แถลงข่าวเกี่ยวกับโรคระบาด เขาเอ่ยว่าน้ำยาซักผ้าขาวมีประสิทธิภาพฆ่าเชื้อไวรัสได้ 

'ไบเดน' ประกาศชัดจะส่งกองทัพปกป้อง 'ไต้หวัน' หาก 'จีน' เปิดฉากรุกรานเกาะแห่งนี้

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งซึ่งออกอากาศในวันอาทิตย์ (18 ก.ย.) ประกาศกร้าวกองกำลังสหรัฐฯ จะปกป้องไต้หวัน ในกรณีที่จีนเปิดฉากรุกราน ถ้อยแถลงชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาของผู้นำรายนี้ในประเด็นดังกล่าว

ระหว่างให้สัมภาษณ์กับรายการ 60 Minutes ของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส ไบเดนถูกถามว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะปกป้องเกาะปกครองตนเองที่จีนอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนหรือไม่ เขาตอบว่า "ใช่ ถ้าในความเป็นจริง มีการโจมตีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน"

พอถูกถามเพิ่มเติมขอความกระจ่างชัด หมายความว่าสิ่งนี้ต่างจากยูเครน โดยกองกำลังสหรัฐฯ ทั้งชายและหญิงจะปกป้องไต้หวันในกรณีที่ถูกจีนรุกราน ใช่หรือไม่ เขาตอบว่า "ใช่"

คำสัมภาษณ์นี้ถือเป็นหนล่าสุดที่เหมือนว่า ไบเดน จะพูดเกินเลยขอบเขตนโยบายที่สหรัฐฯ ยึดถือมาช้านานเกี่ยวกับไต้หวัน แต่ขณะเดียวกัน คำพูดนี้ถือเป็นถ้อยแถลงที่ชัดเจนกว่าครั้งก่อน ๆ เกี่ยวกับพันธสัญญาของทหารสหรัฐฯ ในการปกป้องเกาะแห่งนี้

เมื่อสอบถามความคิดเห็นในเรื่องนี้ไปยังทำเนียบขาว ทางโฆษกทำเนียบขาวรายหนึ่งเน้นย้ำว่า นโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อไต้หวันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง "ก็อย่างที่ท่านประธานาธิบดีเคยพูดในเรื่องนี้มาก่อน ในกรุงโตเกียวเมื่อช่วงกลางปี ท่านอธิบายอย่างชัดเจนในตอนนั้นว่า นโยบายไต้หวันของเราไม่เปลี่ยนแปลง และนั่นยังคงเป็นความจริง"

บทสัมภาษณ์กับซีบีเอสครั้งนี้เป็นการบันทึกเทปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเวลานี้ประธานาธิบดีไบเดน อยู่ในสหราชอาณาจักร เพื่อเข้าร่วมพระราชพิธีศพสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในวันจันทร์ (19 ก.ย.)

สหรัฐฯ ยึดถือนโยบายหนึ่งมาช้านาน ด้วยการทำให้เป็นเรื่องคลุมเครือว่าพวกเขาจะตอบโต้ทางทหารต่อกรณีมีเหตุโจมตีไต้หวันหรือไม่

'ปูติน' ให้สัญชาติรัสเซีย 'เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน' ผู้เปิดโปงปฏิบัติการสอดแนมลับของสหรัฐฯ

ในวันจันทร์ (26 ก.ย. 65) ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน อนุมัติสถานะพลมืองรัสเซียให้แก่ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตพนักงานสัญญาจ้างด้านข่าวกรองของอเมริกา 9 ปี หลังจากเขาออกมาแฉปฏิบัติการสอดแนมลับอันกว้างขวางและอื้อฉาวของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (เอ็นเอสเอ)

สโนว์เดน วัย 39 ปี หลบหนีออกจากสหรัฐฯ และได้รับอนุญาตให้ลี้ภัยในรัสเซีย หลังปล่อยเอกสารลับรั่วไหลในปี 2013 ที่เผยให้เห็นถึงปฏิบัติการสอดแนมอย่างกว้างขวางทั้งภายในและต่างประเทศ ที่ดำเนินการโดยสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ต้นสังกัดของเขา

เจ้าหน้าที่อเมริกาพยายามมานานหลายปีในการล่าตัวเขากลับมายังสหรัฐฯ เพื่อเผชิญการพิจารณาคดีทางอาญา ตามข้อกล่าวหาจารกรรม

