Friday, 5 June 2026
ปูติน

‘เซเลนสกี’ หวั่นถูกตัดออกจากการเจรจา ‘ยูเครน-รัสเซีย’ อาจใช้ทุกวิถีทางล้มโต๊ะประชุมระหว่าง ‘ปูติน-ทรัมป์’

(14 ส.ค. 68) นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวเวียดนาม ดร. ฮวง เจียง (Hoang Giang) กล่าวกับสำนักข่าวสปุตนิกว่า ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กังวลอย่างมากที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาระหว่างประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาพลักษณ์และอำนาจของเขา

ดร.ฮวง เจียง แสดงทรรศนะว่า เซเลนสกีและทีมงานอาจพยายามทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางการประชุมครั้งนี้ หรืออย่างน้อยสร้างความกังวลและเงื่อนไขลบต่อการเจรจา พร้อมอ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีฮังการี วิคเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orban) ว่า “ถ้าไม่ได้อยู่ที่โต๊ะเจรจา คุณก็กลายเป็นอาหารของฝ่ายอื่น”

ขณะที่ กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า ข้อมูลข่าวกรองหลายแหล่งชี้ว่ารัฐบาลยูเครนอาจวางแผนการยั่วยุให้สับสนและขัดขวางการประชุมระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ที่มีกำหนดวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) โดยอาจใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นในเขตชูเกียฟของภูมิภาคคาร์คิฟใกล้ชายแดนรัสเซีย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อพลเรือนอย่างมาก

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมรัสเซียเตือนว่า อาจเกิดการยั่วยุในเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลยูเครนได้เช่นกัน และนักข่าวตะวันตกที่อยู่ในพื้นที่อาจรายงานเหตุการณ์ทันที ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันทางสื่อและการเมืองต่อการประชุมระหว่างผู้นำโลก

‘ยูเครน’ ส่งโดรนพลีชีพ 149 ลำถล่มรัสเซีย ก่อนการประชุมระหว่าง ‘ทรัมป์-ปูติน’ ที่อะแลสกา

(15 ส.ค. 68) ยูเครนเปิดฉากส่งโดรนพลีชีพ 149 ลำ โจมตีรัสเซียเมื่อค่ำวันที่ 10 สิงหาคม ก่อนหน้าการประชุมระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และวลาดิเมียร์ ปูติน ที่อะแลสกาเพียงไม่กี่วัน เป้าหมายโจมตีครอบคลุมทั้งสนามบินทหารและโรงกลั่นน้ำมันใน 6 ภูมิภาครัสเซีย รวมถึงบริยานสค์และตูลา โดยฝ่ายยูเครนอ้างว่าทำลายเครื่องบินทิ้งระเบิดราว 30% ของกองทัพรัสเซีย แต่ตัวเลขนี้มาจากข้อมูลฝั่งยูเครนเท่านั้น ขณะที่รัสเซียยังไม่เปิดเผยความเสียหายจริง

รายงานจาก The Moscow Times ระบุว่า ไม่ใช่ทุกโดรนจะบินมาจากยูเครน แต่มีบางส่วนถูกปล่อยจากภายในรัสเซียเอง ผ่านเครือข่ายลับที่เตรียมการมานานนับปี ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประกาศชัดว่า “นี่คือคำตอบของเราต่อการรุกราน และเราจะสู้จนกว่ามันจะหยุด” ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซีย (อ้างโดย @SputnikInt) กล่าวหายูเครนว่ากำลังเตรียมโจมตีพลเรือนในชูเกฟเพื่อโยนความผิดให้รัสเซีย แต่ยูเครนปฏิเสธทันทีว่าเป็น “เรื่องมโน”

