Thursday, 4 June 2026
ภาษี

กำแพงภาษี 36% ของ ‘ทรัมป์’ เรียกเก็บจากไทย บททดสอบความ “ศิโรราบ” ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ

(14 ก.ค. 68) แม้ว่าไทยจะมีท่าทีเป็นมิตรกับสหรัฐฯ มาตลอด ทั้งในแง่ความร่วมมือทางการทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ แต่ “กำแพงภาษี” 36% ที่ฝ่ายทรัมป์ประกาศใช้กับสินค้าบางประเภทจากไทย กลับเป็นสัญญาณชัดว่า มิตรภาพในโลกการค้าสมัยใหม่ ไม่ได้วัดกันที่ “ความสัมพันธ์อันดี” แต่เป็นเรื่องของ “อำนาจต่อรอง” ล้วน ๆ

กำแพงภาษี ไม่ใช่แค่กำแพงเศรษฐกิจ — แต่คือกำแพงวัดระดับการก้มศีรษะ
ทรัมป์ในฐานะผู้นำสายชาตินิยมมองว่า “กำแพงภาษี” คือเครื่องมือเจรจา ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ แต่เพื่อดูว่าแต่ละชาติ “จะยอมมากแค่ไหน” ยอมโค้ง ยอมก้ม หรือถึงขั้นยอมกราบเพื่อให้ได้สิทธิพิเศษบางอย่างกลับคืนมา

ในแง่นี้ ไทยอาจถูกมองว่า “ยังไม่ก้มพอ” ไม่เปิดประเทศให้สหรัฐเข้ามาวางฐานทัพ ไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในเกมยุทธศาสตร์ของอเมริกากับจีนแบบชัดเจน กำแพงภาษีจึงยังตั้งตระหง่านอยู่

คำถามคือ: ไทยควรยอมก้มมากแค่ไหน... เพื่อส่วนลดทางภาษี?
หากเรายอมเปิดประตูให้สหรัฐเข้ามาอย่างเต็มที่ ยอมวางบทบาทเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ยอมเข้าเป็นเบี้ยในเกมภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐอาจลดภาษีให้ก็จริง... แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือ “อธิปไตย” และ “ความเป็นกลาง” ที่เราเคยพยายามรักษาไว้ เรื่องนี้เหมาะสมหรือไม่?

หรือไทยควรมองหาทางเลือกอื่น?
การหาตลาดทดแทน เช่น จีน อินเดีย หรือกลุ่มตะวันออกกลาง อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ หากไทยวางแผนเชิงรุก พัฒนาอุตสาหกรรมภายใน ยกระดับมาตรฐานสินค้า และสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่ๆ การพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเพียงผู้เดียวอาจไม่ใช่คำตอบในยุคโลกหลายขั้ว

‘อมรเทพ จาวะลา’ มอง 7 โอกาสไทยหลังปิดดีลภาษีสหรัฐต่ำเทียบเคียงเพื่อนบ้าน เตือนเร่งสร้างจุดขาย พร้อมหามาตรการเยียวยา SME และผู้ได้รับผลกระทบ

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นภายหลังไทยปิดดีลภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ 19% ว่า ไทยบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐได้ทันวันที่ 1 ส.ค. โดยไทยลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐลงเหลือ 0% ในสินค้าส่วนใหญ่ แม้ไม่ใช่ทุกรายการเหมือนที่เวียดนามและอินโดนีเซียให้สหรัฐ และไทยน่าเจรจานำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น และวางแผนระยะยาวในการลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ พร้อมเปิดตลาดภาคบริการและการลงทุนให้บริษัทสัญชาติอเมริกันมากขึ้น จนภาษีนำเข้าที่สหรัฐจัดเก็บกับไทยเหลือเพียง 19% ลดลงจาก 36% แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

📌 โอกาสของไทยภายใต้ภาษีสหรัฐที่ต่ำลงเทียบเคียงเพื่อนบ้าน
1. 📦 ส่งออกไทยหดตัวน้อยกว่าคาด
ไทยน่าได้เปรียบจากอัตราภาษีที่ต่ำลงจนใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน → ทำให้สินค้าไทย "พอจะแข่งขันได้มากขึ้น"
สินค้าที่พอจะแข่งขันได้:
อิเล็กทรอนิกส์
ชิ้นส่วนยานยนต์
ยางรถยนต์
อาหารแปรรูป
ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ

แต่ถึงอย่างไร การเติบโตด้านส่งออกของไทยน่าจะหดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะสหรัฐจะลดการนำเข้าโดยรวม (จากการเร่งสต๊อกล่วงหน้า + เศรษฐกิจชะลอจากเงินเฟ้อที่จะขยับขึ้น) ซึ่งจะทำให้ภาคการผลิตของไทยชะลอ การจ้างงาน ชั่วโมงการทำงานและการบริโภคเสี่ยงขยายตัวต่ำในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ข่าวดีคือ ยังน่าพอประคองตัวได้ ไม่หดตัวเช่นกรณีถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง

