Saturday, 22 August 2026
WORLD

จีน-กัมพูชาจับมือแน่น!! เปิดกลไก 2+2 เสริมสัมพันธ์การเมือง-กลาโหม เสริมสร้างความร่วมมือทางการเมือง สนับสนุนความมั่นคงและฟื้นฟูประเทศ เน้นแก้ปัญหาทางไซเบอร์และภูมิภาค

จีน-กัมพูชาจัดประชุมรมว.ต่างประเทศและกลาโหม ครั้งที่ 1 ภายใต้กลไกคู่เจรจา 2+2

พนมเปญ, 23 เม.ย. (ซินหัว) -- การประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีน-กัมพูชา ครั้งที่ 1 ภายใต้กลไกการเจรจาเชิงยุทธศาสตร์ "2+2" จัดขึ้นเมื่อวันพุธ (22 เม.ย.) ณ กรุงพนมเปญของกัมพูชา มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีในหลายสาขา โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคี ความร่วมมือในประเด็นทางการเมืองและความมั่นคงด้านการป้องกันประเทศ ตลอดจนสถานการณ์ระหว่างประเทศและภูมิภาค และบรรลุฉันทามติในวงกว้าง

หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และต่งจวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน ร่วมเป็นประธานการประชุมกับปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา และเตีย เซยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา

หวังกล่าวว่าจีนยินดีทำงานร่วมกับกัมพูชาเพื่อพัฒนากลไกนี้ให้เป็นเวทีเชิงกลยุทธ์สำหรับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระชับความช่วยเหลือซึ่งกันและกันและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างจีนและกัมพูชา และเพื่อสนับสนุนการสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่มีอนาคตร่วมกัน

จีนสนับสนุนกัมพูชาและไทยในการดำเนินการตามฉันทามติที่บรรลุร่วมกันในการประชุมจีน-กัมพูชา-ไทย ณ ริมทะเลสาบฝู่เซียน มณฑลอวิ๋นหนาน ใช้ประโยชน์จากกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เสริมสร้างการเจรจา ฟื้นฟูความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยจีนยินดีจัดหาเวทีเพื่อการสื่อสารที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นระหว่างกัมพูชาและไทย

หวังเผยว่าจีนจะยังคงสนับสนุนกัมพูชาในการเร่งพัฒนาและฟื้นฟูประเทศ ตลอดจนความพยายามในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และจีนยินดีให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่การตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้พักอาศัยตามแนวชายแดนกัมพูชาและด้านอื่นๆ รวมถึงผลักดันโครงการความร่วมมือสาธิตลดความยากจนต่อไป

ขณะเดียวกัน หวังเสริมว่าจีนยินดีกระชับความร่วมมือกับกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นภายใต้กรอบงานของ 4 แผนริเริ่มสำคัญระดับโลกที่จีนนำเสนอ สร้างแบบจำลองความมั่นคงในเอเชียที่มีความมั่นคงร่วมกัน การแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง รวมทั้งมีการเจรจาและการปรึกษาหารือ อีกทั้งส่งเสริมการพัฒนาระบบธรรมาภิบาลโลกไปในทิศทางที่เป็นธรรมและเท่าเทียมยิ่งขึ้น 

ด้านต่งจวินกล่าวว่าจีนยินดีทำงานร่วมกับกัมพูชาเพื่อกระชับและเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันในด้านความมั่นคงทางทหาร

ขณะที่สุคนกล่าวว่าจีนเป็นมิตรที่น่าเชื่อถือที่สุดของกัมพูชา และแสดงความขอบคุณสำหรับการสนับสนุนอย่างครอบคลุมจากจีน สุคนย้ำว่ากัมพูชายึดมั่นในหลักการจีนเดียวอย่างแน่วแน่ และสนับสนุนทุกความพยายามของจีนในการเดินหน้าบรรลุการรวมชาติ ส่วนเซยฮาเผยว่ากัมพูชายินดีสำรวจช่องทางใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือ และส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและจีน

ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการป้องกันประเทศ ร่วมกันต่อสู้กับการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม และปกป้องความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยเน้นย้ำถึงการสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทระดับภูมิภาคผ่านการพูดคุยเจรจา การร่วมกันต่อต้านการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียวและการเมืองแห่งอำนาจ รวมทั้งการยึดมั่นในการค้าเสรีระดับโลกและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ

(แฟ้มภาพซินหัว : การประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีน-กัมพูชา ครั้งที่ 1 ภายใต้กลไกการเจรจาเชิงยุทธศาสตร์ "2+2" ในกรุงพนมเปญของกัมพูชา วันที่ 22 เม.ย. 2026)

ที่มา :Xinhua

ได้ไปคองโกแทน ไม่ได้ไป อเมริกา ‘เคยช่วยสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ไปอเมริกา’ ทรัมป์ถกส่งชาวอัฟกัน 1,100 ชีวิตไปคองโก ท่ามกลางวิกฤตพลัดถิ่นเดือด แผนทรัมป์จุดกระแสวิจารณ์หนัก

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหารือเกี่ยวกับแผนส่งชาวอัฟกันสูงสุด 1,100 คน ที่เคยคอยช่วยอเมริการะหว่างยึดครองอัฟกานิสถาน ไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ประเทศที่เผชิญกับวิกฤตพลัดถิ่นฐานร้ายแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อยู่ก่อนแล้ว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนและนิวยอร์กไทม์ส

การพูดคุยเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานตั้งรกรากใหม่ ซึ่งนิวยอร์กไทม์สรายงานเป็นแห่งแรก มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งระงับโครงการหนึ่งซึ่งจะเปิดทางให้ชาวอัฟกานิสถานที่ช่วยสนับสนุนการทำสงครามของสหรัฐฯ ยื่นคำร้องตั้งรกรากในอเมริกา ตามรายงานของเดอะการ์เดียน

นิวยอร์กไทม์สระบุว่ากลุ่มชาวอัฟกันมากกว่า 1,000 คน ตกค้างอยู่ในกาตาร์ มาตลอดทั้งปี ในนั้นมีทั้งล่าม, ญาติๆของบุคลากรทางทหารสหรัฐฯ และเด็กๆกว่า 400 คน อเมริกาอพยพคนเหล่านี้ไปยังกาตาร์ เพื่อปกป้องคนเหล่านี้ เพราะว่าพวกเขาให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออเมริกา ระหว่างที่สหรัฐฯยึดครองอัฟกานิสถาน แต่เวลานี้ประเทศแห่งนี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตอลิบานอีกรอบ ตามหลังวอชิงตันถอนกำลังทหารออกไป