อย่างไรก็ตาม รัสเซียตอบโต้ด้วยการส่งโดรน 140 ลำเข้าโจมตียูเครนในคืนวันที่ 13 สิงหาคม ถูกสกัดตก 85 ลำ แต่ The Economic Times รายงานว่า โดรนบางส่วนยังหลุดรอดไปโจมตีเมืองรอดินสเกและคอสเตียนตินิฟกา ทำให้พลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่าการโจมตีด้วยโดรนกลายเป็นเกมตอบโต้รายวันในสงครามครั้งนี้

สำหรับยูเครน ปฏิบัติการครั้งนี้เสมือนการส่งสัญญาณกดดันก่อนโต๊ะเจรจา ว่าต่อให้ยังไม่มีเก้าอี้ในห้องประชุม ก็ยังมีศักยภาพสร้างแรงกดดันต่อคู่ขัดแย้งได้ การประชุมอลาสกาจึงไม่ต่างจากเกมหมากที่มีผู้เล่นนอกกระดาน คอยเคาะประตูเสียงดังเพื่อบอกว่า “อย่าลืมว่าฉันยังอยู่”

รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ย้ำเตรียมชี้แจงจุดยืนสำคัญ หลังการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่าง ‘ปูติน-ทรัมป์’ ในฐานทัพอเมริกา

(15 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมพบกันที่ฐานทัพร่วมเอลเมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน ของสหรัฐอเมริกา ใกล้อังเคอเรจ รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งถือเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรก หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้งใหม่และนับเป็นการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุดระหว่างทั้งคู่ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่พบปะกันต้องย้อนกลับไปในปี 2019

กระทรวงต่างประเทศรัสเซียเผยว่า การประชุมครั้งนี้รัสเซียจะชี้แจงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยหลายประเด็นได้มีความคืบหน้าแล้วจากการเยือนของทูตพิเศษสหรัฐฯ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) 

“เราไม่เคยวางแผนล่วงหน้า แต่เรามีข้อโต้แย้งและจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งจะชี้แจงอย่างครบถ้วน” เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียกล่าว

ขณะที่ อดีตนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เซอร์เกย์ สเตปาชิน (Sergei Stepashin) ระบุว่า การพบกันตัวต่อตัวสำคัญมาก โดยเฉพาะระหว่างผู้นำที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวดี “สำคัญที่ประธานาธิบดีปูตินจะนำเสนอจุดยืนของรัสเซียต่อทรัมป์ด้วยตัวเอง การจับมือและพูดคุยโดยตรงมีน้ำหนักมากกว่าการส่งเอกสารหรือทางโทรศัพท์”

นอกจากนี้ สเตปาชินยังกล่าวถึงการประชุมกับตัวแทนยูเครนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยระบุว่าแม้เขาจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความชอบธรรมของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แต่การประชุมก็จะถูกจัดขึ้นตามแผนเดิมอย่างแน่นอน

ถอดรหัสประชุมอะแลสกา ‘ปูติน - ทรัมป์’ ที่ไร้ข้อสรุป แต่มีสัญญาณเชิงบวกต่อกระบวนการยุติสงคราม

(17 ส.ค. 68) การประชุมสุดยอดที่อะแลสกา ระหว่างประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศในปี 2025 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ดำเนินต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและยูเครน การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ แต่ยังมีนัยสำคัญต่อกระบวนการเจรจาเพื่อยุติสงครามและการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออก บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดอะแลสกา โดยพิจารณามุมมองของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรป รวมถึงการประเมินแนวโน้มการเจรจาและผลกระทบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว

โดยก่อนการประชุมสุดยอดที่อะแลสกาในวันที่ 13-14 สิงหาคม ค.ศ. 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเตือนวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียอย่างแข็งกร้าวว่าหากรัสเซียไม่ตกลงหยุดยิงสงครามยูเครน จะต้องเผชิญกับ “ผลลัพธ์ที่รุนแรงที่สุด” โดยแม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนในการแถลง แต่สื่อและนักวิเคราะห์ตีความว่าหมายถึงการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจขั้นสูง การกดดันทางการเงินจากนานาชาติ และอาจรวมถึงการตอบโต้ทางการทหารหากสถานการณ์เลวร้ายลง ข้อความขู่นี้ถูกใช้เป็นแรงกดดันทางจิตวิทยาหวังให้รัสเซียยอมถอยและเห็นชอบในข้อตกลงหยุดยิง อย่างไรก็ตามรัสเซียยังคงยืนกรานไม่ยุติการรุกราน ขณะที่ทรัมป์ยังไม่ดำเนินมาตรการขู่ทันที แต่คงท่าทีพร้อมตอบโต้เต็มที่หากรัสเซียยังเลือกเส้นทางสงครามต่อไป

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 ณ ฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน (Joint Base Elmendorf-Richardson) ในเมืองแองคอเรจ รัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปีของผู้นำทั้งสอง โดยเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือการผลักดันให้รัสเซียตกลง “หยุดยิง” สงครามยูเครน ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญในการหารือ การเลือกรัฐอะแลสกาเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดระหว่างปูติน–ทรัมป์มีเหตุผลทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ อะแลสกาตั้งอยู่ใกล้ชายแดนรัสเซียที่สุดในสหรัฐฯ ทำให้สะดวกต่อการเดินทางของผู้นำรัสเซียและยังอยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหรัฐฯ อีกทั้งฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสันมีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับรองรับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสุดยอด การเลือกสถานที่นี้ยังมีความหมายเชิงประวัติศาสตร์เนื่องจากอะแลสกาเคยเป็นอาณานิคมของรัสเซียก่อนถูกขายให้สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1867 นอกจากนี้การจัดประชุมในพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวงช่วยสร้างบรรยากาศกลางที่เป็นทางการทูต ลดแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ และเอื้อต่อการเจรจาอย่างรอบคอบและเป็นกลาง แม้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเผชิญหมายจับจากศาลอาชญากรรมสงครามระหว่างประเทศ (ICC) 
การตัดสินใจเดินทางไปประชุมที่อะแลสกาก็สะท้อนถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของการเจรจาและการสื่อสารโดยตรงกับสหรัฐฯ การเข้าร่วมประชุมช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่าเขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและพร้อมเจรจาในเวทีโลก ขณะเดียวกันยังคงรักษาอำนาจต่อรองในประเด็นสำคัญ เช่น อิทธิพลในยูเครนและความมั่นคงภูมิภาค การตัดสินใจนี้ชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการสร้างสัญญาณเชิงบวกต่อพันธมิตรตะวันตกมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงทางกฎหมายระหว่างประเทศ

การเจรจาในระดับสูงเช่นการประชุมอะแลสก้ามีความซับซ้อนเนื่องจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีผลประโยชน์และแรงกดดันที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน รัสเซียมุ่งหวังผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์และการรับรองอิทธิพลในยูเครน รวมถึงการรักษาสถานะเป็นมหาอำนาจระดับโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาต้องรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนยูเครนและการบริหารความสัมพันธ์กับรัสเซีย ส่วนยูเครนเองต้องเผชิญแรงกดดันภายในประเทศในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคง รวมถึงความคาดหวังจากประชาชนและนักการเมืองภายในประเทศ นอกจากนี้ ยุโรปและนาโตรวมถึงประเทศแนวหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างโปแลนด์และรัฐบอลติกยังมีบทบาทสำคัญในการกดดันทุกฝ่ายไม่ให้รัสเซียได้เปรียบเกินไป ทำให้การหาข้อตกลงที่ตอบสนองต่อความต้องการของทุกฝ่ายเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างระมัดระวัง ความตึงเครียดก่อนการประชุมสุดยอดอะแลสก้ายิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจีนแสดงท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนรัสเซียในบางประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ และพันธมิตรเคารพความมั่นคงของรัสเซียและผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาค ซึ่งการแทรกแซงของจีนเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์ต้องพิจารณามาตรการทางทหารและการเจรจาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งโดยตรง การมีจีนเข้ามาเกี่ยวข้องจึงทำให้บรรยากาศก่อนการประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด และเพิ่มความซับซ้อนต่อการต่อรองระหว่างรัสเซีย สหรัฐฯ และยูเครน