2. 🚢 ลดความเสี่ยงจากการ 'สวมสิทธิ' ส่งออก
ภาษีสหรัฐที่เข้มงวดทำให้ transshipment (การลักลอบใช้สิทธิไทย) ลดลง เพราะจะโดนภาษีเพิ่มอีก 40% แต่ไทยต้องระวัง: สินค้าที่มี import content สูง อาจถูกมองว่าไม่ได้ผลิตจริงในไทย
🛠 ทางแก้:
เร่งสร้างฐานการผลิตในสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง เน้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พวกเซมิคอนดักเตอร์

3. 💼 การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) อาจเพิ่ม
นักลงทุนย้ายฐานจากจีน มาสู่ไทย ไม่ต้องแย่งเวียดนาม อินโดนีเซียมากนัก
สินค้าเป้าหมาย: กลุ่มที่ถูกเก็บภาษีพอๆกันและเน้นตลาดส่งออกไปสหรัฐ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, ชิ้นส่วนยานยนต์ ฯลฯ

อย่าลืมว่าผู้ประกอบการไทยจะได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงจากอัตราภาษีที่ไทยเก็บจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐที่ลดลง เช่น ยาและเวชภัณท์ ผลิตภัณท์อาหาร และอาหารสัตว์ ข้าวโพด ถั่วเหลือง และอื่นๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มนี้

⚠️ ข้อควรระวัง:
ไทยยังเสียเปรียบด้านโครงสร้างต้นทุน เช่น ค่าแรงสูง ค่าไฟแพง กฎระเบียบซ้ำซ้อน พยายามสร้างจุดขายพวก ESG พลังงานทดแทน

4. 💰 นโยบายการคลังควรเน้นประคองเศรษฐกิจ
ช่วยภาคที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนนำเข้าสูง เช่น ภาคเกษตรบางกลุ่ม อุตสาหกรรมที่ไทยลดภาษีนำเข้า อาจต้องมี มาตรการเยียวยาแรงงาน หรือ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

5. 🏦 นโยบายการเงินยังผ่อนคลายได้
เงินเฟ้อต่ำ → เปิดทางให้ดอกเบี้ยลดต่ำต่อไปได้
เศรษฐกิจโตช้า → เพิ่มสภาพคล่อง เร่งการปล่อยสินเชื่อ
ภาคท่องเที่ยวยังอ่อนแรง → เสริมความจำเป็นต้องกระตุ้นต่อ

6. 💱 บาทอาจแข็งค่าจากความเชื่อมั่น
นักลงทุนมองว่าไทย "เสี่ยงต่ำ" กว่าเวียดนาม อินโดฯ
ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยมากขึ้น
แต่ต้องคุมไม่ให้บาทแข็งเกินไป → กระทบผู้ส่งออก

7. 📉 GDP ไทยรอดภาวะถดถอยทางเทคนิค
แม้เศรษฐกิจไม่หดตัวแรง แต่การเติบโตยังต่ำในมุมไตรมาสต่อไตรมาสความหวังอยู่ที่: ครึ่งหลังของปีหน้า (H2/2026) หากส่งออก-ลงทุนฟื้น และการบริโภคภายในประเทศกลับมาแข็งแรง

✅ บทสรุป
แม้จะไม่ได้บูมเต็มตัว แต่ 'ภาษีต่ำลง' เปิดโอกาสให้ไทย รอดได้พร้อมๆ เพื่อนบ้าน ในสภาวะที่สหรัฐกีดกันการค้าเข้มขึ้น แต่ให้จับตาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจยังไม่จบ จนไทยโดนผลกระทบทางอ้อมได้ เช่นนักท่องเที่ยวจีนขยายตัวต่ำ หรือลดลงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่เปราะบางมากขึ้น

จุดแข็งที่ต้องเร่งต่อยอด:
พัฒนาห่วงโซ่การผลิตในประเทศ
ปรับต้นทุนธุรกิจให้แข่งขันได้
ใช้นโยบายการคลัง-การเงินอย่างแม่นยำ

‘ทรัมป์’ ทำดีลแบบ ‘แม่ค้าจีน’ มีราคาในใจอยู่แล้ว แต่ก็บอกราคา สูงเว่อร์ ไปก่อน

(2 ส.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ว่า …

จริงๆแล้ว ตัวเลข tariff ในใจทรัมป์ตั้งแต่ตอนหาเสียง (ตค 2024) ก็คือ จะขึ้นภาษีนำเข้าเฉลี่ย 10 -20% กับประเทศอื่นอยู่แล้ว พอมาเป็นรัฐบาล #ทรัมป์ ก็ใช้การดีลแบบ #แม่ค้าจีน คือ ประกาศ reciprocal tariff แบบสูงเว่อร์ เพื่อให้แต่ละประเทศมาก้มหมอบยอมทรัมป์แบบสุดๆ จนได้สิ่งที่ทรัมป์ต้องการแล้ว ค่อยเก็บภาษีจริงในอัตรา 15 -20% กับประเทศส่วนใหญ่ ตาม rate ที่อยู่ในใจตั้งแต่แรกนั่นแหละค่า (ส่วน 10% ก็เก็บกับบางประเทศที่สหรัฐฯ ไม่มีปัญหาขาดดุล เช่น สิงคโปร์)

สำหรับจีน ทรัมป์ตั้งใจเก็บภาษี 60% แต่เจอหมัดเด็ดของสีจิ้นผิงเรื่องแร่หายาก rare earth และจีนขึ้นภาษีตอบโต้กลับ ทรัมป์ก็เลยยังจัดการจีนไม่ได้ตามที่หาเสียงไว้ว่า จะเก็บภาษีจีน 60% 

