Friday, 3 July 2026
WORLD

พลิกโฉมการสร้างสรรค์! Gemini เปิดตัว "Lyria 3" เสกเพลงระดับมืออาชีพจบใน 30 วินาที

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม วงการดนตรีคือสมรภูมิถัดไปที่กำลังถูกยกระดับ ล่าสุด Gemini ได้ตอกย้ำความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้วยการผสานขุมพลังจากโมเดล "Lyria 3" ซึ่งเปลี่ยนวิธีการสร้างสรรค์เสียงเพลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยสามารถเนรมิตแทร็กดนตรีคุณภาพสูงความยาว 30 วินาทีได้ในพริบตา

ความน่าสนใจของ Lyria 3 ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่คือ "มิติของการสร้างสรรค์" ที่เปิดกว้างและไร้ขีดจำกัด มาเจาะลึกกันว่าโมเดลตัวนี้มีทีเด็ดอะไรที่ทำให้คนในวงการเทคโนโลยีและครีเอเตอร์ต้องจับตามอง

1. ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยระบบ Multimodal (รับคำสั่งได้มากกว่าแค่ตัวอักษร)
จุดเด่นที่ทำให้ Lyria 3 แตกต่างจาก AI สร้างเสียงดนตรีทั่วไป คือความสามารถในการประมวลผลแบบพหุวิถี (Multimodal) ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การพิมพ์ข้อความ (Text-to-Music) อีกต่อไป
•    Image-to-Music: คุณสามารถอัปโหลดภาพถ่ายทิวทัศน์ยามเย็น หรือภาพงานศิลปะแนว Abstract แล้วให้ AI ตีความอารมณ์ของภาพออกมาเป็นท่วงทำนอง
•    Video-to-Music: สามารถสร้างซาวด์แทร็กที่สอดคล้องกับบรรยากาศในคลิปวิดีโอของคุณได้โดยตรง ถือเป็นเครื่องมือทรงพลังสำหรับนักตัดต่อและคอนเทนต์ครีเอเตอร์

2. คุณภาพระดับสตูดิโอ พร้อมเสียงร้องเสมือนจริง
การสร้างบีตดนตรีอาจเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่ Lyria 3 มาพร้อมกับ การจัดทำดนตรีระดับมืออาชีพ (Professional-grade arrangements) ที่ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องดนตรีชิ้นต่างๆ ไปจนถึงการเขียนเนื้อร้องอัตโนมัติ
•    Realistic Vocal: สิ่งที่ท้าทายที่สุดของ AI สายดนตรีคือ "เสียงร้องของมนุษย์" แต่โมเดลนี้สามารถสร้างเสียงร้องที่มีความเป็นธรรมชาติสูง มีการเอื้อน การหายใจ และใส่อารมณ์ลงไปในน้ำเสียงได้อย่างสมจริง
•    Multiple Languages: รองรับการสร้างเสียงร้องในหลากหลายภาษา เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสร้างผลงานที่เข้าถึงคนได้ในระดับสากล

พันธุกรรมชี้ผลน้ำหนัก งานวิจัยเผยยีนมีผลต่างกันตามช่วงวัย ติดตาม BMI ตามเวลาเผยอิทธิพลยีนต่ออัตราโต เชื่อมโยงโรคหัวใจเบาหวาน พ่อแม่ควรเฝ้าระวังการเจริญเติบโต

(20 ก.พ. 69) มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียเผยผลศึกษาจากข้อมูล "เด็กยุค 90" ของมหาวิทยาลัยบริสตอล สหราชอาณาจักร เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของพันธุกรรมต่อน้ำหนักเด็กอายุ 1-18 ปี จำนวน 6,291 คน การศึกษานี้จำลองรูปแบบส่งผลพันธุกรรมต่อค่าดัชนีมวลกายตามวัย เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานในอนาคต
.
หวังเกิง นักวิจัยหลักเผยผ่านวารสารเนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ ว่า "การวิเคราะห์การเจริญเติบโตของเด็กตามเวลา แทนการดูเพียงช่วงอายุเดียว ช่วยให้เห็นผลของยีนต่ออัตราการเติบโต" ความแปรผันทางพันธุกรรมสามารถทำให้เด็กน้ำหนักเพิ่มต่างกันได้ ซึ่งพ่อแม่มักกังวลเมื่อลูกน้ำหนักขึ้นเร็วหรือพัฒนาการไม่เหมือนเพื่อน
.
นักวิจัยระบุว่ายีนบางกลุ่มมีอิทธิพลแตกต่างกันในแต่ละวัย โดยค่าดัชนีมวลกายช่วงวัยทารกและวัยรุ่นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง และโรคหัวใจในผู้ใหญ่ ขณะที่ความแตกต่างน้ำหนักเด็กเล็กไม่จำเป็นต้องสะท้อนความเสี่ยงโรคอ้วนตลอดชีวิต
.
นิโคล วอร์ริงตัน นักวิจัยอาวุโสชี้ว่า "พันธุกรรมมีส่วนประมาณหนึ่งในสี่ในการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักเด็ก" และย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันโรคอ้วนและการติดตามเจริญเติบโตที่เหมาะสมในแต่ละวัย
.
งานวิจัยนี้ช่วยให้เข้าใจพันธุกรรมและการเจริญเติบโตของเด็กยุคใหม่มากขึ้น พร้อมสนับสนุนมาตรการเฝ้าระวังสุขภาพเด็กเพื่อลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในอนาคต
.
ที่มา : Xinhua

ทรัมป์ลุยหนุนสันติภาพ สนับสนุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา ชี้ต้นทุนสงครามสูงเกินคุ้ม เปิดเกมสันติภาพครั้งแรกในวอชิงตัน

