Saturday, 5 April 2025
นายหัวไทร

‘น้ำ-วาริน’ วัด ‘เจ้ต้อย-กนกพร’ ชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.นครศรีฯ สนามพิสูจน์พละกำลังระหว่าง ‘ประชาธิปัตย์ - ภูมิใจไทย’

‘น้ำ-วาริน ชิณวงศ์’ พร้อมลงชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.นครศรีฯ จาก ‘เจ้ต้อย-กนกพร เดชเดโช’ ที่ชิงลาออกในสถานการณ์ที่ได้เปรียบ วัดบารมี ‘โกเกี๊ยะ’ ลุยบ้านใหญ่

การประชุมทีมงานได้ข้อสรุปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาให้ นายกฯต้อย กนกพร เดชเดโช ลาออกจากนายกฯอบจ.นครศรีธรรมราช ก่อนหมดวาระในวันที่ 19 ธันวาคม โดยยกเหตุผลเรื่องความยุ่งยากในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในสถานการณ์ที่คาดการณ์ว่า อาจจะมีอุทกภัยในช่วงปลายพฤศจิกายน - ต้นธันวาคม กับกรอบเวลา 180 วัน กับข้อห้ามใช้งบประมาณ ด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งกริ่งเกรงว่า จะใช้งบประมาณเพื่อการหาเสียง

เหตุผลนี้ ‘บิ๊กแจ๊ส-คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง’ นายกฯอบจ.ปทุมธานี เคยนำทีมนายกฯอบจ.โซนภาคกลาง 3-4 จังหวัดลาออกก่อนหมดวาระมาแล้ว

นี่คือเหตุผลของการลาออกก่อนหมดวาระของนายกฯต้อย ซึ่งถ้าพิจารณาตามเนื้อผ้า และปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก็เป็นเหตุผลที่รับฟังได้ พร้อมระบุว่า 

“ซึ่งจะเป็นอุปสรรคของการบริหารจัดการในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครศรีธรรมราช อาจส่งผลให้การทำงานแก้ไขปัญหาประชาชนหยุดชะงัก ขาดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการรับมือกับภัยพิบัติธรรมชาติช่วงประมาณเดือนธันวาคมของทุกปี ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้น ตามภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ดังที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ในขณะนี้ กรณีดังกล่าวจำเป็นต้องมีอำนาจในการบริหารจัดการแก้ไขสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ทั้งทางด้านการบริหารงบประมาณ การบริหารบุคคล รวมถึงการประสานเชื่อมโยงกับภาคส่วนต่าง ๆ”

สำหรับทีมพลังเมืองนคร ของเจ้ต้อย ถือว่า เตรียมความพร้อมมายาวนาน เดินสายพบปะแกนนำในแต่ละอำเภอมาครบทั้ง 23 อำเภอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกฯอบต. ส.อบต. พร้อมจัดทีมผู้สมัคร ส.อบจ.ไว้ครบถ้วนหมดแล้ว

เอาเป็นว่า เครือข่ายพร้อม ปัจจัยพร้อม เดินหน้าลุยต่อได้ทันที

แต่สำหรับมุมมอง #นายหัวไทร เชื่อว่าการลาออกของนายกฯต้อยมีเหตุผลทางการเมืองประกอบด้วย “ชิงการได้เปรียบทางการเมือง” ได้เปรียบกับการเป็นฝ่ายบริหารมาจะครบ 4 ปี แน่นอนว่า ผลงานเริ่มเป็นที่ประจักษ์ชัด ทีมงาน เครือข่ายพร้อม กระสุนดินดำลื่นไหล 

ในขณะที่คู่แข่ง ได้เห็นความพยายามของพรรคภูมิใจไทย ที่ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ รัฐมนตรีแรงงาน หัวเรี่ยวหัวแรงของภาคใต้ เรียกประชุมทีมงานนครศรีธรรมราชมาแล้ว สั่งการให้เตรียมพร้อมเลือกตั้ง อบจ.และเลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีธรรมราช และเคาะชื่อ ‘น้ำ-วาริน ชิณวงศ์’ อดีตประธานหอการค้านครศรีธรรมราช และกรรมการหอการค้าไทย อดีตนักศึกษากิจกรรม เคยเป็นนายกสโมสรนักศึกษาสมัยเรียนระดับมหาวิทยาลัย 

เมื่อพิจารณาตามความพร้อม พรรคภูมิใจไทยมี สส.นครศรีธรรมราช 2 คน และมีโครงข่ายที่ถูกสร้างในช่วง 2 ปีมานี้อยู่ไม่น้อย แต่โอกาสของภูมิใจไทยในนครศรีฯ คิดว่ายังเหนื่อยในการต่อกับเจ้ต้อย ที่ยังมี ‘แทน-ชัยชนะ เดชเดโช’ ลูกๆ และ สส.ในสังกัดอีก 6-7 คน

การตัดสินใจลาออกของนายกฯต้อย น่าจะเป็นยุทธวิธีทางการเมือง 1.หลีกเลี่ยงการกระทำผิดเรื่องการใช้งบประมาณตามกรอบเวลาในช่วง 180 วัน ก่อนวันครบวาระ

2.หลีกเลี่ยง ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงที่เกิดขึ้นในระยะ 180 วันก่อนครบวาระ

3. น่าจะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ จาก ผู้ตรวจการเลือกตั้ง (ผตล .) เพราะ กกต. ยังไม่ได้ตั้ง ผู้ตรวจการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่กับการเลือกตั้งเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่ครบวาระ

4.ที่สำคัญเมื่อลาออกทำให้การเลือกตั้งนายกฯกับฝ่ายสภา (ส.อบจ.)เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน วาระของ ส.อบจ.จะหมดปลายเดือนธันวาคม ถ้าได้เป็นนายก อบจ. อยู่แล้ว หาทีมเข้าสังกัดได้ง่าย มีตัวเลือกเสนอตัวเยอะ ค่าใช้จ่ายไม่เยอะ 

กนกพร ยืนยันหลายต่อหลายครั้งว่า จะขอลงสมัครชิงนายกฯอบจ.นครศรีธรรมราชอีก 1 สมัย ถ้าได้รับเลือกก็จะเป็นสมัยที่ 2 หลังจากนั้นก็ต้องหยุดพักตามกฎหมาย

‘น้ำ’ ลั่นพร้อมลงชิง

“น้ำมีความพร้อม ไม่มีพันธะอะไร ต้องรับผิดชอบมากมาย” คำพูดแรกของ ‘วาริน ชิณวงค์’ ในการตัดสินใจลงชิงเก้าอี้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (นายกฯอบจ.)

