Tuesday, 21 July 2026
รถไฟฟ้า

‘LGBTQ+’ ด่าเหยียด!! ‘สาวอิสลาม’ ขู่!! จะตบกลางรถไฟฟ้า ลั่น!! ไม่กลัวจ่ายค่าปรับแค่ 500 บาท ล่าสุด!! โดนไล่ออกแล้ว


(30 ส.ค. 68) เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในขณะนี้ กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์คลิปลงกลุ่ม Airport Rail Link เผยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกวานนี้ (29 สิงหาคม 2568) ขณะที่ผู้โดยสาร 2 รายกำลังมีเรื่องโต้เถียงกันบนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ 

โดยผู้โพสต์ระบุว่า เวลาเกือบเที่ยงคืน น้องผู้หญิงอิสลามได้ไปเฉียดโดนกระเป๋าของผู้โดยสารที่เป็น LGBTQ+ ตอนกำลังจะนั่ง ซึ่งน้องได้พยายามขอโทษหลายครั้งและไม่ได้หยาบคายใส่เลย แต่กลับถูกคู่กรณีด่าทอด้วยคำหยาบคาย แถมยังเหยียดศาสนา ด่าถึงพ่อแม่ แถมยังถอดรองเท้าบอกว่าพร้อมตบ ปรับแค่ 500 บาท 

โดยในช่วงหนึ่งของคลิป พบว่าน้องผู้หญิงอิสลามพยายามขอโทษอย่างสุภาพ แต่คู่กรณีไม่ยอมฟังเสียง มีการยืนชี้หน้าด่า ทำนองว่า "ถ้ามึงพูดอีกรอบกูตบมึงแน่ กูเสียแค่ 500 กูไม่กลัวหรอก กูตบมึงน่ะ อิสลาม ! กูไม่ได้บูลลี่คนอิสลาม กูบูลลี่แค่มึงนี่แหละ มารยาทน่ะให้พ่อกับแม่มึงสอน ไม่ต้องมาขอโทษกู ไปขอโทษพ่อกับแม่มึง ที่เค้าไม่สอนมารยาทให้กับคนอย่างมึง มึงไม่ต้องมาอ้างว่ากูไม่รู้ไม่ได้หรอก อีดอก"

น้องผู้หญิงยังคงพยายามขอโทษด้วยท่าทีสุภาพ บอกว่า "ขอโทษค่ะ" แต่ฝ่ายคู่กรณีที่นั่งลงไปแล้ว กลับลุกขึ้นเท้าเอว บอกว่า "กูไม่รับ" และยังชี้หน้าด่าต่อ บอกว่าถ้าพูดอีกแม้แต่คำเดียว "ตีนกูอยู่บนหน้ามึงแน่"

ประเด็นที่เกิดขึ้นทำให้ชาวเน็ตต่างวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่น ในพฤติกรรมของฝ่าย LGBTQ+ ที่ดูจะรุนแรงเกินเหตุ แถมยังด่าทออีกฝ่ายเสียหายและเหยียดศาสนา

ล่าสุด (30 สิงหาคม) เฟซบุ๊ก Stadium One - The Sports Society โพสต์ประกาศพ้นสภาพการเป็นพนักงาน กรณีแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยระบุว่า

"บริษัทฯ ขอชี้แจงกรณีคลิปเหตุการณ์ที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยยืนยันว่าบุคคลในคลิปเป็นพนักงานรายวันของบริษัทฯ จริงและได้ดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม ผลการสอบสวนสรุปว่าบุคคลดังกล่าวได้กระทำการที่ไม่เหมาะสมต่อภาพลักษณ์ของบริษัทฯ จึงมีมติให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานรายวัน โดยมีผลบังคับใช้ทันที

บริษัทฯ ขอเน้นย้ำว่าให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกบุคคล โดยไม่เลือกปฏิบัติในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือความแตกต่างใด ๆ และมุ่งยืนหยัดในหลักความเท่าเทียมอย่างจริงจัง

ท้ายที่สุดนี้ บริษัทฯ ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นและทุกเสียงสะท้อนจากสังคม ที่ช่วยชี้แนะและเป็นพลังผลักดันในครั้งนี้"

