Friday, 5 June 2026
กระทรวงแรงงาน

‘พงศ์กวิน’ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ช่วยขับเคลื่อนภารกิจ ร่วมฟื้นภาพ ‘กระทรวงแรงงาน’ สู่กระทรวงเศรษฐกิจ

(11 ก.ย. 68)  เวลา 13.30 น. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายจักรพงส์ สุเมธโชติเมธา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ ศาลพ่อปู่ชินพรหมมา เนื่องในโอกาสอำลาตำแหน่ง โดยมีนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ จากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ร่วมมอบดอกไม้เพื่อแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจ ณ บริเวณโถงด้านล่างกระทรวงแรงงาน

โอกาสนี้  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน  ได้กล่าวขอบคุณการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ได้ร่วมกับขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงแรงงานตามนโยบายที่ตนได้วางไว้   ตลอดช่วงระยะเวลา 2 เดือน 7 วัน ที่ผมได้มานั่งทํางาน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ ได้ผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ  ร่วมทั้งปรับแก้เชิงโครงของกระทรวงเพื่อให้ทันสมัย ทันโลก ทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อพี่น้องชาวแรงงานทุกท่าน เพื่อเป็นกำลังสำคัญต่อประเทศชาติเพื่อรองรับการลงทุนและการแข่งขันในเวทีนานาชาติต่อไปครับ 

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะ ได้พบปะพูดคุยด้วยความเป็นกันเองกับคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และสื่อมวลชน โดยบรรยากาศในการอำลาเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความผูกพัน

‘ตรีนุช’ เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก เร่งพัฒนาฝีมือแรงงาน-จัดการแรงงานต่างด้าวใน 120 วัน

'ตรีนุช' เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน

(26 ก.ย. 68) เวลา 09.09 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ และศาลพ่อปู่ชินพรหมมา  เนื่องในโอกาสรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนที่ 19 และถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โดยมี นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน  พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ กระทรวงแรงงาน

จากนั้น นางสาวตรีนุช ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความรู้สึก ว่า ในวันนี้รัฐบาลทำงานบนความท้าทาย ดังนั้น จะเร่งขับเคลื่อนในสิ่งที่เป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเร่งด่วน ตลอดจนเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานไทย การอัปสกิล รีสกิล ให้ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน ภายในช่วงเวลา 120 วัน เพื่อขับเคลื่อนให้เต็มความสามารถ รวมถึงสวัสดิการเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกันตน

หลังจากนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการแล้ว กระทรวงแรงงานจะนำเสนอแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทันที ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมและศึกษาข้อมูลทั้งหมดไว้แล้ว

‘กระทรวงแรงงาน’ ลงพื้นที่ น้ำท่วม!! นครสวรรค์ มอบถุงยังชีพ!! บริการแพทย์เคลื่อนที่ ช่วยเหลือ ปชช.

(11 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้นางสาวจีระภา บุญรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายยุทธนา บัวจุน ผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางาน นายชาติวุฒิ ทองกัน ผู้ตรวจราชการกรม กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางสาวสุนัน เพชรชู ผู้ตรวจราชการกรม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นางสาวปาริฉัตร จันทร์อำไพ ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม และหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ ให้กำลังใจ พร้อมมอบถุงยังชีพ ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ประกอบด้วย จุดพื้นที่น้ำท่วมหมู่ที่ 10 จำนวน 60 ครัวเรือน และในพื้นที่หมู่ที่ 12 ตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมือง จำนวน 30 ครัวเรือน 

นางสาวจีระภา บุญรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน ได้จัดเตรียมถุงยังชีพ ประกอบด้วย ข้าวสาร น้ำปลา น้ำมันพืช น้ำดื่ม ปลากระป๋อง มอบให้กับชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูง พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำยารักษาโรค มามอบให้กับชาวบ้านในครั้งนี้ด้วย

จากนั้น ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมกิจกรรมการให้บริการตามภารกิจของหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย การให้บริการทางการแพทย์เคลื่อนที่ของโรงพยาบาลร่มฉัตร จากสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครสวรรค์ และการให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย จากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 8 นครสวรรค์ โดยมีผู้มารับบริการ จำนวน 30 ราย

