Friday, 3 July 2026
WORLD

EU ยังหนุนเซเลนสกี!! ทั้งที่กำลังเผชิญคดี ‘คอร์รัปชัน’ ครั้งใหญ่ แกนนำขบวนการ Other Ukraine เผย ยุโรปต้องการให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ ชี้ ‘เซเลนสกี’ คือคนที่ใช่ แม้มีตัวเลือกอื่น

(19 พ.ย. 68) วิคเตอร์ เมดเวดชุก (Viktor Medvedchuk) แกนนำขบวนการ Other Ukraine ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า สหภาพยุโรปยังยืนหยัดสนับสนุนประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แม้ยูเครนกำลังเผชิญคดีคอร์รัปชันครั้งใหญ่ เพราะมองว่าเซเลนสกีคือ “คนของพวกเขาเอง” พร้อมอ้างว่ายุโรปกังวลต่อเรื่องนี้ แต่ไม่ต้องการให้ความช่วยเหลือยูเครนหยุดลง

อย่างไรก็ตาม รายงานของ Ukrainska Pravda ระบุว่า เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำยูเครน คาตารินา มาเธอร์โนวา (Katarina Mathernova) ไม่พอใจที่มีการเปิดโปงทุจริตในรัฐบาลเคียฟ ขณะเดียวกันบล็อกเกอร์ชาวยูเครน อนาโตลี ชารีย์ (Anatoly Shariy) กล่าวหาว่าสหภาพยุโรปกำลังแทรกแซงการสอบสวนคดีดังกล่าวผ่านเธออีกด้วย

เมดเวดชุกยังกล่าวว่า ยุโรปเองต้องการให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ โดยมองว่าเซเลนสกียังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แม้ยูเครนจะมีตัวเลือกอื่น เช่น วาเลรี ซาลุซนี (Valerii Zaluzhnyi) อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ปัจจุบันเป็นทูตยูเครนประจำลอนดอน ซึ่งปัจจัยเรื่องการเลือกตั้งอาจทำให้ยุโรปต้องคำนึงถึงเกมการเมืองมากขึ้น

ด้านการสอบสวนคอร์รัปชัน สำนักงานปราบปรามคอร์รัปชันแห่งชาติยูเครน (NABU) เปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ ตรวจค้นหลายจุดทั้งบ้านอดีตรัฐมนตรีพลังงานและสำนักงานรัฐวิสาหกิจ Energoatom พร้อมเผยภาพเงินสดจำนวนมากที่ถูกยึด พบว่า ทิมูร์ มินดิตช์ (Timur Mindich) ผู้ถูกมองว่าเป็น “กระเป๋าเงิน” ของเซเลนสกีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะที่สมาชิกรัฐสภาบางรายเตือนว่าเรื่องอื้อฉาวครั้งนี้อาจทำให้ยูเครนเสี่ยงสูญเสียการสนับสนุนจากชาติตะวันตกในอนาคต

จีนไม่พอใจผลคุยญี่ปุ่น เตือนถอนคำพูดที่ผิดพลาด หลังนายกฯ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” จุดชนวนให้เกิดการปะทะทางการทูต รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

(19 พ.ย. 68) หลิวจิ้นซง อธิบดีสำนักกิจการเอเชีย สังกัดกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้จัดการปรึกษาหารือกับคานาอิ มาซาอากิ อธิบดีสำนักกิจการเอเชียและโอเชเนีย สังกัดกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ในกรุงปักกิ่งของจีน

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงข่าวว่าจีนแสดงการคัดค้านญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการอีกครั้งระหว่างการปรึกษาหารือครั้งนี้ในกรณีซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แสดงวาทะเกี่ยวกับจีนอย่างผิดพลาด

ฝ่ายจีนระบุว่าตรรกะวิบัติของทาคาอิจิละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานของการกำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง บ่อนทำลายระเบียบระหว่างประเทศยุคหลังสงครามอย่างร้ายแรง ละเมิดหลักการจีนเดียวและเจตจำนงตามเอกสารทางการเมืองระหว่างจีนกับญี่ปุ่นทั้งสี่ฉบับอย่างร้ายแรง บั่นทอนรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น มีลักษณะและอิทธิพลอันเลวร้ายอย่างสุดโต่ง และจุดกระแสความโกรธเคืองและเสียงประณามในหมู่ประชาชนชาวจีน

เหมากล่าวว่าจีนกระตุ้นเตือนญี่ปุ่นอย่างจริงใจให้ถอนคำพูดที่ผิดพลาด หยุดสร้างปัญหาความยุ่งยากในประเด็นที่เกี่ยวกับจีน ดำเนินการอันเป็นรูปธรรมเพื่อยอมรับความผิดพลาดและแก้ไขความคลาดเคลื่อน และคุ้มครองรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น

เทรนด์ใหม่เด็กสิงคโปร์ อวดการใช้ชีวิตแบบประหยัด ใช้ตู้เสื้อผ้าเล็กๆ ในห้องโล่ง ของน้อยแต่ใช้คุ้ม นิยามชีวิตดี ทำมีเงินเก็บมากขึ้น ไม่เป็นหนี้

Underconsumption: เมื่อเด็กสิงคโปร์หันมา ‘อวดประหยัด’ แทน ‘อวดแบรนด์’

เย็นวันศุกร์ในห้องเช่าเล็ก ๆ ย่านชานเมืองสิงคโปร์ เด็กสาววัยยี่สิบกลาง ๆ ตั้งขาตั้งมือถือไว้ปลายเตียง  

ในเฟรมมีตู้เสื้อผ้าเล็ก ๆ ลิ้นชักใบเดียว เครื่องสำอางไม่ถึงสิบชิ้น  
เธอกดอัด TikTok พร้อมแคปชัน  

“underconsumption core – นี่คือทุกอย่างที่ฉันมี และฉันโอเคมาก”  
คลิปแบบนี้กำลังเต็มฟีดในสิงคโปร์  
จากเดิมที่โซเชียลมีเดียคือพื้นที่ “อวดของใหม่”  
ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่ “อวดว่า…ฉันใช้ของเท่าที่จำเป็นก็มีความสุขได้”  
บทความนี้จะพาไปดูว่า  

- เทรนด์ “underconsumption” คืออะไร  
- ทำไมมันถึงเกิดแรงมากในสิงคโปร์  
- และมันสะท้อน “คุณภาพชีวิต” ของคนรุ่นใหม่ยุคค่าครองชีพพุ่งยังไง  
Underconsumption core คืออะไร (แบบเข้าใจง่าย)
บน TikTok และสื่อสิงคโปร์ใช้คำว่า “underconsumption core”  

หมายถึง ไลฟ์สไตล์ที่ตั้งใจ “ใช้ให้น้อยลง – ใช้ของที่มีให้คุ้ม – หยุดซื้อโดยไม่คิด”  

สื่ออย่าง Channel NewsAsia เขียนถึงเทรนด์นี้ว่ากำลังเป็น buzzword บนโลกออนไลน์  

คนรุ่นใหม่โพสต์คลิปโชว์บ้านโล่ง ๆ ตู้เสื้อผ้าเล็ก ๆ ของใช้ไม่กี่ชิ้น พร้อมเล่าว่าทำไมเลือก “ไม่ซื้อ” มากขึ้น อีกหลายสำนักก็เล่าว่ากระแส “อวดประหยัด” นี้ ไม่ได้อยู่แค่ในโลกตะวันตก  
แต่ขยายมาในเอเชีย โดยเฉพาะสิงคโปร์ ซึ่งคนหนุ่มสาวจำนวนมากเริ่มแชร์ชีวิตแบบ  
- เสื้อผ้าชุดเดิม – ทำ capsule wardrobe มีเสื้อผ้าหลัก ๆ ไม่กี่ชิ้น แต่ mix & match ให้ได้หลายลุค  
- เครื่องสำอาง/สกินแคร์เท่าที่ใช้จริง – โชว์โต๊ะเครื่องแป้งที่มีไม่กี่แบรนด์ ไม่ซื้อซ้ำเพราะ FOMO  
- ของใช้ไฟฟ้าชิ้นเดียวจบ – ไดร์เป่าผมตัวเดียวใช้มาหลายปี ไม่ตามเทรนด์ทุกแบรนด์ที่ดังใน TikTok  

แทนที่จะถามว่า “ซื้ออะไรเพิ่มดี?”  
คนกลุ่มนี้ถามตัวเองว่า  
“สิ่งที่มีอยู่ พอไหม – ใช้ให้คุ้มแล้วหรือยัง – ถ้าไม่ซื้อ เราจะได้อะไรกลับมาบ้าง (เงิน, พื้นที่, ความสบายใจ)”  
ทำไมเทรนด์นี้ถึงแรงในสิงคโปร์
1. ค่าครองชีพที่กลายเป็น “เรื่องในหัวทุกวัน”
สำรวจคนรุ่นใหม่หลายชิ้นตรงกันว่า  
“ค่าครองชีพ” คือความกังวลอันดับหนึ่งของ Gen Z และ Millennials ในสิงคโปร์
- รายงานของ Deloitte ปี 2024 ระบุว่า กว่า 56% ของ Gen Z สิงคโปร์ บอกว่าค่าครองชีพคือปัญหาใหญ่ที่สุดในชีวิตตอนนี้  
- อีกหลายสำรวจด้านการเงินพบว่าคนหนุ่มสาวจำนวนมากบอกว่ากำลัง “อยู่แบบเดือนชนเดือน” และไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเกษียณได้สบายหรือไม่  
- YouGov ในสิงคโปร์ก็รายงานว่า กว่า 80% ของคนสิงคโปร์กังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเกือบครึ่งกลัวว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในไม่กี่เดือนข้างหน้า  

เมื่อ “เงิน” กลายเป็นความเครียดพื้นฐานในชีวิต  
การเลือกใช้ชีวิตแบบซื้อทุกอย่างตามกระแส จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่สบายใจอีกต่อไป  Underconsumption จึงกลายเป็นคำตอบ ไม่ใช่เพราะอยากเท่ แต่เพราะเป็นวิธี “เอาตัวรอดทางการเงิน” แบบที่ยังให้ความรู้สึกคูลอยู่
2. เมืองเล็ก ห้องเล็ก พื้นที่มีราคา ทุกตารางเมตรต้องคิด
สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเมืองที่ค่าที่อยู่อาศัยสูงที่สุดในโลก  
ทั้งบ้าน HDB และคอนโดทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ  
สื่อหลายเจ้าอย่าง South China Morning Post เล่าไว้ว่าคนหนุ่มสาวสิงคโปร์กำลัง “โอบรับ” ไลฟ์สไตล์ underconsumption เพราะทั้งค่าบ้านและค่าของใช้ในชีวิตประจำวันทำให้ทุกคนอยาก “ใช้พื้นที่และเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด”  
- ห้องเล็ก = ข้าวของเยอะไม่ได้  
- ของเยอะ = เครียด, เกะกะ, ทำให้ห้องแพง ๆ ดูอึดอัด  
- จึงเริ่มคิดกลับด้านว่า “การมีของน้อย” = ทำให้บ้านน่าอยู่กว่า  

พอแนวคิดนี้ถูกเล่าผ่าน TikTok และบทความไลฟ์สไตล์ มันก็กลายเป็น standard ใหม่ ว่า  
“ไม่จำเป็นต้องมีตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ หรือชั้นรองเท้าหลายชั้น ถึงจะเรียกว่าชีวิตดี”

3. เศรษฐกิจ – สภาพจิตใจ – และการมองเงินเป็น self-care
ภายใต้หน้าตา “อวดประหยัด” จริง ๆ คือเรื่อง ความเครียดเรื่องเงิน และสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่
- Deloitte และหลายงานวิจัยล่าสุดชี้ว่า เรื่องเงิน เป็นต้นเหตุสำคัญของความเครียดใน Gen Z และ Millennials โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพ และความกลัวว่าจะไม่มีเงินพอในอนาคต  
- บทความด้านการเงินส่วนบุคคลในสิงคโปร์บางชิ้นอธิบายว่า คนรุ่นใหม่มอง “การจัดการการเงิน” เป็นส่วนหนึ่งของ การดูแลตัวเอง (self-care) ไม่แพ้การออกกำลังกายหรือดูแลสุขภาพ  

