Friday, 5 June 2026
กระทรวงแรงงาน

เลขาอารีฯ พบเครือข่าย จป.ภาคใต้ รวมพลังสร้างความปลอดภัย ลดการประสบอันตรายในการทำงาน 

เมื่อวานนี้ (8 พ.ย.67) เวลา 15.00 น.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีปิดโครงการรวมพลังเครือข่าย เสริมสร้างศักยภาพให้ จป.กิจกรรม 'เครือข่าย จป. รวมใจ สร้างความปลอดภัย (วัน จป.)' โดยมี ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลออดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หัวหน้าศูนย์ส่งเสริมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยภูมิภาค (ภาคใต้) หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดสงขลา ประธานชมรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานภาคใต้ (ตอนล่าง)

นายกสมาคมความปลอดภัยภาคใต้ คณะกรรมการชมรมฯ คณะกรรมการสมาคมฯ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ร่วมให้การต้อนรับ ณ โรงแรมเซาท์เทอร์นแอร์พอร์ท อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

นายอารี กล่าวว่า ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีปิดกิจกรรม 'เครือข่าย จป. รวมใจ สร้างความปลอดภัย (วัน จป.)' ภายใต้โครงการรวมพลังเครือข่าย เสริมสร้างศักยภาพให้ จป. ในวันนี้ ซึ่งจากการกล่าวรายงานของผู้จัดกิจกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ได้เกิดขึ้นในสถานประกอบกิจการในประเทศไทย มาเป็นระยะเวลา 39 ปีแล้ว และถึงแม้ว่าจะมีบุคลากรผู้ดูแล รับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยในการทำงานโดยตรง แต่ต้องยอมรับว่าอุบัติเหตุก็ยังเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน 

ซึ่งสาเหตุหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุ เกิดจากระบบการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยที่ยังขาดประสิทธิภาพ บุคลากรขาดความรู้เกี่ยวกับมาตรการในการป้องกันแก้ไข การประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุ ดังนั้น การดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยของประเทศไทย (Safety Thailand) เป็นสิ่งสำคัญอันยิ่งใหญ่ของการพัฒนางานด้านความปลอดภัยในการทำงานให้เกิดผลสำเร็จอย่างยั่งยืนการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีพฤติกรรมหรือจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในเชิงป้องกัน ให้ตระหนักรู้ถึงความปลอดภัยตลอดทุกการกระทำและทุกสภาพแวดล้อมที่ดำรงอยู่ เพื่อก่อให้เกิดความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของคนในชาติ อันเป็นกำลังสำคัญ สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนของประเทศ ซึ่งความสำเร็จนี้ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาครัฐ ภาคเอกชนอย่างจริงจัง

นายอารี กล่าวต่อว่า ผมขอขอบคุณ สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) ที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้นรวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสงขลา ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานเขต 9 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสงขลา ชมรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานภาคใต้ (ตอนล่าง) สมาคมความปลอดภัยภาคใต้ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 12 สงขลา นายจ้าง ผู้บริหาร เจ้าของสถานประกอบกิจการ บุคลากรด้านความปลอดภัย เครือข่ายความปลอดภัย และผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมในครั้งนี้

รมว.แรงงาน 'พิพัฒน์' เป็นประธานพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกระทรวงแรงงาน ประจำปี 2567 ณ วัดชัยมงคล พระอารามหลวง จ.สงขลา 

(9 พ.ย.67) เวลา 10.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงแรงงาน ประจำปี 2567 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้ากระกฐินให้กระทรวงแรงงาน ตามที่ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดชัยมงคล พระอารามหลวง ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกทั้งเป็นการสนองสถาบันพระมหากษัตริย์ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและพระอารามหลวง พร้อมสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย

ในการนี้มี นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายวิทยา จันทน์เสนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดสงขลา ภาคเอกชน และพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดสงขลา เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน ทั้งนี้ ผู้มีจิตกุศลร่วมถวายจตุปัจจัย ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและบูรณะพระอาราม ทำบุญกฐินพระราชทานของกระทรวงแรงงาน ประจำปี 2567 รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 2,583,812 บาท นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยังได้มอบทุนการศึกษาให้กับผู้อำนวยการโรงเรียนในอุปถัมภ์ จำนวน 2 ทุนๆ ละ 10,000 บาท จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดชัยมงคล และโรงเรียนชัยมงคลวิทย์ รวมเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท 

