Friday, 3 July 2026
WORLD

รัสเซียตั้งข้อกังขา!! ปมสหรัฐฯ-อิสราเอล ชี้อิหร่านขาดแท่นยิง ผู้เชี่ยวชาญชี้อิหร่านอาจยังมีแท่นยิงจำนวนมาก สวนทางคำกล่าวอ้างสหรัฐฯ-อิสราเอล ความแตกต่างข้อมูลสร้างข้อสงสัยอย่างกว้างขวาง


ผู้เชี่ยวชาญรัสเซียโต้สหรัฐฯ ชี้ยังไร้หลักฐานเป็นกลางยืนยันอิหร่านใกล้หมดแท่นยิงขีปนาวุธ

ท่ามกลางกระแสการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ออกมาระบุว่า คลังอาวุธของอิหร่านกำลังลดน้อยลง และจำนวนแท่นยิงขีปนาวุธก็อยู่ในภาวะร่อยหรอใกล้หมดลงเต็มที อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวกำลังถูกตั้งคำถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของรัสเซีย ที่มองว่าคำกล่าวอ้างเหล่านี้ยังขาดหลักฐานที่เป็นกลางและตรวจสอบได้อย่างแท้จริง


ยูรี ลยามิน นักวิเคราะห์การทหารชาวรัสเซียผู้มากประสบการณ์ และนักวิจัยอาวุโสแห่งศูนย์วิเคราะห์ยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีในกรุงมอสโก ให้สัมภาษณ์กับ Sputnik โดยระบุอย่างชัดเจนว่า คำกล่าวอ้างของฝ่ายสหรัฐฯ ควรถูกพิจารณาด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เพราะอาจเข้าข่ายเป็นส่วนหนึ่งของ “โฆษณาชวนเชื่อทางทหาร” มากกว่าจะเป็นข้อสรุปเชิงประจักษ์ที่มีน้ำหนักเพียงพอ


ลยามินมองว่า จำนวนแท่นยิงทั้งหมดของอิหร่านอาจถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงมาโดยตลอด และแม้จะเห็นได้ชัดว่าการปล่อยขีปนาวุธของอิหร่านลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่การลดลงดังกล่าวไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่าอิหร่านกำลังหมดทรัพยากรทางทหาร


ในมุมมองของเขา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนการยิงลดลง อาจมาจากแรงกดดันทางอากาศอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งบีบให้อิหร่านต้องเพิ่มระดับความระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายและใช้งานระบบขีปนาวุธให้มากขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้ การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังทางเข้าอุโมงค์ภายในฐานยิงขีปนาวุธ ยังอาจสร้างข้อจำกัดทางปฏิบัติการที่สำคัญ ทำให้ฝ่ายอิหร่านต้องเสียเวลาไปกับการเคลียร์เศษซาก ตรวจสอบความเสียหาย และดำเนินการด้านความปลอดภัยก่อนกลับมาใช้งานพื้นที่หรืออุปกรณ์เหล่านั้นได้อีกครั้ง


อีกประเด็นหนึ่งที่ลยามินหยิบยกขึ้นมา คือแนวคิดในการออกแบบแท่นยิงขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งเน้นความเรียบง่ายและต้นทุนต่ำเป็นสำคัญ โดยแท่นยิงจำนวนมากมักถูกติดตั้งบนรถพ่วงมาตรฐานหรือรถบรรทุกทั่วไป ไม่ใช่ระบบซับซ้อนราคาแพงแบบที่บางประเทศใช้งาน ข้อได้เปรียบของรูปแบบนี้คือ ทำให้อิหร่านสามารถผลิตหรือจัดเก็บอุปกรณ์ลักษณะดังกล่าวไว้ได้เป็นจำนวนมาก และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการกระจายกำลังและทดแทนความสูญเสีย
คำอธิบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การประเมินศักยภาพของอิหร่านจากจำนวนการยิงที่ลดลงเพียงอย่างเดียว อาจเป็นการมองภาพที่แคบเกินไป โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดเชิงยุทธวิธี แรงกดดันจากการโจมตีทางอากาศ และลักษณะเฉพาะของระบบอาวุธที่อิหร่านเลือกใช้


ในอีกด้านหนึ่ง ความเห็นของลยามินยังชี้ไปถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างการประเมินของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเอง โดยฝ่ายอิสราเอลอ้างว่าแท่นยิงขีปนาวุธของอิหร่านมากกว่าครึ่งถูกทำลายไปแล้ว ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุในลักษณะว่าอิหร่านกำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแท่นยิง ซึ่งแม้จะดูสอดคล้องกันในเชิงทิศทาง แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดกลับพบว่าตัวเลขและวิธีการประเมินยังชวนให้เกิดข้อสงสัยไม่น้อย


ลยามินยกตัวอย่างว่า อิสราเอลเคยอ้างว่าทำลายแท่นยิงของอิหร่านได้ถึง 300 แท่นภายในช่วงเวลาไม่นาน แต่หลักฐานวิดีโอที่เผยแพร่โดยทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลกลับรองรับตัวเลขดังกล่าวได้เพียงประมาณหนึ่งในสิบเท่านั้น แม้จะยอมรับได้ว่าไม่ใช่ทุกการโจมตีจะมีภาพบันทึกครบถ้วน แต่ความแตกต่างที่สูงมากเช่นนี้ก็ย่อมเพียงพอจะทำให้เกิดคำถามต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกมา


ยิ่งไปกว่านั้น เขายังตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่ในวิดีโอที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐาน ก็ยังมีหลายกรณีที่ไม่น่าไว้วางใจนัก บางคลิปดูเหมือนเป็นการโจมตีรถบรรทุกธรรมดาที่อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแท่นยิง บางกรณีแสดงให้เห็นรถบรรทุกที่ชำรุดอยู่ก่อนแล้ว โดยมีการเปิดฝากระโปรงหน้าไว้ แต่กลับถูกระบุว่าเป็นเป้าหมายทางทหาร ขณะที่บางคลิปก็แสดงภาพการโจมตีซ้ำต่อแท่นยิงที่ถูกทำลายไปแล้วก่อนหน้านั้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่ามีการนับความเสียหายซ้ำซ้อนหรือไม่
ประเด็นเหล่านี้ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องศักยภาพทางขีปนาวุธของอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขทางทหารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ที่ดำเนินควบคู่ไปกับสนามรบจริงอย่างเข้มข้น ทุกฝ่ายต่างมีแรงจูงใจในการนำเสนอข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์ของตนเอง ไม่ว่าจะเพื่อสร้างความชอบธรรม บั่นทอนขวัญฝ่ายตรงข้าม หรือส่งสัญญาณทางการเมืองต่อประชาคมระหว่างประเทศ