ดังนั้น การไม่ซื้อของตามกระแส =  
- ลดความกดดันเรื่องบัตรเครดิต  
- ลดความรู้สึกผิดเวลาเงินหมดต้นเดือน  
- ทำให้รู้สึกว่าตัวเอง “คุมชีวิตได้” มากกว่าถูกโซเชียลมีเดียลากไป  
Underconsumption จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่มันคือ “เครื่องมือทางจิตใจ” ให้คนรู้สึกปลอดภัยขึ้นในโลกที่แพงขึ้นทุกปี

Underconsumption ในชีวิตจริง: ภาพที่เห็นในสิงคโปร์
ลองจินตนาการผู้อ่านตามภาพเหล่านี้ ซึ่งตอนนี้มีเต็ม TikTok และสื่อท้องถิ่นในสิงคโปร์:
1. “ปีนี้ไม่ซื้อเสื้อผ้า” – Year without shopping
สื่ออย่าง The Straits Times เล่าเรื่องคนหนุ่มสาวสิงคโปร์ที่ทำ challenge “หนึ่งปีไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่”  
พวกเขาอัดคลิปอธิบายเหตุผลว่า  
- ตู้เสื้อผ้าปัจจุบันมีเพียงพอแล้ว  
- ถ้าไม่ซื้อเพิ่ม จะประหยัดเงินได้เป็นก้อน  
- และยังช่วยลด fast fashion ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย  
คนดูไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขา “ขาด”  
แต่กลับรู้สึกว่า “โห เก่งจัง – ทำได้ไง – อยากลองบ้าง”
2. ห้องเล็ก แต่โล่ง น่าอยู่
คอนเทนต์โชว์ห้อง 20–30 ตารางเมตร ในสิงคโปร์  
ภายในมีแค่:
- เตียง  
- โต๊ะทำงานตัวเล็ก  
- ชั้นหนังสือเล็ก ๆ  
- ตู้เสื้อผ้าบานเดียว  
เจ้าของห้องเล่าว่า  

“เมื่อก่อนซื้อของตกแต่งเยอะมาก จนรู้สึกว่าห้องแน่นและสมองแน่นไปด้วย พอมาลอง underconsumption – ทิ้งของที่ไม่ใช้ – ขายของมือสองออกไป ห้องเล็กเท่าเดิม แต่รู้สึกหายใจโล่งขึ้นเยอะ”

3. จาก haul video → เป็น “anti-haul” แทน
คลิปแบบเดิม: คนหิ้วถุงชอปปิงจากห้างมาเทของโชว์ว่า “ซื้ออะไรบ้าง”  
คลิปยุคใหม่ในสิงคโปร์:  
เป็น anti-haul – อัดคลิปเล่าว่า  
- มีอะไรบ้างที่ “ไม่ซื้อ” ทั้งที่เคยอยากได้  
- ทำไมถึงเลิกซื้อแบรนด์หรูบางแบรนด์  
- ใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่า “ของชิ้นนี้คุ้มที่จะซื้อจริง ๆ”  
คนดูได้ทั้ง mindset, วิธีคิด และรู้สึกว่า “ไม่ซื้อก็ไม่ได้แปลว่าแพ้”
เมื่อ “อวดประหยัด” กลายเป็นแฟชั่นใหม่
สิ่งที่น่าสนใจคือ underconsumption ไม่ได้เพียงบอกว่า  
“ฉันจนเลยต้องประหยัด”  
แต่มันถูกเล่าในน้ำเสียงว่า  
“ฉันเลือกจะใช้ชีวิตแบบนี้ – และภูมิใจด้วย”  
สื่ออย่าง The Independent Singapore และคอลัมนิสต์อีกหลายคนเขียนไปในทิศทางเดียวกันว่า  
คนรุ่นใหม่กำลังใช้ underconsumption เพื่อ  
- ตอบโต้โลกที่ยัดเยียดการบริโภคเกินจริงของดารา/อินฟลูเอนเซอร์  
- สร้างคอมมูนิตี้ของคนที่ “ใช้ชีวิตพอดีกับรายได้จริง”  
- ทำให้ความเรียบง่ายกลายเป็นเรื่อง “เท่” ในสายตาคนกลุ่มเดียวกัน  
พอ “ความประหยัด” ถูกเล่าแบบเท่ ๆ  
มันเลยกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ แทนที่จะเป็นภาพ “คนลำบาก” แบบในอดีต แล้วคนไทยเรียนรู้อะไรจากเทรนด์นี้ได้บ้าง
สำหรับผู้อ่านไทย โดยเฉพาะคนเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่เริ่มเจอปัญหาคล้าย ๆ กัน (ค่าครองชีพสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่ม พื้นที่อยู่อาศัยเล็กลง)  
เทรนด์ underconsumption ในสิงคโปร์ให้บทเรียนที่น่าสนใจอย่างน้อย 4 ข้อ
1. ประหยัดไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ขัดสน”
ถ้าเล่าเรื่องประหยัดในแบบเก่า คนจะนึกถึงการ “ตัดทุกอย่างทิ้งจนชีวิตเครียด”  
แต่ underconsumption สอนว่า  
- เราเลือกตัด “ส่วนเกิน” ไม่ใช่ตัด “ความสุขทั้งหมด”  
- ใช้เงินกับสิ่งที่ให้ value จริง ๆ เช่น สุขภาพ การเรียนรู้ ประสบการณ์ กับคนสำคัญ  
- ลด spending ที่เกิดจาก FOMO หรือแรงกดดันของโซเชียล  
2. ใช้คอนเทนต์เป็นเครื่องมือเปลี่ยนนิสัยการใช้เงิน
สิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าคลิป TikTok สั้น ๆ  
สามารถเปลี่ยนความคิดคนจำนวนมากจาก “อยากได้อีก” ไปสู่ “เอาเท่าที่พอ” ถ้าในไทยมีคอนเทนต์แนว  
- “ของ 10 อย่างที่ฉันเลิกซื้อแล้วชีวิตดีขึ้น”  
- “อยู่คอนโดเล็ก ๆ แต่เงินเหลือเก็บมากขึ้นยังไง”  
แล้วคนเล่าไม่ได้ preaching แต่เล่าแบบเพื่อนคุยกับเพื่อน  
มันอาจเป็นแรงดันทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่จัดการเงินเก่งขึ้น โดยไม่ต้องรอกฎหมายหรือมาตรการรัฐ
3. ประหยัด + สุขภาพจิต = คู่กันได้
งานวิจัย Gen Z ทั่วโลก รวมถึงในสิงคโปร์ชี้ว่า  
เรื่องเงินกำลังทำให้คนรุ่นใหม่เครียดมากกว่ารุ่นก่อน ๆ  
underconsumption จึงอาจไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น “ยาคลายเครียด” อีกแบบหนึ่ง การเห็นยอดบัตรเครดิตลดลง เงินเก็บเพิ่มขึ้น ห้องโล่งขึ้น  
ล้วนส่งผลต่อสุขภาพจิตในทางบวกอย่างชัดเจน
4. ต่อไป “แบรนด์หรู” อาจไม่ใช่ตัวแทนความสำเร็จเสมอไป
ในสังคมที่ค่าครองชีพสูงมาก ความเท่าของคนรุ่นใหม่อาจไม่ได้วัดกันที่กระเป๋า รองเท้า หรือรถ แต่เป็นเรื่องเหล่านี้แทน  
- มีเงินสำรองฉุกเฉินกี่เดือน  
- ไม่มีหนี้เสีย  
- กล้าปฏิเสธการใช้เงินที่ไม่จำเป็น  

underconsumption ทำให้ “ความสำเร็จ” ถูกนิยามใหม่เงียบ ๆ  
จาก “ซื้อได้ทุกอย่าง” กลายเป็น “เลือกซื้อเท่าที่จำเป็น และยังมีอิสระในชีวิต”

บทสรุป: เมื่อโลกแพงขึ้น ศิลปะของการ “ไม่ซื้อ” จะยิ่งสำคัญ
เทรนด์ Underconsumption ในสิงคโปร์  
ไม่ใช่แค่แฟชั่นบน TikTok แต่เป็นภาพสะท้อนลึก ๆ ของยุคที่  
- ค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อบีบ  
- พื้นที่ใช้สอยเล็กลงเรื่อย ๆ  
- คนรุ่นใหม่ต้องพยายามหาสมดุลระหว่าง “อยู่รอด” กับ “การมีความสุข”  

ในบริบทนี้

การหันมา “อวดประหยัด” แทน “อวดแบรนด์” จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย มันคือการประกาศเงียบ ๆ ว่า

“ฉันอาจไม่ได้มีของเยอะเหมือนในโฆษณา แต่ฉันมีเงินเก็บ มีพื้นที่หายใจ มีหัวที่ไม่หนักด้วยหนี้ และสำหรับฉัน…นี่ต่างหากคือชีวิตที่ดี” สำหรับผู้อ่านไทย คำถามต่อไปคือ

- เราจะเอาแนวคิดแบบนี้มาปรับใช้กับชีวิตตัวเองได้ยังไง

- จะเริ่ม “underconsumption” มุมไหนก่อน – เสื้อผ้า, กาแฟ, subscription, ของแต่งบ้าน, gadget เพราะบางที แค่เริ่มจาก “ชิ้นเดียว” ที่เราตัดสินใจไม่ซื้อ

ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการเงิน และคุณภาพชีวิตที่เบาสบายขึ้นอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนก็ได้

ทำไมนักการเมืองบางคน ติดคุกคดีทุจริต หรือใช้อำนาจมิชอบ แต่ออกมาแล้วยิ่งใหญ่กว่าเดิม ได้รับความชอบธรรมจากประชาชน

(18 พ.ย. 68) เวลาพูดถึง “นักการเมืองติดคุก” ภาพในหัวมักคือคดีโกง คดีทุจริต หรือใช้อำนาจมิชอบ แต่ในหลายประเทศทั่วโลก เรากลับเห็นอีกแบบหนึ่ง คือ “คนเคยติดคุก” กลายเป็นผู้นำประเทศที่ทรงอิทธิพล และได้รับความชอบธรรมจากประชาชนอย่างล้นหลาม

คำถามคือ ทำไม “ตราคุก” ที่ควรเป็นตราบาป ถึงกลับกลายเป็น “เหรียญเกียรติยศทางการเมือง” ได้? บทความนี้ชวนดู 7 เคสต่างประเทศ แล้วสรุปให้เห็น pattern ร่วม ว่าอะไรทำให้นักการเมืองบางคน “ถูกขังในคุก แต่หัวใจอยู่ในทำเนียบ”

1. ลูลา ดา ซิลวา – บราซิล  
จากจำเลยคดีคอร์รัปชัน สู่ประธานาธิบดี 3 สมัย
ลูลา อดีตผู้นำสหภาพแรงงานและประธานาธิบดีฝ่ายซ้ายของบราซิล ถูกตัดสินจำคุกจากคดีคอร์รัปชันและฟอกเงินในปฏิบัติการ “Car Wash” และถูกจำคุกไปราว 580 วัน ก่อนที่ศาลสูงบราซิลจะกลับคำพิพากษา โดยชี้ว่าผู้พิพากษาคดีนี้มีอคติและไม่มีอำนาจพิจารณาคดี ทำให้คำตัดสินเดิมเป็นโมฆะ ลูลาได้สิทธิ์ทางการเมืองคืน และกลับมาลงเลือกตั้งอีกครั้ง

ปี 2022 ลูลาชนะการเลือกตั้ง กลายเป็นประธานาธิบดีบราซิลสมัยที่ 3 และถูกมองว่าเป็น “การคืนชีพทางการเมือง” ของคนที่เคยถูกพยายามฝังทั้งเป็นด้วยคดีคอร์รัปชัน

