Sunday, 6 April 2025
กระทรวงแรงงาน

ปลัด แรงงาน แถลงจัด Job Expo Thailand 2023 ภายใต้งาน “คนไทยมีงานทำ คนหางาน งานหาคน”

วันที่ 25 พฤษภาคม 2566 นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน Job Expo Thailand 2023 ท่ามกลางสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติ ณ ห้องประชุม ชั้น 5 กระทรวงแรงงาน โดยมีนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสันติ นันตสุวรรณ นายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และผู้แทนจากภาคบริษัทภาคเอกชน ร่วมงาน 

นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน จัดงาน Job Expo Thailand 2023 มหกรรมการจัดหางานครั้งยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ภายใต้งาน “คนไทยมีงานทำ คนหางาน งานหาคน”

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้สมัครงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาใหม่ ผู้ว่างงาน คนพิการ ผู้สูงอายุ หรือทุกคนที่ต้องการมีงานทำ กับนายจ้าง สถานประกอบการ ได้พบและพิจารณาคัดเลือกกันโดยตรง เพื่อประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่ายของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งส่งเสริมให้คนไทยทราบความต้องการของตลาดแรงงาน ได้รับบริการแนะแนวอาชีพ คำปรึกษาด้านอาชีพที่ถูกต้อง ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาความรู้ทักษะฝีมือแรงงานให้มีศักยภาพสูงขึ้น เพื่อจะได้เตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการจ้างงาน ลดปัญหาการว่างงานและขาดแคลนแรงงาน โดยไฮไลท์สำคัญของงานอยู่ที่ตำแหน่งงานหลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศที่กรมการจัดหางงานรวบรวมไว้มากกว่า 500,000 อัตรา เพื่อรองรับคนหางานทุกช่วงวัย ทุกระดับวุฒิการศึกษา และการเชิญชวนนายจ้าง สถานประกอบการชั้นนำ ร่วม 400 แห่งมารับสมัครและสัมภาษณ์ผู้สมัครงานภายในงาน ควบคู่กับการสัมภาษณ์งานออนไลน์ผ่านระบบ Zoom เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนหางานจากทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าว่าจะมีผู้ร่วมงานตลอด 3 วันมากกว่า 5 หมื่นคน 

“การจัดงาน Job Expo Thailand 2023 ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสถานประกอบการภาคเอกชน จำนวน 395 บริษัท ที่พร้อมใจนำตำแหน่งงานมาให้ผู้สมัครเลือกช็อปภายในงาน อาทิ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ชิสเทม จำกัด บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทย สมายส์ บัส จำกัด บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด บริษัท ฟอร์ท เวนติ้ง จำกัด บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) บริษัท โพสเซฟี่ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องประชาชนทุกคนที่มาร่วมงาน มีโอกาสที่จะได้งานกลับไป และเห็นภาพทิศทางตลาดแรงงานชัดขึ้น สามารถเตรียมพร้อมและพัฒนาทักษะตนเอง ให้เป็นแรงงานที่มีศักยภาพสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและขยับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน” ปลัด.แรงงาน กล่าว 
ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า JOB EXPO THAILAND 2023 มีกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 8 – 10  มิถุนายน 2566 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา Hall EH 100 – 102 กรุงเทพมหานคร ภายในงานมี 7 โซนหลัก

ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติศาสตร์แห่งพระราชา ศาสตร์แห่งความพอเพียง และโครงการจิตอาสา 904 โคก หนอง นา โมเดล กิจกรรมคนไทยไม่ทิ้งกัน คนหางาน งานหาคน Job Matching กิจกรรม Platform “ไทยมีงานทำ” กิจกรรมรวมใจสร้างงาน สร้างอาชีพ กิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการมีงานทำ และกิจกรรมส่งเสริม พัฒนา คุณภาพแรงงาน และกลุ่มเปราะบาง ไทยไม่ทิ้งกัน ล้านงานเพื่อล้านคน และบริการดีๆจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้แก่ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้แก่ผู้ประกันตนจากโรงพยาบาล การให้ความรู้ เกี่ยวกับสิทธิผู้ประกันตนทุกมาตรา การตรวจสอบสิทธิผู้ประกันตน และเปิดรับสมัครผู้ประกันตนตามมาตรา 40 โดยสำนักงานประกันสังคมและหน่วยพยาบาล นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน คลินิกแรงงาน และนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายพื้นฐานสำหรับแรงงานที่ควรทราบ โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมบนเวที อย่างการเสวนาในหัวข้อต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เช่นหัวข้อ “คนยุคใหม่วางแผนทางการเงินอย่างไร” “การสร้างตัวตนสู่การสร้างรายได้บน TIKTOK แพลตฟอร์มยอดนิยมในปัจจุบัน” และ“การเกษตรเพื่อความยั่งยืน” มินิคอนเสิร์ต จากศิลปินชื่อดัง อาทิ YourMood , มีนตรา อินทิรา และปราง ปรางทิพย์ และกิจกรรมเชิญชวนผู้ร่วมงาน ร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัล

ก.แรงงาน ติวเข้มเจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หวังไทยขยับเทียร์ 1

วันที่ 3 กรกฎาคม 2566 เวลา 09.30 น. นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ 

นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองปลัดกระทรวงแรงงานและโฆษกกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีกล่าวเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับปี พ.ศ.2565) รุ่นที่ 6 (พนักงานเจ้าหน้าที่รุ่นที่ 65) ซึ่งฝึกอบรมระหว่างวันที่ 3 - 8 กรกฎาคม 2566 โดยมี นางสาวโสภณา บุญ-หลง ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการศูนย์บัญชาการป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การฝึกอบรม ณ ห้องแกรนด์พาโนรามา ชั้น 14 โรงแรม ดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร  

นายวรรณรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานสำคัญและเป็นหน่วยงานหลักในการต่อต้านการค้ามนุษย์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี ด้านความมั่นคง โดยรับผิดชอบเป็นเจ้าภาพหลักในการป้องกันการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ ในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองดูแลและป้องกันไม่ให้แรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำหนดนโยบายกระทรวงแรงงาน “MOL พลิกโฉมตลาดแรงงานไทย” ได้กำหนดให้ “เร่งรัดการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและป้องกันการค้ามนุษย์ เพื่อมุ่งสู่การเป็น Tier 1” และได้มอบหมายให้หน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคนำมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ในการคัดกรองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและการบังคับใช้แรงงาน และการนำแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติฯ (NRM) นำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบังคับใช้แรงงานหรือบริการและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ซึ่งการปฏิบัติงานดังกล่าว มีความจำเป็นที่จะต้องมีการเพิ่มศักยภาพด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้แก่เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทีมสหวิชาชีพ ให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงาน และได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น    

นายวรรณรัตน์ กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงาน พร้อมที่จะร่วมผนึกกำลังกับทีมสหวิชาชีพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ในการยกระดับการขับเคลื่อนการต่อต้านการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ และการค้ามนุษย์ในประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของสหรัฐฯ และได้รับการจัดอันดับในรายงานการค้ามนุษย์ให้อยู่ในระดับ Tier 1 ต่อไป

ก.แรงงาน ยกทัพความอร่อยปักหมุดเมืองอุบลฯ เปิดงานสตรีทฟู้ดไทย สร้างผู้ประกอบการ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน

วันที่ 7 กรกฎาคม 2566 เวลา 17.00 น. นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นางโสภา เกียรตินิรชา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกล่าวเปิดงาน “IT Tastes Good อร่อยปักหมุด สตรีทฟู้ดไทย จังหวัดอุบลราชธานี” ภายใต้โครงการพัฒนาส่งเสริมอาชีพผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ด (Street Food) กระทรวงแรงงาน โดยมี นางทรงลักษณ์ วรภัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี หัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดอุบลราชธานี ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ผู้ประกอบการร้านค้าสตรีทฟู้ด และประชาชนที่มาร่วมงาน ร่วมให้การต้อนรับ นายบวร ดรุณสนธยา แรงงานจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน ณ ลานร้อยพันธุ์บัว หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 

นางโสภา กล่าวว่า ตามที่กระทรวงแรงงาน ได้จัดทำโครงการพัฒนาส่งเสริมอาชีพผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ด (Street Food) กระทรวงแรงงาน โดยมีกิจกรรมประกอบด้วย การเปิดตัวโครงการ การจัดฝึกอบรมผู้สนใจประกอบอาชีพสตรีทฟู้ดรายใหม่ และผู้ประกอบอาชีพสตรีทฟู้ดรายเดิม จำนวนกว่า 30,000 ราย รวมทั้ง การจัดกิจกรรมแสดงร้านค้าสตรีทฟู้ดในวันนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพสตรีทฟู้ด สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน เป็นการประชาสัมพันธ์อาหารในท้องถิ่นและร้านอาหารต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังเป็นการยกระดับผู้ประกอบอาชีพสตรีทฟู้ดของจังหวัด ให้มีโอกาสนำเสนอรูปแบบการขายใหม่ เช่น รูปแบบฟู้ดทรัค (Food Truck) ซึ่งถือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ต้องการเริ่มต้นธุรกิจสตรีทฟู้ดในรูปแบบต่าง ๆ 