‘บีโอไอ’ ชู!! จุดแข็งไทย พร้อมรับมือโลกการค้ายุคใหม่ หลังสหรัฐฯ ประกาศ!! อัตราภาษีนำเข้าจากไทย 19%

(2 ส.ค. 68) บีโอไอ แจงนักลงทุนไทย-ต่างชาติพร้อมเดินหน้าลงทุน หลังสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าจากไทย ร้อยละ 19 ย้ำ!! ไทยยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค ชูจุดแข็งไทย 5 ด้าน พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนภายใต้โลกการค้ายุคใหม่มุ่งสร้างซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากที่ทีมไทยแลนด์ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถเจรจากับสหรัฐอเมริกาจนมีการประกาศอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากไทยร้อยละ 19 ลดลงจากอัตราก่อนหน้าที่ร้อยละ 36 ถือเป็นข่าวดีที่ส่งผลบวกต่อการลงทุน เพราะเป็นอัตราภาษีที่ทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นและพร้อมเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากมองว่าไทยสามารถตอบโจทย์การลงทุนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และมีศักยภาพในการสร้างซัพพลายเชนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  

ที่ผ่านมา ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบนิเวศ ลดอุปสรรค และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการประกอบธุรกิจ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอเร่งให้การส่งเสริม 5 สาขาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็ง 5 ด้านสำคัญที่พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่

1. โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ พร้อมรองรับการลงทุน ทั้งนิคมอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก สนามบินนานาชาติ ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียรและมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการจัดตั้ง Hyperscale Data Center จากนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลก เช่น AWS, Google รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก
ที่พร้อมสำหรับนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ทั้งด้านที่พักอาศัย โรงเรียนนานาชาติ และโรงพยาบาลมาตรฐานสูง 

2. ซัพพลายเชนที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนใหญ่รวมตัวเป็นคลัสเตอร์อยู่บริเวณภาคตะวันออก ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 

3. บุคลากรทักษะสูง ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค และแรงงานฝีมือ โดยบีโอไอร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ในการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และหลักสูตรเฉพาะด้าน เช่น เซมิคอนดักเตอร์, AI, IoT, ระบบอัตโนมัติ และโลจิสติกส์ โดยมีเป้าหมายสร้างแรงงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวน 280,000 คน ภายใน 5 ปี (2567 – 2571) ในสาขาที่ไม่สามารถพัฒนาได้ทัน บีโอไอมีเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติสาขาดังกล่าวสามารถเข้ามาทำงานได้ ทั้งการอนุญาตภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุน, Smart VISA, LTR VISA และศูนย์ One Stop Service 
ที่บีโอไอทำงานร่วมกับ ตม. และกรมการจัดหางาน 

4. มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ด้านต่าง ๆ จากบีโอไอและกระทรวงการคลัง การพัฒนากลไกจัดหาพลังงานสะอาด หรือมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ เช่น มาตรการส่งเสริมรถยนต์ EV, เซมิคอนดักเตอร์, แบตเตอรี่, อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการสนับสนุนการเชื่อมโยงซัพพลายเชนและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) 

5. โอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลก  ไทยมีศักยภาพในการเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาค โดยอาศัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ 

นอกจากนี้ ไทยมีความตกลงการค้าระหว่างประเทศ (FTA) ที่ลงนามแล้ว 17 ฉบับกับ 24 ประเทศ อีกทั้งยังมีอีกหลายฉบับที่อยู่ระหว่างเจรจา เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และเกาหลี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ตลาดในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ 

“อัตราภาษีร้อยละ 19 จากสหรัฐฯ ถือเป็นอัตราที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ และส่งผลบวกต่อการลงทุน สถานการณ์ที่มีความชัดเจนมากขึ้น จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ดีของประเทศไทย ความพร้อมของซัพพลายเชน บุคลากรที่มีคุณภาพ บวกกับมาตรการสนับสนุนของบีโอไอและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เชื่อมั่นว่าจะทำให้ไทยยังคงเป็นฐานการลงทุนที่โดดเด่นของภูมิภาค และมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับ คนไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าวทิ้งท้าย

ปิดดีลภาษีสหรัฐ 19% ความสำเร็จในการเจรจา กับการขยับฐานภาษี!! ที่อาจไม่สิ้นสุด!!