ท้ายที่สุด แม้จะยังไม่อาจฟันธงได้ว่าอิหร่านมีแท่นยิงเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด แต่ข้อโต้แย้งของผู้เชี่ยวชาญรัสเซียรายนี้ก็ช่วยตอกย้ำว่า การประเมินสถานการณ์ในสงครามยุคใหม่จำเป็นต้องแยกแยะระหว่าง “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้” กับ “คำกล่าวอ้างที่มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์” ให้ชัดเจนมากที่สุด เพราะในสนามความขัดแย้งปัจจุบัน ข่าวสารเองก็อาจเป็นอาวุธได้ไม่ต่างจากขีปนาวุธ

.
ที่มา : Sputnik

ศึกอิหร่านยังไม่จบ!! สภาสูงไม่ผ่านมติคุม “อำนาจสงคราม” ของทรัมป์ เสียงข้างน้อยสนับสนุน ร่างโดยเดโมแครต ข้อเสนอต้องให้รัฐสภาอนุมัติใช้กำลังทหาร เหตุโจมตีอิหร่าน-อิสราเอลเพิ่มความตึงเครียด

(5 มี.ค. 69) วุฒิสภาสหรัฐอเมริกาลงมติไม่รับรองร่างมติที่จำกัดอำนาจทางทหารของประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ต่ออิหร่านตามผลการลงคะแนนเชิงกระบวนการล่าสุด โดยมีวุฒิสมาชิก 53 คนคัดค้าน ในขณะที่สนับสนุนเพียง 47 คน

ร่างมติดังกล่าวเสนอให้สหรัฐฯ ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาก่อนดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และกำหนดให้ประธานาธิบดีต้องยุติการเกี่ยวข้องของกองกำลังสหรัฐฯ ที่ไม่ได้รับอนุญาตภายใน 30 วัน เว้นแต่เป็นเหตุผลกรณีภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นหรือการโจมตีโดยตรงต่อสหรัฐฯ

'แรนด์ พอล' วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากเคนทักกี เป็นผู้สนับสนุนร่างมติในพรรครีพับลิกันเพียงคนเดียว ขณะที่ 'จอห์น เฟตเทอร์แมน' สมาชิกเดโมแครตเห็นต่างจากพรรค

การลงมติดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเป้าหมายในอิหร่านรวมถึงกรุงเตหะรานส่งผลให้เกิดความเสียหายและผู้เสียชีวิตในหมู่พลเรือน รวมทั้งตอบโต้กันด้วยการโจมตีพื้นที่ของอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง

เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งที่รุนแรงและซับซ้อนในภูมิภาค โดยการปะทะที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อเสถียรภาพและความมั่นคงระดับนานาชาติอย่างชัดเจน

ที่มา : Sputnik

อาเซียนชี้สถานการณ์รุนแรง ติดตามใกล้ชิดความขัดแย้งตะวันออกกลาง แสดงความกังวลรุนแรงจากการโจมตี เรียกร้องยุติสู้รบทันทีทุกฝ่าย ย้ำสำคัญเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ถึงสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง หลังการโจมตีระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน รวมถึงการตอบโต้ของอิหร่านต่อหลายประเทศในภูมิภาค โดยเตือนว่าความตึงเครียดนี้เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตประชาชนและความมั่นคงทั้งในภูมิภาคและระดับโลก

ในแถลงการณ์ยังระบุว่าการบานปลายของวิกฤตเกิดขึ้นในช่วงที่มีความพยายามทางการทูต รวมถึงการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยรัฐสุลต่านโอมาน เป้าหมายเพื่อหาทางออกอย่างสันติ พร้อมย้ำว่า "เราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแสดงความกังวลอย่างยิ่ง" ต่อเหตุการณ์นี้

อาเซียนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบทันที ใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด และแก้ไขความขัดแย้งด้วยการทูตเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค พร้อมยืนยันพันธกรณีของทุกประเทศในการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ พร้อมเคารพอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการปกป้องพลเรือนตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

นอกจากนี้ อาเซียนยังเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่พลเมืองอาเซียนในสถานการณ์วิกฤตตามปฏิญญาการช่วยเหลือทางกงสุลและฉุกเฉินของอาเซียน เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งครั้งนี้อย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ

1. เราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการทวีความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางภายหลังการโจมตีที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริการิเริ่มขึ้นต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และการโจมตีตอบโต้ในเวลาต่อมาโดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านต่อหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงราชอาณาจักรบาห์เรน ราชอาณาจักรฮาเชมิตแห่งจอร์แดน รัฐคูเวต สุลต่านแห่งโอมาน รัฐกาตาร์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย สาธารณรัฐอาหรับซีเรีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งยังคงเพิ่มความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือน ตลอดจนสันติภาพและความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระดับโลก เราเรียกร้องให้ทุกประเทศเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter)

2. การบานปลายของสถานการณ์นี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่ รวมถึงการริเริ่มไกล่เกลี่ยโดยรัฐสุลต่านโอมาน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อหาทางออกโดยการเจรจา

3. เราเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยุติการสู้รบโดยทันที และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก และแก้ไขความขัดแย้งผ่านทางการทูตและการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

4. เรายืนยันอีกครั้งถึงพันธกรณีของทุกรัฐในการแก้ไขความขัดแย้งของตนด้วยวิธีการสันติ และเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของทุกชาติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ นอกจากนี้ เรายังย้ำอีกครั้งถึงพันธกรณีในการปกป้องพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในความขัดแย้งทางอาวุธให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและมติที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

