Friday, 3 July 2026
WORLD

ทอ.จีน ฉลอง 76 ปี!! โชว์ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีการรบ เผยโฉมโดรนสุดล้ำ GJ‑11 ร่วมทีมกับ J-20 ชี้อนาคตกองทัพผสานคนกับ AI เต็มรูปแบบ ยกระดับการฝึกนักบินสู่สนามรบอัจฉริยะ

(12 พ.ย. 68) กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน (PLAAF) เฉลิมฉลองครบรอบ 76 ปี ด้วยการเผยแพร่ไมโครฟิล์มชื่อ “Dreaming Far” บนโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นภาพในเรื่องเล่าการเติบโตของกองทัพอากาศจากยุคเริ่มต้น สู่กำลังรบสมัยใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีอัจฉริยะและข้อมูลนำรบ จุดที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือภาพโดรนรุ่นใหม่ GJ‑11 รหัส “Xuanlong-08” บินร่วมกับเครื่องบินรบ J-16 และ J-20 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จีนเผยให้เห็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักบินและโดรนอย่างสมจริง

อีกหนึ่งคลิปจากช่องทหารของ CCTV ยังได้ย้อนรอยประวัติศาสตร์ PLAAF ตั้งแต่ยุคเครื่องบิน J-5 รุ่นแรก จนถึงเครื่องรุ่นใหม่อย่าง J-20 และ J-35 รวมถึงเครื่องขนส่งขนาดใหญ่ Y-20B สะท้อนให้เห็นพัฒนาการจากกองทัพขนาดเล็กที่เริ่มต้นด้วยเครื่องบินเพียง 17 ลำในปี ค.ศ.1949 จนกลายเป็นกองทัพอากาศชั้นนำของโลก นักบินรายหนึ่งกล่าวในคลิปว่า “เรามีเครื่องบินที่ดีที่สุด มือหนึ่งถือปืน อีกมือหนึ่งถือกิ่งมะกอก” สื่อถึงความพร้อมทั้งในสงครามและสันติภาพ

สี จิ้นผิงผู้นำจีนกำหนดทิศทางใหม่ให้กองทัพในอีก 5 ปีข้างหน้า มุ่งสู่ “กองทัพอัจฉริยะ” ด้วยการพัฒนาการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ AI ที่ถูกนำมาช่วยฝึกนักบินให้มีทักษะใกล้เคียงสถานการณ์จริง นักบินมากประสบการณ์อย่าง “หม่า เซียว” เผยว่า ระบบ AI ที่ใช้ซ้อมรบ “ดุดันและไม่พลาดเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะมันเรียนรู้จุดแข็งของนักบินทุกคนในหน่วย จนกลายเป็นคู่ซ้อมที่เก่งรอบด้าน”

ทั้งนี้ การฝึกแบบใหม่ช่วยยกระดับขีดความสามารถนักบินให้พร้อมต่อการรบจริงมากขึ้น ผู้บังคับการหน่วยย้ำว่า “เราต้องศึกษาไม่เพียงแค่สงครามในวันนี้ แต่รวมถึงสงครามของอนาคต” สะท้อนภาพชัดเจนว่ากองทัพอากาศจีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งกำลังคน สู่ยุคของ “กองทัพอัจฉริยะ” ที่เทคโนโลยีและ AI จะเป็นหัวใจสำคัญของสนามรบในศตวรรษหน้า

หุ่นยนต์–AI กับคำถามใหญ่ หากใช้ในการตัดสินกีฬาฟุตบอล เพื่อความโปร่งใส หรือความเสี่ยง ที่ต้องคิดให้รอบคอบ

กีฬาฟุตบอลเดินทางมาถึงยุคที่เทคโนโลยีเป็น “ผู้ช่วยตัดสิน” แล้ว—ตั้งแต่โกลไลน์เทคโนโลยี, VAR ไปจนถึงระบบล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติที่ติดเซนเซอร์และติดตามตำแหน่งนักเตะด้วยคอมพิวเตอร์วิชัน 

คำถามต่อไปจึงไม่ใช่ “ควรใช้ไหม” แต่คือ “จะไปให้สุดทางถึงขั้นใช้หุ่นยนต์/AI ตัดสินแทนมนุษย์ได้หรือเปล่า และควรทำอย่างไรให้โปร่งใสกว่าเดิม” บทความนี้ชวนมองภาพใหญ่ทั้งด้านเทคนิค กติกา จริยธรรม และความยอมรับของสังคมกีฬา

ทำไมแนวคิด “ผู้ตัดสิน AI” จึงน่าพิจารณา 
1. ลดอคติและความผิดพลาดเชิงการรับรู้ของมนุษย์ ผู้ตัดสินคนเดียวต้องประเมินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีภายใต้แรงกดดันสูง AI ที่วิเคราะห์จากหลายกล้อง/เซนเซอร์พร้อมกันอาจลด “ความคลาด” จากมุมมองจำกัดของสายตามนุษย์ได้ 

2. ความสม่ำเสมอของมาตรฐาน โมเดลเดียวกัน กติกาเดียวกัน ทำงานด้วยเกณฑ์เดิมทุกนัด ลดปัญหา “นัดนี้ฟาวล์ อีกนัดไม่ฟาวล์” ที่แฟนบอลถกเถียงกันไม่รู้จบ 

3. ตรวจสอบย้อนหลังได้ ระบบ AI สามารถเก็บลอจิกการตัดสิน, เวลาประทับ (timestamp), วิดีโอ และข้อมูลเซนเซอร์แบบละเอียด กลายเป็น “หลักฐานทางดิจิทัล” สำหรับอุทธรณ์และการเรียนรู้ของทั้งวงการ

ปัจจุบัน AI ตัดสินอะไรแทนมนุษย์แล้วบ้าง? 
- ข้อเท็จจริงเชิงไบนารี (Binary, Objective): บอลข้ามเส้นหรือยัง (โกลไลน์), ล้ำหน้าหรือไม่, ลูกออกเส้นหรือไม่, สัมผัสมือก่อนออกหรือเปล่า—ทั้งหมดนี้เหมาะกับ AI/ระบบอัตโนมัติ เพราะนิยามชัด วัดด้วยฟิสิกส์และพิกัดได้
- ข้อเท็จจริงเชิงรูปแบบ (Pattern): ฟาวล์จากการปะทะ, แกล้งล้ม (simulation), อันตรายจนต้องใบแดงหรือไม่—มีบริบทและเจตนาเข้ามาเกี่ยว เป็นพื้นที่ที่ AI “ช่วยชี้/แนะนำ” ได้ แต่ไม่ตัดสินเดี่ยวในระยะใกล้ เพราะการตีความเจตนายังคงต้องอาศัยมนุษย์
- การบริหารเกมและอารมณ์ (Game Management): การคุมอารมณ์ผู้เล่น โต้เถียง ชักใบเหลืองเพื่อควบคุมเกม—เป็นทักษะมนุษย์ที่ AI ยังทดแทนยาก แต่สามารถ “สนับสนุน” ด้วยข้อมูล เช่น แจ้งแนวโน้มการปะทะรุนแรงบ่อยจุดเดิม เตือนผู้ตัดสินให้คุมจังหวะ