ทำไมเคสนี้คัมแบ็กได้?
- คนจำนวนมากเชื่อว่าคดีเป็น “การกลั่นแกล้งทางการเมือง”  
- ช่วงที่ลูลาเคยบริหารเศรษฐกิจ บราซิลเติบโต คนจนจำนวนมากได้ไต่ขึ้นเป็นชนชั้นกลาง จึงเกิด “ความคิดถึงยุคลูลา”  
- ฝ่ายตรงข้าม (โบลโซนาโร) บริหารประเทศแบบสร้างความแตกแยก ทำให้คนอยากกลับไปเลือกตัวเลือกที่เคยทำให้ชีวิตดีขึ้น  

2. อันวาร์ อิบราฮิม – มาเลเซีย  
สิบปีในคุก กลายเป็นทุนทางศีลธรรม
อันวาร์ อิบราฮิม จากอดีตรองนายกฯ และทายาททางการเมืองของมหาเธร์ กลายเป็นผู้นำฝ่ายค้านและสัญลักษณ์ของขบวนการปฏิรูป (Reformasi) เขาถูกปลดจากตำแหน่ง แล้วถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันและคดีทางเพศหลายรอบ ซึ่งเขายืนยันมาตลอดว่าเป็นคดีการเมืองเพื่อทำลายชื่อเสียง นักวิเคราะห์จำนวนมากก็เห็นตรงกันว่าคดีเหล่านี้มีมิติทางการเมืองสูง ไม่ใช่ความยุติธรรมปกติ

อันวาร์เข้าออกคุกหลายครั้ง รวมๆ แล้วราว 10 ปี ก่อนที่คำพิพากษาบางส่วนจะถูกกลับ และในที่สุดเขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในปี 2022 หลังจากต่อสู้อย่างยาวนานเกือบ 25 ปีในฐานะฝ่ายค้านหลักของประเทศ

อะไรที่ทำให้เขากลับมาดังยิ่งกว่าเดิม?
- ภาพจำของคนจำนวนมากคือ “เหยื่อของระบอบเก่า”  
- ขบวนการ Reformasi สร้างฐานมวลชนที่เชื่อใน “การปฏิรูปและต้านคอร์รัปชัน” มากกว่าจะยึดติดตัวบุคคลเดียว  
- การยืนหยัดนานนับสิบปี ไม่เปลี่ยนอุดมการณ์ ทำให้เขามีความน่าเชื่อถือเชิงศีลธรรมสูง  

3. เนลสัน แมนเดลา – แอฟริกาใต้  
27 ปีในคุก กลายเป็นตำนานเสรีภาพ
แมนเดลาถูกจับในข้อหากบฏและก่อการร้ายจากการต่อสู้กับระบบเหยียดผิว Apartheid และถูกคุมขังนานถึง 27 ปี ระหว่างอยู่ในคุก เขากลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกของการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน หลังการเจรจาทางการเมือง เขาได้รับอิสรภาพ และในปี 1994 กลายเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ภายหลังการเลือกตั้งเสรีครั้งแรกของประเทศ  

ในกรณีนี้ “คุก” ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผลของความผิดส่วนตัว แต่เป็นหลักฐานของการเสียสละเพื่อประชาชนทั้งประเทศ

4. โฮเซ่ “เปเป้” มูฮิกา – อุรุกวัย  
จากกองโจรหัวรุนแรง สู่ประธานาธิบดีสุดสมถะ
มูฮิกาเคยเป็นสมาชิกกลุ่มกองโจรซ้ายจัด “ทูปามาโรส” (Tupamaros) ในยุคเผด็จการทหารอุรุกวัย เขาถูกยิงบาดเจ็บ ถูกจับ และถูกคุมขังรวมเกือบ 14 ปี ถูกขังเดี่ยว ถูกทรมานในหลายช่วงเวลา

หลังประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย เขาได้รับนิรโทษกรรม เข้าสู่การเมืองกระแสหลัก ผ่านตำแหน่ง ส.ส. รัฐมนตรี และในที่สุดเป็นประธานาธิบดีปี 2010–2015 โดยโด่งดังทั่วโลกในฐานะ “ประธานาธิบดีที่จนที่สุด” เพราะใช้ชีวิตสมถะ ขับรถโฟล์คเต่า อยู่บ้านไร่ เลี้ยงดอกไม้ และบริจาคเงินเดือนส่วนใหญ่  

จุดพลิกคือนิยามใหม่ของตัวเอง จากอดีตกองโจรหัวรุนแรง → นักการเมืองสายสมถะที่ใช้ประสบการณ์ในคุกมาเตือนสังคมว่า “การใช้อำนาจรัฐรุนแรงไม่ใช่คำตอบ”

5. บาสซีรู ดิโอมาย ฟาย – เซเนกัล  
นักโทษการเมืองที่กลายเป็นประธานาธิบดีในเวลาไม่กี่สัปดาห์
ฟายเป็นอดีตข้าราชการภาษีและคนรุ่นใหม่ในพรรคฝ่ายค้าน PASTEF เขาถูกจับปี 2023 จากข้อหา “ดูหมิ่นศาล ปลุกปั่นให้ก่อความไม่สงบ” ท่ามกลางบรรยากาศที่รัฐบาลเก่าถูกกล่าวหาว่าใช้กฎหมายจัดการคู่แข่งทางการเมืองและพยายามยืดอำนาจของประธานาธิบดีเดิม

ต้นปี 2024 สภาออกกฎนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองหลายคน รวมถึงฟาย เขาถูกปล่อยตัวเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง และลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแทนผู้นำพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ สุดท้ายเขาชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนกว่า 54% ขึ้นเป็นประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดของเซเนกัล และเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงในยุคที่แอฟริกาตะวันตกเต็มไปด้วยรัฐประหาร  

ภาพ “คนที่เพิ่งเดินออกจากเรือนจำแล้วขึ้นเวทีหาเสียง” กลายเป็นสัญลักษณ์แรงมากของการท้าทายระบอบเดิม

6. วาทสลาฟ ฮาเวล – เช็กโกสโลวาเกีย / สาธารณรัฐเช็ก  
นักเขียน–นักโทษการเมือง ผู้กลายเป็นประธานาธิบดีหลังล้มคอมมิวนิสต์
ฮาเวลเริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนและนักละครที่วิจารณ์ระบบคอมมิวนิสต์ในเช็กโกสโลวาเกีย เขามีบทบาทนำในการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน เช่น “ชาร์เตอร์ 77” (Charter 77) ต่อต้านการละเมิดสิทธิของรัฐ ทำให้ถูกจับตาโดยตำรวจลับและถูกจำคุกหลายครั้ง ช่วงที่ถูกขังยาวที่สุดคือเกือบ 4 ปี ระหว่างปี 1979–1983 ในฐานะนักโทษการเมือง

เมื่อกระแสปฏิรูปและการล้มคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกมาถึงปี 1989 ฮาเวลกลายเป็นผู้นำสำคัญของ “การปฏิวัติแบบกำมะหยี่” (Velvet Revolution) และหลังระบอบคอมมิวนิสต์ล้ม เขาได้เป็นประธานาธิบดีคนสุดท้ายของเช็กโกสโลวาเกีย (1989–1992) และประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเช็ก (1993–2003)

ในสายตาคนเช็กจำนวนมาก คุกคือ “เครื่องยืนยัน” ว่าเขายืนอยู่ข้างประชาชน ไม่ใช่ข้างรัฐเผด็จการ

7. เชค มูจิบูร์ เราะห์มาน – บังกลาเทศ  
ผู้นำที่อยู่ในคุกขณะชาติประกาศเอกราช
เชค มูจิบูร์ เราะห์มาน หรือ “บงกบันธุ” (บิดาแห่งชาติ) ของบังกลาเทศ ถูกจับกุมและคุมขังหลายครั้งทั้งในยุคอินเดียอังกฤษและในยุคปากีสถาน เขารวมแล้วใช้ชีวิตในคุกถึงราว 13 ปีจากการต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวเบงกาลี และเรียกร้องความเป็นธรรมให้ฝั่งตะวันออกของปากีสถาน (East Pakistan)

ปี 1970 พรรคของเขาชนะเลือกตั้งทั่วปากีสถาน แต่กองทัพและผู้นำการเมืองฝั่งตะวันตกไม่ยอมส่งมอบอำนาจ มูจิบจึงประกาศแนวทางอิสระภาพให้เบงกอลตะวันออก ในคืนวันที่ 25–26 มีนาคม 1971 เขาถูกกองทัพปากีสถานจับตัวในข้อหากบฏ และถูกพาไปคุมขังในปากีสถานตะวันตก ขณะเดียวกัน การประกาศเอกราชของบังกลาเทศถูกส่งออกมาจากฝั่งของเขาและผู้ร่วมอุดมการณ์ จุดชนวนสงครามประกาศเอกราชของบังกลาเทศ

แม้เขาจะอยู่ในคุก แต่รัฐบาลเฉพาะกาลของบังกลาเทศก็ประกาศให้เขาเป็น “ประธานาธิบดี” ในทางสัญลักษณ์ หลังสงครามจบลงและบังกลาเทศได้รับเอกราช เขาถูกปล่อยตัวและกลับมาเป็นผู้นำประเทศในฐานะประธานาธิบดีและต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี  

กรณีนี้ “คุก” แทบจะเท่ากับ “คาแร็กเตอร์ของวีรบุรุษปลดปล่อยชาติ” อย่างเต็มรูปแบบ

สรุปภาพรวม: คุกจาก “ตราบาป” กลายเป็น “ทุนทางการเมือง” ได้อย่างไร
จากทั้ง 7 เคส จะเห็น pattern ร่วมชัดๆ หลายข้อ:

1. ประชาชนมองว่าคดีเป็น “การเมือง” ไม่ใช่ “ความยุติธรรมปกติ”
เมื่อคนเชื่อว่าผู้นำเหล่านี้ถูกจับเพื่อกำจัดทางการเมือง ไม่ใช่เพราะคดีอาชญากรรมธรรมดา ภาพของเขาจะเปลี่ยนจาก “ผู้ร้าย” เป็น “เหยื่อของระบอบ” ทันที

2. พวกเขามีผลงาน / อุดมการณ์ชัดเจน ก่อนจะติดคุก
คนไม่ได้เลือกเพราะสงสารอย่างเดียว แต่จำได้ว่าตอนเขามีอำนาจ (หรือตอนเขาต่อสู้) เขาพยายามทำอะไรให้สังคมบ้าง

3. ระหว่างอยู่ในคุก “ขบวนการทางการเมือง” ยังเดินต่อ
คนเหล่านี้ไม่ใช่นักการเมืองโดดเดี่ยว แต่มีพรรค มีมวลชน มีขบวนการ ที่คอยเล่าเรื่องแทนเขาระหว่างที่เจ้าตัวอยู่ในคุก

4. สังคมเบื่อหน่ายชนชั้นนำเดิม พร้อมโหวต “เหยื่อของระบบ”
เมื่อรัฐบาลเดิมสะสมปัญหา – คอร์รัปชัน เศรษฐกิจไม่ดี ใช้อำนาจเกินขอบเขต – คนจะเริ่มรู้สึกว่า “คนที่ถูกระบบนี้เล่นงาน อาจเป็นคนที่กล้าเปลี่ยนระบบได้จริงๆ”

5. เรื่องเล่าแบบ “วีรบุรุษทนทุกข์” ขายดีในการเมืองยุคสื่อ
ภาพนักการเมืองที่เคยถูกทรมาน ถูกขังเดี่ยว อยู่คุกเป็นสิบปี แล้วออกมาพูดเรื่องสมานฉันท์/ปฏิรูป จะเป็น content ที่ทรงพลังมากในยุคทีวีและโซเชียล

