Monday, 7 April 2025
ภาษี

‘พิธา’ ถามรัฐบาล!! ตัวเลข 15% มาจากไหน ชี้!! ควรให้มี ‘การปฏิรูปภาษี’ ทั้งระบบ

(8 ธ.ค. 67) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงดรามาประเด็นการขึ้นภาษีแวต 15% ว่า ภาษีในประเทศ มีทั้งภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม ทั้งนิติบุคคล บริษัท ส่วนตัว รวมไปถึงภาษีที่ดิน สรรพสามิต ศุลกากร และอีกมากมาย ทำไมต้องมาเจาะจงที่แวต ตนสนับสนุนให้มีการปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ซึ่งต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าบริหารจัดการให้เพียงพอต่อทั้งประเทศและต้องเป็นธรรมอย่างไร แต่พอรัฐบาลบอกว่า 15 : 15 : 15

“คนที่ไม่เคยเสียภาษีในระดับ 15% ต้องมาเสีย 15% บริษัทนิติบุคคลที่เคยเสียภาษี 30% ก็ได้ลดสิ ใช่หรือไม่ เวลาหาเสียงขึ้นเวทีที่ไหนผมไม่เคยได้ยินว่าให้เสียแวตเกิน 9% นะ เท่าที่ผมจำได้ มีแต่ขึ้นทีละนิด เพื่อไม่ให้ลำบากประชาชนมากขึ้น พอไม่พูดทั้งระบบ แล้วมาเจาะจงที่แวต มันทำให้ผิดบริบทไป เพราะฉะนั้น ผมเห็นด้วยกับการปฏิรูปภาษีทั้งระบบทุกตัว … ถ้าพูดทั้งระบบ แล้วมาอธิบายทีละอัน ผมคิดว่าก็จะไม่ได้รับการต่อต้าน” นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวต่อว่า อยู่ดีๆ นายพิชัย ชุณหวิชร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็โพล่งมาที่แวต 15% แล้ววันต่อมาก็เป็น 15 : 15 : 15 ก็เลยทำให้ไม่ได้รับการตอบรับ จึงอยากฝากไปถึงนายพิชัย และนางสาวแพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า การปฏิรูปภาษีทั้งหมดต้องมองทั้งระบบ อย่าเจาะจงที่อันใดอันหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ประชาชนสับสนและไม่ได้รับการยอมรับ

เมื่อถามว่าตัวเลข 15 % เป็นการโยนหินถามทางหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า เท่าที่ฟัง นายพิชัยบอกว่าทั่วโลกเขาเก็บกัน 15-25% ตนคิดว่านายพิชัยน่าจะดูค่าเฉลี่ยโลก โดยที่ไม่ได้ดูบริบทประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งตนขอให้โอกาสนายพิชัยได้อธิบายว่าทำไมต้อง 15%

“ตอนที่เป็นแคนดิเดตนายกฯกัน เคยพูดเรื่องปฏิรูปภาษี เรื่องแวต หรือแม้กระทั่งการอภิปรายในสภาที่มีงบประมาณ เคยมีการพูดกันถึง 9% แต่ว่า 15% ตัวเลขมาจากไหนผมก็ไม่เข้าใจ ต้องฝากถามด้วยว่าตัวเลข 15% มาจากไหน” นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวว่าต้องอธิบายให้มากขึ้นว่าการขึ้นภาษีแวต 15 % ลดความเหลื่อมล้ำอย่างไร รวมถึงแรงจูงใจในการลดหย่อนภาษีจะเอาอย่างไร ถ้าอธิบายเป็นระบบ แถลงแล้วจบก็ไม่สับสนเท่านี้

เมื่อถามว่าการเสนอลักษณะนี้ บ่งบอกได้หรือไม่ว่ารัฐบาลถังแตก นายพิธา กล่าวว่า “ผมว่าบ่งบอกอะไรไม่ได้เลย เพราะมันไม่รู้บริบท อยู่ดีๆก็โพล่งมา ถามผมไม่ได้ ต้องถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถามนายกรัฐมนตรี ถามรัฐบาลว่าทำไมอยู่ดีๆ ต้องขึ้น ทำไมต้องขึ้น 15% แล้วภาษีตัวอื่นทั้งทางตรงและทางอ้อมจะทำอย่างไรต่อ

