Friday, 5 June 2026
พรรคประชาธิปัตย์

เลือกตั้งสงขลาเขต4 ครั้งหน้าเดือดแน่ นายกฯชาย สาดน้ำมันเข้ากองไฟ สส.กฤต แมวนอนหวด ก็พร้อมสู้ตาย!! คาสนามรบ

(19 ก.ค. 68) พลันที่ ‘นายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง’ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปรากฏกายขึ้นที่โรงพัก อ.ระโนด จ.สงขลา พร้อมมวลชนรอตัอนรับ อันเป็นการปรากฏกายในสถานการณ์ร้อนในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 4 สงขลา ทำให้การเมืองสนามเลือกตั้งสงขลาร้อนระอุขึ้นมาทีเดียว แต่ก็เป็นสิทธิของนายกฯชาย ที่จะเดินทางไปไหนก็ได้ในประเทศนี้ เพียงแต่นายกฯชายเลือกไปในพื้นที่ระอุ

เขตเลือกตั้งที่ 4 สงขลา อันประกอบด้วยระโนด กระแสสินธ์ุ สะทิงพระ สิงหนคร ที่มี กฤต-ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม เป็น สส.อยู่ และกำลังมีประเด็นหัวคะแนน สส.กฤต หิ้วคนชราจากบ้านระวะ ไปกระทืบ ด้วยความโมโหว่าชายชราคนนั้นชอบปาหลังคาบ้าน และทำมาแล้วหลายครั้ง แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ สส.กฤตโดยตรง แต่มีการ กล่าวอ้างว่า เป็นคนของ สส.กฤต

คือถ้านายกฯชายลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้าน ถือเป็นเรื่องปกติ แต่มีการกล่าวให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงคดีเก่าของ สส.กฤต ที่คั่งค้างอยู่ในขบวนพิจารณา โดยระบุว่า มีการวิ่งเต้นกันถึง 100-200 ล้าน อันเป็นการก้าวล่วงขบวนการยุติธรรม

นายกฯชายอาจจะรู้ลึก รู้มากไปจนเข้าข่ายอวดรู้จนลืมไปว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การเข้าไปในพื้นที่แล้วพาดพิงเจ้าของพื้นที่ด้วยแน่นอนว่า เจ้าของพื้นที่ก็น่าจะไม่ค่อยพอใจนัก อันอาจจะทำให้สนามเลือกตั้งสงขลา 9 เขตลุกเป็นไฟขึ้นมาได้

กล่าวภาพรวมของการชิงฐานเสียงในจังหวัดสงขลา โดยมี 3 ขั้วใหญ่ที่น่าสนใจ ณ ปัจจุบัน:

1. พรรคประชาธิปัตย์ (Democrat Party)เป็นขั้วหลักในภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลา ได้ สส. เขต 6 ที่นั่ง จาก 9 เขตเลือกตั้ง กำลังเผชิญปัญหาภายในแบ่งเป็น 'New Democrat' และ 'Old Guard' มีนายกฯชายเป็นแม่ทัพใหญ่อยู่

2. พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai Party) มี สส. สงขลา 1 ที่นั่ง และฐานเสียงค่อนข้างแข็งในบางจุดในภูมิภาคใต้   

3. พรรคกล้าธรรม (Kla Tham Party) พรรคใหม่แต่เติบโตเร็วในภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลาและนครศรีธรรมราช ชนะเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 8 นครศรีธรรมราช โดยมี 'บิ๊กโอ' ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ชนะการเลือกตั้งและทำคะแนนกระฉูด ~38,000 โหวต   

ซึ่งจริง ๆ แล้วสงขลาก็ยังมี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติอีก 1 คนด้วย

แน่นอนว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการฟาดฟันกันหนักในสามพรรคนี้ เดิมพรรคกล้าธรรม คิดว่าจะเลือกส่งแค่บางเขตในสงขลาที่คิดว่าพอสู้ได้ เช่น เขต 4 เขต 6 เป็นต้น 

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน โดนเหยียบย่ำ แมวนอนหวด พรรคกล้าธรรมจึงน่าจะส่งเกือบทุกเขตของสงขลา เว้นเขต 7 (ณัฐฏชนน ศรีก่อเกื้อ จากพรรคภูมิใจไทย)

“เราจะส่งเกือบทุกเขตของสงขลา ไม่เว้นแม้เขต 5 เขต 9 ซึ่งเป็นถิ่นของนายกฯชาย ส่วนเขต 6 เรามีตัวชัดเจนที่จะสู้กับ สส.เก่า ภรรยานายกฯชายอยู่แล้ว” แหล่งข่าวจากพรรคกล้าธรรม กล่าว

ส่วนพรรคภูมิใจไทย ที่มี สส.อยู่ 1 คน ก็ยังอยู่ระหว่างการตั้งลำ ดูเหมือนอนาคตอาจจะเป็นเรือขาดหางเสือ ขาดคนคัดท้าย อาจจะต้องหานายหัวใหม่ หลังนายหัวเก่าทุนใหญ่เริ่มอ่อนล้า

เช่นเดียวกับประชาธิปัตย์ยังลูกผีลูกคน ยังมองไม่ออกว่า นายกฯชายยังจะอยู่ขับเคลื่อนประชาธิปัตย์ให้พ้นจากการเกยตื้นต่อไปหรือไม่ รวมถึง 'นิพนธ์ บุญญามณี' อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังละล้าละลังว่าจะเอาอย่างไรดี

มองจากคนนอกคิดว่า นิพนธ์คงอยู่ประชาธิปัตย์ยากแล้วกับความไม่ลงรอยกับกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน ความจริงอย่างหนึ่งที่ปรากฏดูเหมือนว่า ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ สส.สงขลา ลูกชายของนิพนธ์ จะถูกลดบทบาทอย่างผิดฟอร์ม

“เขาห้ามไม่ให้ใช้โควต้าพรรคในการหารือ ตั้งกระทู้ เสนอญัตติ หรือแม้กระทั่งอภิปราย ในกรรมาธิการใหญ่ ๆ ก็ไม่ได้เป็น” คนใกล้ชิดสรรเพชญ กล่าว