สำหรับวัดชัยมงคล พระอารามหลวง ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2320 วัดมีพระบรมธาตุที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพบูชาของชาวจังหวัดสงขลา ซึ่งสร้างเมื่อใดไม่ทราบชัด เดิมวัดมีชื่อว่า วัดโคกเสม็ด เพราะตั้งอยู่บนเนินทรายที่มีต้นเสม็ดอยู่จำนวนมาก ในสมัยพระอาจารย์ศรีเป็นเจ้าอาวาส วัดชัยมงคลมีความเจริญรุ่งเรืองมาก และสมัยที่พระมหาแฉล้ม เขมปญฺโญ เป็นเจ้าอาวาส ได้ทำเรื่องเสนอคณะสงฆ์และบ้านเมืองเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสถาปนาวัดขึ้นเป็นพระอารามหลวง จนยกฐานะเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2528

ทั้งนี้ กฐินพระราชทาน เป็นกฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานผ้าของหลวงแก่ผู้กราบบังคมทูล ขอพระราชทานเพื่อไปถวายยังวัดหลวงต่างๆ นอกจากวัดสำคัญที่ทรงกำหนดไว้ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระองค์เอง หรือจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ หรือองคมนตรี หรือผู้ที่ทรงเห็นสมควรเป็นผู้แทนพระองค์ไปถวาย จึงเปิดโอกาสให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ตลอดจนคณะบุคคลหรือบุคลากรที่สมควรรับพระราชทานผ้ากฐินไปถวายได้ โดยกระทรวงแรงงานได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เนื่องจากเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชน ได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน เพื่อเป็นการอุปถัมภ์พระสงฆ์ที่จำพรรษาครบถ้วนไตรมาสให้ได้รับอานิสงส์ตามพระวินัย และเป็นทุนในการบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม โดยเป็นการรวมพลังแห่งความสามัคคี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจในการสร้างบุญกุศลสร้างความสุขของการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งเป็นการจรรโลงและส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มั่นคงดำรงอยู่เจริญวัฒนาสถาพรสืบไป

'พิพัฒน์' รมว.แรงงาน มอบที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ 'ธนัสถ์' เปิดประชุมนานาชาติ  APOSHO ครั้งที่ 38 หนุนความปลอดภัยอาชีวอนามัยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

(15 พ.ย. 67) เวลา 09.00 น.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการประชุมนานาชาติ Asia Pacific Occupational Safety & Health Organization (APOSHO) ครั้งที่ 38 โดยมี นายประสพชัย ยูวะเวส นายกสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) ในพระราชูปถัมภ์ กล่าวรายงาน ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์

นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า งานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของแรงงานและการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย โดยการประชุมนานาชาติ APOSHO ครั้งที่ 38 นี้ เป็นเวทีที่สำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานของภูมิภาคและประเทศไทย

นอกจากนี้ การประชุมครั้งนี้ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในการผลักดันนโยบายและแนวปฏิบัติที่ดี ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อประโยชน์ของลูกจ้างและนายจ้างในทุกภาคส่วน ด้วย

นายธนัสถ์ กล่าวต่อว่า ขอขอบคุณคณะผู้จัดงาน และผู้แทนจากทุกประเทศที่ได้มีส่วนร่วมในการประชุมครั้งนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลการประชุมครั้งนี้ จะนำมาซึ่งความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและแนวทางในการพัฒนาความปลอดภัยและอาชีวอนามัยที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง 2 องค์กร คือ สมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) ในพระราชูปถัมภ์ฯ และสมาคมอาชีวอนามัย และความปลอดภัย โดยในปี 2567 ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมประจำปีขององค์กร APOSHO เป็นครั้งที่ 3 เพื่อแลกเปลี่ยนและนำเสนอข้อมูลทางวิชาการด้านความปลอดภัย เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนางานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย ให้กับแรงงานมีความปลอดภัยในการทำงาน 