เผยช่องโหว่ ‘พ.ร.บ.สัญชาติ’ ส่งเสริม ‘จนท.รัฐ’ ทำผิดกฎหมาย จะรู้ได้อย่างไร?? ว่าเขาจงรักภักดีต่อ ‘พระมหากษัตริย์ไทย’

(19 ม.ค. 68) หลังจากที่คุณเต้ อาชีวะ  ได้ทำการขุดรากทำให้คนไทยได้ทราบว่ามีกลุ่มมาเฟียต่างด้าวหลายกลุ่มในประเทศไทย โดยที่สำคัญคือกลุ่มที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนั้นเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มาจากเมียนมาและนั่นก็เป็นการสะท้อนว่า คนเหล่านี้ได้แอบเข้ามาอาศัยในประเทศไทยนานแล้ว  และมีการช่วยเหลือจากทั้งกลุ่มคนที่มาก่อนและคนไทยที่ใจดี

มากล่าวเรื่องคนไทยที่ใจดี  เอย่าได้ยินมาหลายครั้งเรื่องคนไทยที่ใจดีกับคนต่างด้าวจนบางทีก็ลืมไปว่าการใจดีนั้นมันเปิดสิทธิพิเศษให้แก่ลูกหลานเขาอันจะนำผลประโยชน์มาสู่ตัวของคนต่างด้าวเองในอนาคตและสิ่งนั้นคือการรับรองบุตรคนต่างด้าวนั่นเองเพื่อให้บุตรของคนต่างด้าวเข้าถึงสิทธิต่างๆเยี่ยงคนไทย  คำถามคือ  คนไทยเราพร้อมที่จะใช้ภาษีเราโอบอุ้มคนที่ไม่ได้จ่ายภาษีให้ประเทศไทยแล้วอย่างนั้นหรือ

ประเด็นอีกเรื่องที่คุณเต้หยิบยกขึ้นมาคือลูกหลานคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยมีสิทธิ์ในการขอสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ. 2551  ยิ่งเอื้อให้เด็กต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยได้สัญชาติไทยได้ง่ายขึ้นเพราะคุณสมบัตินั้นเอื้อต่อการให้สัญชาติมากอาทิ เช่น ในมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 กำหนดไว้ว่า

ข้อ 1. บุตรของคนที่เข้าอพยพเข้ามาในราชอาณาจักรและอาศัยอยู่เป็นเวลานาน ครอบคลุมชนกลุ่มน้อย และกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติไว้เดิมรับรองสถานะให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักร อาทิ กลุ่ม เวียดนามอพยพ อดีตทหารจีนคณะชาติ จีนฮ่ออพยพพลเรือน จีนฮ่ออิสระ ไทยลื้อ ลื้อ ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า เนปาลอพยพ ชาวเขา บุคคลบนพื้นที่สูง ลาวภูเขาอพยพ ม้งถ้ำกระบอก ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า อดีตโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา ผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวกัมพูชา ชาวมอร์แกน และคนอพยพเข้ามาในราชอาณาจักรและอาศัยอยู่เป็นเวลานาน ที่ได้รับการสำรวจจัดท าทะเบียนตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะ และสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548 ให้ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไปภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ (1) บิดาหรือมารดาที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรและอาศัยอยู่เป็นเวลานานตามข้อ 1 ต้องมีหรือเคยมีชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนประวัติ หรือเอกสารการทะเบียนราษฎร มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และต้องเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าปี นับถึงวันที่บุตรยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายทะเบียนเพื่อขอมีสัญชาติไทย

(2) มีหลักฐานแสดงว่าเกิดในราชอาณาจักร ได้แก่ สูติบัตร ทะเบียนการเกิด หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.20/1) หรือหนังสือรับรองสถานที่เกิด และต้องมีรายการบุคคลในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร แล้วแต่กรณี