แต่สำหรับนิพนธ์ และสรรเพชญไม่น่าจะยากในการหาพรรคใหม่สังกัด เข้าใจว่าเวลานี้คงมีหลายพรรคจีบอยู่ เตรียมยกขันหมากไปสู่ขอ รอฝ่ายเจ้าสาวตกลงปลงใจเท่านั้นเอง

กล่าวสำหรับ สส.กฤต เมื่อเทียบกับนายกฯชายในภาวะการนำ สส.กฤตไม่มีอะไรไปเทียบกับนายกฯชายได้เลย นายกฯชายโตมาจากการเมืองท้องถิ่นสงขลายาวนาน ใช้เวลาก้าวเดินจนเป็นนายกฯอบจ.สงขลา และเป็น สส.สงขลา ส่วน สส.กฤต ก็ยังเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน เพียงแค่ทะเยอทะยานทางการเมือง มีความกล้า มีทุนรอนเพียงพอ

“เมื่อหมาบ้ามันลุกขึ้นมาสู้ นายกฯชายก็ประมาทไม่ได้นะ ตาใสเหมือนกัน ถ้าเป็นทหารก็พร้อมรบ แม้จะตายคาสนามรบก็ตาม มีความบ้าบิ่นอยู่ไม่น้อย” คนใกล้ชิด สส.กฤต กล่าว

จากภาพที่ฉายให้เห็นเชื่อว่า เลือกตั้งครั้งหน้า สนามเลือกตั้งสงขลาดุเดือดแน่นอน

ถึงเวลาทบทวนประวัติศาสตร์ประชาธิปัตย์ เมื่อเลขาธิการพรรค ยังไม่รู้ตำนานในตำแหน่งที่นั่งอยู่

(24 ก.ค. 68) ฟังแล้วจะเป็นลม เมื่อนายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์สื่อแบบ “Exclusive” ว่าเขาคือชาวสงขลาคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มีใครหยิบมาใส่ อันเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนในประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ในประเด็นข้อเท็จจริง และได้กลายเป็นที่สนใจของคนในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะในหมู่ผู้ติดตามประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีรากฐานยาวนานและซับซ้อน

แม้คำกล่าวของนายเดชอิศม์จะฟังดูน่าภาคภูมิใจ หากแต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว กลับพบว่าคำกล่าวนี้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปเมื่อหลายทศวรรษก่อน พรรคประชาธิปัตย์เคยมีเลขาธิการที่ชื่อว่า “วีระ มุสิกพงศ์” ซึ่งได้รับตำแหน่งในยุคสมัย”พิชัย รัตตกุล“เป็นหัวหน้าพรรคในขณะนั้น 

วีระ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ”วีระกานต์ มุสิกพงศ์“ ตามคำแนะนำ และคำขอร้องของผู้เป็นพ่อโดยในช่วงนั้นวีระเป็นนักข่าว นักเขียนให้กับหลายสำนัก แต่เขียนให้ประจำกับสยามรัฐ มีชื่อเสียงกระฉ่อนถึงความกล้าหาญ แหลมคมในการนำเสนอ และเริ่มก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีบทบาทโดดเด่น และที่สำคัญคือเขาเป็น “ชาวอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา” โดยกำเนิด

ปี 2518 วีระเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในนามพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อมกรุงเทพมหานคร และได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องมา สองสมัย และผันตัวเองไปลงสมัครที่จังหวัดพัทลุง ได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องอีก 3 สมัย

วีระ มุสิกพงศ์ ไม่เพียงแต่เป็นชาวสงขลาคนแรกที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หากยังถือเป็นหนึ่งในบุคลากรทางการเมืองที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในยุคเปลี่ยนผ่านของพรรค ทั้งในด้านแนวคิด ยุทธศาสตร์ และบทบาททางสังคม

ความคลาดเคลื่อนในคำให้สัมภาษณ์ของนายเดชอิศม์ อาจสะท้อนถึงช่องว่างของความทรงจำในพรรค หรืออาจเป็นเพียงความผิดพลาดทางข้อมูล แต่สำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิดแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่ “เรื่องเล็ก” เพราะตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คือหนึ่งในหัวใจของกลไกขับเคลื่อนทางยุทธศาสตร์ของพรรค ที่บ่งชี้ถึงอำนาจ อุดมการณ์ และแนวทางการบริหารจัดการภายในพรรค

การยืนยันถึง “ความเป็นคนแรก” ในบทบาททางการเมืองจึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง มิใช่เพียงคำกล่าวอ้างในห้วงอารมณ์หรือเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองเฉพาะหน้า เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้น มีพยานรู้เห็น มีหลักฐาน และมีผู้คนมากมายที่ยังจดจำได้

หากย้อนกลับไปพิจารณา ”เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์“ หลายคนมีบทบาทสำคัญในการเมืองไทย โดยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนแรก คือ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ที่มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค ยังมีเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์อีกหลายคนที่เอ่ยชื่อแล้วจะร้อง ”อ๋อ“ ล้ำเลิศในเชิงยุทธทางการเมือง เช่น ดำรง ลัทธิพิพัฒน์ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธื์ สุเทพ เทือกสุบรรณ ก่อนจะมาเป็นเฉลิมชัย ศรีอ่อน และเดชอิศม์ ขาวทอง

บุคคลเหล่านี้ คือบุคลากรระดับนำของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ควรได้รับการจดจำ เป็นคุณูประการต่อพรรคประชาธิปัตย์ และชาติบ้านเมือง เพราะทุกคนก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีทุกคน

แต่เมื่อบุคคลระดับเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน คิดภาคภูมิใจว่า ตนเองเป็นขาวสงขลาคนแรกที่ได้รับเลือดเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นการสะท้อนถึงการไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของพรรคเลย 