10 หน่วยงาน เปิดปฏิบัติการกลางทะเล เข้มปัญหาแรงงานต่างด้าว ป้องกันการค้ามนุษย์ด้านประมง  

(19 ธ.ค. 67) พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี บูรณาร่วมกับกระทรวงแรงงาน, ศรชล.จ.ชลบุรี, กรมประมง, กรมเจ้าท่า, อีเอสไอ, หน่วยปราบปรามประมงทะเล, ตำรวจน้ำ กว่า 30 นาย ร่วมกันจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว และการค้ามนุษย์ด้านประมง และประชาสัมพันธ์ ณ อ่าวทะเลใกล้กับเคียงท่าเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

โดยปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำเรือยนต์ขนาดใหญ่ ออกลาดตระเวน ก่อนจะเทียบข้างเรือประมงที่กำลังลอยลำอยู่กลางทะเล จากการตรวจสอบส่วนใหญ่เป็นเรือประมง จำนวน 7 ลำ พบคนต่างด้าว จำนวน 115 คน ตรวจสอบทั้งหมดมีเอกสารพาสปอร์ต และใบอนุญาตทำงานถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่พบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ฝากประชาสัมพันธ์ให้นายจ้างกลุ่มเรือประมงในน่านน้ำไทย หากต้องรับแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน ควรจัดให้มีการยื่นขอเอกสาร และขอใบอนุญาตให้ครบถ้วนตามที่ภาครัฐ ได้ตั้งระเบียบเอาไว้ พร้อมทั้งสั่งห้ามรับบุคคลต่างด้าวลักลอบเข้ามาทำงานแบบเถื่อนๆ เป็นอันขาด หากตรวจพบทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฏหมายอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีข้อยกเว้น

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

เปิดประวัติ ‘พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ’ หรือ โฟม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนใหม่ ที่ไม่ได้มีดีแค่เป็นหลานชาย ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ เท่านั้น

ภายหลังจากได้เห็นโฉมหน้า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ในรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือ นายกฯ อิ๊งค์ 1/2  ซึ่งมีทั้งรัฐมนตรีหน้าเก่าและหน้าใหม่ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหนึ่งในรัฐมนตรีหน้าใหม่ที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก นั่นก็คือ นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 

ที่ผ่านมามีชาวเน็ตจำนวนมาก รวมถึงเพจดังอย่าง CSI LA ได้ตั้งคำถามว่า เหตุใด พงศ์กวิน จึงได้นั่งตำแหน่งนี้ นั่นอาจเป็นเพราะนอกจากจะเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ และอยู่ในตำแหน่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญแล้ว การที่มีนามสกุล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เป็นที่น่าจับตามองมากขึ้นไปอีก เพราะเป็นหลานชายของ ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม อีกทั้งยังเป็นลูกพี่ลูกน้องกับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ความรู้ความสามารถ ให้ลึกถึงรายละเอียดจะพบว่า พงศ์กวิน นั้นมีความรู้เต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ในระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา จากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จาก คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต

ไม่เพียงเท่านั้นก่อนเข้าสู่ถนนสายการเมือง พงศ์กวิน ผ่านทั้งงานด้านการบริหารธุรกิจมาแล้ว ในตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการบริษัท อาทิ บริษัท จีเดค จำกัด บริษัท ไออีซี กรีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด บริษัท ไออีซี บิซิเนส พาร์ทเนอร์ส จำกัดและบริษัท ไออีซี สระแก้ว 1 จำกัด

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากบทบาทนักธุรกิจ จึงได้ตัดสินใจเข้ามาทำงานด้านงานการเมืองของ ตามรอย ‘สุริยะ’ ผู้เป็นอา โดยเริ่มต้นด้วยการเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ เมื่อ พ.ศ. 2561 ก่อนที่ในปีถัดมาในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 ได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคพลังประชารัฐ และได้รับเลือกตั้ง 