น้ำ พร้อมทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจ และมีตัวช่วยอย่าง ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ -อนุทิน ชาญวีรกูล -เนวิน ชิดชอบ’ บารมีของบุคคลเหล่านี้น่าจะหว่านล้อมผู้มากบารมีในนครศรีธรรมราช ให้มาช่วยดันน้ำได้ไม่น้อย และอาจจะทำให้ทีมเจ้ต้อยหวั่นไหวไปบ้างไม่มากก็น้อย

14-18 ตุลาคม เปิดรับสมัคร และหย่อนบัตรวัดดวงกันวันที่ 24 พฤศจิกายน วันชี้ชะตาประชาชนจะมอบความไว้วางใจให้ใครมาบริหารเมืองใหญ่ ‘นครศรีธรรมราช’

เปิดประวัติ ‘ดร.นพ-ธนพล’ ผู้เปิดตัวชิงเก้าอี้นายกสภาทนายความ แข่ง ‘ดร.วิเชียร ชุบไธสง’ วัดใจใครจะเข้ามากอบกู้องค์กรทนายความ

(6 ต.ค. 67) ดร.นพ-ธนพล เปิดตัวลงชิงเก้าอี้ ‘นายกสภาทนายความ’ ด้วยความพร้อมทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และประสบการณ์

เด็กหนุ่มจากสตูล ‘ธนพล คงเจี้ยง’ ตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพ เป้าหมายคือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แหล่งตลาดวิชา ด้วยระบบการศึกษาไทยแบบ ‘แพ้คัดออก’ เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น ‘ลูกพ่อขุน’ กับคณะนิติศาสตร์ ปี 2535 ใช้เวลาเพียงไม่นานนัก ธนพลก็ผ่านเป็น ‘นิติศาสตรบัณฑิต’ สำเร็จตามเป้าหมาย

แม้จะมีทางเลือกหลายทางในการยึดเป็นอาชีพสำหรับคนจบนิติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นนิติกร ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง แต่สำหรับ ‘ธนพล’ ตัดสินใจเดินไปสู่อาชีพทนายความ หลังเข้ารับการอบรมสอบผ่านเป็นผู้ประกอบอาชีพทนายความ

ระหว่างทางยังศึกษาต่อระดับมหาบัณฑิตด้านนิติศาสตร์ และอบรมหลักสูตรระดับผู้บริหารชั้นสูงอีกหลายสูตร เช่น หลักสูตรการบริหารเชิงนิติศาสตร์ระดับสูงของวิทยาลัยทนายความรุ่นที่1 หลักสูตรนักบริหารระดับสูงในกระบวนการยุติธรรมทางปกครองของศาลปกครองรุ่นที่1 หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง(พตส.14) รุ่นที่14 และหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนาผู้นำเมืองรุ่นที่6 เป็นต้น

ยังไม่พอ ดร.ธนพล ยังเรียนต่อด้านรัฐศาสตร์ ในรั้วรามคำแหง จนเป็นมหาบัณฑิตด้านรัฐศาสตร์สาขานักบริหารและสามารถจบปริญญาเอกสาขาวิชาการเมืองจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง จนได้รับคำนำชื่อว่า ‘ดอกเตอร์’ ซึ่งเขายังคงยึดรามคำแหงเป็นที่มั่นในเชิงตลาดวิชา แค่ได้เห็นประวัติการศึกษาก็ล้นเหลือ ด้านอาชีพทนายความก็เปิดสำนักงานทนายความของตัวเองในนามบริษัท เดอะรอยัล ลอว์เฟิร์ม จำกัด ตั้งสำนักงานอยู่ย่านถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ดร.นพ หรือ ดร.ธนพล ยังสละเวลาที่มีอยู่น้อยนิด ทำงานเพื่อสังคม เคยเป็นกรรมการดำเนินงานผลักดันให้ทนายความได้รับใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน ในนามของสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เคยเป็นกรรมการและเลขานุการ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค สภาทนายความฯ เคยเป็นคณะทำงานกลั่นกรองในส่วนฝ่ายปฏิบัติการ สภาทนายความฯ เคยเป็นอนุกรรมการบริหาร สภาทนายความ เคยเป็นกรรมการสอบสวนมรรยาททนายความ สภาทนายความฯ เอาเป็นว่า เดินเข้าเดินออกสภาทนายความฯมาร่วม 30 ปี

ในทางธุรกิจ นอกจากเปิดสำนักงานทนายความของตนเองแล้ว ยังเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ Managing Director บริษัท ธนวัต ลอร์ แอนด์ บิสสิเนส จำกัด เคยเป็นทนายความอาวุโสประจำ บรรษัท เงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำกัด และยังเคยย่ำกายเข้าไปสู่เส้นทางการเมืองกับตำแหน่งที่ปรึกษาเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ปัจจุบันยังรั้งตำแหน่งนายกสมาคมนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกด้วย

วันนี้ ดร.ธนพล เปิดตัวลงชิงนายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งจะมีการเลือกตั้งกันในปลายปี 2568 และจากประวัติที่กล่าวมา ถือว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง โดยยังไม่ได้กล่าวถึงภาวะผู้นำ (Leadership) และบารมีที่สะสมมา (charisma)

จับตาครับสำหรับศึกชิงเก้าอี้นายกสภาทนายความ โดยมีคู่แข่งคือ ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความฯคนปัจจุบันที่ขอลงอีก 1 สมัย ผลงานในรอบ 1 สมัยจะเป็นเครื่องวัดใจทนายความว่า จะเลือกใครมานั่งกุมบังเหียน ผู้นำสูงสุดขององค์กรในวงการทนายความ ระหว่าง “ดร.ธนพล กับ ดร.วิเชียร”เพื่อเข้ามากอบกู้เกียรติยศ ศักดิ์ศรีและดูแลสวัสดิการของพี่น้องทนายความ

ส่องสนามเลือกตั้งชิงเก้าอี้ ‘นายกฯอบจ.สงขลา’ สมรภูมิตัวแทน ‘นิพนธ์ - เดชอิศม์’ ฝั่งไหนจะเข้าวิน

เป็นที่แน่ชัดว่า เมื่อ 'สุพิศ พิทักษ์ธรรม' ลาออกจากราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวง เป้าหมายคือ ลงชิงนายกฯอบจ.สงขลา ที่เวลานี้ 'ไพเจน มากสุวรรณ์' นั่งบริหารอยู่

เมื่อนิพนธ์ บ้านใหญ่เขารูปช้าง ไม่ได้ลงสมัครเอง ก็ต้องให้การสนับสนุนสุพิศ ที่มี 'มาดามปิ๋ม' มาลัยทิพย์ ครุอำโพธิ์ ภรรยาของ 'สมยศ พลายด้วง' สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ทายาทของเศรษฐีใจบุญแห่งสิงหนคร 'เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์' เป็นรองนายกฯ

ประเด็นคำถามต่อมา เมื่อนิพนธ์จองหัวเชือกสุพิศไว้แล้ว นายกฯชาย-เดชอิศม์ ขาวทอง บ้านใหญ่รัตภูมิ จะเลี้ยวหัวเรือไปจอดฝั่งไหน แต่แน่นอนว่า ต้องฝั่งตรงข้ามนิพนธ์

'ประพิศ จันทร์มา' อดีตอธิบดีกรมชลประทาน คนอำเภอระโนด แม้จะไม่สนใจการเมืองมากนัก แต่น่าสนใจว่าจะสนับสนุนใครระหว่าง 'ไพเจน' กับ 'สุพิศ'

ทั้งประพิศ สุพิศ และไพเจน ต่างเติบโตมาจากกรมชลประทานทั้งสิ้น เคยทำงานร่วมกันมา แต่ช่วงหนึ่งสมัยหนึ่งก็เคยมีปัญหากันมา เมื่อ “เสือจะอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้”

ส่วนบ้านใหญ่สนามบิน 'ถาวร เสนเนียม' แม้จะดูเงียบ ๆ ไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่เชื่อว่า เมื่อปี่กลองประโคมขึ้น 'ถาวร' ก็ต้องออกมาร่ายรำ เพียงแต่ว่าจะรำอยู่ข้างนิพนธ์ หรือข้างนายกฯชาย

ถ้าย้อนดูไปในอดีต ถาวรก็จะยืนอยู่คนละฝั่งกับนิพนธ์มาตลอด แต่ถาวรก็ไม่เคยชนะนิพนธ์ในพื้นที่สงขลา

ศึกชิงนายกฯอบจ.สงขลา น่าจะมีแค่สามขั้ว คือ ไพเจน สุพิศ และประชาชน แต่เป็นอีกสนามเลือกตั้งที่สนุก น่าติดตามยิ่ง แจกแจงผลงาน แถลงนโยบายกันออกมาเถอะ ประชาชนจะได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือก

ศึกสังเวียน อบจ.นครศรีฯ ยังออกหมัดกันน้อย เหมือนมวยชั้นเชิง แต่ระวังหมุดสวน!! หรือศอกกลับ มีสิทธิ์น็อคทุกคน

(27 ต.ค. 67) หลังจากนายหัวไทรโพสต์ภาพป้ายหาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชของผู้สมัครหมายเลข 2 (วาริน ชิณวงศ์-น้ำ)ถูกมือดีฉีกทำลาย ไม่รู้ว่าด้วยฝีมือของใคร แต่มองได้สองมุม คือ เป็นการทำของคู่แข่ง เป็นการข่มขวัญ และเป็นการกระทำของทีมงานผู้ถูกทำลายป้ายเอง เพื่อเรียกคะแนนสงสาร ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการแบบโบราณ ล้าสมัย ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของฝ่ายใดก็ตาม

แต่สำหรับนายกองตรีอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ผู้สมัครชิงนายกฯอบจ. หมายเลข 3 จากกลุ่มนครก้าวหน้าก็หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นทันที กล่าวสำหรับอาญาสิทธิ์ ไม่ขึ้นป้ายหาเสียง ไม่มีรถแห่ ไม่มีหัวคะแนน หาเสียงผ่านสื่อออนไลน์ และลงพบปะแลกเปลี่ยนในชุมชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

นายกองตรีอาญาสิทธิิ์ โพสต์เฟสบุ๊คระบุว่า พบป้ายหาเสียงของผู้สมัครรายหนึ่ง เป็นป้ายสีน้ำเงิน ที่ติดตั้งอยู่ริมถนนสาย นครฯ-ทุ่งสง ในเขตอำเภอร่อนพิบูลย์ 

เป็นประเด็นการเมืองที่มีประชาชนสนใจสอบถามกันในเฟสบุ๊คจำนวนมาก พร้อมส่งข้อมูลให้ความเห็นในเฟสบุ๊คของ อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ว่ามีป้ายของผู้สมัครถูกทำลาย ทั้งสองค่ายสีน้ำเงินและสีฟ้า และประชาชนจำนวนมากต่างสอบถามด้วยความสงสัย ว่ายังไม่พบป้ายหาเสียงค่ายสีส้มของนายอำเภออาญาสิทธิ์ เบอร์3 ติดตั้งตามถนนต่างๆ ซึ่งนายกองตรีอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ได้ตอบเฟสบุ๊คว่า #ป้ายเบอร์3 นั้นได้ติดไว้ในอ้อมอก ในหัวใจ ของพี่น้องชาวนคร แล้ว ดูได้จากโทรศัพท์มือถือ สื่อออนไลน์ เฟสบุ๊ค , ไลน์ สาธารณะ เนื่องจากนายกองตรีอาญาสิทธิ์#เบอร์3 คิดใหม่ ทำใหม่  ไม่ใช้รูปแบบการหาเสียงติดป้าย ไล่แห่ รถเปิดเครื่องเสียงให้รำคาญชาวบ้านแบบเดิมๆ แต่มุ่งหน้าเข้าไปพูดคุย กับประชาชน เรื่องปัญหาเรื่อง อาชีพ รายได้ ปัญหาอื่นๆ และเชิญชาวนา ชาวไร่ คนทุกชนชั้นนั้นในเมืองนครฯ มาร่วมกันสนับสนุนเลือกเบอร์3 เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความยากจน ไม่มีรายได้ ของชาวนคร 

การหาเสียงเลือกตั้งถ้าเป็นมวยก็เริ่มเข้าสู่ยกที่ 2 แล้ว ยกละ 10 วัน เหลืออีก 3 ยก ถ้าเป็นมวยไฟท์เตอร์ ยกสองต้องมีออกหมัดกันบ้างแล้ว แต่ถ้าเป็นมวยชั้นเชิง ยกสองอาจจะยังติ้ดเฉิ้งกันไปอีกหน่อย ดูชั้นเชิงของคู่ต่อสู้

มวยคู่เอกเป็นการชกกันระหว่าง ‘ต้อย ศิษย์เดชเดโช’ กับ ‘น้ำ สิงห์น้ำเงิน’ ยกแรกผ่านไป ถือว่า ต้อย ศิษย์เดชเดโช มีคะแนนนำไปก่อน สะท้อนผ่านการระดมสรรพกำลัง เดินสายพบปะ รถตระเวนแห่หาเสียงไปทั่ว พร้อมกับการเปิดเวทีปราศรัยย่อยในระดับชุมชน พร้อมกับป้ายหาเสียงพรึบ อันเป็นตัวบ่งชี้ถึงความพร้อม และการบริหารจัดการทีมที่พร้อมกว่า

ส่วนน้ำ แม้จะออกพบปะประชาชนอยู่เนืองๆ แต่ยังเน้นชุมชนเมือง หรือตลาดที่เป็นย่านอยู่อาศัยหนาแน่น ยังไม่เปิดเวทีปราศรัย รอความพร้อมทั้งผู้ช่วยปราศรัย และการจัดตั้งคนมาฟัง ที่สำคัญคือต้องหลีกทางให้กับฝนฟ้า ที่ช่วง 27-28-29 ตุลาคมนี้ยังมีฝนลงมาอยู่ เวทีปราศรัยแรกที่บ้านเกิดปากพนังจึงยังไม่ปรากฏ ป้ายหาเสียงก็ยังเห็นแค่ประปราย เข้าใจว่าป้ายหาเสียงชุดใหญ่จะเสร็จ และติดตั้งเต็มพิกัด 1-2 พ.ย.นี้

การเปิดเวทีปราศรัย รถแห่ รวมถึงการติดตั้งป้ายแนะนำตัว เป็นภาพด้านกว้างของการหาเสียง คะแนนหลักต้องมาจากการจัดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งผ่านหัวคะแนน แกนนำชุมชน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ซึ่งเป็นการจัดการในทางลับที่คนนอกไม่อาจรู้ได้ และไม่รู้ว่า คู่แข่งทำกันไปแล้วแค่ไหน เพียงพอจะประเมินว่าจะชนะได้แล้วหรือยัง

เหลือเวลาอีกเพียง 3 ยก หรือ 30 วัน เมื่อเกมเดินไปสู่ยก 3-4-5 เชื่อว่า แต่ละคนจะต้องออกหมัดหนักขึ้น และยก 5 ต้องออกหมัดน็อคกันแล้ว ใครน้ำเลี้ยงดี ฟิตซ้อมมาดี ก็จะมีแรงอึด ยืนแลกหมัดได้จนยกสุดท้าย และเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปครอง

ชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.สงขลา ‘นิพนธ์-นายกฯชาย’ จับมือหนุน ‘สุพิศ’ ปล่อย ‘ไพเจน’ หลังพิงเชือกแลกหมัดสู้

(29 ต.ค. 67) ‘ไพเจน มากสุวรรณ์’ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวยืนยันว่า จะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนหมดวาระแน่นอน ยังคงเดินหน้าทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากประชาชนจนวันสุดท้ายอย่างขยันขันแข็ง

“นายกฯไพเจนจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯอบจ. สงขลาอีก 1 สมัยแน่นอน” แหล่งข่าวใกล้ชิดนายกฯไพเจน กล่าว

ที่ต้องมาตอกย้ำกันอีกครั้ง เนื่องจากว่ามีการปล่อยข่าวว่า นายกฯไพเจนถอดใจแล้ว จะไม่ลงเลือกตั้งในสมัยที่สอง ซึ่งเป็นการปล่อยข่าวด้วยเจตนาร้ายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ได้ประโยชน์จากข่าวนี้ ซึ่งต้องหมายถึงฝ่ายการเมืองในสงขลาที่กำลังฟาดฟันกันอยู่