ข้อคิดต่อการเมือง (รวมถึงไทย)
กรณีต่างประเทศเหล่านี้เตือนเราว่า  
- การใช้ “คุก” เป็นเครื่องมือกำจัดคู่แข่งทางการเมือง อาจชนะได้ในระยะสั้น แต่ระยะยาวอาจกลายเป็นการ “ปั้นตำนานให้ศัตรูตัวเอง” โดยไม่ตั้งใจ  
- ประชาชนไม่ได้ดูแค่คำพิพากษา แต่ดูทั้งบริบท ใครได้ประโยชน์จากการที่เขาถูกจับ ความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม และผลงาน/อุดมการณ์ก่อนหน้านั้น  
- นักการเมืองที่กลับมาได้ ไม่ได้กลับมาด้วย “ความน่าสงสาร” แต่กลับมาพร้อมเรื่องเล่าและความหวังเชิงนโยบาย ว่า ถ้าเขามีโอกาสบริหารอีกครั้ง จะเปลี่ยนอะไรได้จริง  

สุดท้าย “คุก” จึงเป็นเหมือนดาบสองคมของการเมืองสมัยใหม่ ถ้ารัฐใช้เพื่อจัดการคู่แข่งแบบไม่โปร่งใส วันหนึ่งอาจต้องเจอ “จากคุกสู่ทำเนียบ” เวอร์ชันใหม่ในประเทศตัวเองได้เหมือนกัน

ช่างเย็บผ้ายากจนสู่ TikToker ดังของอินโดฯ ผู้ปลุกความหวังชาวบ้านด้วยการลุกขึ้นมาเต้น ก่อนโดนคดีพัวพันโฆษณาพนันออนไลน์ สะท้อนภาพอินฟลูฯ "ดังเร็ว-ดับไว" ถ้ารู้ไม่เท่าทัน

จากช่างเย็บผ้าตังค์ไม่พอกินข้าว…สู่ “หัวหน้าแก๊งเต้นทั้งหมู่บ้าน” บน TikTok ดราม่าชีวิตจริงของ Sadbor86 ที่ยกทั้งชุมชนขึ้นแพลตฟอร์ม

เย็นวันหนึ่งในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อบาบากัน บารู (Babakan Baru) ตำบลโบจงเกอมบาร์ อำเภอซิเกมบาร์ เมืองซูกาบูมิ ชวาตะวันตก อินโดนีเซีย กล้องโทรศัพท์เครื่องเดียวตั้งอยู่กลางลานบ้าน ด้านหลังเป็นผนังไม้เก่า ๆ ต้นกล้วย มอเตอร์ไซค์จอดเอียง ๆ

หน้าเลนส์ กลุ่มชาวบ้านทั้งเด็ก วัยรุ่น คนทำไร่ ไปจนถึงลุงวัยเกือบ 70 ปี ยืนเรียงแถวยาว พอเสียงเพลงจังหวะ “เจดักเจดัก” ดังขึ้น ทุกคนก็เริ่ม “โยกตัว–ทำหน้าตาระทด ๆ” แบบตลกจนคนดูอมยิ้ม
ทุกการขยับตัวของพวกเขา มีราคาจริง ๆ อยู่เบื้องหลัง
และหัวใจของโชว์นี้ คือชายคนหนึ่งชื่อ **กุนาวัน** หรือที่ทั้งอินโดนีเซียรู้จักในชื่อบน TikTok ว่า **Sadbor86**

อาชีพที่เริ่มต้นจาก “ข้าวหมดบ้าน”
ก่อนจะมีคำว่า “หมู่บ้าน TikTok” หรือ “หมู่บ้านโจเก็ต Sadbor” กุนาวันเป็นเพียง “แรงงานตัวเล็ก ๆ” ในเมืองใหญ่ เขาเคยเป็นทั้งคนขับรถส่วนตัวที่แทงเกอรัง และช่างเย็บเสื้อผ้าเร่ในจาการ์ตาตะวันออก รายได้ไม่มากพอจะทำให้ครอบครัวลืมตาอ้าปากได้สบาย ๆ

ช่วงโควิด-19 ระบาด เขาลองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ไลฟ์เล่น ๆ” ใน TikTok ระหว่างรับจ้างเย็บผ้า มีคนส่งดอกไม้ เสียงเหรียญดังติ๊ง ๆ บนหน้าจอ เขาเริ่มรู้ว่า **เวลา + ความฮา + ความกล้าออกกล้อง = เงินสดได้จริง**

แต่เส้นทางไม่ได้สวยหรูแบบในฝัน เขาเล่าว่าเคยโดนแบนบัญชีหลายครั้ง ต้องสร้างใหม่เรื่อย ๆ ไลฟ์ก็โดนด่า โดนบูลลี่ บอกว่า “เต้นบ้าอะไร” “ขายหน้า” ทว่าขณะเดียวกัน คนใกล้ตัวในหมู่บ้านกลับมองต่างออกไป – พวกเขาเห็นว่า นี่อาจเป็น “โอกาส” มากกว่าความบ้า

ประโยคที่ถูกแชร์ในอินโดจนกลายเป็นมีมประมาณว่า  
> “ข้าวสารหมดเหรอ? งั้นก็ขึ้นไลฟ์สิ”
มันไม่ใช่มุกอย่างเดียว แต่มันคือความจริงของบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านนี้

จากครีเอเตอร์เดี่ยว…สู่ “หัวหน้าโปรดักชันหมู่บ้าน”
ความต่างของกุนาวัน กับครีเอเตอร์อีกนับล้านคนบน TikTok คือ เขาไม่ได้หยุดแค่ “ดังคนเดียว”

เมื่อยอดผู้ชม และของขวัญ (gift) ในไลฟ์เริ่มพุ่ง เขาไม่เก็บทุกอย่างไว้คนเดียว แต่เริ่มชวนคนในหมู่บ้านมาร่วมเต้นด้วย พ่อค้า–แม่ค้า, ชาวไร่, คนงานก่อสร้าง, คนสานขนมท้องถิ่นอย่างคิชมปริง – ทุกคนทยอยกลายเป็น “นักเต้นข้างกล้อง” ในรายการของเขา ไม่นาน จาก “ครีเอเตอร์หนึ่งคน” จึงกลายเป็น

> **หมู่บ้านคนทำไร่–คนหาเช้ากินค่ำ ที่ผันตัวมาเป็น TikTok Live Streamer ราว 300 คน**
ข้อมูลจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย IPB ในอินโดนีเซียบอกว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังทำไร่เหมือนเดิม แต่หลังลงนา พวกเขาก็มาเข้า “กะเต้น” กับทีมของกุนาวัน รายได้จากการไลฟ์อยู่ราวเดือนละ 2.5–3 ล้านรูเปียห์ สูงกว่ารายได้ทำไร่ปกติที่เฉลี่ยราว 1.5 ล้านรูเปียห์ต่อเดือนอย่างชัดเจน

ในหมู่บ้านมีหลายแอคเคานต์ หลายกลุ่มย่อย ไลฟ์พร้อมกันตามมุมต่าง ๆ ของหมู่บ้าน – ใครเดินผ่านก็จะเห็น ขาตั้งกล้อง ไฟริงไลท์ และกลุ่มชาวบ้านเต้นท่าคล้ายกันพร้อมเสียงเพลงเดียวกันวนไป
นี่คือภาพที่ทำให้สื่ออินโดเรียกที่นี่ว่า **“หมู่บ้านโจเก็ต Sadbor”** หรือ “หมู่บ้าน TikTok” ไปเรียบร้อยแล้ว

การเต้นไม่ได้มีแค่ความสนุก แต่มันคือเงินเดือนทั้งหมู่บ้าน
รูปแบบก็เหมือนโชว์ง่าย ๆ
- เพลงรีมิกซ์จังหวะหนัก ๆ ดังขึ้น  
- ชาวบ้าน 7–10 คน ยืนเรียงแถว เต้นท่าประจำที่คล้าย “ไก่จิก” ผสมท่าโยกกวน ๆ  
- ใครส่ง gift เข้ามา ชื่อของคนส่งจะถูกตะโกนบนไลฟ์ พร้อมท่าเต้นพิเศษให้
**ทุกเหรียญคือเงินสด** – รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า กุนาวันเคยทำรายได้จากไลฟ์ได้วันละ 400,000–700,000 รูเปียห์ (ประมาณเกือบพัน–ราวพันกว่าบาทต่อวัน) ในช่วงที่พีกที่สุด ส่วนหนึ่งของเงินนี้ถูกแบ่งให้คนเต้นในทีมอย่างเป็นระบบ มีการเล่าว่าเขาเก็บไว้ราว 20% ส่วนอีก 80% แบ่งให้สมาชิกที่ร่วมขึ้นไลฟ์ – สำหรับหลายคน นี่คือเงินที่ช่วย
- ซ่อมบ้านที่ผุพังทีละส่วน  
- ซื้อข้าวของใช้จำเป็น  
- ซื้อรถมอเตอร์ไซค์คันแรกในชีวิตจาก “เงินเต้น TikTok”

ภรรยาของกุนาวันเล่าว่า เงินจาก TikTok ช่วยให้เขาค่อย ๆ ต่อเติมบ้านทีละนิด และยังลงเงินไปช่วยสร้างทางเดินคอนกรีตในหมู่บ้าน ใช้งบกว่า 14 ล้านรูเปียห์ – สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนในกรุงหลายคนอาจยังทำไม่ได้ แต่ชาวบ้านที่ “เต้นหน้ากล้องมือถือ” ทำได้

เด็ก–คนแก่เต้นได้หมด: ดราม่าความหวังและศักดิ์ศรี
ภาพที่คนเห็นแล้วสะดุด คือ
> ทำไมทั้งเด็กเล็ก ทั้งลุงป้า ทั้งคนแก่ ถึงมาเต้นกลางแดดแบบไม่อายใคร?
เบื้องหลังมันไม่ได้โรแมนติกอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของ “ศักดิ์ศรีบนท้องว่าง”
งานวิจัยของนักศึกษามหาวิทยาลัย IPB วิเคราะห์ว่า ชุมชนชนบทในพื้นที่นี้รายได้ต่ำและไม่มั่นคง การที่ “อาชีพสตรีมเมอร์” เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ทำให้พวกเขามีช่องทางเติมรายได้โดยไม่ต้องทิ้งอาชีพเกษตรกรเดิมไปทั้งหมด แต่แน่นอน มันมาพร้อมคำถามเรื่องภาพลักษณ์และคุณค่าทางสังคมด้วย
มีลุงชาวสวนบางคนในข่าวอินโดเล่าว่า  
- ตอนเช้ายังไปไร่ตามปกติ  
- ตอนบ่าย–เย็นกลับมาเข้ากะเต้น TikTok ได้เพิ่มวันละ 50–200,000 รูเปียห์
สำหรับคนเมืองใหญ่ตัวเลขนี้อาจดูไม่มาก แต่สำหรับหมู่บ้านเล็ก ๆ มันคือเงินที่แปลเป็นข้าวสารและค่าเล่าเรียนลูกได้จริง ๆ
ในสายตาคนดูออนไลน์ มันคือ “ความฮา”  
ในสายตาคนเต้น มันคือ “โอกาส”  
ในสายตาคนในหมู่บ้าน มันคือ “การไม่ยอมแพ้เรื่องปากท้อง”

วันที่หมู่บ้าน TikTok ถูกลากเข้าดราม่าใหญ่
แต่ทุกความปังบนโลกออนไลน์ มีด้านมืดซ่อนอยู่เสมอ
เมื่อชื่อของ “Sadbor86” กระจายไปทั่วประเทศ เพจข่าว–ทีวี–โซเชียลทุกเจ้าแห่กันมาทำสกู๊ป “หมู่บ้าน TikTok ที่เต้นทั้งหมู่บ้านแล้วได้เงินเป็นล้าน”
ไม่นานนัก กุนาวันก็ถูกตำรวจเรียกตัวไปสอบสวน เรื่อง **พัวพันการโปรโมตเว็บพนันออนไลน์** ผ่านสปอนเซอร์ที่มาปรากฏในไลฟ์ของเขา – เคสนี้ร้อนแรงจนสื่อแข่งกันเสนอข่าวว่าครีเอเตอร์ที่เคยเป็น “แรงบันดาลใจด้านเศรษฐกิจ” กำลังกลายเป็น “เครื่องมือของการพนันออนไลน์” ไปเสียแล้ว