(3) ไม่ปรากฏหลักฐานการมีและใช้สัญชาติอื่น

(4) พูดและฟังภาษาไทยเข้าใจได้ ยกเว้นเด็กที่มีอายุต่ำกว่าเจ็ดปี

(5) มีความจงรักภักดีและเลื่อมใสระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

(6) มีความประพฤติดี ไม่มีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และถ้าเคยรับโทษอาญา ต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันที่ยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทย เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ

ที่เอย่ายกมาแค่ข้อ 1 ก็เห็นช่องโหว่ในกฎข้อนี้แล้ว อาทิเช่น ในข้อย่อยข้อ 1 เป็นการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่รัฐทำผิดกฎหมายได้อย่างง่ายมากโดยการทำบัตร 13 หลักให้คนเหล่านี้ซึ่งก็ไม่แปลกใจว่าทำไมต่างด้าวทุกคนพยายามจะเสียเงินเพื่อให้ได้บัตรชมพูมา หรือในข้อย่อยข้อ 5 ที่ว่า มีความจงรักภักดีและเลื่อมใสระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  เอาอะไรมาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจงรักภักดี ในขณะที่มีคลิปทหารกะเหรี่ยงที่ตายในสนามรบในกะเหรี่ยงมีบัตรไทย หรือบางคนมีบัตรประชาชนไทย  นั่นแปลว่าอะไร  นี่เอย่ายังไม่อยากสาวความไปถึงกลาโหมทราบไหมว่าฝึกลูกหลานชาติพันธุ์ให้เป็นทหารเกณฑ์ในไทยเพื่อไปรบในสงครามกะเหรี่ยงที่บ้านเขา  ไม่ทราบว่าคุ้มภาษีที่จ่ายให้กองทัพไหมละ  หรือข้อย่อยสุดท้ายการไม่ต้องโทษอาญาแผ่นดินไทยอาจจะไม่เพียงพอหรือเปล่าเพราะอย่างที่รู้กันบางคนหนีคดีประเทศเขามาอาศัยในประเทศเรากลายเป็นคนใหม่ชีวิตใหม่  

ถามว่า ณ บริบทประเทศไทยทุกวันนี้อยากได้คนเหล่านี้มาเป็นคนไทยหรือ  คนเหล่านี้ได้จ่ายภาษีบำรุงประเทศไทยสักเท่าไร  บางทีเราอาจจะต้องเปลี่ยนการคัดเลือกต่างชาติเข้ามาเป็นสัญชาติไทยโดยการไม่รับคนต่างด้าวที่มีลักษณะหลบหนีเข้าเมืองมาเป็นพลเมืองได้แล้ว เพราะดูจากประเทศที่เจริญรอบข้างเราไม่มีใครอยากให้คนเหล่านั้นมาขยับสถานะในประเทศตนเองเลย  นี่คงเป็นโจทย์สำหรับคนไทยเพราะยากไปสำหรับรัฐบาลไหนๆที่จะผลักดันเพราะผลประโยชน์มันสูงและต่อมรักชาติและสำนึกในชาติมันไม่มีค่าเท่ากับต่อมเงินตรา  บางทีคนไทยก็ควรจะเลิกเป็นคนใจดีแล้วหันกลับมามองคนในชาติบ้างเราไม่ได้แอนตี้คนต่างด้าวแต่เราต้องการคนต่างด้าวที่มีคุณภาพมากกว่าปริมาณที่เข้ามาแล้วสามารถผลักดันให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองมากกว่าเป็นตัวถ่วงและสุดท้ายก็มาอ้างว่า ‘ต่างด้าวสร้างประเทศไทย’ ถามจากใจคนไทยด้วยกันว่าเวลาได้ยินคำนี้แล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง

ทรัมป์เปิดฉากขึ้นภาษีสินค้าจีน 10% ปักกิ่งเอาคืนหนักเก็บ 15% พร้อมคุมส่งออกแร่หายาก

