Monday, 6 July 2026
WORLD

เผยมิสไซล์ Oreshnik บึ้มฐานสหรัฐในอาหรับเพียง 15 นาที ยิงถึงฐานเพิร์ลฮาร์เบอร์-แผ่นดินใหญ่สหรัฐใน 25 นาที

(27 พ.ย.67) สำนักข่าวสปุตนิกเปิดเผยว่า หลังจากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เปิดตัวขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่ 'Oreshnik' ที่ใช้ตอบโต้ยูเครน ซึ่งก่อนหน้านั้นยูเครนได้ใช้ขีปนาวุธ ATACMS จากสหรัฐโจมตีพื้นที่รัสเซีย ชาตินาโต้เริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับศักยภาพของขีปนาวุธดังกล่าว  

Oreshnik มีพิสัยการยิงครอบคลุมทั่วยุโรปและยังสามารถโจมตีฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลางได้ในเวลาเพียง 15 นาที นักวิเคราะห์รัสเซียเผยว่า ขีปนาวุธนี้สามารถเข้าถึงฐานทัพในตะวันออกกลาง แปซิฟิก อลาสกา และไซโลขีปนาวุธในสหรัฐได้อย่างรวดเร็ว  

หากยิงจากฐาน Kapustin Yar ในแคว้นอัสตราฮัน ทางตอนใต้ของรัสเซีย จะสามารถโจมตี ฐานทัพสหรัฐในคูเวต ระยะทาง 2,100 กม. ใน 11 นาที  ฐานทัพเรือที่ 5 ในบาห์เรน ระยะทาง 2,500 กม. ใน 12 นาที  ฐานทัพอากาศในกาตาร์ ระยะทาง 2,650 กม. ใน 13 นาที ฐานทัพในจีบูติ แอฟริกา ระยะทาง 4,100 กม. ใน 20 นาที  

สำหรับแถบแปซิฟิกและอลาสกา หากยิงจาก Kamchatka ในไซบีเรีย จะโจมตีฐานทัพในอลาสกา ระยะทาง 2,400 กม. ใน 12 นาที  เกาะกวม ระยะทาง 4,500 กม. ใน 22 นาที เพิร์ลฮาร์เบอร์ ระยะทาง 5,100 กม. ใน 25 นาที  

ขณะที่จากฐาน Chukotka ในรัสเซีย ขีปนาวุธ Oreshnik สามารถยิงถึง ฐานปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปในมอนทานา ระยะทาง 4,700 กม. ใน 23 นาที ไซโลขีปนาวุธในนอร์ทดาโกตา ระยะทาง 4,900 กม. ใน 24 นาที

ตร.ลาวรวบ 8 เวียดนาม ต้องสงสัยเอี่ยวเหล้าเถื่อนโฮสเทลวังเวียง หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตต่อเนื่อง 6 ศพ

ตำรวจลาวรวบแล้ว 8 ราย ฐานเอี่ยวเหล้าเถื่อนคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ (25 พ.ย.67) เว็บไซต์ The Laotian Times รายงานว่า ตำรวจเมืองวังเวียงได้จับกุมผู้ต้องสงสัย 8 ราย ซึ่งเป็นพนักงานของ Nana Backpackers Hostel ในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยทั้งหมดเป็นชาวเวียดนาม อายุระหว่าง 23-44 ปี  

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตรวม 6 ราย ได้แก่ ชาวอเมริกัน 1 ราย, ชาวเดนมาร์ก 2 ราย, ชาวออสเตรเลีย 2 ราย และชาวอังกฤษ 1 ราย สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มปนเปื้อนเมทานอล  

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เมืองวังเวียง ร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง รวมถึงรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม  

มีรายงานว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติอีก 12 คนในพื้นที่ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลังดื่มเครื่องดื่มปนเปื้อนจากโฮสเทลเดียวกัน โดยพบเมทานอลในเหล้าและเบียร์  

สถานทูตของเดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ กำลังดำเนินการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศ ขณะที่คณะทำงานเฉพาะกิจยังคงสอบสวนขอบเขตของเหตุการณ์นี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่าอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม แต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

ลือสะพัดไบเดนทิ้งทวน จ่อมอบนิวเคลียร์ให้ยูเครน

(27 พ.ย.67) นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน แถลงตอบโต้รายงานของ นิวยอร์กไทมส์ ที่อ้างคำพูดเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาวว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน อาจพิจารณาส่งมอบอาวุธนิวเคลียร์ให้ยูเครนก่อนหมดวาระดำรงตำแหน่ง  