นางโสภา กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงาน ขอขอบคุณจังหวัดอุบลราชธานีที่ให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาส่งเสริมอาชีพผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ด (Street Food) โดยคัดเลือกร้านค้าสตรีทฟู้ดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกว่า 60 ร้านมาร่วมกิจกรรมแสดงร้านค้าสตรีทฟู้ดในครั้งนี้ และขอเชิญชวนผู้ที่ประกอบอาชีพสตรีทฟู้ดอยู่เดิม ประชาชนผู้สนใจที่จะประกอบอาชีพสตรีทฟู้ด ตลอดจนพี่น้องประชาชนชาวอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง มาเที่ยวชมงาน “It Tastes Good อร่อยปักหมุด สตรีทฟู้ดไทย จังหวัดอุบลราชธานี” ณ ลานร้อยพันธุ์บัว หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 7 - 9 กรกฎาคมนี้ ซึ่งกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การออกบูธจําหน่ายอาหารจากผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ดจํานวนกว่า 60 ร้านค้า กิจกรรม Workshop พัฒนาอาชีพ กิจกรรมอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพร้านค้าอาหาร และกิจกรรมความสนุกความบันเทิง อาทิ พบกับการแสดงของนักร้องศิลปิน เฉลิมพล มาลาคำ ซึ่งนอกจากจะได้รับทั้งความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพสตรีทฟู้ดแล้วยังได้เลือกชิมเลือกซื้ออาหารสตรีทฟู้ดที่มีคุณภาพของจังหวัดอุบลราชธานีจากงานนี้ด้วย

กระทรวงแรงงาน “ร่วมสร้างวัฒนธรรมไทยเชิงป้องกัน สู่ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และความผาสุกที่ยั่งยืน”

วันที่ 13 กรกฎาคม 2566 เวลา 09.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 35 และมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณให้แก่สถานประกอบกิจการต้นแบบ ที่ผ่านเกณฑ์พิจารณากิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัย ของ สสปท. จำนวน 84 รางวัล โดยมีผู้บริหารส่วนราชการ ผู้บริหารสถานประกอบกิจการ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงาน เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ณ อาคาร 11-12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี 

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง กล่าวว่า ในปัจจุบันยังมีการประสบอันตรายและโรคจากการทำงานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงแรงงาน จึงได้ผลักดันระเบียบวาระแห่งชาติ “แรงงานปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดี” สู่ระยะที่ 2 (พ.ศ.2560 – 2569) และขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand เพื่อลดอัตราการประสบอันตรายจากการทำงานให้ได้อย่างยั่งยืน โดยเมื่อพิจารณาเหตุที่เกิดขึ้นจะพบว่า การประสบอันตรายและโรคจากการทำงานมากกว่าร้อยละ 80 มีสาเหตุมาจากตัวผู้ปฏิบัติงานเอง กระทรวงแรงงานจึงมอบหมายให้ สสปท.ซึ่งมีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนางานด้านวิชาการ ดำเนินการศึกษาเครื่องมือในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับสถานประกอบกิจการทุกประเภท ตามแนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ คือ “ร่วมสร้างวัฒนธรรมไทยเชิงป้องกัน สู่ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และความผาสุกที่ยั่งยืน” และได้ผลผลิตเป็นชุดค่านิยมร่วมด้านความปลอดภัย MDC ที่เหมาะสมกับสถานประกอบกิจการทุกประเภท 

ประกอบ ด้วย Mindfulness (สติรู้ตัว) คือ การจดจ่อกับการทำงาน รู้ตัว รู้คิด ทำงานอย่างรอบคอบ ถูกต้อง มีความตระหนัก คำนึงถึงความปลอดภัย และสามารถพิจารณาอันตรายและลดจุดเสี่ยงในการทำงานได้ Discipline (วินัยถูกต้อง) คือ การปฏิบัติอยู่ในข้อบัญญัติ กฎหมาย หรือแนวที่กำหนดอย่างเคร่งครัดเพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัย และ Caring (เอื้ออาทรใส่ใจ) คือ การมีน้ำใจ เอาใจใส่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตาช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และลดปัจจัยที่ก่อให้เกิดอันตรายและโรคจากการทำงาน ซึ่งชุดค่านิยมนี้ นอกจากจะใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติติงานแล้ว ยังสามารถเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท และส่งเสริมให้สังคมมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันอีกด้วย