(4 ก.พ. 68) สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษี 10% กับสินค้านำเข้าจากจีนทั้งหมด ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการเพิ่มภาษีกับสินค้าสหรัฐฯ และจำกัดการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด

โดยมาตรการภาษีใหม่ของทรัมป์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 00:01 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ของวันที่ 4 ก.พ.โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่าจีนไม่จริงจังในการสกัดกั้นการนำเข้าเฟนทานิล ซึ่งเป็นตั้งต้นสารเสพติดที่สร้างปัญหาในสหรัฐฯ อย่างหนัก โดยทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี 10% กับสินค้านำเข้าทั้งหมดจากจีน

ส่งผลให้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที กระทรวงการคลังของจีนประกาศมาตรการตอบโต้ โดยเรียกเก็บภาษี 15% สำหรับถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ รวมถึงภาษี 10% สำหรับน้ำมันดิบ เครื่องจักรทางการเกษตร และรถยนต์บางประเภท โดยมาตรการนี้จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์

นอกจากการขึ้นภาษีสินค้าแล้ว จีนยังเปิดฉากโจมตีบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยเริ่มสอบสวนการผูกขาดของ Alphabet Inc. บริษัทแม่ของ Google พร้อมทั้งเพิ่มบริษัท PVH Corp. ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอย่าง Calvin Klein และ Illumina บริษัทไบโอเทคของสหรัฐฯ เข้าใน "บัญชีหน่วยงานที่ไม่น่าเชื่อถือ"

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์และกรมศุลกากรของจีนประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายากสำคัญ เช่น ทังสเตน เทลลูเรียม รูทีเนียม และโมลิบดีนัม อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ ซึ่งอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานสะอาดทั่วโลก เนื่องจากจีนเป็นผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่

สงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ตัดสินใจเลื่อนการขึ้นภาษีกับสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกออกไปอีก 30 วันเพื่อแลกกับมาตรการคุมเข้มชายแดนของทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังเตือนว่าอาจเพิ่มภาษีจีนอีกหากจีนไม่หยุดการส่งออกเฟนทานิลมายังสหรัฐฯ

จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยยืนยันว่าปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องภายในของสหรัฐฯ และเตรียมยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (WTO) แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเปิดโอกาสให้มีการเจรจา

การปะทะกันทางเศรษฐกิจครั้งนี้สร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินทันที โดยตลาดหุ้นฮ่องกงร่วงลง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ขณะที่เงินหยวนของจีนอ่อนค่าลง กดดันค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียให้ลดลงตามไปด้วย

นักวิเคราะห์จาก Oxford Economics เตือนว่าการตอบโต้ครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นในรอบใหท่ และสหรัฐฯ อาจเพิ่มอัตราภาษีต่อจีนอีกหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ในเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์เอาคืน!! เดินหน้าฟันภาษีโต้กลับชาติที่เก็บภาษีสหรัฐฯ ลั่นอเมริกาถูกเอาเปรียบมานานแล้ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเมื่อวันพุธ (12 ก.พ.68) ว่า เขามีแผนลงนามคำสั่งใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศที่เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ โดยคาดว่าจะมีการดำเนินการภายในสัปดาห์นี้

"ผมอาจจะดำเนินการในวันพรุ่งนี้เช้า หรืออาจใช้เวลาพิจารณาเพิ่มเติม แต่แน่นอนว่าเราจะเดินหน้ากับมาตรการนี้" ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว พร้อมเน้นย้ำว่า "สหรัฐฯ ถูกเอาเปรียบจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศมานานหลายปีแล้ว"

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ในการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะของญี่ปุ่นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กล่าวถึงแนวทางการใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ โดยระบุว่าอาจมีการประกาศอย่างเป็นทางการในวันจันทร์หรืออังคาร

เมื่อวันจันทร์ (10 ก.พ.) ผู้นำสหรัฐฯ ได้สั่งปรับขึ้นอัตราภาษีสำหรับการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจาก 10% เป็น 25% โดยให้เหตุผลว่านโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการทางภาษีของทรัมป์ได้ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่พันธมิตรทางเศรษฐกิจและประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ รวมถึงภาคธุรกิจและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนเตือนว่าการขึ้นภาษีอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นในสหรัฐฯ