ปัจจุบันสาธารณรัฐคองโกกำลังหัวหมุนอยู่กับความขัดแย้งและภาวะไร้เสถียรภาพที่ลากยาวมาหลายทศวรรษ สำนักงานด้านผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติประเมินว่าจนถึงเดือนกันยายน 2025 มีประชาชนกว่า 8.2 ล้านคนต้องพลัดถิ่นฐานในคองโก ท่ามกลางความคาดหมายว่าตัวเลขน่าจะแตะระดับ 9 ล้านคนในช่วงสิ้นปี

ชอว์น แวนไดเวอร์ ประธาน  AfghanEvac องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร(เอ็นจีโอ) บอกกับการ์เดียน เขาทราบมาว่ามีการพูดคุยหารือกันในเรื่องนี้ของผู้คน ณ กระทรวงการต่างประเทศอเมริกาและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง แต่ทาง AfghanEvac เชื่อว่าชาวอัฟกานิสถานเหล่านั้น ควรถูกนำตัวไปตั้งรกรากในสหรัฐฯมากกว่า

แวนไดเวอร์ เน้นว่ามีชาวอัฟกันราว 900 คนจาก 1,100 คนในกาตาร์ มีสิทธิ์ได้รับสิทธิ์ตั้งรกรากใหม่ในสหรัฐฯ ส่วนอีก 200 คนที่เหลือ ซึ่งไม่มีสิทธิ์ เขาแนะนำว่าวอชิงตันควรสำรวจทางเลือกต่างๆกับประเทศอื่น นอกเหนือจากคองโก ซึ่งกำลังประสบกับสถานการณ์ความรุนแรงในวงกว้างในปัจจุบัน "ทางออกง่ายๆคือ เฮ้ ยินดีตอบรับสู่อเมริกา"

ทั้งนี้ แวนไดเวอร์ เผยว่าในบรรดาชาวอัฟกานิสถานเหล่านี้ มีอยู่ราวๆ 100 ถึง 150 คน เป็นสมาชิกในครอบครัวของทหารประจำการ และมากกว่า 700 คน เป็นผู้หญิงและเด็ก "ปัญหาทั้งหมดนี้สามารถแก้ไขได้เพียงแค่เปลี่ยนนโยบาย" เขากล่าว พร้อมเน้นว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิควรอนุญาตให้ชาวอัฟกานิสถานที่ผ่านคุณสมบัติในโครงการดังกล่าวแล้ว เดินทางเข้าประเทศ  "พวกเขาสามารถเข้ามาที่นี่ ไม่มีกฎหมายใดที่ขัดขวางพวกเขา"

นอกจากนี้แล้วทาง แวนไดเวอร์ เตือนด้วยว่าการส่งคนเหล่านี้กลับไปยังอัฟกานิสถาน เท่ากับส่งพวกเขากลับไปหาความตาย สืบเนื่องจากการที่พวกเขาให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯบอกกับการ์เดียน ว่าพวกเจ้าหน้าที่กำลังเดินหน้าหาตัวเลือกต่างๆ สำหรับโยกย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากด้วยความสมัครใจ แก่บรรดาชาวอัฟกานิสถาน ที่พักพิงอยู่ ณ ค่ายผู้ลี้ภัยอัส-ซัยลิเยาะห์ ในกาตาร์ ในปัจจุบัน โดยโฆษกอ้างว่าการเคลื่อนย้ายคนกลุ่มนี้ไปยังประเทศที่ 3 คือทางออกที่ดีสำหรับความปลอดภัยของพวกเขาและความปลอดภัยของชาวอเมริกา

(ที่มา:เดอะการ์เดียน/อัลมายาดีน/นิวยอร์กไทม์ส)

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1404916358343688&id=100064760106289&rdid=fh1rm4J3cUqp83El#

ฝูเจี้ยนเปิดเกมท่องเที่ยว ประชุมพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรม ยกระดับหมินหนานสู่โลก จัดแสดงโชว์อินเทอร์แอคทีฟ เปิดแคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยวช่วงหยุดยาว

มณฑลฝูเจี้ยนจัดประชุมพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวปี 2569 ณ เมืองจางโจว มุ่งบูรณาการความร่วมมือและส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม

คณะกรรมการจัดงานประชุมว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลฝูเจี้ยน ประจำปี 2569

งานประชุมว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลฝูเจี้ยน ประจำปี 2569 เปิดฉากขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายน ณ เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน ภายใต้แนวคิด "สร้างสรรค์จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวสู่เสาหลักทางเศรษฐกิจ" โดยมุ่งถ่ายทอดภูมิปัญญา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมหมินหนาน (ฝูเจี้ยนตอนใต้) งานประชุมนี้สอดรับกับโครงการสำคัญในการพัฒนาศูนย์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหมินหนานระดับโลก ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลัก 6 รายการ พร้อมด้วยกิจกรรมเสริมอีก 60 รายการ เพื่อดึงดูดผู้มาเยือนจากทั่วโลก

ในพิธีเปิดงาน มีการจัดแสดงโชว์อินเทอร์แอคทีฟในชื่อ "หวนคืนสู่หมินหนาน" โดยจำลองบรรยากาศท่าเรือเยว่กังอันเก่าแก่ ผสานกับงานหัตถศิลป์ท้องถิ่นอย่างวิจิตร ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่ง "ความกล้าหาญและมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ" ได้อย่างมีชีวิตชีวา

งานประชุมนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือในอุตสาหกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุน และการเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีการเปิดตัวโครงการสำคัญหลากหลาย ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เศรษฐกิจการแสดง รวมถึงแนวคิด "ภาพยนตร์และโทรทัศน์ผสานการท่องเที่ยว"

เพื่อถ่ายทอดและส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น ภายในงานยังมีการจัดแสดงวัฒนธรรมหมินหนานอันหลากหลาย ทั้งการแสดงตลก การแสดงงิ้วเกอจื่อ และงานกาลา นอกจากนี้ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวแคมเปญ "เปิดประสบการณ์ใช้ชีวิตสไตล์ฝูเจี้ยน" ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาววันแรงงานและช่วงฤดูร้อน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติได้สัมผัสเสน่ห์และวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของฝูเจี้ยนตอนใต้อย่างแท้จริง

นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา งานประชุมนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรม ตลอดจนผลักดันการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้งทั่วทั้งมณฑลฝูเจี้ยน
 
ที่มา: คณะกรรมการจัดงานประชุมว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลฝูเจี้ยน ประจำปี 2569

‘ฮอร์มุซ’ หลุมศพมหาอำนาจ? สมรภูมิฮอร์มุซกับกับดักที่ทำมหาอำนาจจนมุม พญาอินทรีติดหล่มฮอร์มุซ แพ้ตั้งแต่ยังไม่กล้าเปิดฉาก เปิดเกมเองไม่ได้สุดท้ายต้องเข้าหาจีน เหตุเพราะรู้ดีว่าขยับผิด โลกพังทั้งระบบ


ฮอร์มุซ” หลุมศพมหาอำนาจ? เจาะลึกทำไมสหรัฐฯ ไม่กล้าปิดเกมเอง แต่เลือกคลานเข่าพึ่งจีน!