ZEEKR ลุยตลาดฟลีท ส่งมอบ ZEEKR 7X ยกระดับเดินทางพรีเมียม ร่วมผลักดันพลังงานสะอาด สร้างประสบการณ์เดินทางองค์กร

ZEEKR เดินเกมรุกธุรกิจฟลีทอย่างต่อเนื่อง ส่งมอบ ZEEKR 7X แก่ลูกค้าองค์กร

สู่มาตรฐานการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าระดับพรีเมียม

(กรุงเทพฯ) 21 เมษายน 2569 – ZEEKR แบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี ส่งมอบ ZEEKR 7X ให้แก่ SIXT Thailand ผู้ให้บริการรถเช่าและรถเช่าพร้อมคนขับชั้นนำของโลก เดินหน้าขยายศักยภาพการให้บริการในรูปแบบฟลีท (Fleet Business) อย่างครบวงจร ยกระดับมาตรฐานการเดินทางให้แก่ภาคธุรกิจ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในประเทศไทย และที่มากกว่าภาพลักษณ์คือความเข้าใจที่ตอบสนองต่อทุกความต้องการของผู้บริโภค ทั้งระดับบุคคลทั่วไปและระดับองค์กรได้อย่างแท้จริง

ZEEKR เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการสนับสนุนภาคธุรกิจและองค์กรที่ต้องการการปรับเปลี่ยนยานพาหนะสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์การบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง ZEEKR ได้เริ่มการบริการฟลีทครั้งแรกด้วยการส่งมอบ ZEEKR X ให้แก่ SIXT Thailand ในปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับการให้บริการเช่ารถระดับพรีเมียม และส่งเสริมภาพลักษณ์ผู้นำในตลาด EV ระดับหรูในไทย ซึ่งจากปัญหาวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้องค์กรภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง เริ่มให้ความสำคัญกับเปลี่ยนผ่านการไปสู่พลังงานสะอาดสำหรับธุรกิจขนส่งขององค์กรมากขึ้น

ZEEKR 7X เป็นเอสยูวีไฟฟ้าที่ได้รับการออกแบบ ด้วยความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ภายใต้แนวคิดที่ผสานสมรรถนะขั้นสูง เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ ความสะดวกสบายเหนือระดับ และระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุม เพื่อรองรับการใช้งานในภาคธุรกิจอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นบริการรับส่งผู้บริหารระดับสูง การให้บริการลูกค้าระดับพรีเมียม หรือการใช้งานในองค์กรที่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ควบคู่กับสมรรถนะการขับขี่ชั้นสูงด้วยมาตรฐานความปลอดภัย ZEEKR 7X จึงไม่ได้เป็นเพียงยานยนต์ แต่เป็น “ประสบการณ์การเดินทาง” ที่สะท้อนตัวตนขององค์กรชั้นนำอย่างแท้จริง

การส่งมอบครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นขององค์กรชั้นนำที่มีต่อ ZEEKR ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่า แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์องค์กรยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เทคโนโลยี ประสบการณ์ระดับพรีเมียม และการบริหารจัดการต้นทุนด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ชู Mobility Ecosystem ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ รองรับคู่ค้าแบบฟลีทในอนาคต

นั่นคือการเชื่อมรถ–พลังงาน–ดิจิทัล–บริการ เพื่อขานรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่กำลังก้าวสู่ยุคของการยึดโยงทุกมิติของการเดินทางและไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานจาก “Product-Based” สู่ “Experience-Based” โดย ZEEKR มุ่งพัฒนาโซลูชันที่ไม่ได้จำกัดเพียงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แต่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบพลังงานอัจฉริยะ แพลตฟอร์มดิจิทัล การเชื่อมต่อข้อมูล ไปจนถึงบริการหลังการขายและบริการด้านไลฟ์สไตล์ สู่การสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) เพื่อเตรียมรองรับลูกค้ากลุ่ม Fleet และการสร้างพันธมิตรหลากหลายอุตสาหกรรมในอนาคต

ขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในยุคที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับ ESG และความยั่งยืน การนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในรูปแบบ Fleet ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรในระดับสากล ZEEKR จึงมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไทยสู่อนาคตแห่งการคมนาคมที่สะอาด ชาญฉลาด และยั่งยืน

ซื้อคืนรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน!! เปิดทางลดค่าโดยสาร แต่รัฐหรือเอกชนได้ประโยชน์กว่ากัน? ใช้งบ 1.4 แสนล้านบาท เปิดทางลดค่าโดยสาร เอกชนได้ขายเสี่ยงน้อย แลกสัญญาจ้างเดินรถ รัฐแบกรับความเสี่ยง ต้องชั่งน้ำหนักดีๆ

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์  ได้กล่าวว่า

ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน ใครได้? ใครเสีย?

มีข่าวว่า รัฐจะซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยวงเงินสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท เพื่อเปิดทางให้ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และให้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

คำถามสำคัญคือ... การตัดสินใจครั้งนี้ “ใครได้” และ “ใครเสีย” กันแน่?

1. จะซื้อคืนสัมปทานสายไหนบ้าง?

ตามข่าวที่ออกมา รัฐมีแนวคิดซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนหรือร่วมลงทุน และเป็นผู้เก็บรายได้เอง พร้อมรับความเสี่ยงเองทั้งหมด มีทั้งหมด 4 สาย ประกอบด้วยสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-เอกมัย และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) สายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง และสายสีชมพู ด้วยราคาสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แล้วจะจ้างให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมเดินรถพร้อมทั้งซ่อมบำรุงรักษา (Operation and Maintenance หรือ O&M) หลังจากซื้อคืนสัมปทานแล้ว รูปแบบการลงทุนจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่รัฐลงทุนเป็นบางส่วนเป็นรัฐลงทุนเองทั้งหมด แล้วจ้างให้เอกชนเดินรถ แต่รัฐเก็บรายได้ทั้งหมด พร้อมกับรับความเสี่ยงเองทั้งหมด เช่นเดียวกับรูปแบบการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดงในปัจจุบัน

2. วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท คิดมาได้อย่างไร?

จนถึงตอนนี้ รัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ แต่โดยทั่วไปการซื้อคืนสัมปทานมักประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์ (เช่น ราง รถไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบตั๋ว) รายได้อื่น (เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่) และกำไรที่คาดว่าเอกชนจะได้รับตลอดอายุสัญญาที่ยังเหลืออยู่ หากรัฐไม่ซื้อคืนสัมปทาน

3. ใครได้? ใครเสีย?

3.1 ใครได้?

ฝ่ายที่เห็นประโยชน์ชัดที่สุดคือ เอกชนผู้รับสัมปทาน เพราะเมื่อขายคืนสัมปทานแล้ว เอกชนจะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารอีกต่อไป โดยเฉพาะสายที่มีผู้โดยสารต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสได้รับสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงต่อ ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนทุกปี

3.2 ใครเสีย?

คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า... หลังลดค่าโดยสารแล้ว ผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นมากพอหรือไม่? หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มไม่มาก รายได้จากค่าโดยสารอาจไม่พอสำหรับค่าซื้อคืนสัมปทาน และค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง สุดท้าย รัฐอาจต้องนำงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการบริหาร รฟม.จะสามารถดูแลรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้จริงหรือไม่? ที่ผ่านมา รฟม.เคยบริหารเองจริงๆ เพียงสายเดียว คือรถไฟฟ้าสายม่วงเหนือ (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) แม้ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญก็มาจากการลดค่าโดยสาร ไม่ได้เกิดจากมาตรการเชิงรุกอื่นๆ ในการดึงผู้โดยสาร

ส่วนรถไฟฟ้าสายอื่นในสังกัดของ รฟม. ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู ล้วนเป็นการบริหารโดยเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งสิ้น

4. “ซื้อคืน” หรือ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่า?