ด้าน นายสมัย โชติสกุล ประธานกรรมการ สสปท. กล่าวว่า การที่สถานประกอบกิจการได้ดำเนินการสร้างวัฒนธรรมเชิงป้องกัน จะเป็นการสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้เกิดขึ้นในสถานประกอบกิจการทุกระดับ อันจะนำไปสู้การลดสถิติการประสบอันตรายและโรคจากการทำงานได้ในระยะยาว ส่งผลให้ลดต้นทุนในการผลิตลดลง และสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานได้อย่างยั่งยืน โดยการเสริมสร้างค่านิยมด้านความปลอดภัย เพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานในสภาวะที่มีสติรู้ตัวทุกขณะ และสามารถปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ด้วยวินัยที่ถูกต้อง  ตลอดจนมีความเอื้ออาทรใส่ใจต่อบุคคลรอบข้างเสมอ

ในส่วน นางบุปผา พันธุ์เพ็ง ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 35 (Thailand Safe@Work#35) นั้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชนตระหนักถึงความสำคัญ และเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ทางวิชาการ พัฒนาแนวคิดด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ภายใต้แนวคิด “ร่วมสร้างวัฒนธรรมไทยเชิงป้องกัน สู่ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และความผาสุกที่ยั่งยืน (Forward Culture of Prevention for Safety Thailand)” โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการจัดสัมมนาวิชาการทั้งรูปแบบ On Site และ Online ประเด็นการสัมมนา มีทั้งการบริหารงานด้านความปลอดภัยและยุทธศาสตร์ กฎหมาย และมาตรฐานต่าง ๆ การนำเสนอ Best Practice และนวัตกรรมความปลอดภัยและอาชีวอนามัย 

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ และมีการจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยใน 3 พื้นที่กิจกรรม ได้แก่ พื้นที่สุขภาพ (Health Me With T- OSH Zone) พื้นที่แสดงผลงานการศึกษา (Education Zone) และพื้นที่แสดงผลงานนวัตกรรม (Innovation Zone) ตลอดจนการจัดแสดงการสาธิตด้านความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง การช่วยเหลือผู้ประสบอันตรายจากที่สูงและที่อับอากาศ การช่วยฟื้นคืนชีพ และการใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ

‘รมว.สุชาติ’ ปลื้ม!! หลังเด็กไทยคว้า 15 เหรียญ จากเวทีแข่งขันแรงงานอาเซียนครั้งที่ 13 ที่สิงคโปร์

(29 ก.ค. 66) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตร เงินรางวัลแก่เยาวชน และโล่ขอบคุณผู้สนับสนุนการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 13 ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยมีนายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ร่วมในพิธี ณ ห้องประชุม ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในนามรัฐบาล และ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 13 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ที่ประสบความสำเร็จได้คว้ารางวัลเหรียญเงิน จำนวน 3 รางวัล เหรียญทองแดง จำนวน 3 รางวัล อีกทั้งรางวัลเหรียญฝีมือยอดเยี่ยม จำนวน 9 รางวัลกลับมายังประเทศไทย ซึ่งมีผลคะแนนรวมเป็นที่ 4 ในระดับอาเซียน และขอชื่นชมเยาวชนทั้ง 24 คน ผู้เชี่ยวชาญ 22 คน ที่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ รวมไปถึงขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่านที่ให้การสนับสนุนตลอดมาทั้งด้านงบประมาณ สถานที่ บุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องจักรที่ทันสมัยในการเก็บตัวฝึกซ้อม ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกันกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิต สังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างเต็มความสามารถจนประสบความสำเร็จในครั้งนี้