กลายเป็นคำถามที่ตบหน้าแสนยานุภาพเบอร์หนึ่งของโลกอย่างรุนแรง เมื่อ “พญาอินทรี” สหรัฐอเมริกา ผู้มีงบประมาณกองทัพมหาศาลและเทคโนโลยีอาวุธที่ทิ้งห่างอิหร่านหลายปีแสง กลับทำได้เพียงแค่ “ยืนมองอยู่หน้าประตู” บริเวณปากอ่าวโอมาน ไม่กล้าบุ่มบ่ามบุกเข้าไปในช่องแคบฮอร์มุซเหมือนที่เคยทำในสมรภูมิอื่น 

งานนี้ไม่ใช่เรื่องของความขลาดกลัว แต่มันคือ “กับดักภูมิรัฐศาสตร์” ที่ทำเอาอาวุธไฮเทคกลายเป็นเศษเหล็กได้ในพริบตา!

เมื่อเทคโนโลยีพ่ายแพ้ต่อชัยภูมิ คอขวดก็กลายเป็นนรก!

ทำไมสหรัฐฯ ถึงไม่เปิดช่องแคบเองให้รู้แล้วรู้รอด? คำตอบสั้นๆ คือ “Asymmetric Warfare” หรือสงครามไม่สมมาตร 

ในทางภูมิศาสตร์ ช่องแคบฮอร์มุซคือ “คอขวด” ที่มีจุดแคบที่สุดเพียง 33 กิโลเมตร แต่อิหร่านครองชายฝั่งยาวเหยียดพร้อมเกาะแก่งที่เป็นป้อมปราการธรรมชาติ เปรียบเสมือนเจ้าที่ที่ถือไม้หน้าสามรออยู่หน้าปากซอย

• ฝูงเรือมรณะ (Swarm Boats): เรือรบราคาพันล้านของสหรัฐฯ อาจถูกรุมกินโต๊ะด้วยเรือเร็วราคาถูกติดขีปนาวุธนับร้อยลำของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเรดาร์ตรวจจับได้ยากในระยะประชิด ยิ่งในที่แคบ เรือใหญ่ขยับตัวลำบาก กลายเป็นเป้านิ่งชั้นดี

• ทุ่นระเบิดราคาถูก: อิหร่านไม่ต้องใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย แค่โปรยทุ่นระเบิดน้ำลึกรุ่นเก่าๆ ลงในร่องน้ำเดินเรือ การค้าโลกก็เป็นอัมพาตทันที เพราะไม่มีบริษัทประกันภัยไหนในโลกยอมให้เรือน้ำมัน (Tankers) แล่นผ่านดงระเบิดเหล่านั้น และการเก็บกู้ในพื้นที่สงครามเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

นี่คือเหตุผลที่สหรัฐฯ ต้องเดินสาย “ล็อบบี้” พันธมิตรนาโต้ให้มาร่วมรับบาป เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความชอบธรรมทางสากล และที่แสบไปกว่านั้นคือการยอมกัดฟันไปขอให้ “จีน” ช่วยกดดันอิหร่าน เพราะสหรัฐฯ รู้ดีว่าลำพังกำลังทหารนั้น “เอาไม่อยู่” แต่ต้องใช้ “กำลังซื้อน้ำมัน” ของจีนเป็นตัวประกัน เนื่องจากจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน หากจีนขยับ เตหะรานย่อมต้องฟัง

การถอยมาตั้งหลักที่อ่าวโอมาน: ยุทธวิธีผู้ชนะ หรือแค่การซื้อเวลาของผู้แพ้?

การที่สหรัฐฯ ปรับยุทธวิธีมาจอดเรือรบปิดทางเข้าออกที่ “ปากอ่าวโอมาน” แทนการลุยเข้าไปข้างในนั้น มองในแง่บวกคือการดึงเกมออกมาเล่นในพื้นที่กว้าง (Open Water) ที่ซึ่งเรือบรรทุกเครื่องบินและระบบป้องกันขีปนาวุธสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการถูกซุ่มโจมตีจากชายฝั่ง

แต่ในมุมมองนักวิชาการอย่างผม... นี่คือการ “ซื้อเวลา” และยอมรับความจำนนทางชัยภูมิอย่างชัดเจน! เพราะ

1. แม้ตัวเองจะคุมปากทาง แต่ข้างในยังตัน: ต่อให้สหรัฐฯ จะปิดปากอ่าวโอมานได้เบ็ดเสร็จ แต่มันไม่ได้ช่วยให้เรือน้ำมันกล้าแล่นออกจากท่าเรือในอ่าวเปอร์เซียอยู่ดี ตราบใดที่อิหร่านยังคุม “วาล์ว” ในช่องแคบฮอร์มุซ ราคาพลังงานโลกก็ยังจะพุ่งทะยานเป็นจรวด และเศรษฐกิจโลกจะพังทลายก่อนที่อิหร่านจะยอมจำนนด้วยซ้ำ

2. ความพ่ายแพ้ทางจิตวิทยา: การที่มหาอำนาจเบอร์หนึ่งต้องถอยออกมาตั้งหลักข้างนอก คือการประกาศให้โลกรู้อย่างเป็นทางการว่า “อำนาจนำของสหรัฐฯ (Hegemony) มีขีดจำกัด” และไม่สามารถควบคุมน่านน้ำสากลที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สุดของโลกได้อีกต่อไป

เกมยาวที่ไม่มีใครชนะ:

ในเชิงรัฐศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำของสหรัฐฯ ในปัจจุบันคือการเล่นเกม "Containment" หรือการจำกัดวงล้อมที่อ่อนแรงเต็มที สหรัฐฯ กำลังเดิมพันกับ "เวลา" โดยหวังว่าการปิดล้อมทางเศรษฐกิจจะทำให้อิหร่านล่มสลายจากภายในก่อนที่ระบบเศรษฐกิจโลกจะล่มสลายตามไป

แต่ในความเป็นจริง อิหร่านได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาสามารถอยู่รอดภายใต้แรงกดดันได้ยาวนานกว่าที่คาด และชัยภูมิ "ฮอร์มุซ" คือไพ่ตายที่อิหร่านจะไม่มีวันสละทิ้ง การที่สหรัฐฯ หันไปพึ่งจีนและนาโต้ จึงไม่ใช่แผนการที่ชาญฉลาด แต่เป็น "ทางออกสุดท้าย" ของยักษ์ใหญ่ที่ขาติดหล่ม