ปล่อยข่าวหนักถึงขนาดว่า ถ้านายกฯไพเจนไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯอบจ.สงขลา จะเปิดทางให้ไปลงสมัคร สส.เขต 7 สงขลา (นาทวี จะนะ เทพา สะบ้าย้อย)ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ที่ ‘ศิริโชค โสภา’ เคยเป็น สส.อยู่ แต่ปี 2562 พ่ายแพ้ให้กับ ‘ณัฐชนนท ศรีก่อเกื้อ’ จากพรรคภูมิใจไทย และมาแพ้ซ้ำในการเลือกตั้งปี 2566 และเมื่อเกิดวิกฤตทางการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ ศิริโชคก็ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เท่ากับว่า เขต 7 สงขลา ของพรรคประชาธิปัตย์ว่างอยู่ จึงมีความพยายามปล่อยข่าวว่า นายกฯไพเจนจะไม่ลงสมัครรักษาแชมป์แล้ว โดยจะโยกไปลงสมัคร สส.เขต 7 แทน

ถามว่า มีการพูดคุยกันจริงไหม มีการพูดคุยกันจริง ผ่านทาง ‘นายกฯชาย - เดชอิศม์ ขาวทอง’ เลขาธิการพรรคประชาธิปัต์ แต่นายกฯไพเจนไม่ได้ตอบรับต่อข้อเสนอนี้ เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันต้องยอมรับความจริงว่า ประชาธิปัตย์ขาลงอย่างสุดๆ หากไปลงสมัคร สส.เขต 7 จึงมีโอกาสสูงมากที่จะพ่ายแพ้ให้กับ ‘เดอะหนุ่ย-ณัฐชนนท’ ที่ฐานเสียงค่อนข้างหนาแน่น ผลงานในพื้นที่ก็ชัดเจน และเสี่ยงยิ่งกว่าลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯอบจ.อีก

ไม่ผิดหรอกที่นายกฯไพเจนจะตัดสินใจลงรักษาแชมป์อีกสมัย 4 ปี ผลงานมีชัดเจน เพียงแต่ด้อยด้านการประชาสัมพันธ์ ทีมงานประชาสัมพันธ์ที่มีฝ่ายประชาสัมพันธ์เป็นตัวยืน กับสถานการณ์สู้รบ ไม่เพียงพอ

รบกับใคร นายกฯไพเจนกำลังรบกับ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ ที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก ลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กับความอู้ฟู้ ใจถึง มาลงชิงนายกฯอบจ.สงขลา อย่าลืมว่า สุพิศไม่ใช่แค่อดีตข้าราชการระดับอธิบดี เขายังมี ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ที่แตกหน่อแทงกอ ไปหนุนช่วย ‘สุพิศ’ แถมยังมี ‘นายกฯชาย-เดชอิศม์ ขาวทอง’ อีกคนเข้าไปเสริมทัพ

แต่ถามว่า ทั้ง ‘นิพนธ์-นายกฯชาย’ จะช่วยให้ ‘สุพิศ’ ชนะการเลือกตั้งแบบง่ายๆ ก็คงไม่ใช่ ‘นายกฯชาย’ เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ร่วมกันนำพาพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมรัฐบาลของแพทองธาร ชินวัตร ที่สังคมทั่วไปรับรู้กันอยู่ว่ามี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ชักใยอยู่เบื้องหลัง ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ที่คนใต้รับไม่ได้ในหลายเรื่อง ทั้งเล่นพรรคเล่นพวก ทุจริตคอร์รัปชัน แถมยังไม่พัฒนาพื้นที่ที่ไม่เลือกพรรคเขา

พรรคประชาธิปัตย์ที่ตกต่ำอยู่แล้วก็ยิ่งตกต่ำหนักเข้าไปอีก เมื่อถึงหน้าเลือกตั้งนายกฯชายจะรับมือไหวไหมกับกระแสไม่เอาประชาธิปัตย์ และจะช่วยดันหลัง ‘สุพิศ’ ไหวหรือเปล่า เอาเป็นว่านายกฯชายกำลังวางแผนบางอย่าง เพื่อเอาตัวให้รอดในการเลือกตั้งครั้งหน้า และต้องมี อบจ.เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน เข้าถึงหันหัวเรือเข้าจอดเทียบท่า กับท่าเรือที่อู้ฟู้กว่า

สำหรับนิพนธ์ เมื่อหันหัวเข้าหาสุพิศ ก็ต้องเตรียมตัวตั้งรับดีๆกับการถูกลากไปสู่มุมมืด นิพนธ์ควรสงวนท่าที สิงห์ก็ต้องเป็นสิงห์ จริงๆนิพนธ์ควรจะยืนอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ข้างไพเจน เพราะสนับสนุนช่วยเหลือกันมาตั้งแต่สมัยแรก ที่สำคัญ ‘นิพนธ์-ไพเจน’ คือเลือด ‘น้ำเงิน-ขาว’ จากมหาวชิราวุธด้วยกัน ‘เลือดควรจะข้นกว่าน้ำ’ น้ำที่มาจากโรงเรียนแจ้งวิทยา แต่ด้วยเหตุผลใดไม่อาจทราบได้ที่ทำให้นิพนธ์ หันหัวไปช่วยสุพิศ

ที่ต้องจับตากับท่าทีที่นิ่งๆของ ‘ถาวร เสนเนียม’ อดีตรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ว่าท้ายที่สุดแล้ว ยังจะนิ่งต่อไป หรือหันไปช่วยใคร ‘ถาวร’ คงจะกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย ถ้าจะไปช่วยสุพิศ เพราะมีนิพนธ์ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกันมาตลอดจองหัวคิวไว้ก่อนแล้ว แม้ ‘ถาวร’ กับนายกฯชายจะไม่ได้มีปัญหาอะไรกันก็ตาม

ศึกชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.สงขลา ครั้งใหม่นี้ ถือว่าเป็นศึกคนกันเอง เพราะ ‘สุพิศ-ไพเจน’ ต่างก็โตมาจากสายกรมชลประทานด้วยกัน แม้ระหว่างทางจะมีปัญหากันบ้างก็เหมือนลิ้นกับฟัน

แต่ศึกชิงนายกฯอบจ.สงขลา ให้จับตา ‘ศึกชิงเลือดน้ำเงินขาวด้วย

ลุ้น ‘นิพนธ์-นายกฯชาย’ จะเลือก ‘เก่า หรือ ใหม่’ ยืนอยู่ฝั่งไหนในศึกชิง ‘นายกฯอบจ.สงขลา’

(5 พ.ย. 67) น่าสนใจเมื่อ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประกาศเจตนารมณ์ ‘ทดแทนแผ่นดินเกิด เดินตามรอย ‘ป๋า-พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์’ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานองคมนตรี รัฐบุรุษอาวุโสผู้ล่วงลับ

สุพิศ ยังโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความ ‘ พร้อม’ ชีวิตนี้เพื่อสงขลา หรือแม้แต่ ‘ผู้ประสานสิบทิศ สุพิศ พิทักษ์ธรรม ชีวิตนี้พร้อมเพื่อสงขลา