รัฐควรพิจารณาเปรียบเทียบกรณีซื้อคืน และไม่ซื้อคืน ว่าทางเลือกใดจะใช้เงินน้อยกว่า และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง

กล่าวคือกรณีซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินเป็นรายปีคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ 1.4 แสนล้านบาท (เมื่อรวมดอกเบี้ยจะต้องจ่ายเงินสูงกว่า 1.4 แสนล้านบาท) เปรียบเทียบกับกรณีไม่ซื้อคืน ซึ่งรัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้เอกชนหลังจากลดค่าโดยสาร

โดยสรุป ถ้าซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อคืนเป็นรายปี จ่ายค่าจ้างเดินรถ และแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด ถ้าไม่ซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินชดเชยตลอดระยะเวลาที่ลดค่าโดยสาร ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถ และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง

คุณคิดว่า ระหว่าง “ซื้อคืน” กับ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่ากัน?

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10233133999517257&id=1387533272&rdid=upjTp0vzuboLMHcU#

OMODA & JAECOO ล็อตแรก!! ย้ำผู้นำรถไฟฟ้าไทยต่อเนื่อง ผลิต JAECOO 5 EV Max+ ที่ระยอง ตั้งเป้าส่งมอบ 6,000 คัน มิ.ย.69 ขอบคุณความเชื่อมั่นตลอด 6 เดือน

OMODA & JEACOO ขอบคุณทุกความเชื่อมั่นส่งมอบครบทุกยูนิตสำหรับ JAECOO 5 EV (รุ่นนำเข้า)

พร้อมส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ล็อตแรกที่ผลิตในประเทศไทยจากโรงงานจังหวัดระยอง

ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และตั้งเป้าส่งมอบครบ 6,000 คัน ในมิถุนายน 2569

เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัทในการยกระดับศักยภาพการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตสำคัญของภูมิภาคอาเซียน

กรุงเทพฯ 11 พฤษภาคม 2569 — ขอบคุณทุกความเชื่อมั่นและกระแสตอบรับส่งมอบครบทุกยูนิตที่ทำให้ JAECOO 5 EV (รุ่นนำเข้า) ได้รับความนิยมครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าในประเทศไทย ติดต่อกัน 6 เดือน (ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 – เดือนเมษายน 2569 แยกรายโมเดล) เตรียมพร้อมส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ล็อตแรกที่ผลิตในประเทศไทย จากโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่จังหวัดระยอง สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯในการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตสำคัญของภูมิภาคอาเซียน

การส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ที่ผลิตในประเทศไทยล็อตแรก ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ OMODA & JAECOO ในการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ไม่เพียงในฐานะตลาดสำคัญ แต่ยังรวมถึงการเป็นฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์สำหรับภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว โรงงาน OMODA & JAECOO Manufacturing (Thailand) จังหวัดระยอง แสดงถึงศักยภาพการผลิตที่แข็งแกร่ง พร้อมแผนการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง สำหรับ JAECOO 5 EV Max+ ชุดแรกที่ประกอบผ่านกระบวนการ Knocked Down (KD) โดยตั้งเป้าผลิตรวม 6,000 คันภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 เตรียมส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคมนี้ สะท้อนความพร้อมด้านการผลิตและความเชื่อมั่นที่มีต่อการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และกำลังจะส่งมอบล็อตแรกจากโรงงาน OMODA & JAECOO Manufacturing (Thailand) จังหวัดระยอง

JAECOO 5 EV Max+ มาพร้อมราคาเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท (จากราคาคาดการณ์ 6XX,XXX บาท) สะท้อนแนวคิด SUV ที่แข็งแกร่งและอเนกประสงค์ รองรับทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางที่หลากหลาย สำหรับลูกค้าที่จองภายในเดือนพฤษภาคม และส่งมอบภายในเดือนมิถุนายน จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษ ได้แก่

  • การรับประกันตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty)*
  • ประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ.*
  • Wall Charger พร้อมติดตั้ง*
  • ฟรี! พรม JAECOO*
  • ฟรี! AC Portable Charger*
  • ฟรี! Application T-Box 1 ปี*
  • ฟรี! บริการรถช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง
  • เป็นระยะเวลา 5 ปี*

*เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

OMODA & JAECOO ยังคงมุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในประเทศไทยในระยะยาว

NEW MG URBAN ลุยตลาดรถไฟฟ้า!! รถแฮทช์แบ็คไฟฟ้าผลิตในไทย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ เทคโนโลยีอัจฉริยะครบ ฟังก์ชันใช้งานครบครัน สมรรถนะสูง วิ่งไกลถึง 530 กม.

