Thursday, 4 June 2026
ภูมิใจไทย

‘อนุทิน’ กินห่านพะโล้ ร้านดัง!! ‘ฉั่ว คิม เฮง’ ย่านกรุงเทพกรีฑา ไร้ท่าทีกังวล!! ไม่กดดัน ท่ามกลางสถานการณ์ชิงเก้าอี้นายกฯ

(31 ส.ค. 68) สำหรับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการโหวตนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่พรรคเพื่อไทยยื่นข้อเสนอให้พรรคประชาชนโหวตหนุนนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตของเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีแทนไปหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  เป็นนายกรัฐมนตรี  โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี  ถึงขั้นยกเลิกการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ( ก.ตร.)  เพื่อไปเจรจากับพรรคประชาชน ด้วยตัวเอง

ส่วนบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยกลับตรงกันข้าม  ล่าสุด!! มีภาพหลุดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในช่วงเช้า ไปรับประทานห่านพะโล้เจ้าดัง ร้าน ฉั่ว คิม เฮง ย่านกรุงเทพกรีฑา  ซึ่งแต่งตัวสบายๆ โดยไม่มีท่าทีกดดันอะไรกับการวิ่งแย่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

'เพื่อไทย' ได้เกือบ 11 ล้านเสียง สูงกว่า 'ภูมิใจไทย' เกือบ 10 เท่า พรรคประชาชน โปรดอย่ามองข้าม

(1 ก.ย. 68) นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า 'เพื่อไทย' ได้เกือบ 11 ล้านเสียง สูงกว่า 'ภูมิใจไทย' เกือบ 10 เท่า พรรคประชาชน โปรดอย่ามองข้าม "เสียงประชาชน"

พร้อมทั้งยังอธิบายเพิ่มเติม ต่อกรณีที่มีคนแสดงความคิดเห็นว่า พรรคเพื่อไทย เคยมองข้าม 14 ล้านเสียงของพรรคก้าวไกลเช่นกัน โดยระบุว่า สำหรับท่านที่หลงประเด็นว่า 'เพื่อไทย' มองข้าม 14 ล้านเสียง ขอให้ทำความเข้าใจใหม่ครับ

1. เพื่อไทย และ ก้าวไกล (ในเวลานั้น) มีหน้าที่แข่งกันตั้งรัฐบาล ต่างฝ่ายต่างมี candidate ของตนเอง และ เพื่อไทย ก็ได้โหวต ให้พิธา แล้ว แต่เสียงก็ยังไม่พอ ไม่มีการมองข้าม 14 ล้านเสียงแต่อย่างใด

2. พรรคประชาชน ในเวลานี้ ไม่ได้เสนอตัวแข่งตั้งรัฐบาล และไม่มี candidate ของตนเองที่จะเป็น นายกฯ ได้ พรรคประชาชนทราบดี จึงเป็นฝ่ายตั้งกติกาเสนอหลักการเพื่อพิจารณาว่าพรรคใดจะได้เสียงโหวต ซึ่งถือว่าเป็นจุดยืนที่ดีและผมชื่นชมไปแล้วตั้งแต่วันแรกๆ สถานการณ์วันนี้จึงต่างกันและนำมาอ้างเทียบกันไม่ได้

3. เมื่อ พรรคประชาชน เป็นฝ่ายเสนอว่าจะพิจารณาเลือกใคร ผมก็เพียงเสนอว่าจะมองข้ามปัจจัยสำคัญ คือ เสียงประชาชนที่เลือก เพื่อไทย มากกว่า ภูมิใจไทย เกือบ 10 ล้านเสียง ต่างกันเกือบ 10 เท่าตัว ไม่ได้

4. เป้าหมายเชิงหลักการของ พรรคประชาชน คือ การแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเพื่อไทยก็ดำเนินการเสนอญัตติไปแล้วตอนนี้รอศาลวินิจฉัยให้ชัดเจน ส่วน ภูมิใจไทย ขวางการแก้รัฐธรรมนูญมาตลอด ปัจจัยนี้ก็มองข้ามไม่ได้เช่นกัน

และยังได้ตอกย้ำด้วยว่า หากท่านใดยังไม่เข้าใจ เชิญอ่านอีกสัก 10 รอบ น่าจะเข้าใจได้นะครับ

‘อนุทิน’ กินเค้ก!! โชว์ว่าที่รัฐมนตรี ‘เอกนิติ – สีหศักดิ์ - อรรถพล’ ยึดสโลแกน!! สั่งวันนี้ เสร็จเมื่อวาน ต้องมีผลงานภายใน 4 เดือน

(6 ก.ย. 68) ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีต ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ดื่มกาแฟร่วมกัน ที่ร้านจานิสตาร์ ชั้น1 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ภายหลังหารือร่วมกันที่บริเวณชั้นบน

ทั้งนี้คาดว่านายสีหศักดิ์ จะถูกทาบทาม ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่ นายเอกนิติ คาดว่าจะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้านนายสันติ คาดว่าจะมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ขณะที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ตามมาสมทบในภายหลัง โดยคาดว่า จะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายอนุทินได้แนะนำตัวแต่ละคนให้สื่อมวลชน พร้อมระบุถึงว่าที่ตำแหน่งที่ชัดเจนอย่าง นายสีหศักดิ์จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพร้อมระบุว่าเลือกจากความสามารถ ประสบการณ์ความทุ่มเทเสียสละ ซึ่งเมื่อทั้งหมดตอบรับชัดเจนก็ไม่ต้องมาคอยคาดการณ์ว่าใครจะดำรงตำแหน่งอยู่ตรงไหน เดี๋ยวจะทำงานกันไม่สะดวกเพราะเวลาเรามีน้อย ก็จะเริ่มเตรียมงานและประสานงานกันไว้ก่อน หลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก็จะได้ทำงานได้เลย

นายอนุทินยังยืนยันว่ารัฐมนตรีในสัดส่วนคนนอกยังมีอีก หลังจากนี้ก็จะทยอยแนะนำให้พี่น้องประชาชนรับทราบ ที่แน่แล้วคือกระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศ

