Saturday, 4 July 2026
WORLD

‘ฮุน มาเนต’ ยื่น 3 เงื่อนไขให้ไทยพิจารณา ยันพร้อมเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา หากบรรลุข้อตกลง

‘ฮุน มาเนต’ นายกฯ กัมพูชา ยืนยันพร้อมเปิดจุดผ่อนปรนชายแดน ไทย-กัมพูชา หากบรรลุ 3 เงื่อนไข 

(14 ก.ค. 68) พลเอก ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันว่าจะเปิดจุดผ่อนปรนชายแดน ไทย-กัมพูชา อีกครั้ง ก็ต่อเมื่อบรรลุเงื่อนไข 3 ประการ

1.ไทยต้องประกาศเปิดด่านชายแดนโดยฝ่ายเดียวอีกครั้ง และยืนยันว่าจะไม่ปิดด่านฝ่ายเดียวอีก
2.ต้องเปิดจุดผ่านแดนทุกด่านโดยไม่มีเงื่อนไข
3.ควรกำหนดเวลาเปิดด่าน เหมือนช่วงก่อนวันที่ 7 มิถุนายน คือ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น.

นอกจากนี้ยังยืนยันว่า กัมพูชาไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนหรือสร้างผลกระทบให้กับการค้าขายของทั้ง 2 ประเทศ แต่จะไม่ยอมรับการที่ไทยขอเปิดด่านบางด่านแล้วปิดด่านบางด่านเองอีก

ขณะเดียวกัน ‘ฮุน มานี’ รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา กล่าวหาว่า ไทยเจตนาแสดงการกระทำยั่วยุที่ปราสาทตาเมือนธม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงอยากให้ประชาคมโลกจับตาดูพฤติกรรมของฝ่ายไทย และตัดสินเองว่าเป็นการแสดงเจตนายั่วยุจริงหรือไม่ และขอให้ชาวกัมพูชาทุกคน อดทนต่อการยั่วยุของไทยในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มหาวิทยาลัยต้าเหลียน ‘ไล่ออก’ นักศึกษาสาวนอกใจแฟน แอบแซ่บนักกีฬาอีสปอร์ตยูเครน ที่แต่งงานมีลูกแล้ว

(14 ก.ค. 68) มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคต้าเหลียน (Dalian Polytechnic University) ของจีน ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ประกาศไล่นักศึกษาหญิงวัย 21 ปี นามสกุล “หลี่” พ้นสภาพนักศึกษา ฐานประพฤติตัวไม่เหมาะสม จากกรณีมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับนักกีฬาอีสปอร์ตชาวยูเครน ที่เดินทางมาแข่งขันในนครเซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนธันวาคม 2567

มีการเปิดเผยว่าชายคนดังกล่าวคือ ดานิโล เทสเลนโก (Danylo Teslenko) หรือ Zeus นักแข่งเกม Counter-Strike ชื่อดัง วัย 37 ปี ซึ่งแต่งงานแล้วและมีลูก โดยเจ้าตัวเดินทางมาร่วมแข่งเกม CS2 รอบชิงชนะเลิศ ในรายการ Perfect World Shanghai Major 2024 และมีรายงานว่าเขาได้ใช้เวลาอยู่กับ ‘หลี่’ ซึ่งก็มีแฟนอยู่แล้ว แต่มามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันในโรงแรมเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม โดยมีภาพถ่ายและวิดีโอในเชิงล่อแหลมหลุดออกมาจากโซเชียลจีน

ภาพหลุดออกมากลายเป็นไวรัล ชาวเน็ตจีนช่วยกันสืบจนทราบว่าหลี่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในต้าเหลียน แรงกดดันในโลกออนไลน์ทำให้มหาวิทยาลัยตัดสินใจไล่เธอออก โดยระบุว่า “การกระทำที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวได้สร้างผลกระทบในทางลบต่อชื่อเสียงของสถาบันอย่างรุนแรง”

ในแถลงการณ์เป็นทางการ มหาวิทยาลัยอ้างอิง “ข้อบังคับกระทรวงศึกษาธิการจีน” และ “ระเบียบวินัยภายใน” ในการพิจารณาโทษขั้นสูงสุด ซึ่งแม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ทางมหาวิทยาลัยยังสามารถสั่งลงโทษได้ 

กรณีดังกล่าวสร้างเสียงวิพากษ์ในจีน หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงสิทธิความเป็นส่วนตัว และความเท่าเทียมทางเพศ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่า นักศึกษาควรยึดถือคุณธรรมและไม่ทำให้สถาบันเสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นในหรือนอกมหาวิทยาลัยก็ตาม