5. เราขอย้ำอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่พลเมืองอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ ตามปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยแนวทางการให้ความช่วยเหลือทางกงสุลโดยคณะผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนในประเทศที่สามแก่พลเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น และแนวทางการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินโดยคณะผู้แทนอาเซียนในประเทศที่สามแก่พลเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียนในสถานการณ์วิกฤต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10163623158552225&id=625882224&rdid=JWvgSr36gDeEHSWr#

จีนส่งสัญญาณถึงโลก!! โฆษกจีนเรียกร้องสภาพแวดล้อมเปิดกว้าง เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม เน้นพึ่งพาตนเองและเสริมเทคโนโลยีหลัก ชี้ “หุ่นยนต์เหมือนมนุษย์” ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดน

โหลวฉินเจี่ยน โฆษกประจำการประชุมครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนชุดที่ 14 แถลงในวันพุธที่ 4 มี.ค. ว่าจีนเรียกร้องให้สร้างสภาพแวดล้อมระดับโลกที่เปิดกว้าง เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมกัน

โหลวเน้นย้ำว่าการพึ่งพาตนเองในด้านเทคโนโลยีถือเป็นหัวใจสำคัญของนวัตกรรมจีน พร้อมระบุว่า "นวัตกรรมนี้ไม่อาจดำเนินไปได้หากปราศจากระบบนิเวศระดับโลกที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และเอื้อประโยชน์ร่วมกัน"

ในคำตอบเกี่ยวกับการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โหลวกล่าวว่า การทำให้หุ่นยนต์มีความสามารถรู้สึก นึกคิด ตัดสินใจ และกระทำอย่างมนุษย์ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั่วโลก พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาด้านจริยธรรมและสังคมจากความก้าวหน้านี้จำเป็นต้องร่วมมือกัน

จีนตั้งเป้าสร้างนวัตกรรมต้นแบบและผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแกนหลักในหลายสาขา ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเทคโนโลยีและควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : Xinhua

ความเห็น ‘รศ.ดร.อักษรศรี’ต่อท่าทีจีนต่อสงครามอิหร่าน

3. การปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลต่อจีนอย่างไร

ปิดฮอร์มุซกระทบใคร? คำตอบของจีนคือ “คุมความเสี่ยง” แล้วดันตัวเองเป็นคนกลาง

ในเชิงสถิติ จีนพึ่งพาพลังงานที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในระดับสูง (ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) จึงดูเหมือนว่า “เสี่ยง” หากช่องแคบถูกปิดจริง แต่ถ้ามองเชิงยุทธศาสตร์ จีนกับอิหร่านมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและยาวนานในฐานะ “เพื่อนเก่า” ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ถ้าอิหร่านปิดช่องแคบ อาจไม่ได้ปิดแบบเหมารวมกับทุกฝ่าย แต่อาจ “คุมการผ่าน” ต่อบางชาติเป็นพิเศษ

นั่นหมายความว่า จีนอาจใช้ช่องทางการทูตไปเจรจากับอิหร่าน เพื่อให้ เรือสัญชาติจีนยังสามารถผ่านได้ในระดับหนึ่ง (หรืออย่างน้อยลดการสะดุดของการขนส่ง) ถ้าเป็นเช่นนั้น ผลกระทบต่อจีนก็อาจ “ไม่หนัก” เท่าที่หลายคนกังวลจากตัวเลขอย่างเดียว

อีกด้านหนึ่ง จีนเองก็ไม่ได้พึ่งน้ำมันแบบ “ไม่มีทางเลือก” เหมือนในอดีต เพราะจีนพยายาม กระจายความเสี่ยง (diversify) และเร่งพลังงานทางเลือกมากขึ้น เช่น พลังงานสะอาดและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อการใช้น้ำมันและก๊าซในระยะยาว แม้จะไม่ได้ทำให้ “ไม่กระทบเลย” แต่ทำให้จีนมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม “ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด” ของจีนคือ ตะวันออกกลางสงบและหยุดสู้รบเร็ว เพราะภูมิภาคนี้มีความสำคัญต่อผลประโยชน์จีนทั้งด้านเศรษฐกิจและพลังงานสูงมาก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจีนมีแรงจูงใจที่จะ ขยับบทบาทเป็นคนกลาง เพื่อพาไปสู่ทางลงของทุกฝ่าย

จีนยังพยายามสร้างภาพบทบาท “ผู้พิทักษ์สันติภาพ” ในเวทีโลกอยู่แล้ว ผ่านแนวคิดด้านความมั่นคงอย่าง Global Security Initiative (GSI) และในสงครามนี้ สหรัฐฯ ไม่สามารถเป็นคนกลางได้ เพราะเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ขณะที่จีนมีความได้เปรียบกว่าในฐานะประเทศที่อิหร่าน “รับฟัง” และในเวลาเดียวกัน สหรัฐฯ ก็อาจไม่ต้องการให้สงครามยืดเยื้อ

ความเห็น ‘รศ.ดร.อักษรศรี’ต่อท่าทีจีนต่อสงครามอิหร่าน

2. จีนจะลงมาเป็นผู้เล่นในความขัดแย้งตะวันออกกลางหรือไม่

 

ซัพพอร์ต ≠ ร่วมรบ

จีนหนุนอธิปไตยอิหร่าน แต่เลือกช่วยด้วยการทูตและระบบ มากกว่ากระโดดลงสนามรบ

ประเด็นเรื่องรัฐมนตรีต่างประเทศจีนโทรศัพท์ไปหาฝ่ายอิหร่าน แล้วบอกว่าจีน “ซัพพอร์ต” อิหร่านนั้น ต้องแยกให้ออกว่า การสนับสนุนทางการทูต ไม่ได้เท่ากับการส่งกองทัพไปร่วมรบ