ในวันนี้ทางกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงจัดพิธีมอบเกียรติบัตร และเงินรางวัลให้แก่เยาวชน โดยเหรียญเงิน จะได้รับเงินรางวัลจำนวน 75,000 บาท เหรียญทองแดง จำนวน 40,000 บาท และเหรียญฝีมือยอดเยี่ยม (รางวัลชมเชย) จำนวน 20,000 บาท ในส่วนของน้อง ๆ ที่พลาดเหรียญรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นทุนการศึกษารายละ 10,000 บาท เพื่อเป็นกำลังใจและเกียรติประวัติให้แก่น้อง ๆ  พร้อมทั้งมีการมอบโล่ขอบคุณให้แก่ผู้สนับสนุนทั้ง 29 แห่ง ที่ทำให้การส่งเยาวชนเข้าร่วมแข่งขันสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า การพัฒนาฝีมือแรงงานผ่านการแข่งขันฝีมือแรงงานทั้งในระดับชาติ อาเซียน เอเชีย และระดับนานาชาติ ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการชี้วัดระดับความสำเร็จในการพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กร สมาคมต่าง ๆ ในการนำความรู้และประสบการณ์จากการแข่งขันมาพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรม และการศึกษาด้านอาชีพให้แก่สถาบันการศึกษาที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้มีความทันสมัยตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องเน้นพัฒนาทักษะในสาขาที่เกี่ยวกับระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งโลกแห่งอนาคต ข้อมูลถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่าสำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ การแข่งขันฝีมือแรงงานเป็นการเพิ่มโอกาสในการจ้างงานทั้งในและต่างประเทศ และที่สำคัญจะส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของแรงงานไทย

นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเสริมว่า การแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 13 นี้ จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากไม่มีพันธมิตรที่ดีทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนทั้ง 29 แห่ง ประกอบด้วย

มูลนิธิเอสซีจี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, มหาวิทยาลัยรังสิต, วิทยาลัยดุสิตธานี, คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี, อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น, วิทยาลัยเทคนิคระยอง, วิทยาลัยเทคนิคสงขลา, วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่, วิทยาลัยการอาชีพพล, วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค), วิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคล้านนา เชียงใหม่, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) วิทยาเขตสะพานใหม่, ร้านโอเอซิสซาลอน, โรงเรียนออกแบบทรงผมอาดัม, สถาบันธงชัยแฮร์เทรนนิ่งเซ็นเตอร์, ศูนย์การเรียนรู้การเขียนโปรแกรมและนวัตกรรมหุ่นยนต์ EasyKids Robotics, บริษัท เมช แมคคานิสซึ่ม ดีไซน์ จำกัด, บริษัท โค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด, บริษัท สแกนเนอร์สสามมิติ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท Autodesk Asia Pte.Ltd, บริษัท เฟสโต้ จำกัด, โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน, โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว, บริษัท เอเอสที มอเตอร์ จำกัด, บริษัท โตโยต้า ขอนแก่น จำกัด และบริษัท แอสเวลล์ โซลูชั่นส์ จำกัด

ในการสนับสนุนด้านงบประมาณ สถานที่ บุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ที่ทันสมัยในการฝึกซ้อมของน้อง ๆ เยาวชน ในฐานะผู้จัดส่งน้อง ๆ เข้าแข่งขัน ขอขอบคุณทุกท่านกับความสำเร็จนี้เป็นอย่างยิ่ง และหลังจากนี้ขอให้ชาวไทยร่วมส่งแรงใจให้กับน้อง ๆ เยาวชนที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ต่อไป เพื่อเข้าแข่งขันฝีมือแรงงานเอเชีย ครั้งที่ 2 ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน–1 ธันวาคม 2566 และไปแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 47 ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 10-15 กันยายน 2567 ต่อไป

'รมว.เฮ้ง' เผยข่าวดี กรมการจัดหางาน รับสมัครไปทำงานมาเก๊า 111 อัตรา เงินเดือนขั้นต่ำ 49,000 'บินไป-กลับฟรี' สวัสดิการตามกฎหมาย

กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน รับสมัครพนักงานทำความสะอาด พนักงานเสิร์ฟ  บาร์เทนเดอร์ กัปตัน พนักงานต้อนรับฯ จำนวน 111 อัตรา เงินเดือน 49,000 - 75,000 บาท ฟรีค่าโดยสารเครื่องบินไป - กลับ อาหาร สวัสดิการตามกฎหมาย สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 20 ส.ค. 66 ไม่เว้นวันหยุดราชการ

(4 ก.ค.66) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคนไทยไปทำงานในเขตบริหารพิเศษมาเก๊า กับนายจ้าง บริษัท Venetian Cotai Management Limited และ Venetian Macuau Limited ซึ่งประกอบกิจการโรงแรม และคาสิโน จำนวน 5 ตำแหน่ง 111 อัตรา ได้แก่...