ปธน.บราซิลลั่น!! ไม่ใช่ลูกน้องอเมริกา ประกาศพร้อมขึ้นภาษีตอบโต้สหรัฐฯ 50%

(14 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ของบราซิล ประกาศจุดยืนแข็งกร้าว หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลสูงถึง 50% ตั้งแต่ 1 สิงหาคมนี้ โดย ‘ลูลา’ โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “บราซิลเป็นประเทศอธิปไตย มีสถาบันเป็นอิสระ และจะไม่ยอมอยู่ใต้การชี้นำของใคร” พร้อมประกาศเตรียม “ตอบโต้ทันที” หากสหรัฐฯ ดำเนินการจริง

ชนวนเหตุของคำขู่จากทรัมป์มาจากการที่อดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร กำลังถูกดำเนินคดีข้อหาพยายามก่อรัฐประหารหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 2022 ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็น “การล่าแม่มด” และยกย่องโบลโซนาโรว่าเป็น “ผู้นำที่ได้รับการเคารพจากทั่วโลก” นอกจากนี้ เขายังพาดพิงถึงคำสั่งศาลของบราซิลที่บังคับใช้กับโซเชียลมีเดียในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Truth Social แพลตฟอร์มที่ทรัมป์เป็นเจ้าของ

ประธานาธิบดีของบราซิลไม่เพียงแค่โต้กลับด้วยมาตรการภาษี แต่ยังโต้แย้งข้อมูลการค้าของทรัมป์ โดยระบุว่าข้ออ้างเรื่อง “ขาดดุลการค้า” ไม่เป็นความจริง ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ เองแสดงให้เห็นว่าอเมริกามีดุลการค้าสินค้ากับบราซิลอยู่ที่ 7.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 สินค้าหลักที่สหรัฐฯ ส่งออกไปยังบราซิล ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องบิน และพลังงาน ขณะที่สินค้าจากบราซิลที่เข้าสหรัฐฯ คือ แร่ เหล็ก และกาแฟ

นอกจากบราซิลแล้ว ทรัมป์ยังส่งจดหมายเตือนไปยังอีก 22 ประเทศ รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และศรีลังกา ว่าอาจถูกขึ้นภาษีเช่นกัน แต่จดหมายที่ส่งถึงบราซิลแตกต่าง เพราะมีเนื้อหาทางการเมืองชัดเจน นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า ท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์อาจสร้างผลย้อนกลับ ทำให้ลูลาได้คะแนนนิยมภายในประเทศเพิ่มขึ้น หากสามารถตอบโต้ได้อย่างเด็ดขาด

นายกฯ ออสเตรเลียเซ็ง “ไม่มีที่ไหนในโลกปลอดภัย” หลังเกาะร้างไร้คนมีแต่ ‘เพนกวิน’ ก็ไม่รอดภาษีทรัมป์ 10%

(14 ก.ค. 68) เกาะเฮิร์ดและหมู่เกาะแมกโดนัลด์ ซึ่งเป็นดินแดนห่างไกลของออสเตรเลียใกล้ทวีปแอนตาร์กติกา ถูกสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นบัญชีเก็บภาษีนำเข้า 10% แม้จะไม่มีประชากรอาศัยอยู่เลย และมีนักสำรวจเดินทางไปเยือนครั้งสุดท้ายเมื่อราว 10 ปีก่อนก็ตาม โดยเกาะเหล่านี้มีลักษณะเป็นภูเขาไฟปกคลุมด้วยน้ำแข็ง และเป็นถิ่นอาศัยของเพนกวินและแมวน้ำเท่านั้น

นอกจากเกาะที่ไม่มีคนอยู่ ข้อมูลของทำเนียบขาวยังแยกดินแดนภายนอกของออสเตรเลีย เช่น เกาะคริสต์มาส เกาะโคคอส และเกาะนอร์ฟอล์ก ออกจากออสเตรเลียแผ่นดินใหญ่ พร้อมกำหนดอัตราภาษีแตกต่างกัน โดยเกาะนอร์ฟอล์กซึ่งมีประชากรราว 2,000 คน ถูกเก็บภาษีสูงถึง 29% ทั้งที่ส่งออกสินค้าหลักไปยังสหรัฐฯ แค่รองเท้าหนังเพียงไม่กี่แสนเหรียญ