แม้บรรยากาศก่อนการประชุมจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่การประชุมสุดยอดอะแลสก้ายังเผยสัญญาณเชิงบวกบางประการ ประธานาธิบดีปูตินและทรัมป์สามารถเปิดช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสองมหาอำนาจได้อีกครั้ง และแสดงท่าทีพร้อมพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้นในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ การประชุมยังช่วยสร้างบรรยากาศของความเข้าใจและการเจรจาแบบสองฝ่าย โดยแม้จะไม่มีข้อสรุปยุติสงครามอย่างชัดเจน แต่การแลกเปลี่ยนมุมมองและการแสดงเจตนารมณ์ในการเจรจานี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดความตึงเครียดและวางรากฐานสำหรับการเจรจาระยะยาว

ผลการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 จบลงโดยไม่มีข้อตกลงหยุดยิงทันทีตามที่ฝ่ายสหรัฐฯ ผลักดัน แม้โดนัลด์ ทรัมป์จะขู่ว่ารัสเซียจะเผชิญ “ผลลัพธ์ร้ายแรง” หากไม่ยอมรับเงื่อนไข แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินยังคงยืนกรานข้อเสนอปูตินยืนยันจุดยืนปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงกับยูเครนระหว่างการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา โดยระบุอย่างชัดเจนว่ารัสเซียจะไม่หยุดยิงทันทีตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ และพันธมิตร เพราะรัสเซียยังต้องการผลประโยชน์ทางดินแดนและรับประกันความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งยังเน้นข้อเสนอว่าการเจรจาต้องรวมถึงเงื่อนไขที่ยูเครนต้องยอมรับสถานะแต่ละพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมอยู่และการจัดวางความมั่นคงใหม่ในยุโรป ปูตินมองว่า การหยุดยิงโดยไม่มีหลักประกันเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อรัสเซีย จึงยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อ พร้อมโยกการหารือไปสู่รูปแบบการเจรจา “ข้อตกลงสันติภาพที่กว้างขวางกว่า” มากกว่าการหยุดยิงแบบเร่งด่วน ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เองหลังเจรจาก็ไม่ดำเนินมาตรการกดดันใหม่ในทันที แต่เปลี่ยนไปใช้แนวทางเจรจากับยุโรปและยูเครนต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังคงใช้ซัมมิตนี้เป็นเครื่องมือต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง ขณะที่จีนจับตาอย่างใกล้ชิดและประกาศสนับสนุนรัสเซียทางการเมือง ส่งผลให้ข้อขัดแย้งดังกล่าวยังดำรงอยู่ การเปิดช่องเจรจาครั้งนี้จึงสรุปว่า “สมประโยชน์เชิงการเมือง” แต่ยังไม่ส่งผลต่อภาพรวมสงครามยูเครนในทางปฏิบัติ แนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามชี้ให้เห็นว่ากระบวนการจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและซับซ้อน ยูเครนมีแนวโน้มยอมรับในบางประเด็นหรือพื้นที่ แต่จะไม่ยอมทั้งหมด การยอมดังกล่าวมักเกิดแบบมีเงื่อนไขชัดเจน เช่น การรับประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ หรือยุโรป และการแลกเปลี่ยนที่ลดความสูญเสียสูงสุดต่อประเทศ กระบวนการเจรจาจึงอาจรวมถึงการสร้างกรอบข้อตกลงระยะสั้น (framework agreements) ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ แม้ไม่ได้ผ่านการอนุมัติเต็มรูปแบบจากเคียฟ แต่แรงกดดันจากพันธมิตรยุโรปและนาโตยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางและความสมดุลของข้อตกลงในอนาคต