(21 ก.พ. 69) ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ของสหรัฐฯ ประกาศสนับสนุนเงินจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ 'คณะกรรมการสันติภาพ' เพื่อใช้ในการฟื้นฟูและบูรณะฉนวนกาซาในการประชุมเปิดตัวคณะกรรมการสันติภาพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
.
'คณะกรรมการสันติภาพกำลังแสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้อย่างไร โดยเริ่มต้นจากตรงนี้เลย ในห้องนี้ และผมอยากให้คุณทราบว่า สหรัฐอเมริกาจะมอบเงินสนับสนุนจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์ให้กับคณะกรรมการสันติภาพ' ทรัมป์กล่าวในที่ประชุม
.
ประธานาธิบดีกล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์อาจดูมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนของสงคราม ซึ่งมีมูลค่าประมาณเทียบเท่าการสู้รบเพียงสองสัปดาห์แล้ว ถือว่าน้อยมาก
.
การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนความพยายามของสหรัฐฯ ในการผลักดันสันติภาพและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบปัญหาความขัดแย้งยืดเยื้ออย่างฉนวนกาซา ซึ่งเป็นประเด็นความขัดแย้งที่ซับซ้อนและมีผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม
.
ที่มา :Sputnik

จีนฟื้นระบบนิเวศแยงซี ลุ่มแยงซีหยุดวิกฤตปลาเสื่อม 70 ปี คำสั่งห้ามประมง 10 ปี มีผลชัด นักวิจัยชี้เป็นแรงขับหลัก ฟื้นระบบนิเวศขั้นต้นสำเร็จ

(21 ก.พ. 69) วารสารไซแอนซ์รายงานการศึกษาล่าสุดที่ชี้ว่า คำสั่งห้ามทำประมงในลุ่มแม่น้ำแยงซีของจีนเป็นเวลานาน 10 ปี ส่งผลให้การลดลงของทรัพยากรปลาอันยาวนานกว่า 70 ปีหยุดชะงักและเกิดการฟื้นฟูทางนิเวศวิทยาขั้นต้นอย่างเห็นได้ชัด

จีนประกาศห้ามประมงในพื้นที่อนุรักษ์ของลุ่มแม่น้ำแยงซีจำนวน 332 แห่งในเดือนมกราคม 2020 และขยายมาตรการห้ามทำประมงตามลำน้ำหลักและสาขาหลักของแม่น้ำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2021 คณะนักวิจัยจากสถาบันอุทกชีววิทยาแห่งสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีนพร้อมนักวิจัยในและต่างประเทศ ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมระหว่างปี 2018-2023 พบว่าชีวมวลปลาคุณภาพดีขึ้น มีความหลากหลายของสายพันธุ์เพิ่มขึ้น และประชากรปลาบางสายพันธุ์ เช่น "ปลาลิ้นหมา" เพิ่มจำนวนขึ้น พร้อมขยายพื้นที่อยู่อาศัย

เดือนมกราคม 2026 รายงานจำนวนตัวโลมาหัวบาตรหลังเรียบแยงซีเพิ่มเป็น 1,426 ตัว จากเดิม 1,249 ตัวในปี 2022 ซึ่งโลมาเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสภาพแวดล้อมนิเวศวิทยาแม่น้ำแยงซี คณะนักวิจัยระบุ "คำสั่งห้ามทำประมงเป็นปัจจัยหลักของการฟื้นฟูนิเวศขั้นต้น" พร้อมปัจจัยช่วยอื่นๆ เช่น การลดปริมาณการเดินเรือ แนวกันชนพืชพรรณริมแม่น้ำ และคุณภาพน้ำที่ดีขึ้น

กรณีศึกษานี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศแม่น้ำใหญ่สำคัญ และแสดงถึงความสำคัญของนโยบายอนุรักษ์ทรัพยากรในระดับชาติ เพื่อความยั่งยืนของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพในอนาคต

ที่มา : Xinhua

อ่านเกมผ่านเลนส์สายโปรจีน เมื่อ ‘สี จิ้นผิง’ ใช้วิธี ‘เงียบ’ หลังข่าวปลดบิ๊กทหาร

ข่าวการปรับ/ปลดและการสอบสวนผู้นำกองทัพจีนระดับสูงในช่วงปลายเดือนมกราคมต่อเนื่องถึงต้นกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้เกิดคำถามใหญ่ในสังคมโลกว่า เกิดอะไรขึ้นภายในกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) — และทำไมผู้นำสูงสุดอย่าง “สี จิ้นผิง” ดูเหมือนจะ ‘เงียบ’ ไม่ออกมาอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจน

แต่ถ้ามองผ่านเลนส์ “สายโปรจีน” ความเงียบนี้ไม่ใช่สัญญาณอ่อนแรง กลับเป็นรูปแบบการคุมเกมแบบปักกิ่ง: ผู้นำพูดให้น้อยที่สุด แล้วให้ “สถาบัน” และ “ถ้อยคำกลางของพรรค-กองทัพ” พูดแทน เพื่อให้ทั้งระบบเดินไปในกรอบเดียวกัน

1) ข่าวปลด/สอบสวนบิ๊กทหาร: ปักกิ่งประกาศผ่านช่องทางทางการ ไม่ให้ข่าวลือคุมพื้นที่
สื่อและหน่วยงานทางการจีนรายงานว่า มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสองราย—พลเอก จาง โหย่วเสีย (Zhang Youxia) รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) และพลเอก หลิว เจิ้นลี่ (Liu Zhenli) ผู้บัญชาการฝ่ายเสนาธิการร่วม—ด้วยข้อกล่าวหา “ละเมิดวินัยพรรคและกฎหมายอย่างร้ายแรง” โดยไม่ได้ลงรายละเอียดข้อเท็จจริงในคดี (ตามถ้อยแถลงของกระทรวงกลาโหมจีนและรายงานของสื่อหลัก)