นี้ยังไม่พูดถึงเจตนารมณ์อุดมการณ์ของพรรคว่ามันจะเลือนรางไปขนาดไหนกับทีมบริหารพรรคยุคปัจจุบัน อาจถึงเวลาแล้วที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่มีอายุมากที่สุดในประเทศไทย จะต้องหันมาทบทวน “ประวัติศาสตร์ของตนเอง” อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ข้อเท็จจริงถูกกลบด้วยคำกล่าวลอย ๆ และเพื่อให้เกียรติแก่บุคคลที่เคยสร้างคุณูปการให้กับพรรค ไม่ว่าจะอยู่ในหรืออยู่นอกพรรคในวันนี้ก็ตาม

หรือเดชอิศม์ ขาวทอง คิดว่า วีระเป็นคนพัทลุง เพราะเรียนหนังสือที่พัทลุง เป็น สส.พัทลุง ตั้งลำให้ดีครับเดชอิศม์ ในวันที่มีหัวโขนสำคัญ พลาดแล้วเรืออาจจะฝ่าพายุไปไม่รอด

'ประชาธิปัตย์' ร่วมงานฉลอง 60 ปีวันชาติสิงคโปร์ ชื่นชมช่วยผลักดันอาเซียนสู่เศรษฐกิจดิจิตอล

ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)มอบหมายนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์และประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ร่วมแสดงความยินดีในวาระครบรอบ60ปีวันชาติของสาธารณรัฐสิงคโปร์เมื่อวานนี้ตามคำเชิญของ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย โดยมี ฯพณฯ หว่อง เสี่ยว ผิง แคเทอริน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ปี 2568 ยังเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์ ภายใต้สโลแกน “60ปีแห่งการเดินทางร่วมกันของไทยและสิงคโปร์” (Celebrating 60 Years Shared Journey of Thailand and Singapore)

ทั้งนี้ประเทศไทยและสิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อปี พ.ศ. 2508 แต่เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์จะพบว่ารากฐานความสัมพันธ์ไทยและสิงคโปร์ เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายตัน กิม เจ็ง ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน เป็นกงสุลใหญ่คนแรกของไทยประจำสิงคโปร์เมื่อปี พ.ศ. 2406 และต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2414 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์ พร้อมพระราชทานช้างสำริดให้กับสิงคโปร์ เพื่อเป็นการระลึกถึงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์เป็นครั้งแรก และทรงซื้อที่ดิน พร้อมอาคาร Hurricane House โดยที่ดินแปลงดังกล่าวได้สืบทอดมาเป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในปัจจุบันและต่อมาทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ในปี พ.ศ. 2510 ภายใต้ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) ที่พระราชวังสราญรมย์ กรุงเทพฯ

อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อลงกรณ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งในปี พ.ศ.2489 จึงมีโอกาสร่วมส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมืออันดีในทุกมิติระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า ในปี 2567 สิงคโปร์เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทยในกลุ่มอาเซียนและอันดับที่ 10 ของไทยในระดับโลก โดยการค้าระหว่างไทย-สิงคโปร์ มีมูลค่า 17,758.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออก 10,363.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 7,395.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 2,968.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐและต้องขอแสดงความชื่นชมสิงคโปร์ในฐานะมิตรประเทศที่ช่วยผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิตอลของอาเซียนหรือ DEFAให้มีความคืบหน้าและมีมาตรฐานสูงเพื่อการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอลและสิงคโปร์ยังเชิญชวนไทยเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิดิจิทัลหรือ DEPA 

ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ชิลี และ เกาหลีใต้อีกด้วย

ย้อนบทเรียนประชาธิปัตย์ยุค ‘ถนัด คอมันตร์’ กู้วิกฤต ก่อน ‘ชวน หลีกภัย’ นำพรรคพลิกฟื้นกลับเป็นรัฐบาล

(15 ก.ย. 68) บทเรียนประชาธิปัตย์ ยุค “ถนัด คอมันตร์” ในสถานการ์พรรคอ่อนแอ

ผมเคยได้รับมอบหมายให้ทำต้นฉบับพ๊อคเก็ตบุ๊ค บทเรียนประชาธิปัตย์ในยุค “พ.อ..ถนัด คอมันตร์” ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค เนื้อหาหลักคือบทสัมภาษณ์ พ.อ.ถนัด ที่มีสุทธิชัย หยุ่น เป็นคนดำเนินการสัมภาษณ์

เป็นบทสัมภาษณ์ที่สนุกมาก เต็มไปด้วยลีลา สำนวนที่ยียวนในสไตล์นักการทูต และยากมากกับการแกะเทปสัมภาษณ์ ถนัด คอมันตร์ 

ขออนุญาตนำบทเรียนเล็กๆน้อยของพรรคประชาธิปัตย์ในยุค พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรคมาเล่นให้ฟังสั้นๆ เท่าที่พอจำได้นะ

พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2522–2525) ไม่ใช่เรื่องปกติ เนื่องจากท่านเป็นนักการทูต ไม่ใช่นักการเมืองโดยอาชีพ ท่านประสบความสำเร็จด้านการทูตมากกว่า

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญของการเมืองไทย ที่นำการเปลี่ยนแปลงโดยนักศึกษาประชาขน และการเปลี่ยนแปลงการเมืองสู่ยุค รัฐบาลธานินทร์–เกรียงศักดิ์–เปรม พรรคประชาธิปัตย์เองประสบปัญหาหนักคือ

1.เกิดความแตกแยกภายใน กลุ่มรุ่นใหญ่ เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (แม้ไม่ได้อยู่ ปชป. แต่มีอิทธิพลในฝ่ายอนุรักษ์นิยม) และกลุ่มภายในพรรค ไม่สามารถหาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ พรรคขาดผู้นำที่มีพลัง มีอำนาจบารมี ผู้นำรุ่นก่อน ไม่เข้ามารับตำแหน่ง
 2.ภาพลักษณ์พรรคย่ำแย่ พรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นแกนกลางรัฐบาล แต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ประชาชนจำนวนมากมองว่าพรรคเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมและไม่ตอบโจทย์ประชาธิปไตย พรรคถอดถอย ฐานเสียงในสภาก็อ่อนแรง
 3.การหาคนกลางที่ “สะอาด” และเป็นที่ยอมรับไม่ได้ พรรคต้องการ “คนกลาง” ที่มีภาพลักษณ์ดี ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยในการเมือง ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากทั้งฝ่ายทหาร (ผู้มีอำนาจจริงในยุคนั้น) และสังคมสากล