นายจอร์จ แพลนต์ (George Plant) ผู้ดูแลเกาะนอร์ฟอล์ก แสดงความแปลกใจต่อข้อมูลของสหรัฐฯ โดยระบุว่า “ไม่มีการส่งออกจากเกาะไปยังสหรัฐฯ เลย” ขณะที่นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโทนี อัลบาเนซี (Anthony Albanese) กล่าวประชดนโยบายดังกล่าวว่า “ไม่มีที่ไหนในโลกที่ปลอดภัยจากภาษีทรัมป์อีกแล้ว”

ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่าสหรัฐฯ เคยนำเข้าสินค้ามูลค่ากว่า 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากเกาะเฮิร์ดและหมู่เกาะแมกโดนัลด์ในปี 2022 โดยส่วนใหญ่ระบุว่าเป็นเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่ไม่มีการอธิบายชัดเจนว่าสินค้าเหล่านั้นมาจากไหนหรือเป็นอะไร ขณะที่ก่อนหน้านี้ตลอด 5 ปี ตัวเลขนำเข้าเฉลี่ยต่อปีจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่เพียงหลักหมื่นถึงไม่เกินครึ่งล้านดอลลาร์เท่านั้น

‘หวังอี้-ลาฟรอฟ’ หารือยุติสงครามยูเครน และตะวันออกกลาง ชื่นชมความสัมพันธ์แบบมีวุฒิภาวะ ‘จีน-รัสเซีย’ มั่นคงที่สุดในโลก

(14 ก.ค. 68) หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ระบุในการประชุมกับ เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ที่กรุงปักกิ่งว่า ความสัมพันธ์จีน-รัสเซียถือเป็น “ความสัมพันธ์ที่มั่นคง มีวุฒิภาวะ และทรงคุณค่าทางยุทธศาสตร์ที่สุด” ในบรรดาชาติมหาอำนาจในโลกยุคปัจจุบัน โดยทั้งสองฝ่ายมองความร่วมมือในมุมระยะยาว ที่ลึกซึ้งทางประวัติศาสตร์ และผลประโยชน์ร่วมกันในเชิงยุทธศาสตร์

สำหรับการพบกันครั้งนี้มีขึ้นระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่จีนเป็นเจ้าภาพ ซึ่ง หวัง อี้ กล่าวเพิ่มเติมว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับความร่วมมือระดับสูงในระยะต่อไป โดยเน้นย้ำถึงการพัฒนา ความมั่นคง และการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังหารือประเด็นสำคัญระดับโลก รวมถึงสถานการณ์สงครามในยูเครน โดยจีนและรัสเซียเห็นพ้องว่าแนวทางแก้ไขต้องยึดหลักกฎบัตรสหประชาชาติอย่างครบถ้วน พร้อมหารือประเด็นอื่น ๆ เช่น ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล และความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

ทั้งนี้ จีนและรัสเซียยืนยันจะสนับสนุนกันในประเด็นผลประโยชน์ร่วมขั้นพื้นฐาน เช่น การปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และเอกภาพของรัฐในทุกมิติทางชาติพันธุ์และภูมิภาค โดยจีนแสดงความพร้อมที่จะเดินหน้าร่วมมือกับรัสเซียในทุกด้าน รวมถึงกำหนดทิศทางอนาคตของ SCO อย่างใกล้ชิด

‘ยูเนสโก’ รับรอง 'อุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ' ของลาว เป็นแหล่งมรดกโลกข้ามพรมแดนแห่งแรกในอาเซียน

เมื่อวันที่ (13 ก.ค. 68) องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศรับรอง “อุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ” ของ สปป.ลาว เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติอย่างเป็นทางการ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นับเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 4 ของประเทศ และเป็นมรดกโลกข้ามพรมแดนแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พื้นที่ดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนในฐานะส่วนขยายของ “อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-แก๋บ่าง” ในเวียดนาม ซึ่งอยู่ติดกัน โดยทั้งสองอุทยานถือเป็นพื้นที่คุ้มครองระบบนิเวศแบบหินปูนเขตร้อนขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และร่วมกันแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพและความสำคัญด้านธรณีวิทยาอย่างโดดเด่น

อุทยานหินหนามหน่อมีลักษณะเด่นคือ “ภูเขาหินปูนยอดแหลมคมเหมือนหน่อไม้" ซึ่งเกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยายาวนานกว่า 300 ล้านปี ภายในพบถ้ำธรรมชาติกว่า 170 แห่ง บางแห่งมีหน้าผาสูงถึง 300 เมตร เป็นแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายาก สัตว์เฉพาะถิ่น และสัตว์ที่วิวัฒนาการเฉพาะในระบบนิเวศแบบป่าหินปูน