NEW MG URBAN รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดที่ผลิตในประเทศไทย (CKD) จาก เอ็มจี ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ทำให้ทุกไลฟ์สไตล์สะดวก ง่าย และคล่องตัว โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ใช้งานง่าย พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ลงตัว ดีไซน์ที่มีความสดใส ขนาดห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ สะท้อนนิยามของ “LIFE EASY” ยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้นในทุกวัน

SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM โครงสร้างใหม่ที่ออกแบบเพื่อรองรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ

NEW MG URBAN คือยนตรกรรมที่พัฒนาขึ้นบน SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM แพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นในรูปแบบ “CELL-TO-BODY” (CTB) ซึ่งผสานโครงสร้างตัวถังและแบตเตอรี่เข้าเป็นหนึ่งเดียว มีความยืดหยุ่นสูง รองรับการพัฒนาได้หลากหลายเซกเมนต์ ช่วยให้ตัวรถเบาขึ้นแต่ยังคงความแข็งแกร่ง ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วง เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ และยังเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

SMART DESIGN

สะท้อนตัวตนของคนเมืองยุคใหม่ ผ่านดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ภายใต้แนวคิด “GENDER NEUTRAL TRENDY” ผสานความทันสมัย เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนทุกเพศทุกวัย พร้อมฟังก์ชันการใช้งานสำหรับชีวิตคนเมืองได้อย่างลงตัว

  • มิติตัวถัง 4,395  x1,842 x 1,549 มิลลิเมตร (ยาว x กว้าง x สูง)
  • ระยะความยาวฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร
  • โลโก้เรืองแสง ILLUMINATED LOGO 
  • ไฟหน้า LED พร้อมระบบควบคุมการ เปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ไฟท้าย LED ดีไซน์ Union Jack
  • ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (DAYTIME RUNNING LIGHTS)
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง สปอยเลอร์หลัง และระบบเปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ
  • กระจกมองข้างพับ และปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • กระจกไฟฟ้า ONE-TOUCH UP-DOWN
  • กระจกแต่งหน้าพร้อมไฟส่องสว่างด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า
  • ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charger) 50 วัตต์ ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB TYPE C จำนวน 3 จุด
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อม AERO WHEEL COVER  ในรุ่น STANDARD และล้ออัลลอยขนาด
    17 นิ้ว ในรุ่น MAX และ ULTRA  
  • รองรับระบบ V2L เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 3.3 kW ในทุกรุ่นย่อย

SMART CABIN

พื้นที่ห้องโดยสารที่ออกแบบอย่างเข้าใจการใช้งานจริง กว้างขวาง โปร่งสบาย มาพร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะและเทคโนโลยีที่รองรับทุกไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล

  • ระบบอัจฉริยะควบคุมด้วยชิปประมวลผลจาก QUALCOMM SNAPDRAGON 8155 ในรุ่น ULTRA
  • หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (MULTI-INFORMATION CLUSTER) ขนาด 7 นิ้ว 
  • หน้าจอสีระบบความบันเทิงแบบสัมผัส (Infotainment) ขนาด 12.8 นิ้ว ในรุ่น STANDARD และ ขนาด15.6 นิ้ว ในรุ่น MAX และ ULTRA 
  • INTERACTIVE AMBIENT LIGHTS 256 เฉดสี ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 4 จุด ในรุ่น STANDARD และ 6 จุด ในรุ่น MAX และ ULTRA 
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง ปรับได้ 4 ทิศทาง พร้อมควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางทุกรุ่น พร้อมระบบเป่าลม ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง พร้อมระบบเป่าลม ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • เบาะหุ้มวัสดุหนังสังเคราะห์ ลาย Diamond Cut โดยเบาะนั่งด้านหลังพนักพิงพับได้แบบ 60:40 พร้อมที่เท้าวางแขนเบาะหลัง เพิ่มความมั่นคงและความผ่อนคลายในทุกการเดินทาง และที่วางแก้วน้ำ
  • ตกแต่งภายในด้วยวัสดุ SOFT TOUCH เพิ่มสัมผัสที่เหนือระดับ
  • หลังคากระจกพาโนรามิกเต็มแผ่น พร้อมม่านบังแดด
  • ช่องเก็บเอกสารด้านหลังเบาะด้านหน้า
  • ระยะวางขาที่นั่งตอนหลัง 984 มิลลิเมตร
  • พื้นที่เก็บสัมภาระสองชั้นด้านท้ายรถ จุได้มากสูงสุดถึง 480 ลิตร และเมื่อพับเบาะสามารถจุได้มากถึง 1,266 ลิตร               
  • รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร
  • ระบบ INTELLIGENT SMART ACCESS เพิ่มความสะดวกในการเข้า-ออกและสตาร์ทรถ