พรรคประชาธิปัตย์ยุคนั้นจึงสอดส่ายสายตาไปยัง พ.อ.ถนัด คอมันตร์ และไปเชิญ พ.อ.ถนัดมาเป็นหัวหน้าพรรค ด้วยเหตุผลที่เชิญถนัด คอมันตร์ ถนัดเป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศชื่อดัง (สมัยจอมพลสฤษดิ์) และผู้ก่อตั้งอาเซียน อันเป็นภาพลักษณ์ในระดับสากล น่าเชื่อถือ ไม่เคยลงเล่นการเมืองในสนามเลือกตั้งมาก่อน มองว่าเป็น “คนนอก” ที่ไม่เกี่ยวพันความขัดแย้งภายในพรรค

พ.อ.ถนัดได้รับการยอมรับจากทั้งฝ่ายทหารและราชสำนัก ว่าสามารถรักษาเสถียรภาพพรรคได้ ในปี 2522 ที่มีการเลือกหัวหน้าพรรค พรรคจึงเชิญท่านมาเป็นหัวหน้าพรรค “แบบประนีประนอม” เพื่อกอบกู้ศรัทธาพรรคเป็นการชั่วคราว

พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 2522–2525 แต่ท่านไม่ถนัดงานการเมืองในสภาและการจัดตั้งพรรค พรรคก็ยังคงอ่อนแรง ไม่ฟื้นจากศรัทธา ในที่สุด 2525 พ.อ.ถนัด คอมันตร์ ลาออก พรรคได้เปลี่ยนหัวหน้าอีกครั้ง โดยเลือก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคใหม่ชั่วคราวอีกรอบ

พิชัย รัตตกุล เสี่ยหมากหอมเยาวราช ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนยุคชวน หลีกภัย และจริง ๆ แล้วถือเป็น “สะพานเชื่อม” ที่สำคัญมากระหว่างรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ของพรรค

ช่วงพิชัย รัตตกุล ถือเป็น “ยุคฟื้นตัว” ของพรรคประชาธิปัตย์ มีวีระ มุสิกะพงศ์ นักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรค

พิชัยมีภาพลักษณ์นักการทูตสายสากล เคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
🔹 ในสมัยของพิชัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านหลักที่คอยตรวจสอบรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย–เปรม และวางฐานให้คนรุ่นใหม่อย่าง ชวน หลีกภัย, สุเทพ เทือกสุบรรณ, พล.ต.สนั่น ขจรประสาท และอีกหลายคนเข้ามามีบทบาทในพรรค และทางการเมือง

ชวน หลีกภัย ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคในปี 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และนำพรรคเข้าสู่ตำแหน่งรัฐบาล โดยมี พล.ต.สนั่น เป็นเลขาธิการคู่ใจ

วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ตกอยู่ในฐานะไม่แตกต่างจากยุคก่อนพ.อ.ถนัด คอมันตร์ จึงขออนุญาตนำบทเรียนครั้งนั้นมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจสำหรับชาวประชาธิปัตย์ในยุคนี้

‘ชูวิทย์’ ฟันธง!! ชะตาพรรคประชาชน มีโอกาสซ้ำรอยประชาธิปัตย์ พลาดเพียงก้าวอาจล้มทั้งพรรค

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความถึงพรรคประชาชน โดยขอบคุณนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่เปิดใจสื่อสารกับประชาชน พร้อมย้ำว่าตนเองและประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพื่อจับผิด แต่เพื่อดูการตัดสินใจครั้งสำคัญของพรรคว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศหรือไม่

ชูวิทย์ระบุว่า พรรคการเมืองไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากผลประโยชน์และความเห็นที่แตกต่าง ทำให้การตัดสินใจทางการเมืองไม่ง่าย เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงในอดีตที่เคยทำงานการเมืองด้วยความตรงไปตรงมา แต่สุดท้ายก็ต้องเผชิญกับปัจจัยซับซ้อนที่ควบคุมไม่ได้

เขาเตือนว่าพรรคประชาชนควรใช้บทเรียนจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแม้เป็นพรรคเก่าแก่และมีระบบเข้มแข็ง แต่ยังพลาดเพราะการตัดสินใจที่ผิดเพียงก้าวเดียว จนสูญเสียความนิยมจากประชาชน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างให้พรรคใหม่ๆ ต้องระมัดระวังไม่เดินซ้ำรอย

ชูวิทย์ยังฝากข้อคิดว่า ในการเมือง ประชาชนไม่ได้เลือก “คนที่ดีที่สุด” เพราะคนดีอาจอยู่ไม่รอด แต่เลือก “คนที่ผิดน้อยที่สุด” จึงอยากให้พรรคประชาชนยึดมั่นอุดมการณ์ เปิดใจฟังเสียงวิจารณ์ และตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ท้ายที่สุด เขาย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ หากพรรคประชาชนได้คะแนนเพิ่ม แสดงว่าตัดสินใจถูกต้อง แต่หากคะแนนลดลง ก็หมายถึงพรรคก้าวพลาด พร้อมย้ำว่า การวิจารณ์ที่แรงของเขาเป็นเพราะความหวังดีต่ออนาคตการเมืองไทย ไม่ใช่การหวังร้ายแต่อย่างใด

ชัดเจน… ‘เฉลิมชัย’ ทิ้งประชาธิปัตย์แล้ว แต่พร้อมหนุนช่วย ‘อภิสิทธิ์’ นั่งหัวหน้าพรรค