“ตรีนุช” หารือร่วมหอการค้าไทยฯ ลุยอัปสกิลทักษะแรงงานไทย รับโครงการคนละครึ่งพลัส พร้อมตั้ง "กรอ.แรงงาน”

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์  ปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะ ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อาคารกระทรวงแรงงาน


นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า ในวันนี้ได้ร่วมกันหาแนวทางความร่วมมือ UP-SKILL RE-SKILL ทักษะแรงงานไทย ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และยกระดับแรงงานไทย โดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอให้ กระทรวงแรงงาน ยกระดับทักษะแรงงานร่วมกับภาคเอกชน โดยจัดตั้งความร่วมมือรัฐ-เอกชน-สถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงความต้องการของอุตสาหกรรม โดยเน้นกลุ่มอาชีพที่ตลาดต้องการเร่งด่วน และขยายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (PAY BY SKILLS) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ครบตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ให้ครบ 280 สาขา จากที่ประกาศไว้ 129 สาขา และให้ความสำคัญกับการ UP-SKILL & RE-SKILL, MULTI-SKILL และ NEW SKILL เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (LABOR PRODUCTIVITY) สามารถลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน



นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า จากการประชุมวันนี้กระทรวงแรงงาน พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะ ซึ่งการ Up-Skill และ Re-Skill แรงงานสอดคล้องกับนโยบาย quick big win ของรัฐบาลในโครงการคนละครึ่งพลัส  และหลังจากนี้ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน)  เพื่อเป็นภาคีเครือข่ายและร่วมกัน ขับเคลื่อนส่งเสริมการแก้ไขปัญหาด้านแรงงานของประเทศในภาพรวม 

ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ตนยังได้เสนอให้ กระทรวงแรงงาน พิจารณาเรื่องการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อย่างเคร่งครัด ใช้กลไกคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) การพิจารณาปรับค่าจ้างแบบจำเพาะหรือเฉพาะกลุ่มอาชีพ อาทิ กิจการโรงแรมควรต้องมีการศึกษาความพร้อม และรับฟังในส่วนต่างจังหวัด ในส่วนของร่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ของพรรคประชาชน จำนวน 2 ฉบับ ได้เสนอว่าควรให้ภาคเอกชน สมาคมนายจ้าง ได้แสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เป็นธรรมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง รวมทั้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและภาพรวมเศรษฐกิจไทย  พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การวางหลักประกันในการนำเข้าแรงงานต่างด้าว โดยเสนอให้ทบทวนและกลับไปใช้กฎกระทรวงการขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และการกำหนดหลักประกันในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ

ตลอดจน เสนอให้จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน (OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกด้าน VISA & WORK PERMIT คนต่างด้าว (กลุ่ม SKILL LABOR & UN-SKILL LABOR)  และลดขั้นตอนแก่นักลงทุนต่างประเทศ และได้ขอขอบคุณกระทรวงแรงงาน ที่ให้ความร่วมมือในการจัด JOB Fair ในงาน Thailand-China Cooperation Expo 2025 ในช่วง 26-28 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนเข้าร่วม Job Fair ทั้งหมด 3,850 คน มีผู้ผ่านการสัมภาษณ์งานจริง 621 คน มีผู้เข้าสมัครผ่าน Platform job fair จำนวน 45,752 ครั้ง

‘ตรีนุช’ ย้ำ!! อาชีพไกด์ ห้าม!! ต่างด้าวทำ ต้องสงวนไว้ให้ ‘คนไทยเท่านั้น’ ฝ่าฝืน!! มีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท ส่งกลับประเทศ