ประโยคเหล่านี้เป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ ในการใช้ชีวิตหลังจากนี้ไป คือการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่ปัจจุบันมี ‘ไพเจน มากสุวรรณ์’ นั่งบริหารอยู่ และจะหมดวาระในวันที่ 19 ธันวาคม 2567 นี้ และจะมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2568สุพิศยังกล่าวอ้างถึงผู้หลักผู้ใหญ่สองคนว่าให้การสนับสนุน คือ นิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายกฯอบจ.สงขลา อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย และนายกฯชาย-เดชอิศม์ ขาวทอง อดีตนายกฯอบจ.สงขลา รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุข ก็ไม่แน่ใจว่า สองคนที่สุพิศกล่าวอ้างถึง ได้มีการคุยกันในรายละเอียดแล้วมากน้อยแค่ไหน เพราะยังมีรายละเอียดของการสนับสนุนอีกมาก และที่น่าจะเป็นประเด็น คือการจัดทีมคนลงสมัคร ส.อบจ.ในอนาคตด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งนิพนธ์ และนายกฯชาย จะต้องส่งคนของตัวเองไปสมัครเป็น ส.อบจ.ด้วย สุพิศเองก็ต้องมีคนของตัวเองลงสมัครด้วย บวกรวมกับส.อบจ.เก่า น่าจะเกิดปัญหาความซ้ำซ้อนกันในพื้นที่

การได้ถ่ายรูปร่วมกันในวันชิงชนะเลิศฟุตบอลคิงคัพ อาจจะไม่ใช่สัญญาณ 100% ว่าให้การสนับสนุน เพียงแต่สถานการณ์บังคับ ต้องได้ยินจากปากของทั้งสองท่าน หรือได้เห็นพฤติกรรมของการช่วยเหลือ จึงจะเชื่อได้ว่า สนับสนุนจริง การได้พบปะกินข้าวกันในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่บ้านเขารูปช้าง ถือเป็นเรื่องปกติที่นิพนธ์เปิดรับผู้สนับสนุนทุกอาทิตย์อยู่แล้ว

ยังเชื่อไม่ได้ 100% ว่า นิพนธ์ นายกฯชาย จะให้การสนับสนุนสุพิศ จนกว่าจะได้เห็นอะไรที่ชัดกว่านี้ สำหรับนิพนธ์ ผมเชื่อว่า ‘เลือดข้นกว่าน้ำ’ ด้วยเลือด ‘น้ำเงินขาว’ จากรั้วมหาวชิราวุธเช่นเดียวกับ ‘ไพเจน’ ใจของนิพนธ์จึงน่าจะอยู่กับไพเจนมากกว่า ส่วนเรื่องความหมองใจกันน่าจะเป็นเรื่องเล็กที่เคลียร์ใจกันได้ คุยกันได้ ผิดก็ขอโทษกันไป ปัญหาชาติบ้านเมืองสำคัญกว่า 

ส่วนนายกฯชายเดิมใจอยู่กับไพเจนอยู่แล้ว เขานัดเจอกันบ่อย แต่ด้วยแรงดูดที่หนักหน่วงทำให้ใจของนายกฯชายไขว้เขวไปบ้าง แต่ถึงวันหนึ่งเมื่อทุกอย่างตกผลึก เชื่อว่า ยังมีเวลาให้เปลี่ยนใจได้ อนาคตกับที่ยืนสำคัญกว่า

กล่าวสำหรับสุพิศการกล่าวว่าจะเดินตามรอยป๋า ไม่ได้เป็นผลดีต่อเขามากนัก เพราะป๋า มีภาพลักษณ์ที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรมที่สูงส่ง นอกจาก ‘เกิดมาต้องทดแทนบุญคุณแผ่นดิน’ แล้ว ป๋า ยังเป็นคนที่ซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์ ไม่มีข้อกล่าวหา ร้องเรียนตลอด 8 ปี ของการเป็นนายกรัฐมนตรี

อีกแค่เดือนกว่าๆ นายกฯไพเจนจะหมดวาระแล้ว และอีกไม่กี่วันก็จะได้รู้ข้อเท็จจริงว่า นิพนธ์-นายกฯชาย ช่วยใครกันแน่ หรืออาจจะวางเฉยในสถานการณ์ได้เสียก็เป็นได้

เปิดเมนูลับ!! ปลาสามน้ำ ทะเลสาบสงขลา มีเฉพาะช่วงสิ้นปี หากินได้เฉพาะที่ ‘สงขลา-พัทลุง’ เนื้อแน่น-หวาน-มัน-อร่อย

(9 พ.ย. 67) ช่วงหน้าฝนของภาคใต้เป็นช่วงเวลาที่ปล่อยท่องเที่ยวจะมีมากในทะเลสาบสงขลา และมีอยู่ที่เดียวเท่านั้น จะหากินได้ในจังหวัดสงขลา และพัทลุง

มารู้จักปลาท่องเที่ยวกัน เป็นปลาที่ฮอตที่สุดของจังหวัดสงขลาตอนนี้ 

‘ปลาท่องเที่ยว’ เป็นปลาตระกูลเดียวกับปลาตีน ลักษณะคล้ายปลาเขือ ปลาท่องเที่ยวอาศัยอยู่ในพื้นที่ทะเลสาบสงขลาเป็นปลาสามน้ำ #น้ำเค็ม#น้ำจืด#น้ำกร่อย รสชาติปลาแถวนี้จะขึ้นชื่อเรื่องความมันของเนื้อปลาเยอะกว่าที่ทะเลอื่น ๆ ชาวบ้านนิยมเอาปลาท่องเที่ยวมาทำได้หลายเมนู เช่น

-ต้มส้มมะขามสด 

-คลุกเกลือทอดขมิ้นกระเทียม

-เเกงส้ม(เเกงเหลือง)

-ต้มยำ

ปลาท่องเที่ยวยังทำได้อีกหลากหลายเมนูและเมนูที่น้องๆหนูๆชอบคือต้มปลาท่องเที่ยวมะขามสด รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ปลาเนื้อมัน ๆ ซดน้ำซุปร้อน ๆ โอ๊ย อย่อยยยยยย!

ปลาท่องเที่ยวเป็นปลาตามฤดูกาล(ฝนตกชุก) ปีนึงพบมากสุดแค่ฤดูกาลเดียวคือช่วงฝนตกชุกช่วงเดือน10-12 (เดือนตุลาคม -พฤศจิกายน-ธันวาคม)และสามารถจับปลาได้ฤดูกาลละเป็นตันๆ #ที่มาของคำว่าปลาท่องเที่ยวมาจาก การพบเจอของปลาซึ่งนาน ๆ จะเจอครั้งก็เจอครั้งละมาก ๆ ชาวบ้านเลยขนานนามว่า #ปลาท่องเที่ยว 

ปลาท่องเที่ยวมีลักษณะ มีหัวแหลม ๆ ลื่น ๆ ลำตัวมีเกล็ดเล็ก ๆ มีความยาวตัวโตสุดไม่เกิน1ฟุตหางเรียวยาวลักษณะคล้าย ๆ ปลาทรายเนื้อนุ่มหวานมัน

วันก่อนลงไปสงขลาแวะไปร้านมะม่วงเบา ใน อ.สิงหนคร ร้านออกแนวชนบท แต่บรรยากาศดี พูดได้ว่า #เป็นร้านรับแขก ของสิงหนคร เจ้าของร้าน 'พงศ์ศักดิ์ มากสุวรรณ์' ก็นำเสนอแกงปลาท่องเที่ยวมาด้วย 1 เมนู ชิมแล้ว เนื้อปลาแน่นมาก หวาน มัน อร่อย

เข้าใจว่าหน้าท่องเที่ยวของภาคใต้ ร้านอาหารย่านเกาะยอ ก็ต้องมีปลาท่องเที่ยวให้ได้รับประทานกับข้าว

พรุ่งนี้จะลงไปสงขลาอีกครั้ง วันที่ 10 พ.ย.ก็จะลงท่องทะเลสาบสงขลาไปกับ 'ทัวร์ทางไทย' ของวิชาญ ช่วยชูใจ เย็นคณะทัวร์ก็จะมาทานมื้อเย็นกันที่ร้านมะม่วงเบา นี้แหละ ผมขอฝากท้องไว้กับคณะทัวร์ด้วย