(24 ก.ย. 68) สมชาย โล่สถาพรพิพิธ (โกหน่อ) อดีต สส.ตรัง บ้านใหญ่อีกหลัง เปิดเผยถึงการพบกับเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ โดยระบุว่า ได้คุยกับเฉลิมชัย 3 เรื่อง 1.จะยังอยู่ประชาธิปัตย์ต่อไปหรือไม่ 2.อนาคตทางการเมือง ยังจะเดินหน้าต่อ หรือพอแค่นี้ และ 3 ถ้าเดินหน้าต่อจะอยู่พรรคไหน

โกหน่อ บอกว่า คำตอบข้อที่ 1 คือ ไม่อยู่ประชาธิปัตย์แล้ว แต่จะช่วยให้จัดการเลือกหัวหน้าพรรคให้เรียบร้อยในวันที่ 18 ตุลาคม

“ดูท่าทีของคุณเฉลิมชัย หนุนช่วยคุณอภิสิทธิ์อยู่นะ”

คำตอบข้อที่ 2 ยังจะเล่นการเมืองต่อไหม คำตอบคือ ขอเวลาอีก 1 อาทิตย์ เพื่อพบกับ สส.ของพรรคทุกคน เพื่อสอบถามว่า ทุกคนมีที่อยู่ที่ไปหรือไม่อย่างไร ถ้าทุกคนมีที่อยู่ที่ไปเรียบร้อย ก็จะเลิกเล่นการเมือง

ข้อที่ 3 ถ้าเล่นการเมืองต่อ ก็มีทางเลือกอยู่สองพรรค ไม่ภูมิใจไทย ก็พรรคกล้าธรรม แต่แนวโน้มมาทางภูมิใจไทยมากกว่า

โกหน่อ กล่าวถึงตัวเองว่า ส่วนตัวสนับสนุนอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค เพราะเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ นำพาพรรคต่อไปได้

เมื่อถามว่า โกหน่อยังจะอยู่ประชาธิปัตย์ต่อไปไหม ถ้าอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค โกหน่อ กล่าวว่า ถ้าผมอยู่ผมมีเงื่อนไขว่า ต้องไม่มีสาทิตย์ วงค์หนองเตย อยู่ ถ้าสาทิตย์อยู่ ผมก็ไม่อยู่ เวลาเราทะเลาะกันไม่มีใครรู้ ไม่มีใครมาช่วยเจรจา จึงอยู่ร่วมกันไม่ได้

โกหน่อย้ำชัดว่า ถ้าพรรคเลือกสาทิตย์ พวกผมก็ไปอยู่ภูมิใจไทย “ไม่ใช่ว่า เฉลิมชัยไปไหน ผมไปนั้นนะ เช่น ถ้าเฉลิมชัยไปกล้าธรรม และมีนายกฯ ชายอยู่ด้วย ผมคงจะเข้าไปยาก เพราะหน่อให้กว่าต้น

รายการข่าวแจ้งว่า พรุ่งนี้เฉลิมชัยนัดพบกับอภิสิทธิ์ เพื่อแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการถึงการสนับสนุนให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

‘สส.สิงโต’ ลูกชาย ‘เดชอิศม์’ ย้ำไม่ทิ้งประชาธิปัตย์ บอกชีวิตการเมืองเริ่มที่นี่ และจะอยู่ตอบแทนพรรคต่อไป

(24 ก.ย. 68) นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง หรือ “สส.สิงโต” สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นบุตรชายของ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันจะอยู่กับพรรค ปชป. ต่อไป โดยระบุว่าเส้นทางการเมืองของตนเริ่มต้นที่นี่ และจะอยู่ตอบแทนพรรค ไม่ทิ้งกันในช่วงลำบาก พร้อมเชิญชวนช่วยกันฟื้นฟูพรรคของคนใต้บ้านเรา

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่านายเดชอิศม์ กำลังเจรจากับแกนนำพรรคกล้าธรรม เพื่อเตรียมย้าย สส.สงขลาในกลุ่มของตน 4 คน ได้แก่ ภรรยา บุตรชาย รวมถึง พ.ต.ท.สุรินทร์ ปาลาเร่ และตัวเอง ไปร่วมงานการเมืองกับพรรคใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ล่าสุดบุตรชายออกมาย้ำชัดว่า “ยังไม่ไปไหน” และยืนหยัดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

อดีต สส.อรอนงค์ โพสต์เฟซบุ๊กดีใจ ได้คัมแบ็ก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ อีกครั้ง

(3 ต.ค. 68) น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ อดีต สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “อยากตะโกนดังๆ ดีใจโว๊ยยย! ได้กลับบ้านแล้ว” พร้อมภาพยืนถือใบสมัครที่หน้าป้ายพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไปตั้งแต่ปลายปี 2566

โดย น.ส.อรอนงค์ ลาออกจากพรรคเพียง 2 วันหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากสมาชิกพรรค ขณะที่การกลับมาครั้งนี้ถือเป็นการกลับเข้าสู่พรรคเดิมเพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจและการทำงานของพรรคอีกครั้ง

ด้าน น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ อดีต สส. ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความยินดีต่อการกลับมาของอดีต สส. และอดีตรัฐมนตรี พร้อมเชิญชวนผู้มีคุณสมบัติสมัครเป็นสมาชิกพรรคและโหวตเตอร์ เพื่อร่วมเป็นพลังสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ และร่วมผลักดันพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมาเป็นพลังต่อบ้านเมือง

‘กรณ์’ เผย!! คนไทยถูกโกง ปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท ถึงเวลา ‘ปปง.’ ต้องลงมือจริงจัง ไล่ล่า!! Scammer

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

การประกาศลาออกโดย อดีต รมช. คลัง อย่างไรก็ลดแรงกดดันให้กับรัฐบาลได้ระดับหนึ่ง

แต่เรื่อง scammer ตอนนี้เป็นประเด็นระดับโลก และเป็นปัญหาใกล้ตัวคนไทยอย่างมาก เรื่องจึงคงไม่จบลงแค่นี้ ประชาชนไม่ได้เรียกร้องให้คุณวรภัคลาออก แต่ต้องการเห็นรัฐบาลปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพอย่างจริงจัง