อเล็กซานเดอร์ เบานอฟ (Alexander Baunov) นักวิเคราะห์และนักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองรัสเซีย ให้ความเห็นว่าการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกา แม้เป้าหมายคือการหาทางออกให้สงครามยูเครน แต่แท้จริงแล้วเป็นการ “ปรับสถานะเชิงการเมือง” ให้รัสเซียมากกว่า อเล็กซานเดอร์ เบานอฟชี้ว่าการที่ปูตินได้รับเชิญมาเจรจาโดยตรงในประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันตกถือเป็นชัยชนะทางการทูตของรัสเซีย เพราะภาพลักษณ์การโดดเดี่ยวที่ถูกสร้างโดยตะวันตกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 ถูกสั่นคลอน และช่วยให้รัสเซียกลับไปสู่เวทีโลกในฐานะผู้นำที่ต้องถูกเจรจา แทนที่จะถูกกีดกัน เขาเน้นด้วยว่าคำขู่ของทรัมป์ ว่าจะมี “ผลร้ายแรง” หากไม่หยุดยิงถูกใช้เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางจิตวิทยา แต่รัสเซียปรับตัวรับมือกับแรงกดดันผลักดันมาตรการคว่ำบาตรมาอย่างต่อเนื่อง อเล็กซานเดอร์ เบานอฟสรุปว่าการประชุมครั้งนี้คือโอกาสให้รัสเซียต่อรองเงื่อนไขบนเวทีโลกมากกว่าที่จะบรรลุข้อยุติของสงครามยูเครนอย่างแท้จริง ในขณะที่ฟีโอดอร์ ลุกยานอฟ (Fyodor Lukyanov) นักรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศวิเคราะห์ว่าการเข้าร่วมซัมมิตของปูตินถือเป็นการยืนยันสถานะรัสเซียในเวทีโลกและสะท้อนความเชื่อมั่นว่าตะวันตกจำเป็นต้องพูดคุยกับรัสเซียเพื่อแก้วิกฤติ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญจาก Moscow State Institute of International Relations ยังเน้นว่าการเจรจาไม่สำเร็จแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ยอมถอยในประเด็นผลประโยชน์หลัก และปูตินมีแรงสนับสนุนเพียงพอจากพันธมิตรสำคัญอย่างจีน ทำให้ไม่จำเป็นต้องรับข้อเสนอหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไขจากสหรัฐฯ เซอร์เกร์ กูรีเยฟ (Sergei Guriev) นักเศรษฐศาสตร์รัสเซียชี้ว่าแม้เศรษฐกิจรัสเซียจะอ่อนแรงลงบ้างจากมาตรการก่อนหน้า แต่รัสเซียยังมีทางเลือกด้านการค้าที่หลากหลาย ซึ่งจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ยังคงให้ความร่วมมือในระดับสูง 

บทสรุปของการประชุมสุดยอดอะแลสกาแสดงให้เห็นว่าการเจรจายุติสงครามยูเครนจะเป็นกระบวนการระยะยาวและค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะมีสัญญาณเชิงบวก เช่น การเปิดช่องทางสื่อสารโดยตรงและการพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้น แต่การบรรลุข้อยุติที่เด็ดขาดยังคงมีความซับซ้อนสูง การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรปในการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ และยังชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันจากมหาอำนาจและพันธมิตรภูมิภาคจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของข้อตกลง การประชุมอะแลสกาแม้ไม่ยุติสงครามทันทีแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเจรจาที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ยุโรป-รัสเซียในอนาคต

‘ปูติน’ ส่งสัญญาณ ‘รัสเซีย’ ยอมอ่อนข้อ เปิดทาง ‘สหรัฐ-ยุโรป’ คุ้มครองความมั่นคง ‘ยูเครน’