(3 ส.ค. 68) ไทยบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ก่อนเส้นตาย 1 ส.ค. โดยอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยอยู่ที่ 19% ต่ำกว่ากรอบเดิมที่สหรัฐฯ ขู่ใช้มาตรการทางภาษีที่อัตรา 36% ซึ่งใกล้เคียงกับคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม (20%), อินโดนีเซีย (19%), ฟิลิปปินส์ (19%) และมาเลเซีย (19%)

ซึ่งถือเป็นข้อตกลงที่ทีมไทยแลนด์ สามารถเจรจาจนประสบความสำเร็จ ในการลดภาษีส่งออกไปสหรัฐจากเดิมที่ ประธานาธิดี ทรัมป์ ได้ประกาศไว้ ว่าจะเรียกเก็บที่อัตรา 36% อัตราภาษีดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันต่อการส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเกษตร-อาหารที่มีความอ่อนไหวต่อภาษี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค และการส่งออกไทยครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงหดตัวกว่า -10% หลังจากครึ่งปีแรกเร่งส่งออกโตถึง +15% จากความกังวลเรื่องภาษี แต่ภาษีที่ออกมาจริงที่ระดับ 19% อาจช่วยให้การชะลอตัวของครึ่งปีหลังไม่รุนแรงเท่าที่เคยคาดการณ์

สำหรับอัตราภาษี 19% ที่ได้มา ยังไม่มีการเปิดเผยเงื่อนไขข้อตกลงที่ใช้ในการเจรจา ว่าไทยยอมรับเงื่อนไขอะไรบ้าง จะต้องมีการนำเข้าสินค้าอะไรเพิ่มเติม โดยคาดการณ์ว่า สิ่งที่ไทยต้องแลกเปลี่ยน ได้แก่ เปิดตลาดนำเข้าเพิ่ม 90% สั่งซื้อสินค้าเพิ่ม ในกลุ่มข้าวโพด, กากถั่วเหลือง, อาวุธและยุทโธปกรณ์ รวมทั้งก๊าซธรรมชาติ LNG ฯลฯ สนับสนุนบริษัทไทยให้ไปลงทุนในสหรัฐฯ รวมทั้งปรับระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งเมื่อตรวจพบอาจถูกจัดเก็บ Transshipment 40%

กลุ่มสินค้าส่งออกของไทยที่จะกระทบหนัก ได้แก่ กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ กลุ่มอุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง ที่ไทยมีส่วนแบ่งอยู่อันดับที่ 1 แต่อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจากเดิม คงมีแค่ทางเลือกเดียวให้ผู้ส่งออก คือ ลดอัตรากำไร แทนการขึ้นราคา เพื่อคงราคาขายปลีกในสหรัฐ กลายเป็นภาระของผู้ส่งออกที่ต้องแบกรับ เพราะหากปรับขึ้นราคาสินค้าแล้วแพงกว่าคู่แข่ง ตลาดหายทันที

หน้าที่ของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล คงต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ กระชับพันธมิตรทางการค้าเพิ่ม จากที่ไทย น่าจะเสียตลาดส่งออกเพื่อนบ้าน (ที่ไม่น่าเป็นเพื่อน) อย่างกัมพูชา ไป 1 แห่ง แต่อาจจะกระทบเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพราะดูแล้ว น่าจะเป็นสงครามการเมืองมากกว่าการค้า และกัมพูชา ยังคงมีความต้องการสินค้าจากไทยเพื่อใช้อุปโภคบริโภคเป็นจำนวนมาก ส่วนประเทศต่างๆ ที่จะทำการค้ากับกัมพูชา อาจต้องทบทวนนโยบายใหม่ จากเหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ที่ต้องระมัดระวังการเจรจามากขึ้น เพราะอาจโดนหักหลังได้ตลอดเวลา

สำหรับภาษีสหรัฐ หากลองมองอีกมุม หรือแท้จริงแล้ว สหรัฐอเมริกา อาจจะวางกรอบอัตราภาษีสำหรับภูมิภาคอาเซียนเอาไว้อยู่แล้ว แต่ใช้ความเป็นชาติมหาอำนาจ ประกาศเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ ที่สูงลิบ แล้วรอดูว่าในแต่ละประเทศ จะมีท่าทีต่อสหรัฐอเมริกาอย่างไร สร้างแรงกระเพื่อมต่อคู่ค้าในแต่ละประเทศ เพื่อกระทบชิ่งไปยังมหาอำนาจอีกฝั่งอย่างประเทศจีน หรือรัสเซีย กดดันแต่ละประเทศเพื่อกำหนดทางเลือกการทำการค้าก็เป็นได้

การกำหนดท่าที การวางตัวของรัฐบาลไทย ต่อประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย คงต้องมีความมั่นคง มีนโยบายที่ชัดเจนในการวางตำแหน่งทางการค้าโลก ในทิศทางที่เหมาะสม ไม่อย่างนั้น ลูกบ้าของประธานาธิบดี ทรัมป์ อะไรก็เกิดขึ้นได้ …

ทรัมป์ ลั่น!! เที่ยงคืน เก็บภาษีศุลกากร หลายพันล้านดอลลาร์ เข้าสหรัฐฯ

(9 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลว่า

“เที่ยงคืนแล้ว!!! ภาษีศุลกากรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กำลังไหลเข้าสหรัฐอเมริกา!”

แต่ข้อเท็จจริงคือ 

“บริษัทนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯต่างหาก ที่เป็นผู้จ่ายภาษีศุลกากร ดังนั้นจึงไม่มีเงินไหลเข้ามายังสหรัฐฯ 
มีแต่เงินไหลจากบริษัทอเมริกัน (ซึ่งในที่สุดก็คือผู้บริโภคชาวอเมริกันนั่นเองที่เป็นผู้จ่าย) ไปยังรัฐบาล”

ภาษีรายได้เป็นลบ Negative Income Tax ควรทำหรือไม่!! ทำไปเพื่ออะไร!!