เมื่อถามความคาดหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากกระทรวงการคลังในระยะสั้น นายอนุทินกล่าวว่าทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ในกระทรวงการคลังมาโดยตลอด มีประสบการณ์ การทำงาน ทั้ง ต่างประเทศ และในประเทศ เป็นอธิบดีมาหลายกรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ ท่านมีความรู้ความสามารถ ที่จะประสานงานกับฝ่ายประจำ ทำงานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า ส่วนการฟื้นโครงการคนละครึ่งนายอนุทินระบุว่าทุกอย่างเป็นไปได้หมดถ้าเป็นประโยชน์และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน วันนี้ก็ดูเต็มฟีด ก็จะเร่งมอบหมาย ให้ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเร่งพิจารณา เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะได้ดำเนินการต่อไปเพราะเวลาเรามีน้อย ไม่มาก

ส่วนจะมีการสานต่อจาก Application เดิมหรือไม่นายอนุทินยืนยันว่าอะไรที่ดี ก็จะทำต่อ เราไม่มีเข้ามาแล้วบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ของเรา ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลของผมจะไม่ทำ

ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศข้อพิพาทไทยกัมพูชาแก้ไข MOU 43 และ 44 นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าพูดถึงชื่อสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เชื่อว่าทุกคน ที่อยู่ในวงการการทูตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจ น่าจะมีความพึงพอใจและมั่นใจ รัฐบาลนี้เข้ามา ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะฉะนั้น ต้องนำ ผู้ที่มีประสบการณ์ ต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

ส่วนรัฐมนตรีมั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ใช่หรือไม่นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญ ต้องวางพื้นฐานให้เป็นระยะยาว ส่วนมองว่าเป็นเผือกร้อนหรือไม่ยืนยันว่า ทุกอย่างต้องให้ความสำคัญ

นายอนุทินยังยอมรับว่ากว่า ว่าที่รัฐมนตรีโควต้าคนนอกจะตอบรับตนใช้เวลาหลายวันหลายคืน เพราะอธิบดีเอกนิติมีอายุราชการเหลืออีก 6 ปี ซึ่งความรู้ความสามารถยังมีอนาคตในทางราชการ สามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้อีก แต่ท่านก็เสียสละ เราเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องประเทศชาติ เรื่องพี่น้องประชาชนมีความสำคัญ ซึ่งคุณสมบัติความรู้ความสามารถของท่านขณะนี้ต่อให้พ้นวาระนี้ไป คงจะมีเส้นทางในอาชีพของท่านได้มากมาย ซึ่งท่านขอเวลาคิด 2-3 คืน ก็ตัดสินใจมาร่วมทำงาน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต โดยมุ่งมั่นถึง ประเทศของเรา และพี่น้องประชาชน

เมื่อถามว่าหน้าตาครม.ไม่ขี้เหร่หรือไม่ นายอนุทิน บอกว่าไม่แน่นอน ต้องเป็นครม. ที่เข้ามาแล้ว ทำงานได้เลย สโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวานของตนก็ยัง ถือว่าเป็นแนวทางการทำงานของพวกเราอยู่

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลจะให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่าจะทำให้เร็วที่สุด และคอยคิดถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ทางการเมือง และเรื่องทางการเมืองตนคิดว่ามีความชัดเจนแล้ว อีก 4 เดือนก็ต้องยุบสภา ดังนั้นต้องทำทุกอย่างภายในอีก 4 เดือนให้เกิดผลงาน ให้เกิดความคืบหน้าและการแก้ปัญหา ให้มากที่สุด

เมื่อถามว่ามีโครงการใดที่ครม.ชุดใหม่ ต้องการทำเพิ่มอีกบ้างนายอนุทินกล่าวว่าให้ใจเย็นๆ ให้รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายในแต่ละกระทรวง มีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดนโยบาย ด้วยความรวดเร็วโดยไม่ต้องรอว่าหัวหน้ารัฐบาลจะเอาด้วยหรือไม่ ซึ่งจะมาพูดว่าเดี๋ยวจะขัดกับพรรคโน้นพรรคนี้หรือไม่ ตนรับรองว่าไม่มี เราจะเอาประสบการณ์ที่มี ของรัฐบาล 2-3 ชุดที่ผ่านมา ที่เห็นจุดอ่อนของการมีปัญหาและไม่ทำงาน ที่กังวลเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบกัน

ทั้งนี้ระหว่างที่นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนายอรรถพล ได้เดินเข้ามาสมทบทำให้นายอนุทิน พูดขึ้นมาว่า ท่านมาแล้วความลับแตกหมดเลย ก่อนจะหัวเราะ จากนั้นนายอรรถพลก็ได้แนะนำตัวเอง ตำแหน่งที่เคยเป็นอดีต CEO ของปตท. ทำแน่นอนก่อนที่นายอนุทินจะแซวขึ้นมาว่าไม่ได้เอามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอย่างแน่นอน

ส่วนเหตุผลที่ท่าทางนายอรรถพลนั้นนายอนุทินกล่าวว่า อย่างที่ตนบอกว่าเป็นรัฐบาลที่มีภารกิจแน่นอน เราต้องได้ผู้ที่เข้ามาแล้ว ทำงานได้เลย ไม่ต้องมาเรียนรู้งาน แต่ละท่าน ที่เข้ามาก็ล้วนแต่เป็นผู้บริหารสูงสุด ในองค์กรที่ท่านกำลังจะเข้าไปรับผิดชอบ ดังนั้นจะเป็นการสร้างความมั่นใจว่า เราจะสามารถเดินหน้าได้ดี ไม่ต้องรำมวย

เมื่อถามว่ากระทรวงกลาโหมควรจะเป็นทหารเข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ต้องการให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ

ส่วนกระแสข่าวที่จะเป็นร้อยเอกธรรมนัสพรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แข่งกับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น นายอนุทินกล่าวว่าหากตรงไหนมีความชัดเจน ก็จะพามาเปิดตัวเช่นนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชน รับทราบโดยไม่ต้องคาดเดา ดังนั้นการที่ยังไม่พาคนอื่นมา แสดงว่ายังไม่แล้วเสร็จ หรือมีคำถามที่จะต้องเคลียร์กันก่อน