ทั้งนี้ การได้รับสถานะมรดกโลกครั้งนี้มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศเฉพาะถิ่นของลาว ซึ่งก่อนหน้านี้มีแหล่งมรดกโลกแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ เมืองหลวงพระบาง ปราสาทวัดพู และทุ่งไหหิน

งงทั้งสนาม ‘ทรัมป์’ โผล่ชูถ้วยบอลสโมสรโลก คนดูโห่สนั่น!! ร่วมเฟรมกับนักเตะเชลซีหน้าตาเฉย

(14 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างความงุนงงเมื่อปรากฏตัวกลางเวทีตอนนักเตะเชลซีชูถ้วยแชมป์สโมสรโลก FIFA Club World Cup หลังถล่มเปแอสเช 3-0 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ที่สนามกีฬาเมตไลฟ์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยทรัมป์ได้รับเสียงโห่จากแฟนบอลที่มากันเต็มความจุสนาม 82,500 ที่นั่ง

ในช่วงพิธีมอบถ้วย ทรัมป์เดินเคียงข้างประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) เพื่อมอบถ้วยรางวัล เหรียญรางวัล และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมกันถือถ้วยขึ้นเวทีให้กับทีมเชลซี อย่างไรก็ตาม ขณะอินฟานติโนเบี่ยงตัวออกจากกล้อง ทรัมป์กลับยืนโดดเด่นกลางเฟรมในจังหวะที่ รีซ เจมส์ กัปตันทีมเชลซี ยกถ้วยขึ้นเหนือหัว สร้างความงงอีกครั้งให้กับทัพนักเตะสิงห์บลูส์ 

สำหรับเชลซีซึ่งมีเจ้าของเป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน ท็อดด์ โบห์ลี (Todd Boehly) ร่วมขึ้นเวทีฉลองกับทรัมป์, อินฟานติโน และประธานสโมสร PSG นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี่ (Nasser Al-Khelaifi) ชาวกาตาร์ แม้อุณหภูมิจะสูงถึง 29 องศาเซลเซียส และเริ่มแข่งล่าช้ากว่าเดิม 8 นาที แต่ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากฝ่ายจัดได้วางระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดเป็นพิเศษ

โดยก่อนเริ่มเกม ทรัมป์เดินทางมาถึงสนามพร้อมขบวนรถประจำตำแหน่ง โดยใช้ทางเข้าสำหรับบุคคลพิเศษซึ่งอยู่ใกล้กับโซนของนักเตะ และรออยู่ในเต็นท์ส่วนตัว ฟีฟ่าจึงปรับเวลาเปิดเพลงชาติมาให้ตรงกับช่วงที่ทรัมป์ยืนอยู่กลางสนาม พร้อมฉายภาพของเขาบนจอใหญ่ ส่งผลให้ผู้ชมในสนามพร้อมใจกันโห่เสียงดังอีกระลอก

ทั้งนี้กล้องจับภาพทรัมป์นั่งในบ็อกซ์หรูร่วมกับชื่อดังอย่าง ทอม เบรดี (Tom Brady) นักอเมริกันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และเจ้าพ่อสื่อ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก (Rupert Murdoch) โดยมีคณะรัฐมนตรีของเขาหลายคนร่วมด้วย ซึ่งฝ่ายอินฟานติโนเองก็ยังคงเดินหน้าผูกสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับทรัมป์ ทั้งขึ้นเวทีด้วยกัน แถมยังพาถ้วยคลับเวิลด์คัพไปวางโชว์ไว้ที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้าอีกด้วย

ซีอีโอ JPMorgan เตือนยุโรป “กำลังแพ้” GDP ร่วงเหลือ 65% ในช่วง 15 ปี จี้เร่งปฏิรูปก่อนถูกลืม

(14 ก.ค. 68) เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase & Co. ออกโรงเตือนยุโรปว่า “กำลังแพ้” ในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ หลังจากเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปหดตัวจาก 90% ของขนาดเศรษฐกิจสหรัฐ เหลือเพียง 65% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่ายุโรปกำลังประสบปัญหาโตช้า ตลาดทุนกระจัดกระจาย และขาดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เด็ดขาด

ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่กรุงดับลิน ไดมอนแนะให้ยุโรปเร่งสร้าง “ตลาดเดียวที่แท้จริง” ทั้งในด้านธนาคาร เงินทุน การเปิดเผยข้อมูลบริษัท นโยบายภูมิอากาศ และความโปร่งใส เหมือนที่ประเทศอย่างไอร์แลนด์ สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ทำสำเร็จ แม้จะมีขนาดเล็กแต่เติบโตได้เกินตัว