เปสคอฟระบุว่า หากรายงานดังกล่าวเป็นจริง ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวว่า “นี่คือการถกเถียงที่ขาดความเข้าใจในความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง และแสดงให้เห็นถึงการขาดความรับผิดชอบจากผู้ที่ไม่เปิดเผยตัวตน”  

ขณะเดียวกัน ดมิทรี เมดเวเดฟ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงระดับสูงของรัสเซีย เตือนว่า หากชาติตะวันตกจัดหาอาวุธนิวเคลียร์ให้ยูเครน รัสเซียจะถือว่าเป็นการโจมตีโดยตรงต่อมอสโก และอาจเป็นเหตุให้รัสเซียตอบโต้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์  

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา ว่าการส่งอาวุธนิวเคลียร์ให้ยูเครนและการรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิกนาโต คือวิธีเดียวที่จะป้องปรามรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

อินโดฯ ปัดดีล Apple ลงทุน 100 ล้านดอลลาร์ ชี้ข้อเสนอน้อยไปเมื่อเทียบที่ลงทุนในไทย-เวียดนาม

(26 พ.ย. 67) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมอินโดนีเซียเผยว่า ข้อเสนอการลงทุนมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์จาก Apple ยังไม่เพียงพอที่จะยกเลิกคำสั่งห้ามขาย iPhone 16 ในประเทศ หลังบริษัทไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศอย่างน้อย 40% ซึ่งบังคับใช้กับสมาร์ทโฟนทุกแบรนด์ รวมถึง Google  

Apple ยื่นข้อเสนอเงินลงทุนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อให้รัฐบาลทบทวนคำสั่งแบน แต่รัฐมนตรีอากัส กุมิวัง ระบุว่าข้อเสนอนี้ "ไม่เป็นธรรม" เมื่อเทียบกับการลงทุนในไทยและเวียดนาม หรือคู่แข่งอย่าง Samsung และ Xiaomi ที่ลงทุนในอินโดนีเซียถึง 8 ล้านล้านและ 55 ล้านล้านรูเปียห์ตามลำดับ  

Apple เคยให้คำมั่นลงทุน 1.7 ล้านล้านรูเปียห์ โดยได้ดำเนินการไปแล้ว 1.5 ล้านล้านรูเปียห์ แต่ยังเหลืออีก 10 ล้านดอลลาร์ที่ต้องส่งมอบตามสัญญาเดิม และต้องปรับแผนลงทุนเพิ่มสำหรับปี 2567-2570  

ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีมาตรการปกป้องเศรษฐกิจในประเทศมาโดยตลอด เช่น บังคับให้ TikTok แยกฟีเจอร์ช็อปปิ้งออกเพื่อปกป้องค้าปลีกจากสินค้าจีน  

ตลาดอินโดนีเซียเป็นที่จับตามองของบริษัทยักษ์ใหญ่ ด้วยประชากรหนุ่มสาวและผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนกว่า 350 ล้านเครื่อง การเจาะตลาดระยะยาวในประเทศที่กำลังเติบโตนี้จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับ Big Tech ทั่วโลก

สภาสหรัฐฯ โบ้ยจีนเปลี่ยนฮ่องกง จากฮับการเงินสู่แหล่งอาชญากรรมโลก

(26 พ.ย. 67) รอยเตอร์รายงานว่า คณะกรรมาธิการด้านจีนแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ยื่นหนังสือถึง เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุว่า ฮ่องกงได้เปลี่ยนบทบาทจากศูนย์กลางการเงินโลกที่เชื่อถือได้ ไปเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมทางการเงิน เนื่องจากการปกครองที่เข้มงวดขึ้นของจีน  

หนังสือฉบับนี้ ลงนามโดย จอห์น มูเลนาร์ ประธานคณะกรรมาธิการจากพรรครีพับลิกัน และ ราจา กฤษณะมูรตี จากสังกัดพรรคเดโมแครต โดยระบุว่า หลังการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 ฮ่องกงมีบทบาทสำคัญในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน อิหร่าน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ  มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อกล่าวหาต่อฮ่องกง อาทิ ช่วยรัสเซียเข้าถึงเทคโนโลยีตะวันตกที่ถูกจำกัด, จัดตั้งบริษัทบังหน้าสำหรับการซื้อน้ำมันอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตร, สนับสนุนการค้าทองคำจากรัสเซีย, ใช้เรือขนส่งสินค้าในการค้าผิดกฎหมายกับเกาหลีเหนือ  