‘เซฟ กระทะฮ้าง’ โพสเฟซ!! สู้ชีวิต มาพร้อม ‘ลูก-เมีย’ ไม่มีใครช่วยเหลือ แต่เมื่อมีรายได้ กลับต้องตามจ่ายภาษี พ้อ!! ติดใจตอนผมลำบากพวกคุณไปอยู่ไหน

(15 มี.ค. 68) เซฟ กระทะฮ้าง โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ทำคลิปแบบบ้านๆ สู้มากับลูกเมียพอวันนึงมีรายได้ ก็ต้องจ่ายภาษีตามรายได้ที่มี 

อันนี้ไม่ติดใจ

(ที่ติดใจตอนผมลำบากพวกคุณไปอยู่ไหนมา)

มาตรการภาษีใหม่ของ ‘ทรัมป์’ อาจทำ GDP โลกหดตัว 7 แสนล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์เตือนสหรัฐฯ เสี่ยงเจ็บหนักสุดจากต้นทุนสินค้านำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น

(2 เม.ย. 68) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า มีการคาดการณ์ว่ามาตรการภาษีศุลกากรซึ่งกันและกันที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เตรียมประกาศในวันนี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก หากมีการบังคับใช้ทั่วโลก โดยนักวิเคราะห์เตือนสหรัฐฯ เองอาจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนสินค้านำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น

ตามการรายงานจากแหล่งข่าวใกล้ชิดกับทำเนียบขาว มาตรการภาษีดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า การดำเนินมาตรการนี้อาจนำไปสู่สงครามการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก

“การขึ้นภาษีศุลกากรจะทำให้สินค้านำเข้ามีราคาแพงขึ้น ส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ และอาจกระทบไปถึงผู้บริโภคในที่สุด” ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จากวอชิงตันกล่าว

โดยภาษีศุลกากรเพิ่มเติม 25% สำหรับรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์จะมีผลบังคับใช้ในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่าอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก สถาบันเศรษฐกิจกำลังพัฒนาแห่งองค์การการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ประเมินว่าภาษีศุลกากรซึ่งกันและกันทั่วโลก รวมถึงภาษีรถยนต์และภาษีสินค้าจีนที่เรียกเก็บก่อนหน้านี้ 20% จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของโลกลดลง 0.6% ในปี 2027

การลดลงดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าถึง 763 พันล้านดอลลาร์ (ราว 26.06 ล้านล้านบาท) โดยอ้างอิงจากการคาดการณ์ GDP โลกในปี 2027 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ 127 ล้านล้านดอลลาร์

สำหรับสหรัฐฯ นั้นคาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดย JETRO ประเมินว่า GDP ของประเทศจะลดลงถึง 2.7% ภายในปี 2027 นักวิเคราะห์ชี้ว่าต้นทุนสินค้านำเข้าที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากจีน ซึ่งอาจทำให้กำไรของธุรกิจในสหรัฐฯ ลดลง

หลายประเทศที่อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ อาจตอบโต้ด้วยการกำหนดภาษีศุลกากรตอบโต้สินค้าส่งออกของสหรัฐฯ ซึ่งจะยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับภาคการค้าระหว่างประเทศ นักวิเคราะห์เตือนว่าหากเกิดสงครามการค้าครั้งใหญ่ขึ้น เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ผู้นำในภาคธุรกิจของสหรัฐฯ หลายคนได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายนี้ โดยระบุว่า การขึ้นภาษีศุลกากรอาจทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในตลาดโลก

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ได้กล่าวถึงมาตรการภาษีดังกล่าวว่าเป็น “วันปลดปล่อย” โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะหยุดยั้งไม่ให้ประเทศอื่น ๆ “แย่งงานของเรา แย่งทรัพย์สินของเรา และแย่งสิ่งของต่าง ๆ มากมายที่พวกเขาเคยแย่งกันมาตลอดหลายปี” 