ด้านการรายงานจากสื่อสากลชี้ว่า ก่อนหน้าการประกาศอย่างเป็นทางการ มักมีสัญญาณ ‘เงียบ’ เช่น การหายไปจากงานสาธารณะ และการไม่ปรากฏรายชื่อ/บทบาทในกิจกรรมสำคัญ ก่อนจะตามมาด้วยคำว่า ถูกปลดหรือถูกสอบสวน—ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในระบบการเมืองจีนที่เน้นความเป็นเอกภาพของภาพลักษณ์รัฐ

2) เลนส์สายโปรจีน: “สงครามต่อต้านคอร์รัปชันในกองทัพ” เพื่อความพร้อมรบ และความเป็นเอกภาพของพรรคเหนือกองทัพ
ใจความสำคัญของฝั่ง “สื่อทางการ/สื่อใกล้รัฐ” คือการวางกรอบว่า นี่คือการเดินหน้าต่อสู้คอร์รัปชันให้ถึงที่สุดในกองทัพ—ไม่ใช่ดราม่าการเมืองรายคน

บทบรรณาธิการของ PLA Daily (เผยแพร่ผ่าน Xinhua และถูกนำเสนอโดย Global Times และ China Daily) เน้นว่า การสอบสวนครั้งนี้เป็นสัญญาณว่า ‘ไม่มีใครอยู่นอกขอบเขต’ และ ‘ไม่ยอมให้มีความอดทนต่อคอร์รัปชัน’ พร้อมโยงไปถึงเป้าหมาย “ทำให้กองทัพสะอาด เข้มแข็ง และพร้อมรบ”

ประเด็นที่ชัดที่สุดในกรอบทางการคือคำว่า “ระบบความรับผิดชอบสูงสุดอยู่ที่ประธาน CMC” (CMC chairman responsibility system) ซึ่งถูกย้ำว่าเป็นแกนของการคุมวินัยและการบังคับบัญชา—พูดตรงๆ คือ ยืนยันหลักการว่า ‘พรรคต้องนำกองทัพ’ และกองทัพต้องเชื่อฟังศูนย์กลางอย่างเด็ดขาด

3) ทำไมสี จิ้นผิง ‘เงียบ’: ความเงียบแบบปักกิ่งคือการคุมกรอบ ไม่เปิดช่องตีความ
ในกรอบการสื่อสารแบบจีน ผู้นำสูงสุดไม่จำเป็นต้อง ‘แถลงทุกครั้ง’ แต่จะให้ “องค์กร” พูดแทน—กระทรวงกลาโหม, คณะกรรมการวินัย, หนังสือพิมพ์กองทัพ—เพื่อทำให้ข้อความมีน้ำหนักเป็น “ฉันทามติของระบบ” ไม่ใช่ ‘ความเห็นส่วนตัว’

ความเงียบยังมีประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ 3 ชั้น: (1) ปิดช่องทางข่าวกรอง—ไม่ให้คู่แข่งอ่านโครงสร้างรอยรั่ว (2) คุมความเชื่อมั่นภายใน—ลดแรงสั่นสะเทือนในหมู่กำลังพล (3) ล็อกกรอบความหมาย—ให้สังคมตีความไปในทาง “วินัย-ความสะอาด-ความพร้อมรบ” มากกว่าการต่อรองอำนาจ

สื่อทางการยังผูกเรื่องนี้เข้ากับเป้าหมายการพัฒนา ‘กองทัพระดับโลก’ และเส้นทางแผนพัฒนา (เช่น การเดินหน้าตามกรอบแผน 5 ปี) เพื่อทำให้ภาพรวมเป็นเรื่อง “การยกระดับรัฐ” มากกว่าข่าวฉับพลันรายวัน

4) มุมเสริมจากภายนอก: ทำไมข่าวนี้ทำให้โลกจับตา
แม้กรอบสายโปรจีนจะย้ำ ‘ต่อต้านคอร์รัปชัน’ แต่สื่อสากลจำนวนหนึ่งมองว่าการปรับ/ปลดระดับสูงที่ต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างบัญชาการยิ่งลับและรวมศูนย์มากขึ้น และอาจกระทบความต่อเนื่องของการปฏิรูปกองทัพ

Reuters วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนตัวระดับสูงทำให้คณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) ซึ่งปกติเป็นกลไกบัญชาการหลักมีความ ‘บาง’ ลง และทำให้ต่างชาติติดตามยากขึ้นว่าใครเป็นคนตัดสินใจในประเด็นความมั่นคงสำคัญ

อย่างไรก็ดี ภายใต้เลนส์สายโปรจีน ข้อสรุปจะกลับไปที่ประโยคเดียว: ‘กำจัดปัญหาเพื่อให้กองทัพพร้อมรบ’ และย้ำว่า ความเด็ดขาดของการลงโทษคือหลักประกันความมั่นคงของรัฐ

เมื่ออดีตผู้นำ “ติดคุกจริง” นี่คือประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้

ข่าวเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามเวลาเกาหลีใต้) สะเทือนการเมืองเอเชีย เมื่อศาลในกรุงโซลมีคำพิพากษาจำคุกอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล (Yoon Suk Yeol) จากคดีที่เกี่ยวโยงกับความพยายามประกาศกฎอัยการศึกปลายปี 2567 โดยสื่อกระแสหลักรายงานว่า ศาลชี้พฤติการณ์เข้าข่ายบ่อนทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญและเป็นความผิดร้ายแรงระดับ “ก่อความไม่สงบ/กบฏ” แม้รายละเอียดทางคดีและคำวินิจฉัยจะยังถูกถกเถียงในสังคม แต่ภาพใหญ่ที่คนทั้งโลกเห็นตรงกันคือ “ผู้นำระดับสูงสุดยังถูกลงโทษได้จริง”