จีนโทรหาอิหร่านและบอกว่า “ซัพพอร์ต” ไม่ได้แปลว่าจะส่งกองทัพไปร่วมรบ
จีนหนุนในกรอบ “อธิปไตย-บูรณภาพดินแดน” แต่จะช่วยแบบอยู่เบื้องหลังมากกว่า
เพราะจีนไม่คุ้มที่จะกระโดดลงไปเป็น “คู่ขัดแย้ง” ในสงครามนี้โดยตรง
ความสัมพันธ์จีน–อิหร่านแน่นอยู่แล้ว ทั้งความร่วมมือยาวนาน และบทบาทร่วมใน SCO/BRICS
การซัพพอร์ตจึงมาได้หลายรูปแบบ: การทูต ช่องทางประสาน สนับสนุนเชิงระบบ มากกว่าการยิงจริง
จีนมีแนวโน้มเล่นบท “คนกลาง” เพื่อพาไปสู่ทางลง มากกว่าปล่อยให้ศึกยืดเยื้อ
และถ้าทรัมป์เองไม่อยากลากสงครามยาว จีนก็อาจกลายเป็นบันไดให้ทุกฝ่ายลงได้
สรุปจีนช่วยได้ แต่ช่วยแบบหลังฉาก ไม่ใช่ส่งทหารไปสู้รบ

ความเห็น ‘รศ.ดร.อักษรศรี’ต่อท่าทีจีนต่อสงครามอิหร่าน

1.ท่าทีของจีน ต่อคู่ขัดแย้งในตะวันออกกลาง

จีนไม่อยากเป็นผู้เล่นในสงคราม แต่อยากเป็นผู้คุมโต๊ะเจรจา
เศรษฐกิจคืออาวุธ การทูตคือเกราะ

ปรับท่าทีของจีนต่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง หากติดตามท่าทีของจีนมาโดยตลอดจะเห็นภาพค่อนข้างชัดว่า จีนพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองในภูมิภาคนี้โดยตรง และเลือกเดินเกมแบบ “รักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย” มากกว่าเลือกข้าง

จีนจึงพยายามคงความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้ง อิหร่าน ควบคู่ไปกับประเทศใน กลุ่มอ่าวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบียและประเทศสมาชิก GCC รวมถึงจีนก็ยังรักษาความสัมพันธ์กับ อิสราเอล ไปพร้อมกันด้วย

แกนหลักของยุทธศาสตร์จีนในตะวันออกกลางคือ การทูตเชิงเศรษฐกิจเป็นตัวนำ เน้นผลประโยชน์ด้านพลังงาน การค้า การลงทุน และความร่วมมือโครงสร้างพื้นฐาน โดยหลีกเลี่ยงการผูกตัวเองเข้ากับอุดมการณ์ทางศาสนาหรือการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ จีนยังมีความระมัดระวังเป็นพิเศษในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงและการเมืองของประเทศมุสลิม ในภูมิภาค เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหวและกระทบต่อความสัมพันธ์กับหลายประเทศพร้อมกัน

สรุปคือ จีนจะพยายาม “ไม่ลงไปเป็นคู่ขัดแย้ง” แต่จะคงบทบาทแบบ คุยได้กับทุกฝ่าย และใช้เครื่องมือหลักคือเศรษฐกิจและการทูต เพื่อรักษาผลประโยชน์และพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตัวเองในตะวันออกกลาง.

สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล อิหร่าน ความขัดแย้งยืดเยื้อบานปลาย ทรัมป์สั่งโจมตีกว่า 1,250 จุด ค่าใช้จ่ายพุ่งกว่า 33 พันล้านดอลลาร์ ทำลายอาวุธนิวเคลียร์เป็นเป้าหมาย

ค่าใช้จ่ายในการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับกับอิหร่าน

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่านเข้าสู่ระยะใหม่เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีทางอากาศโดยมุ่งเป้าไปยังอิหร่าน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางทหารอย่างเปิดเผย ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าปฏิบัติการดังกล่าวอาจกินเวลาสี่ถึงห้าสัปดาห์

มาดูกันว่า วอชิงตันจะสามารถรักษาภาวะสงครามครั้งใหม่ในตะวันออกกลางได้หรือไม่ และสุดท้ายแล้วใครต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าใด การคาดการณ์ราคาต้นทุนรวมของสงครามครั้งนี้เป็นเรื่องยากมาก ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าอาจอยู่ที่จำนวนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยังเหลืออยู่ในคลังเก็บของแต่ละฝ่าย

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันในวิดีโอความยาวแปดนาทีที่โพสต์บน Truth Social ว่าสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมในสิ่งที่เขาเรียกว่า "ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่" ภายในอิหร่าน ซึ่งต่อมากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า ปฏิบัติการนี้มีชื่อว่าปฏิบัติการ Epic Fury (ความพิโรธที่ยิ่งใหญ่) โดยประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า เป้าหมายคือ "เพื่อให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์" เขากล่าวเสริมว่า “เราจะทำลายขีปนาวุธของพวกเขาและทำลายอุตสาหกรรมขีปนาวุธของพวกเขาให้ราบเป็นหน้ากอง ซึ่งมันจะถูกทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง”

กองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่าได้โจมตีเป้าหมายมากกว่า 1,250 แห่งในอิหร่านนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการเมื่อวันเสาร์ ในแถลงการณ์แยกต่างหาก กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) กล่าวว่าได้โจมตีและทำลายเรือรบอิหร่าน 11 ลำ รายงานระบุว่า ปฏิบัติการดังประกอบด้วยกับการโจมตีทางอากาศ ขีปนาวุธร่อนที่ยิงจากเรือ และการโจมตีที่สอดประสานในการทำลายล้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ รวมถึงบุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านการป้องกันประเทศของอิหร่าน

การโจมตีครั้งนี้ ทำให้ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านซึ่งอยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ปี 1989 ถูกสังหารด้วย เมื่อที่พำนักของเขาในกรุงเตหะรานถูกโจมตีและได้รับความเสียหายอย่างหนักในการโจมตีระลอกแรกของสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ปรานาธิบดีทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะทำสงครามต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น แต่ได้บอกเป็นนัยว่า สงครามอาจยืดเยื้อไปหลายสัปดาห์ วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม สภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 555 คน ใน 130 จุดทั่วอิหร่าน