ปัจจุบันระยะกลางเหมาะกับ “Human-in-the-Loop”—ปล่อยให้ AI ตัดสินอัตโนมัติในจังหวะที่เป็นวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ และให้ผู้ตัดสินมนุษย์ถืออำนาจสุดท้ายในจังหวะที่เป็นศิลปะและดุลยพินิจ

เบื้องหลังการทำงานของ “ผู้ตัดสิน AI”
- ข้อมูล (Data Layer): กล้องหลายมุมความถี่สูง, LIDAR/เรดาร์สนาม, ชิพในลูกบอล, IMU บนสนับแข้ง/สตั๊ด (ตามมาตรฐานความปลอดภัย), ไมโครโฟนบันทึกเสียงสัมผัส
- การรับรู้ (Perception): คอมพิวเตอร์วิชันระบุจุดสำคัญของร่างกาย (pose/lime tracking), การติดตามวัตถุหลายชนิด (MOT), การประมาณแรงปะทะ/มุม/ความเร็ว
- กติกา (Rules Engine): นิยามกฎแบบเครื่องอ่านได้ (machine-readable laws of the game) แยก “กฎแข็ง” (เช่น ตำแหน่งล้ำหน้า) ออกจาก “กฎอ่อน” (เสี่ยงอันตราย, เจตนา)
- การตัดสินใจ (Decision Layer): โหมดอัตโนมัติ: ล้ำหน้า–ลูกข้ามเส้น–บอลออกเส้น โหมดแนะนำ: คะแนนความมั่นใจ (confidence) + คลิปสั้นหลายมุม ส่งให้ผู้ตัดสินตัดสินใจ
- บันทึกและอธิบายได้ (Explainability & Audit): เก็บเหตุผลเชิงกฎ + เฟรม/มุมที่ใช้สรุปผล เพื่อการอุทธรณ์และการปรับปรุงโมเดล

ทั้งนี้ บทสรุป: “โปร่งใส” ไม่ได้มาพร้อมเทคโนโลยีโดยอัตโนมัติ โดยการใช้หุ่นยนต์/AI ตัดสินฟุตบอล “เป็นไปได้” ทางเทคนิค และมีศักยภาพยกระดับความสม่ำเสมอ–ลดอคติ แต่ความโปร่งใสจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อเราลงมือออกแบบ กระบวนการตรวจสอบได้, มาตรฐานเปิด, อิสระในการทวนสอบ, สิทธิอุทธรณ์ และบทบาทที่ชัดเจนระหว่างมนุษย์กับเครื่อง หากทำครบวงจร ฟุตบอลจะก้าวสู่ยุคที่คำตัดสิน “แม่น–เร็ว–อธิบายได้”—และที่สำคัญที่สุดคือ ได้รับความไว้วางใจ จากทุกฝ่ายในสนามเดียวกัน

ศาลมอสโกมีคำสั่ง!! ธนาคาร Euroclear ต้องชดใช้ กว่า 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่.. บริษัทขนส่งน้ำมันทางท่อรัสเซีย “ทรานส์เนฟต์” ปมทรัพย์สินถูกอายัดจากมาตรการคว่ำบาตร

(11 พ.ย. 68) ศาลอนุญาโตตุลาการกรุงมอสโกมีคำสั่งให้ธนาคาร Euroclear ในบรัสเซลส์ชำระเงินมากกว่า 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,100 ล้านบาท) แก่บริษัทท่อส่งน้ำมันของรัสเซีย “ทรานส์เนฟต์” ตามคดีที่ยื่นตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 โดยศาลมีคำตัดสินตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เพิ่งมีการเปิดเผยต่อสาธารณะไม่นานนี้ ขณะที่คำพิพากษาฉบับเต็มยังไม่มีการเผยแพร่

คดีดังกล่าวพิจารณาแบบปิดลับ หลังศาลอนุมัติคำร้องของฝ่ายโจทก์เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยความลับทางการค้า ทั้งนี้ Gazprombank และสำนักชำระราคาแห่งชาติ (NSD) ของรัสเซียเข้าร่วมในคดีในฐานะบุคคลภายนอก โดยข้อพิพาทเชื่อมโยงกับหลักทรัพย์ของทรานส์เนฟต์ที่ถูกระงับโดย Euroclear ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ

หลังสหภาพยุโรปคว่ำบาตร NSD ในปี 2022 เงินทุนและหลักทรัพย์ของลูกค้ารัสเซียที่ฝากไว้กับ Euroclear และ Clearstream ถูกแช่แข็ง ส่งผลให้ธนาคารและบริษัทหลายแห่งของรัสเซียยื่นฟ้องทั้งสองสถาบันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ทรานส์เนฟต์เป็นผู้เดินระบบท่อส่งน้ำมันหลักของรัสเซีย รัฐบาลรัสเซียถือหุ้นสามัญ 78.55% ผ่านสำนักงานบริหารทรัพย์สินของรัฐ ที่เหลือ 21.45% เป็นหุ้นบุริมสิทธิ

อัยการจีนยื่นฟ้อง!! “จู้ จื้อซง” อดีตบิ๊กพรรคฯ เขตใหม่ผู่ตง ข้อหารับสินบนมูลค่ามหาศาล หลังคณะสอบสวนสรุปผลชัด ถือเป็นอีกคดีใหญ่ในศึกปราบโกงของจีน

(11 พ.ย. 68) อัยการจีนได้ยื่นฟ้อง จู้ จื้อซง (Zhu Zhisong) อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำเขตใหม่ผู่ตง นครเซี่ยงไฮ้ ในข้อหารับสินบน โดยสำนักงานอัยการเมืองหนานชาง มณฑลเจียงซี เป็นผู้ดำเนินคดี และส่งเรื่องให้ศาลประชาชนชั้นกลางพิจารณาอย่างเป็นทางการ

คณะกรรมการกำกับดูแลแห่งชาติของจีนระบุว่า จู้ จื้อซงเคยใช้ตำแหน่งหน้าที่ในช่วงดำรงตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นแลกกับเงินและทรัพย์สิน “จำนวนมากเป็นพิเศษ” หลังการสอบสวนเสร็จสิ้นจึงมีการยื่นฟ้องต่อศาล

สำหรับการดำเนินคดีครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดของจีน ที่มุ่งเล่นงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างผู่ตง ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการเงินและการลงทุนของนครเซี่ยงไฮ้

หางโจว เมืองเศรษฐกิจมหัศจรรย์ บ้านเกิด Alibaba อดีตเมืองหลวงยุคราชวงศ์ซ่งใต้ บ้านเกิดก๊วยเจ๋ง นิยายอมตะมังกรหยก