เขายืนยันว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจให้หมู่บ้านเป็นพื้นที่โปรโมตอะไรผิดกฎหมาย แต่การที่คนภายนอกเข้ามา “เปย์หนักผิดปกติ” แล้วโยงกับเว็บพนัน ทำให้รัฐมองว่าไลฟ์เหล่านี้อาจกลายเป็นช่องทางดึงคนมาสู่ระบบการพนันออนไลน์แบบเนียน ๆ
ภาพที่เคยเป็น “หมู่บ้านเต้นอย่างมีความสุข” จึงถูกซ้อนทับด้วยภาพใหม่ – หมู่บ้านที่เด็กและผู้ใหญ่ทุกวัย กลายเป็น actor ในระบบเศรษฐกิจออนไลน์ที่ซับซ้อนกว่าที่พวกเขาเข้าใจ หลังจากนั้น เขาได้ประกันตัวออกมาจากคดี แต่ชื่อของหมู่บ้านนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ครีเอเตอร์ที่ยกทั้งชุมชนเข้าแพลตฟอร์ม: แรงบันดาลใจหรือคำเตือน?
หากมองแบบ “ครีเอเตอร์สายธุรกิจ” สิ่งที่กุนาวันทำคือ masterclass ระดับชุมชน
1. เขาสร้าง **IP ท่าเต้น** และซาวด์เฉพาะตัว (คนจำได้ว่าคือ “โจเก็ต Sadbor”)  
2. เขาเปลี่ยน “แฟนคลับ” ให้กลายเป็น “ลูกทีม” ในหมู่บ้าน  
3. เขาไม่ดังคนเดียว แต่ **ปั้นทั้งหมู่บ้านให้ขึ้นมาเป็นครีเอเตอร์** – จนมีงานวิจัยระดับมหาวิทยาลัยตามไปเก็บข้อมูล  
4. เขาใช้รายได้จากแพลตฟอร์ม ดึงไปสร้างของจริงที่สัมผัสได้ เช่น ซ่อมบ้าน ทำทางเดินหมู่บ้าน
มองอีกมุมหนึ่ง เขาคือ “คำเตือน” ชัด ๆ ว่า
- ถ้าชุมชนพึ่งรายได้จากแพลตฟอร์มเดียวมากเกินไป  
- ถ้าไม่เข้าใจเรื่องกฎหมาย–ภาษี–โฆษณาผิดกฎหมาย  
- ถ้าไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาโปรโมตจริง ๆ แล้วเป็นใคร
วันหนึ่งหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านอาจต้องรับผลกระทบจากการตัดสินใจของคนไม่กี่คน

บทเรียนสำหรับคนไทย: ระหว่างความฝันกับความเสี่ยง
เคส Sadbor86 ทำให้เราเห็นภาพชัดมากว่า
- **แพลตฟอร์มดิจิทัล** สามารถเปลี่ยนอาชีพเกษตรกรให้กลายเป็นครีเอเตอร์ได้จริง  
- **ชุมชนทั้งชุมชน** สามารถถูกยกขึ้นมาอยู่บนแพลตฟอร์ม ไม่ใช่แค่ “อินฟลูเอนเซอร์เดี่ยว ๆ”  
- แต่ **เส้นแบ่งระหว่างโอกาสกับการถูกใช้เป็นเครื่องมือ** บางมาก
สำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็น
- เด็กที่ฝันอยากเป็น YouTuber / TikToker  
- ชาวบ้าน–เกษตรกรที่อยากมีรายได้เสริม  
- หรือ SME ที่อยากใช้ creator มาช่วยขายของ
เคสของหมู่บ้าน Sadbor บอกเราว่า
1. **การเต้นหน้ากล้องไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อีกต่อไป** – มันคืออาชีพ มันคือเศรษฐกิจ มันคือการเมืองของแพลตฟอร์ม  
2. **การยกทั้งชุมชนเข้าแพลตฟอร์ม** เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ – แต่ทุกคนต้องเข้าใจเกมนี้ไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ตามกระแส  
3. **ทุก gift มีเงื่อนไข** – ตั้งแต่การแบ่งเงิน การจัดการภาษี ไปจนถึงการไม่ปล่อยให้เว็บผิดกฎหมายเข้ามาคุมเกมเบื้องหลัง
บางที เรื่องราวของกุนาวัน กับหมู่บ้านเล็ก ๆ ในซูกาบูมิ อาจเป็นทั้ง  
- นิทานว่าด้วย “ความหวังในยุคดิจิทัล”  
และพร้อมกันนั้น  
- ก็เป็น “สัญญาณไฟสีเหลือง” เตือนว่าครีเอเตอร์–คอมมูนิตี้ไทย ต้องใช้แพลตฟอร์มอย่างมีสติและรู้เท่าทันมากกว่าเดิม
เพราะถ้าวันหนึ่งแพลตฟอร์มดับไฟ หรือกฎหมายส่องไฟมาที่เรา  
สิ่งเดียวที่จะเหลืออยู่จริง ๆ ไม่ใช่ยอดวิว  
แต่คือ – ชุมชนของเราจะยังยืนได้อยู่แค่ไหน หลังเสียงเพลงหยุดลงแล้ว 🟡

Amazon เตรียมลุย AI ประกาศออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ระดมทุนก้อนโตครั้งแรกในรอบ 3 ปี อัดฉีดโครงสร้างพื้นฐาน AI สู้ศึกบิ๊กเทคฯ

(18 พ.ย. 68) อเมซอนเตรียมระดมทุน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการออกพันธบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐในตลาดตราสารหนี้รอบ 3 ปี ตามเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ สหรัฐฯ (SEC) โดยดีลนี้แบ่งเป็นพันธบัตร 6 ชุด อายุหลายช่วง และเงินที่ได้อาจถูกนำไปใช้ทั้งซื้อกิจการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงซื้อหุ้นคืน สะท้อนว่าบริษัทต้องการ “เติมกระสุน” เพื่อเร่งลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และคลาวด์ให้ทันคู่แข่งรายใหญ่อื่น ๆ

ดีลพันธบัตรของอเมซอนเรียกความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม มีคำสั่งจองซื้อรวมสูงสุดราว 80,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของตราสารอายุยาวที่สุด 40 ปี ถูกปรับลดจากเดิมที่วางไว้ราว 1.15 จุดเปอร์เซ็นต์เหนือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ลงมาเหลือราว 0.85 จุดเปอร์เซ็นต์ รายงานข่าวระบุว่า โกลด์แมนแซคส์ เจพีมอร์แกน และมอร์แกนสแตนลีย์ รับบทเป็นแกนนำจัดจำหน่าย ขณะที่ฝั่งบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นอย่าง Meta เพิ่งประกาศแผนออกพันธบัตรสูงสุด 30,000 ล้านดอลลาร์ และ Oracle ก็เตรียมระดมทุนผ่านพันธบัตรอีกราว 15,000 ล้านดอลลาร์เช่นกัน

แรงระดมทุนนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่บิ๊กเทคพร้อมใจกันทุ่มเงิน “ระดับหลายแสนล้านดอลลาร์” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเอไอ (AI) โดยมอร์แกนสแตนลีย์ประเมินว่า เฉพาะ Meta, Amazon และ Alphabet รวมกัน อาจใช้เงินราว 400,000 ล้านดอลลาร์ กับโครงสร้างพื้นฐานเอไอในปีนี้ ฝั่งอเมซอนเองมีงบลงทุน (Capex) คาดว่าแตะราว 125,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปีนี้ และอาจเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า ล่าสุดบริษัทยังเพิ่งเซ็นดีลด้านจีพียู (GPU) สำหรับเอไอกับ OpenAI มูลค่าราว 38,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมแกร่งธุรกิจคลาวด์ของตัวเองหลังเสียพื้นที่ให้คู่แข่งอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) และกูเกิล Google ในช่วงก่อนหน้า

กระแสเอไอร้อนแรงไม่ได้มีแค่ในอเมซอน แต่ยังรวมถึงตัวผู้ก่อตั้งอย่าง เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ด้วย เขาหวนกลับมารับบทปฏิบัติการเต็มตัวครั้งแรกนับจากลงจากเก้าอี้ซีอีโออเมซอนในปี 2021 ด้วยการเป็น โคซีอีโอ (Co-CEO) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของสตาร์ตอัปเอไอ “Project Prometheus” บริษัทน้องใหม่ที่โฟกัสการใช้เอไอช่วยออกแบบและผลิตคอมพิวเตอร์ รถยนต์ และยานอวกาศ เน้นงานด้านวิศวกรรมและการผลิตเชิงลึก มากกว่าจะเป็นแชตบอตสำหรับข้อความเหมือนเอไอแนวกระแสหลัก

Project Prometheus เปิดตัวมาพร้อมเงินทุนก้อนยักษ์ 6,200 ล้านดอลลาร์ ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัปสายเอไอที่มีเงินหนาที่สุดตั้งแต่วันแรก โดยเบโซสจับมือกับ วิก บาจาจ นักฟิสิกส์และนักเคมีที่เคยทำงานใกล้ชิดกับเซอร์เกย์ บริน ใน Google X และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Verily ด้านไลฟ์ไซเอนซ์ รวมถึง Foresite Labs ที่บ่มเพาะสตาร์ตอัปเอไอด้านวิทยาศาสตร์มีชีวิต ก่อนจะย้ายมาทุ่มเวลากับ Project Prometheus อย่างเต็มตัว

สตาร์ตอัปของเบโซสดึงดูดบุคลากรจาก OpenAI, DeepMind และ Meta เข้ามาร่วมทีมแล้วเกือบ 100 คน เป้าหมายคือสร้างเอไอที่ “เรียนรู้จากโลกจริง” ผ่านห้องทดลองและหุ่นยนต์ที่ลงมือทดลองซ้ำ ๆ ในสเกลมหาศาล เพื่อนำข้อมูลกลับมาฝึกโมเดลเอไอสำหรับงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมจริง ในภาพใหญ่ การที่อเมซอนออกพันธบัตรครั้งใหญ่ควบคู่กับการที่เบโซสทุ่มทุนตั้งสตาร์ตอัปเอไอ ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าศึกลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้าสู่ช่วง “เงินหนา ศรัทธาสูง” ที่อาจเขย่าทั้งตลาดทุนและโฉมหน้าธุรกิจเทคโนโลยีในทศวรรษหน้า

รัสเซียเปิดตัว Su-57E เครื่องบินรบล่องหน เจเนอเรชันที่ 5 ในงาน Dubai Airshow 2025 ยูเออี ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติ แห่ขอซื้อ หลังชูจุดเด่น AI ช่วยนักบิน และเทคโนโลยีล้ำยุค

(18 พ.ย. 68) รัสเซียเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ล่องหนเจเนอเรชันที่ 5 รุ่น Su-57E อย่างเป็นทางการในงาน Dubai Airshow 2025 ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยจัดแสดงให้ชมทั้งบนพื้นและในโชว์การบินจริง ตั้งแต่ช่วงเช้าวันเปิดงาน มีผู้เข้าชมเดินต่อคิวถ่ายรูปกับเครื่องอย่างคึกคัก สะท้อนความสนใจของทั้งคนในวงการและประชาชนทั่วไปต่อเทคโนโลยีการบินล้ำสมัยของรัสเซีย