- พนักงานดูแลทำความสะอาดพื้นทั่วไป (Public Area Attendant) 80 อัตรา  
- พนักงานเสิร์ฟ (F&B Server) 20 อัตรา พนักงานบาร์เทนเดอร์/ซีเนียร์บาร์เทนเดอร์ (Bartender/Senior Bartender) 5 อัตรา 
- พนักงานต้อนรับแผนกอาหารและเครื่องดื่ม (F&B Ambassador) 3 อัตรา  
- กัปตันแผนกอาหารและเครื่องดื่ม (F&B Captain) 3 อัตรา 

อัตราเงินเดือนอยู่ระหว่าง 49,000 - 75,000 บาท โดยนายจ้างจะจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินจากกรุงเทพฯไปมาเก๊า และตั๋วขากลับหากทำงานครบตามสัญญาจ้าง จัดอาหารระหว่างเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ มีประกันสุขภาพและสวัสดิการตามกฎหมายแรงงานมาเก๊า ซึ่งคุณสมบัติเบื้องต้นจะต้อง 'สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีและสื่อสารภาษาจีน' ได้ 

สำหรับผู้สนใจสามารถศึกษาคุณสมบัติของผู้สมัคร รายละเอียดการสมัครสอบ กำหนดการและวิธีการรับสมัครได้ที่เว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หัวข้อ 'ข่าวประกาศรับสมัคร' และยื่นใบสมัครทางอีเมล ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2566 ไม่เว้นวันหยุดราชการ 

"กระทรวงแรงงาน สนับสนุนให้คนไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาโดยตลอด เพราะนอกจากทำให้แรงงานไทยมีโอกาสทางอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตตนเองและครอบครัวได้แล้ว เม็ดเงินที่ได้รับยังถูกส่งกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป" รมว.แรงงาน กล่าว

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การรับสมัครในครั้งนี้เป็นการจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศ โดยวิธีรัฐจัดส่ง คนหางานไม่เสียค่าสมัครหรือค่าบริการใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นกรณีได้รับการคัดเลือกให้ไปทำงานจะมีค่าใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ได้แก่ ค่ารูปถ่าย ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพและค่าตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และค่าสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 5,500 บาท

ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ  0-2245-1034 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

‘รมว.สุชาติ’ ห่วงคนหางาน ถูกนายหน้าหลอกไปทำงานที่ดูไบ ลวงให้ใช้วีซ่าท่องเที่ยวทำงาน ย้ำ!! อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด

(13 ส.ค. 66) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่ามีแรงงานไทยถูกนายหน้าชักชวนให้มาทำงานออนไลน์ผิดกฎหมาย ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผ่านเฟซบุ๊ก เพจ ‘คนไทยในดูไบ’ โดยประกาศรับสมัครพนักงานการตลาด แอดมิน และระบุอย่างชัดเจนว่าให้ทำงานเว็บพนันออนไลน์ เมื่อไปถึงนายจ้างจะยึดหนังสือเดินทางไว้ และให้หลอกคนไทยผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อมาลงทุน หรือหลอกลวงเอาทรัพย์สิน เมื่อปฏิเสธการทำงาน นายจ้างจะคิดค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก

ซึ่งที่ผ่านมามีเหยื่อหลงเชื่อและเดินทางไปทำงานหลายราย  แต่เมื่อเกิดปัญหามักเอาผิดกับนายจ้างไม่ได้เนื่องจากไม่มีหลักฐาน เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้เอามือถือเข้าสถานที่ทำงาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาผมได้กำชับกรมการจัดหางานให้ทำงานอย่างหนักเพื่อกวาดล้างมิจฉาชีพที่หลอกลวงคนไทยไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจลักลอบทำงานผิดกฎหมาย พร้อมประกาศเตือนและได้ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังพบกรณีแรงงานไทยถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมายอยู่บ้าง ซึ่งส่วนหนึ่งเดินทางไปด้วยความสมัครใจ จึงขอย้ำเตือนผู้ที่คิดจะลักลอบเดินทางไปทำงานต่างประเทศโดยวิธีผิดกฎหมายว่าไม่คุ้มค่า เพราะอาจไม่ได้ทำงานตามที่ตกลง ถูกบังคับใช้แรงงาน และเสี่ยงถูกทำร้ายร่างกาย

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางาน ต้องทำงานอย่างเข้มงวดและเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเพื่อป้องกันมิให้คนไทยตกเป็นเหยื่อโดยการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้วิธีเดินทางไปทำงานต่างประเทศถูกต้องตามกฎหมาย 5 วิธี ได้แก่ บริษัทจัดหางานจัดส่ง, กรมการจัดหางานจัดส่ง, เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง, นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน และนายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างของตนไปฝึกงาน