ซึ่งวิธีดีที่สุดคือการลงมือกับการไล่ล่า ทรัพย์สินเงินทองของ scammer 

และในประเด็นนี้ต้องยอมรับว่ายังไม่ปรากฏว่าไทยเราได้ทำอะไรไปบ้าง ทั้งๆ ที่ตัวละครสำคัญป้วนเปี้ยนอยู่ในประเทศเราอย่างเปิดเผย ทรัพย์สินเงินทองของประชาชนคนไทยก็ถูกหลอกถูกปล้นไปมาก

ทางอเมริกาเขายึด Bitcoin มูลค่าเกือบ 500,000 ล้านจาก scammer ที่มีแหล่งปฏิบัติอยู่กัมพูชา อังกฤษยึดบ้านที่ดิน และล่าสุดเกาหลีใต้ได้อายัดเงิน 2,000 ล้านของ scammer ที่ฝากเงินไว้ในธนาคารเกาหลีใต้สาขากัมพูชา ก่อนหน้านี้จีนก็ต้องลงมาจัดการเองกับแก๊งจีนเทาในพม่าและไทย

ปปง. มีหน้าที่ตรง และในเมื่อมีการประเมินว่าคนไทยถูกโกงปีละกว่า 30,000 ล้านบาท (เกือบเท่างบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือประชาชนโครงการคนละครึ่ง) บวกกับการผูกโยงกับปัญหาความมั่นคงระหว่างเรากับกัมพูชาแล้ว พอสรุปได้ว่า เรื่องเร่งด่วนกว่านี้แทบไม่มีแล้ว

‘ประชาธิปัตย์’ ถึงเวลากู้ศรัทธาคืน สลัดภาพ “พรรคเก่าแก่-อนุรักษ์นิยม” สู่ “พรรคสมัยใหม่-โปร่งใส-ทันโลก” หนุนคนรุ่นใหม่ นโยบายจริงจัง สื่อสารตรงไปตรงมา

ข้อเสนอแนวปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อการฟื้นฟู เรียกศรัทธาคืนมา
ผม #นายหัวไทร เคยเขียนข้อเสนอเชิงวิชาการเพื่อการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ให้ฟื้นฟูกลับมา เรียกศรัทธาคืนจากประชาชนในยุคผู้บริหารชุดใหม่ ก่อน“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”จะได้รับเลือกกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค

ขออนุญาตนำมาเสนอซ้ำ เผื่อบางคนในกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ยังไม่เห็น ยังไม่ได้อ่าน
โจทย์ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ต้องเผชิญ เพราะพรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยกำลังสูญเสียทั้งฐานเสียง ประวัติศาสตร์ และความศรัทธาของประชาชนไปทีละน้อย รุนแรง และรวดเร็วอย่างไม่คาดคิด จน “เฉลิมชัย ศรีอ่อน”ต้องตัดสินใจสละตำแหน่งหัวหน้าพรรคออกไป

แนวทางการ “ปฏิรูป/ปรับปรุง” พรรคประชาธิปัตย์
1. ด้านภาพลักษณ์ (Branding & Image)
สร้างเอกลักษณ์ใหม่: จากภาพ “พรรคเก่าแก่-อนุรักษ์นิยม” ไปสู่ “พรรคสมัยใหม่-โปร่งใส-ทันโลก” หรืออาจจะเรียกว่า พรรคประชาธิปัตย์ใหม่ ซึ่งอภิสิทธิ์บอกว่า เป็นพรรคแนวเสรีนิยม
ใช้สื่อดิจิทัลจริงจัง: ทีมโซเชียลมีเดียต้องมืออาชีพ ไม่ใช่แค่ประชาสัมพันธ์ แต่ต้อง Engagement กับคนรุ่นใหม่ และสมาชิกพรรค ให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ อุดมการณ์ นโยบายของพรรค ความคืบหน้า ก้าวหน้าใหม่ ๆ ต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจอย่างไม่ชักช้า
รีแบรนด์สีและสัญลักษณ์: ทำให้ภาพลักษณ์แตกต่างจากเดิม เช่น พรรคแรงงานอังกฤษเคยปรับจาก “อนุรักษ์-แรงงานแบบดั้งเดิม” สู่ภาพที่สดใหม่

2. ด้านนโยบาย (Policy Platform) วางจุดขายชัดเจน ไม่แข่งประชานิยมอย่างเดียว แต่ต้องเป็น “พรรคที่มีความรู้-นโยบายปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เพ้อฝัน แต่อธิบายได้
นโยบายจับต้องได้: เช่น เศรษฐกิจฐานรากทันสมัย (Smart Farmer, Digital SME), สิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด (Clean Energy), การศึกษาเชื่อมตลาดแรงงาน เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่: สร้าง “Think Tank” ภายในพรรค ให้คนรุ่นใหม่คิดนโยบายโดยตรง ไม่ผ่านกรอบเก่า ๆ ง่าย ๆ คืออย่าไปวางกรอบครอบงำคนรุ่นใหม่ ปล่อยให้เขาคิดอย่างเสรี ผู้ใหญ่ก็รับฟังอย่างตั้งใจ เพื่อนำไปปรับเปลี่ยน

3. ด้านบุคคล/ทีมบริหาร (Leadership & Team)
ต้องลดภาพ “การเมืองตระกูล-การเมืองรุ่นเก่า” เปิดทางให้ Gen X / Gen Y /Gen Z ก้าวขึ้นมาเป็นแกนกลาง อันจะเป็นแนวทางสร้างคนรุ่นใหม่ สร้างรอยต่อสานต่ออุดมการณ์ของพรรค ไม่ให้ขาดช่วงบุคลากร
รักษาฐานเก่า-เสริมคนใหม่: ใช้แนวคิด 3 ข. (ขยี้ ขยับ ขยาย) คนอย่าง ชวน หลีกภัย / บัญญัติ บรรทัดฐาน ควรอยู่ในฐานะ “ผู้อาวุโสที่ให้คำปรึกษา” ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง บงการ หรือสั่งการ
แสวงหาคนรุ่นเข้ามา กล้าเดินเข้าไปค้นหาชักชวน ดันดาวรุ่งให้ชัดเจน ทายาทการเมืองท้องถิ่นที่มีศักยภาพ, คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ-ใต้ ให้มีบทบาทนำ
ผสมผสานทีมมืออาชีพดึงนักเศรษฐศาสตร์ นักสิ่งแวดล้อม นักธุรกิจเทคโนโลยีเข้ามา ไม่ใช่แค่นักการเมืองสายอาชีพ เทคโนแครตเฉพาะด้านต้องเข้ามา อย่างการกระจายอำนาจที่เคยเป็นจุดเด่นของพรรค ทุกวันนี้ใครรู้จริง และอธิบายได้ มองไม่เห็นตัวบุคคล