(23 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงไฮซีซันด้านการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่นิยมเดินทางในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์หรือผ่านบริษัทนำเที่ยว ซึ่งส่งผลให้มีผู้ประกอบธุรกิจบางรายใช้บริการไกด์หรือมัคคุเทศก์ชาวต่างชาติที่ลักลอบประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการกระทำที่มีความผิดตามกฎหมาย เพราะอาชีพมัคคุเทศก์หรืองานจัดนำเที่ยว เป็นงานที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น และเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด ซึ่งระบุไว้ในบัญชีท้ายประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า รัฐบาล มีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ ซึ่งหากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเลือกจ้างไกด์ต่างชาติแทนคนไทย นอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายแล้วยังถือเป็นการแย่งอาชีพของคนไทยอีกด้วย เนื่องจาก งานมัคคุเทศก์ หรืองานจัดนำเที่ยว เป็นงานที่กฎหมายกำหนดไว้ในบัญชีที่ 1 ห้ามคนต่างด้าวทำเด็ดขาดในจำนวน 27 งาน เพราะเป็นอาชีพสงวนของไทย คนต่างด้าวจึงไม่สามารถขอใบอนุญาตทำงานต่อนายทะเบียนเพื่อทำงานดังกล่าวได้ รวมทั้งหากได้รับใบอนุญาตทำงานแล้วแต่ภายหลังลักลอบทำงานมัคคุเทศก์ จะมีความผิดตามกฎหมาย

“คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ทำได้ มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และจะถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ ขณะที่นายจ้าง/สถานประกอบการที่รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ  จะมีความผิดเช่นเดียวกัน โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี” นางสาวตรีนุช  กล่าว

ผู้ที่พบเห็นการจ้างคนต่างชาติทำงานโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 02 354 1729 หรือที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

‘ตรีนุช’ สั่งการเข้ม!! เตรียมความพร้อมแรงงานไทยไปอิสราเอล หลังรับแจ้งความต้องการแรงงาน ภาคเกษตร - ก่อสร้าง - อุตสาหกรรม ในปี 2568 กว่า 20,000 อัตรา

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากนโยบายขยายตลาดแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศให้ได้มากกว่า 50,000 อัตราภายใน 4 เดือนภายใต้นโยบาย Quick Big Win เพื่อสร้างรายได้และโอกาสใหม่ให้คนไทย โดยเน้นการส่งเสริมตลาดแรงงานคุณภาพ การพัฒนาทักษะ Up-skill / Re-skill และการถ่ายทอดเทคโนโลยีกลับสู่ประเทศนั้น ในส่วนของประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นหนึ่งในสามประเทศที่มีแรงงานไทยไปทำงานเป็นจำนวนมาก ได้สั่งการให้กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน จัดทำแผนฝึกอบรมแรงงาน ปีงบประมาณพ.ศ.2569 (เดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2568) ในโครงการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยตามความต้องการของตลาดแรงงานไทยในอิสราเอล โดยจัดอบรมทั้งสิ้น 8 รุ่น จำนวนแรงงานเข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 1,650 คน ซึ่งทั้งหมดจะทยอยเดินทางไปยังประเทศอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 31ต.ค.2568 – 23 พ.ย.2568 นี้

รมว.แรงงาน กล่าวว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณพ.ศ. 2565 – 2569 ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 มีแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลทั้งหมด 41,440 คน แบ่งเป็นภาคเกษตร 32,490 คน ภาคก่อสร้าง 6,437 คน ภาคอุตสาหกรรม 556 คน ภาคบริการ 1,898 คน และอื่นๆ 59 คน โดยในปี 2568ได้รับแจ้งความต้องการแรงงานไทย ที่จัดส่งโดยกรมการจัดหางานตาม MOU เพื่อไปทำงานในภาคเกษตร 13,000 อัตรา และ แรงงานภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรม ซึ่งผ่านการรับรองจากสำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟแล้ว 10,191 คน

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า การอบรมแรงงานไทยก่อนเดินทางไปทำงานในอิสราเอล จะมีการอบรมทั้งภาษาฮิบบรู วัฒนธรรมของอิสราเอล สัญญาการให้บริการจัดหางาน และ สัญญาการจ้างงาน โดยในส่วนของแรงงานภาคเกษตร จะมีการให้ความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ สาธิตวิธีการฝึกปฏิบัติด้านการเกษตร การให้ความรู้เรื่องระบบการจัดการน้ำอัจฉริยะ ฯลฯ ทั้งนี้ได้กำชับให้สำนักงานแรงงานในประเทศอิสราเอลให้การดูแลแรงงานไทยที่ไปทำงานในรัฐอิสราเอลอย่างใกล้ชิด ทำงานเชิงรุกโดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาหรือมีการมาขอความช่วยเหลือก่อน แต่ควรจะเป็นหน้าที่ของสำนักงานแรงงานในต่างประเทศที่จะต้องทำงานร่วมกับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ของประเทศนั้นๆ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิและดูแลสวัสดิการของแรงงานไทยอย่างดีที่สุด