ไดมอนเคยเตือนลักษณะนี้มาก่อนในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเมื่อต้นปี โดยวิจารณ์ว่ายุโรปมี “ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้" และจำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อเร่งการเติบโต แต่ครั้งนี้เขาเตือนชัดขึ้นว่า “ยุโรปอาจหมดความสำคัญ” หากยังไม่เร่งมือ

นอกจากยุโรป ไดมอนยังเตือนตลาดการเงินว่ากำลังประเมินความเสี่ยงของเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยต่ำเกินไป โดยประเมินว่าโอกาสเฟด (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยอีกอยู่ที่ 40-50% มากกว่าที่ตลาดคาดไว้แค่ 20% พร้อมชี้ปัจจัยเสี่ยง เช่น นโยบายภาษีของทรัมป์ หนี้รัฐบาลสูง และการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนทิศ

แม้ JPMorgan จะลงทุนเพิ่มในยุโรป แต่คำเตือนจากซีอีโอคนนี้กลับเต็มไปด้วยความกังวล สะท้อนว่าแม้เขาจะหวังดีกับภูมิภาคนี้ แต่หากไม่ลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ยุโรปอาจเดินสู่เส้นทางถดถอยอย่างถาวร

คิม จองอึน ส่งสาส์นเรียกร้องทั่วโลกร่วมต้าน “อเมริกา-อิสราเอล” หนุนปาเลสไตน์

(14 ก.ค. 68) คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อ เรียกร้องให้ประชาคมโลก “ไม่วางตัวเป็นกลาง” ต่อเหตุการณ์ที่เขาระบุว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” พร้อมชี้ว่า โลกควรยืนเคียงข้างผู้ถูกกดขี่ ไม่เช่นนั้นอาจต้องเผชิญกับความอยุติธรรมในอนาคต โดยเนื้อหาทั้งหมดถูกเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Jaroensook Limbanchongkit Pone 

นอกจากนี้ คิม จองอึน ยังเรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมมือกัน “ต่อต้านอเมริกาและอิสราเอล” โดยปิดท้ายถ้อยแถลงด้วยข้อความว่า “เสรีภาพเพื่อปาเลสไตน์” ซึ่งถือเป็นถ้อยคำรุนแรงและชัดเจนที่สุดจากคิม จองอึน นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

แม้ยังไม่มีการเผยแพร่คำแถลงนี้จากสื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือโดยตรง เช่น KCNA แต่ข้อความดังกล่าวได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ต่อต้านอิสราเอลและสนับสนุนปาเลสไตน์

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ปลดเจ้าหน้าที่ 1,350 คน เดินหน้าปรับโครงสร้างตามนโยบาย ‘ทรัมป์’

(13 ก.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐเริ่มปลดคนทำงานมากกว่า 1,350 คน ตามนโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการยกเครื่องคณะทูตานุทูต ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าจะบั่นทอนความสามารถของสหรัฐในการปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์ของสหรัฐในต่างประเทศ

การปลดคนทำงานที่เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ตามเวลาสหรัฐ กระทบเจ้าหน้าที่พลเรือน 1,107คน และเจ้าหน้าที่การทูตที่ประจำการอยู่ในสหรัฐ 246 คน ผู้ถูกเลิกจ้างได้รับรายงานตรวจสอบการแยกทางความยาว 5 หน้ากระดาษที่แจ้งว่า จะไม่สามารถเข้าอาคารและอีเมลตั้งแต่เวลา 17.00 น.วันศุกร์ที่ 11 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่ด้านนอกอาคารมีกลุ่มคนมาชูป้ายและปรบมือให้กำลังใจผู้ที่ถูกเลิกจ้าง

บันทึกภายในของกระทรวงต่างประเทศระบุว่า กระทรวงกำลังปรับเปลี่ยนการทำงานภายในประเทศให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อมุ่งเน้นภารกิจสำคัญทางการทูต การลดจำนวนคนทำงานได้ผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนให้มีผลเฉพาะหน้าที่ที่ไม่จำเป็น หน่วยงานที่ซ้ำซ้อนและเกินความจำเป็น และหน่วยงานที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ โดยจะมีการลดจำนวนคนทั้งหมดเกือบ 3,000 คน รวมทั้งผู้สมัครใจลาออก จากจำนวนคนทำงานที่อยู่ในสหรัฐทั้งสิ้น 18,000 คน