ปัจจัยที่ทำให้หางโจวเติบโตเป็นเมืองเทคโนโลยีและรายได้สูง

1. ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและทำเลที่ตั้ง

· ทำเลเชิงกลยุทธ์: ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี (Yangtze River Delta) ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน
· ใกล้เซี่ยงไฮ้: ห่างจากเซี่ยงไฮ้เพียง 180 กม. ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุน
· โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม: มีระบบรถไฟความเร็วสูง ท่าอากาศยานนานาชาติ และทางหลวงที่ทันสมัย

2. การกำเนิดของ Alibaba และระบบนิเวศดิจิทัล

· Alibaba Group ก่อตั้งปี 1999: โดย Jack Ma ในหางโจว
· สร้างระบบนิเวศดิจิทัลสมบูรณ์:
  · E-commerce (Taobao, Tmall)
  · การเงินดิจิทัล (Ant Group)
  · Cloud computing (Alibaba Cloud)
· ดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ: เกิด cluster เทคโนโลยีดิจิทัล

3. นโยบายการสนับสนุนจากรัฐบาล

· "เมืองอินเทอร์เน็ตแห่งแรกของจีน": นโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
· เขตพัฒนาพิเศษ: เช่น Hangzhou High-tech Industrial Development Zone
· การสนับสนุนสตาร์ทอัพ: เงินอุดหนุน อัตราภาษีพิเศษ ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีความสามารถ

4. ระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์

· มหาวิทยาลัยและวิจัย:
  · มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) มหาวิทยาลัยระดับท็อปของจีน
  · สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งชาติ
· แหล่งเงินทุน: Venture capital, Angel investors
· บุคลากรคุณภาพสูง: ดึงดูดผู้มีความสามารถจากทั่วประเทศ

5. การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย

· เศรษฐกิจดิจิทัล: E-commerce, FinTech, Cloud computing
· อุตสาหกรรมสร้างสรรค์: การออกแบบ, แอนิเมชัน, เกม
· ชีวเวชศาสตร์และสุขภาพ
· การท่องเที่ยวอัจฉริยะ: ใช้เทคโนโลยีพัฒนาการท่องเที่ยว

6. เหตุการณ์สำคัญที่ส่งเสริมการพัฒนา

· การเป็นเจ้าภาพ G20 Summit 2016: ทำให้หางโจวเป็นที่รู้จักในระดับโลก
· Asian Games 2022: ส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
· การพัฒนาระบบ "City Brain": ระบบจัดการเมืองอัจฉริยะโดย Alibaba Cloud

7. คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

· เมืองแห่งทะเลสาบและภูเขา: ทะเลสาบซีหู (West Lake) สร้างสภาพแวดล้อมน่าอยู่
· การพัฒนาอย่างยั่งยืน: เน้น綠色發展 (การพัฒนาสีเขียว)
· วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์: เป็นเมืองหลวงโบราณของราชวงศ์ซ่ง

8. ข้อมูลผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ
.
· GDP per capita: สูงกว่าเฉลี่ยระดับประเทศ
· การเติบโตของ GDP: สูงกว่าค่าเฉลี่ยของจีนอย่างต่อเนื่อง
· จำนวนบริษัทเทคโนโลยี: กว่า 30% ของบริษัท Unicorn ของจีนตั้งอยู่ในหางโจว

สรุป

หางโจวประสบความสำเร็จจากการผสมผสานระหว่าง ปัจจัยภายใน (การเกิด Alibaba, มหาวิทยาลัยชั้นนำ) และ ปัจจัยภายนอก (นโยบายรัฐบาล, ทำเลที่ตั้ง) รวมถึง การวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ในการพัฒนาเป็นเมืองดิจิทัลและนวัตกรรม ทำให้กลายเป็นแบบอย่างของการเปลี่ยนแปลงจากเมืองท่องเที่ยวสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก

นักวิทยาศาสตร์รัสเซียค้นพบ Rhodelphis edaphicus สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่จากดินคาซัคสถาน อาจกลายเป็นต้นแบบเทคโนโลยีชีวภาพ ควบคุมเชื้อโรคในดิน ลดการพึ่งพาสารเคมีทางการเกษตร

(10 พ.ย. 68) ทีมวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐตูเมนของรัสเซียประกาศการค้นพบ Rhodelphis edaphicus โปรติสต์นักล่าชนิดใหม่ในดินแปลงปลูกมันฝรั่งที่คาซัคสถาน ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งแรกของนักล่าจุลชีพในกลุ่มนี้ที่ไม่ได้อยู่น้ำทะเลหรือน้ำจืด

อาร์เทม เบลยาเยฟ นักวิจัยห้องปฏิบัติการ AquaBioSafe ที่มหาวิทยาลัยรัฐตูเมน กล่าวว่า "เราได้ค้นพบและบรรยายโปรติสต์นักล่าชนิดแรกที่อาศัยในดิน ไม่ใช่ในน้ำ และตั้งชื่อว่า Rhodelphis edaphicus มันรวดเร็วในการกินสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอื่น ๆ" โปรติสต์นี้ไม่เป็นเชื้อก่อโรคและพบในความเข้มข้นต่ำ ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลชุมชนจุลชีพในดิน

การค้นพบนี้เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับ Rhodelphids ซึ่งเดิมพบเฉพาะในระบบน้ำทะเลและน้ำจืด โดยพบว่าโปรติสต์นักล่าชนิดนี้ช่วยควบคุมเชื้อโรคในดิน หมุนเวียนธาตุอาหาร และอาจพัฒนาเป็นเทคโนโลยีชีวภาพลดการพึ่งพาสารเคมีในเกษตรกรรม

งานวิจัยใช้วิธีสหวิธี เช่น การเพาะเลี้ยง การส่องกล้องจุลทรรศน์ และเทคนิค 18S rRNA metabarcoding เพื่อตรวจสอบลักษณะและยืนยันชนิดพันธุ์ของ Rhodelphis edaphicus ทีมงานวางแผนทดลองประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อโรคในไร่นาต่อไป พร้อมพัฒนาวิธีใช้ในภาคเกษตรให้ปลอดภัยและได้ผลซ้ำ ๆ

 

ถล่มฟิลิปปินส์ ดับแล้ว 2 ศพ เร่งอพยพประชาชนกว่า 1.1 ล้านคน จาก 12 ภูมิภาคทั่วประเทศ หลังเผชิญฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่ม

(10 พ.ย. 68) ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” เคลื่อนตัวเข้าประชิดฟิลิปปินส์ โดยอยู่ห่างจากจังหวัดคาตันดัวเนสไปทางตะวันออกเพียง 125 กิโลเมตร มีกำลังลมแรงสูงสุด 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกสูงถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกที่ 21 ที่พัดถล่มฟิลิปปินส์ในปี 2025 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประจำปีที่ประมาณ 20 ลูก

สำหรับ ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญซูเปอร์ไต้ฝุ่นระดับ 5 ที่รุนแรงที่สุดของปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย พร้อมอพยพประชาชนกว่า 1.1 ล้านคนใน 12 ภูมิภาค เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากลมแรง ฝนหนัก น้ำท่วม และดินถล่ม