และเตือนภัยคนหางานให้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของมิจฉาชีพ ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งปราบปรามผู้กระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 (ช่วงเดือน  ตุลาคม 2565 – กรกฎาคม 2566) ที่ผ่านมาดำเนินคดี ตามมาตรา 66 กับผู้ที่กระทำการโฆษณาชักชวนคนหางานไปทำงานต่างประเทศผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ข้อหา “โฆษณาการจัดหางานไม่เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด” จำนวน 36 คดี ตรวจพบการกระทำความผิดของสาย/นายหน้า ทั้งสิ้น 142 ราย ผู้เสียหายถึง 471 คน ค่าเสียหาย 32,750,330 บาท

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจไปทำงานต่างประเทศสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่ตนจะเดินทางไปทำงาน เพื่อป้องกันการหลอกลวงผ่านระบบ e – Service กรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ doe.go.th หรือเว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หรือที่ Facebook : กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

‘เสี่ยเฮ้ง’ สั่งตรวจสอบ-ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย กรณีลูกจ้างถูกหัวหน้าไล่ออก หลังขอลาไปงานศพแม่ 

(17 ส.ค. 66) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึง กรณีสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ข่าวลูกจ้างสาวรายหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊ก โดยนำภาพแชตคุยกับหัวหน้าที่ทำงาน กรณีขอลางานเนื่องจากแม่ป่วยหนักและใกล้จะเสียชีวิต แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ลางาน ว่า ผมได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

ในเบื้องต้น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 34 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ปีละไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันลากิจเพื่อกิจธุระอันจำเป็น เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ปีหนึ่งต้องไม่เกิน 3 วันทำงาน เนื่องจากการลากิจธุระอันจำเป็น เป็นสิทธิพื้นฐานที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดสิทธิให้ลูกจ้างทุกประเภทมีสิทธิลากิจได้ แม้จะเป็นลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างรายวัน และลูกจ้างประเภทอื่น ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรฐานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม ผมได้กำชับให้พนักงานตรวจแรงงานเร่งสอบข้อเท็จจริงจากนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยกระทรวงแรงงานจะให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน

ด้าน นายนิยม สองแก้ว อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ผมได้สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครราชสีมา (สสค.นครราชสีมา) ซึ่งเป็นท้องที่ที่เกิดเหตุ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย หากลูกจ้างไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการทำงาน สามารถปรึกษา ร้องทุกข์ ร้องเรียน ได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานคร 10 พื้นที่ หรือโทรสายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546

ก.แรงงาน จัดกิจกรรมจิตอาสา รณรงค์เผยแพร่ความรู้และการป้องกันโรคระบาดจากยุงลาย

วันที่ 17 สิงหาคม 2566 นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเดินรณรงค์กิจกรรม “จิตอาสากระทรวงแรงงานเผยแพร่ความรู้และการป้องกันโรคระบาดจากยุงลาย” โดยมี เรือเอก สาโรจน์ คมคาย ที่ปรึกษากฎหมาย นางสาวกรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และประชาชนโดยรอบกระทรวงแรงงานร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย ณ บริเวณภายในกระทรวงแรงงานและชุมชนแฟลตดินแดงโดยรอบกระทรวงแรงงาน

นายบุญชอบ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน (ศอญ.)เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วัด ศาสนสถาน สถานศึกษา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันรณรงค์จัดกิจกรรมทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย กิจกรรมให้ความรู้และการป้องกันโรคไข้เลือดออก เนื่องจากในห้วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2566 เป็นช่วงฤดูฝน เพื่อเป็นการป้องกันโรคระบาดที่มาจากยุงลาย 

ในส่วนของกระทรวงแรงงานจึงจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อเพิ่มความรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับโรคระบาดที่สามารถแพร่ระบาดจากยุงลายรวมถึงอาการและภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อติดเชื้อโรค เพื่อสอนวิธีการป้องกันและควบคุมโรคที่สามารถแพร่ระบาดจากยุงลาย ตั้งแต่การใช้ยากันยุง การใส่เสื้อผ้าที่ป้องกันยุง การใช้ที่กันยุงในบ้าน การล้างทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ตลอดจนเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันโรคระบาดจากยุงลายระหว่างกระทรวงแรงงานและชุมชน รวมทั้งเพื่อสร้างการตระหนักให้กับประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการทำความสะอาดและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เพื่อลดโอกาสในการเพิ่มชึ้นของการระบาด และเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกระทรวงแรงงานกับประชาชน และเครือข่ายภาคประชาสังคม ก่อให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินงานของกระทรวงแรงงานเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงอีกด้วย