แหม…ว่าจะโทรไปบอกเจ้าของร้านว่า ขอเมนูต้มส้มปลาท่องเที่ยวกับส้มขาม ก็เองใจ แต่ถ้าไปถึงแล้ว ทัวร์ทางไทย ไม่มีเมนูต้มส้มปลาท่องเที่ยวกับส้มมะขาม จะขอสั่งต่างหากสักถ้วย 

ซดน้ำต้มส้มปลาท่องเที่ยวให้คล่องคอหน่อย…ได้แรงอกแหละ

‘เจ้ต้อย’ ยังเหนือกว่า!! ด้วยกระบวนการ และเครือข่าย ‘น้ำ’ เหนื่อยกับการเปลี่ยน ‘กระแส’ ให้เป็น ‘คะแนน’

(17 พ.ย. 67) อาทิตย์สุดท้าย อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (อบจ.) เหลือเวลาในการหาเสียงหาคะแนนนิยมกันเพียง 7 วันเท่านั้น กล่าวได้ว่า 40 กว่าวันของการหาเสียงที่ผ่านมาผู้สมัครทั้ง 4 ท่าน ได้ใช้แนวทางของตัวเองในการหาคะแนนนิยมกันอย่างสุดความสามารถแล้ว

กล่าวสำหรับแชมป์เก่า ‘เจ้ต้อย กนกพร เดชเดโช’ เบอร์ 1 นอกจากการชูนโยบายที่จะทำต่อแล้ว การเดินสายพบปะ ปราศรัยย่อยแจกแจงผลงานในรอบ 4 ปี พร้อมแก้ข้อครหา บวกรวมกับการใช้เครือข่าย ทั้งกลุ่มสตรี การเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุดปัจจุบัน รวมถึงชาว อบต.ปฏิบัติการในระดับพื้นที่ฐานราก สามารถกุมฐานเสียงระดับล่างเอาไว้ได้ ที่สำคัญคือการมี สส.อยู่ในกำมือถึง 6 คน ภายใต้การกำกับของ ‘แทน-ชัยชนะ เดชเดโช’ ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าไม่ธรรมดา

กล่าวสำหรับแทน เชื่อถือได้ในการจัดการคะแนน เพราะเขาผ่านสนามเลือกตั้ง มาตั้งแต่เด็กๆ สมัยพ่อ ‘วิฑูรย์ เดชเดโช’ ลงสมัครนายกฯอบจ. น่าจะได้ซึมซับกลยุทธ์ กลวิธี เรียนรู้เอาไว้ได้มาก การจัดการคะแนนจึงน่าจะเป็นต่อคนอื่นๆ ที่มีเครือข่ายในระดับพื้นที่พร้อมขับเครื่องอาวุธหนักออกถล่มค่ายกลของคู่ต่อสู้ได้อย่างไม่ยาก เพียงแต่ว่า ทหารราบได้มีการประเมินกันอย่างรอบคอบรอบด้านแล้วหรือยังในการปล่อยกระสุนออกสู่เป้าหมาย ยิงแล้วไม่พลาด

แน่นอนว่า แชมป์จะต้องถูกโดนชกหนักหน่อย ทั้งชกใต้เข็มขัดก็มี กัดหูก็มี ถือเป็นเรื่องธรรมดา กรรมการ คือประชาชนเขานั่งจับตามองอยู่ ถึงวันหนึ่งเขาจะตัดสิทธิ์ว่า จะให้เจ้ต้อยไปต่อ หรือพอแค่นี้

ส่วนน้ำ-วาริน ชิณวงศ์ เบอร์ 2 แม้ในช่วงแรกจะมีคนถามกันไม่น้อยว่า เบอร์ 2 คือใคร แต่เมื่อผ่านช่วงเวลาหนึ่งมา คำถามนี้หายไป พร้อมกับกระแสที่พุ่งแรงขึ้นมาจนมีการกล่าวขานถึงในระดับเป็นคู่เทียบคู่ชิงกับเจ้ต้อยเลยทีเดียวบวกกับการใช้สื่อโซเชี่ยลกระโดดข้ามกำแพงบ้าน เข้าถึงห้องนอนอย่างได้ผล เพียงแต่เนื้อหาอาจจะยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ลงรายละเอียดในนโยบายที่โดนใจ จึงอาจจะยังมีคำถามว่าแล้วนโยบายนั้นนโยบายนี้จะทำอย่างไร น้ำเองการโพสต์ข้อความในเฟสบุ๊ค ยังไม่ค่อยมีรายละเอียด ยังต้องให้คนมาโพสต์ถาม เช่น โพสต์ว่า วันนี้ปราศรัย ‘ขนอม-สิชล’ แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน จุดไหน เวลาใด น่าเสียดายน้ำไม่ได้ใช้โอกาสในช่วงขาขึ้นอธิบายรายละเอียดของนโยบายดีๆหลายเรื่อง พูดซ้ำๆเรื่องเดิมๆด้วยช่วงทำนองที่ฉะฉานของสาวมั่น

การที่น้ำประกาศว่า ไม่ซื้อเสียง ในทางทฤษฎีถือว่า เป็นจุดแข็ง ยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย ที่ต้องการสร้างสรรค์การเมืองที่บริสุทธิ์ แต่การประกาศว่า ไม่มีหัวคะแนน อาจจะล็อคคอตัวเองเอาไว้แน่นเกินไป ใครจะเป็นคนจัดการคะแนนในระดับพื้นที่ การจะหวังกระแสอย่างเดียวอาจไม่เดินไปถึงเป้าหมาย แม้กระแสจะดี แต่จะทำอย่างไรให้กระแสแปรเปลี่ยนเป็นคะแนน นี้คือ โจทย์ยากของน้ำ และทีมยุทธศาสตร์

น้ำอาจจะกุมคะแนนเสียงคนระดับกลาง-บน คนในเมืองเอาไว้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ถามว่า ระดับกลาง-บน เป็นคนกี่เปอร์เซ็นต์ของประชากรจังหวัด อาจจะไม่ถึง 20% ด้วยซ้ำ จุดอ่อนอีกอย่างของทีมน้ำ คือการปราศรัยบนเวทีแล้ว ใช้คำหยาบ ด่าทอคู่แข่ง ซึ่งเป็นการเมืองแบบเก่า ที่ขัดกับบุคคลิกของน้ำที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามาเพื่อสร้างการเมืองใหม่ แต่สุดท้ายทีมงานก็ยังไม่เข้าใจในเจตนารมย์ ปล่อยมุกบนเวทีด้วยคำหยาบ ด่าทอด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมที่คนนครฯไม่ชอบ

ถามว่ากระแสเปลี่ยนมีไหม ตอบได้ว่า มี และแรงด้วย แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ภูมิทัศน์ทางการเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงและเร็ว ส่วนหนึ่งภูมิใจไทยได้เข้ามาร่วมสร้างภูมิทัศน์ใหม่ให้กับเมืองคอนในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เงินสะพัดไปทุกหย่อมหญ้า เงินไม่มาก้าวขาออกจากบ้านไม่เป็น

ชาวบ้านระดับรากหญ้านั่งรออยู่ว่า เมื่อไหร่เงินจะมา ต้องการเปลี่ยนแต่เงินคือปัจจัยในการเปลี่ยน

สรุปรวมโค้งสุดท้ายนี้ ‘เจ้ต้อย-กนกพร เดชเดโช’ ยังเป็นต่อด้วยกระบวนการบริหารจัดการและปัจจัยที่พร้อมกว่า น้ำต้องเหนื่อยกับการเปลี่ยนกระแสให้เป็นคะแนน

ทีม ‘สุพิศ’ เร่งถอดบทเรียนก่อนเดินต่อ ‘นายกฯอบจ. สงขลา’ หลัง ปชป.เสียทีในสนามเลือกตั้ง ‘นายก อบจ.นครศรีฯ’