หนังสือยังอ้างข้อมูลวิจัยว่า 40% ของสินค้าส่งออกจากฮ่องกงไปยังรัสเซียในปี 2023 เป็นสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจำเป็นต่อการทำสงครามของรัสเซียต่อยูเครน  

คณะกรรมาธิการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของนโยบายสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับฮ่องกง โดยเฉพาะในภาคการเงินและการธนาคาร ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สหรัฐชี้ว่าการปราบปรามผู้เห็นต่างในฮ่องกงได้บ่อนทำลายหลักนิติธรรมและสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งยิ่งตอกย้ำความสัมพันธ์ที่เสื่อมถอยระหว่างสหรัฐและฮ่องกง  

ไทยรับอานิสงส์ Ricoh ย้ายฐานผลิตพริ้นเตอร์จากจีน เลี่ยงรบ.ทรัมป์ขึ้นภาษี 60% หากผลิตจากจีน

(26 พ.ย. 67) ริโก้ (Ricoh) บริษัทชั้นนำด้านอุปกรณ์สำนักงานจากญี่ปุ่น เตรียมย้ายการผลิตเครื่องพริ้นเตอร์มัลติฟังก์ชันจากโรงงานในเซี่ยงไฮ้และตงกวน ประเทศจีน มายังประเทศไทย เพื่อลดผลกระทบจากนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 47 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำหนดอัตราภาษีใหม่สูงถึง 60%  

ปัจจุบัน สินค้าภายใต้แบรนด์ริโก้ที่จำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ คิดเป็น 20% ของยอดขายทั่วโลก โดยริโก้มีโรงงานผลิตในไทยตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งเป็นยุคแรกที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งก่อน  

ริโก้ยังวางแผนกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นในอาเซียน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือกับโตชิบา เทค  

ก่อนหน้านั้นช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ริโก้ประกาศแผนปลดพนักงานกว่า 2,000 คนทั่วโลก หรือราว 3% ของพนักงานทั้งหมด โดยในจำนวนนี้ 1,000 คนจะถูกปลดในญี่ปุ่น การปลดพนักงานครั้งนี้เน้นสายงานฝ่ายขายและซ่อมบำรุง คาดว่าจะเริ่มทยอยตั้งแต่วันนี้จนถึงมีนาคม 2025  

การปรับลดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยลดขนาดธุรกิจเครื่องใช้สำนักงาน และมุ่งเน้นธุรกิจบริการดิจิทัล แม้จะมีค่าใช้จ่ายครั้งเดียว 112 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่คาดว่าจะช่วยให้ริโก้ทำกำไรเพิ่มขึ้น 9,000 ล้านเยนภายในปี 2026  

ตลาดเครื่องพิมพ์ยังเผชิญกับการชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง จากการลดการใช้กระดาษขององค์กร และการทำงานแบบยืดหยุ่น โดยยอดจัดส่งเครื่องพิมพ์และถ่ายเอกสารในปี 2023 อยู่ที่ 3.59 ล้านเครื่อง ลดลงถึง 26% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19  

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ชี้ศาลอาญาโลก แค่ออกหมายจับนายกฯ อิสราเอลไม่พอ

(26 พ.ย. 67) อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมาแสดงความเห็นเมื่อวันจันทร์ (25 พ.ย.) โดยระบุว่าการที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และนายโยอาฟ กัลแลนต์ รัฐมนตรีกลาโหม ยังไม่เพียงพอ พร้อมเรียกร้องให้ศาลสั่งโทษประหารชีวิตผู้นำเหล่านี้จากข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามในฉนวนกาซา

“การออกหมายจับไม่เพียงพอ ผู้นำอาชญากรเหล่านี้สมควรถูกประหารชีวิต” คาเมเนอี กล่าว

คำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง ICC ออกหมายจับผู้นำอิสราเอลเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน โดยกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีอย่างรุนแรงต่อพลเรือนในฉนวนกาซา รวมถึงการสังหาร การประหัตประหาร และการทำให้ประชาชนอดอยาก ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงครามในรูปแบบการโจมตีอย่างเป็นระบบ