คำถามคือ… นี่คือ “ประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้” จริงไหม? คำตอบคือใช่ เพราะจุดเด่นของเกาหลีใต้ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่คือสังคมและสถาบันที่เอาจริงกับการตรวจสอบอำนาจ จนผู้นำไม่สามารถหลุดพ้นได้เมื่อข้ามเส้น

ลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้
1) ประชาชนเป็นกลไกตรวจสอบตัวจริง: วัฒนธรรมม็อบที่เป็นระบบและไม่กลัวอำนาจ
เกาหลีใต้มีประวัติการเมืองร่วมสมัยที่ประชาชน “ลงถนน” เพื่อทวงกติกาเป็นระยะ—ตั้งแต่การลุกฮือปี 1987 ที่นำไปสู่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งโดยตรงของประธานาธิบดี ไปจนถึงวัฒนธรรมการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ (เช่น candlelight protests) ที่กดดันให้รัฐต้องรับฟังเสียงสังคม
แก่นของมันคือการทำให้ “ต้นทุนทางการเมือง” ของการใช้อำนาจเกินขอบเขตสูงมาก เพราะเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ สังคมสามารถรวมตัวกันเร็วและใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงโซล ซึ่งมีพื้นที่สาธารณะสำคัญเป็นเหมือนเวทีตรวจสอบอำนาจของประชาชน

2) ถอดถอนได้จริง: สภาและศาลรัฐธรรมนูญเดินงานจนจบกระบวนการ
ในระบบเกาหลีใต้ การถอดถอนผู้นำไม่ใช่แค่คำขู่ทางการเมือง แต่เป็น “ขั้นตอน” ที่เดินได้จริง ฝ่ายนิติบัญญัติลงมติ และศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดขั้นสุดท้าย ประสบการณ์การถอดถอนในอดีตทำให้สังคมเกาหลีใต้จดจำว่า “ผู้นำก็ถูกปลดได้” เมื่อทำผิดหลักการ

เหตุที่สังคมเกาหลีใต้ “ไว” กับเครื่องมืออย่างกฎอัยการศึก เพราะมีประวัติยุคอำนาจนิยมอยู่ใกล้มือ ความทรงจำร่วมนี้ทำให้การหวนกลับไปใช้เครื่องมือเดิม ถูกต่อต้านหนัก และกลายเป็นแรงหนุนให้กระบวนการตรวจสอบเดินต่อจนถึงศาลอาญา

3) ศาลและอัยการแข็ง: ตรวจสอบคนมีอำนาจ พร้อมถกเถียงจนเกิดการปฏิรูป
เกาหลีใต้มีชื่อเสียงเรื่องการดำเนินคดีคอร์รัปชันกับผู้มีอำนาจ แต่อีกด้านก็ทำให้เกิดคำถามว่า “อัยการมีอำนาจมากไปไหม” จนเกิดความพยายามปฏิรูปโครงสร้าง ลดการผูกขาดอำนาจสอบสวนและฟ้องร้อง รวมถึงการตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อถ่วงดุล

นี่เป็นลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ: ประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่ลงโทษคนผิด แต่ยังกล้าปรับโครงสร้างสถาบันที่ถูกตั้งคำถาม—พูดง่ายๆ คือ “เช็กอำนาจ” แล้ว “เช็กคนเช็กอำนาจ” ต่ออีกชั้น

4) เสรีภาพสูง แต่ไม่สุด: เสียงดังมาก แต่กฎหมายบางส่วนยังเป็นเพดาน
สังคมดิจิทัลของเกาหลีใต้คึกคัก สื่อและโซเชียลมีพลังมาก แต่ก็มีข้อถกเถียงเรื่องกฎหมายที่กระทบการแสดงออก เช่น หมิ่นประมาททางอาญา ที่องค์กรสิทธิมนุษยชนวิจารณ์ว่าอาจทำให้เสรีภาพการพูดถูกแช่แข็งได้

จุดนี้สะท้อนว่า ประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้ไม่ใช่ยูโทเปีย แต่เป็นพื้นที่ต่อรองระหว่างเสรีภาพกับความมั่นคง/ชื่อเสียง/อำนาจรัฐ—ซึ่งสังคมยังเถียงและปรับสมดุลกันต่อเนื่อง

5) รัฐ–ทุนใหญ่พันกันจริง แต่ประชาธิปไตยสร้างแรงกดดันให้ต้องโปร่งใสขึ้น
เศรษฐกิจเกาหลีใต้มีทุนขนาดใหญ่ (chaebol) ที่มีบทบาทสูงมาก และย่อมกระทบการเมือง แต่หลังการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยปลายทศวรรษ 1980 ก็เกิดแรงผลักจากสังคม ให้ต้องยกระดับความโปร่งใส การกำกับดูแล และการถ่วงดุลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุนมากขึ้น

นักท่องเที่ยวจีนพุ่ง 15-20% ชาวจีนบินตรง “หนานหนิง-กรุงเทพฯ” จากกลับภูมิลำเนาสู่เที่ยวต่างแดน เที่ยวไทยฉลองตรุษจีน สะท้อนกระแสตรุษจีนเที่ยวไทยพีค

(20 ก.พ. 69) ท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวี ในเขตกว่างซีจ้วงของจีน มีบรรยากาศคึกคักในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2026 โดยผู้โดยสารจำนวนมากเดินทางตรงไปยังประเทศไทยเพื่อท่องเที่ยวเทศกาลตรุษจีนแบบใหม่จากเดิมที่เน้นกลับภูมิลำเนา เป็นเที่ยวพักผ่อนในต่างประเทศ ภายใต้นโยบายฟรีวีซ่าจีน-ไทยและเส้นทางบินที่สะดวก