ในกฤษฎีกาฉบับหนึ่งที่ลงนามโดย ปูติน ได้มอบสิทธิความเป็นพลเมืองแก่บุคคลที่เกิดในต่างประเทศ 72 ราย ในนั้นปรากฏชื่อของ สโนว์เดน ด้วย แต่วังเครมลินไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าว

ต่อมา สโนว์เดน เผยแพร่ถ้อยแถลงหนึ่ง บอกว่าเขาต้องการเห็นครอบครัวของเขายังอยู่ด้วยกัน และร้องขอความเป็นส่วนตัว "หลังจากหลายปีที่ครอบครัวเราต้องแยกจากกัน ภรรยาของผมและผมไม่ปรารถนาแยกจากลูกๆ ของเราอีก" ข้อความเป็นทวิตเตอร์ระบุ

สโนว์เดน ทวีตต่อว่า "หลังจากรอมา 2 ปีและเกือบ 10 ปีที่ลี้ภัยในต่างแดน ความมั่นคงเพียงน้อยนิดจะช่วยสร้างความต่างแก่ครอบครัวผม ผมภาวนาขอความเป็นส่วนตัวแก่พวกเขา และสำหรับเราทุกคน"

ในข้อความที่ทวีตล่าสุดนี้ ไม่ได้พาดถิงถึงกฤษฎีกาของผู้นำรัสเซีย แต่เขาแนบเธรดทวิตเตอร์หนึ่งเมื่อปี 2020 ซึ่ง สโนว์เดน เคยกล่าวไว้ว่าเขาและครอบครัวกำลังร้องขอสิทธิความเป็นพลเมือง 2 สัญชาติ สหรัฐฯ กับรัสเซีย

ชาวรัสเซียบางส่วนมีอารมณ์ขันกับข่าวนี้ โดยบางคนเล่นมุกถามเล่นๆ ว่า สโนว์เดน จะถูกเรียกรับราชการทหารเป็นทหารกองหนุนหรือไม่ หลังจากเมื่อ 5 วันก่อน ปูติน เพิ่งแถลงระดมทหารกองหนุนของประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเสริมปฏิบัติการรุกรานยูเครน

"แล้วสโนว์เดนจะถูกเกณฑ์ทหารไหม?" มารการิตา ซิมอนยา บรรณาธิการของสำนักข่าวอาร์ที สื่อมวลชนแห่งรัสเซียและผู้สนับสนุนตัวยงของปูติน เขียนติดตลกบนช่องเทเลแกรมของเธอ

ตร.มะกัน แพร่คลิปม็อบวัยรุ่นยกพลปล้นร้านสะดวกซื้อ ลั่น!! ประชาชนไม่ควรมาเจอกับเรื่องแบบนี้

กรมตำรวจฟิลาเดลเฟีย ในสหรัฐฯ เผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ฝูงม็อบกำลังลงมือปล้นสะดมร้านสะดวกซื้อ Wawa สาขาหนึ่ง ในช่วงสุดสัปดาห์ ก่อนหลบหนีไปอย่างลอยนวล ตามรายงานของฟ็อกซ์นิวส์ ในวันอังคาร (27 ก.ย.)

ภาพในวิดีโอพบเห็นกลุ่มคนจำนวนมากไหลบ่าเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ ขโมยอาหาร เครื่องดื่มและข้าวของอื่น ๆ ส่วนอีกคลิปเป็นภาพของกลุ่มคนกำลังกระโดดอยู่บนหลังคารถที่จอดอยู่บริเวณด้านนอกร้าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนราว ๆ 20.15 น. ของวันเสาร์ 24 ก.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) และตำรวจกำลังตามล่าผู้ต้องสงสัยประมาณ 100 คน ส่วนใหญ่เป็นเยาวชน

"เรารู้ว่าผู้ปกครองหลายท่านจะได้ดูคลิปนี้และบอกว่า นั่นไม่ใช่แนวทางที่ฉันเลี้ยงดูลูก ๆ มันเป็นที่เข้าใจได้ แต่มันเป็นความรับผิดชอบของพวกคุณเช่นกันที่ต้องชี้ตัวลูกๆ ของพวกคุณให้เรา" จอห์น สแตนฟอร์ด รองผู้บัญชาการตำรวจกล่าวระหว่างแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ (26 ก.ย.)

"สิ่งสำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือ เราไม่อาจปล่อยให้มีรูปแบบพฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นในเมืองแห่งนี้ ประชาคมภาคธุรกิจไม่ควรต้องเผชิญกับเรื่องแบบนี้ ประชาชนไม่ควรมาเจอกับเรื่องแบบนี้" สแตนฟอร์ด กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top