นับตั้งแต่ปี 2023 สหรัฐอเมริกาได้ใช้จ่ายเงินในอิสราเอลและตะวันออกกลางไปแล้วเท่าไร? จากรายงานต้นทุนสงคราม ปี 2025 ของมหาวิทยาลัยบราวน์ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2023 สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอลเป็นจำนวนเงินประมาณ 21.7 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันยังได้ให้เงินสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนอิสราเอลในการรบกับ เยเมน อิหร่าน และตะวันออกกลางโดยรวมเป็นจำนวน 9.65 พันล้านดอลลาร์ถึง 12.07 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้ยอดรวมค่าใช้จ่ายของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้อยู่ที่ระหว่าง 31.35 พันล้านดอลลาร์ ถึง 33.77 พันล้านดอลลาร์ และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ระบบอาวุธใดบ้างที่ถูกนำมาใช้ในสงครามอิหร่าน? ตามรายงานของ CENTCOM ปฏิบัติการ Epic Fury เกี่ยวข้องกับระบบอาวุธมากกว่า 20 ระบบ ครอบคลุมทั้งทางอากาศ ทางทะเล ทางบก และระบบป้องกันขีปนาวุธ CENTCOM ระบุว่า มีการโจมตีเป้าหมายมากกว่า 1,000 แห่งในอิหร่าน โดยใช้ระบบต่าง ๆ มากกว่า 20 ระบบ ทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก รวมถึงระบบป้องกันขีปนาวุธด้วย “เป้าหมายของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลในขณะนี้คือการลดทอนหรือทำลายศักยภาพในการโจมตีของอิหร่านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านก่อความเสียหายต่อไป เราต้องการหยุดการโจมตีเหล่านี้ หรืออย่างน้อยก็ลดทอนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” เควิน โดเนแกน อดีตผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ CENTCOM กล่าวกับอัลจาซีรา

ระบบอาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วนได้แก่:
กำลังทางอากาศ: ปฏิบัติการครั้งนี้พึ่งพาการสนับสนุนทางอากาศจากสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก ซึ่งรวมถึง:
เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 ถูกใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์และทางทหารที่สำคัญ เครื่องบินรบสเตลธ์ขั้นสูง F-35 Lightning II และ F-22 Raptor เครื่องบินขับไล่ F-15 ถูกใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยสูญเสียไป 3 ลำในเหตุการณ์เหนือคูเวตเมื่อวันที่ 1 มีนาคม เครื่องบินรบ F-16 Fighting Falcon, F/A-18 Super Hornet และ A-10 Attacker ใช้ปฏิบัติการในภารกิจโจมตีและสนับสนุน EA-18G Growler: ใช้สำหรับการโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์และต่อต้านระบบป้องกันภัยทางอากาศของศัตรู และอากาศยานเตือนภัยและควบคุมล่วงหน้าทางอากาศ (AWACS): ทำหน้าที่บัญชาการ ควบคุม และบริหารจัดการพื้นที่การรบ และเครื่องบินขนส่งสินค้าและเครื่องบินเติมน้ำมัน: เครื่องบิน C-17 Globemaster, C-130 Hercules และเครื่องบินเติมน้ำมันทางอากาศต่าง ๆ สำหรับสนับสนุนระบบโลจิสติกส์

โดรนและระบบโจมตีระยะไกล ระบบไร้คนขับและปืนใหญ่จรวดก็เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการนี้ด้วย: โดรน LUCAS: ปฏิบัติการนี้ถือเป็นการใช้งานในการรบครั้งแรกของโดรน "ระบบโจมตีทางอากาศไร้คนขับราคาประหยัด" แบบบินทางเดียว ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากแบบแผนของอิหร่าน และโดรน MQ-9 Reaper สำหรับปฏิบัติภารกิจด้านการเฝ้าระวังและการโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ ระบบจรวดหลายลำกล้องเคลื่อนที่เร็ว M-142 (HIMARS) ขีปนาวุธนำวิถีโทมาฮอว์ก ซึ่งยิงจากเรือรบและเรือดำน้ำ

ระบบป้องกันขีปนาวุธ: ระบบขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออตและระบบ THAAD (Terminal High Altitude Area Defense): ใช้สำหรับสกัดกั้นขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน

กำลังทางทะเล ประกอบด้วย หมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี 2 หมู่ (1)USS Gerald R Ford และ (2)USS Abraham Lincoln และเครื่องบินปราบเรือดำน้ำแบบ P-8 โพไซดอน ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและสอดแนมทางทะเล

สงครามกับอิหร่านอาจทำให้สหรัฐฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากแค่ไหน? การคาดการณ์ต้นทุนทั้งหมดของปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่นั้นเป็นเรื่องยาก ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าสงครามครั้งใหม่นี้อาจทำให้สหรัฐฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปเท่าใด “กระทรวงกลาโหมยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลนั้น ดังนั้นจึงทำได้เพียงคาดเดา… แต่มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และสามารถคาดเดาถึงต้นทุนของอาวุธยุทโธปกรณ์แต่ละชนิดได้ ทำให้สามารถคาดเดาถึงต้นทุนของการปฏิบัติการ การปฏิบัติการทางเรือได้” ดร.คริสโตเฟอร์ พรีเบิล นักวิจัยอาวุโส นักวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงจาก สถาบัน Hudson (สถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะ (think tank) ของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งในปี 1961 มีสำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.) บอกกับสำนักข่าวอัลจาซีรา

รายงานจากสำนักข่าวอนาโดลูประเมินว่า สหรัฐฯ อาจใช้จ่ายเงินไปประมาณ 779 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ Epic Fury การเตรียมการทางทหารก่อนการโจมตี ซึ่งรวมถึงการเคลื่อนย้ายเครื่องบิน การส่งเรือรบมากกว่าสิบลำ และการระดมกำลังในภูมิภาค คาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีก 630 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อมูลของศูนย์เพื่อความมั่นคงแห่งอเมริกาใหม่ (Center for New American Security) ระบุว่า การปฏิบัติการของกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี เช่น เรือ USS Gerald R Ford มีค่าใช้จ่ายประมาณ 6.5 ล้านดอลลาร์ต่อวัน