บริษัททัวร์ในกว่างซีเผยว่าความต้องการท่องเที่ยวไทยและประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ช่วงหยุดยาว 9 วันปีนี้ช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะครอบครัว เดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้น ดังคำกล่าวของ 'ถานซูถิง' จากหนานหนิงที่บอกว่า "ปกติเฉลิมฉลองในบ้านและเยี่ยมญาติ แต่ปีนี้พาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนที่ไทย" แสดงถึงความนิยมในอากาศอบอุ่นและความสะดวกสบาย

เที่ยวบินตรงหนานหนิง-กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเป็น 3 เที่ยวต่อวันในช่วงเทศกาลตรุษจีนโดยจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นราว 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวประเมินว่ามีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปไทยช่วง 13-22 ก.พ. ราว 350,000 คน หรือเพิ่มขึ้น 15-20% เทียบกับปีก่อน

นอกจากนักท่องเที่ยวใหม่แล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวจีนประจำที่เดินทางมาไทยเพื่อหนีอากาศหนาว พบปะญาติที่อาศัยในไทย สถานการณ์บ่งบอกการเติบโตของการท่องเที่ยวสองทางและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันระหว่างไทย-จีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ พร้อมโจมตี!! กองทัพอาจเริ่มปฏิบัติการกับอิหร่านได้เร็วสุด สัญญาณกดดันอิหร่านชัดขึ้น อิหร่านสวนกลับคำเตือนสหรัฐฯ หากเกิดโจมตี จะมีการตอบโต้ทันที

(20 ก.พ. 69) เจ้าหน้าที่ความมั่นคงสูงสุดของสหรัฐฯ แจ้งโดนัลด์ ทรัมป์ว่า กองทัพอเมริกันอาจพร้อมเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านได้เร็วสุดตั้งแต่วันเสาร์นี้ แต่ยังไม่มีการอนุมัติแผนอย่างเป็นทางการ รายงานเผยว่าปัญหาอิหร่านเป็นวาระหลักการประชุม"ห้องสถานการณ์" ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

แม้ว่าปัจจุบันทรัมป์ยังไม่ได้ให้ไฟเขียว แต่กำลังรบสหรัฐฯ ในภูมิภาคคาดว่าจะเข้าประจำตำแหน่งครบถ้วนภายในกลางเดือนมีนาคม ด้านเพนตากอนเริ่มโยกย้ายบุคลากรบางส่วนออกจากตะวันออกกลางเป็นการชั่วคราว เพื่อลดความเสี่ยงก่อนปฏิบัติการหรือการตอบโต้จากอิหร่าน

กระทรวงกลาโหมระบุว่านี่เป็น"ขั้นตอนมาตรฐาน" ก่อนทำปฏิบัติการ ในขณะเดียวกัน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมไปเยือนอิสราเอลในสองสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู

ในทางทหาร กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln พร้อมกองเรือคุ้มกันประจำภูมิภาค ขณะที่ USS Gerald Ford กำลังเดินทางมาเสริมความแข็งแกร่ง อิหร่านออกมาเตือนว่า "จะมีการตอบโต้" หากถูกโจมตี ผู้นำสูงสุด 'อาลี คาเมเนอี' กล่าวว่า การจมเรือบรรทุกเครื่องบินจะเป็น "การแสดงศักยภาพ" ที่แท้จริง

สถานการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความพยายามทางการทูตและการเตรียมความพร้อมทางทหารของทั้งสองฝ่าย

ที่มา : Sputnik

มอสโกยืนกราน!! ปูตินลั่นไม่ยอมรับการบีบคิวบาเพิ่ม ชี้สถานการณ์คว่ำบาตรกำลังตึง ย้ำรัสเซียไม่ทนแรงกดดันใหม่ สัมพันธ์สองชาติแน่นแฟ้นขึ้น

(19 ก.พ. 69) ประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ของรัสเซีย ประกาศว่ารัสเซียมองว่า "ข้อจำกัดใหม่" ต่อคิวบาเป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้" โดยกล่าวขณะพบกับนาย 'บรูโน โรดริเกซ ปาร์ริยา' รัฐมนตรีต่างประเทศคิวบาเมื่อวันพุธ

'ปูติน' ระบุว่า "ขณะนี้เราอยู่ในช่วงเวลาพิเศษ มีมาตรการคว่ำบาตรใหม่ ๆ เกิดขึ้น คุณก็รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ เราจะไม่ยอมรับอะไรทำนองนี้อย่างเด็ดขาด" และเสริมว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและคิวบากำลังพัฒนาไปในทิศทางบวก

ด้านนาย 'บรูโน โรดริเกซ ปาร์ริยา' ขอบคุณรัสเซียสำหรับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของรัฐบาลรัสเซีย ท่ามกลางความเข้มงวดของ "มาตรการปิดล้อม" และแรงกดดันด้านพลังงานซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนคิวบา

โดยระบุว่า "ผมขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อท่าน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และรัฐบาลรัสเซีย รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ สำหรับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของรัสเซียที่แสดงออกมา ท่ามกลางการเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการปิดล้อมต่อคิวบา และแรงกดดันด้านพลังงาน ซึ่งกำลังก่อให้เกิดความทุกข์ยากแก่ประชาชนของเรา และสร้างเงื่อนไขที่ยากลำบากอย่างมากต่อเศรษฐกิจของเรา"

สถานการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและตะวันตกที่มีต่อคิวบา ซึ่งต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงต่อประชาชนบนเกาะคิวบา