ขณะที่ศูนย์กลางพายุเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยยังคงมีกำลังลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางที่ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชก 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะนี้พายุอยู่ห่างจากจังหวัดกามารีเนส นอร์เตทางเหนือราว 110 กิโลเมตร ส่งผลให้หลายพื้นที่ในคาตันดัวเนสและซามาร์ได้รับความเสียหายหนัก ทั้งจากบ้านเรือนพังถล่มและน้ำท่วม

ด้าน เบอร์นาร์โด ราฟาเอลิโต อาเลฮานโด ผู้ช่วยเลขานุการและรองผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (OCD) ระบุว่า “ทางการกำลังเร่งตรวจสอบความสูญเสียและประเมินความเสียหายอย่างต่อเนื่อง” โดยในจังหวัดซามาร์มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุบ้านถล่ม

ทั้งนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ยังคงเตือนประชาชนให้อยู่ในอาคารที่แข็งแรงและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม พายุฟงหว่องซึ่งเป็นพายุลูกที่ 21 ของปี สะท้อนให้เห็นถึงฤดูกาลพายุที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้น

 


 

เรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีน เตรียมออกสู่น่านน้ำทะเลหลวง ยันไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อประเทศอื่น ยึดมั่นปกป้องอธิปไตย-ความมั่นคงของจีนเท่านั้น

ปักกิ่ง, 9 พ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันเสาร์ (8 พ.ย.) เหลิ่งกั๋วเหว่ย โฆษกกองทัพเรือจีน กล่าวว่าเรือบรรทุกเครื่องบินฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีนที่ติดตั้งระบบดีดตัวและจับตัวเครื่องบินด้วยพลังแม่เหล็กไฟฟ้า จะออกปฏิบัติการเป็นประจำในทะเลหลวง

เหลิ่งเผยว่าแม้ท่าเรือทหารซานย่าในมณฑลไห่หนานทางตอนใต้ของจีน จะเป็นท่าเรือประจำของเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ แต่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่คือบ้านที่แท้จริงของมัน

เรือบรรทุกเครื่องบินฝูเจี้ยนเข้าประจำการเมื่อวันพุธ (5 พ.ย.) ที่ท่าเรือกองทัพเรือในเมืองซานย่า และเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือจีน เรือลำดังกล่าวเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2022 และได้รับการตั้งชื่อตามมณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกของจีน ทั้งยังเป็นเรือขนาดใหญ่ที่จีนออกแบบและสร้างขึ้นเองทั้งหมด

เหลิ่งระบุว่าขณะที่เรือฝูเจี้ยนอยู่ระหว่างการก่อสร้าง การพัฒนาและทดสอบอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ อาทิ เครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินอย่าง เจ-35 เจ-15ที และ เจ-15ดี เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้ารุ่นคงจิ่ง-600 (Kongjing-600) และเฮลิคอปเตอร์ตระกูลแซด-20 (Z-20) มีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้

เหลิ่งกล่าวว่าอีกไม่นานเรือฝูเจี้ยนจะพร้อมประจำการเต็มรูปแบบพร้อมเครื่องบินประจำเรือ และเนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีหลายอย่างบนเรือฝูเจี้ยนถูกนำมาใช้จริงเป็นครั้งแรก เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้จึงยังคงต้องผ่านการทดสอบและตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไปหลังจากเข้าประจำการแล้ว

เหลิ่งเน้นย้ำว่าความพยายามของจีนในการพัฒนาและปรับปรุงอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศใดหรือมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง ความพยายามเหล่านี้ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อประเทศหรือภูมิภาคอื่น และมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของจีน

เรือฝูเจี้ยน ซึ่งมีหมายเลขลำเป็นเลข 18 เป็นหนึ่งในสามเรือบรรทุกเครื่องบินของจีนที่ประจำการอยู่ในขณะนี้ โดยจีนจะจัดทำแผนการพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นถัดไป โดยคำนึงถึงความต้องการด้านการป้องกันประเทศอย่างรอบด้าน

ปม ไทย-สหรัฐฯ เซ็น MOU แรร์เอิร์ธ ปริศนาที่ยังคาใจ “ยังไม่ขุด แต่เตรียมถลุง?” ชี้ ไทยอาจแค่ทางผ่านสินแร่จากเมียนมา ไม่มีแหล่งแร่ แค่มีโรงถลุง แต่ต้องรับผลกระทบเต็ม ๆ

ปมแรร์เอิร์ธกับเบื้องหลังเบื้องลับของ MOU ไทย-อเมริกา

หลังจากที่ข่าวครึกโครมที่รัฐบาลใหม่ของไทยไปเซ็นต์ MOU กับสหรัฐอเมริกาเรื่องแรร์เอิร์ธ  พร้อมกับข่าวที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันว่ามีการค้นพบเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในประเทศไทยแถบบริเวณภาคอีสานของประเทศไทย แต่ทว่าจนถึงวันนี้ก็ไม่ได้มีข่าวอัปเดตเรื่องแหล่งแร่ออกมาอย่างชัดเจน ประเด็นสิ่งที่เอย่าคิดคือ สรุปการที่อยู่ดี ๆ อเมริกาอยากมาเซ็น MOU ครั้งนี้เอาสินแร่มาจากไหน

ใช่คะ...คำตอบน่าจะเป็นอย่างที่เราคาดการณ์กันก็คือเราอาจจะนำเข้าสินแร่เหล่านี้เข้ามาแทนจากประเทศเพื่อนบ้านนั่นเอง

ถามว่าปัจจุบันนี้การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมาถูกสัมปทานโดยกลุ่มบริษัทรัฐบาลจีนที่เข้ามาติดต่อกับกลุ่มชนน้อยใน 2 รัฐใหญ่ ๆ คือ ในรัฐคะฉิ่นที่เมือง Panwa township และ Chipwi township อยู่ติดพรมแดนกับมณฑลยูนนานของจีน รวมถึง Momauk township โดยอยู่ภายใต้กองกำลังติดอาวุธในพื้นที่และอีกที่คือในรัฐฉานในเขตเมือง Mong Yawng township ในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกลุ่มกองกำลัง เช่น National Democratic Alliance Army (NDAA) และในพื้นที่ที่ติดชายแดนไทยบริเวณแม่น้ำกกเขตที่ครอบครองโดย United Wa State Army (UWSA)

เราคงเดาไม่ยากแม้ว่าทุนจีนจะมาลงทุนเทคโนโลยีการถลุงแร่เหล่านี้ในพื้นที่แต่อย่างไรก็ดี การควบคุมการขุดแร่ก็ยังเป็นของชนกลุ่มน้อยอยู่ดี

จากจุดนี้พอเข้าใจแล้วใช่ไหมคะว่าการทำ MOU ครั้งนี้เป็นการที่ไทยมีแต่เสียกับเสีย ว่าไปแล้วก็คือ

1. ไม่มีการขุดแร่จริงแต่อาจจะเป็นการนำเข้าสินแร่มาถลุง โดยการถลุงแร่แรร์เอิร์ธเป็นกระบวนการที่สร้างมลพิษสูงมาก หากไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะต่อ น้ำ ดิน และอากาศ