บทสรุป: 

สมรภูมิฮอร์มุซไม่ใช่เกมหมากรุกที่เน้นกินตัวหมาก แต่มันคือเกมล้อมวงที่ใครขยับก่อนก็พัง แม้สหรัฐฯ จะใช้ยุทธวิธี “ล้อมกรอบ” เพื่อรักษาหน้าตาและประคองเศรษฐกิจโลก แต่ตราบใดที่ภูมิรัฐศาสตร์ยังเข้าข้างอิหร่าน พญาอินทรีก็ทำได้เพียงแค่ “พ่นลมปาก” และใช้การทูตนำการทหารไปอีกนานแสนนาน! และหากสหรัฐฯ ยังดื้อแพ่งจะเปิดช่องแคบด้วยกำลัง สิ่งที่พวกเขาจะได้ไม่ใช่ชัยชนะ แต่คือการล่มสลายของระบบระเบียบโลกที่ตนเองสร้างขึ้นมากับมือ!

 

ด้วยความปรารถนาดี

 

โดย: ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ.อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ, สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://www.facebook.com/share/p/18HEJmSuKP/?mibextid=wwXIfr

‘ราเดฟ’ ลุยนำบัลแกเรีย!! ชนะเลือกตั้งรัฐสภาอย่างถล่มทลาย ตั้งพรรค "Progressive Bulgaria" ถึง 44.7% ย้ำเป็นสะพานเชื่อมรัสเซีย คัดค้านส่งอาวุธช่วยยูเครน

ปูตินไม่เคยขาดเพื่อน หลังออร์บาน จากฮังการีจากไป เขาได้ รูเมน ราเดฟ จากบัลแกเรียเข้ามาแทนที่

การเลือกตั้งรัฐสภาครั้งล่าสุดของบัลแกเรียจบลงด้วยชัยชนะชัดเจนของ "รูเมน ราเดฟ" (Rumen Radev) อดีตประธานาธิบดี จากพรรค “Progressive Bulgaria” ซึ่งจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไป แม้นักสำรวจคาดว่าเขาจะชนะอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะชนะขาดเช่นนี้ โดยพรรคของราเดฟกวาดคะแนนไปถึง 44.7% ซึ่งคาดว่าจะได้ครองที่นั่งราว 130 จาก 240 ที่นั่ง ในรัฐสภา ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างขาดลอย

"รูเมน ราเดฟ" มีแนวคิดสนับสนุนรัสเซียและปูติน และมักจะวิจารณ์สหภาพยุโรปตลอดเวลา

"ราเดฟ" ปัจจุบันอายุ 62 ปี เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีบัลแกเรียเกือบ 10 ปี ก่อนจะลาออกเมื่อเดือนมกราคมปีนี้เพื่อลงสมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

การเมืองของบัลแกเรียตำแหน่ง "ประธานาธิบดี" เป็นตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ส่วนตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" คือผู้ถืออำนาจบริหารสูงสุดที่แท้จริง มีอำนาจแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี กำหนดวาระของประเทศ และเป็นตัวแทนหลักในเวทีโลกอย่าง EU และ NATO

นโยบายต่างประเทศที่น่าจับตามอง ของ "ราเดฟ" แม้ว่าเคยประณามการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 แต่คัดค้านการส่งความช่วยเหลือทางทหารให้ยูเครน เขายังเรียกร้องให้ฟื้นฟู "ความสัมพันธ์ที่ใช้ได้จริงกับรัสเซีย" บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน จากท่าทีของเขาที่เปลี่ยนไป ทำให้ยุโรปเฝ้าจับตาราเดฟอย่างใกล้ชิด!

ในสายตาของนักการเมืองยุโรป เขาถูกมองว่าเป็นพวก "ฝักใฝ่รัสเซีย" (Pro-Russian) แต่เขาโต้แย้งว่า นั่นมันคือการมองโลกตามความเป็นจริง โดยระบุว่า "เราเป็นสมาชิก EU เพียงประเทศเดียวที่เป็นทั้งชาวสลาฟและนับถือออร์ทอดอกซ์ตะวันออก เราสามารถเป็นตัวเชื่อมสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซียได้"

นโยบายด้านพลังงาน เขาเรียกร้องให้กลับมานำเข้าสินค้าจากรัสเซียอีกครั้ง แม้จะขัดกับมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป (EU)

จุดยืนต่อสหภาพยุโรป (EU) : ราเดฟถูกมองว่าเป็นพวก "ตั้งคำถาม" ใส่ยุโรปอยู่เสมอ:

เขาวิจารณ์นโยบายพลังงานสะอาด โดยมองว่ายุโรปตกเป็นเหยื่อของความทะเยอทะยานที่อยากเป็นผู้นำทางศีลธรรมจนเกินไป

คัดค้านการใช้เงินยูโร เขาโจมตีนักการเมืองรุ่นก่อนที่นำเงินยูโรมาใช้โดยไม่ถามประชาชน และย้ำให้ประชาชนจำไว้เมื่อเห็นบิลค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เขายังยืนยันว่าบัลแกเรียจะ "เดินหน้าบนเส้นทางของยุโรปต่อไป" และพร้อมร่วมมือกับพรรคที่ฝักใฝ่ยุโรปในเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1276641461290878/?rdid=eDJg6YXvuDI27zSP#

จีนเร่งสร้างความมั่งคั่งร่วม!! ภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญพักฐาน 10 เขตนำร้อยอัดฉีด GDP กว่า 60% มุ่งเน้นจ้างงานรายได้น้อย สังคมและบริการต้องแข็งแรงขึ้น

ประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีน : ขุมพลังเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีน มุ่งสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในปี 2026-2030

หลิวจื้อเฉิง นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาค สังกัดคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ซึ่งเข้าร่วมรายการการประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีนตอนล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว เผยการคาดการณ์ว่าภูมิภาคขุมพลังทางเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีนจะเดินหน้าผลักดันความมั่งคั่งร่วมกันสำหรับประชาชนทุกคน ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

ภูมิภาคระดับมณฑล 10 แห่งซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีน ได้แก่ กว่างตง (กวางตุ้ง) เจียงซู ซานตง เจ้อเจียง ซื่อชวน (เสฉวน) เหอหนาน หูเป่ย ฝูเจี้ยน เซี่ยงไฮ้ และหูหนาน มีส่วนสนับสนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนรวมกันกว่าร้อยละ 60 โดยหลิวเผยว่าพื้นที่เหล่านี้ได้พัฒนาหลายแนวทางเพื่อมุ่งสู่ความมั่งคั่งร่วมกัน และควรเดินหน้าเป็นแบบอย่างในด้านดังกล่าวต่อไป