(24 ส.ค. 68) เราคุ้นเคยกับคำว่า ภาษีรายได้ หรือ Income tax ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากผู้ที่มีรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ 

อย่างในบ้านเรา ใครก็ตามที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่เกือบๆ 26,000 บาทขึ้นไปก็จะต้องเริ่มจ่ายภาษีที่อัตรา 5% ของรายได้ที่เกินจำนวนที่ว่า และอัตราภาษีของผู้ที่มีรายได้มากก็จะยิ่งสูงตาม

แล้ว ภาษีรายได้เป็นลบ (Negative Income Tax หรือ NIT) NIT คืออะไร

NIT เป็นแนวคิดที่มาจาก Universal Basic Income (UBI ) หรือ รายได้ขั้นตํ่าทั่วไปของนักคิดชาวอเมริกัน และยุโรป มีการพัฒนาและถูกพูดถึงมาหลายศตวรรษ โดยมีบุคคลสำคัญในแต่ละยุคสมัย ดังนี้

ยุคบุกเบิก ศตวรรษที่ 16 - 18
โธมัส มอร์ (Thomas More) - ในหนังสือเรื่อง "Utopia" (ค.ศ. 1516) บรรยายถึงสังคมที่ทุกคนได้รับรายได้ที่รับประกันโดยรัฐ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใกล้เคียงกับ UBI มากที่สุด

โธมัส เพน (Thomas Paine) -  ในบทความ "Agrarian Justice" (ค.ศ. 1797) ได้เสนอให้มีการจ่าย "เงินทุน" ให้กับประชาชนทุกคนเมื่ออายุครบ 21 ปี และจ่ายเงินบำนาญรายปีเมื่ออายุ 50 ปี โดยให้เหตุผลว่าทุกคนมีสิทธิ์ในทรัพยากรธรรมชาติของโลกอย่างเท่าเทียมกัน

ยุคใหม่ (ศตวรรษที่ 19 - 20)  
โจเซฟ ชาร์เลียร์ (Joseph Charlier) - นักสังคมนิยมจากเบลเยียม ได้เสนอแนวคิดนี้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1848 โดยเรียกมันว่า "เงินปันผลจากดินแดน" (Territorial Dividend)

มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) ในทศวรรษที่ 1960 - ได้ออกมาสนับสนุนแนวคิด "รายได้ที่รับประกัน" อย่างจริงจัง โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) - นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล แม้จะเป็นนักเสรีนิยม แต่ก็ได้เสนอแนวคิดที่ใกล้เคียงกันในชื่อ "ภาษีเงินได้ติดลบ" (Negative Income Tax) โดยมองว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพกว่าในการช่วยเหลือคนยากจน เมื่อเทียบกับระบบสวัสดิการที่ซับซ้อนในขณะนั้น

ดังนั้น NIT และ UBI คือเรื่องเดียวกัน แม้จะเรียกชื่อต่างกันก็ตาม

แต่ในสภาพเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน แทบทุกประเทศทั้งฝั่งอเมริกา หรือยุโรป ก็ล้มเลิกแนวคิดแจกเงิน (นโยบายประชานิยม) เพราะจากวันนั้นถึงวันนี้ ไม่มีชาติไหนเอาแนวคิดเรื่อง NIT หรือ UBI มาใช้งานจริง แม้แต่ชาติเดียว 

NIT ตามที่เป็นข่าว คือ การแจกเงินให้กับผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้ แต่รายได้น้อยกว่าเกณฑ์ที่เริ่มเสียภาษี โดยจะแจกให้จนมีรายได้ตามเกณฑ์  

หากใช้เกณฑ์ปัจจุบัน ที่รายได้ขั้นตํ่าปีละ 310,000 บาท 

ผู้ยื่นแบบภาษีที่มีรายได้ 0 บาท หรือไม่มีรายได้เลย ไม่ถึงเกณฑ์ รายได้ขั้นตํ่าปัจจุบัน จะได้รับเงินแจก 310,000 บาท และ ผู้ยื่นแบบภาษีที่มีรายได้ 240,000 บาท ไม่ถึงเกณฑ์รายได้ขั้นตํ่าปัจจุบัน จะได้รับเงินแจก 70,000 บาท 

เงินแจกเหล่านี้ จะมาจากภาษีต่างๆที่เก็บจากผู้ยื่นภาษีเงินได้ ทั้งบุคคลธรรมดา และธุรกิจห้างร้าน ซึ่งหากไม่เพียงพอก็จะต้องกู้มาแจก

แม้ว่าในทางปฏิบัติ จะสามารถลดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำให้น้อยลงได้ เช่น เหลือแค่ 100,000 บาทต่อปี แต่สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นคือ คนที่มีรายได้เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ จะต้องจ่ายภาษีมากขึ้น เพื่อให้รัฐบาลมีเงินแจกคนที่รายได้ตํ่ากว่าเกณฑ์ที่ว่า ตามหลักการ NIT หรือ UBI 

คราวนี้มาดูฐานข้อมูลผู้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลขกัน
สำหรับปีงบประมาณ 2567 ยอดรวมโดยประมาณของภาษี 3 ประเภทหลัก เป็นดังต่อไปนี้
• ภาษีมูลค่าเพิ่ม : 923,000 ล้านบาท
• ภาษีเงินได้นิติบุคคล : 783,000 ล้านบาท
• ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : 416,000 ล้านบาท

ความพิเศษภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ
• มีผู้มีเงินได้ยื่นแบบภงด.ทุกชนิดรวมกันแค่ประมาณ 11 ล้านคน จากผู้มีรายได้ทั้งหมด 41 ล้านคน
• ใน 11 ล้านคนที่ยื่นแบบ ภงด. มีแค่ประมาณ 4 ล้านคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี
• ใน 4 ล้านคนที่เสียภาษีจริง 100,000 คนแรกที่รายได้สูงสุดเสียภาษีรวมกันเกือบ 90% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด หรือประมาณกว่า 370,000 ล้านบาท เฉลี่ยคนละกว่า 3 ล้านบาท

ลองคำนวณคร่าวๆ สมมติมีผู้มีรายได้น้อย 7 ล้านคน ที่ยื่นแบบแต่ไม่เสียภาษีมีเงินได้เดือนละ 20,000 บาท จะได้รับเงินแจกคนละ 70,000 บาท เอา 7 ล้านคน คูณ ก็เป็นเงิน 490,000 ล้านบาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะติดลบในปีแรก ทันที !!

และหากแจกเงินให้กับประชากร 30 ล้านคน ที่ไม่เคยยื่นภาษีรายได้บุคคลธรรมดา จะต้องใช้งบประมาณมากกว่านี้ อีก 4-5 เท่า งบประมาณจากภาษีด้านอื่นๆ ของประเทศ จะสูญหายไปกับนโยบายนี้

แล้วรัฐบาลก็จะต้องกู้เงินมหาศาลเพื่อใช้ทำงบประมาณตามนโยบาย

ด้วยข้อเท็จจริงนี้ หากนำเอาแนวคิด NIT มาใช้ ระบบภาษี เศรษฐกิจ สถานะการเงินการคลังของประเทศไทย พังเสียหายแน่นอน 

แค่ตอนนี้ ประชาชนผู้เสียภาษี 4 ล้านคน ก็แบก ค่าใช้จ่าย (งบประมาณ) สำหรับดูแลประชากรในประเทศกว่า 70 ล้านคน จนหลังแอ่น สำหรับปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลก็ทำงบประมาณแบบขาดดุล นั่นคือ รายได้ (จากการเก็บภาษี) น้อยกว่า รายจ่ายงบประมาณ 

ลองถามตัวเองว่า ควรทำหรือไม่ และทำไปเพื่ออะไร ใครได้ประโยชน์ ประเทศชาติจะได้อะไร??

ASUS เผย!! ย้ายฐานการผลิตจากจีน มา!! ‘ไทย - เวียดนาม - อินโด’

(6 ก.ย. 68) ASUS รายงานในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำไตรมาสสองของปี 2025 ย้ำว่าตอนนี้ห่วงโซ่อุปทานมีความปลอดภัยโดยกระจายกำลังผลิตออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงโรงงานในไทย, เวียดนาม, และอินโดนีเซีย โดยรวมแล้วกำลังผลิต 90% มาจากโรงงานนอกจีน

ความขัดแย้งของจีนและสหรัฐฯ รุนแรงกว่าชาติอื่นๆ ทั้งสองชาติเคยประกาศขึ้นภาษีตอบโต้กันไปมาสูงเกิน 100% และตอนนี้สินค้าจากจีนเข้าสหรัฐฯ ก็ถูกเก็บภาษี 30% อยู่ระหว่างการเจรจา

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกเก็บภาษีนำเข้าใกล้ๆ กันในช่วง 19-20% อย่างไรก็ดีสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์ได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าก่อนหน้านี้ และ ASUS เองก็ย้ายฐานการผลิตเซิร์ฟเวอร์ออกจากจีนมาก่อนหน้านี้แล้ว

ส่องเหตุ ‘รัฐบาลเมียนมา’ ปิดด่านเมียวดีห้ามรถสินค้าผ่าน คาดทางการเตรียมจัดระเบียบภาษี – ความมั่นคงก่อนเลือกตั้ง

(8 ก.ย. 68) ข่าวนี้อาจจะเก่าและล่าช้าไปสักนิดเพราะช่วงที่ผ่านมาเอย่ามัวแต่วุ่นวายกับฝั่งกัมพูชาอยู่ อาทิตย์นี้เอย่าขอกลับมาฝั่งเมียนมาบ้างสืบเนื่องจากเมื่อ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาทางการเมียนมาที่เมืองเมียวดีออกคำสั่งปิดด่านพรมแดนแม่สอด-เมียวดี 2 สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ตรงข้ามบ้านวังตะเคียนใต้ ทำให้รถยนต์ทุกชนิด และสินค้าไม่สามารถผ่านได้  นั่นเป็นผลให้เกิดรถขนสินค้าตกค้างจนสินค้าบางรายการเสียหายโดยเฉพาะอาหารสดและนั่นทำให้เกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