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ จำเป็นจะต้องเป็นพลเอกประวิตรหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าอย่าถามแบบนี้ อะไรที่ตอบได้ก็ตอบ เพราะสไตล์การทำงานของตนไม่ต้องการให้ประชาชน มาคาดการณ์ใดๆ ถ้ามีความชัดเจนแล้ว ก็จะนำมาแนะนำตัว ต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ให้รับรู้ รับทราบ ว่ารัฐบาลจะเป็นไปในทางใด พยายามจะทำงานให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ให้ทำเหมือนว่ามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศร่วมกัน ฝ่ายการเมืองอย่างพวกเราฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าภาพของครม.อนุทินจะออกมาเป็นแบบใด นายอนุทินกล่าวว่า เป็นภาพมืออาชีพที่ทำงาน ผู้ที่ร่วมทำงานทุกคนมีความเป็นพี่น้องสมัครสมาน สามัคคี เพราะตนเป็นสมาชิก ใน 36 คนมาหลายสมัย มีความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวแทบจะไม่เลย คุยแต่เรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่เคยมีการตัดสินใจร่วมกันเลย ภาพแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ในรัฐบาลของตนแน่นอน เนื่องจากทุกคนจะต้องเข้าใจเป้า หมายเดียวกันและเข้าใจภารกิจที่เรามีอย่างจำเพาะ ต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พรรคนี้เสนอ พรรคนี้ค้าน หัวหน้ารัฐบาลไม่ใช่มองว่าอันนี้ไม่เกิดประโยชน์กับพรรคตนเองก็ให้เรื่องช้าหน่อย สิ่งเหล่านี้จะไม่มี

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม ถึงตำแหน่งของนายสันติที่จะมานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทินรีบปัดตอบว่าฝ่ายการเมืองเดี๋ยวมาพูดคุยกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าชื่อรัฐมนตรีป้ายแดงทั้ง 4 คนได้นั่งพูดคุยกับนายอนุทินด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง และมีการเสิร์ฟเมนูเค้กส้ม

‘อนุทิน’ ไม่หวั่น!! ‘เพื่อไทย’ ซักฟอกนโยบาย บอก!! ยังไม่ได้เริ่มงาน จะอภิปรายอะไร

(21 ก.ย. 68) ที่จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยเตรียม 4 ขุนพล อภิปรายนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาว่า เป็นสิทธิ์และหน้าที่ของสส.สามารถทำได้ ตนก็มีข้อมูลที่จะชี้แจง หากมีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องใด แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการชำแหละคืน

เมื่อถามว่าประเด็นที่จะอภิปราย มีเรื่องของโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี ที่ระบุว่าเป็นปราสาทสายฟ้าคอนเน็กชั่น นายอนุทิน อุทานโอ้โห! และกล่าวว่า แล้วคอนเน็กชั่นที่เกิดมาก่อนหน้านี้ ไม่กลับไปถามตัวเองก่อน ไม่ต้องถามตนหรอก เพราะตนไม่ทำในแบบที่พวกเขาทำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะขอเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระ ไม่ร่วมกับพรรคประชาชน จะทำให้การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านกลายเป็นฝ่ายแค้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร เวลามีแค่ 4 เดือน หลังจากแถลงนโยบายยุบสภาฯ แน่นอน ฉะนั้น รักกันไว้เถิด ต้องรักกันไว้ให้มาก

ส่วนการปฎิบัติหน้าที่แต่ละฝ่ายก็ทำไป แต่ต้องมีความรักกันไว้ เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ยิ่งเรามีปัญหา กับประเทศเพื่อนบ้าน ให้รบกับประเทศเพื่อนบ้านสิ อย่ามารบกันเอง

เมื่อถามย้ำว่าพรรคเพื่อไทย เตรียมที่จะอภิปรายถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งที่ยังไม่เริ่มทำงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินเลยจะอภิปรายเรื่องอะไร หากตนบ้าจี้ขึ้นมา อภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกตนอภิปรายกลับบ้าง ประเทศก็ไม่ต้องก้าวหน้าไปไหน

“ฉะนั้น ขอเถอะบอกอยู่ว่าจะอยู่แค่ 4 เดือน จะทำไรก็แล้วแต่ อยู่ไม่เกิน 4 เดือนหรอก และมาแข่งกันตอนเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อย่าตัดสินเอง” นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

ภูมิใจไทย ‘ดึง-ดูด’ ปัญหาใหญ่ตามมา!! เขตทับซ้อน ‘ทะเลาะกันตาย’ ระวังมิตรจะกลายเป็นศัตรู

(25 ก.ย. 68) น่าสนใจยิ่งกับการเกิดอะไรขึ้นกับปัญหา “เขตทับซ้อน” ที่มาจากการดูด / ดึง ให้ย้ายพรรค ของพรรคภูมิใจไทย เน้นบ้านใหญ่ และดีลย้ายยกเข่ง แบบเป็นพวงใหญ่ ซึ่งจะมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนคนเก่า-คนใหม่แน่นอน

การรับรวมกลุ่มจาก รวมไทยสร้างชาติแบบยกเข่งตามเงื่อนไขโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล”เป็นนายกรัฐมนตรี หรือการดูดบ้านใหญ่แบบไม่ใส่ใจคนเก่าที่วางไว้ก่อนหน้า เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูโดยตรง
ปรากฏการณ์ “ดีล–ดูด” เพื่อขยายฐานของพรรคภูมิใจไทย กำลังเกิดขึ้นและลามไปในหลายพื้นที่เริ่มได้ยินเสียง “มันไส้” กับความเหิมเกริมเกิดขึ้นแล้ว และไม่ควรลืมว่านิสัยคนใต้เป็นอย่างไร