หลิวกล่าวว่าการสร้างความทันสมัยแบบจีนคือการพัฒนาที่สร้างความมั่งคั่งร่วมกันเพื่อประชาชนทุกคน ภูมิภาคดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตระหนักในภาระความรับผิดชอบของตนมากขึ้น และเป็นผู้นำการส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกันเนื่องจากมีพื้นฐานการพัฒนาที่ดีกว่า

เพื่อผลักดันความมั่งคั่งร่วมกันในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ หลิวกระตุ้นให้พื้นที่เหล่านี้ใช้กลยุทธ์มุ่งให้ความสำคัญกับการจ้างงานเป็นอันดับแรก เพื่อรับรองว่ามีการจ้างงานที่มีคุณภาพสูงและเพียงพอ อีกทั้งเรียกร้องการเดินหน้าเพิ่มรายได้ของประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และเสริมแกร่งผลลัพธ์ความคืบหน้าในภารกิจขจัดความยากจน

หลิวเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสรรบริการสาธารณะที่ดีขึ้นและระบบประกันสังคมที่เข้มแข็งขึ้น โดยชี้ว่าภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญควรเดินหน้าสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในโครงการด้านความเป็นอยู่ของประชาชน และทำงานเพื่อเสริมสร้างระบบประกันสังคมที่ยั่งยืน

ที่มา : Xinhua

เปิดศึก 2 ช่องแคบ!! สองช่องแคบสะเทือนโลก ‘ฮอร์มุซ’ คุมพลังงาน และ ‘มะละกา’ คุมการค้าเอเชีย คอขวดโลกที่หากสะดุด ราคาพลังงานสะเทือนทั้งระบบ

เปรียบเทียบ "ช่องแคบฮอร์มุซ vs ช่องแคบมะละกา" สองช่องแคบที่กุมชะตาพลังงานโลก

​1. ตำแหน่งที่ตั้ง (Geography)

ช่องแคบมะละกา: ตั้งอยู่ระหว่างประเทศไทย (ปากทางเข้าช่องแคบฝั่งแหลมมลายูเริ่มต้นที่จังหวัดสตูล) มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์

​ช่องแคบฮอร์มุซ: ตั้งอยู่ระหว่างประเทศอิหร่านและโอมาน

​2. มิติและขนาด (By the Numbers)

​ช่องแคบมะละกามีความยาวและกว้างกว่า แต่มีจุดที่แคบกว่ามาก:

-​จุดที่แคบที่สุด: มะละกาแคบเพียง 2.8 กม. ในขณะที่ฮอร์มุซกว้าง 39 กม.

-​ความยาว: มะละกายาว 900 กม. ส่วนฮอร์มุซยาว 167 กม.

-​จุดที่กว้างที่สุด: มะละกากว้าง 250 กม. ส่วนฮอร์มุซกว้าง 97 กม.

​3. การขนส่งน้ำมันและพลังงาน (Oil & LNG)

-​น้ำมันดิบ: มะละกาคือแชมป์โลก ขนส่งน้ำมันถึง 23.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน (สถิติครึ่งปีแรก 2025) ส่วนฮอร์มุซอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาร์เรล

-​ก๊าซธรรมชาติ (LNG): ในขณะที่น้ำมันดิบยังมีท่อส่งข้ามแผ่นดินหรือเรือวิ่งอ้อมไปทางอื่นได้บ้าง แต่ ก๊าซ (LNG) มีความเปราะบางกว่ามาก:

-ผูกขาดโดยฮอร์มุซ: 20% ของก๊าซ LNG ที่คนทั้งโลกใช้กันอยู่ "ต้องผ่านฮอร์มุซเท่านั้น" เพราะกาตาร์กับยูเออีผลิตก๊าซจากในอ่าวเปอร์เซีย แล้วไม่มีท่อส่งก๊าซข้ามแผ่นดินไปที่อื่นเลย

-มะละกาเป็นแค่ทางผ่านรอง: ตัวเลขการขนส่ง 9.2 พันล้านลูกบาศก์ฟุตที่มะละกา น้อยกว่าฮอร์มุซ เพราะก๊าซบางส่วนที่ผ่านฮอร์มุซอาจจะถูกส่งไปยุโรปหรืออินเดีย ไม่ได้วิ่งผ่านมะละกาทั้งหมด

​4. ปริมาณการจราจรทางน้ำ (Traffic)

มะละกา: เป็นช่องแคบที่การจราจรคับคั่งที่สุดในโลก ในปี 2024 มีเรือผ่านถึง 94,301 ลำ ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่

ฮอร์มุซ: มีเรือผ่านเฉลี่ย 138 ลำต่อวัน หรือประมาณ 50,000 ลำต่อปี

​5. ความสำคัญต่อทวีปเอเชีย (Asia’s Reliance)

​เอเชียพึ่งพาพลังงานจากทั้งสองจุดนี้อย่างมหาศาล:

​จีน: นำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบมะละกาถึง 48%

​กลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่: จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมกันแล้วนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 69%

​6. ภัยคุกคามและความเสี่ยง (Threats)

​ทั้งสองแห่งเผชิญปัญหาที่แตกต่างกัน:

มะละกา: เผชิญกับปัญหา โจรสลัด, ร่องน้ำตื้น และ ความเสี่ยงในการเฉี่ยวชน เนื่องจากปริมาณเรือที่หนาแน่นมาก

ฮอร์มุซ: เผชิญกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ถูกปิดกั้นโดยอิหร่านด้วยการวางทุ่นระเบิดและการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ภายหลังการโจมตีจากสหรัฐฯ-อิสราเอล

​สรุป:

​"มะละกาขนส่งทุกอย่าง (สินค้าและน้ำมัน) ส่วนฮอร์มุซขนส่งพลังงานเป็นหลัก" ทั้งสองจุดคือ "คอขวด" ที่หากเกิดปัญหาขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและราคาพลังงานของคนทั้งโลกทันที

ด้วยบทเรียนของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากนี้ เราจะเห็นความพยายามของหลายๆชาติในการกระจายความเสี่ยงของเส้นทางขนส่ง วิธีการขนส่ง แหล่งผลิตและตลาด รวมถึง disruption ที่ทำให้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานทดแทนเข้ามามีอิทธิพลและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างชัดเจน

ที่มา : https://www.facebook.com/100014678801196/posts/2362859464213324/?rdid=z9XlVYe9dFHb5H5Y#