ที่มา : Sputnik

เกมในสภาปิดดีล!! “ทาคาอิจิ” ผ่านมติสองสภา ขึ้นนายกฯ คนที่ 105 ของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ คะแนนเสียงถล่มทลายในรัฐสภาญี่ปุ่น กระชับความมั่นคงการเมืองและนโยบายต่อเนื่อง

(19 ก.พ. 69) ซานาเอะ ทาคาอิจิ หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของญี่ปุ่น ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 105 ของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ในการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ลงมติเลือกแยกกัน

ทาคาอิจิได้รับคะแนนเสียง 354 เสียงจากสภาผู้แทนราษฎร ชนะจุนยะ โอกาวะ ผู้นำพรรคฝ่ายค้านกลุ่มพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง ซึ่งได้ 50 เสียง ขณะที่ในวุฒิสภาต้องมีการลงมติรอบสองเนื่องจากไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงข้างมากในรอบแรก โดยรอบตัดสิน ทาคาอิจิได้รับ 125 เสียง โอกาวะ 65 เสียง

ก่อนหน้านี้ ทาคาอิจิและคณะรัฐมนตรีได้ยื่นลาออกทั้งหมดตามรัฐธรรมนูญ ก่อนการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในวันเดียวกัน โดยสื่อญี่ปุ่นคาดว่ารัฐมนตรีหลายตำแหน่งยังคงเดิมรวมถึงโทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทาคาอิจิกล่าวว่า "เราจะเดินหน้าต่อภายใต้ความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง"

คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะรักษานโยบายเดิมต่อไป โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรคือเออิสึเกะ โมริ จากพรรคเสรีประชาธิปไตย ส่วนรองประธานเป็นเคอิจิ อิชิอิ จากกลุ่มพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง การเลือกตั้งครั้งนี้แสดงถึงความต่อเนื่องในรัฐบาลและเสถียรภาพทางการเมืองของญี่ปุ่น

ที่มา :Xinhua

ลาวปรับเกมสุขภาพ ปรับโรงพยาบาลรัฐใช้ระบบบริหารตนเอง ยกระดับบริการดึงผู้ป่วยวีไอพี เน้นประสิทธิภาพจัดสรรทรัพยากร ขยายโครงการสู่โรงพยาบาลในแขวงหลายแห่ง

(18 ก.พ. 69) กระทรวงสาธารณสุขของลาวประกาศปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งเป็นองค์กรที่บริหารจัดการด้วยตนเอง เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการผู้ป่วยและเพิ่มประสิทธิภาพใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น เป้าหมายหลักคือดึงดูดผู้ป่วยระดับวีไอพีและผู้ป่วยพิเศษที่ปกติจะเลือกใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนหรือไปต่างประเทศ กลับมารับบริการสถานพยาบาลรัฐเพิ่มขึ้น

การปฏิรูปนี้เน้นการมอบอำนาจทางการบริหารตัวบุคลากรและด้านการเงินให้แก่โรงพยาบาลรัฐ เพื่อให้ทีมบริหารสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นและจัดสรรทรัพยากรในการวินิจฉัยและรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้ดีขึ้น โดยเพิ่มโอกาสให้โรงพยาบาลรัฐปรับตัวและแข่งขันในตลาดบริการสุขภาพได้ดีขึ้น

ก่อนหน้านี้ มีโรงพยาบาลในนครหลวงเวียงจันทน์ 3 แห่งที่ได้ทดลองโครงการบริหารจัดการตนเองในช่วงปี 2022 และในปี 2025 ได้ขยายโครงการไปยังโรงพยาบาลระดับกลาง 2 แห่งและโรงพยาบาลระดับแขวงอีก 10 แห่ง โดยผลสำเร็จและบทเรียนจากระยะนำร่องนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการขยายโครงการให้ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างมีระบบและประสิทธิภาพ

การดำเนินโครงการครั้งนี้สะท้อนความพยายามของลาวในการปรับปรุงระบบสุขภาพภาครัฐให้เข้มแข็งและตอบโจทย์ตลาดบริการสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังช่วยลดการไหลออกของผู้ป่วยไปใช้บริการต่างประเทศ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว

ที่มา : Xinhua

วอชิงตันเคลียร์ชัด!! สหรัฐฯ ประกาศทดสอบนิวเคลียร์ กลับมาใช้วิธีเท่าเทียม ไม่ใช้การทดสอบในชั้นบรรยากาศ สหรัฐฯ ชี้เป้าหมายลดอาวุธนิวเคลียร์ ปิดทางเจรจาเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์

(18 ก.พ. 69) คริสโตเฟอร์ ยอว์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายควบคุมอาวุธและไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการทดสอบนิวเคลียร์อีกครั้ง "บนฐานที่เท่าเทียมกัน" แต่ไม่กลับไปสู่การทดสอบในชั้นบรรยากาศขนาดใหญ่ เหมือนในอดีตที่เรียกว่า Ivy Mike ซึ่งมีขนาดหลายเมกะตัน

ยอว์กล่าวผ่านจุดยืนของประธานาธิบดีสหรัฐว่า "สหรัฐฯ จะกลับไปทำการทดสอบบนฐานที่เท่าเทียมกัน แต่คำว่า ‘ฐานที่เท่าเทียมกัน’ ไม่ได้หมายความว่าเราจะย้อนกลับไปทำการทดสอบในชั้นบรรยากาศแบบ Ivy Mike ในระดับหลายเมกะตันอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มพยายามทำให้คนเชื่อ"