อิหร่าน ซึ่งให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธฮามาสและฮิซบอลเลาะห์ในการต่อสู้กับอิสราเอล แสดงท่าทีแข็งกร้าวในเรื่องนี้ ขณะที่อิสราเอลปฏิเสธอำนาจของ ICC และยืนยันว่ายังไม่ได้ก่ออาชญากรรมสงคราม

นอกจากนี้ ICC ยังออกหมายจับนายอิบราฮิม อัล-มาสรี ผู้นำฮามาสที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอล โดยกล่าวหาเขาในคดีฆาตกรรมหมู่ การข่มขืน และการจับตัวประกันจากเหตุโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566

ทรัมป์เล็งปลดทหาร LGBTQ 15,000 นาย พ้นกองทัพสหรัฐฯ ในวันแรกที่รับตำแหน่ง

(26 พ.ย. 67) โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีแผนออกคำสั่งที่จะนำไปสู่การปลดทหารข้ามเพศทั้งหมดออกจากกองทัพสหรัฐฯ  ซึ่งคาดว่าจะมีทหารราว 15,000 นายที่ได้รับผลกระทบ 

รายงานระบุว่า ทรัมป์อาจลงนามในคำสั่งดังกล่าวตั้งแต่วันแรกที่กลับเข้ามาทำงานในทำเนียบขาว โดยระบุถึงเหตุผลว่า กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศจะถูกปลดประจำการด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ 

รายงานยังระบุด้วยว่า การปลดทหารข้ามเพศมีขึ้นท่ามกลางที่กองทัพสหรัฐประสบปัญหาในการสรรหาทหารใหม่เข้าประจำการ โดยในบรรดาทั้ง 6 เหล่าทัพของสหรัฐ มีเพียงนาวิกโยธินเท่านั้นที่มีจำนวนกำลังพลเพียงพอและเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากคำสั่งนี้บังคับใช้จะมีบุคลากรเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ภายใต้คำสั่งใหม่ของทรัมป์จะไม่อนุญาตให้บุคคลข้ามเพศเข้าร่วมกองทัพด้วย

ทรัมป์เดินหน้าเก็บภาษีจีน 10% ชาติเพื่อนบ้านก็ไม่เว้น เม็กซิโก-แคนาดา เจอเก็บ 25% ในวันแรกที่รับตำแหน่ง

(26 พ.ย. 67) โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา 25% และจากจีน 10% ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง โดยให้เหตุผลเรื่องการอพยพผิดกฎหมายและการค้ายาเสพติดผ่านพรมแดน ทรัมป์โพสต์บน *Truth Social* ว่า “ในวันที่ 20 มกราคม ผมจะลงนามคำสั่งเก็บภาษี 25% สำหรับสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา และ 10% สำหรับสินค้าจีน เพื่อแก้ปัญหานโยบายพรมแดนเปิดและการค้ายาเสพติด”  

มาตรการนี้ขัดต่อข้อตกลง *USMCA* ซึ่งทรัมป์เองเคยผลักดันในปี 2020 โดยเม็กซิโกและแคนาดาเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ  

นักวิเคราะห์ชี้ว่าภาษีจีนที่ 10% อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขู่เก็บภาษีสูงถึง 60%  

ด้านจีนออกแถลงการณ์เตือนว่า “ไม่มีผู้ชนะในสงครามการค้า” และย้ำความร่วมมือกับสหรัฐในการปราบปรามการค้ายาเสพติด

สิงคโปร์จับมือบริษัทยา เริ่มทดลองทางคลินิก พลิกวงการผิวหนัง ฉีดวัคซีนต้านสิวให้สิงคโปร์ 200 คน

(26 พ.ย. 67) ซาโนฟี (Sanofi) บริษัทยาชั้นนำจากฝรั่งเศส ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสำนักงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย (A*Star) และศูนย์ผิวหนังแห่งชาติ (NSC) ของสิงคโปร์ เพื่อพัฒนาวัคซีนต้านสิว พร้อมเริ่มการทดลองทางคลินิกในปี 2568

วัคซีนดังกล่าวมุ่งลดความรุนแรงของสิว ซึ่งเป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อย โดยเฉพาะในวัยรุ่นกว่า 80% ทั่วโลก สิงคโปร์จะเป็นหนึ่งในประเทศแรกที่ทดลองวัคซีนนี้กับประชาชนราว 200 รายที่มีสิวระดับเล็กน้อย