2. อเมริกาได้ประโยชน์เป็นการตัดขาฝ่ายจีนในการรับซื้อสินแร่โดยผ่านตัวกลางคือไทย  เข้าทำนองว่าก็นี่คือธุรกิจใครให้ราคาสูงก็ขายคนนั้น

3. ความสัมพันธ์ไทย-จีนจะยิ่งแย่ลงไปอีกขณะที่อเมริกาสามารถอ้างได้อย่างเต็มปากว่านี่ไม่มีเกี่ยวกับอเมริกานะ นี่คือผลประโยชน์จากไทยล้วน ๆ อเมริกาคือลูกค้าแรร์เอิร์ธจากไทยแค่นั้น

ฉ่ำ ๆ ไหมคะ..พี่น้องชาวไทย เราคงต้องถามว่าเราได้อะไรจาก MOU นี้กันแน่ หรือ ท่าน สส. ทั้ง ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่เงียบกริบเพราะไม่มีข้อมูลหรือถูกอะไรปิดหูปิดตาไว้คะ
.
เอย่าขอฝากไว้ให้คิดค่ะ

ครอบครัวเหยื่อกล่าวหา ChatGPT ชี้นำสู่การปลิดชีพตัวเองและหลอนทางจิต หลังเร่งปล่อย GPT-4o ทั้งที่รู้ว่าเสี่ยง องค์กรเตือน “อย่ามองยอดใช้เหนือความปลอดภัย”

(8 พ.ย. 68) บริษัท OpenAI กำลังเผชิญคดีความ 7 คดีในศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ หลังครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบกล่าวหาว่า ChatGPT ทำให้ผู้ใช้บางรายเกิดอาการหลอน ติดการสนทนา จนถึงขั้นฆ่าตัวตาย ทั้งที่ก่อนหน้าไม่มีปัญหาทางจิต คดีทั้งหมดถูกยื่นโดย Social Media Victims Law Center และ Tech Justice Law Project ในนามของผู้ใหญ่ 6 ราย และเยาวชน 1 ราย โดยอ้างว่า OpenAI ปล่อยโมเดล GPT-4o ออกมาเร็วเกินไป ทั้งที่มีคำเตือนภายในเรื่องความเสี่ยงทางจิตใจของผู้ใช้

หนึ่งในคดีคือกรณีของ อะมอรี เลซี เด็กชายวัย 17 ปี ที่เริ่มใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำ แต่กลับถูกชี้นำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และถึงขั้นได้รับ “คำแนะนำในการทำอันตรายตนเอง” ขณะที่อีกคดีคือ อลัน บรูกส์ ชาวแคนาดา วัย 48 ปี ที่อ้างว่า ChatGPT ทำให้ตนเริ่มเชื่อสิ่งหลอนและเกิดความสับสนทางจิตใจจนชีวิตพังพินาศ โดยด้าน OpenAI ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้

แมตธิว พี. เบอร์กแมน (Matthew P. Bergman) ทนายความผู้ยื่นฟ้องระบุว่า “ChatGPT ถูกออกแบบให้สร้างความผูกพันทางอารมณ์กับผู้ใช้ เพื่อให้คนคุยต่อไปเรื่อยๆ มากกว่าจะคำนึงถึงความปลอดภัย” พร้อมชี้ว่า OpenAI เร่งเปิดตัว GPT-4o เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด โดยละเลยการทดสอบด้านจริยธรรมและผลกระทบทางจิตใจ “นี่ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นระบบที่เข้าไปแตะอารมณ์มนุษย์โดยตรง” ทนายความ กล่าว

และในอีกคดีหนึ่งเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พ่อแม่ของเด็กชายวัย 16 ปีชื่อ อดัม เรน ก็ยื่นฟ้อง OpenAI เช่นกัน โดยอ้างว่า ChatGPT มีส่วนช่วย “วางแผน” ให้ลูกชายฆ่าตัวตาย เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลและบริษัทเทคโนโลยีเข้มงวดขึ้นในการควบคุม AI ที่เปิดให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย

ขณะที่ องค์กร Common Sense Media เตือนว่า คดีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายจากเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบเพื่อ “ดึงดูดมากกว่าปกป้อง” พร้อมเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยของผู้ใช้” มากกว่าการแข่งขันด้านยอดผู้ใช้งาน

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ หลัง รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เยือนโซลไม่กี่วัน จรวดพุ่งไกล 700 กิโลเมตร ตกในทะเลญี่ปุ่น ‘คิม จองอึน’ ยังปฏิเสธเจรจา แต่จับมือรัสเซียแน่น พร้อมส่งทหารอีก 5,000 นาย ช่วยเครมลิน

(8 พ.ย. 68) เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้เข้าสู่ทะเลตะวันออก หรือทะเลญี่ปุ่น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังการเยือนของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) ที่เดินทางมาเกาหลีใต้เพื่อหารือความมั่นคงประจำปี โดยกองทัพเกาหลีใต้ระบุว่าขีปนาวุธลูกดังกล่าวบินได้ราว 700 กิโลเมตร ก่อนตกลงในน่านน้ำสากล ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าจรวดตกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตน และไม่พบความเสียหาย

การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่กว่า 10 นัดลงน่านน้ำตะวันตกเมื่อไม่กี่วันก่อน พร้อมกันนั้นยังเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุญาตให้เกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านกลาโหมของเกาหลีใต้ในระดับภูมิภาค โดยเกาหลีใต้มีแผนจะขอรับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจากสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโครงการดังกล่าว

ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ยังคงปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ หลังการพูดคุยในปี 2019 ล้มเหลว โดยคิมย้ำว่าเกาหลีเหนือเป็น “รัฐนิวเคลียร์ที่ไม่อาจหวนกลับ” พร้อมเปิดทางหารือก็ต่อเมื่อวอชิงตันยอมถอยจากข้อเรียกร้องให้ยุติโครงการนิวเคลียร์ของตน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างเปียงยางและมอสโกกลับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของทั้งสองประเทศเพิ่งพบกันในกรุงเปียงยางในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้รายงานว่าเกาหลีเหนืออาจกำลังสรรหาทหารเพิ่มเติมเพื่อส่งไปช่วยรัสเซียในสงครามยูเครน โดยคาดว่ามีทหารราว 15,000 นาย ถูกส่งไปร่วมรบแล้ว และอีกราว 5,000 นาย ถูกส่งไปปฏิบัติงานด้านก่อสร้างและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่พันธมิตร ซึ่งสะท้อนถึงการขยายบทบาทของเกาหลีเหนือในความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียที่ลึกซึ้งมากขึ้น

‘สี จิ้นผิง’ นำเปิดพิธี!! ส่งเรือ “ฟูเจี้ยน” เข้าประจำการ เรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่สุดล้ำ มาพร้อมระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ช่วยการขึ้น-ลง ลำแรกอย่างเป็นทางการของจีน