ทั้งนี้ ทรัมป์และทีมที่ปรึกษาของเขาอ้างว่าการนำภาษีศุลกากรแบบตอบแทนมาใช้ จะช่วยให้สามารถแทนที่ภาษีเงินได้ด้วยภาษีนำเข้าเป็นแหล่งรายได้หลัก

ขณะที่ ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการค้าและการผลิตของทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ภาษีศุลกากรใหม่ของทรัมป์ ซึ่งรวมถึงภาษีศุลกากรแบบตอบแทน จะสามารถสร้างรายได้ถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษหน้า

ทั้งนี้ ต้องรอดูว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศรายละเอียดของมาตรการภาษีศุลกากรดังกล่าวในลักษณะใด และจะมีการเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่รุนแรงหรือไม่

ยิ่งทรัมป์เก็บภาษีโหดแบบไม่เกรงใจใคร !! ยิ่งผลักให้จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มาค้าขายกันเองมากขึ้น

(3 เม.ย. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ว่า วันปลดปล่อยอเมริกาของ ทรัมป์  คือ วันผลักเพื่อนให้ไปคบจีน ยิ่งบีบให้ประเทศในอาเซียน และโลกขั้วใต้ เทใจไปหา จีน

เรียงลำดับรายชื่อของประเทศใน #ASEAN ที่จะโดนภาษีโหดของทรัมป์ ดังนี้
เวียดนาม 46%
ประเทศไทย 36%
อินโดนีเซีย 32%
มาเลเซีย 24%
กัมพูชา 49%
ฟิลิปปินส์ 17%
เมียนมา 44%
สปป.ลาว 48%

ยิ่งทรัมป์เก็บภาษีโหดแบบไม่เกรงใจใคร !! ยิ่งผลักให้จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มาค้าขายกันเองมากขึ้น !!

จีน  กำลังเร่งจับมือทำ FTA กับ ญี่ปุ่น  และ เกาหลีใต้ = China-Japan-Korea FTA !! คาดว่า จะลงนาม FTA ของสามชาตินี้ได้สำเร็จภายในปีนี้ ในการประชุม APEC summit ที่กรุงโซล

จีน โดนภาษีโหดทรัมป์ 54% (ภาษีใหม่ 34 % บวกของเดิม 20 %)
ญี่ปุ่น โดนภาษีโหดทรัมป์ 24%
เกาหลี โดนภาษีโหดทรัมป์ 25%

รัสเซียไม่อยู่ในรายชื่อขึ้นภาษีของทรัมป์ สื่อมอสโกเผย เพราะถูกคว่ำบาตรอยู่แล้ว

(4 เม.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยรายชื่อประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายในการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ภายใต้แผนการใหม่เพื่อ 'ปกป้องเศรษฐกิจอเมริกัน' โดยระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และส่งเสริมภาคการผลิตภายในประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์และผู้นำหลายชาติในโลกตะวันตก คือ “รัสเซียไม่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศเป้าหมาย” รวมถึงคิวบา เบลารุส และเกาหลีเหนือ ก็ไม่ได้รวมอยู่ในมาตรการดังกล่าวด้วยท่ามกลางความคาดหวังของหลายฝ่ายที่ต้องการเห็นสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการกดดันเพิ่มเติมต่อมอสโก ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่ยังคงดำเนินต่อไปในหลายประเด็น

เมื่อวันพฤหัสบดี สื่อรัสเซียยังโต้แย้งว่าประเทศของพวกเขาไม่อยู่ในรายชื่อภาษีศุลกากรครอบคลุมเนื่องจากมีการคว่ำบาตรที่มีอยู่แล้ว 

“รัสเซียไม่ได้ถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรใดๆ แต่ไม่ใช่เพราะได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ เพียงแต่เป็นเพราะชาติตะวันตกได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรประเทศของเราแล้ว” สถานีโทรทัศน์ Rossiya 24 ของรัฐบาลกล่าว