นอกจากนี้ ซาโนฟียังทดลองวัคซีนในผู้ที่มีสิวรุนแรงในสหรัฐฯ แล้ว ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมร่วมมือกับ A*Star ในการวิจัยโรคผิวหนังอื่น ๆ เพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือ

ศ.ตัน ชอ ฉวน ประธาน A*Star กล่าวว่า “สิงคโปร์มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการวิจัยด้านผิวหนังของชาวเอเชีย และช่วยสร้างความเข้าใจที่เชื่อมโยงกับสุขภาพผิวระดับโลก”

สิวเป็นภาวะอักเสบเรื้อรัง เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนโดยซีบัมและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว มักพบในผู้ที่อายุ 10-24 ปี แต่บางรายอาจมีปัญหาจนถึงวัยกลางคน

วัคซีนต้านสิวนี้อาจเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาและช่วยผู้คนทั่วโลกฟื้นฟูความมั่นใจในตนเอง

จีนเพ่งเล็งแพลตฟอร์ม สั่งสอบอัลกอริทึม หวังลดเอาเปรียบพนักงานส่งของ-คุมภัยออนไลน์

(25 พ.ย.67) ทางการจีนเรียกร้องแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มตนเองและแก้ไขการควบคุมอัลกอริทึมใดๆ ที่อาจหาประโยชน์จนเอารัดเอาเปรียบพนักงานจัดส่งสิ่งของ

สำนักงานคณะกรรมการกิจการไซเบอร์สเปซส่วนกลางของจีน ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ระบุว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่มุ่งจัดการกับระบบอัลกอริทึมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งละเมิดผลประโยชน์ของผู้ใช้งานและพนักงานในอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต

ทางการจีนจะดำเนินการปราบปรามการบีบอัดระยะเวลาจัดส่งสิ่งของ ซึ่งมักเพิ่มความกดดันแก่พนักงานจัดส่งสิ่งของที่ต้องเร่งทำเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการจัดส่งล่าช้า นำไปสู่ความเสี่ยงฝ่าฝืนกฎระเบียบทางการจราจรและเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น

บรรดาแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องเปิดเผยกฎเกณฑ์ของอัลกอริทึมอย่างชัดแจ้ง ทั้งการประมาณเวลาและการวางแผนเส้นทาง พร้อมตอบสนองคำร้องจากพนักงานจัดส่งสิ่งของโดยทันที หากเกิดกรณีจัดส่งล่าช้าเพราะปัจจัยอันมิอาจควบคุมได้อย่างอุบัติเหตุและสภาพอากาศย่ำแย่

อนึ่ง โครงการนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2025 และครอบคลุมผู้ประกอบธุรกิจอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ เช่น แพลตฟอร์มวิดีโอและชอปปิงออนไลน์ มีเป้าหมายแก้ไขข้อกังวลของชาวเน็ต ซึ่งรวมถึง 'รังไหมข้อมูล' (information cocoon) ผ่านการแนะนำเนื้อหาที่เหมือนกัน และการเลือกปฏิบัติด้านราคาโดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ที่แสดงราคาแตกต่างกันตามผู้ใช้งานแต่ละราย

รัสเซียเสนอสร้างฐานปล่อยจรวดให้พันธมิตรใกล้ชิด ชาติแถบเส้นศูนย์สูตร 'อินโดนีเซีย-มาเลเซีย' รับอานิสงส์

(25 พ.ย.67) ยูริ บอริซอฟ หัวหน้าองค์การอวกาศรัสเซีย (Roscosmos) เปิดเผยต่อสำนักข่าวสปุตนิกว่า รัสเซียมีแผนเสนอที่จะสร้างฐานปล่อยจรวดสู่อวกาศให้กับมิตรประเทศพันธมิตรใกล้ชิด โดยเฉพาะประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตรซึ่งถือเป็นทำเลที่ได้เปรียบในการปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศ

บอริซอฟ กล่าวว่า ในตอนนี้รัสเซียและชาติพันธมิตรอย่าง อินเดีย จีน และอิหร่านมีโครงการด้านอวกาศอยู่แล้ว แต่เราก็มีแผนที่จะร่วมมือกับแอฟริกาใต้ รวมถึงประเทศที่อยู่ในแถบเส้นศูนย์สูตรอย่าง อัลจีเรีย ซิมบับเว อินโดนีเซีย และมาเลเซียด้วย