(8 พ.ย. 68) จีนประกาศนำเรือบรรทุกเครื่องบิน “ฟูเจี้ยน” เข้าประจำการกับกองทัพเรืออย่างเป็นทางการ ที่จังหวัดไห่หนาน โดยมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธานในพิธี นับเป็นครั้งแรกที่จีนมีเรือบรรทุกเครื่องบินติดตั้งระบบ “แคทาพัลต์แม่เหล็กไฟฟ้า” (EMALS) ซึ่งช่วยให้เครื่องบินสามารถขึ้นบินได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เรือ “ฟูเจี้ยน” สามารถรองรับการขึ้นลงของเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ เช่น J-15T, J-35 และเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า KJ-600 โดยระบบแคทาพัลต์ช่วยให้เครื่องบินขึ้นบินจากระยะสั้นได้แม้บรรทุกอาวุธและเชื้อเพลิงจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าเรือรุ่นก่อนหน้าที่ใช้ดาดฟ้าแบบ “สกีจัมพ์”

สำหรับฟูเจี้ยนเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สามของจีน ต่อจาก “เหลียวหนิง” และ “ซานตง” เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2022 และเริ่มทดลองเดินเรือเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 โดยการเข้าประจำการในครั้งนี้ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่ 2 ของโลกต่อจากสหรัฐฯ ที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินระบบแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ

อดีตที่ปรึกษาทรัมป์จี้!! สอบสวนเส้นทางการเงินไปยูเครน เม็ดเงินสหรัฐฯ หลายพันล้านไร้ร่องรอย ซัดรัฐบาลไม่เปิดเผยบัญชีงบประมาณ ถามตรงๆ “เงินภาษีชาวอเมริกันหายไปไหน?”

(7 พ.ย. 68) ไมเคิล ฟลินน์ (Michael Flynn) อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว RIA Novosti เรียกร้องตรวจสอบความโปร่งใสเงินช่วยเหลือยูเครน โดยระบุว่าสหรัฐฯ “อัดฉีดเงินภาษีประชาชนเป็นพันล้านดอลลาร์” แต่ยังไม่เห็นบัญชีที่ชัดเจน พร้อมตั้งคำถามว่า “เงินไปไหน”

ฟลินน์กล่าวในเวทีเสวนา “บทบาทสื่ออิสระในเวทีระหว่างประเทศ” ซึ่งจัดโดยสถาบัน Gold Institute for International Strategy เมื่อ 30 ต.ค. ว่าทีมของเขากำลังติดตามคดีจากผู้เปิดโปงข้อมูล ราว 8 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือเกี่ยวกับเงินประมาณ 47- 48 พันล้านดอลลาร์ที่เขาเชื่อว่า “อาจไม่เคยไปถึงยูเครน”

เขาย้ำว่ากำลังเดินหน้าดำเนินคดีแพ่งเพื่อให้มีการชี้แจงเส้นทางการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงบัญชีรายจ่ายอย่างละเอียด เพื่อรับผิดชอบต่อผู้เสียภาษีและสร้างความเชื่อมั่นต่อการสนับสนุนต่างประเทศในอนาคต

ทำไมไต้หวันไม่เชื่อ "สองระบบ" อีกต่อไป จากกฎหมายความมั่นคงถึงอาร์ติเคิล 23 เมื่อเสรีภาพถูกตีกรอบภายใต้ชื่อ "ความมั่นคง" ไต้หวันจึงเลือก "รักษาระยะ" มากกว่า "รวมชาติ"

บทเรียนจากฮ่องกง: ทำไมไต้หวันมองว่า “สองระบบ” ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป

1) จุดพลิกเกม: จากกฎหมายความมั่นคง 2020 ถึง “อาร์ติเคิล 23” ปี 2024
ฮ่องกงเปลี่ยนฉากการเมืองครั้งใหญ่เมื่อจีนบังคับใช้ “กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ” (NSL) วันที่ 30 มิ.ย. 2020 กำหนดความผิดกว้างมากตั้งแต่แบ่งแยกประเทศ-โค่นล้มอำนาจรัฐ-ก่อการร้าย-สมคบกับต่างชาติ ต่อมาวันที่ 23 มี.ค. 2024 ฮ่องกงตรากฎหมายความมั่นคงท้องถิ่นตาม “มาตรา 23” เพิ่มข้อหาหนักอย่างกบฏ ก่อการจลาจล สายลับ ล้วงความลับรัฐ และ “การแทรกแซงจากต่างชาติ”—โทษบางฐานถึงจำคุกตลอดชีวิต นี่คือจุดที่ “สองระบบ” ถูกตีความให้เข้มสุดและกินพื้นที่เสรีภาพพลเมืองโดยตรง

2) บทพิสูจน์ที่คนไต้หวันมองเห็น: “การเมืองแบบเลือกได้จริง” หายไป
หลังปี 2020 โครงสร้างเลือกตั้งของฮ่องกงถูกปรับเป็น “เฉพาะผู้รักชาติ” ทั้งระดับสภานิติบัญญัติ (2021) และสภาเขต (2023) โดยตัดสัดส่วนที่มาจากการเลือกตั้งตรงและเพิ่มกลไกคัดกรองผู้สมัคร ผลคือการมีส่วนร่วมประชาชนถดถอย—เลือกตั้งสภาเขต 10 ธ.ค. 2023 มีผู้มาใช้สิทธิแค่ 27.5% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เทียบกับ 71% ในปี 2019 ช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน คนไต้หวันจึงเห็น “สัญญาเรื่องสิทธิเลือกตั้ง” ถูกหดตัวอย่างเป็นระบบ

3) เสรีภาพสื่อและการแสดงออก: เคสสั่นสะเทือนความเชื่อมั่น
• หนังสือพิมพ์ Apple Daily ปิดตัว 24 มิ.ย. 2021 หลังรัฐอายัดทรัพย์ตามกฎหมายความมั่นคง สะท้อนว่าเครื่องมือทางกฎหมายสามารถ “ปิดปาก” องค์กรสื่อได้จริงในทางปฏิบัติ
• ปี 2024 อดีตบรรณาธิการ Stand News ถูกตัดสินผิดฐาน “ยุยงปลุกปั่น (sedition)” และถูกจำคุก กลายเป็นคดีสื่อใหญ่หลัง NSL
• ปี 2024–2025 มีสื่อและองค์กรระหว่างประเทศยุติ/ลดบทบาทในฮ่องกง จากความกังวลด้านความปลอดภัยภายใต้กฎหมายใหม่
• ดัชนีเสรีภาพสื่อของ Reporters Without Borders (RSF) ปี 2025 จัดอันดับฮ่องกงรั้งที่ 140 ของโลก ขณะที่รายงาน Freedom House ปี 2025 ให้คะแนน “เสรีภาพ” ของฮ่องกงลดลงอีก
ปรากฏการณ์เหล่านี้ตอกย้ำกับสังคมไต้หวันว่า “สองระบบ” ในเวอร์ชันปัจจุบันไม่รับประกันเสรีภาพสื่อและการวิพากษ์อำนาจ