Su-57E พัฒนาโดยบริษัทซูคอย (Sukhoi Company) เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์รุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาให้รับมือได้ทั้งเป้าหมายทางอากาศ ภาคพื้นดิน และเป้าหมายทางทะเล จุดเด่นคือความสามารถบินด้วยความเร็วเหนือเสียงแบบต่อเนื่อง พร้อมช่องบรรทุกอาวุธภายในลำตัว เพื่อลดการสะท้อนเรดาร์ ผิวเคลือบดูดซับสัญญาณ และระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินรุ่นล่าสุด ทำให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องบินขับไล่ล่องหนระดับแนวหน้าของโลก

ในงานนี้ Su-57E ยังได้โชว์สมรรถนะการบินที่เรียกเสียงฮือฮา ด้วยท่าบินผาดโผนอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเซอร์เกย์ บ็อกดาน (Sergei Bogdan) หัวหน้านักบินทดสอบของสำนักออกแบบซูคอยและฮีโร่แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เป็นผู้ทำการบินสาธิต ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ด้านความร่วมมือทางทหาร–เทคนิคของรัสเซียเผยว่า มีหลายประเทศแสดงความสนใจในเครื่องบินรบรุ่นนี้ และกำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยในระดับต่าง ๆ

เดนิส แมนตูรอฟ (Denis Manturov) รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้ารัสเซีย ซึ่งนำคณะผู้แทนร่วมงานดูไบแอร์โชว์ ระบุว่า Su-57E มาพร้อม ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยนักบินตัดสินใจและควบคุมเครื่องในสถานการณ์ซับซ้อน เพิ่มทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรบ สำหรับงาน Dubai Airshow 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–21 พฤศจิกายน 2025 ถือเป็นหนึ่งในเวทีแสดงเทคโนโลยีการบิน อวกาศ และกลาโหมที่สำคัญที่สุดของโลก พร้อมด้วยการแสดงบินและการประชุมด้านอุตสาหกรรมจากหลายประเทศทั่วโลก

MG–BYD–Polestar โตแรงต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความคุ้มค่า–เทคโนโลยีสุดล้ำ และราคาจับต้องได้ (20,000–40,000 ยูโร) คาดปี 2025 สัดส่วนจดทะเบียนใหม่เพิ่ม 34-36%

(18 พ.ย. 68) ฟินแลนด์กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง และในกระแสนี้ “รถยนต์แบรนด์จีน” เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ส่วนแบ่งตลาดยังราว ๆ 4% ของยอดขายรถใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ฟันธงว่า ตัวเลขนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะตลาดรถไฟฟ้าในฟินแลนด์กำลังโตแรง คาดว่าปี 2025 รถไฟฟ้าล้วนจะมีสัดส่วนจดทะเบียนใหม่ถึงราว 34-36% มากกว่าปี 2024 ที่ยังไม่ถึง 30%

ชื่อที่เริ่มคุ้นหูคนฟินแลนด์มากขึ้น ได้แก่ MG, BYD และ Polestar ซึ่งแม้ยอดรวมยังไม่เท่าบรนด์ยุโรปเจ้าใหญ่ แต่มีอัตราโตโดดเด่น ข้อมูลจากหน่วยงานด้านขนส่งของฟินแลนด์ระบุว่า ยอดขาย MG ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 475% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ Polestar โต 105% และ BYD ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในกลุ่มรถไฟฟ้าล้วน Polestar ติดอันดับ 8 ของตลาด ส่วน BYD และ MG ก็เริ่มมีส่วนแบ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้รถจีนเริ่มเข้าไปนั่งในใจคนฟินแลนด์ คือ คนที่นั่น “ชอบลองของใหม่ แต่ก็คิดเป็น” สื่อท้องถิ่นมักทำรีวิวรถรุ่นใหม่จากจีนแบบละเอียด ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นข้อดีข้อเสียจริง ไม่ได้ตัดสินจากภาพลักษณ์ประเทศผู้ผลิตอย่างเดียว ชาวฟินแลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักความคุ้มค่า จึงให้ความสำคัญกับเรื่องความเร็วในการชาร์จไฟ ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเงื่อนไขการรับประกัน ซึ่งเป็นจุดที่รถจีนพยายามพัฒนามาแข่งโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “เลนทองคำ” ของรถจีนในฟินแลนด์ คือ กลุ่มรถไฟฟ้าราคากลาง ราว 20,000–40,000 ยูโร (ราว 750,000 - 1,500,000 บาท) เพราะเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปเอื้อมถึง และยังสอดคล้องกับมาตรการสนับสนุนรถไฟฟ้าในประเทศ ถ้าแบรนด์จีนส่งรุ่นที่สเปกดี ราคาไม่แรง และอะไหล่–ศูนย์บริการครอบคลุมมากขึ้น ความสนใจจากผู้บริโภคก็มีสิทธิ์พุ่งต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างเครือข่ายผู้นำเข้าและดีลเลอร์ท้องถิ่นที่พร้อมดูแลลูกค้าแบบระยะยาว

ในภาพรวมยุโรป ข้อมูลจากบริษัทวิจัย JATO Dynamics ระบุว่า รถแบรนด์จีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในยุโรปช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ขึ้นมาที่ 5.1% และอาจขยับใกล้ 10% ภายในปี 2030 ฟินแลนด์ก็ถูกคาดหมายว่าจะเดินตามแนวโน้มเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อมีรถรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาให้เข้ากับมาตรฐานและความต้องการของผู้ใช้ในยุโรปมากขึ้น หากจีนผสาน “เทคโนโลยี + ราคา + บริการหลังการขาย” ได้ลงตัว ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาดรถยนต์ฟินแลนด์ในอนาคตไม่ไกลจากนี้

ซูเปอร์มาร์เก็ต ‘ยาจก’ จากจีนแผ่นดินใหญ่ บุกฮ่องกง เขย่าบัลลังก์ยักษ์ค้าปลีกเจ้าถิ่น เปิดศึกหั่นราคาแย่งลูกค้า เปลี่ยนเกมการค้ายุคใหม่ หันมาใส่ใจบริการ

(18 พ.ย. 68) ฮ่องกงซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเมืองค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการค้าปลีก เมื่อเทรนด์ “ซูเปอร์มาร์เก็ตยาจก” จากจีนแผ่นดินใหญ่รุกคืบเข้ามาในเมือง และได้รับความนิยมถล่มทลายท่ามกลางค่าครองชีพที่คนท้องถิ่นบ่นกันไม่หยุด ทั้งบะหมี่ชามละ 50 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 208 บาท) ผักกาดขาวหัวละกว่า 20 ดอลลาร์ฮ่องกง (83 บาท) จนหลายคนรู้สึกว่า “กินไม่ไหว” แต่ภาพจำแบบนี้เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อร้านจากฝั่งแผ่นดินใหญ่หันมาใช้กลยุทธ์ “ของถูกจริง” ดึงลูกค้าในช่วงยอดค้าปลีกรวมของฮ่องกงกำลังร่วงต่อเนื่องเกือบปี

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตฮ่องกงแทบจะผูกขาดอยู่ในมือสองยักษ์ใหญ่ คือ ParknShop ในเครือลีกาชิง และ Wellcome ของกลุ่มทุน Jardine แต่เมื่อผู้เล่นจากจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มบุกเข้ามา ภาพการผูกขาดก็เริ่มสั่นคลอน ตั้งแต่ HotMaxx ที่ใช้สินค้า “หลักหน่วย” อย่างโค้กราคา 2 ดอลลาร์ฮ่องกง (8 บาท) ดึงลูกค้าจนขยายสาขารวดเร็ว ไปจนถึง Qian Dama ที่ใช้สูตร “ยิ่งดึก ยิ่งลด” ขายสดวันต่อวันถูกใจคนทำงาน และ Xian Yi Jie จากจูไห่ที่เปลี่ยนทำเลร้างให้กลับมาคึกคักด้วยผักผลไม้และเนื้อสดราคาถูก แต่ตัวที่สร้างแรงสะเทือนหนักสุดคือ JD.com ที่เทเงินซื้อเชน JiaBao แล้วจัดโปรลดทั้งร้าน 20% แถมแจกขนมไหว้พระจันทร์ให้ผู้สูงอายุจนคนแห่ไปแน่นร้าน

กระแส “ซูเปอร์มาร์เก็ตยาจก” ทำให้ปรากฏการณ์ที่คนฮ่องกงเคยนั่งรถไฟไปเหมาซื้อของราคาถูกที่เซินเจิ้น กลับเกิดขึ้นในเมืองตัวเอง ชั้นวางผักถูกกวาดเกลี้ยงในไม่กี่ชั่วโมง บางร้านขายบรอกโคลี 10 หยวนได้ถึง 1.5 กิโลกรัม หรือผักกวางตุ้ง 5 หยวนได้ 1 กิโลกรัม จนลูกค้าบอกว่าถูกกว่าซื้อในฝั่งจีนเสียอีก เจ้าของร้านบางเจ้าเล่นใหญ่ถึงขั้นติดป้ายว่า “ยอมตายไปด้วยกัน” หั่นราคาสู้ตาย หรือทำโปรตามอารมณ์อย่าง “เจ้านายอกหัก ผักทุกอย่าง 10 หยวน 3 ชั่ง” กลายเป็นสีสันของสงครามราคากลางฮ่องกง

แรงกดดันนี้ทำให้ “เจ้าที่” อย่าง ParknShop และ Wellcome นั่งไม่ติด ต้องลงมาเล่นเกมราคาเต็มตัว แพลตฟอร์มอย่าง HKTVmall ต้องยอมยกเลิกเงื่อนไขยอดขั้นต่ำในการรับสินค้า ขณะที่ Wellcome ต้องจับมือกับแอป Dingdong Maicai จากจีน เพื่อนำเข้าผักตรงในราคาตั้งต้นเพียงไม่กี่ดอลลาร์ฮ่องกง ส่วน ParknShop ก็ต้องเร่งส่งผู้บริหารไปคุยกับฟาร์มในจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อทำสัญญาซัพพลายผักโดยตรง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้พอสู้ได้ ขณะเดียวกัน JD JiaBao ก็ใช้จุดแข็งด้านสั่งซื้อออนไลน์และจัดส่ง ช่วยรองรับกลุ่มผู้สูงอายุและคนทำงานที่ไม่สะดวกมาซื้อของเอง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การแข่งขันรอบนี้ไม่ได้จบแค่ใคร “ถูกกว่า” แต่จะกำหนดอนาคตค้าปลีกฮ่องกงในระยะยาว แผ่นดินใหญ่ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นพันธมิตรด้านซัพพลายเชนและเทคโนโลยี ตั้งแต่การเข้าถึงฐานผลิตในเขตอ่าวกวนตง–ฮ่องกง–มาเก๊า ไปจนถึงระบบดิจิทัลที่จัดการสต็อกและขนส่งได้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ซูเปอร์มาร์เก็ตก็ต้องเลิกพึ่งภาพลักษณ์ “ถูกอย่างเดียว” แล้วหันมายกระดับประสบการณ์และบริการ เหมือนโมเดลในจีนแผ่นดินใหญ่บางแห่งที่มีทั้งบริการนึ่งอาหารทะเลฟรี หรือจัดพื้นที่ให้เป็นเหมือนสวนสาธารณะในร้าน เพราะสุดท้ายแล้ว “การตลาดที่ดีที่สุดคือความจริงใจ และนวัตกรรมที่ดีที่สุดคือคุณภาพ” ซึ่งอาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับค้าปลีกฮ่องกงในยุคสงครามราคาครั้งใหม่นี้

ดันหุ่นยนต์ทำอาหาร จัดการครบวงจร ร้านค้ารายย่อย–แรงงาน หวั่นถูกแย่งงาน หลังเซี่ยงไฮ้ตั้งเป้า 2028 เป็นฮับอัจฉริยะโลก ปรับโฉมการกินอาหารนอกบ้านของคนเมือง