ตามแผนความร่วมมือของ Roscosmos กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างองค์การอวกาศรัสเซียกับชาติพันธมิตร นอกเหนือจากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และอวกาศแล้ว ยังรวมถึงแผนการที่รัสเซียจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินสำหรับการยิงจรวดขนส่งสู่อวกาศจากดินแดนของตนด้วย "ข้อเสนอเหล่านี้เราพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับมิตรประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งเป็นทำเลเหมาะสมต่อการปล่อยจรวดสู่อวกาศ" 

บอริซอฟ ยอมรับว่า นับตั้งแต่ความขัดแย้งในยูเครนปะทุขึ้น Roscosmos เป็นหนึ่งในองค์ที่ถูกนานาชาติคว่ำบาตร ได้ส่งผลให้องค์การอวกาศรัสเซียหันไปแสวงหาความร่วมมือกับชาติพันธมิตรอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกา

ไอเดียจีนสร้างฮับดิจิทัลกว่างซี เชื่อมอีคอมเมิร์ซอาเซียนที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

เมื่อไม่นานนี้ ตำบลอูเจิ้น มณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน ได้จัดการประชุมสุดยอดอินเทอร์เน็ตโลก (WIC) แห่งอูเจิ้น ปี 2024 โดยส่วนหนึ่งเป็นการประชุมศูนย์สารสนเทศจีน-อาเซียน หัวข้อสร้างเส้นทางสายไหมดิจิทัล แบ่งปันอนาคตดิจิทัลร่วมกัน

คณะเจ้าหน้าที่รัฐจากจีนและกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ลาว มาเลเซีย และเมียนมา ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการวงการอินเทอร์เน็ตจากทั้งในและต่างประเทศด้วยเป้าหมายส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างจีนกับอาเซียน เพื่ออนาคตใหม่ของเส้นทางสายไหมดิจิทัลที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

อนึ่ง จีนและกลุ่มประเทศอาเซียนมุ่งใช้โอกาสการพัฒนาใหม่จากกระแสดิจิทัลมาทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเขตปกครองตนเอง 'กว่างซี' ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นภูมิภาคเดียวของจีนที่เชื่อมต่อกับอาเซียนทางบกและทางทะเล ได้เร่งพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและเปิดกว้างความร่วมมือเส้นทางสายไหมดิจิทัลกับอาเซียน

กว่างซีได้ทำหน้าที่แกนกลางของศูนย์สารสนเทศจีน-อาเซียน ซึ่งดำเนินงานเชื่อมต่อเครือข่าย แลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงสร้างความร่วมมือและผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงทางดิจิทัลและสร้างเส้นทางสายไหมดิจิทัลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ศูนย์สารสนเทศจีน-อาเซียน ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียนในด้านรัฐบาลดิจิทัล วิถีชีวิตดิจิทัล และอุตสาหกรรมดิจิทัลเกือบ 20 โครงการ โดยแพลตฟอร์มบริการข้อมูลสินเชื่อข้ามพรมแดนจีน-อาเซียนของศูนย์ฯ ครอบคลุมผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศอาเซียนถึง 7.87 ล้านราย และร่วมมือกับธนาคารในและต่างประเทศ 16 แห่ง

นอกจากนั้นศูนย์ฯ ส่งเสริมการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ทั้งการสื่อสาร การสำรวจระยะไกล พลังการประมวลผล และการนำทาง รวมถึงมีการวางเคเบิลออปติกภาคพื้นดินระหว่างประเทศ 12 เส้น พร้อมจัดตั้งศูนย์สารสนเทศ 38 แห่งใน 9 ประเทศอาเซียน เช่น ลาว กัมพูชา และเมียนมา

กว่างซีได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการสร้างศูนย์สารสนเทศจีน-อาเซียน ดึงดูดแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำอย่างลาซาด้าและชอปปีมาจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์ และสร้างฐานการไลฟ์ตรีมมิงอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนสำหรับอาเซียน

ขณะเดียวกันกว่างซีเร่งสร้างนิคมอุตสาหกรรมปลายทางอัจฉริยะ 5G (ชินโจว) จีน-อาเซียน เดินหน้านิคมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลจีน-อาเซียน และลงนามข้อตกลงการลงทุนกับบริษัทเกือบ 30 แห่ง ส่งผลให้ยอดจำหน่ายอุปกรณ์จัดเก็บและเทคโนโลยีสารสนเทศที่ผลิตโดยผู้ประกอบการท้องถิ่นกว่างซีตั้งแต่ปี 2023 สูงเกิน 20 ล้านหยวน (ราว 94 ล้านบาท)