แต่ ดร.พรีเบิลชี้ว่า สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าอาจไม่ใช่ความยั่งยืนทางการเงิน แต่เป็นจำนวนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยังเหลืออยู่ในคลังเก็บ “ในแง่ของต้นทุนแล้ว สหรัฐฯ มีงบประมาณด้านกลาโหมหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ และมีการขอเพิ่มเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้สัญญาไว้” ดร.พรีเบิลกล่าว “ดังนั้น เงินหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาล คำถามคือเกี่ยวกับจำนวนอาวุธที่มีอยู่ในคลังแสงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขีปนาวุธสกัดกั้น เช่น ขีปนาวุธแพทริออต หรือ SM-6 ซึ่งเป็นขีปนาวุธมาตรฐานที่ใช้สกัดกั้นขีปนาวุธข้ามทวีป” ดร.พรีเบิลเตือนว่า อัตราการสกัดกั้นที่สูงเช่นนี้ไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป เขากล่าวว่า “เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะคาดเดาว่า อัตราการปฏิบัติงานในขณะนี้ ในแง่ของจำนวนการสกัดกั้นนั้น ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ อย่างแน่นอน และอาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้นานเกินกว่าสองสามสัปดาห์”

ดร.พรีเบิลยังตั้งข้อสังเกตว่า ความกังวลที่คล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นในช่วงความขัดแย้ง 12 วันกับอิหร่านในเดือนมิถุนายน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าทั้งกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น แม้ว่าอาจมีการเติมสต็อกขีปนาวุธบางส่วนแล้ว แต่ขีปนาวุธสกัดกั้นก็ถูกจัดสรรไว้สำหรับสมรภูมิอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน “ขีปนาวุธสกัดกั้นเหล่านี้บางส่วนมีจุดประสงค์ที่จะส่งไปยังยูเครนเพื่อรับมือกับการโจมตีของรัสเซีย บางส่วนถูกนำไปใช้ในเอเชีย ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พวกมันจะมีความสำคัญในกรณีฉุกเฉินที่เกิดขึ้นที่นั่น” เขากล่าว “ดังนั้น การถอนอาวุธเหล่านั้นออกจากพื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล” และการผลิตชิ้นส่วนทดแทนไม่ได้สามารถทำได้ขึ้นทันที “ขีปนาวุธแพทริออตหรือ SM-6 เป็นอุปกรณ์ที่ซับซ้อนมาก” ดร.พรีเบิลกล่าวเสริม “พวกเขาไม่สามารถผลิตออกมาเป็นร้อยหรือพันชิ้นต่อวัน เพราะนั่นไม่ใช่จังหวะในการผลิตแบบปกติ”

สำหรับอิสราเอลมีค่าใช้จ่ายในการสกัดกั้นขีปนาวุธ จรวด และโดรน 3 ระดับ เริ่มด้วย (1) Iron Dome สำหรับระยะใกล้: จรวดและปืนค. มีคชจ. ครั้งละประมาณ 40,000 – 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาคือ (2) David's Sling สำหรับระยะกลาง: ขีปนาวุธนำวิถีและขีปนาวุธทางยุทธวิธี มีคชจ. ครั้งละประมาณ 700,000 – 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐดอลลาร์สหรัฐ และ (3) Arrow อันเป็นด่านสุดท้าย สำหรับสกัดกั้นในระยะไกล: ขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ มีคชจ. ครั้งละประมาณ 1,500,000 – 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับ Arrow2 สกัดกั้นในชั้นบรรยากาศ และ ประมาณ 2,000,000 – 4,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับ Arrow3 ซึ่งสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้ตั้งแต่นอกชั้นบรรยากาศ

ต้นทุนโดยประมาณสำหรับขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านโดยอิงจากการประเมินของหน่วยงานวิเคราะห์ด้านกลาโหมล่าสุด (ตัวเลขจริงอาจแตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับรุ่น ชุดการผลิต ราคาการส่งออก และไม่ว่าต้นทุนจะรวมถึงการวิจัยและพัฒนาหรือเพียงแค่ต้นทุนการผลิตต่อหน่วย):
โดรนโจมตีพื้นฐานของอิหร่านราคาประมาณ20,000–50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯรุ่นที่ซับซ้อนกว่าราคา 50,000–100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป

ขีปนาวุธของอิหร่าน อิหร่านผลิตขีปนาวุธหลายประเภท (ระยะสั้น ขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธข้ามทวีป): ขีปนาวุธนำวิถี/ขีปนาวุธร่อนระยะสั้น ข้อมูลจากการเปิดเผยแหล่งที่มาบ่งชี้ว่าราคาต่อขีปนาวุธหนึ่งลูกอยู่ที่อย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์ ถึงหลายแสนดอลลาร์สำหรับระบบอย่างเช่น Fateh-110 ส่วนระบบขีปนาวุธขนาดใหญ่หรือล้ำสมัยกว่า จากการประเมินระบุว่า ขีปนาวุธบางประเภทของอิหร่านมีราคาตั้งแต่300,000 ดอลลาร์ไปจนถึงประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไปต่อลูกสำหรับขีปนาวุธร่อน
หมายเหตุ ต่างจากโดรน ต้นทุนต่อหน่วยของขีปนาวุธอิหร่านไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างเปิดเผย และขึ้นอยู่กับรุ่น เครื่องยนต์ ระบบนำทาง ฯลฯ

จากบทวิเคราะห์ที่อ้างอิงกันอย่างแพร่หลายเกี่ยวกับการโจมตีของอิหร่านในอดีต โดรนประมาณ 170 ลำ ราคาลำละประมาณ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขีปนาวุธร่อน 30 ลูก ราคา ลูกละประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ ขีปนาวุธ 120 ลูก ราคาลูกละ ประมาณ 110,000 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายรวมโดย ประมาณของอาวุธยุทโธปกรณ์ของอิหร่านในการโจมตีแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะความไม่สมดุลของต้นทุน โดยฝ่ายป้องกันมักใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นราคาแพง (Patriot, THAAD) ซึ่งมีราคาหลายแสนถึงหลายล้านดอลลาร์ต่อการยิงหนึ่งครั้ง เพื่อสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านที่มีราคาค่อนข้างถูก ทำให้เกิดผลกระทบด้านต้นทุนเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน!! ทำลายเรือ 17 ลำของอิหร่าน ใช้กระสุนมากกว่า 2,000 นัด สกัดขีปนาวุธและโดรนกว่าพันลำ ส่งสัญญาณต่อเนื่องทุกช่วงเวลา