(17 พ.ย. 68) นครเซี่ยงไฮ้เปิดแผนใหญ่ปฏิวัติวงการร้านอาหารยุคใหม่ “AI dining” เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ครัวอัตโนมัติ หุ่นยนต์เสิร์ฟ ระบบจัดการเมนูด้วยข้อมูล ไปจนถึงซัพพลายเชนอัจฉริยะ ทั้งหมดอยู่ภายใต้เป้าหมายผลักดันให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลาง “ร้านอาหารอัจฉริยะระดับชาติและระดับโลก” ภายในปี 2028 สะท้อนความตั้งใจของจีนที่จะใช้เทคโนโลยีมาปรับโฉมวิถีการกินของคนเมืองครั้งใหญ่

แผนปฏิบัติการที่ออกโดยคณะกรรมการพาณิชย์เซี่ยงไฮ้ร่วมกับอีก 4 หน่วยงาน กำหนดให้ภายใน 3 ปี ร้านอาหารประเภทโรงอาหารขนาดใหญ่ ฟาสต์ฟู้ด และร้านเครื่องดื่มมากกว่า 70% ต้องนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาในทุกช่วงของห่วงโซ่ธุรกิจ ขณะที่ร้านอาหารเต็มรูปแบบต้องมีการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในกระบวนการหลักอย่างน้อย 50% พร้อมกันนี้ เมืองจะตั้งครัวกลางอัจฉริยะหลายแห่ง เดินหน้าโครงการนำร่อง “AI + dining” 3–5 โปรเจกต์ และปั้นผู้ให้บริการโซลูชันด้านสมาร์ตเรสเตอรองต์ขึ้นมาเป็นแกนนำของอุตสาหกรรม

นอกจากปรับร้านในประเทศแล้ว แผนดังกล่าวยังสนับสนุนให้แบรนด์ร้านอาหารท้องถิ่นขยายสาขาไปต่างประเทศ โดยเซี่ยงไฮ้จะช่วยวางระบบซัพพลายเชนอัจฉริยะรองรับตลาดเป้าหมายทั่วโลก นักวิเคราะห์มองว่าก้าวนี้อาจเร่งให้โครงสร้างธุรกิจร้านอาหารจีน “ยกเครื่องครั้งใหญ่” โดยเชนขนาดใหญ่ที่มีทุนและทีมเทคโนโลยีพร้อม จะได้เปรียบในการลงทุนด้าน AI และหุ่นยนต์ ขยายสเกลได้รวดเร็ว ขณะที่ร้านเล็ก ร้านครอบครัวที่ขาดทักษะดิจิทัลอาจอยู่รอดลำบาก

อีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนผ่านสู่ครัวหุ่นยนต์ย่อมกระทบแรงงานจำนวนมหาศาลในภาคอาหาร แผนของเซี่ยงไฮ้ระบุชัดว่า ร้านฟาสต์ฟู้ดและร้านเครื่องดื่มควรมุ่งสู่รูปแบบ “ไร้พนักงานหรือใช้พนักงานให้น้อยที่สุด” โดยใช้หุ่นยนต์ปรุงอาหาร หุ่นยนต์หุงข้าว และเครื่องประกอบเบอร์เกอร์อัตโนมัติ ไปจนถึงครัวกลางที่ล้าง–ปรุง–แพ็กได้เอง อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่านี่จะเป็นการ “สับเปลี่ยนงาน” มากกว่าการปลดคนออกล้วน ๆ เพราะจะเกิดตำแหน่งใหม่อย่างช่างซ่อมบำรุงหุ่นยนต์ นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้จัดการระบบดิจิทัลเพิ่มขึ้น

แม้เทคโนโลยีจะช่วยเรื่องประสิทธิภาพ แต่ก็มีเสียงกังวลเรื่อง “ความเป็นมนุษย์” บนโต๊ะอาหาร ทั้งเรื่องรสชาติที่คนจีนผูกพันกับ “กลิ่นกระทะไฟแรง” และการพูดคุยกับคนเสิร์ฟ นักวิจารณ์เตือนว่าหากร้านหันไปพึ่งอาหารสำเร็จรูปและครัวอัตโนมัติจนเกินไป อาจทำให้รสชาติกลายเป็นแบบเดียวกันหมด สูญเสียเอกลักษณ์ท้องถิ่น และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าอาหาร “มีรสชาติของเครื่องจักร” ซึ่งอาจสะเทือนต่อบรรยากาศการกินข้าวนอกบ้านในระยะยาว

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า เซี่ยงไฮ้กำลังถูกใช้เป็น “ห้องทดลองใหญ่” เพื่อออกแบบระบบร้านอาหารยุคใหม่ หากผลออกมาดี โมเดล “AI dining” อาจถูกขยายไปเมืองอื่นทั่วจีน แต่คาดว่าไม่ใช่สูตรเดียวใช้ได้ทั้งประเทศ เพราะแต่ละเมืองมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภคต่างกัน เมืองอื่นอาจเลือกหยิบเฉพาะส่วนที่เหมาะสมกับตัวเองไปปรับใช้ เพื่อให้เดินหน้า AI ในร้านอาหารได้โดยไม่ทำให้คนรู้สึกว่าถูกหุ่นยนต์ยึดครัวจนเกินไป
 

ที่ยังทำธุรกิจค้าขายกับรัสเซีย หนุนกฎหมายคว่ำบาตรสุดโหด เปิดทางขึ้นภาษีนำเข้าสูงสุด 500% ‘จีน–อินเดีย’ เป้าหลัก ‘อิหร่าน’ อยู่ในเรดาร์

(17 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุพร้อมสนับสนุนร่างกฎหมายของวุฒิสภาที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้นต่อประเทศที่ยังทำธุรกิจกับรัสเซีย โดยบอกกับสื่อมวลชนก่อนออกเดินทางจากฟลอริดากลับวอชิงตันว่า พรรครีพับลิกันกำลังผลักดันกฎหมายลงโทษ “ทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับรัสเซีย” 

ร่างกฎหมายซึ่งผลักดันโดยลินด์ซีย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกจากมลรัฐเซาท์แคโรไลนา เปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเก็บภาษีนำเข้าสูงสุดถึง 500% จากประเทศที่ยังซื้อน้ำมันและพลังงานจากรัสเซีย แต่ไม่ได้ให้การสนับสนุนยูเครนอย่างจริงจัง เป้าหมายจึงพุ่งไปที่ผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ของรัสเซีย จีนและอินเดียเป็นหลัก ทรัมป์ยังระบุว่าอาจ “ใส่อิหร่านเข้าไปด้วย” ในชุดมาตรการครั้งนี้ แม้ยังไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ที่ผ่านมาทรัมป์ลังเลจะหนุนมาตรการคว่ำบาตรเพิ่ม เพราะต้องการเปิดช่องเจรจาสันติภาพระหว่างประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน แต่จนถึงตอนนี้สงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปี ยังไม่มีสัญญาณว่าปูตินจะยอมถอย ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ยูเครนก็หันไปโจมตีโครงสร้างน้ำมันของรัสเซียเพื่อตัดกำลังเช่นกัน

ทั้งนี้ ภายในสภาคองเกรส ฝ่ายเดโมแครตและรีพับลิกันส่วนหนึ่งต่างผลักดันแนวคิดลงโทษรัสเซียเพิ่มขึ้น เพื่อกดดันให้มอสโกยุติสงครามยูเครน การที่ทรัมป์ออกมาบอกว่ามาตรการคว่ำบาตรประเทศที่ค้าขายกับรัสเซีย จึงถูกมองว่าอาจทำให้ร่างกฎหมายเดินหน้าเร็วขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศที่ยังพึ่งพาพลังงานรัสเซีย

 

เป็นห่วงความปลอดภัย แนะงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง “นายกฯ ทาคาอิจิ” พูดปมไต้หวัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวแดนมังกรลดฮวบ ตลาดหุ้น–ร้านค้าปลีกดิ่งรับแรงสั่นสะเทือน

(17 พ.ย. 68) กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนออกคำแนะนำอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ย.) ขอให้ชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้ โดยอ้างถึง “สถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เลวร้ายลง” ต่อพลเมืองจีนในญี่ปุ่น และกระแสตึงเครียดทางการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นให้ความเห็นเกี่ยวกับไต้หวันในเชิงเผชิญหน้า จนถูกมองว่าเป็นถ้อยแถลงที่ “ยั่วยุ” ปักกิ่ง 

แถลงการณ์ระบุให้ชาวจีนที่ยังอยู่ในญี่ปุ่นติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพิ่มความระมัดระวัง ดูแลความปลอดภัยตนเอง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น หรือสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลจีนในญี่ปุ่นทันที ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกคำเตือนด้านการเดินทางล่วงหน้าไว้แล้ว ก่อนที่กระทรวงวัฒนธรรมฯ จะซ้ำย้ำอีกครั้ง

คำเตือนดังกล่าวกระทบทันทีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยเช้าวันจันทร์ หุ้นบริษัทที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนร่วงหนัก เช่น ชิเซโด้ ผู้ผลิตเครื่องสำอาง รายงานว่าหุ้นดิ่งราว 9% ขณะที่ห้างสรรพสินค้าทาคา‌ชิมายะลดลงกว่า 5% และฟาสต์รีเทลลิ่ง เจ้าของแบรนด์ยูนิโคล่ ร่วงมากกว่า 4% ทั้งที่จีนถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ชนวนเริ่มจากคำพูดของทาคาอิจิในสภาญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน เธอกล่าวว่า หากจีนใช้กำลังทหารกับไต้หวัน อาจถือเป็น “สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น” และอาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้กำลังตอบโต้ได้ตามกติกาของตัวเอง

แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะออกมาย้ำทีหลังว่า นโยบายต่อไต้หวัน “ยังเหมือนเดิม” ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เพราะทาคาอิจิมีภาพลักษณ์เป็นคนวิจารณ์จีนอย่างหนัก และเคยแสดงท่าทีหนุนไต้หวันหลายครั้ง จีนจึงยิ่งจับตามองเธอและท่าทีของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

“พระราชินีสุทิดา” ไอคอนแห่งความสง่างาม บนเวทีการทูตปักกิ่ง ยกฉลองพระองค์ ชุดไหมไทยสีดำประดับเส้นทอง ส่งให้ภาพลักษณ์สง่างามสมพระเกียรติ

(17 พ.ย. 68) สื่อจีนจำนวนมาก รวมถึงสื่อในฮ่องกงและไต้หวัน ต่างนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกระแสชื่นชมฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีสุทิดา หลังจากที่สื่อสังคมออนไลน์ของจีนเกิดกระแสกล่าวถึงพระอิริยาบถและการแต่งกายของพระองค์อย่างกว้างขวาง

สื่อระบุว่า ในงานเลี้ยงรัฐพิธีที่กรุงปักกิ่ง สมเด็จพระราชินีสุทิดาทรงฉลองพระองค์ไทยโบราณสีดำ ทำจากไหมไทยลายเข้มประดับเส้นทอง พร้อมกระเป๋าทรงเครื่องหอมสีดำ ส่งให้ภาพลักษณ์โดยรวมดูสง่างาม สุภาพ สำรวม และมีความหมายลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ การเลือกฉลองพระองค์สีดำจึงยิ่งได้รับความสนใจและความชื่นชมจากชาวจีน

ในอีกบทความหนึ่ง สื่อจีนรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีสุทิดาทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนประชาชนจีน ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยสมเด็จพระราชินีสุทิดากลายเป็นจุดสนใจ เพราะฉลองพระองค์ที่ทรงเลือกสวมใส่ทุกวันล้วนได้รับเสียงชื่นชม

วันที่สามของการเยือน พระราชินีทรงสวมโค้ทสีน้ำเงินเข้มแบบเข้ารูป ประกอบกับรองเท้าส้นสูง 10 เซนติเมตร ดูสง่างาม สุภาพ และเหมาะสมกับพิธีการ ตลอดการเยือน พระองค์ทรงเปลี่ยนชุดหลายแบบ โดยเฉพาะโค้ทที่ทรงสวมในวันแรกได้รับคำชมเป็นอย่างมาก

พระราชินีสุทิดายังทรงฉลองพระองค์ไทยประเพณี 2 ชุด ในพิธีต้อนรับและงานเลี้ยงรัฐพิธี ซึ่งได้รับคำชื่นชมว่าสง่างาม “สมตำแหน่งพระราชินี” ชาวจีนจำนวนมากยังกล่าวว่า แม้พระองค์มีพระชนมายุ 46 พรรษา แต่ยังทรงดูอ่อนเยาว์ เปี่ยมด้วยความสำรวม อ่อนโยน และมีราศี

การเยือนครั้งนี้ทำให้ประชาชนจีนจำนวนมากประทับใจ จนเกิดกระแสผู้ติดตามและแฟนคลับของสมเด็จพระราชินีสุทิดาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

Apple เร่งแผนยุคหลัง “ทิม คุก” ทำไม “จอห์น เทอร์นัส” ถึงถูกจับตา จากวิศวกรออกแบบสู่ตัวเต็งซีอีโอ จะพาแอปเปิลไล่ก้าวทันสมรภูมิ AI ได้หรือไม่?