พรรคภูมิใจไทยพยายามดึง สส. และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นเข้าเสริม อ้างเป็นกลยุทธ์ขยายที่นั่งและฐานเสียงอันเป็นเป้าการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ผลลัพธ์ที่เห็นในพื้นที่คือ การทับซ้อนของผู้ลงสมัคร/ฐานเสียง คือคนจากกลุ่มเดิมถูกเชิญ/ถูกดึงไปลงในเขตเดิมที่พรรคอื่นหรือคนเดิมก็วางแผนจะลงอยู่แล้ว จึงเกิด “ชนกัน” ในเขตเดียว (ตัวอย่างเหตุการณ์ที่จังหวัดนครศรีฯ/สงขลา)
นครศรีฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ เคยรับปากส่ง “สายัณห์ ยุติธรรม”อดีต สส.พลังประชารัฐ ลงเขตย่านท่าศาลา แต่อยู่ๆกลับไปดูดบ้านใหญ่ อวยพรศรี เชาวลิต พรรคประชาธิปัตย์ มาลงแทน สายัณห์ก็ยิ่งฮึดสู้หนักกว่าเดิม ถึงขั้นประกาศ “พรรคไม่สำคัญ เลือกสายัณห์เป็นผู้แทน”

หรืออย่างสงขลา เคยให้ “นิพนธ์ บุญญามณี”ทาบทาม “จุรี นุ่มแก้ว” ดาวติ๊กต๊อก มาลงเขต 2 สงขลา แต่ด้วยพันธกิจดูดยกพวง จึงพ่วงศาสตรา ศรีปาน จากพรรครวมไทยสร้างชาติมาด้วย เบียดจุรีตกขอบไปอย่างไม่แยแส

หรืออย่างจังหวัดตรัง ถ้าดูดยกเข่งจากกลุ่มบ้านใหญ่ “โกหน่อ-สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” ถามว่าแล้วผู้สมัครเดิมของภูมิใจไทยละ อย่างเขต 4 ที่แพ้แค่หลักพัน จะเอาเขาไปไว้ไหน ทิ้งเลยหรืออย่างไร

ผลกระทบเชิงระบบ และสิ่งที่ทำให้เกิด “ทับซ้อน”การย้าย/ดูดแบบเป็น
กลุ่ม ทำให้พรรคการเมืองวางตัวผู้สมัครในเขตที่มี “หัวคะแนน/บ้านใหญ่” อยู่แล้ว เกิดการชนกันของฐานเสียงและการเจรจาแย่งเขต การจัดสรรเขตโดยพรรค (การเลือกผู้สมัครเขต) มักไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของแกนนำท้องถิ่น ทำให้พรรคหนึ่งประกาศชื่อแล้ว อีกพรรคดึงคนเดิมเข้ามา ผลคือเกิด “ทับซ้อน” และความไม่ลงตัวในพื้นที่

เข้าใจว่า การดีลแบบยกเข่งของภูมิใจไทย อันมีเป้าหมายเชิงปริมาณ จะเกิดปัญหาการทับซ้อนของผู้สมัครมากมายหลายเขต หลายจังหวัดการเดินไปข้างหน้า ทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง จะก่อเกิดปัญหาเชิงซ้อนมากมายจนยากจะแก้ และท้ายที่สุด “มิตรจะกลายเป็นศัตรู
การเดินหน้าดูดของภูมิใจไทย เริ่มได้ยินกระแสเสียงหมั่นไส้ในความเหิมเกริม…อย่า เข้าใจนิสัยคนใต้ไหม

‘อนุทิน’ ร่วมสวดศพบิดา ส.ส.อัครเดช พร้อมเผย!! ความผูกพันแน่นแฟ้น เอ่ยปาก!! เปิดดีล!! ขอลูกคุณพ่อ ย้ายมาอยู่ ‘ภูมิใจไทย’ เดี๋ยวดูแลเอง

เมื่อวานนี้ (27 ก.ย. 68)  ที่สำนักงานใหญ่บริษัทในเครือวงษ์พิทักษ์โรจน์ จ.ราชบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมไว้อาลัยและสวดอภิธรรมศพ คุณพ่อวุฒิพงศ์ วงษ์พิทักษ์โรจน์ บิดาของนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ โดยคืนนี้เป็นการสวดอภิธรรมเป็นคืนที่ 4 และจะมีพิธีบรรจุศพในวันที่ 30 กันยายน นี้

นายอนุทิน ได้กล่าวกับผู้ที่ร่วมสวดอภิธรรมศพ ว่า ตนเองมีความสนิทสนมกับ สส.อัครเดช มาหลายปีแล้ว สส.อัครเดชเป็นคนมีความวิริยะอุสาหะ ตั้งใจทำงานให้พี่น้องประชาชน ตนมีความชื่นชมและศรัทธาในความขัยนขันแข็งของท่าน ยิ่งไปกว่านั้นการปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ทำหน้าที่ได้ดีเป็นดาวสภา

“เราผูกพันกัน สส.มุ่ง ก็เป็นคู่กับน้องเขยผม ภรรยาของ สส.มุ่ง ก็เป็นเพื่อนกับน้องสาวแท้ๆของผม ก็มีสายใยความผูกพันธ์ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตลอดมา ผมต้องขอบคุณชาวราชบุรีที่เลือก สส.มุ่งไปเป็นผู้แทนของท่าน และต้องขอกราบขอบคุณทุกท่านจริงๆที่ในฐานะที่เขาทำหน้าที่แทนท่าน เขาได้เป็นผู้ที่ไว้วางใจให้ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องขอบคุณจริงๆ“นายอนุทินระบุ

นายอนุทิน ยังกล่าวด้วยว่า “เมื่อสักครู่ตนได้กราบคุณพ่อ สส.มุ่งไปแล้ว ก็ได้ส่งจิตไปบอกคุณพ่อว่า คุณพ่อครับ ขอเถอะครับ ขอลูกคุณพ่อมาอยู่ภูมิใจไทยเถอะครับ ถ้าคุณพ่อเห็นด้วย ก็ขอให้ผมลุกขึ้นยืนไหว เพราะผมคุกเข่ากราบขอท่าน แล้วผมก็ลุกขึ้นยืนขึ้นมาได้ทันที ก็แปลว่าคุณพ่ออนุญาตแล้ว เมื่อคุณพ่ออนุญาตแล้ว ผมก็บอกเดี๋ยวผมดูแล สส.มุ่งเอง”