(18 ส.ค. 68) รัสเซียส่งสัญญาณยอมรับข้อตกลงด้านความมั่นคงใหม่ หลังสตีฟ วิทคอฟ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ตอบตกลงต่อข้อเสนอของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้สหรัฐฯ และชาติยุโรปสามารถมอบหลักประกันความมั่นคงแบบ “คล้ายมาตรา 5 ของนาโต้” (Article 5) แก่ยูเครนได้ ถือเป็นครั้งแรกที่รัสเซียยอมรับแนวทางลักษณะนี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “เกมเชนจ์” ในการเจรจาสันติภาพ

มาตรา 5 ของนาโต้กำหนดว่า การโจมตีชาติสมาชิกหนึ่งประเทศ ถือเป็นการโจมตีต่อทุกประเทศสมาชิก แม้ข้อตกลงใหม่นี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะถูกนำไปใช้จริงอย่างไร แต่หากเดินหน้าได้ก็อาจกลายเป็นทางออกที่เลี่ยงการขัดแย้งเรื่องการเข้าเป็นสมาชิกนาโต้ของยูเครน ซึ่งรัสเซียคัดค้านมาโดยตลอด

นอกจากนี้ รัสเซียยังแสดงท่าทีว่าจะออกกฎหมายรับรองว่า จะไม่ละเมิดอธิปไตยของประเทศยุโรปอื่น ๆ อีก ขณะที่อุร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน (Ursula Gertrud von der Leyen) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ต่างกล่าวตอบรับสัญญาณบวกนี้ แต่ก็ย้ำว่ายังต้องการรายละเอียดที่ชัดเจน โดยเซเลนสกีระบุว่ายูเครนจำเป็นต้องมีหลักประกันที่ปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่แค่ในเอกสาร

ด้านมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้ว่า การคว่ำบาตรเพิ่มเติมไม่ใช่ทางออก และการเจรจาคือกุญแจสำคัญในการไปสู่สันติภาพ พร้อมยอมรับว่ายูเครนอาจต้อง “ยอมรับบางอย่าง” เพื่อแลกกับการได้รับหลักประกันความมั่นคงที่ยั่งยืน ขณะที่ทรัมป์เองก็โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย ย้ำจุดยืนว่า ยูเครนต้องไม่เข้าเป็นสมาชิกนาโต้

ทั้งนี้ ผู้นำยูเครนและยุโรปมีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำเนียบขาว เพื่อหารือรายละเอียดข้อตกลงสันติภาพเพิ่มเติม โดยเซเลนสกีทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของยูเครนคือสันติภาพที่แท้จริง ไม่ใช่การสูญเสียดินแดนแบบในอดีต และเชื่อว่าความร่วมมือกับสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปจะบีบให้รัสเซียต้องยุติสงครามลงในที่สุด

ไขความลับ!! ทำไม ‘ปูติน’ ที่พูดอังกฤษ–เยอรมันคล่อง แต่ยังเลือกใช้ล่าม..ช่วยในการประชุมการทูตระดับสูงเสมอ

(18 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย แม้จะพูดได้ทั้งรัสเซีย อังกฤษ และเยอรมันอย่างคล่องแคล่ว แต่กลับยังคงเลือกใช้ล่ามในการประชุมการทูตระดับสูงเสมอ ล่าสุดในการประชุมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ปูตินปิดท้ายด้วยคำภาษาอังกฤษว่า “Thank you so much” และ “And next time in Moscow” สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก

ทักษะภาษาอังกฤษของปูตินไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจากเขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่ KGB ที่ต้องทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะช่วงที่ประจำการในเมืองเดรสเดิน เยอรมนีตะวันออก ซึ่งทำให้เขาพูดเยอรมันได้คล่อง และต่อมาได้พัฒนาภาษาอังกฤษจนถึงขั้นเข้าใจแทบทั้งหมด ถึงขนาดเคยแก้ไขคำแปลของล่ามได้เอง