4 มี.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (3 มี.ค.) แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เผยผ่านคลิปวิดีโอบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำลายเรือของอิหร่าน 17 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือดำน้ำที่อิหร่านใช้งานมากที่สุดที่ตอนนี้มีรูโหว่อยู่ด้านข้างลำเรือ โดยคูเปอร์กล่าวว่านี่เป็นการจมทั้งกองทัพเรืออิหร่าน

คูเปอร์ระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายเกือบ 2,000 จุด ด้วยเครื่องกระสุนมากกว่า 2,000 รายการ มีการลดระดับการป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านลงอย่างมาก ตลอดจนทำลายขีปนาวุธ แท่นยิง และโดรนของอิหร่านหลายร้อยรายการ โดยกองกำลังสหรัฐฯ จะยังคงโจมตีอิหร่านตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ก้นทะเลจนถึงอวกาศและไซเบอร์สเปซ

ทั้งนี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ รายงานว่าฝ่ายอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธกว่า 500 ลูก และส่งโดรนโจมตีกว่า 2,000 ลำ เมื่อนับตั้งแต่เริ่มต้นการโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ ถูกชี้ "กับดัก" ‘ฌากส์ โอการ์’ เผยเป้าหมายสงคราม ไม่สมจริงกับการโค่นอิหร่าน คาดสงครามทางอากาศมีความเสี่ยง อิสราเอลอาจบีบให้ทรัมป์พ่ายเลือกตั้ง

(4 มี.ค. 69) ฌากส์ โอการ์ อดีตพันเอกหน่วยปฏิบัติการพิเศษฝรั่งเศส ชี้เป้าหมายสงครามของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ตั้งใจระเบิดอิหร่านให้ล่มสลายโดยสิ้นเชิงนั้นเป็นไปได้ยากและไม่สมจริง

โอการ์กล่าวกับสปุตนิกว่า "แคมเปญทิ้งระเบิดของอิสราเอล-สหรัฐฯ ไม่ได้เพียงพอที่จะโค่นอิหร่านได้" พร้อมกับมองว่าเป้าหมายหลักคือการทำให้โครงสร้างรัฐโดยเฉพาะด้านความมั่นคงและป้องกันประเทศปั่นป่วนสุดกำลัง

เขายังอ้างคำเตือนของแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐฯ ที่เตือนประธานาธิบดีทรัมป์ถึงภาวะขาดแคลนยุทโธปกรณ์ในไม่กี่วันหลังสงครามเริ่ม และชี้ว่าสหรัฐฯ อาจตกอยู่ในกับดักที่อิสราเอลวางไว้ ซึ่งอาจส่งผลให้ทรัมป์สูญเสียคะแนนนิยมและอาจกระทบต่อการเลือกตั้งกลางเทอม

สถานการณ์นี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความซับซ้อนและความเสี่ยงที่สูงในความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งตำหนิถึงข้อจำกัดของสงครามทางอากาศต่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ใหญ่ การยืนหยัดของอิหร่านเองก็ทำให้สงครามเป็นเรื่องยากสำหรับฝ่ายตะวันตกอย่างมาก

ที่มา : Sputnik

อิหร่านโต้ไม่ถอย!! ยิงขีปนาวุธโจมตีฐานศัตรู ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 3 ราย อิสราเอลสั่งอพยพชายแดน ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงต่อเนื่อง

(3 มี.ค. 69) อิหร่านยังคงตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ด้วยการยิงขีปนาวุธไปยังที่ตั้งของฝ่ายศัตรูในหลายพื้นที่ รวมถึงการใช้โดรนโจมตีฐานสำคัญของสหรัฐฯ ใกล้สนามบินนานาชาติแบกแดด ในขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) รายงานว่ามีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 3 นาย และบาดเจ็บสาหัสอีก 5 นายจากการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่านในคูเวต

กองทัพอิสราเอลได้แจ้งให้ประชาชนในหมู่บ้านมากกว่า 50 แห่งในเลบานอนอพยพออกจากพื้นที่ หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดใส่อิสราเอล ขณะที่สื่อของอิหร่านรายงานว่า อิหร่านยิงโดรนสอดแนมขั้นสูงของสหรัฐฯ รุ่น MQ-9 ได้ในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 'โดนัลด์ ทรัมป์' แถลงว่า "น่าจะมี" ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตเพิ่มระหว่างปฏิบัติการที่อิหร่าน ซึ่งอาจยืดเยื้อไม่เกิน 4 สัปดาห์ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน 'อับบาส อารักชี' กล่าวว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านอาจถูกเลือกได้ภายในหนึ่งหรือสองวัน ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ย้ำว่า "ประตูสู่การทูต" ยังเปิดอยู่

หลังเหตุโจมตี ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ปรับขึ้นมาอยู่ราว 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นแตะประมาณ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เท่ากับสะท้อนความตึงเครียดในภูมิภาคและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกช่วงนี้

ที่มา : Sputnik

'คาเมเนอี' คือใคร เสียชีวิตอย่างไร? ผู้นำสูงสุดอิหร่านถูกโจมตี สหรัฐฯ-อิสราเอลร่วมมือสังหาร อิหร่านตั้งสภาพิเศษจัดการประเทศ รอคัดเลือกผู้นำใหม่ภายใน 2 วัน

(2 มี.ค. 69) "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี" ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ทางการอิหร่านประกาศไว้อาลัย 40 วัน การเสียชีวิตครั้งนี้ส่งผลสะเทือนต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

คาเมเนอี เกิดปี 1939 ที่เมืองมัชฮัด เรียนศาสนาและได้รับอิทธิพลจาก 'รูฮอลเลาะห์ โคไมนี' เข้าสู่อำนาจตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีในปี 1981 ก่อนเป็นผู้นำสูงสุดตั้งแต่ปี 1989 เขาสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์และขยายอิทธิพลในตะวันออกกลาง