นอกจากนี้ การหารือในอนาคตเรื่องเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์อาจครอบคลุมประเด็นทดสอบนิวเคลียร์และกลไกตรวจสอบยืนยันเพื่อควบคุมอาวุธ ขณะที่สถานการณ์หลังสิ้นสุดอายุสนธิสัญญา New START ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาการเจรจาใหม่เพื่อดันเป้าลดคลังแสงนิวเคลียร์ทั่วโลก

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่มีข้อตกลงใดกับรัสเซียหลังสิ้นสุดสนธิสัญญาดังกล่าว และยังมองว่า "ร่มนิวเคลียร์" ที่คุ้มครองพันธมิตร เป็นเครื่องมือสำคัญในการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้จีนเข้าร่วมการเจรจาเรื่องเสถียรภาพเพื่อลดการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก

สหรัฐฯ เชื่อในความจำเป็นที่ทุกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ต้องมีส่วนร่วมในเจรจาเพื่อยุติการแข่งขันด้านอาวุธในระยะยาว

ที่มา : Sputnik

ตั้ง 'สภา AI แห่งชาติ' นายกฯ นั่งคุมเอง ดัน 4 ภารกิจ AI พลิกโฉมเศรษฐกิจ เลิกแข่งสร้างโมเดลใหญ่ แต่เน้น 'ใครใช้เป็นก่อนชนะ'

สิงคโปร์ตั้ง “สภา AI แห่งชาติ” นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ—เกมนี้ไม่ได้แข่งว่าใครมีโมเดลใหญ่สุด แต่แข่งว่า “ใครใช้ AI ได้เร็วและได้ผลจริง”

Budget 2026 (12 ก.พ. 2026) สิงคโปร์ประกาศตั้ง National AI Council ให้นายกฯ เป็นประธาน เพื่อกำหนดทิศทางและเร่ง “การใช้ AI จริง” ทั้งประเทศ—จากภารกิจระดับชาติ ไปจนถึงเครื่องมือให้ธุรกิจและแรงงานปรับตัวทัน

ในการแถลงงบประมาณปี 2026 (Budget 2026) วันที่ 12 ก.พ. 2026 ในรัฐสภาสิงคโปร์ นายกฯ ลอว์เรนซ์ หว่อง ประกาศตั้ง “สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Council)” โดยนายกฯ จะเป็นประธานเอง เพื่อให้รัฐกำหนดทิศทางเดียวกันและขับเคลื่อนวาระ AI ของประเทศแบบจริงจัง ตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนา (R&D) กติกา/กำกับดูแล ไปจนถึงการส่งเสริมการลงทุนและการใช้งานในภาคธุรกิจ

แก่นของสิงคโปร์ชัดมาก: ไม่ได้จะชนะด้วยการสร้างโมเดลที่ใหญ่ที่สุด แต่จะชนะด้วยการ “นำ AI ไปใช้จริง” ให้เร็ว ปลอดภัย และวัดผลได้—จนกลายเป็นแต้มต่อความสามารถแข่งขันของชาติ

สภา AI แห่งชาติ ทำอะไร: 3 คำ = ตั้งเป้า–รวมแรง–เร่งผลลัพธ์
บทบาทหลักของสภาฯ คือให้ “ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์” และทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐเดินเกมสอดประสานกัน ไม่ให้ทำงานคนละทิศคนละทาง โดยมีเป้าหมายใหญ่ 3 ชั้น:
• ตั้ง “ภารกิจ AI ระดับชาติ (AI Missions)” เพื่อเร่งการพัฒนา-ทดสอบ-ใช้งาน-ขยายผล (develop, test, deploy, scale) เป็นระบบ
• เร่งการใช้ AI ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ผ่านมาตรการสนับสนุนที่จับต้องได้
• พาคนทำงานไปด้วยกัน ด้วยการอัปสกิล/รีสกิล และทำให้เส้นทางเรียนรู้ AI ง่ายขึ้น

ภารกิจ AI 4 สมรภูมิ: เลือก “จุดคานงัด” ที่กระทบเศรษฐกิจทั้งประเทศ
สิงคโปร์ประกาศ “National AI Missions” โฟกัส 4 สาขาแกนหลักที่มีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจริงและศักยภาพการเติบโต:
• การผลิตขั้นสูง (Advanced manufacturing)
• การเชื่อมต่อและโลจิสติกส์ (Connectivity & logistics)
• การเงิน (Finance)
• สาธารณสุข (Healthcare)
แนวคิดสำคัญคือเลือก “สนามที่คานงัดได้แรง” แล้วใช้เครื่องมือรัฐแบบครบวงจร ทั้งกติกา การลงทุน และการจับมืออุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยน AI จากเดโมให้เป็นระบบที่ใช้ได้จริงในระดับประเทศ

ไม่ปล่อยให้ AI เป็นเรื่องของบริษัทยักษ์: ดันทั้งประเทศให้ “ใช้จริง”
ในสปีชยอมรับตรง ๆ ว่าการทำ AI แบบ end-to-end นั้นยาก รัฐจึงออกแบบมาตรการให้ธุรกิจทำได้จริง และลดต้นทุนการเริ่มต้น เช่น:
• โครงการ Champions of AI สนับสนุนบริษัทที่เอาจริงกับการทรานส์ฟอร์มทั้งองค์กร (รวมถึงฝึกคน)
• ยกระดับ Enterprise Innovation Scheme ให้เอื้อการลงทุน/การใช้งาน AI มากขึ้น
• ขยาย Productivity Solutions Grant (PSG) ให้ครอบคลุมโซลูชันดิจิทัล/AI ที่หลากหลายขึ้น เพื่อให้ทุกขนาดบริษัทเข้าถึงเครื่องมือได้
• สร้างระบบนิเวศด้วยพื้นที่และคอมมูนิตี้: Lorong AI และการเตรียมทำ “AI park” ที่ one-north