สว.ทิม เคน รัฐเวอร์จิเนียจากพรรคเดโมแครตแถลงวิจารณ์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศกำลังทำให้สหรัฐอเมริกาปลอดภัยและมั่นคงน้อยลงอีกครั้ง เพราะตัดสินใจในช่วงที่จีนกำลังเพิ่มบทบาททางการทูตทั่วโลกและสร้างเครือข่ายฐานทัพทางการทหารและการคมนาคมในต่างประเทศ ขณะที่รัสเซียกำลังเดินหน้าทำสงครามที่โหดร้ายกับประเทศอธิปไตย และตะวันออกกลางกำลังเหวี่ยงจากวิกฤตหนึ่งไปสู่อีกวิกฤตหนึ่ง

นายรูบิโอประกาศแผนการปรับองค์กรเมื่อเดือนเมษายนว่า จะคืนอำนาจให้แก่สำนักงานระดับภูมิภาคและสถานทูต จะขจัดโครงการและสำนักงานที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์หลักของสหรัฐ แผนการนี้จะนำมาซึ่งการยุติบทบาทของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงพลเรือน ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน และการปิดสำนักงานบางแห่งที่ติดตามเรื่องอาชญากรรมสงครามและความขัดแย้งทั่วโลก

ลาวปัดข่าวลือส่งทหารช่วย ‘รัสเซีย’ ร่วมรบในยูเครน ชี้เป็นข่าวปลอม!! หวังบ่อนทำลายภาพลักษณ์ประเทศ

(12 ก.ค. 68) รัฐบาลลาวออกแถลงการณ์ปฏิเสธอย่างเป็นทางการต่อข่าวลือที่แพร่สะพัดในสื่อต่างประเทศบางแห่ง ซึ่งอ้างว่าลาวเตรียมส่งทหารหรือประชาชนเข้าร่วมรบเคียงข้างรัสเซียในสงครามยูเครน โดยยืนยันว่าเป็น 'ข้อมูลเท็จ' และอาจมีเจตนาสร้างความสับสนให้กับประชาคมโลก

ตามรายงาน จากข่าวปลอมดังกล่าวระบุว่ากองทัพรัสเซียพยายามโน้มน้าวทหารลาวให้ร่วมรบ โดยเสนอเงินค่าตอบแทนและสิทธิในการขอสัญชาติรัสเซีย แต่ทางการลาวชี้ชัดว่าไม่พบหลักฐานใดๆ รองรับข้อกล่าวหาเหล่านี้ และถือเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง บิดเบือนความจริงอย่างชัดเจน

เจ้าหน้าที่ของลาวเน้นย้ำว่า กระแสข่าวดังกล่าวแพร่กระจายในช่วงเวลาที่ลาวและรัสเซียกำลังกระชับความสัมพันธ์ ผ่านการเยือนของคณะผู้แทนระดับสูงจากลาว จึงมีความเป็นไปได้ว่าเป็นความพยายามเจตนาร้าย ที่มุ่งทำลายภาพลักษณ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ

รัฐบาลลาวยืนยันจุดยืนว่า ไม่มีนโยบายหรือความตั้งใจที่จะส่งทหารหรือประชาชนไปร่วมความขัดแย้งในต่างประเทศ และความร่วมมือทางทหารใดๆ กับมิตรประเทศ รวมถึงรัสเซีย ที่มีขึ้นบนหลักการเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อการพัฒนาด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงภายในเท่านั้น

ทั้งนี้ รัฐบาลลาวขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนใช้วิจารณญาณ ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการอย่างรอบคอบ ก่อนเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจผิด พร้อมย้ำถึงพันธกิจในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

‘ลิพ บู ตัน’ ซีอีโอ Intel รับไม่ติดท็อป 10 บริษัทชิปโลก ชี้ต้อง 'ถ่อมตัว' ปรับวัฒนธรรมองค์กร ยอมรับแพ้ Nvidia

(12 ก.ค. 68) ลิพ บู ตัน (Lip Bu Tan) ซีอีโอคนใหม่ของ Intel ยอมรับกับพนักงานว่า บริษัทไม่ติดอันดับท็อป 10 บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของโลกอีกต่อไป โดยระบุว่าโลกเปลี่ยนไปมาก และ Intel ต้องปรับตัวใหม่เพื่อกลับสู่จุดแข็งในอดีต