“กิจกรรมเผยแพร่ความรู้และการป้องกันโรคระบาดจากยุงลายบริเวณภายในกระทรวงแรงงานและชุมชนแฟลตดินแดงโดยรอบกระทรวงแรงงานในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมจิตอาสากระทรวงแรงงานที่ได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงษ์ ตลอดจนการสร้างจิตสำนึกให้คนไทยรู้จักการให้ แบ่งปัน มีจิตอาสา มีความเสียสละ อุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมีความกตัญญูตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ร่วมทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และไม่เห็นต่อประโยชน์ส่วนตน” นายบุญชอบ กล่าวท้ายสุด

‘รมว.เฮ้ง’ สั่ง ‘กรมจัดหางาน’ เตรียมตำแหน่งงาน 1,682 อัตรา รองรับชาวมูโนะ จ.นราธิวาส หลังได้รับผลกระทบเหตุโกดังพลุระเบิด

(22 ส.ค. 66) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า มีความกังวลใจหลังได้รับแจ้งว่ามีผู้ประสบภัย จากกรณีเหตุการณ์โกดังดอกไม้เพลิงระเบิดพื้นที่ตลาดมูโนะ อำเภอสุไหงโกลกจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา กว่า 500 ชีวิต ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการตกงานและนำมาสู่การขาดแคลนรายได้ 

จึงได้มอบหมายให้ ‘5 เสือ’ กระทรวงแรงงาน ติดตามให้ความช่วยเหลือตามภารกิจที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานในด้านต่าง ๆ โดยลงพื้นที่ซ่อมแซมบ้านเรือนและระบบไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด ดูแลสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตน รวมทั้งดำเนินการตามข้อกฎหมายเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าของโรงงาน และผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว

จากนั้นกรมการจัดหางานจึงรับไม้ต่อในการให้ข้อมูลการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงานเพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ ทั้งยังจัดเตรียมตำแหน่งงานที่มีความใกล้เคียงกับตำแหน่งงานเดิม โดยลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประสบภัย เพื่อหาทางออกและแนวทางช่วยเหลือให้ได้รับค่าชดเชย และเตรียมงานใหม่รองรับ เพื่อบรรเทาทุกข์ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นการแก้ปัญหาว่างงานและขาดแคลนรายได้ 

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานรับข้อสั่งการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เร่งสั่งเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดนราธิวาส ลงพื้นที่ดูแลแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตั้งแต่หลังเกิดเหตุร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานมาโดยตลอด ซึ่งเจ้าหน้าที่มีการจัดเตรียมข้อมูลและลงพื้นที่ดูแล ทั้งในเรื่องการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงานเพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ รวมทั้งรับลงทะเบียนสมัครงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประสบเหตุ 

โดยมีผู้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์หางานทำ ทั้งสิ้น 154 คนในจำนวนนี้ยืนยันความประสงค์จะทำงาน จำนวน 79 คน ซึ่งกรมการจัดหางานได้จัดเตรียมตำแหน่งงานว่างเพื่อรองรับแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบไว้แล้ว จำนวน 1,682 อัตรา ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส 412 อัตรา และจังหวัดใกล้เคียง ปัตตานี 798 อัตรา และยะลา 472 อัตรา อาทิ ตำแหน่งพนักงานทั่วไป ช่างเทคนิคและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง และพนักงานขาย เป็นต้น 

นอกจากนี้ ยังแนะนำช่องทางหางานเพิ่มเติมด้วยตัวเองที่เว็บไซต์ ไทยมีงานทำ doe.go.th ซึ่งมีตำแหน่งงานว่าง 222,505 อัตรา ไว้ให้บริการ โดยคนหางานสามารถเลือกสมัครงานทางออนไลน์ได้โดยไม่ต้องเดินทางซึ่งรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า นอกจากนี้บนแพลตฟอร์ม ‘ไทยมีงานทำ’ ยังให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถค้นหาข้อมูลตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด โดย Matching ตำแหน่งงานตามพื้นที่ และภูมิลำเนา รวมถึงจับคู่ตำแหน่งงานจากความรู้ ความสามารถ และทักษะที่มีอยู่

ทั้งนี้ คนหางานสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top