โฆษกเครมลิน ดมิทรี เพสคอฟ (Dmitry Peskov) อธิบายว่า เหตุผลที่ปูตินเลือกใช้ล่าม ไม่ได้มาจากข้อจำกัดด้านภาษา แต่เพื่อความเป็นทางการและความรอบคอบในการเจรจา อีกทั้งยังช่วยให้มี “พื้นที่เล่นเชิงการทูต” เช่น การหลีกเลี่ยงคำถามอ่อนไหวจากนักข่าวด้วยการทำทีเหมือนไม่เข้าใจ

อย่างไรก็ตาม ปูตินเคยใช้ภาษาอังกฤษและเยอรมันด้วยตนเองในหลายโอกาสสำคัญ เช่น การให้สัมภาษณ์ CNN เรื่องสงครามจอร์เจียปี 2008 การประกาศเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ World Expo 2020 ในปี 2013 และการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับชาวเยอรมันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชัดว่า การใช้ล่ามเป็นยุทธศาสตร์การเมือง มากกว่าปัญหาด้านทักษะภาษา

‘ทรัมป์’ ได้รับคำเชิญสำคัญจาก ‘ปูติน’ ชวนเยือน ‘รัสเซีย’ เพื่อพบกันในครั้งต่อไป

(20 ส.ค. 68) รัสเซียยืนยันเชิญ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เยือนประเทศอย่างเป็นทางการ โดยนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เปิดเผยว่า ทรัมป์ได้รับคำเชิญให้เดินทางมาเยือนรัสเซีย โดยประธานาธิบดีปูตินได้ยืนยันคำเชิญดังกล่าวในงานแถลงข่าวที่อะแลสกา 

ก่อนหน้านี้ การพบปะระหว่างผู้นำทั้งสองเกิดขึ้นที่ฐานทัพทหาร Elmendorf-Richardson รัฐอะแลสกา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเป็นการเจรจาแบบ “สามต่อสามฝ่าย” ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง 45 นาที และมีลาฟรอฟ และยูริ อูชาคอฟ (Yuri Ushakov) จากฝั่งรัสเซีย ส่วนสหรัฐอเมริกามีรัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) และผู้แทนพิเศษสหรัฐ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) เข้าร่วม

ลาฟรอฟกล่าวว่าบรรยากาศการพูดคุยในอะแลสกาดีมาก ซึ่งสะท้อนจากคำกล่าวของผู้นำทั้งสองฝ่าย หลังการประชุม โดยปูตินได้เชิญทรัมป์ไปยังกรุงมอสโกเพื่อพบกันในครั้งต่อไป

ด้านทรัมป์ตอบรับคำเชิญว่า “น่าสนใจมาก” พร้อมหยอกล้อว่าการยอมรับคำเชิญอาจทำให้เขาโดนวิจารณ์บ้าง แต่ก็น่าสนใจสำหรับการเดินทางไปเยือนรัสเซียในอนาคต

‘ปูติน’ ไม่ขัดแนวทางให้ความมั่นคง ‘ยูเครน’ แต่ ‘จีน’ อาจต้องเป็นหนึ่งในผู้ค้ำประกันร่วมสหรัฐฯ

(20 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ประชุมกับประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่าไม่ขัดข้องต่อแนวคิดการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน และได้กล่าวถึงจีนว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่อาจต้องทำหน้าที่เป็นผู้รับประกันดังกล่าว

แหล่งข่าวจากสำนักข่าว Axios เผยว่า ปูตินพร้อมหารือเรื่องการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน แต่มีแนวโน้มว่าจะคัดค้านการจัดตั้งกำลังความมั่นคงที่มีทหารนาโต้เข้าร่วมด้วย 

มีการเปิดเผยอีกว่า ยูเครนและพันธมิตรยุโรปกำลังพิจารณาสร้าง “กลุ่มพันธมิตรอาสา” เพื่อสนับสนุนยูเครนและป้องกันการรุกรานจากรัสเซียในอนาคต