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เผยไตรมาส 2/68 ตลาดแรงงานไทยเสถียร การจ้างงานอยู่ในระดับสูง อัตราว่างงานต่ำ เดินหน้าพัฒนาทักษะ-คุ้มครองสิทธิแรงงานต่อเนื่อง

(7 พ.ย. 68) พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจแรงงานไตรมาส 2/2568 ซึ่งจัดทำโดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน พบว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีความมั่นคง โดยสะท้อนจากอัตราการมีงานทำที่อยู่ในระดับสูง และอัตราการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของการจ้างงาน  

สำหรับข้อมูลด้านกำลังแรงงานในไตรมาส 2/2568 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) จำนวน 59.43 ล้านคน โดยอยู่ในกำลังแรงงาน 40.11 ล้านคน และเป็นผู้มีงานทำ 39.51 ล้านคน ส่งผลให้อัตราการมีงานทำต่อประชากรอยู่ที่ร้อยละ 66.5 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.9 ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค 

ในส่วนของสถานการณ์การจ้างงานในระบบประกันสังคม ไตรมาส 2/2568 หรือ ผู้ประกันตนมาตรา 33 มีจำนวน 12,159,025 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 0.52 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.12 จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าการจ้างงานในระบบยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้านการว่างงานในระบบประกันสังคมมีจำนวน 241,809 คน ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมาร้อยละ -3.98 โดยในจำนวนนี้มีผู้ถูกเลิกจ้าง จำนวน 41,973 คน โดยอัตราการว่างงาน (ในระบบ) อยู่ที่ร้อยละ 1.95 และอัตราการเลิกจ้างอยู่ที่ร้อยละ 0.34  

ขณะที่ข้อมูลแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักร ณ เดือนกันยายน 2568 มีจำนวน 4,005,283 คน แม้จะลดลงเล็กน้อยจากช่วงก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 19.42 โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานชั่วคราวตามมาตรา 63/2 ซึ่งอยู่ในระบบและผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้อง  

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานยืนยันว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีเสถียรภาพ โดยภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ยังคงดี และกระทรวงแรงงาน จะเดินหน้าดำเนินมาตรการส่งเสริม การมีงานทำ การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การดูแลแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแรงงานไทยและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม  

“ตรีนุช” สั่ง กรมสวัสดิ์ฯ ออกประกาศให้ลูกจ้าง ที่ไม่สามารถทำงานได้จากเหตุน้ำท่วม หยุดงานได้ “โดยไม่ถือเป็นวันลา” พร้อมปล่อยกู้ซ่อมบ้าน-ฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด

เมื่อวานนี้ (12 พ.ย. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากน้ำไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคกลาง อาทิ อุทัยธานี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เป็นต้น ทำให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้าง และประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้างว่า ตนมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ว่าได้กำชับให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจข้อมูลสถานประกอบการ ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ และลงพื้นที่สนับสนุนความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบกับหน่วยงานในจังหวัดตามภารกิจกระทรวงแรงงาน เพื่อดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด

“ดิฉันมีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกท่านที่โรงงานถูกน้ำท่วม และได้กำชับให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้าง กรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลาและจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ พร้อมกำชับให้ส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน หรือ 5 เสือแรงงาน ในพื้นน้ำท่วมเฝ้าระวังสถานการณ์ และสนับสนุนความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือตามภารกิจกระทรวงแรงงานอย่างเต็มกำลัง” นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานออกหนังสือขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ กรณีที่ไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้ลูกจ้างสามารถเข้าทำงานได้อย่างปลอดภัยในสถานการณ์ดังกล่าวด้วย 

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายของที่อยู่อาศัยหรือการฟื้นฟูอาชีพภายหลังน้ำลดของลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อน จึงได้ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดทำโครงการเงินกู้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจได้รับความช่วยเหลือในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือฟื้นฟูอาชีพหลังประสบภัย โดยสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจในพื้นที่ประสบภัยหรือมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ประสบภัย ตามประกาศของจังหวัดที่กำหนดเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อให้บริการเงินกู้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ สูงสุดไม่เกินสหกรณ์ละ 20 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ระยะเวลาการส่งชำระคืนสูงสุดไม่เกิน 5 ปี