แรกๆทางการเมียนมาอ้างเรื่องการเก็บภาษีซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นตามเส้นทางถนน AH1 ซึ่งนั่นทำให้เกิดความเสียหาย แต่ในความเป็นจริงในอดีตการตั้งด่านตรวจเรียกเก็บเงินก็มีมาตั้งนานแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการรัฐประหารแล้วมีการแยกตัวของกล่มกองกำลังต่างๆนั่นทำให้เกิดการเก็บเงินเบี้ยใบ้รายทางยิบย่อยมากมายนับ 30-40 ด่านซึ่งเป็นมาตลอด  แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาที่เปลี่ยนไป ณ วันนี้ที่เมียนมากำลังเปลี่ยนผ่านจากการปกครองโดยกองทัพสู่การเลือกตั้ง  และนั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ทางการเมียนมายอมไม่ได้หากยังมีกลุ่มต่อต้านมาวุ่นวายอยู่ประกอบการการก่อความวุ่นวายของกลุ่มต่อต้านโดยเฉพาะกลุ่มกะเหรี่ยงที่แตกออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยมากมายแต่รวมภายใต้กลุ่มใหญ่ในนาม KNU นั่นจึงทำให้ทางการเมียนมาประกาศให้กองกำลังของ KNU ทั้งหมดเป็นกองกำลังนอกกฎหมายและประกาศให้ KNU เป็นผู้ก่อการร้าย เนื่องจากทางการเมียนมามีหลักฐานว่า กลุ่ม KNU มีการเก็บภาษีในพื้นที่ และนำเงินไปฝึกกำลังเพื่อต่อต้านรัฐบาล รวมถึงเรื่องคาสิโนที่ผิดกฎหมาย  การจัดการกลุ่มสแกมเมอร์ และการค้าขายยาเสพติดที่พวกกลุ่มกะเหรี่ยงเป็นนักค้าตัวยงตามชายแดนไทยฝั่งแม่สอดลงไปทางใต้

อีกทั้งฝั่งทางการเมียนมายังมีหลักฐานที่ฝั่งกองทัพกะเหรี่ยงมีการใช้โดรนโจมตีทหารเมียนมาที่ซ่อมสร้างสะพานบนถนน AH1 ในเขตรัฐกะเหรี่ยงด้วย  นั่นจึงเป็นเหตุให้ทางการเมียนมาประกาศว่า KNU เป็นกองกำลังนอกกฎหมายและเป็นผู้ก่อการร้ายนั่นเอง ล่าสุดมีข่าวว่า BGF โดยการนำของนายพล ชิตตู มาเป็นกาวใจหลังจากถูกทางการเมียนมากดดันเพื่อเร่งให้มีการจัดระเบียบในเขตปกครองของฝั่งกะเหรี่ยงไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้งรวมถึงจัดระเบียบการเก็บภาษีให้ถูกต้องเป็นไปตามที่ฝั่งเมียนมาต้องการ  ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร

แต่อย่างน้อย ณ วันนี้ทางการเมียนมาก็พยายามสื่อสารกับฝั่งรัฐบาลไทยมาแล้วว่าสาเหตุที่ทางการเมียนมากระทำดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาเพื่อทำลายเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ  แต่ทว่าทางการเมียนมาต้องการความแน่ชัดในการจัดระเบียบการค้าขายโดยเฉพาะการเก็บภาษีให้เป็นไปตามกฎหมายของฝั่งเมียนมาซึ่งรวมถึงการที่ทางการเมียนมาพยายามที่จะลดการขนส่งนำเข้าแบบผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศให้ลดลงด้วยตามลำดับ  อันจะส่งผลให้ราคาของสินค้านำเข้าถูกลงเป็นผลดีต่อผู้บริโภคในเมียนมาเอง  เอย่าไม่รู้ว่าการจัดระบบระเบียบนี้จะดีไหมแต่อย่างน้อยถ้าหากทางการเมียนมาสามารถจัดระบบบางอย่างได้ดีแล้วการนำเข้าสินค้าอาจจะไม่ต้องใช้เวลานานนับเดือนจากแม่สอดไปยังย่างกุ้งเหมือนในเวลานี้ก็เป็นได้

โครงสร้างรายได้ภาครัฐ 'กรมสรรพากร' เกินเป้า!! 'กรมสรรพสามิต – กรมศุลกากร' ต่ำกว่าเป้า!!

(2 พ.ย. 68) ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567–มี.ค. 2568) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิได้ 1,195,662 ล้านบาท ใกล้เคียงประมาณการและสูงกว่าปีก่อน 2.3% แต่ภาพรวม “พอไหว” นี้ซ่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง: รายได้บางฐานโตจากแรงท่องเที่ยวและใช้จ่ายในประเทศ ขณะที่ภาษีบางฐานถูกกดด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคและนโยบายใหม่ ๆ โดยเฉพาะ EV และยาสูบที่หดตัวกว่าคาด