ตลอดระยะเวลา 4 ปี ในบทบาท สส. ต้องยอมรับว่า พงศ์กวิน เป็น สส.ที่มุ่งมั่นในบทบาทที่ตนเองดูแล มีความตั้งใจ ขยันทำงาน โดยเฉพาะงานฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นทั้งวิปรัฐบาล, รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกีฬา สภาผู้แทนราษฎร เรียกได้ว่าติดอันดับ ‘ตัวท็อป’ ที่มาประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไปทุกแมตช์ ยกมือแทบจะทุกรอบ ไม่เคยพลาด จนคำว่า ‘ดาวรุ่ง’ ในเชิงของ สส.ภาพลักษณ์ดี ติดอยู่ในสายตาบรรดาคนการเมือง

แม้ว่าในการเลือกตั้งปี 2566 ในสีเสื้อพรรคเพื่อไทย จะไม่ได้รับการเลือกตั้ง เพราะอยู่ในลำดับที่ 93  แต่ต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้กับสุริยะผู้เป็นอา และล่าสุด พงศ์กวิน ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในรัฐบาลนายกแพทองธาร ชินวัตร แทน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่ลาออกตามมติพรรคภูมิใจไทยไปก่อนหน้า

ถึงชั่วโมงนี้ หลายคนโดยเฉพาะชาวเน็ต ยังคงมีข้อกังขาว่า การได้นั่งในตำแหน่ง รมว.แรงงาน ของ พงศ์กวิน ในครั้งนี้ หลักๆ คงโฟกัสไปที่การมีนามสกุลดังอย่าง ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ และก็คงห้ามความคิดใครไม่ได้ด้วย แต่หากมองด้วยใจเป็นกลาง โดยปราศจากอคติ ก็ควรเปิดโอกาสและให้เวลากับ รัฐมนตรีใหม่ป้ายแดง อย่าง พงศ์กวิน ได้พิสูจน์ฝีมือสร้างผลงาน ทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งอาจจะทำได้ดีกว่า คนที่เคยนั่งเก้าอี้ตัวนี้ก็ได้

‘พงศ์กวิน’ ชี้แจงปมเด้งฟ้าผ่า ‘ปลัดแรงงาน’ เข้ากรุ ชี้โยกย้ายเพื่อความโปร่งใส คดีซื้อตึก Skyy9

‘พงศ์กวิน’ ปัดตอบ ปมปลัดแรงงานย้ายนั่งผู้ตรวจฯ ถาวร ชี้โยกย้ายเพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบ เป็นมาตรการปกติ-ยังไม่ชี้ชัดคนทำผิด

เมื่อเวลา 09.15 น. (6 ส.ค.68) ที่กระทรวงแรงงาน นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า แผนการดำเนินงานของตนมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งแผนงานในระยะสั้นของตนคือจะต้องทำให้เกิดความโปร่งใสขึ้นภายในกระทรวงแรงงาน ช่วงที่เกิดกรณีการเข้าซื้อตึก Skyy9 ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ที่สูงเกินกว่าราคาจริง เป็นช่วงที่ท่านปลัดกระทรวงเป็นเลขาธิการ สปส.

“ผมมองว่าเนื่องจากขณะนี้ท่านปลัดเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน มีอำนาจสั่งการภายในกระทรวงแรงงานทั้งหมด จึงจำเป็นที่จะต้องมีการโยกย้ายเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเกิดความยุติธรรมในการตรวจสอบ” นายพงศ์กวินกล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีตึก Skyy9 เริ่มดำเนินการแล้วและมีการสรุปผลการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วหรือยัง นายพงศ์กวินกล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มประชุมนัดแรก ก่อนหน้านี้มีการเริ่มนัดประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เกิดเหตุขัดข้องเล็กน้อย ทำให้เลื่อนการประชุมออกไป จึงยังไม่ได้มีการตรวจสอบ

เมื่อถามว่า จากข้อมูลปลัดกระทรวงมีความผิดหรือไม่ นายพงศ์กวินกล่าวว่า การโยกย้ายผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ถือเป็นเรื่องปกติของการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้มีการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพยานหลักฐาน จึงถือเป็นมาตรการปกติ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีการชี้ชัดว่าผู้ใดมีความผิดแล้วหรือยัง