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลัง Intel ปลดพนักงานในรัฐออริกอนกว่า 500 คน โดยคาดว่าจะปลดรวมกว่า 20% ของพนักงานทั้งหมดทั่วโลก พร้อมยอมรับว่า บริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งอย่าง Nvidia, AMD และ TSMC ที่พัฒนาเทคโนโลยีเร็วกว่าและตอบสนองตลาด AI ได้ดีกว่า

ลิพ บู ตัน กล่าวว่า จุดเปลี่ยนของ Intel จะไม่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ซึ่งต้องใช้เวลา “เหมือนการวิ่งมาราธอน” พร้อมเน้นว่า การปลดพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำให้บริษัทปรับตัวคล่องขึ้น คล้ายกับวิธีดำเนินธุรกิจของ Nvidia หรือ Broadcom โดยเขาย้ำว่า “เราต้องถ่อมตัว” และ “ฟังเสียงลูกค้าให้มากขึ้น”

โฆษก Intel พยายามชี้แจงว่าคำพูดของตันหมายถึงมูลค่าตลาด (market value) ไม่ใช่ด้านเทคโนโลยีโดยตรง แต่รายงานจาก OregonLive ระบุว่า ตันไม่ได้กล่าวถึงมูลค่าในบทสนทนา 20 นาทีครั้งนั้น แต่พูดถึงประเด็นวัฒนธรรมองค์กรเป็นหลัก

นอกจากนี้ ตันยังแสดงความกังวลว่า Intel อาจเข้าตลาดชิป AI สำหรับองค์กรไม่ทันการณ์เพราะ Nvidia ครองตลาดนี้อยู่ และมีออเดอร์จำนวนมากจากบริษัทใหญ่เช่น Meta, OpenAI และ xAI ขณะเดียวกัน ชิปใหม่ Intel 18A ก็อาจได้รับการตอบรับช้ากว่าที่คาด แม้จะตั้งใจออกแบบมาแข่งกับเทคโนโลยีของ TSMC โดยตรงก็ตาม

‘ทอม ครูซ’ ยื่นมือช่วยเอเย่นต์ส่วนตัว ไม่ให้ถูกไล่ออก หลังวิจารณ์อิสราเอล โพสต์สนับสนุนปาเลสไตน์

(12 ก.ค. 68) ทอม ครูซ นักแสดงชื่อดังระดับฮอลลีวู้ด ได้เข้าแทรกแซงเพื่อช่วย มหา ดาคิล (Maha Dakhil) เอเย่นต์คนสำคัญของเขาจากการถูกไล่ออกจากบริษัท Creative Artists Agency (CAA) หลังเธอถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากโพสต์สนับสนุนปาเลสไตน์บนอินสตาแกรมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566

ดาคิล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริหารหญิงระดับสูงของ CAA ได้แชร์ข้อความที่กล่าวหาอิสราเอลว่ากำลัง 'ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์' ชาวปาเลสไตน์ รวมถึงข้อความที่ชี้ว่าการเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ยิ่งน่าเจ็บปวดยิ่งกว่า ตัวโพสต์จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเข้าข่ายต่อต้านชาวยิว ทำให้เธอต้องลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายภาพยนตร์ร่วมของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ทอม ครูซได้เดินทางไปยังสำนักงานของ CAA ด้วยตัวเองในวันที่ 15 พฤศจิกายน เพื่อให้กำลังใจและแสดงจุดยืนเคียงข้างดาคิล ถือเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยในแวดวงฮอลลีวูด ส่งผลให้เธอยังสามารถทำหน้าที่เป็นเอเย่นต์ต่อได้ แม้จะพ้นจากตำแหน่งบริหาร

ต่อมา ดาคิลได้ออกแถลงการณ์ขอโทษ โดยระบุว่าเธอเสียใจต่อ “ถ้อยคำที่สร้างความเจ็บปวด” และไม่ได้ตั้งใจให้เกิดความแตกแยก พร้อมยืนยันว่าเธอเห็นคุณค่าของทุกชีวิตและความทุกข์ในทุกฝ่าย

เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความขัดแย้งที่ซับซ้อนในวงการฮอลลีวูด ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในประเด็นอิสราเอล-ปาเลสไตน์ โดยก่อนหน้านี้นักแสดงอย่างซูซาน ซาแรนดอน (Susan Sarandon) และเมลิสซา บาร์เรรา (Melissa Barrera) ก็เคยถูกลดบทบาทหรือถอดงานจากการแสดงจุดยืนในประเด็นเดียวกัน