อนุทิน จุดชนวนร้าว!! ‘ภูมิใจไทย – ประชาชน’ สร้างความสั่นคลอน!! เสถียรภาพรัฐบาล

(28 ก.ย. 68) การลงพื้นที่พระนครศรีอยุธยาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่เพียงเป็นภารกิจเชิงสัญลักษณ์ในการเปิดตัวรัฐบาล แต่กลับกลายเป็นการโยนฟืนเข้ากองไฟการเมืองที่คุกรุ่นอยู่แล้ว

คำพูดบนเวทีที่ว่า “เลือก ส.ส. พรรคส้ม…แล้วได้หนูเป็นนายก” ถูกตีความว่าเป็นการประชดและลดทอนคุณค่าของ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน แต่เคยโหวตให้นายอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ ในสถานการณ์วิกฤตหลังเลือกตั้ง คำพูดนี้สะกิดจุดเจ็บที่ถูกโจมตีมาตลอดว่า “พรรคส้มคือผู้ปูทางให้ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล”

ที่สำคัญ อยุธยาไม่ใช่จังหวัดธรรมดา แต่คือ พื้นที่ยุทธศาสตร์ ที่ภูมิใจไทยครองฐานเสียงแน่น ขณะที่พรรคประชาชนพยายามเจาะพื้นที่ ทำให้เวทีนี้ถูกตีความว่าเป็นการ “ขีดเส้นแบ่งชัด” ระหว่างมิตรแท้กับมิตรจำเป็น

หลังเหตุการณ์ไม่นาน เสียงสะท้อนจากแกนนำและ สส. พรรคประชาชนดังขึ้นพร้อมกัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค แสดงจุดยืนว่า การโหวตให้นายอนุทินไม่ใช่การเข้าร่วมรัฐบาล แต่เป็นการ “ฝ่าวิกฤต” เพื่อไม่ให้การเมืองล่มสลาย และย้ำว่าพรรคยังคงเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว

ภัคมน หนุนอานันท์ โฆษกพรรค ใช้ถ้อยคำแรงว่าเป็น “การเสียมารยาท–ไม่ให้เกียรติ” สะท้อนว่าพรรคไม่ยอมถูกมัดด้วยบุญคุณทางการเมือง

ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. เจ้าถิ่นอยุธยา ชี้แจงว่าเข้าร่วมงานต้อนรับนายกฯ ในฐานะผู้แทนที่ต้องหาทางแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ยืนยันหนักแน่นว่าจะลงเลือกตั้งในนามพรรคส้ม และเลือกนายณัฐพงษ์เป็นนายกฯ ในอนาคต

ชุติพงษ์ พิภพภิญโญ ส.ส. ระยอง ตอกย้ำว่าพรรคยังถือไพ่ “โหวตล้มรัฐบาล” ในมือ

การตอบโต้เหล่านี้ไม่ใช่เพียงการปกป้องศักดิ์ศรี แต่ยังเป็นการประกาศให้สังคมรับรู้ว่า “พรรคส้มไม่ใช่หนี้บุญคุณใคร” และยังพร้อมใช้พลังเสียงในสภาเป็นตัวแปรสำคัญ

ในขณะที่ภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนเปิดศึกวาทะ พรรคเพื่อไทยกลับ “ยิ้มในใจ” เพราะรอยร้าวนี้เปิดโอกาสให้เล่นเกมรุกเต็มที่

กลยุทธ์อภิปราย: เตรียมซักฟอกรัฐบาลในการแถลงนโยบายวันที่ 29–30 กันยายน ด้วยธีม “4 เดือนยุบคดี ไม่ใช่ 4 เดือนยุบสภา” โดยพุ่งเป้าไปที่คุณสมบัตินายกฯ และรัฐมนตรี, คดีฮั้ว ส.ว., และข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน

โอกาสล้มรัฐบาล: หากหลักฐานชัดเจน พรรคเพื่อไทยอาจใช้เสียงฝ่ายค้านผสมกับพรรคประชาชนในการโหวตล้มรัฐบาลได้ทันที

ปัญหาภายในเพื่อไทย: แต่ในเวลาเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเองกำลังเจอ “เลือดไหล” จากการสูญเสียแกนนำอาวุโส และเสี่ยงแพ้เลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5 ซึ่งจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์อ่อนแอลง

เกมของเพื่อไทยจึงเหมือนการ “แทงสวน” หากรัฐบาลสะดุดก็พร้อมชิงจังหวะ แต่ถ้ารัฐบาลยังไปต่อได้ เพื่อไทยเองก็ต้องเผชิญการร่วงหล่นของฐานเสียงต่อเนื่อง

แม้จะถูกโจมตีหนัก แต่ภูมิใจไทยยังคงเดินเกมเชิงรุกในฐานะรัฐบาล

ขยายฐาน ส.ส.: ตั้งเป้าเพิ่มจากเกือบ 70 คนสู่ 100–120 คน ด้วยกลยุทธ์ “ตอกเสาเข็มรายเขต” และดูดบ้านใหญ่จากพรรคอื่น

การทำงานของรัฐมนตรี: ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม, ด้านการท่องเที่ยวตั้งเป้าเพิ่มนักท่องเที่ยวจีนเป็น 13 ล้านใน 3 เดือน

ข้อครหา: การใช้ภาพบุรีรัมย์บนเพจไทยคู่ฟ้า ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการเอาใจบ้านใหญ่ สะท้อนความสัมพันธ์การเมืองเชิงผลประโยชน์

ที่สำคัญ ผลสำรวจนิด้าโพล (ก.ย. 2568) กลายเป็นแรงกดดันใหม่ เมื่อคะแนนความนิยมของ นายอนุทิน รั้งอันดับสอง ตามหลัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่เริ่มถูกมองว่าเป็น “ความหวังใหม่”