เมื่อถามว่า การโยกย้ายปลัดกระทรวงเป็นการย้ายตำแหน่งชั่วคราวหรือถาวร และหากตรวจพบว่าไม่มีความผิด สามารถโยกย้ายกลับมาตำแหน่งเดิมได้หรือไม่ นายพงศ์กวินกล่าวว่า พอดีตนมีประชุมต่อ ขอบคุณครับ และเดินหนีจากสื่อมวลชนไป

‘พงศ์กวิน’ รับฟังข้อเสนอจากกลุ่มไรเดอร์-วินมอเตอร์ไซค์ พร้อมเดินหน้าแก้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ

เมื่อวานนี้ (15 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะผู้บริหาร รับฟังข้อเสนอจากกลุ่มแรงงานนอกระบบ ทั้งไรเดอร์ วินมอเตอร์ไซค์ และตัวแทนองค์กรแรงงาน ที่เข้าพบเพื่อสะท้อนปัญหาสภาพการทำงาน รวมถึงหารือร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. ... ณ กระทรวงแรงงาน

นายพงศ์กวิน เปิดเผยว่า ปัญหาหลักของไรเดอร์คือค่ารอบวิ่งที่ตกต่ำ ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการคุ้มครองทางกฎหมาย โดยการร่าง พ.ร.บ.แรงงานอิสระ ได้เปิดให้ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่กังวลต่อผลกระทบเข้ามาแสดงความคิดเห็น กระทรวงฯ จึงทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย

ทั้งนี้ เดิมร่างกฎหมายกำหนดให้แรงงานอิสระทุกคนต้องเข้าร่วม แต่รัฐมนตรีเสนอให้ปรับแก้เป็น 'สมัครใจ' เพื่อไม่เป็นการบังคับ และตั้งกรอบเวลาในการปรับปรุงร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาคม ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป

รัฐมนตรีแรงงานย้ำว่า กระทรวงให้ความสำคัญต่อการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม โดยจะเร่งผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ครอบคลุมเรื่องสภาพการจ้าง การทำงาน และความปลอดภัย เพื่อเป็นหลักประกันให้แรงงานอิสระได้รับความคุ้มครอง พร้อมยืนยันว่าจะปรับแก้ร่างกฎหมายให้ตอบโจทย์ทุกฝ่ายมากที่สุด

‘พงศ์กวิน’ ชี้แจง!! ตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติ ต้อง ‘โปร่งใส – ตรวจสอบได้ – มีใบรับรองแพทย์’

(24 ส.ค. 68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึง กรณีการให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติของสถานพยาบาล โดยมีข้อสงสัยว่าอาจยังไม่ได้รับอนุญาตตามขั้นตอน ทำให้ประชาชนกังวลเรื่องความถูกต้องของใบรับรองแพทย์ และผลกระทบที่จะเกิดกับแรงงานและนายจ้าง ว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบโดยทันที 

โดยได้รับรายงานจาก นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ได้กำหนดให้คนต่างด้าวตรวจโรคต้องห้าม โดยคนต่างด้าวสามารถตรวจสุขภาพกับสถานพยาบาลของรัฐหรือเอกชนทุกแห่งที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล หากเป็นสถานพยาบาลเอกชนจะต้องผ่านการพิจารณาจากกรมการจัดหางานและต้องเชื่อมโยงข้อมูลผลการตรวจสุขภาพ รวมทั้งประกาศรายชื่อให้เป็นสถานพยาบาลที่ตรวจสุขภาพได้ โดยจะต้องผ่านหลักเกณฑ์ของคณะทำงานพิจารณาหลักเกณฑ์ ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมควบคุมโรค กรมการจัดหางาน ได้ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์ โดยกรมการจัดหางานได้ประกาศหลักเกณฑ์ของสถานพยาบาลเอกชนที่จะตรวจสุขภาพคนต่างด้าว เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 ดังนี้ 1) ต้องเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล 2) ต้องมีห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ตั้งอยู่ในสถานพยาบาล 3) ต้องมีห้องเอกซเรย์และเครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ที่ผ่านมาตรฐานและแจ้งครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งอยู่ในสถานพยาบาล 4) ต้องมีระบบที่มีมาตรฐานการจัดการความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ 5) สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผลการตรวจสุขภาพของคนต่างด้าวกับกรมการจัดหางาน ซึ่งปัจจุบันได้มีสถานพยาบาลที่มีคุณสมบัติครบถ้วน 75 แห่ง