เป็นที่รับทราบกันแล้วสำหรับผลการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ผลปรากฏน้ำท่วมเมืองนครศรีฯ ‘น้ำ-วาริน ชิณวงศ์’ จากสายสีน้ำเงิน เอาชนะ ‘เจ้ต้อย-กนกพร เดชเดโช’ จากค่ายสีฟ้ากว่า 30000 คะแนน

สรุปนะครับ #ผลนับคะแนนเลือกตั้งนายกฯอบจ.นครศรี
-เบอร์ 2 328,823 (น้ำ)
-เบอร์ 1 294,835 (เจ้ต้อย)
-เบอร์ 4 31,586 (ชัย)
-เบอร์ 3 3,657 (อาญาสิทธิ์)

ต้องยอมรับความจริงว่า เจ้ต้อยถึงแม้จะแพ้การเลือกตั้ง แต่มีคะแนนมากกว่าการเลือกตั้งเมื่อ 20 ธันวาคม 2563 เพราะครั้งนั้น เจ้ต้อยได้มา 260000 กว่าคะแนน เพียงแต่ 300000 กว่าคะแนนที่เพิ่มขึ้นยังไม่อาจต้านกระแสแรงของน้ำได้

ความจริงประการหนึ่งที่ต้องยอมรับในวันที่น้ำเปิดตัว และไปยื่นใบสมัคร ยังมีคนนครศรีฯจำนวนมากถามกันว่า เบอร์ 2 คือใคร น้ำเป็นใคร ในขณะที่เจ้ต้อยคนรู้จักกันทั้งจังหวัด แต่ผ่านไปเพียงสองอาทิตย์คำถามว่า เบอร์ 2 คือใคร เริ่มไม่ได้ยินคำถามนี้ แต่กลับเริ่มมีกระแสเปลี่ยนเลือก 'น้ำเบอร์ 2' เหตุผลสำคัญของกระแสเปลี่ยนมาจากหลากหลายเหตุผล

พิจารณาประเด็นของน้ำก่อน ด้วยบุคลิกของสาวมั่น พูดจาฉะฉาน ปราศรัย หรือให้สัมภาษณ์ไม่ต้องดูโพย อันเป็นการสะท้อนว่า รู้จริง ทำการบ้านมาดี นโยบายที่เน้นไปทางเศรษฐกิจ มันตรงกับสภาวะปัจจุบันของคนไทย เมื่อบวกรวมกับทีมยุทธศาสตร์ผู้ช่ำชองการเลือกตั้ง ทีมสื่อที่ทำสื่อเสนอผ่านโซเชียลอย่างเป็นระบบ ส่งเข้าถึงห้องนอนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกช่วงวัย การปราศรัยของน้ำในช่วงโค้งท้าย ๆ สะท้อนความมั่นใจ ความเชื่อมั่นสูง อันเป็นภาวะผู้นำ

การประกาศเป็นยุทธศาสตร์ของน้ำ “ไม่ซื้อเสียง ไม่มีหัวคะแนน” ถือเป็นการสวนกระแสที่ท้าทายกับภูมิทัศน์การเมืองใหม่ จึงมีคำถามตามมาว่า ไม่ซื้อเสียง ไม่มีหัวคะแนนจะชนะอย่างไร จะเอาคะแนนมาจากไหน

ส่วนเจ้ต้อย ไม่ได้มีข้อด้อยอะไรมาก เพียงแต่โดนหนักประเด็นลาออกแล้วมาสมัครใหม่ ทำให้ต้องเสียงบจัดการเลือกตั้งสองครั้ง 100 กว่าล้าน กับเรื่องการไปเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน(ถนน)มากไป กับการเป็นบ้านใหญ่ การเมืองครอบครัว

แต่ประเด็นที่เจ้ต้อยโดนหนักไปตกอยู่กับ 'แทน-ชัยชนะ เดชเดโช' สส.นครศรีฯ (ลูกชาย) รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบารมีล้นเมืองคอน การนำพาพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์ (ลูกสาวทักษิณ ชินวัตร) ที่คนใต้ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย การด้อยค่า ม.ทักษิณ รวมถึงประเด็นเนรคุณ ที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันมากในช่วงท้ายของการหาเสียง อันเกิดจากแทนไปพาดพิงถึงสองพี่น้องตระกูลยุติธรรมว่า สอบตกทั้งคู่ 

ประกอบกับคนไม่เอาประชาธิปัตย์ ไม่ชอบแทน มาร่วมกันรุมช่วยน้ำไม่ว่าจะเป็นเทพไท เสนพงศ์ (คึก) พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล (ปุ้ย) เมื่อบวกรวมกับผู้แพ้ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นอนันต์ ทองอุ่น, อำนวย ยุติธรรม, สนั่น พิบูลย์ เป็นต้น ล้วนสร้างแรงบวกให้น้ำทั้งนั้น เมื่อสื่อโซเชียลมาช่วยเสริมจึงทำให้น้ำเป็นฝ่ายกำชัยในที่สุด

แต่ที่น่าสนใจคือแรงกระเพื่อมหลังจากนี้ ทั้งแรงกระเพื่อมในจังหวัด และแรงกระเพื่อมไปยังจังหวัดข้างเคียง แรงกระเพื่อมในจังหวัดต้องรอดูการเลือกตั้ง สส.ในสมัยหน้า เพราะการเลือกตั้งนายกฯอบจ.ประชาชนได้สอนบทเรียนให้ประชาธิปัตย์อย่างเจ็บปวดแล้ว จะแลนด์สไลด์ไปถึงเลือก สส.ด้วยหรือไม่

มีการกล่าวถึงนครโมเดล จะมีการเปรียบเทียบไปถึงสงขลา จะเอานครโมเดลไปใช้ที่สงขลาได้หรือไม่ สงขลาแน่ชัดแล้วว่า ไพเจน มากสุวรรณ์ นายกฯอบจ.คนปัจจุบัน อำลาเวที ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลาออกจากราชการเปิดตัวลงชิงนายกฯอบจ.สงขลา ภายใต้การสนับสนุนของ ‘นายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง’ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รมช.สาธารณสุข และนิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย ด้วยเห็นความมุ่งมั่น ตั้งใจของสุพิศที่อาสาเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เมืองสงขลา ด้วยความพร้อมทั้งครอบครัว และธุรกิจ ประสบการณ์

ส่วนคู่แข่งของสุพิศ ที่ชัดเจนแล้ว มีเพียง ‘นิรันดร์ จินดานาค’ จากพรรคประชาชน ในทางการเมืองสำหรับสงขลาแล้ว นิรันดร์ ยังไม่เท่าไหร่ อยู่ที่การสร้างนโยบาย สร้างกระแส และทีมงานพรรคประชาชนว่าจะช่วยได้แค่ไหน ส่วนคนอื่นๆยังไม่ชัดว่าจะมีใครลงแข่งบ้าง ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคอื่นก็ยังไม่เห็นขยับชัด

การจะเอานครโมเดลมาใช้กับสงขลาจึงน่าจะยังยากอยู่ เพราะผู้สนับสนุนหลักของสุพิศ ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับการแพ้-ชนะ ไม่ใช่คนในครอบครัวเดียวกับ การที่จะมีใครสักคนลุกขึ้นมาประกาศเป็นยุทธศาสตร์ 'ไม่ซื้อเสียง-ไม่มีหัวแนน' ตามนครโมเดล สำหรับสงขลาคงจะยาก เว้นเสียแต่ว่า พรรคภูมิใจไทย ไปเฟ้นหาคนใหม่ ใส ๆ มาแบบน้ำ และหาทีมบริหารดี ๆ เข้ามา สร้างนโยบายที่โดดเด่น แตกต่าง 