SMART TECHNOLOGY

ยกระดับทุกการเดินทางและการใช้งานรถด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ รองรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ควบคุมรถได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านสมาร์ทโฟน

  • ระบบ i-SMART PRO ในรุ่น ULTRA 
    • ฟังก์ชันระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (SMART PARKING ASSIST)
    • ฟังก์ชันระบบสั่งจอดอัตโนมัติระยะไกล (REMOTE AUTO PARKING)
    • ฟังก์ชันปลดล็อครถ และเปิดเครื่องปรับอากาศผ่านโทรศัพท์มือถือ
    • ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (SMART CHECK) ระบบสั่งการอัจฉริยะ (SMART COMMAND) และ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (SMART CONNECT)
    • ฟังก์ชันเปิดระบบ COOLING SEAT ผ่านมือถือในรุ่น ULTRA
  • ระบบ i-SMART ในรุ่น MAX 
    • ฟังก์ชันระบบควบคุมการจอดระยะไกล (REMOTE PARKING)
    • ฟังก์ชันปลดล็อครถ และเปิดเครื่องปรับอากาศผ่านโทรศัพท์มือถือ
    • ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (SMART CHECK) ระบบสั่งการอัจฉริยะ (SMART COMMAND) และ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (SMART CONNECT)
  • ระบบ ONE PEDAL
  • รองรับระบบการเชื่อมต่อ APPLE CARPLAY และ ANDROID AUTO แบบไร้สาย
  • ระบบ AI VOICE COMMAND*

บริการเสริมพิเศษ อัตราค่าบริการเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด (พร้อมรับสิทธิ์ทดลองใช้ฟรี 1 เดือน)

มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ตอบรับทุกจังหวะชีวิตของคนยุคใหม่ ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและสมรรถนะที่ออกแบบมาอย่างลงตัว

  • ขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PERMANENT MAGNET SYNCHRONOUS MOTOR
  • รุ่น STANDARD ให้พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า (110 กิโลวัตต์) 
  • รุ่น MAX และ ULTRA ให้พละกำลังสูงสุด 160 แรงม้า (118 กิโลวัตต์)
  • แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ทั้งสามรุ่น
  • แบตเตอรี่แบบ LITHIUM-IRON PHOSPHATE (LFP) จาก CATL 
  • รุ่น STANDARD ความจุ 42.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 435 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC)
  • รุ่น MAX และ รุ่น ULTRA ความจุ 53.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 530 กิโลเมตร*
    ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC)
  • ชาร์จง่าย สบายทุกเส้นทาง รองรับทั้งแบบ QUICK CHARGE และ NORMAL CHARGE
  • รุ่น STANDARD ชาร์จแบบเร็ว QUICK CHARGE จาก 10% - 80% ใช้เวลาประมาณ 28 นาที**
    ที่ความเร็วสูงสุด 82 kW ชาร์จแบบธรรมดา NORMAL CHARGE ผ่าน MG HOME CHARGER
    ที่ 6.6 kW
  • รุ่น MAX และ รุ่น ULTRA ชาร์จแบบเร็ว QUICK CHARGE ชาร์จไฟฟ้าจาก 10% - 80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที** ที่ความเร็วสูงสุด 88 kW ชาร์จแบบธรรมดา NORMAL CHARGE ผ่าน MG HOME CHARGER ที่ 6.6 kW 
  • ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบ MACPHERSON STRUT ที่ช่วยควบคุมรถได้มั่นคงและแม่นยำ
  • ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบ TORSION BEAM ที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่และควบคุมง่าย
  • ระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบเบรกด้านหน้าแบบ VENTILATED DISC และด้านหลังแบบ DISC
  • โหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ ECO, NORMAL, SPORT, SNOW, CUSTOM