(16 พ.ย. 68) สำนักข่าว ไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) รายงานว่า ทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอ Apple อาจตัดสินใจลงจากตำแหน่งเร็วสุดภายในปีหน้า ขณะที่บอร์ดบริหารของบริษัทเริ่มเร่งเดินหน้าแผนส่งมอบตำแหน่งผู้นำอย่างจริงจัง โดยชื่อที่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งมากที่สุดในตอนนี้ คือ จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของแอปเปิล ซึ่งกำลังถูกดันให้ขึ้นมารับไม้ต่อในจังหวะเหมาะสม

ทิม คุก วัย 65 ปี นั่งเก้าอี้ซีอีโอมาแล้ว 14 ปี นับตั้งแต่รับช่วงต่อจากสตีฟ จ็อบส์ (Steve jobs) ในปี 2011 ระหว่างทางเขาพาแอปเปิลจากบริษัทมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ กลายเป็นบริษัทยักษ์ที่มีมูลค่าตลาดแตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์เป็นรายแรกของโลก โดยรายงานระบุด้วยว่า การเร่งแผนหาผู้สืบตำแหน่งครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับผลประกอบการระยะสั้น ซึ่งมีการคาดว่าช่วงไตรมาสปลายปีนี้จะทำยอดขายได้ดี และไม่น่าจะมีการประกาศชื่อซีอีโอคนใหม่ก่อนรายงานงบการเงินช่วงปลายเดือนมกราคมปีหน้า 

กระแสข่าวเรื่องคุกเริ่มคิดถึงการลงจากตำแหน่งยิ่งแรงขึ้น หลังจาก เจฟฟ์ วิลเลียมส์ (Jeff Williams) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นตัวเลือกสืบทอดสำคัญ ประกาศเกษียณและทำงานวันสุดท้ายไปแล้ว ส่งผลให้มีการจัดระเบียบทีมผู้บริหารใหม่ ทั้งการขยายบทบาทของเอ็ดดี คิว หัวหน้าฝ่ายบริการ และเครก เฟเดอริกี (Craig Federighi) หัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์ รวมถึงการดันบทบาทของเทอร์นัสให้เด่นชัดขึ้นในสายตานักลงทุนและสาธารณชน ทั้งนี้ คุกเคยพูดชัดว่าต้องการเห็นผู้สืบทอดมาจาก “คนใน” และแอปเปิลมีแผนสืบทอดตำแหน่งที่ละเอียดอยู่แล้ว

สำหรับจอห์น เทอร์นัส ปัจจุบันอายุ 50 ปี เข้าร่วมงานกับแอปเปิลตั้งแต่ปี 2001 ในทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ ก่อนไต่ระดับขึ้นมาคุมงานวิศวกรรมฮาร์ดแวร์แทบทุกไลน์สินค้า ทั้ง iPhone, iPad, Mac ไปจนถึง AirPods และ Apple Watch เขาปรากฏตัวบนเวทีงานเปิดตัวสำคัญของแอปเปิลบ่อยครั้ง ทำให้แฟนแอปเปิลเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตา และถูกสื่อหลายสำนักระบุว่าเป็น “ตัวเต็งอันดับหนึ่ง” หากถึงเวลาต้องเปลี่ยนซีอีโอจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม การส่งไม้ต่อของแอปเปิลเกิดขึ้นท่ามกลางโจทย์ใหญ่เรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้บริษัทจะยังขาย iPhone และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แข็งแกร่ง แต่กลับถูกวิจารณ์ว่าตามหลังคู่แข่งในสมรภูมิ AI ทั้งด้านการลงทุนและภาพยุทธศาสตร์ที่ยังไม่ชัดเจน มีรายงานว่าแอปเปิลอนุมัติงบมหาศาลเพื่อรันโมเดล AI บนคลาวด์ในปี 2026 พร้อมพิจารณาใช้โมเดลจาก OpenAI และ Anthropic มาช่วยขับเคลื่อน Siri เวอร์ชันใหม่ หลังจากต้องเลื่อนการเปิดตัวฟีเจอร์ Siri ที่ใช้ AI จากปี 2025 ออกไป รวมถึงการสูญเสียผู้บริหารสาย AI ระดับหัวกะทิหลายคนให้กับคู่แข่งอย่างเมตาในช่วงปีที่ผ่านมา

จนถึงตอนนี้ แอปเปิลยังไม่ได้ออกมาคอมเมนต์ต่อรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์หรือข่าวลือเรื่องการวางมือของคุกอย่างเป็นทางการ แต่การเร่งวางแผนสืบทอดตำแหน่ง และการที่ชื่อของเทอร์นัสโผล่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนและแฟนแอปเปิลทั่วโลกจับตาว่า ปีหน้าจะเป็นจุดเริ่มต้น “ยุคหลังทิม คุก” หรือไม่ พร้อมลุ้นไปพร้อมกันว่า ซีอีโอคนต่อไปจะตอบโจทย์ใหญ่เรื่อง AI และรักษาความยิ่งใหญ่ของแอปเปิลต่อจากยุคสตีฟ จ็อบส์และทิม คุกได้อย่างไร??

‘สี จิ้นผิง’ ซื้อข้าวไทย 500,000 ตัน ตรงจังหวะ ร.10 เสด็จเยือนจีน ก่อนภาษีทรัมป์จะฟาดไทย ให้คุกเข่าต่อ KL Accord

(16 พ.ย. 68) ท่ามกลางดราม่าชายแดนไทย–กัมพูชา และแรงบีบจากสหรัฐฯ ที่ขู่ไทยตรง ๆ ว่า
“ไม่เอา KL Accord = เจอภาษีทรัมป์”

ปักกิ่งกลับเดินเกมสวนเฉียบ—ไม่ตะโกน ไม่โชว์พาว แต่ประกาศซื้อ ข้าวไทยเพิ่ม 500,000 ตัน ระหว่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระราชินี เสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 13–17 พ.ย. 68

ดีลระดับ 1 หมื่นล้านบาท นี้ ถูกมองเป็นทั้ง
 • “ของขวัญการทูตระดับราชสำนัก”
 • “กันชน” ให้รัฐบาลไทยก่อนโดนทรัมป์ลงดาบ
 • และ “สัญญาณชัด” ว่าจีนพร้อมเปิดตลาดใหม่ให้ไทยในจังหวะเสี่ยงที่สุด

จีนซึ่งซื้อข้าวไทยอยู่แล้ว 1.3 ล้านตัน/ปี เพิ่มอีก 38% ในดีลเดียว
Instant effect:
 • สต็อกข้าวหอมมะลิไทยลดลง 20%
 • ราคาหน้าลานมีแนวโน้มดีด
 • เกษตรกรหลายแสนรายได้อานิสงส์
 • GDP ไทยเพิ่มราว 0.2% จากการประเมินของกระทรวงพาณิชย์

ที่น่าสนใจ—ดีลนี้ ไม่มีการเตรียมตัวยาว ไม่มีเจรจาล่วงหน้านาน
แต่มาแบบ “ประกาศปุ๊บ–ซื้อปั๊บ”
นักวิเคราะห์อ่านตรงกันว่า: นี่คือ soft power diplomacy แบบจีน—นิ่ม แต่น้ำหนักมหาศาล

ทำไมไทยได้—แต่กัมพูชาไม่ได้?
กษัตริย์กัมพูชา นโรดม สีหมุนี เข้าเฝ้าฯ สี เมื่อ เม.ย. 2568
ได้รับการต้อนรับสวยงาม แต่…
 • ไม่มีดีลข้าว
 • ไม่มีแพ็กเกจลงทุนใหม่
 • โครงการคลอง Funan Techo Canal ก็ยังได้แค่ 49% ไม่ถึง 100% แบบที่ฮุน เซนต้องการ

ตัดภาพกลับมาที่ไทย— ปักกิ่งให้ทั้ง EEC, รถไฟความเร็วสูง และตอนนี้ “ดีลข้าวมหาศาล” อีกก้อน

นักวิชาการจาก Carnegie และ ISEAS พูดคล้าย ๆ กันว่า:
“จีนต้องการบาลานซ์อาเซียน แต่ให้น้ำหนักไทยมากกว่ากัมพูชาในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว”

ปมเดือดชายแดน—จุดที่ทำให้ทุกมหาอำนาจจับตามอง

หลังเหตุทุ่นระเบิด PMN-2 รุ่นใหม่ ทำทหารไทยบาดเจ็บที่ศรีสะเกษ 10 พ.ย.
รัฐบาลไทยประกาศแบบไม่ไว้หน้าใครว่า:
 • ระงับ KL Accord
 • ไม่ยอมให้สหรัฐฯ กดดัน
 • ต้องพิสูจน์ก่อนว่า “ทุ่นใหม่” มาจากไหน

แล้วทันทีที่ความตึงเครียดพุ่ง
จีนก็ประกาศซื้อข้าวไทย—แบบ “เป๊ะเวลา”

นี่แหละที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า
ปักกิ่งยืนข้างไทยเงียบ ๆ โดยไม่ต้องพูดคำว่า ‘สนับสนุน’ เลยสักคำเดียว

เกมวันนี้: ใครได้–ใครเสีย

ได้ “ตลาดประกัน” ขนาดยักษ์ในจังหวะสุ่มเสี่ยง โชว์ว่าถ้าทรัมป์กดภาษี—ไทยก็หันหาตลาดใหม่ทันที
อนุทินได้แต้มจากชาวนาเต็ม ๆ

จีน
ส่งสัญญาณว่าไทยคือ strategic partner ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ในขณะที่ยังผูกสัมพันธ์กัมพูชาไว้เพื่อถ่วงดุล

กัมพูชา
แม้จะใกล้ชิดจีนเชิงการเมือง—แต่ไม่ได้ดีลใหญ่
ภาพ perception เลยออกมาว่า “น้ำหนักเบากว่าไทย”

สหรัฐฯ
กังวลจีนขยายอิทธิพลในอาเซียนอีกขั้น เพราะดีลนี้เหมือนจีนส่งสัญญาณ
“อย่าเพิ่งกดไทยแรงเกิน—ไทยมีทางเลือกอื่น”

แล้วจีนเลือกข้างไทยจริงไหม?
มีสองคำตอบ:
 1. ถ้ามองเชิงสัญลักษณ์ — ใช่ จีน “เอียงมาทางไทย” แบบเนียน ๆ
 2. ถ้ามองเชิงยุทธศาสตร์ — จีนกำลัง “ถ่วงดุลสองเรือ” แต่ลงทุนหนักกว่าในฝั่งไทย

สุดท้าย ในโลกที่ทรัมป์พร้อมโยงทุกดีลเข้าการเมือง ดีลข้าวของสี จิ้นผิงคือข้อความสั้น ๆ แต่ดังที่สุดว่า:
“ถ้าอเมริกาไม่เล่น… จีนเล่น”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top