วันนี้สำหรับขั้วประชาธิปัตย์ ที่หันไปสนับสนุนสุพิศ คงต้องนำบทเรียนจากนครศรีฯมาทบทวน และหาข้อสรุป เพื่อกำหนดเป็นแนวทาง ถึงจะเห็น 'ชัย' ของ 'สุพิศ' เงินไม่ใช่ตัวกำหนดชัยชนะ 

‘นครโมเดล’ สะเทือน!! ถึง ‘สงขลา’ ถ้า ‘ไพเจน’ ปักหลักสู้!! ‘สุพิศ’ ก็เหนื่อย

(30 พ.ย. 67) พลันเมื่อ ‘ไพเจน มากสุวรรณ์’ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) ถอนตัวไม่ลงรักษาแชมป์ ชื่อของ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ที่ลาออกจากราชการ มาอาสาเปลี่ยนแปลงเมืองสงขลาก็โดดเด่นอยู่คนเดียว

‘สุพิศ’ มีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะเข้ามาขอทำงานเปลี่ยนแปลงเมืองสงขลา ด้วยยแนวคิด ‘สงขลาเมืองสะอาด’ อันสะท้อนให้เห็นว่า สงขลายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่จะต้องปัดกวาดแก้ไข และมองเห็นปัญหาบ้านเกิดอีกหลายอย่างถึงยอมเสียสละหน้าที่ราชการในระดับอธิบดีที่ไม่ใช่จะเป็นกันง่ายๆ

เมื่อไพเจนถอนตัว เส้นทางนายกฯอบจ.สงขลาของสุพิศก็คล่องขึ้น หายใจสะดวกขึ้น ถ้าสุพิศปักหลักสู้ สุพิศก็จะเหนื่อย เพราะ 4 ปีของไพเจนบนตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา แน่นอนว่า คนสงขลาจะต้องมองเห็นผลงานมากกว่าของสุพิศ

แต่แม้นสุพิศ พิทักษ์ธรรม จากทีมสงขลาพลังใหม่ จะยืนโดดเด่นอยู่คนเดียวก็ยังจะประมาทไม่ได้ ยังมีนิรันดร์ จินดานาค จากพรรคประชาชน ที่พรรคใช้ความพยายามอย่างแรงกล้าในการขอแจ้งเกิดในสนามท้องถิ่น แต่ยังไม่เคยสำเร็จ และไม่ควรลืมว่า สงขลาคือบ้านเกิดของ ‘ชัยธวัช ตุลาธน’ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ต้นธารของพรรคประชาชน และยังมีน.ส.อภิญญา ยอดแก้ว ผู้สมัคอิสระ ที่เปิดตัวเสนอเป็นนายกอบจ.หญิงคนแรกของ จ.สงขลา ก็จะมาร่วมแบ่งคะแนนในรอบนี้ด้วย

แต่นั้นยังไม่น่าประหวั่นพลั่นพรึงเท่ากับการปรากฏชื่อ ‘ถาวร เสนเนียม’ จะร่วมลงชิงกับเขาด้วย เพราะไม่ควรลืมว่า ถาวร คืออดีต สส.สงขลาหลายสมัย อดีตอัยการที่คนสงขลารู้จัก แถมยังผ่านงานบริหารราชการแผ่นดินมาแล้วถึงสองกระทรวง รมช.มหาดไทย และ รมช.คมนาคม มีประสบการณ์ และคุณสมบัติพร้อม

แม้ถาวรจะยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงสมัคร เพราะยังมีข้อกังวลเรื่องคดีที่รอศาลฏีกาตัดสิน ถาวรเกรงว่า ถ้าลงสมัครแล้วได้รับเลือกตั้ง แต่อีก 1 ปีต่อมาศาลฏีกาตัดสินออกมาเป็นลบ อบจ.สงขลาก็ต้องสูญเสียงบร่วม 100 ล้าน เพื่อจัดเลือกตั้งใหม่

แต่พลันที่มีชื่อถาวรปรากฏผ่านสื่อโซเชี่ยล ข่าวถูกแชร์ไปทั่ว เพียงวันเดียวก็สร้างความฮือฮาไปทั่ว ร้านน้ำชากาแฟต่างกล่าวขานถึงในเชิงสนับสนุน-เหมาะสม สมน้ำสมเนื้อกับสุพิศ ‘ถาวร’ ขอเวลา 4-5 วันในการประเมินคดี ประชุมร่วมกับทนายความเพื่อประเมินว่าคดีจะออกมาทางบวก หรือทางลบ แล้วจะตัดสินใจ แล้วจะแถลงข่าวให้ทราบโดยทั่วกัน เพียงแต่ถาวรอาจถูกตั้งคำถามเรื่องอายุ แต่ในทางการเมืองอายุเป็นเพียงตัวเลข โดนัล ทรัมป์ อายุเท่าไหร่แล้ว โจ ใบเด็น อายุเท่าไหร่กว่าจะหยุด

ที่ต้องประหวั่นพลั่นถึงถ้าถาวรลงสมัคร เพราะถาวรไม่ได้ไปคนเดียว เขามีองคาพยพมากมายในการจัดทัพกับช่วงเวลาสั้นๆ และอาจจะมีพรรครวมไทยสร้างชาติที่เขาสังกัดอยู่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และมีพรรคภูมิใจไทย ที่มีพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นแม่ทัพภาคใต้อยู่ และ ดร.นที รัชกิจประการ ภรรยา ก็จะพ้นโทษออกจากคุกในวันที่ 8 ธันวาคมนี้แล้ว ก็จะมาเป็นมือเป็นไม้ได้เป็นอย่างดี

สรุปความง่ายๆ ว่า ถ้าถาวรลงสมัคร ก็จะเป็นคู่ชิงของสุพิศที่สนุก เพราะเป็นสนามของคนรู้ใจ รู้เกมกันอยู่ แต่ถ้าถาวรไม่ลงสุพิศก็จะลอยลำ แต่ทำอย่างไรให้สุพิศ สลัดพรรคประชาธิปัตย์ให้พ้นตัว เดินออกห่างจากคนที่คนสงขลา และคนใต้ไม่ชอบให้ดี เพราะจะเป็นตัวถ่วงคะแนนในสถานการณ์ประชาธิปัตย์ขาลง อ่อนแอ

ประชาธิปัตย์อ่อนแอจนนำพาให้ ‘เจ้ต้อย-กนกพร เดชเดโช’ พ่ายแพ้ในสนาม อบจ.นครศรีฯ เปิดทางให้ ‘น้ำ-วาริน ชิณวงศ์’ เข้ามาสร้าง ‘นครโมเดล’ ได้สำเร็จ

นครโมเดล
-ไม่ซื้อเสียง
-ไม่มีหัวคะแนน
-ไม่ฮั้วประมูล
-ไม่โกงกิน
-ไม่รังแกคนอื่น
-ไม่ใช่บ้านใหญ่

นครโมเดลนอกจากการสร้างปรากฏการณ์เหล่านี้แล้ว ‘นครเข้มแข็ง’ ยังใช้สื่อโซเชี่ยลในการแนะนำตัว หาเสียงอย่างเป็นระบบ เนื้อหาที่โดนใจในอารมณ์คนนครฯ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับบุคลิกการเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของสาวมั่น จึงทำให้นครโมเดลสำเร็จ

ความพ่ายแพ้ของเจ้ต้อย ทำให้นครโมเดลถูกกล่าวขานถึง และสั่นสะเทือนไปถึงสงขลา นี้คือปรากฏการณ์ที่ ‘สุพิศ’ ต้องทบทวน และกำหนดทิศทางใหม่ให้ชัดเจน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top