นายจ้าง สถานประกอบการ สามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์กรมการจัดหางาน doe.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางานหรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

‘พงศ์กวิน’ ผลักดันโครงการ Learn to Earn ทำงานระหว่างเรียน 'สร้างรายได้–สกิล–ประสบการณ์'

เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดโครงการ 'Learn to Earn: เรียนรู้สู่รายได้ จบไปมีงานทำ' เพื่อส่งเสริมเยาวชนในระบบการศึกษาทำงานมีรายได้ระหว่างเรียน พร้อมเปิดเผยว่า เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงแรงงานในการแก้ปัญหาการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ และเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษาได้ทำงานจริงระหว่างเรียน

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กจบใหม่จำนวนมากประสบปัญหาการหางาน เพราะ ขาดประสบการณ์การทำงาน แม้จะมีความสามารถสูงในหลายด้าน เช่น ดิจิทัล กราฟิก การตลาด หรือการขาย แต่ยังไม่เคยมีโอกาสทำงานจริง โครงการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็น 'สะพานเชื่อม' ระหว่างการเรียนกับโลกการทำงาน ให้เยาวชนได้ค้นหาตัวเอง ได้รายได้เสริม และช่วยลดภาระครอบครัว โดยเยาวชน ที่เตรียมเป็นแรงงานรุ่นใหม่ในอนาคต จะได้ประโยชน์ครบทั้ง รายได้–สกิล–ประสบการณ์ ที่ตลาดแรงงานต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการฝึก hard skill จากงานจริง และ soft skill เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งเหล่านี้คือทักษะที่นายจ้างยุคใหม่ต้องการ

นาย พงศ์กวิน กล่าวย้ำว่า โครงการ Learn to Earn ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ถือเป็นการลงทุนระยะยาวกับแรงงานรุ่นใหม่ เพราะจะช่วยให้เยาวชนปรับตัวกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็จะได้บุคลากรที่พร้อมทำงานจริงโดยไม่ต้องเสียเวลาฝึกสอนเพิ่มเติม โครงการ Learn to Earn จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนบทบาทของกระทรวงแรงงานในการทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับแรงงานรุ่นใหม่ อันจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้สังคม และเศรษฐกิจไทย

“ผมอยากให้เยาวชน ใช้โอกาสนี้ค้นหาตัวเองให้เจอเร็ว ๆ และกล้าที่จะเรียนรู้จากของจริง กระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนเต็มที่ ทั้งในด้านโอกาสทำงาน การสร้างระบบที่เป็นธรรม และการผลักดันมาตรการคุ้มครองเยาวชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่เติบโตอย่างมั่นคงและเท่าเทียม” รมว.พงศ์กวิน กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 'Learn to Earn' ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเยาวชนในระบบการศึกษาให้มีรายได้ระหว่างเรียน และสร้างการรับรู้แก่นายจ้างสถานประกอบการให้เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้ทำงานในช่วงที่ว่างจากการเรียน เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และเรียนรู้โลกการทำงานควบคู่ไปกับการเรียน ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง ประกอบด้วย การสัมภาษณ์พิเศษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพูดคุยถึงการสร้างโอกาสในการทำงานสำหรับนักเรียนนักศึกษา การเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการจ้างงานในสายอาชีพต่าง ๆ จากนายจ้างและสถานศึกษา ซึ่งจะช่วยให้หลักสูตรการเรียนการสอนสอดคล้องกับตลาดแรงงาน และช่วยให้นักเรียนนักศึกษาเตรียมพร้อมก่อนการทำงาน ซึ่งมีสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่