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงยูเครนที่ไม่ประสงค์ออกนามเผยว่า รู้สึกมีความหวังมากขึ้นหลังทรัมป์สนับสนุนแนวคิดการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน ในการสนทนาทางโทรศัพท์หลังการประชุมสุดยอดกับปูติน

รัสเซียปัดตก!! ไม่รับลายเซ็นลงนามสันติภาพยูเครน เพราะสถานะผู้นำ ‘เซเลนสกี’ ไม่ถูกยอมรับทางกฎหมาย

(25 ส.ค. 68) รัสเซียออกมาโจมตีสถานะของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน โดย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว NBC ว่าเครมลินจะไม่ยอมรับการลงนามในเอกสารสันติภาพใดๆ หากมีลายเซ็นของเซเลนสกี เนื่องจากเขา “ไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชอบธรรม”

ลาฟรอฟระบุว่า แม้เซเลนสกีจะเป็น “หัวหน้าระบอบการปกครองโดยพฤตินัย” แต่ไม่ถือว่าเป็นผู้นำที่ชอบธรรมตามกฎหมาย พร้อมวิจารณ์ว่าเขาเพียง “แสร้งทำตัวเป็นผู้นำ” และย้ำว่าการประชุมระหว่างเซเลนสกีกับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ยังไม่พร้อมเกิดขึ้นจริง

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พยายามจัดประชุมสองฝ่ายระหว่างเซเลนสกีและปูตินเพื่อหาข้อยุติสงคราม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณความคืบหน้า เนื่องจากรัสเซียยังคงยืนยันข้อเรียกร้องสูงสุด รวมถึงการยึดดินแดนจากยูเครน

ทั้งนี้ ยูเครนได้เลื่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ควรจะมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2024 ออกไป เนื่องจากประเทศอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกตั้งแต่รัสเซียบุกเต็มรูปแบบเมื่อกุมภาพันธ์ 2022 ทำให้ตำแหน่งของเซเลนสกีถูกยืดอายุไปโดยอัตโนมัติ

‘รัสเซีย–ยูเครน’ แลกตัวเชลยศึกฝ่ายละ 146 คน โดยมี ‘สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์’ ทำหน้าที่สักขีพยาน

(25 ส.ค. 68) รัสเซียและยูเครนดำเนินการแลกตัวเชลยศึกและพลเรือนครั้งใหม่ฝ่ายละ จำนวน 146 คน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังได้รับการไกล่เกลี่ยจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งสองฝ่ายยืนยันการแลกตัวดังกล่าว โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าทหารรัสเซียที่ได้รับการปล่อยตัวทั้งหมดอยู่ในเบลารุสเพื่อรับการดูแลด้านจิตใจและการแพทย์

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนประกาศผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ว่าการแลกตัวได้เกิดขึ้นแล้ว พร้อมโพสต์ภาพผู้ได้รับการปล่อยตัวยิ้มแย้ม โดยส่วนใหญ่ถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน รวมถึงนักข่าวที่ถูกจับกุม 1 เดือนหลังการรุกราน

ฝ่ายยูเครนยังยืนยันว่าจำนวนทหารที่แลกตัวเท่ากับ 146 คนต่อฝ่าย และเซเลนสกียังขอบคุณสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ช่วยเป็นสักขีพยานในการแลกตัว พร้อมระบุว่าการแลกตัวจะดำเนินต่อไป ขึ้นอยู่กับการจับกุมทหารรัสเซียเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็น “กองทุนแลกตัว” 

ด้านรัสเซียระบุว่ายูเครนยังส่งพลเรือนจากภูมิภาคคูร์สค์กลับไม่ครบ หลังยูเครนเคยเข้ายึดพื้นที่บริเวณดังกล่าวเมื่อปีก่อน มีประชาชนรอส่งกลับบ้านกว่า 20 คน รัสเซียกล่าวว่ากำลังเจรจาอย่างยากลำบากเพื่อให้พลเรือนเหล่านี้กลับคืนบ้านอย่างปลอดภัย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top