ภาพรวมการเมืองจึงอยู่ในภาวะ “สามเหลี่ยมมรณะ”

ความขัดแย้งระหว่างภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนไม่ใช่เพียงศึกวาทะ แต่คือปัจจัยที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล และอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนขั้วก่อนครบ 4 เดือน หากฝ่ายค้านจับมือกันสำเร็จ

‘อนุทิน’ ชี้ ไร้ปัญหากับ ‘พรรคประชาชน’ หลังดึง!! ‘สส.เต้ ทวิวงศ์’ ขึ้นเวที ที่อยุธยา

(28 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่เรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ (สส.เต้) สส. พระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน ขึ้นเวที ขณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ที่วัดอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนมีดราม่าทำให้พรรคประชาชนแสดงความไม่พอใจ ว่า คำว่าดราม่าตนไม่ชอบ การที่ตนบอกว่าเลือกสส.ทวิวงศ์ เพื่อให้เลือกตนมาเป็นนายกฯนั้น ต้องฟังทุกช็อต จริงๆแล้วตนกล่าวชื่นชม ส.ส.เต้ ด้วยซ้ำ เวลาอยู่บนเวทีก็ต้องมีกิมมิค เล็กๆ น้อยๆธรรมดา

เมื่อถามว่าอย่างนี้ยังคุยกับพรรคประชาชนได้ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ยังคุยได้ทุกอย่าง เมื่อถามย้ำว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ก็สวนกลับในเรื่องนี้แรงเหมือนกัน นายอนุทินกล่าวว่าไม่เห็นมีปัญหาอะไร ตรงนั้นเป็นเรื่องของการลงพื้นที่ เรื่องการทำงานก็เป็นเรื่องการทำงาน

ศักดิ์ศรีซื้อไม่ได้!! 'สรรเพชญ' เปิดใจครั้งแรก หลังซบภูมิใจไทยเป็นทางการ เหตุพรรคเดิมไร้ความชัดเจนทางการเมือง ย้ำจุดยืน "ไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจ"

‘สรรเพชญ’ เปิดใจครั้งแรกหลังย้ายซบภูมิใจไทย ประกาศศึกการเมืองเขต 1 ย้ำไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจ มวลชนแห่ให้กำลังใจแน่น

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 ที่อำเภอเมืองสงขลา บรรยากาศการเมืองคึกคัก เมื่อมวลชนชาวสงขลาจำนวนมากร่วมให้กำลังใจ นายสรรเพชญ บุญญามณี อดีต ส.ส.สงขลา เขต 1 ในโอกาสเปิดศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย เขต 1 พร้อมเปิดใจเป็นครั้งแรก หลังตัดสินใจย้ายสังกัดทางการเมืองและประกาศเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัย ในนามพรรคภูมิใจไทย

นายสรรเพชญ ระบุว่า ตลอดเกือบ 3 ปีในสภาผู้แทนราษฎร ตนได้นำปัญหาของจังหวัดสงขลาเข้าสู่เวทีสภาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล พร้อมย้ำจุดยืนทางการเมืองชัดเจนว่า การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา เป็นไปตามความเห็นและอุดมการณ์ของตน ซึ่งสอดคล้องกับการกระทำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

อดีต ส.ส.สงขลา เขต 1 ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสความไม่ชัดเจนทางการเมืองภายในพรรคเดิม จนทำให้ตัดสินใจเปิดการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ให้โอกาสและเปิดพื้นที่ในการทำงานอย่างจริงใจ โดยเป้าหมายหลักคือการผลักดันการพัฒนาจังหวัดสงขลาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

ช่วงท้าย นายสรรเพชญ ประกาศจุดยืนบนเวทีอย่างหนักแน่นว่า จะไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจทางการเมือง และไม่ยึดติดกับการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล แต่จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน พร้อมยืนยันว่า การย้ายมาพรรคภูมิใจไทยคือก้าวใหม่ทางการเมืองที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม และพร้อมพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในสนามเลือกตั้งเขต 1 สงขลาที่กำลังจะมาถึง

อย่าพูดบิดเบือนช่วงหาเสียง!! ‘ชวน’ สวนกลับ ‘พิพัฒน์’ ปมแขวะนายกฯ 2 สมัย แต่ไม่พัฒนาตรัง ตอกกลับพฤติกรรม “เลือกปฏิบัติ” เดินตามรอยทักษิณ ระวังผิดรัฐธรรมนูญ ม.27

‘ชวน’ ตั้งโต๊ะซัด ‘พิพัฒน์’ ปมแขวะนายกฯ 2 สมัย แต่ไม่พัฒนาตรัง เตือนอย่าคิดแบบธุรกิจการเมือง หวังผลกำไร 

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลวานนี้ (6 ม.ค.69) โดยมีการพาดพิงพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่มีนายกรัฐมนตรี 2 สมัย แต่ไม่ได้รับการพัฒนา ว่า ตนคือหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 27 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมด้วย เนื่องจากข้อความบางตอนเป็นการโจมตีให้ร้ายกัน และจากการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่ที่ไม่ควร โจมตีให้ร้ายใคร แต่ควรจะเป็นการแถลงนโยบายหรือผลงานมากกว่า ตนจึงอยากเตือนด้วยความเคารพ

นายชวน กล่าวว่า ที่มีกล่าวว่าหากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย เราจะเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณ เพื่อพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกับยกเป็นการเปรียบเทียบการบริหาร จ.สุพรรณบุรี ในสมัย นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงปีเดียว แต่พัฒนาจังหวัดไปได้มาก และผู้เปรียบเทียบได้ให้สัมภาษณ์ในตอนท้าย ว่าพื้นที่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้มีนายกรัฐมนตรี 2 ครั้งติดต่อกัน ขอให้กลับไปดูว่า วันนี้มีการพัฒนาอย่างไรบ้าง ถึงแม้ไปดูแล้วไม่มีการเอ่ยชื่อ ก็รู้ว่าเป็นตนและจังหวัดตรัง แต่ก็ไม่แน่จริง ควรเอ่ยชื่อให้หมดเรื่องหมดราว ไม่ต้องมานั่งตีความกัน ซึ่งท่านก็คงหมายถึงตน ที่เป็นนายกฯ 2 ครั้ง ท่านบอกว่าไม่ได้โจมตีใคร