อ้างอิง : asiancenturypodcast, EIA, IEA

จีนลุยซ้อมรบร่วม!! เตือนญี่ปุ่น สหรัฐ ฟิลิปปินส์ อย่าเล่นกับไฟ ซ้อมรบ Balikatan ญี่ปุ่นร่วมซ้อมเพิ่มความตึงเครียด จีนชี้อาจทำลายเสถียรภาพภูมิภาค

จีนเตือน ญี่ปุ่น สหรัฐ และฟิลิปปินส์ ว่าอย่า “เล่นกับไฟ” หลังทั้ง 3 ประเทศเริ่มการซ้อมรบร่วมประจำปีขนาดใหญ่เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2026

จีนไม่พอใจการซ้อมรบ Balikatan ซึ่งจัดโดยฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ และปีนี้มี กองกำลังญี่ปุ่นเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญ

โฆษกการต่างประเทศจีน Guo Jiakun กล่าวว่าการรวมกลุ่มด้านความมั่นคงเช่นนี้ “เหมือนเล่นกับไฟ และสุดท้ายจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง”

จีนมองว่าการจับมือทางทหารของประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเป็นการเพิ่มความตึงเครียด และอาจกระทบเสถียรภาพในเอเชียแปซิฟิก

ความหมายเชิงยุทธศาสตร์

การซ้อมรบนี้สะท้อนว่า ฟิลิปปินส์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากขึ้น ท่ามกลางข้อพิพาททะเลจีนใต้

การเข้าร่วมของญี่ปุ่น แสดงถึงการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่าง 3 ประเทศ

จีนตอบโต้ทางวาทกรรมเพื่อส่งสัญญาณคัดค้านการล้อมเชิงยุทธศาสตร์

 

ที่มา : https://globalnation.inquirer.net/319117/china-warns-ph-us-japan-vs-playing-with-fire-over-joint-drills?utm_source=chatgpt.com&fbclid=IwY2xjawRT4vJleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFDMElUUDY4ZTFzV0tJTEFJc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHk6QJBzXnb4abcmA1CmPVpNNycouwKcoE1fpELN7Zet0QnDzeQSe_7q6sQQr_aem_ezj3GE8PFcMGW3CekjW7Nw

 

https://www.facebook.com/100044191668273/posts/1513981480084893/?rdid=CCu2m0Pz6YRlFalV#

เกษตรกรจีนลุยดิจิทัล!! พลิกโฉมเมืองชิงหยาง ฝึก AI ไลฟ์สดขายสินค้า ยอดอีคอมเมิร์ซพุ่ง 6.91 พันล้าน ผสานพลังคลาวด์สร้างรายได้ใหม่

“เกษตรกรสายโค้ด” พลิกโฉมการไลฟ์ขายของบนที่ราบสูงดินเหลือง

ศูนย์สื่อสารมวลชนเมืองชิงหยาง

ณ เมืองชิงหยาง มณฑลกานซู การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่ถักทอร่วมกันระหว่าง “ผืนดินสีเหลือง” กับ “พลังแห่งการประมวลผล” กำลังขับเคลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ เหล่าเกษตรกรที่เคยหลังขดหลังแข็งทำไร่ไถนา รวมถึงกลุ่มแม่บ้านที่เคยคลุกคลีอยู่แต่ในครัว ได้สลัดภาพจำเดิม ๆ สู่ตัวตนใหม่สุดล้ำในฐานะ “เกษตรกรสายโค้ด” นักขายออนไลน์มือโปร

เมื่อก้าวเข้าไปในห้องอบรมรวมของสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เมืองชิงหยาง จะเห็นภาพผู้คนนั่งกันจนเต็มทุกที่นั่ง เพื่อเข้าฟังการบรรยายเรื่องการไลฟ์สดด้วยระบบ AI และอีคอมเมิร์ซอัจฉริยะ ตั้งแต่เทคนิคการคัดเลือกสินค้า การวางแผนเนื้อหา ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริงกับระบบไลฟ์สดผ่านมนุษย์เสมือน ซึ่งองค์ความรู้ที่นำไปใช้ได้จริงเหล่านี้กำลังเข้ามาพลิกนิยามในการสร้างเนื้อสร้างตัวบนแผ่นดินที่ราบสูงแห่งนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

เมืองชิงหยางจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านอีคอมเมิร์ซ AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหันมาใช้เครื่องมือ AI สุดล้ำอย่างสตรีมเมอร์เสมือน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากพลังการประมวลผลที่มีต้นทุนและความหน่วงต่ำของศูนย์ประมวลผลข้อมูลแห่งชาติเมืองชิงหยาง ภายใต้อภิมหาโปรเจกต์ “Eastern Data and Western Computing” (ข้อมูลตะวันออก ประมวลผลตะวันตก) ซึ่งช่วยให้การใช้งาน AI มีประสิทธิภาพมากขึ้นในราคาที่ประหยัดลง โมเดลการทำงานแบบครบวงจรที่ผสานระหว่าง “ขุมพลังประมวลผลท้องถิ่น + การประยุกต์ใช้ AI + การบ่มเพาะบุคลากร” เช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของศูนย์กลางการประมวลผลในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ถือเป็นการผสานพลังระหว่างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับภาคเศรษฐกิจจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลระบุว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา เมืองชิงหยางมียอดขายผ่านอีคอมเมิร์ซสูงถึง 6.91 พันล้านหยวน โดยในจำนวนนี้เป็นการค้าปลีกออนไลน์ถึง 3.271 พันล้านหยวน เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นถึง 12.7% ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา เมืองชิงหยางได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านอีคอมเมิร์ซให้บุคลากรไปแล้วกว่า 2,000 คน นับเป็นการวางรากฐานด้านทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

จากวิถีเดิมที่ “ทำไร่ไถนา” สู่ทักษะใหม่ในการ “ไลฟ์ขายของ” และจากชีวิตที่เคยต้อง “พึ่งพาฟ้าฝน” สู่การ “สร้างความมั่งคั่งด้วยพลังประมวลผล” เหล่า “เกษตรกรสายโค้ด” รุ่นใหม่เหล่านี้กำลังเชื่อมโยงผู้คนทั่วประเทศเข้าด้วยกันผ่านขุมพลังของอัลกอริทึม โดยอาศัยเทคโนโลยีคลาวด์เป็นสะพานส่งต่อของดีจากดินแดนที่ราบสูงดินเหลืองออกสู่ตลาดที่กว้างไกลกว่าเดิม