3 กรม 3 โทน: สรรพากรเกินเป้า—สรรพสามิต/ศุลกากรต่ำเป้า
กรมสรรพากร จัดเก็บรวม 966,200 ล้านบาท เกินประมาณการ +1.1% และสูงกว่าปีก่อน 3.9% โดย VAT รวม 487,718 ล้านบาท เด่นชัดเพราะ VAT ในประเทศเกินเป้า +9.7% ขณะที่ VAT จากนำเข้าต่ำเป้า −5.1% จากการใช้สิทธิปลอดอากรและราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งกด ETR (effective tax rate) ลง
กรมสรรพสามิต จัดเก็บรวม 264,971 ล้านบาท ต่ำเป้า −7.4% โดยภาษีรถยนต์ต่ำเป้า −38.3% และภาษียาสูบต่ำเป้า −14.9% สะท้อนผลของนโยบายส่งเสริม EV และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป
กรมศุลกากร จัดเก็บรวม 57,365 ล้านบาท ต่ำเป้า −6.9% ทั้งที่มูลค่านำเข้าสูงกว่าปีก่อน จากค่าเงินบาทแข็งกว่าที่คาดและการใช้สิทธิปลอดอากรเพิ่ม ทำให้ ETR ลดลง

หมายเหตุ: ครึ่งปีนี้มีการคืนภาษีสรรพากร 210,945 ล้านบาท สูงกว่าเป้า 5.9% โดยเฉพาะ VAT ทำให้ “รายได้สุทธิ” ถูกกดลงบางส่วนแม้รายได้ขั้นต้นจะดีขึ้น

ทำไม “พอไหว” แต่ “โครงสร้างเปลี่ยน”?
VAT ในประเทศฟื้นตามเศรษฐกิจบริการ/ท่องเที่ยว: การเดินทางและการใช้จ่ายในประเทศหนุนฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ในประเทศให้เกินเป้า แม้ VAT จากนำเข้าจะอ่อนจากสิทธิปลอดอากรและราคาพลังงานที่ต่ำลงซึ่งกด ETR

นโยบาย EV และพฤติกรรมผู้บริโภค กดฐานสรรพสามิตยานยนต์-ยาสูบ: มาตรการส่งเสริม EV ลดอัตราภาษีที่แท้จริงในหมวดยานยนต์ ขณะที่ยาสูบอ่อนแรงต่อเนื่อง—ทั้งจากปริมาณเสียภาษีที่ต่ำกว่าประมาณการและการปรับพฤติกรรมบริโภค

ค่าเงินและระเบียบการค้า กดรายได้ศุลกากร: บาทแข็งกว่าที่คาดผนวกการใช้สิทธิปลอดอากรเพิ่ม ทำให้รายได้ภาษีนำเข้าต่ำกว่าเป้า ทั้งที่มูลค่านำเข้าจริงสูงขึ้น

นัยต่อธุรกิจ–งบประมาณ
ค้าปลีก–ท่องเที่ยว–บริการ: สัญญาณ VAT ในประเทศยังส่งแรงหนุน หากมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง ภาคบริการน่าจะเป็น “แหล่งภาษีหลัก” ของรอบนี้ต่อไป
ยานยนต์สันดาป–ซัพพลายเชนเดิม: การจัดเก็บภาษีรถต่ำเป้าแรงสะท้อน “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของอุตสาหกรรม สื่อว่าภูมิทัศน์รายได้สรรพสามิตจะเปลี่ยนถาวรถ้า EV โตเร็ว
งบประมาณส่วนกลาง: รายได้สุทธิใกล้เคียงเป้า “ประคองดุล” ได้ระดับหนึ่ง แต่การคืนภาษีที่สูงขึ้นและฐานสรรพสามิตบางหมวดที่อ่อน อาจทำให้กันชนทางการคลังต้องพึ่งวินัยการใช้จ่าย และคุณภาพการกู้มากขึ้นในครึ่งปีหลัง

กล่องตัวเลขสำคัญ (ครึ่งปีงบฯ 2568)
รายได้สุทธิรัฐ: 1,195,662 ล้านบาท (↑2.3% YoY; ใกล้เคียงเป้า)
สรรพากร: 966,200 ล้านบาท (↑3.9% YoY; +1.1% เหนือเป้า) / VAT รวม 487,718 ล้านบาท – ในประเทศ +9.7% เหนือเป้า; นำเข้า −5.1% ต่ำเป้า
สรรพสามิต: 264,971 ล้านบาท (ต่ำเป้า −7.4%) — รถยนต์ −38.3%; ยาสูบ −14.9%
ศุลกากร: 57,365 ล้านบาท (ต่ำเป้า −6.9%) จากบาทแข็ง + ใช้สิทธิปลอดอากรเพิ่ม
คืนภาษีสรรพากร: 210,945 ล้านบาท (สูงกว่าเป้า +5.9%)
.
สรุป (Bottom line)
รายได้รัฐ “ไม่แย่” แต่เสาหลักกำลังขยับ — VAT ในประเทศกลายเป็นคานงัดสำคัญ ขณะที่สรรพสามิตยานยนต์/ยาสูบและศุลกากรยังเป็นแรงฉุดเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายกำลังเปลี่ยน หากรัฐจะ “ปิดดุลแบบยั่งยืน” ในครึ่งปีหลัง ต้องรักษาแรงส่งบริการ–ท่องเที่ยว พร้อมออกแบบโครงสร้างภาษีที่ทันกับ EV/พฤติกรรมใหม่ และบริหารการคืนภาษี–สิทธิปลอดอากรอย่างสมดุล
 
ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  รายงานสถานการณ์ด้านการคลัง ไตรมาส 2/2568 (ข้อมูลครึ่งปีงบประมาณ 2568: ต.ค. 2567–มี.ค. 2568)
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top