เหตุการณ์โจมตีเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ-อิสราเอลส่งสัญญาณเตือนหลายครั้ง นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเผยมี "สัญญาณชัดเจนเพิ่มขึ้น" ว่าคาเมเนอีเสียชีวิตแล้ว ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันผ่านโพสต์ว่า "เสียชีวิตแล้ว" รวมถึงการสูญเสียครอบครัวคาเมเนอีด้วย

สภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่านประกาศจัดตั้งสภาเฉพาะกาลที่มีสมาชิก 3 คน ดูแลการบริหารประเทศ พร้อมกล่าวว่าจะคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ภายใน 1-2 วัน "จะเสร็จสิ้นภายใน 1-2 วัน" รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านระบุ

การจากไปของคาเมเนอีถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญทางการเมืองในภูมิภาค สงครามอำนาจและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
.
ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เผย 3 ตัวเลือก “จัดตั้งรัฐบาลใหม่” กลางศึก 3 ตัวเลือกนำอิหร่าน แต่ปิดชื่อ หลังโจมตีอิหร่านหลายเป้าหมาย อาจยืดเยื้อ 4-5 สัปดาห์ ความตึงเครียดยังไม่ผ่อนคลาย

(2 มี.ค. 69) หลังจากสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายสำคัญในอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 'โดนัลด์ ทรัมป์' เปิดเผยว่าเขามีผู้สมัครที่เหมาะสม 3 คนสำหรับตำแหน่งผู้นำอิหร่านในใจ แต่ปฏิเสธที่จะเปิดชื่อผู้ที่ว่านี้

ในคำกล่าวที่ถูกอ้างโดยหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ ทรัมป์กล่าวว่า "ผมมีตัวเลือกที่ดีมากอยู่สามคน" แต่เขาเลือกที่จะไม่เปิดเผยตัวตนตอนนี้ โดยกล่าวว่า "ผมยังไม่เปิดเผยตอนนี้หรอก ให้เราทำภารกิจให้สำเร็จก่อน"

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความเห็นเกี่ยวกับความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อ โดยกล่าวว่า การโจมตีอิหร่านอาจดำเนินต่อไปเป็นเวลา "4 ถึง 5 สัปดาห์" หากยังจำเป็น พร้อมกับรักษาความเข้มข้นของการโจมตีในระดับเดียวกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นเมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านหลายระลอก รวมถึงกรุงเตหะราน ทำให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในหมู่พลเมือง ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายอิสราเอลและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง การโจมตียังสะท้อนความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลายในภูมิภาคนี้

ที่มา : Sputnik

จีนชี้จุดยืนสงคราม!! หวังอี้ถก รมว.กต.รัสเซีย คัดค้านบุกโจมตีอิหร่าน เรียกร้องยุติการสู้รบทันที สนับสนุนเจรจาสันติภาพโดยด่วน

(2 มี.ค. 69) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย เมื่อวันที่ 1 มี.ค. โดยหวังอี้กล่าวถึงจุดยืนของจีนต่อสถานการณ์ความรุนแรงในอิหร่าน หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีประเทศนี้ระหว่างการเจรจาที่สำคัญ

หวังอี้ระบุว่าจีนยึดมั่นในหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและคัดค้านการใช้กำลังอย่างโจ่งแจ้งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมวิจารณ์การสังหารผู้นำอิหร่านและความพยายามเปลี่ยนแปลงรัฐบาลว่าเป็น "เรื่องที่ยอมรับไม่ได้" และเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

เขาย้ำว่าความรุนแรงที่ลุกลามในอ่าวเปอร์เซียอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่อันตรายมาก และเน้นว่าจีนมีจุดยืนชัดเจนให้ยุติการปฏิบัติการทางทหารทันที สนับสนุนการเจรจาเร่งด่วน และคัดค้านการโจมตีประเทศอธิปไตยโดยฝ่ายเดียวโดยไม่มีอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ด้านเซอร์เกย์ ลาฟรอฟเห็นด้วยกับจีนว่าการโจมตีนี้ได้บ่อนทำลายเสถียรภาพของตะวันออกกลางอย่างรุนแรง พร้อมยืนยันความร่วมมือกับจีนเพื่อส่งสัญญาณเรียกร้องสันติภาพผ่านเวทีระหว่างประเทศและองค์การต่างๆ ทั่วโลก

ที่มา : Xinhua

รัสเซียชี้จบขัดแย้ง!! ร้องอัฟกาน-ปากีหยุดยิง พร้อมร่วมเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ตอบโต้เหตุปะทะชายแดน ย้ำแก้ปัญหาผ่านทางการทูต

(1 มี.ค. 69) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ รัสเซียแสดงจุดยืนเรียกร้องให้อัฟกานิสถานและปากีสถานยุติการโจมตีตอบโต้กันทันทีพร้อมแก้ไขความขัดแย้งผ่านช่องทางทางการทูต ซามีร์ คาบูล็อฟ ผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีรัสเซียด้านอัฟกานิสถานและที่ปรึกษารัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวกับสปุตนิกเมื่อคืนวันศุกร์

ช่วงดึกของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อัฟกานิสถานได้ประกาศเปิดปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกขนาดใหญ่ตอบโต้กองกำลังปากีสถานตามแนวชายแดน หลังเหตุการณ์ทิ้งระเบิดเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น

คาบูล็อฟเสริมว่า "รัสเซียจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือในฐานะคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถาน หากทั้งสองฝ่ายได้ร้องขอมา" เพื่อบรรเทาความตึงเครียดและหาทางออกทางการทูต

สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถานยังคงตึงเครียดจากปฏิบัติการตอบโต้ที่เกิดขึ้น ซึ่งรัสเซียได้เน้นย้ำว่าความขัดแย้งควรได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธีและผ่านการเจรจา สะท้อนถึงบทบาทของมอสโกในฐานะผู้มีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ที่พร้อมเข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งดังกล่าว

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top