ที่มา: ศูนย์สื่อสารมวลชนเมืองชิงหยาง

‘สีจิ้นผิง’ ชี้ช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำ ต้องรักษาการสัญจรผ่านฮอร์มุซให้เป็นปกติ ระหว่างพูดคุยกับมกุฎราชกุมารซาอุดี หนุนฮอร์มุซเดินเรือตามปกติ พร้อมย้ำฮอร์มุซต้องไม่สะดุด

สีจิ้นผิงชี้ควรรักษาการสัญจรผ่าน 'ช่องแคบฮอร์มุซ' ให้ดำเนินตามปกติ

วันจันทร์ (20 เม.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอุด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบียว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรรักษาการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้ดำเนินไปตามปกติ

สีจิ้นผิงระบุว่าจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสายสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย และยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน ความเสมอภาค และผลประโยชน์ร่วมกันเสมอมา

สีจิ้นผิงกล่าวว่าปี 2026 ตรงกับวาระครบรอบ 10 ปี ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างจีนและซาอุดีอาระเบีย จีนยินดีทำงานร่วมกับซาอุดีอาระเบียเพื่อใช้โอกาสนี้ในการกระชับความไว้วางใจซึ่งกันและกันในเชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และยกระดับการแลกเปลี่ยนในทุกระดับ เพื่อเดินหน้าขยายขอบเขตและความลึกซึ้งของสายสัมพันธ์ทวิภาคี และเป็นต้นแบบในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกลุ่มประเทศอาหรับ

สำหรับประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันในตะวันออกกลางและภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย สีจิ้นผิงย้ำว่าจีนเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและยุติการสู้รบโดยทันทีและครอบคลุม สนับสนุนทุกความพยายามที่เอื้อต่อการฟื้นฟูสันติภาพ และมุ่งมั่นแก้ไขข้อพิพาทผ่านวิธีทางการเมืองและการทูต

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นปกตินั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มประเทศในภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมเสริมว่าจีนสนับสนุนกลุ่มประเทศในภูมิภาคในการสร้างบ้านร่วมกันที่ยึดหลักความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี การพัฒนา ความมั่นคง และความร่วมมือ การกำหนดอนาคตของตนเอง ตลอดจนส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาวในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

รัสเซียกักตัวชาวอิสราเอล!! สนามบินมอสโกควบคุมตัว 40 ราย สอบสวนข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงคราม บังคับตรวจโทรศัพท์ก่อนปล่อยตัว อิสราเอลประณาม "ยอมรับไม่ได้"

สถานการณ์ตึงเครียด! รัสเซียกักตัวและสอบสวนชาวอิสราเอล 40 ราย ณ สนามบินในมอสโก

มีรายงานความขัดแย้งทางการทูตครั้งใหม่เกิดขึ้นที่สนามบินโดโมเดโดโว กรุงมอสโก หลังจากทางการรัสเซียควบคุมตัวชาวอิสราเอลประกอบด้วยทหาร เจ้าหน้าที่ และพลเรือน รวม 40 คน เพื่อสอบสวนอย่างละเอียดทันทีที่เดินทางถึงรัสเซีย

สรุปข้อเท็จจริงจากรายงานข่าว

-มาตรการควบคุมตัวที่เข้มงวด

กลุ่มชาวอิสราเอลถูกกักตัวไว้นานกว่า 5 ชั่วโมง โดยรายงานระบุว่าไม่ได้รับความสะดวกด้านอาหาร น้ำดื่ม และการเข้าใช้สิ่งอำนวยความสะดวก ภายใต้การกดดันจากหน่วยงานความมั่นคงของรัสเซีย

-ประเด็นการสอบสวนและข้อกล่าวหา

เจ้าหน้าที่รัสเซียตั้งคำถามเชิงรุกและกล่าวหาผู้ถูกกักตัวเกี่ยวกับประเด็นการก่ออาชญากรรมสงครามในพื้นที่ความขัดแย้ง ทั้งในกาซา เลบานอน ซีเรีย และอิหร่าน

-การตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล

มีการบังคับให้ผู้เดินทางปลดล็อกโทรศัพท์มือถือเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบข้อมูลภายในเครื่อง

-เงื่อนไขก่อนการปล่อยตัว

ผู้ถูกกักตัวทั้งหมดต้องลงนามในเอกสารคำเตือนว่าจะไม่กระทำการใดๆ ที่เข้าข่ายการจารกรรมข้อมูล หรือละเมิดกฎหมายของสหพันธรัฐรัสเซีย

ท่าทีจากอิสราเอล

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลออกแถลงการณ์ตอบโต้เหตุการณ์นี้ทันที โดยระบุว่าการกระทำของทางการรัสเซียเป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" ซึ่งสะท้อนถึงรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

:RussiaNews

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1276376894650668/?rdid=4seiI1u67ImWjb7t#

ทุนการศึกษาสองแผ่นดิน โครงการพระราชทานหนุนแลกเปลี่ยน ไทย-จีนจับมือส่งนักศึกษาไปเรียน เน้นวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสร้างอนาคต เสริมสัมพันธ์การศึกษาตลอดปี 2569

สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน : ทุนการศึกษากรมสมเด็จพระเทพฯ หนุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสองชาติ

เมื่อไม่นานนี้ มีการจัดงานเลี้ยงส่งกลุ่มนักศึกษาประจำโครงการทุนการศึกษาพระราชทานในพระราชานุเคราะห์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยคณะผู้แทนจากภาคการศึกษา หน่วยงานรัฐบาล และสื่อมวลชน รวมถึงผู้รับทุนการศึกษา ร่วมชื่นชมผลสำเร็จของความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างจีนกับไทย พร้อมทำกิจกรรมร้องเพลงภาษาจีนและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการศึกษาต่อในจีน

โครงการทุนการศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมภราดรภาพไทย-จีน หน่วยงานทางการไทยที่เกี่ยวข้อง และมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียงของจีน โดยมีการส่งนักศึกษาชาวไทยชุดแรก (8 คน) ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่จีนในปี 2025 และจะส่งนักศึกษาชุดสอง (18 คน) ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยฯ เป็นเวลา 2 เดือนในวันที่ 18 เม.ย. รวมถึงจะส่งนักศึกษาชุดสาม (ราว 20 คน) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายกสมาคมภราดรภาพไทย-จีน ให้สัมภาษณ์ว่าการศึกษาลักษณะนี้เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างคนไทยกับคนจีน โดยความสำเร็จของจีนคือการเน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตั้งแต่ต้น ทำให้จีนสามารถพัฒนาประเทศและดูแลประชาชนให้พ้นจากความยากจน นี่คือจุดแข็งที่น่าเรียนรู้จากจีนเพื่อนำมาพัฒนาประเทศไทย

สุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ให้สัมภาษณ์ว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงให้การสนับสนุนมาตลอด โดยเฉพาะการที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันเพื่อพัฒนาความสามารถและศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาหลายแห่งในจีนได้ให้ความร่วมมือและมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาชาวไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จิราวรรณ หนึ่งในผู้ได้รับทุนการศึกษา ให้สัมภาษณ์ว่าตั้งเป้าหมายไปจีนอีกครั้งไว้ตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว โดยจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่แต่ละภูมิภาคมีวัฒนธรรมแตกต่างหลากหลาย รวมถึงมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่น้อยในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สมาคมภราดรภาพไทย-จีนจะยังคงเดินหน้าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันที่เกี่ยวข้องของจีน เพื่อเสริมสร้างความสำเร็จใหม่ๆ ในการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทย

ที่มา : Xinhua

กว่างตงลุยนวัตกรรม!! โชว์หุ่นยนต์ฝึกสารพัด มณฑลเร่งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ ขยายผลสู่สุขภาพ-การศึกษา-เมืองอัจฉริยะ เซินเจิ้น-กว่างโจวเป็นศูนย์กลางสำคัญ

กว่างโจว, ลัดเลาะเยี่ยมชมการฝึกสารพัดความสามารถให้หุ่นยนต์ เช่น เล่นหมากรุกจีน ตักป๊อปคอร์น เขียนพู่กันจีน จัดเรียงสิ่งของ ตลอดจนทำงานในสายการผลิต ที่ศูนย์ฝึกอบรมปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) ระดับมณฑล และบริษัทแห่งอื่นๆ ในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มณฑลกว่างตงได้ดำเนินหลายมาตรการเพื่อสำรวจและพัฒนา รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำของจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในเมืองต่างๆ เช่น เซินเจิ้นและกว่างโจว

ปัจจุบันกว่างตงกำลังเร่งนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ในหลายภาคส่วน เช่น การดูแลสุขภาพ การศึกษา การบริหารจัดการเมือง และอุตสาหกรรมเฉพาะทางต่างๆ

ที่มา : Xinhua

อิหร่านเน้นสันติภาพ!! “กาลิบาฟ” ชี้สหรัฐฯ บ่อนทำลาย ปากีสถานหนุนหยุดยิงและเจรจา “เลบานอน” ร่วมข้อตกลงหยุดยิง ผู้นำอิหร่านเรียกร้องสันติภาพในเอเชียตะวันตก

เมื่อวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่าอิหร่านมุ่งมั่นสร้างสันติภาพและความมั่นคงในเอเชียตะวันตกอย่างสมบูรณ์ และกล่าวหาสหรัฐฯ กำลังบ่อนทำลายความพยายามดังกล่าวด้วยการผิดสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กาลิบาฟได้ประชุมกับอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน ซึ่งเดินทางถึงกรุงเตหะรานเมื่อวันพุธ (15 เม.ย.) และเป็นผู้นำคณะผู้แทนระดับสูงที่มีส่วนร่วมในความพยายามฟื้นฟูการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยกาลิบาฟเผยว่าผู้ที่เริ่มสงครามและกำลังหาทางหยุดมันในตอนนี้จะหยุดทำพฤติกรรมบั่นทอนความไว้วางใจอย่างแท้จริงผ่านการลงมือทำจริง

นอกจากนั้นกาลิบาฟชื่นชมความพยายามของปากีสถานในการช่วยให้เกิดการหยุดยิงและฟื้นฟูการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ โดยการหยุดยิงในทุกพื้นที่ความขัดแย้งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการสงบศึกเบื้องต้น และเรียกร้องรัฐบาลปากีสถานในฐานะตัวกลางไกล่เกลี่ยเฝ้าติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

ด้านมูนีร์แสดงความเข้าใจถึงความสำคัญของการหยุดยิงในเลบานอนและจะติดตามประเด็นนี้ต่อไป โดยเขาสั่งการตั้งแต่วันแรกที่เกิดสงครามสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมโจมตีอิหร่านว่าต้องไม่เกิดเหตุการณ์ด้านความมั่นคงใดๆ ตามแนวชายแดนปากีสถาน-อิหร่าน

อนึ่ง ทาสนิม สำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่าเมื่อวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) กาลิบาฟได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนาบิห์ เบอร์รี ประธานรัฐสภาเลบานอน และกล่าวว่าเลบานอนเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิงฉบับครอบคลุมในเอเชียตะวันตก ทั้งมีบทบาทสำคัญต่อความพยายามสร้างสันติภาพยั่งยืนในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์ประกาศพักรบ!! “อิสราเอล-เลบานอน” หยุดยิง 10 วัน ทรัมป์หวังปิดฉากตึงเครียดชายแดน แต่ไฟสงครามยังไม่มอด อิสราเอลคงกำลังในเลบานอนต่อ

ทรัมป์เผย เลบานอน-อิสราเอล ตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มเย็นวันพฤหัสบดี หวังปูทางสันติภาพ

วอชิงตัน – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ของเลบานอน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้เห็นพ้องเริ่มการหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่เย็นวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อเปิดทางไปสู่สันติภาพระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ว่า เขาได้หารือกับผู้นำทั้งสองฝ่าย และทั้งเลบานอนกับอิสราเอลต่างเห็นตรงกันว่า การหยุดยิงอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้นเวลา 17.00 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออกของสหรัฐฯ หรือ 21.00 น. ตามเวลา GMT โดยมุ่งหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสันติภาพ

ผู้นำสหรัฐฯ ยังเปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี, นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ทำงานร่วมกับรัฐบาลอิสราเอลและเลบานอน เพื่อผลักดันการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า จะเชิญประธานาธิบดีโจเซฟ อูน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เดินทางเยือนทำเนียบขาว เพื่อจัดการหารืออย่างเป็นทางการ ซึ่งเขาระบุว่าจะถือเป็นการพูดคุยที่มีความหมายครั้งแรกระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน นับตั้งแต่ปี 1983

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเห็นสันติภาพ และเขาเชื่อว่า ความคืบหน้าดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิสราเอลส่งสัญญาณชัดว่า แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่กองกำลังอิสราเอลจะยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไป

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นตามคำร้องขอของทรัมป์ และยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า กองกำลังอิสราเอลจะยังคงอยู่ในจุดที่ประจำการอยู่ในขณะนี้

ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐอิสราเอลรายงานว่า คณะรัฐมนตรีอิสราเอลไม่ได้มีการลงมติอย่างเป็นทางการในประเด็นการหยุดยิงกับเลบานอน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและเลบานอนได้จริงหรือไม่ หลังความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเผชิญความเปราะบางและความขัดแย้งมายาวนานหลายทศวรรษ

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top