ทำไมสิงคโปร์จริงจังขนาดนี้: AI ถูกยกเป็น “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”
ภายใต้บริบทโลกที่ “ความไม่แน่นอน” กลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ไซเบอร์ และความเสี่ยงใหม่ ๆ สิงคโปร์วาง AI เป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพและรับมือข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น ตลาดแรงงานตึงตัวและสังคมสูงวัย
และหากมองย้อนหลัง สิงคโปร์มี “ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ 2.0 (NAIS 2.0)” ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2023 อยู่แล้ว งบปี 2026 จึงเหมือนการตั้ง “ห้องเครื่องขับเคลื่อน” ระดับชาติให้ยุทธศาสตร์เดินเร็วขึ้น ผ่านกลไกสภาฯ และภารกิจ AI ที่มีตัวชี้วัดชัด

บทเรียนถึงไทย (แบบไม่ต้องฝันใหญ่เกินจริง)
ถ้าจะถอดบทเรียนให้ไทยแบบจับต้องได้ มี 3 ข้อ:
• ตั้ง “เจ้าภาพระดับชาติ” ที่มีอำนาจประสานจริง (ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ)
• โฟกัสเป็น “ภารกิจ” ไม่ใช่ “โปรเจกต์ทดลอง” แล้วกำหนดตัวชี้วัดให้ชัด
• ชนะด้วยการใช้งานและความเชื่อมั่น (trust) มากกว่าการแข่งโมเดลใหญ่สุด—ประเทศเล็กก็ชนะได้ ถ้ารู้ทางและทำเป็น

สรุปสไตล์สิงคโปร์ในประโยคเดียว: AI ไม่ใช่ของเล่นใหม่ แต่คือเครื่องมือรัฐในการเร่งผลิตภาพ—และต้องทำให้ทั้งประเทศใช้ได้จริง

คว่ำบาตรต้องคลาย!! อิหร่านขีดเส้นแดงคุยสหรัฐฯ เจรจาที่เจนีวามีเป้าหมายชัดเจน ไม่ยอมละทิ้งเสริมสมรรถนะยูเรเนียม อิสราเอลขัดขวางข้อตกลงนิวเคลียร์

(17 ก.พ. 69) อิหร่านกำหนดเส้นแดงในการเจรจากับสหรัฐฯ โดยย้ำว่าการเจรจาจะมุ่งเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น และจะไม่ยอมละทิ้งการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เตหะรานพร้อมหารือรายการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรในกรอบเดียวกัน การเจรจากำหนดจัดขึ้นที่นครเจนีวาในวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้

แหล่งข่าวเผยว่า อิหร่านจะพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐฯ แต่จำกัดขอบเขตให้เฉพาะโครงการนิวเคลียร์และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเท่านั้น ส่วนหนึ่งของบรรยากาศเจรจามีความกังวลว่าอิสราเอลพยายามแทรกแซงกระบวนการนี้

"ด้วยการตั้งเงื่อนไขหรือเสนอข้อจำกัด อิสราเอลกำลังพยายามมีอิทธิพลต่อวาระของฝ่ายอเมริกัน เป้าหมายของอิสราเอลคือการสร้างอุปสรรคต่อการทำข้อตกลง ไม่ใช่ความคืบหน้าทางการทูต" แหล่งข่าวอิหร่านให้ความเห็น

การเจรจานี้สืบเนื่องจากความตึงเครียดด้านนิวเคลียร์ที่ยืดเยื้อระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ โดยอิหร่านยังคงยืนยันแนวทางเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขณะที่การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกดดันเตหะรานให้หาทางผ่อนปรนฝ่ายตะวันตก

ที่มา : Sputnik

พบความหวังใหม่!! งานวิจัยอิสราเอลชี้ “แบคทีเรียลำไส้” หนุนภูมิผู้ติดเชื้อ HIV เปิดทางเสริม CD4 เผยแนวทางป้องกันและรักษาใหม่ เน้นปรับจุลินทรีย์ผ่านอาหารและโปรไบโอติกส์

(17 ก.พ. 69) ทีมวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มันน์ (WIS) ของอิสราเอลค้นพบว่าแบคทีเรียในลำไส้สามารถช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ นำมาซึ่งความหวังใหม่ในการป้องกันและปรับปรุงคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

การศึกษาซึ่งเผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ ไมโครไบโอโลจี ระบุว่าเชื้อเอชไอวีโจมตีเซลล์ซีดี4 ที (CD4 T) ในลำไส้ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีความเสี่ยงติดเชื้อมากขึ้น แม้ยาต้านไวรัสสามารถกดไวรัสในเลือดไว้ได้ แต่ยังคงมีไวรัสแฝงในบริเวณลำไส้

ทีมวิจัยตรวจสอบจุลินทรีย์ในลำไส้ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในอิสราเอลและเอธิโอเปียเปรียบเทียบกับอาสาสมัครสุขภาพดี พบว่าเชื้อไวรัสเปลี่ยนสัดส่วนแบคทีเรีย ลำไส้จากผู้ติดเชื้อระยะแรกช่วยเพิ่มเซลล์ซีดี4 ที ในหนูทดลองและสู้กับเชื้อได้ ด้านผู้ป่วยระยะลุกลามไม่พบผลเช่นนี้

'นักวิจัย' กล่าวว่า "การค้นพบนี้เปิดทางใหม่ในการเสริมภูมิคุ้มกันผ่านการปรับเปลี่ยนแบคทีเรียในลำไส้ เช่น ผ่านอาหาร โปรไบโอติกส์ หรือการบำบัดเฉพาะตัว โดยเฉพาะในกรณียาต้านไวรัสขั้นสูงมีจำกัด"

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top