ขณะเดียวกันยูเครนกำลังเผชิญกับภาษีนำเข้า 10 เปอร์เซ็นต์จากสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ยูเลีย สวีรีเดนโก รองนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศ กล่าวว่าภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่

ในปี 2024 ยูเครนส่งออกสินค้ามูลค่า 874 ล้านดอลลาร์ (ราว 31,901 ล้านบาท) ไปยังสหรัฐฯ และนำเข้า 3.4 พันล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ ตามที่รองนายกรัฐมนตรีกล่าว “ยูเครนมีสิ่งดีๆ มากมายที่จะมอบให้กับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรและหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้” เธอกล่าวเสริม “ภาษีศุลกากรที่เป็นธรรมจะส่งผลดีต่อทั้งสองประเทศ”

บรรดาชาติพันธมิตรในยุโรปแสดงความผิดหวังต่อท่าทีดังกล่าว โดยมองว่า เป็นสัญญาณที่สหรัฐฯ อาจลังเลในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเป็นมาตรการตอบโต้รัสเซีย ในขณะที่ชาติเหล่านั้นต่างกำลังแบกรับภาระจากการคว่ำบาตรที่ได้ประกาศใช้ไปก่อนหน้า

นักวิเคราะห์บางรายตั้งข้อสังเกตว่า การที่รัสเซียไม่ถูกรวมอยู่ในรายชื่อ อาจสะท้อนถึงเจตนาทางการเมืองบางประการของทำเนียบขาว หรืออาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ยังคงโยงใยกันอยู่ในระดับลึก

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ สื่อหลายสำนักรายงานว่ามีแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อฝ่ายบริหารของทรัมป์ให้ทบทวนจุดยืน พร้อมเรียกร้องให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีต่อรัสเซียในระยะยาว

แผนขึ้นภาษีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการอนุมัติในสภาคองเกรส โดยคาดว่าจะมีการถกเถียงกันอย่างเข้มข้นในประเด็น “สองมาตรฐาน” ที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามต่อการดำเนินนโยบายในครั้งนี้

จีนสั่งห้ามส่งออก ‘สินค้าสองทาง’ ให้สหรัฐฯ หวั่นกระทบความมั่นคง พร้อมขึ้นบัญชีดำ 16 หน่วยงานมะกัน

(6 เม.ย. 68) กระทรวงพาณิชย์ของจีนออกแถลงการณ์ประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกครั้งใหม่ โดยมีมติ ห้ามการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้ทั้งในทางพลเรือนและทางทหาร (สินค้าสองทาง) ไปยัง หน่วยงานของสหรัฐอเมริกา 16 แห่ง พร้อมทั้งระบุว่า ได้เพิ่มชื่อหน่วยงานเหล่านี้ลงในบัญชีควบคุมการส่งออกของจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มาตรการดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจโลก โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การควบคุมเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และการถ่ายโอนเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหว

แถลงการณ์ของกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า การดำเนินมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อ “ปกป้องผลประโยชน์ความมั่นคงแห่งชาติของจีน และรักษาความเป็นธรรมทางการค้า” โดยสินค้าสองทาง (Dual-use Goods) ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดนี้ ครอบคลุมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ซอฟต์แวร์ควบคุมอัตโนมัติ เทคโนโลยีการสื่อสาร และอุปกรณ์ที่สามารถประยุกต์ใช้ในด้านการทหาร

อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อของหน่วยงานทั้ง 16 แห่งอย่างละเอียด แต่คาดว่ารวมถึงหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศ การวิจัยด้านความมั่นคง และอุตสาหกรรมอาวุธ

นักวิเคราะห์ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้อาจเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อมาตรการจำกัดการส่งออกชิป และเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และอาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่ยืดเยื้อยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จีนย้ำว่า ยังคงยึดมั่นในหลักการการค้าที่ยุติธรรมและเปิดกว้าง แต่ก็จะไม่ยอมให้มีการใช้นโยบายทางเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการกดดันหรือแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top