4. โครงสร้างภายในพรรค (Party Reform)ประชาธิปไตยในพรรคต้องเกิดขึ้นจริง ๆ เปิดให้สมาชิกโหวตเลือกหัวหน้า/กรรมการบริหารอย่างโปร่งใส ไม่ใช่เกิดจากการล็อบบี้จนเกินงาม
สร้างระบบ Talent Pool: คัดสรรและฝึกอบรมคนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมืองในนามพรรค (เหมือนที่พรรคการเมืองยุโรปทำ)
อาจจะการรื้อฟื้นโรงเรียนการเมืองขึ้นมาทำใหม่ ฝึกผู้นำคนรุ่นใหม่อย่างเอาจริงเอาจัง มีหลักสูตรใหม่ ๆ ขึ้นมาจัดอบรม
เชื่อมโยงกับท้องถิ่น ประชาธิปัตย์ ต้องไม่ใช่พรรคคนใต้ ไม่ใช่พรรค กทม. หรือพรรคภาคใต้เท่านั้น ต้องกระจายคนทำงานไปทุกภูมิภาค ภาคอีสานคือฐานใหญ่ด้วยจำนวนประชากร

สรุปสั้น ๆ:
 -สร้างภาพลักษณ์ใหม่ → ทันสมัย โปร่งใส
 -นโยบายใหม่ → Practical + ตอบโจทย์อนาคต
 -คนใหม่ → ดาวรุ่ง + มืออาชีพเข้ามามีบทบาทจริง
 -โครงสร้างใหม่ → พรรคเปิดกว้าง มีส่วนร่วมจริง
มีคำถามว่า….จุดอ่อนที่คนมักมองว่า“ประชาธิปัตย์ ”ดีแต่พูด แต่ทำจริงน้อย หรือไม่พูดแล้วไม่ทำ” + “ส่งใครก็ได้ลงเลือกตั้ง” จนเสียศรัทธาไปมาก “กรณีเสาไฟฟ้า”
ถ้าจะ “ฟื้นภาพลักษณ์” ต้องแก้เพิ่มจากที่ผมสรุปไปก่อนหน้า โดยเฉพาะจุดเจ็บพรรคเอง 

สิ่งที่ ปชป. ต้องปรับเพิ่ม
1. วัฒนธรรมการเมืองภายในพรรค
 -เลิกระบบ “เสาไฟฟ้า” ต้องยุติการส่งผู้สมัครแบบใช้แบรนด์พรรคค้ำอย่างเดียว ต้องคัดคนที่มีโปรไฟล์-ผลงาน-เป็นที่ยอมรับในท้องถิ่นจริง ๆ
 -ปรับโครงสร้างคัดเลือกผู้สมัคร ตั้ง “คณะกรรมการสรรหา” ที่เปิดรับสมัคร + ประชุมรับฟังความเห็นคนพื้นที่ ไม่ใช่ล็อกไว้แค่คนของผู้ใหญ่ สืบทอดทายาททางการเมือง แต่ขาดคุณภาพ
 -ความรับผิดชอบ ถ้าพูดแล้วทำไม่ได้ ต้องมี mechanism ที่ชัดเจน เช่น ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหาร หรือลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองอย่างมีสปิริต ทำให้เห็น

2. สื่อสารตรงไปตรงมา (Communication) เลิกแนว “พูดสวย แต่เลื่อนลอย” ต้องพูดสั้น กระชับ แล้วทำให้เห็นผล
ตั้ง KPI รายปีของพรรค เช่น “เราจะผลักดันกฎหมาย A, แก้ปัญหา B” แล้วรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนทุก 6 เดือน ทำไม่ได้อย่างที่พูด มีกติกากำหนดความรับผิดชอบ
ใช้ Fact-checking เชิงบวก ถ้ารัฐบาลไม่ทำตามที่หาเสียง พรรคต้อง “รายงานต่อสังคม” ว่าใครผิดสัญญา พรรคไหนหาเสียงไว้แล้วทำไม่ได้ แต่เทคนิคการหาเสียง

3. เปลี่ยนจากพรรคของคนรุ่นเก่า (อนุรักษ์)เป็นพรรคอนุรักษ์นิยมใหม่พรรคที่มีชีวิตชีวา
เลิกการเมืองแบบ “คลับเก่า” ที่วนเวียนอยู่กับแกนนำเดิม ๆ สร้างคนหน้าใหม่ให้เป็นตัวจริง เช่น เปิดตัว 10–15 คนรุ่นใหม่ในสภา/ท้องถิ่น ให้คนเห็นว่าพรรคนี้ไม่ได้หมดไฟรอเวลาตายซาก สิ้นตำนานพรรคใหญ่ สถาบันทางการเมือง
ทำ Political Incubator เหมือนโรงเรียนการเมืองพรรค ที่เปิดให้คนหนุ่มสาว นักกิจกรรม องค์กรท้องถิ่น เข้ามาเป็น pipeline

4. ความเชื่อมโยงกับประชาชน (Grassroots Connection)
ลงพื้นที่จริงแบบมีเป้าหมาย ไม่ใช่ลงไปแจกใบปลิว แต่ไปทำงานร่วมกับชุมชน เช่น โครงการเล็ก ๆ (น้ำเสีย, เกษตร, การศึกษา) ที่ทำได้จริงในเขต ลงชุมชนจัดอบรม สัมมนาให้ความรู้ใหม่ ๆ
เน้นความใกล้ชิด ผู้สมัคร/ส.ส. ต้องเป็น “ตัวแทน” ของประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่ “ตัวแทนพรรค-กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองที่ถูกส่งมา