สื่อสวิตฯ เผยการยึดฝั่งตะวันออกโดยรัสเซีย จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ชี้ยูเครนถอยร่นสู่จุดวิกฤต!! อาจต้องถอนกำลังข้ามแม่น้ำนีเปอร์

(12 ก.ค. 68) สถานการณ์สงครามในยูเครนเริ่มเข้าสู่จุดพลิกผัน เมื่อรายงานจากสื่อ NZZ ของสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า ยูเครนอาจใกล้ถึงจุดที่ต้องถอยข้ามแม่น้ำนีเปอร์ ท่ามกลางตัวเลือกที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ทาง และแต่ละทางล้วนไม่มีคำว่า 'ชัยชนะ' อยู่เลย

NZZ วิเคราะห์ว่า รัสเซียได้เปลี่ยนจากยุทธศาสตร์ค่อยๆ บั่นทอน มาเป็นการรุกไล่แบบเข้มข้น เพื่อหวังพลิกเกมในระดับยุทธศาสตร์ ขณะที่แนวหน้าของยูเครนเริ่มเข้าสู่ภาวะตึงเครียด จนต้องเลือกระหว่างการถอยอย่างมีระบบหรือการถอนตัวข้ามแม่น้ำ ซึ่งเท่ากับการยกดินแดนส่วนใหญ่ทางตะวันออกให้รัสเซีย 

ทางเลือกแรกของยูเครน คือการถอยอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษากำลังพลและอาวุธไว้ให้ได้มากที่สุด แต่ต้องยอมเสียพื้นที่สำคัญ ส่วนทางเลือกที่สอง คือการล่าถอยข้ามแม่น้ำนีเปอร์ ซึ่งจะหมายถึงการทิ้งดินแดนยุทธศาสตร์ทางฝั่งตะวันออกไว้ให้รัสเซีย 

หากสถานการณ์มาถึงจุดนั้นจริง ยูเครนอาจต้องสูญเสียฝั่งซ้ายของแม่น้ำนีเปอร์ทั้งหมด ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซียมาตั้งแต่ต้นสงคราม และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์ยุโรปตะวันออกในระยะยาว 

อินเดีย เผยผลสอบสวน Air India 171 เครื่องบินตก ชี้เครื่องดับกลางอากาศ เพราะสวิตช์คุมน้ำมันถูกสับลง

(12 ก.ค. 68) รายงานเบื้องต้นจากสำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศอินเดีย (AAIB) ระบุว่า เครื่องยนต์ของเที่ยวบิน Air India 171 ดับลงเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากเครื่องบินทะยานขึ้นจากสนามบินอัห์มดาบาดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่สุดของอินเดียในรอบเกือบ 30 ปี

จากข้อมูลที่บันทึกในห้องนักบิน สวิตช์ควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ทั้งสองตัว “เปลี่ยนจากตำแหน่งทำงาน (run) เป็นตัดการทำงาน (cut-off)” อย่างลึกลับ ทำให้เครื่องยนต์ขาดเชื้อเพลิงและสูญเสียแรงขับ แม้นักบินจะพยายามเรียกคืนระบบกลับมาทำงานในเวลา 10-14 วินาที แต่ก็ไม่ทันการณ์

รายงานระบุว่านักบินทั้งสองคนมีประสบการณ์การบินสูงและได้พักผ่อนเพียงพอก่อนปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งไม่มีนกบินผ่านในเส้นทางเครื่องบิน จึงตัดความเป็นไปได้จากปัจจัยภายนอก ขณะที่ระบบ 'ram air turbine' ซึ่งจ่ายพลังงานฉุกเฉินได้ทำงานแล้ว แต่เครื่องก็เริ่มลดระดับก่อนข้ามเขตสนามบิน

แม้ยังไม่สรุปสาเหตุสุดท้าย แต่ AAIB ยืนยันว่า “ยังไม่มีข้อเสนอแนะให้ดำเนินการใด ๆ” กับ Boeing ผู้ผลิตเครื่องบิน หรือ GE Aerospace ผู้ผลิตเครื่องยนต์ โดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งแรกที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner

สำหรับโศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตผู้โดยสาร 241 คน และอีก 29 คนที่อยู่บนพื้นดินเมื่อเครื่องตกกระแทกอาคารวิทยาลัยแพทย์ เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดของสายการบิน Air India นับตั้งแต่ Tata Group เข้าซื้อกิจการเมื่อ 3 ปีก่อน โดยขณะนี้กำลังได้รับความช่วยเหลือในการสอบสวนจากหน่วยงานสืบสวนของสหรัฐฯ และอังกฤษ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top