ทั้งนี้ หากลูกจ้าง นายจ้าง และประชาชนที่ประสบอุทกภัยได้รับความเดือดร้อน และต้องการขอรับความช่วยเหลือ สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ หรือสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506

‘ตรีนุช’ มอบ 5 เสือแรงงาน เร่งบูรณาการช่วยน้ำท่วมภาคใต้ จ่ายเยียวยา 50% พร้อมจ้างงานเร่งด่วน ตั้งศูนย์ซ่อม–ฝึกอาชีพเสริมรายได้หลังน้ำลด ช่วยผู้ประสบภัยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

‘ตรีนุช’ สั่งศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงานติดตามความเสียหายจากอุทกภัย 24 ชั่วโมง บูรณาการ 5 เสือแรงงานทุกจังหวัดภาคใต้ มอบประกันสังคมเร่งจ่ายเงินเยียวยาว่างงานเหตุสุดวิสัยจากภัยธรรมชาติ โดยลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างรายวัน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน พร้อมประสานโรงพยาบาลในเครือข่ายเพื่อให้การรักษาผู้ประกันตนที่บาดเจ็บจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการของกระทรวงแรงงานในสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ขณะนี้ ว่า ได้สั่งการให้ 5 เสือแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดบูรณาการงานร่วมกัน ผ่านศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงาน ติดตามความเสียหายและผลกระทบตลอด 24 ชั่วโมง ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับรายงานล่าสุด คือ มีจังหวัดในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด ในจำนวนนี้มี 10 จังหวัดที่ยังคงอยู่ในสถานการณ์ของฝนตกหนักและระดับน้ำยังเพิ่มขึ้น ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ประชุมติดตามสถานการณ์และดำเนินการตามแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยของศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงาน พร้อมสำรวจความเสียหาย และความต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวมถึงขอรับการสนับสนุนกิจกรรมจ้างงานเร่งด่วน

ในส่วนของกรมการจัดหางานให้เตรียมพร้อมในการสนับสนุนการจัดหางานในตำแหน่งที่ว่างหลังน้ำลด ในกรณีที่ไม่สามารถกลับเข้าไปทำงานในสถานประกอบการได้ รวมถึงให้สนับสนุนการรับงานไปทำที่บ้านเพื่อทดแทนการขาดรายได้อย่างเร่งด่วนที่สุด

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้เตรียมจัดตั้งศูนย์บริการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า พาหนะและเครื่องจักรกลทางการเกษตร รวมถึงเตรียมพร้อมฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเสริมรายได้หลังน้ำลด 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้สำรวจความเสียหายสถานประกอบการ ลูกจ้างที่ประสบภัย ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการกู้เงินกองทุนความปลอดภัยฯ ช่วยเหลือด้านการคุ้มครองสิทธิที่พึงได้ตามกฎหมายแรงงาน 

ส่วนสำนักงานประกันสังคมให้เร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ประกันตนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย จากภัยธรรมชาติ โดยลูกจ้างได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างรายวัน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน พร้อมจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้นายจ้างและให้บริการสิทธิประโยชน์ต่างๆแก่ผู้ประกันตน รวมทั้งประสานโรงพยาบาลในเครือข่ายเพื่อให้การรักษาผู้ประกันตนที่บาดเจ็บจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่
 

กระทรวงแรงงานแจกจ่ายอาหาร ช่วยเหลือผู้ประสบภัยหาดใหญ่ พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

(30 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน และประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ถนนประชามุสลิม ตำบลคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้พบปะพูดคุยสอบถามความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ก่อนจะเดินทางต่อไปยัง สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดทำอาหารให้ผู้ประสบภัย โดยกระทรวงแรงงานได้จัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็น “โรงครัวกระทรวงแรงงาน” เพื่อประกอบอาหารและนำส่งให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันในวันนี้ เวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะนำคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ลงพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อรับทราบสถานการณ์น้ำท่วมและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ก่อนออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาคใต้อย่างเร่งด่วนต่อไป ด้วยเช่นกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top