5. เลิกวาทกรรมเก่าประชาชนเบื่อคำว่า “เราเป็นพรรคประชาธิปไตยที่เก่าแก่ที่สุด” หรือ “เราไม่โกง” หรือสถาบันทางการเมืองที่หลายพรรคเริ่มใช้
ต้องเปลี่ยนเป็น “เราแก้ปัญหาให้ประชาชนได้เร็วกว่า” หรือ “เราเสนอสิ่งที่รัฐบาลนี้ไม่กล้าทำ”
ถ้าให้สรุปอีกชั้น
 -เลิกใช้ “เสาไฟฟ้า” คัดคนจริง คนทำงานจริง มีความรู้ความสามารถจริง ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ส่งทายาทมาสืบทอดทางการเมือง โดยคนไม่มีคุณภาพเพียงพอ (ถ้าดี มีคุณภาพ ก็ไม่ว่ากัน ผ่านการกลั่นกรองจากกรรมการสรรหาจริง)
จาก “พรรคพูด” → ไปสู่ “พรรคทำ-รายงานผล”
จาก “ภาพเก่า” → ไปสู่ “พรรคมีชีวิตชีวา มีดาวรุ่ง”
จาก “วาทกรรมเก่า” → ไปสู่ “สารที่ตรงกับปัญหาประชาชน”
ลองวาง “ภาพรีแบรนด์ใหม่” ของพรรคประชาธิปัตย์ (สมมติฐาน) ให้เห็นชัด ๆ กันเลย
ภาพลักษณ์ใหม่ (Brand Identity) สโลแกนใหม่:
เช่นเดิม: “เรามีอุดมการณ์ เราไม่โกง” มันเป็นแค่ defensive
ใหม่: “คิดใหม่ ทำจริง เพื่อคนไทยทุกคน” เป็นต้น ควรมีนักคิดให้สอดคล้องกับทิศทาง/แนวทางของพรรค
 • โทนสี/สัญลักษณ์:
 • จากสีฟ้าบาง เป็นสีฟ้าเข้มแบบอนุรักษ์ เพิ่ม ฟ้า-ขาว เน้นความโปร่งใส ทันสมัย สดใส
โลโก้ควรมีเส้นโค้ง/เอาวงกลมกลับมา สื่อถึง “ความร่วมมือ-เปิดกว้าง” ไม่ใช่ลอย ๆ ตามที่ปรับแก้ใหม่ ไม่มีวงกลม
นโยบายเด่น (Policy Platform)
-เศรษฐกิจ: พรรคของ SME และเกษตรสมัยใหม่ → Digital SME Fund, Smart Farmer Academy
-สิ่งแวดล้อม: ผลักดัน Clean Air Act และ พลังงานสะอาด ให้เป็น agenda หลัก
-เยาวชน/แรงงานรุ่นใหม่: กองทุน reskill คนวัยทำงาน + Start-up support สำหรับคนรุ่นใหม่
ท้องถิ่น: Local First Policy → งบตรงถึงท้องถิ่นให้จัดการเอง ไม่ต้องผ่านระบบราชการส่วนกลาง (กระจายอำนาจจริง ไม่กั๊ก ไม่หวงอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง

ทีมบุคคล (Leadership Mix)
 -อาวุโส: ชวน / บัญญัติ → “ที่ปรึกษาพรรค” (Symbolic elder statesmen)
 -รุ่นกลาง: เช่น สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นิพนธ์ บุญญามณี → เป็น “กุนซือ” ไม่ใช่ตัวนำ
 -ดาวรุ่ง เปิดตัวเป็น “หน้าใหม่ทีมปฏิรูปพรรค” อย่างน้อย 10 คน
 -คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ
 -นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ/สิ่งแวดล้อม
 -ผู้นำท้องถิ่น/NGO ที่มีเครดิต
 -หัวหน้าพรรค: ควรเป็นคนรุ่นกลางที่มีภาพ “สะอาด + ทันสมัย” ไม่ใช่สายเก่าเต็มตัว

🔹 วิธีสื่อสาร (Communication Strategy)
 -ลงพื้นที่ + ทำจริง → เช่น ประกาศนโยบาย “Clean Canal Bangkok” แล้วลงมือทำ pilot project ทันที
 -Digital-first Party → พรรคต้องเล่น TikTok, Reels, X, Podcast ,เพจ,เว็บไซต์ ให้เหมือน start-up มากกว่าพรรคเก่า
 -รายงานผลทุก 6 เดือน → ตั้งระบบ “Dems Report Card” ให้ประชาชนเช็กได้ว่า พรรคทำตามที่พูดแค่ไหน (Re-check)
ภาพทีม/แคมเปญ
 -โปสเตอร์ทีมใหม่: คนรุ่นใหม่ยืนแถวหน้า อาวุโสยืนแถวหลัง → สื่อว่า “ส่งไม้ต่อแล้ว”
.
 • คีย์เมสเสจ:
 1.เราไม่ใช่พรรคเก่า → เราเป็น พรรคเก่าแก่ที่รีสตาร์ทแล้ว
 2.ไม่ใช่แค่พูด → ทุกนโยบายต้องมีโครงการนำร่องทันที
 3.พรรคที่ใครก็เข้ามาได้ → Talent-based Party ใครมีผลงาน-ได้ขึ้นนำ

ถ้าทำแบบนี้ ภาพที่สื่อออกมาจะเปลี่ยนจาก “พรรคเก่าแก่ที่หมดไฟ” → ไปเป็น “พรรครีสตาร์ท ที่พร้อมเป็นทางเลือกจริง”
ยาวหน่อย แต่เป็นข้อเสนอที่ผ่านการศึกษากึ่งวิจัยมาแล้ว อ่านมามาก ฟังมามาก จนตกผลึกนำมาเขียนสรุปเป็นข้อเสนอสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ในยุค “ปฏิรูป”

 #นายหัวไทร 

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top