1. มหาวิทยาลัยศรีปทุม
2. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
3. มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
4. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
5. สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์
6. มหาวิทยาลัยศิลปากร
7. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
8. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
9. มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
10.มหาวิทยาลัยมหิดล
11. มหาวิทยาลัยสยาม
12.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
13.มทร.ตะวันออก
14.มรภ.สวนสุนันทา
15.มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต
16.วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) และโรงเรียนที่เข้าร่วม ดังนี้ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพาณิชยการจำนงค์ รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา รร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากุนนที สถาบันการสร้างชาติ นอกจากนี้ยังสถานประกอบการร่วมจำลองการทำงาน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพีแอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ต้องการจ้างงานนักเรียนนักศึกษาในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงที่ว่างจากการเรียน โดยกิจกรรมนี้จะช่วยให้นักเรียนนักศึกษาได้ทดลองทำงานจริงเพื่อสร้างประสบการณ์

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการหางานทำสามารถใช้บริการที่เว็บไซต์ 'ไทยมีงานทำ.doe.go.th' หรือแอปพลิเคชัน 'ไทยมีงานทำ' โดยคนหางานสามารถค้นหาข้อมูลตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด ในตำแหน่งงานตามพื้นที่ และ ภูมิลำเนา รวมถึงจับคู่ตำแหน่งงานจากความรู้ ความสามารถ และทักษะที่มีอยู่ ส่วนนายจ้าง สถานประกอบการ ที่ต้องการเพิ่มช่องทางรับสมัครงาน สามารถลงทะเบียนนายจ้าง เพื่อประกาศตำแหน่งงาน และคัดลอกรายชื่อผู้หางาน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

‘เยาวชนไทย’ โชว์ศักยภาพ!! คว้า 5 ทอง รวม 22 รางวัล ติด TOP 3 อาเซียน ในเวที WorldSkills ASEAN Manila 2025

(6 ก.ย. 68) นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า การแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 14 เพิ่งผ่านพ้นไป เยาวชนไทยทำผลงานได้ดี คว้ามาได้ 5 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง และ 10 เหรียญฝีมือยอดเยี่ยม ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดพิธีมอบรางวัลเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจากนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานมอบรางวัล และเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 68 ทาง WorldSkills ASEAN Manila 2025 ได้ประกาศผลคะแนนรวมประเทศ (CIS) อย่างเป็นทางการ ซึ่งประเทศไทยสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คว้าอันดับ 3 ของภูมิภาคอาเซียน ด้วยคะแนนรวม 706.97 รองจากมาเลเซีย (714.62 คะแนน) และอินโดนีเซีย (711.03 คะแนน) การแข่งขันในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับทักษะฝีมือแรงงานของเยาวชนอาเซียนให้ก้าวทันความต้องการของตลาดแรงงานในยุคใหม่ ซึ่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า "เยาวชนไทยมีทักษะ และศักยภาพในทุก ๆ ด้าน“ ทำให้ผลงานออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

นายเดชา กล่าวต่อไปว่า การคว้าอันดับ 3 ในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย เนื่องจากการแข่งขันมีความเข้มข้นสูง และเยาวชนไทยมีมาตรฐานทักษะฝีมือในระดับอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพแรงงานไทยที่พร้อมพัฒนาและแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยผลคะแนนรวมประเทศ (CIS) อย่างเป็นทางการ ประกอบด้วย 1) มาเลเซีย – 714.62 คะแนน (13 ทอง) 2) อินโดนีเซีย – 711.03 คะแนน (9 ทอง) 3) ไทย – 706.97 คะแนน (5 ทอง) 4) สิงคโปร์ – 706.83 คะแนน (6 ทอง) 5) ฟิลิปปินส์ – 689.96 คะแนน (7 ทอง) 6) ลาว – 668.40 คะแนน 7) กัมพูชา – 646.81 8) เมียนมา – 646 คะแนน 9) ติมอร์เลสเต – 628 คะแนน 10) บรูไน – 616 คะแนน

“นับเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยที่เยาวชนไทยสามารถสร้างชื่อเสียงในเวทีอาเซียน และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาทักษะแรงงานของประเทศต่อไป” นายเดชากล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top