นายชวน กล่าวต่อว่า หากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดได้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณเพื่อพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน หากสื่อมวลชนนึกออกการเลือกปฏิบัติ โดยพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือก ผู้แทนของเขา เคยเกิดขึ้นในสมัยที่ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ใช้คำว่าพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกไทยรักไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคนที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติ จึงมีผลทำให้พรรครักไทยไม่ได้รับเลือกจากภาคใต้แม้แต่คนเดียว เพราะเชื่อว่าการเลือกปฏิบัติไม่ยุติธรรม 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่นายพิพัฒน์ พูดก็เป็นแนวคล้ายคลึงกัน หากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเรื่องพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณนั้น หมายความว่า ถ้าไม่เลือกเขา เขาก็อาจจะไม่เอาสิ่งต่างๆ เข้าไปเพื่อพัฒนา ปัญหาคือเมื่อพรรคภูมิใจไทยเขาพูดแล้วทำ เมื่อพูดอย่างนี้ก็คือพูดแล้ว เขาก็ควรจะทำ คือถ้าไม่เลือก เขาก็จะไม่จัดงบประมาณไปให้ เป็นการเลือกปฏิบัติโดยตรงซึ่งโดยหลักแล้วขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27 ได้ย้ำไว้ ว่าจะเลือกปฏิบัติ เพราะความคิดความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน เพราะการเลือกหรือไม่ ถือว่าเป็นการเห็นทางการเมือง และถ้านักการเมืองใช้วิธีการนี้ ความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมืองก็จะเกิดขึ้น อย่างในสมัยนายทักษิณ และจะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อกระบวนการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยก็จะผิดเพี้ยนไป กลายเป็นการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่เลือก พื้นที่ที่ไม่เลือกก็ไม่มีการพัฒนา แต่เก็บภาษีเขา ตนจำได้ว่าเคยเรียกร้องเรื่องนี้ เมื่อเขาได้เสียภาษีเช่นเดียวกันก็ต้องพัฒนาเหมือนกัน

นายชวน กล่าวอีกว่า การนำไปเปรียบเทียบจังหวัดตรัง ในส่วนของตนนั้น เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ตนโชคดีเป็น 6 ปีกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งนานที่สุด จึงได้ทำโครงการพัฒนาประเทศ ไม่ได้เจาะจงทำเฉพาะ จ.ตรัง โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ตัดถนนเข้าเฉพาะจังหวัดตรัง แต่ทำทั่วประเทศ พร้อมยกตัวอย่าง โครงการพัฒนาถนน 4 เลน ภาคเหนือสิ้นสุดที่ จ.เชียงราย ภาคอีสานสิ้นสุดที่ จ.หนองคาย ภาคใต้สิ้นส่วนที่จังหวัดชายแดนเชื่อมมาเลเซีย นี่คือการบริหารงานในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เลือกปฏิบัติ ว่าจะเลือกตนหรือไม่

นอกจากนี้ นายชวน ยังระบุว่า โครงการเบี้ยผู้สูงอายุ ได้ริเริ่มในสมัยตน จนมาถึงในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายทักษิณกลับไม่มีการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ แต่กลับมาเพิ่มในสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จาก 200 บาท เป็น 500 บาท และเป็นต้นแบบจนถึงปัจจุบันนี้ ที่ได้เดือนละ 600 - 800 บาท และนายอภิสิทธิ์ ประกาศว่าจะเพิ่มเป็น 1,000 บาท ต้องพูดในสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่พูดอะไรในผลคะแนนเสียงแล้วทำไม่ได้ ขณะเดียวกันตนยังเป็นผู้ผลักดัน จ.ตรัง ให้มีมหาวิทยาลัย และล่าสุดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ก็มาจากนักกีฬาในมหาวิทยาลัยจังหวัดตรัง รวมถึงริเริ่มให้เด็กดื่มนม จนเด็กสูงได้มาตรฐานโลก

นายชวน ยังกล่าวว่า นายพิพัฒน์นั่งเครื่องบินไป จ.ตรัง แล้วพบกับตน เพื่อไปหา สส.ได้มา 2 คน ตนก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่เกรงใจ ไม่ให้เกียรติชาวตรัง ตนก็ไม่เคยวิจารณ์ แต่การพาดพิงอย่างนี้ส่งผลกระทบต่อการหาเสียง จ.ตรัง คนจะเข้าใจผิดว่าตนไม่เคยทำอะไรให้ จ.ตรัง ซึ่งตนก็พัฒนา จ.ตรัง เหมือนจังหวัดอื่น ไม่อยากให้คนไปเที่ยวตรัง แล้วด่าว่า เอางบประมาณไปทำบ้านมันคนเดียว

นายชวน กล่าวอีกว่า จ.ตรัง ยังมีรถไฟ มีสนามบินที่สวยที่สุด ซึ่งตนของบประมาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่ตนเป็นประธานรัฐสภา และตรังเป็นจังหวัดเดียวที่จตุรัสเมือง ซึ่งเป็นความพยายามมากว่า 20 ปี สมัยที่ตนเป็นประธานรัฐสภา พร้อมชวนผู้สื่อข่าวไปเที่ยวเมืองตรังเพื่อเที่ยวจตุรัสเมือง

"ในการทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ถือหลักว่าเราเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ ดังนั้น การจะทำนโยบายอะไรก็ตาม ต้องไม่เจตนาที่จะทำเพื่อประโยชน์ในบ้านตัวเองเท่านั้น ต้องทำเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ ทุกจังหวัด นี่เป็นแนวที่ตนและพรรคประชาธิปัตย์ได้ยึดปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน" นายชวน กล่าว