4) สังคมพลเมืองถูกเบรก: องค์กร-สหภาพ-NGO ทยอยยุบ
หลัง NSL เครือข่ายภาคประชาชนจำนวนมากยุติบทบาท เช่น สหภาพครูที่ใหญ่สุด (HKPTU) ประกาศยุบใน ส.ค. 2021 และแนวร่วม Civil Human Rights Front ก็ปิดตัวในเดือนเดียวกัน ภาพที่ส่งถึงไต้หวันคือ “พื้นที่ถกเถียง-จัดตั้ง-รวมตัว” หดแคบลงอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อหาความมั่นคง

5) ตัวเลขบังคับใช้กฎหมาย: จับกุม-หมายจับ-คดีมั่นคง ต่อเนื่อง
ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและรายงานสิทธิมนุษยชนระบุการจับกุมหลายร้อยรายตั้งแต่ปี 2020 และยังมีหมายจับพร้อม “เงินรางวัล” ไล่ล่าผู้ลี้ภัยการเมืองในต่างแดน ภาพรวมทำให้คนไต้หวันตั้งคำถามกับหลักนิติรัฐภายใต้ “สองระบบ” ว่าจะกลายเป็น “กฎหมายที่ตีความกว้างเพื่อปิดปาก” หรือไม่

6) การศึกษา-พื้นที่ความคิด: หลักสูตรใหม่และการคัดหนังสือ
วิชาสังคมศึกษาเสาหลัก “Liberal Studies” ถูกยกเครื่องและเปลี่ยนชื่อเป็น “Citizenship and Social Development” ตั้งแต่ปีการศึกษา 2021/22 พร้อมกรอบเนื้อหาย้ำ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” และศึกษาจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะเดียวกัน มีรายงานการถอด/คัดหนังสือในห้องสมุดสาธารณะและสถาบันการศึกษา ภายใต้บรรยากาศ NSL สิ่งนี้สื่อถึงไต้หวันว่าพื้นที่วิพากษ์วิจารณ์ในระบบการศึกษาถูกจำกัดมากขึ้น

7) ผลกระทบต่อชีวิตคนฮ่องกง: การอพยพ และ “สมองไหล”
หลังปี 2019 มีคลื่นการย้ายถิ่นจากฮ่องกงทั้งไปสหราชอาณาจักร (โครงการ BN(O)) และไปไต้หวันเอง—ปี 2020 ไต้หวันออกใบอนุญาตพำนักให้ชาวฮ่องกงกว่า 10,800 ราย (เพิ่มเกือบเท่าตัวจากปี 2019) และตัวเลขสถานะพำนักถาวรยังโตต่อในปี 2023 ภาพนี้สะท้อนความไม่มั่นใจในทิศทางของ “สองระบบ” ที่ผู้คนรู้สึกในชีวิตจริง

8) แล้วไต้หวันอ่านบทเรียนนี้อย่างไร
สำรวจทัศนะสาธารณะของสภากิจการจีนแผ่นดินใหญ่ (MAC) ปี 2025 ชี้ว่าคนไต้หวันกว่า 80% “ไม่เห็นด้วย” กับกรอบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ขณะที่นักการเมืองหลักในไต้หวัน—ไม่ว่าฝ่ายใด—ก็ปฏิเสธโมเดลนี้อย่างเปิดเผย แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลอัตลักษณ์จากศูนย์ศึกษาการเลือกตั้ง ม.เจิ้งจื้อ ที่สัดส่วน “รู้สึกว่าเป็นคนไต้หวัน” เพิ่มต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งยิ่งเร่งหลังวิกฤติฮ่องกงปี 2019–2024

สรุปสำหรับคนอ่านไต้หวัน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับฮ่องกงหลังปี 2019 ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าข่าว แต่มากระทบ “คุณภาพชีวิตทางการเมือง” จริง—สิทธิเลือกตั้งถูกลดทอน เสรีภาพสื่อ-การรวมตัวถูกจำกัด การศึกษาถูกตีกรอบ และการบังคับใช้กฎหมายมั่นคงขยายกรอบตีความอย่างกว้าง เมื่อมองบทเรียนนี้ ไต้หวันจึงไม่เชื่อว่า “หนึ่งประเทศ สองระบบ” จะคุ้มครองวิถีประชาธิปไตยและสิทธิของตนเองได้อย่างยั่งยืน จึงเลือก “คงสถานะเดิม/รักษาระยะ” มากกว่าการรวมชาติภายใต้เงื่อนไขที่เห็นผลลัพธ์ชัดแล้วในฮ่องกง

บทเรียนจาก 12 เคสทั่วโลก ถอดรหัส 5 เงื่อนไขความสำเร็จ ฉันทามติ-แผนชัด-สวัสดิการจับต้องได้ รวมเพื่ออยู่ ไม่ใช่รวมเพื่อชนะ

สรุปสั้น: การรวมชาติที่ “สำเร็จจริง” มักมี 5 เงื่อนไขร่วม—(1) ความชอบธรรมตามกฎหมายและฉันทามติสังคม, (2) ข้อตกลงเปลี่ยนผ่านที่ชัด, (3) การรับรอง/ไม่ขัดขวางจากมหาอำนาจ, (4) แผนรวมเศรษฐกิจ-สวัสดิการที่จับต้องได้, และ (5) การเล่าเรื่องชาติ (nation-building) ที่ครอบคลุมความหลากหลาย ไม่ทับอัตลักษณ์เดิมจนแตกร้าว