ฐานหลักของศูนย์สารสนเทศจีน-อาเซียนในนครหนานหนิงได้รวบรวมบริษัทผู้ประกอบการเศรษฐกิจดิจิทัลมากกว่า 7,200 แห่ง เมื่อนับถึงสิ้นปี 2023 และปริมาณนำเข้าและส่งออกอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของหนานหนิงสูงเกิน 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.76 หมื่นล้านบาท) ติดต่อกัน 2 ปี

ทั้งนี้ ปริมาณการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนเพิ่มขึ้นจากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.44 ล้านล้านบาท) ในปี 2004 เป็น 9.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31.37 ล้านล้านบาท) ในปี 2023 โดยทั้งสองฝ่ายต่างเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกันและกันติดต่อกัน 4 ปี พร้อมเดินหน้าความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสีเขียวและคาร์บอนต่ำ และยานยนต์พลังงานใหม่

วิกฤตชายแดนส่อลุกลาม กองทัพว้าท้าอธิปไตย ปักธง 5 ฐานคุกคามชายแดนไทย ดอยหัวม้าอาจเป็นสนามรบ

โลกเราไม่ไกลกับคำว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 ฉันใด ณ วันนี้รู้หรือไม่ว่าไทยเราใกล้จะเกิดสงครามในบ้านตัวเองแล้วฉันนั้นเช่นกัน สืบเนื่องจากประเด็นเขตแดนสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย บริเวณดอยหนองหลวง และ ดอยหัวม้า ด้านตรงข้ามพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ในจุดนี้เป็นของแผ่นดินไทย จุดนี้สมัยก่อนไทยใช้เป็นกันชนโดยกองกำลังชนกลุ่มน้อยในยุคคอมมิวนิสต์แผ่อำนาจจากฝั่งพม่า แต่กองกำลังเข้ามายึดได้และประจำอยู่จุดนี้มามากกว่า 30-40 ปีได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานแล้วแม้ฝ่ายไทยจะพยายามผลักกันแต่ไม่สามารถบรรลุผล

ชนวนเหตุมีอยู่ว่าเมื่อทางการไทยทำการปักปันเขตแดนแต่กองกำลังว้ากลับไม่ยอมถอยร่นเข้าไปในดินแดนฝั่งเมียนมา โดยล่าสุดมีการประชุมจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เวลา 10.00-10.30 น. ตามแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองกำลังว้า ว่าทางการไทยเรียกเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาหารือเรื่องการให้กองกำลังว้าถอยออกไปนอกแผ่นดินไทย ซึ่งการประชุมครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายว้าอย่างรุนแรง โดยฝ่ายไทยกำหนดเส้นตายให้เวลาแค่ 30 วันในการถอนกำลังออกจากดอยหัวม้า ทุกอย่างดูเหมือนจะสงบนิ่งและว้าเหมือนจะยอมปฏิบัติแต่โดยดี แต่ข่าวกรองจากแหล่งข่าวฝั่งว้าระบุว่า หลังการประชุมเสร็จสิ้น กองกำลังว้าสั่งซื้อโดรนศึกและอาวุธจากจีนเทา พร้อมทั้งเสริมอาวุธหนักจากสหพันธรัฐว้าเหนือเข้ามาในบริเวณดังกล่าว

นอกจากฐานหัวม้าในจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้ว กองกำลังว้ายังมีฐานอีก 5 ฐานที่รุกล้ำดินแดนไทยได้แก่ 
1. ฐานกองเฮือบิน อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่
2. ฐานกิ่วช้างกั๊บ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่
3. ฐานดอยไฟ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่
4. ฐานดอยถ้วย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
5. ฐานดอยหัวไก่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

คำถามคือทำไมว้าถึงไม่ยอมเสียพื้นที่ตรงจุดนี้ถึงขั้นยอมแม้กระทั่งเปิดสงครามกับไทยนั่นก็เพราะว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งผลิตยาเสพติดอยู่ 5 แหล่งอันได้แก่ เมืองขุนน้ำรวก เมืองท่าใหม่ บ้านแม่โจ๊กในเมืองสาด บ้านนากองมูในเมืองโต๋นและบ้านเปียงเลา