*ทดสอบตามมาตรฐานความประหยัดพลังงาน NEW EUROPEAN DRIVING CYCLE (NEDC)

**ระยะเวลาในการชาร์จ ขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่คงเหลือและกำลังของเครื่องอัดประจุไฟฟ้า

SMART SAFETY  

มอบความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป มาพร้อมระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย และเหนือสุดในคลาสด้วยระบบ ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) ระดับ L2 และระบบ SMART AUTO PARKING SOLUTION ช่วยอำนวยความสะดวกในการควบคุมรถ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ พร้อมผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP และ ANCAP

  • ระบบแสดงภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ พร้อมมุมมองหลายเลน (MULTI-LANE VIEW)
  • ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ SAPS (SMART AUTO PARKING SOLUTION) 
  • ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ALC (AUTO LANE CHANGE WITH ALERT)
  • ระบบระบบควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน LCC (LANE CENTERING CONTROL)
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (ELECTRONIC PARKING BRAKE) พร้อมระบบป้องกันการไหล AVH (AUTO VEHICLE HOLD) 
  • ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (ANTI-LOCK BRAKING SYSTEM) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (ELECTRONIC BRAKE FORCE DISTRIBUTOR)
  • ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (ELECTRONIC BRAKE ASSIST)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (STABILITY CONTROL SYSTEM)
  • ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (CURVE BRAKE CONTROL)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (TRACTION CONTROL SYSTEM)
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (HILL START ASSIST SYSTEM)
  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (INTELLIGENT HIGH-BEAM CONTROL)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (ADAPTIVE CRUISE CONTROL)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันอัฉริยะ ICA (INTELLIGENT CRUISE ASSIST)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (TRAFFIC JAM ASSIST)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน พร้อมระบบช่วยควบคุมเมื่อออกนอกเลน ELK (EMERGENCY LANE KEEPING ASSIST) โดยผสานการทำงานของ LKA (LANE KEEPING ASSIST), LDP (LANE DEPARTURE PREVENTION) และ LDW (LANE DEPARTURE WARNING)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า FCW (FORWARD COLLISION WARNING)
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (AUTONOMOUS EMERGENCY BRAKING)
  • ระบบช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากมุมอับสายตาที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่ LCA (LANE CHANGE ASSIST), BSD (BLIND SPOT DETECTION), RCTA (REAR CROSS TRAFFIC ALERT), RCTB (REAR CROSS TRAFFIC BRAKING), DOW (DOOR OPENING WARNING) และ RCW (REAR COLLISION WARNING)
  • ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (TIRE PRESSURE MONITORING SYSTEM)
  • ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS (DRIVER MONITORING SYSTEM)
  • เพิ่มความอุ่นใจด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ เซ็นเซอร์ 12 ตำแหน่ง กล้องรอบคัน 6 ตัว และเรดาร์ 3ตำแหน่ง รวมทั้งหมด 21 ตำแหน่ง 
  • กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ ในรุ่น MAX และ ULTRA พร้อมสัญญาณเตือนระยะด้านหน้าและหลัง
  • จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ
  • ถุงลมนิรภัย รวม 7 ตำแหน่ง คู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมกลาง 

NEW MG URBAN รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้า ประกอบด้วย 3 รุ่นย่อย โดยมีสีตัวถังให้เลือก 5 สี คือ ม่วง (LAVENDER PURPLE), เบจ (MODERN BEIGE), ขาว (ARCTIC WHITE), เทา (ANDES GREY) และดำ (PEARL BLACK) พร้อมตกแต่งภายในโทนสีทูโทน เทา–ดำ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top