นายชวน ยังกล่าวว่า การที่นายพิพัฒน์ ใช้ทำเนียบรัฐบาล เป็นที่กล่าวโจมตีให้ร้าย กระทบในทางกฎหมาย ในหลักแล้วไม่ถูกต้อง พูดให้ร้ายไม่ตรงกับความเป็นจริง ไปเปรียบเทียบกับสุพรรณบุรีแต่ก็ไม่มีสนามบิน การเป็นนักการเมืองจะต้องให้ความสำคัญกับประชาชนทุกจังหวัด ประชาธิปไตยจะไปได้ เมื่อมีความยุติธรรม ไม่ใช่ว่าถ้าไม่เลือกคนนั้น แล้วบ้านเมืองเราจะล้าหลัง ถ้าไม่เลือกคนนี้แล้วจะไม่ได้รับการพัฒนา แต่ต้องมองว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่พัฒนาทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตนภูมิใจที่เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ได้ทำหน้าที่และกระจายความเจริญ ซึ่งกฎหมายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคเกิดในสมัยตน ประเทศเราเรื่องของคนมีความสำคัญ

นายชวน ยังกล่าวอีกว่า ตนเป็นผู้ตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องวิกฤตศาสนา คนไม่ไปทำบุญจนวัดไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ และถูกตัด จนที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ใช้งบกลางจ่ายค่าน้ำค่าไฟและไม่ให้ตัดไฟ นี่คือสิ่งที่สังคมยังไม่รู้

"ใครมาเป็นรัฐบาลในเที่ยวหน้า ไม่ว่าใครก็ตาม อย่าใช้วิธีที่นายพิพัฒน์พูด พี่น้องภาคใต้ขอให้รับรู้ถ้าทำอย่างที่นายทักษิณเคยทำ ควรจะเลือกพรรคการเมืองประเภทนี้หรือไม่ สำหรับพี่น้องชาวตรัง ขอให้รับทราบว่าสิ่งที่นายพิพัฒน์พูด ตนได้พัฒนาจังหวัดตรัง เหมือนที่พัฒนาจังหวัดอื่น ไม่มีข้อยกเว้น ไม่เอาเปรียบจังหวัดอื่น ให้ความเป็นธรรมกับทุกจังหวัด ในฐานะที่เป็นตัวแทนชาวตรัง ไม่อยากให้ไกลมาจังหวัดตรังแล้ว ด่าว่าจังหวัดนี้เอาเปรียบจังหวัดอื่น เอางบประมาณมากองอยู่ที่นี่ ฝนไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น" นายชวน กล่าว

นายชวน ยังกล่าวอีกว่า ที่จริงไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากระบบยึดอำนาจ หรือเลือกตั้ง มีแค่รัฐบาลนายทักษิณ เป็นรัฐบาลแรกที่ประกาศชัดเจนว่าจะพัฒนาจังหวัดที่เลือกเพื่อไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งตนเพิ่งเห็นนายพิพัฒน์เพิ่งมาพูด นอกนั้นก็ได้บทเรียน ส่วนใหญ่จะพูดในทำนองว่า ยินดีอย่างยิ่งที่จะพัฒนา ไม่ได้เจาะจงจังหวัดใด

เมื่อถามว่า ถ้านายพิพัฒน์มาขอพูดคุยทำความเข้าใจจะว่าอย่างไร นายชวน กล่าวว่า ส่วนตัวรู้จักกัน นายพิพัฒน์ก็ลงไปหา สส.เจอในเครื่องบินอยู่ ที่นายพิพัฒน์ มาพูดเช่นนี้ ตนคิดว่านายพิพัฒน์เป็นนักธุรกิจที่ทำงานการเมือง ถ้าทัศนคติอาจจะมองไปแบบนักธุรกิจการเมืองที่เราเคยเห็น มองเรื่องจะต้องมีกำไรขาดทุน เมื่อลงทุนแล้ว ต้องได้ ดังนั้นเลือกถึงจะให้ ซึ่งความจริงได้นักการเมืองระบอบประชาธิปไตย จริงๆ ทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่นักธุรกิจที่มาทำงานการเมือง แต่ความจริงนักธุรกิจที่ทำงานการเมืองที่ดีก็มี ความสำนึก ความเข้าใจธุรกิจ และทำงานการเมืองก็ต้องเอากำไร ซึ่งความจริงเป็นงบหลวงไม่ใช่งบส่วนตัว การเลือกปฏิบัติ ซึ่งไม่ควรจะมี เพราะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเข้า 90 กว่าปี สิ่งเหล่านี้พรรคไทยรักไทยได้บทเรียนมาแล้ว ไม่มี สส.ใต้แม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นผลมาจากที่เรารณรงค์พรรคการเมืองจะได้เรียนรู้และไม่ใช่วิธีนี้ปฏิบัติ

เมื่อถามว่า การที่นายพิพัฒน์ออกมาพูดเช่นนี้เหมือนกับนายทักษิณ แสดงว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ได้ที่นั่งใช่หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ถ้าข้อมูลนี้ไปถึงชาวบ้านตนว่าเขาจะคิด เพราะเขาบอกว่าพูดแล้วทำ แต่ตนว่าเรื่องนี้ จะมีปัญหาอยู่เหมือนกัน ความจริงตนก็ไม่มีอะไร ฉะนั้นท่านจะมาพาดพิงเรื่องอะไร ถ้าท่านไปหาต้นตอที่ตรังผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ว่าท่านทำเหมือนกับไม่ให้เกียรติคนตรัง แต่ท่านก็ไปพูดอย่างนี้ ไม่ไปว่าอะไร เจอก็ทักทายกัน

เมื่อถามย้ำว่า เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการตอบรับที่ดีในภาคใต้ใช่หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ไม่ทราบว่าดีหรือไม่ดี แต่แนวปฏิบัติเรามีมามากแล้ว ท่านอาจจะไม่สามารถปรับเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ 100% ท่านอาจมองเป็นเรื่องธุรกิจที่ต้องได้ประโยชน์ และต้องได้กำไรการเมืองจะคิดอย่างนั้นไม่ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top