คำถาม ณ วันนี้คือ ไทยพร้อมรบกับกองกำลังว้าแล้วหรือยัง อีกทั้งมีแผนอพยพคนในพื้นที่อย่างไร แผนสำรองอย่างไร เพราะจากวันนี้เหลือไม่ 30 วันแล้วหากสงครามเกิดขึ้นจริง เพราะไทยห่างสงครามไปถึง 13 ปีแล้วนับตั้งแต่สมรภูมิภูมะเขือและไทยได้เสียเขาพระวิหารไปในตอนนั้น แต่เอย่าก็ยังมั่นใจว่าทหารไทยเรายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องที่จะไม่ยอมให้เสียดินแดนแม้ว่าตารางนิ้วเดียวและนี่อาจจะเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูก็ได้หากบางกลุ่มหรือบางประเทศที่อยากจะมาแบ่งแยกประเทศไทยหรือยึดเอาดื้อๆ จากการทำสัญญาอะไรก็ตาม

ทัพสหรัฐส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำประจำการในเอเชีย เชื่อรอคำสั่งว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

(25 พ.ย.67) นิเคอิเอเชียรายงานใน ภายในสัปดาห์นี้จะมีเรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ 3 ลำเดินทางถึงฝั่งแปซิฟิกตะวันตก หลังจากไม่ได้ประจำการที่นี่มาหลายเดือน เนื่องจากถูกส่งไปตะวันออกกลาง ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเป็นการแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน 

ความคืบหน้าดังกล่าวมีขึ้นในช่วง 50 วันก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง

รายงานระบุว่า เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสจอร์จ วอชิงตัน ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมลูกเรือ 2,702 คน มาถึงท่าเรือโยโกซุกะ ในอ่าวโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ท่าเรือที่เป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 7 ของสหรัฐ และเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีที่เรือยูเอสเอสจอร์จ วอชิงตันกลับมายังท่าเรือนี้ นอกจากนี้ เรือยูเอสเอสคาร์ล วินสัน จะเข้าประจำการที่ท่าเรือนี้ในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้เช่นกัน

อีกลำหนึ่งคือ เรือยูเอสเอสอับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งขณะนี้อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย กำลังมุ่งหน้าผ่านทะเลจีนใต้ โดยอาจมีกำหนดการแวะที่ฐานทัพบนเกาะโอกินาว่า ก่อนจะเดินทางกลับซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนียต่อไป

นาวาตรีเคที โคนิก (Katie Koenig) โฆษกกองเรือประจำภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ กล่าวว่า การประจำการของเรือบรรทุกเครื่องบินนี้จะช่วยให้กองกำลังทางทะเลและกองกำลังร่วมสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และสหรัฐได้นำเรือที่มีขีดความสามารถสูงที่สุดมาปฏิบัติภารกิจ ซึ่งมีกำลังในการโจมตีและปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

นับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสโรนัลด์ เรแกนออกจากท่าโยโกซุกะ สหรัฐไม่ได้มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการในแปซิฟิกตะวันตกอีก โดยสหรัฐหันไปให้ความสำคัญต่อพื้นที่ในตะวันออกกลางแทนเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในอิสราเอล

เบรนต์ แซดเลอร์ (Brent Sadler) นักวิจัยจากมูลนิธิเฮอริเทจ (Heritage Foundation) กล่าวว่าการเพิ่มกำลังทหารในช่วงนี้ถือเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการทดสอบจากจีน ซึ่งสหรัฐมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน อีกทั้งมองว่าการเพิ่มกำลังของสหรัฐในแปซิฟิกนี้เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากจีนในช่วง 50 วันที่เหลือก่อนการเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์ในวันที่ 20 มกราคม 2025 และอาจทำให้การประจำการในตะวันออกกลางลดลง

ด้านจาค็อบ สโตกส์ (Jacob Stokes) รองผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกที่ศูนย์ความมั่นคงอเมริกันใหม่ (Center for a New American Security) หลังจากนี้เราอาจได้เห็นท่าทีอันแข็งกร้าวจากจีน ด้วยการซ้อมรบบริเวณรอบเกาะไต้หวันหรือบริเวณทะเลจีนใต้ ซึ่งถ้ามีการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปประจำการเพิ่มขึ้น จะมีทางเลือกที่หลากหลายในการตอบโต้จีนได้มากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top