12 เคส “รวมชาติ/รวมรัฐ” ที่สำเร็จ (คัดแบบหลากภูมิภาค)
1. 1) เยอรมนี (1990) — “สองเยอรมัน” กลับมาเป็นหนึ่งผ่านกรอบ Two Plus Four (สองเยอรมัน + สหรัฐฯ/โซเวียต/สหราชอาณาจักร/ฝรั่งเศส) เคลียร์กรอบความมั่นคง-กฎหมายระหว่างประเทศ ก่อนบังคับใช้ “สนธิสัญญารวมชาติ” วันที่ 3 ต.ค. 1990
2. 2) เวียดนาม (1976) — หลังสงครามสิ้นสุด เวียดนามเหนือ-ใต้ประกาศเป็น “สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” (2 ก.ค. 1976) จากนั้นเดินหน้ารวมระบบกฎหมาย-การคลัง-พรรคการเมือง
3. 3) เยเมน (1990) — เยเมนเหนือ + เยเมนใต้ รวมเป็น “สาธารณรัฐเยเมน” (22 พ.ค. 1990) แม้ต่อมามีความขัดแย้งภายใน แต่สถานะรัฐรวมยังคงยืนในทางกฎหมายระหว่างประเทศ
4. 4) แทนซาเนีย (1964) — แทงกันยีกา + แซนซิบาร์ รวมเป็น “สาธารณรัฐแห่งสหภาพแทนซาเนีย” ด้วยข้อตกลงที่คง “เอกลักษณ์-อำนาจท้องถิ่น” ฝั่งเกาะไว้บางส่วนเพื่อลดแรงเสียดทาน
5. 5) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (1971–72) — สหพันธรัฐเริ่ม 6 เอมิเรตส์ (2 ธ.ค. 1971) ก่อนราสอัลไคมาห์เข้าร่วม (ก.พ. 1972) โครงสร้างสหพันธรัฐ + รายได้พลังงานแบ่งปันชัด เป็นกาวใจสำคัญ
6. 6) แคเมอรูน (1961) — British Southern Cameroons เลือกผ่านประชามติภายใต้กำกับยูเอ็น ไปรวมกับ Republic of Cameroon เกิด “สหพันธ์สาธารณรัฐแคเมอรูน” (1 ต.ค. 1961) ก่อนค่อย ๆ ปรับเป็นรัฐเดี่ยว
7. 7) อิตาลี (1861–1870) — Risorgimento รวมรัฐเล็กภาคเหนือ-ใต้ สถาปนาอิตาลี (1861) แล้ว “ปิดจ็อบ” เมื่อได้เวเนโต (1866) และโรม (1870) กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจการเมือง-วัฒนธรรม
8. 8) สหราชอาณาจักร (1707) — กฎหมายสหภาพทำให้อังกฤษ + สกอตแลนด์ กลายเป็น “บริเตนใหญ่” (ภายหลังรวมไอร์แลนด์เหนือเป็นสหราชอาณาจักร) จุดแข็งคือโครงสร้างสหภาพที่เปิดพื้นที่อัตลักษณ์ท้องถิ่น
9. 9) แอฟริกาใต้ (1910) — รวมอาณานิคมอังกฤษ 4 แห่งเป็น “สหภาพแอฟริกาใต้” (ต่อมาเป็นสาธารณรัฐ) โครงสร้างเศรษฐกิจสมัยใหม่ช่วยเชื่อมภูมิภาคที่ต่างกันมาก
10. 10) โรมาเนีย (1859 & 1918) — มอลดาเวีย + วาลาเคีย รวมปี 1859 และ “มหาสหภาพ” 1 ธ.ค. 1918 เมื่อทรานซิลเวเนียเข้าร่วม (ได้การรับรองในสนธิสัญญาหลังสงคราม)
11. 11) ซาอุดีอาระเบีย (1932) — รวมเฮญาซ + นัจด์ ภายใต้ราชวงศ์ซะอูด (23 ก.ย. 1932) ใช้ทั้งการทหาร-การเมือง-เศรษฐกิจ สถาปนารัฐชาติศูนย์กลางศาสนาและพลังงาน
12. 12) ลิเบีย (1951) — รวม 3 แคว้นประวัติศาสตร์ (ทริโปลิแทเนีย-ไซเรไนกา-เฟซซาน) เป็นราชอาณาจักรลิเบียอิสระ (24 ธ.ค. 1951) ก่อนเลิกโครงสร้างสหพันธรัฐในปี 1963

แพตเทิร์นความสำเร็จ: 7 ปัจจัยที่ซ้ำกันแทบทุกเคส
· 1) ฉันทามติ + ความชอบธรรมทางกฎหมาย — มักมีสนธิสัญญา/ประชามติ/กรอบกฎหมายชัด (เช่น เยอรมนี—Two Plus Four, แคเมอรูน—ประชามติภายใต้ยูเอ็น)
· 2) รับรองจากมหาอำนาจ/องค์กรระหว่างประเทศ — ลดความเสี่ยงปะทะเชิงยุทธศาสตร์ เพิ่มความแน่นอนด้านเขตแดน-ความมั่นคง
· 3) ข้อตกลงเปลี่ยนผ่านที่ “แตะกระเป๋าเงิน” — บูรณาการเศรษฐกิจ-สวัสดิการ-งบชดเชย (ตัวอย่าง UAE แบ่งปันรายได้พลังงาน, เยอรมนีมีการโอนงบไปภาคตะวันออก)
· 4) ออกแบบสถาบันการเมืองที่ยืดหยุ่น — สหพันธรัฐ/เขตปกครองพิเศษ/โควตาอำนาจ เพื่อลดแรงเสียดทานอัตลักษณ์ (แทนซาเนีย, UK)
· 5) สงคราม/ความขัดแย้งต้อง “จบจริง” หรือควบคุมได้ — สันติภาพที่มีหลักประกัน ช่วยให้การรวมไม่ถูกรื้อใน 3–5 ปีแรก (เวียดนามหลัง 1975)
· 6) เล่าเรื่องชาติแบบ “รวม ไม่ลบ” — สัญลักษณ์/แบบเรียน/วัฒนธรรมที่ยอมรับความต่าง สร้างความภาคภูมิใจร่วม ไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่ง “แพ้แล้วหายไป”
· 7) แผน 100 วัน–1 ปี–5 ปี ที่ตรวจสอบได้ — Roadmap รวมกฎหมาย/ดิจิทัลไอดี/ภาษี/แรงงาน/พรมแดน/บริการสาธารณะ พร้อม KPI และงบประมาณ

เทียบกับ “รวมไม่รอด/ไปต่อยาก”: บทเตือนใจสั้น ๆ
• สหพันธ์ที่อายุสั้น: สหภาพอียิปต์–ซีเรีย (UAR, 1958–61), เซอร์เบีย–มอนเตเนโกร (2003–2006)
• บทเรียนร่วม: ขาดดุลอำนาจรุนแรง, ไม่มีผลประโยชน์ร่วมที่แตะชีวิตประจำวัน, ไม่ได้ฉันทามติจากฐานสังคม, โครงสร้างสถาบันไม่รับแรงสั่นสะเทือน

เช็กลิสต์ “ถ้าจะรวมให้สำเร็จ” (ฉบับผู้กำหนดนโยบาย)
· วัดอุณหภูมิสังคมด้วยโพลหลายสำนัก + เวทีรับฟังความเห็นที่โปร่งใส
· ทำ Term Sheet การรวม: งบชดเชย, ภาษี, ทรัพยากร, อำนาจท้องถิ่น, กระบวนการยุติธรรมช่วงเปลี่ยนผ่าน
· ขอ “กรอบรับรอง” ระหว่างประเทศตั้งแต่ต้น (สนธิสัญญา/คำประกาศร่วม)
· สื่อสาร value proposition ที่จับต้องได้: รายได้ต่อหัว, สวัสดิการ, การเดินทาง/ค้าขายที่ดีขึ้น
· ทำ Integration PMO กลาง + Dashboard KPI สาธารณะภายใน 100 วัน

ปิดท้าย: การ “รวมชาติ” ไม่ใช่การต่อชิ้นส่วนภูมิศาสตร์ แต่คือการต่อ “ความยินยอมพร้อมใจ” ผ่านกฎหมาย สถาบัน การกินดีอยู่ดี และเรื่องเล่าร่วมของผู้คน เคสที่สำเร็จจึงมักเริ่มจากคำถามง่าย ๆ แต่ยากมาก: ประชาชนส่วนใหญ่ได้อะไร และรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐใหม่แค่ไหน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top