Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘รมว.สุชาติ’ ห่วงคนหางาน ถูกนายหน้าหลอกไปทำงานที่ดูไบ ลวงให้ใช้วีซ่าท่องเที่ยวทำงาน ย้ำ!! อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด

(13 ส.ค. 66) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่ามีแรงงานไทยถูกนายหน้าชักชวนให้มาทำงานออนไลน์ผิดกฎหมาย ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผ่านเฟซบุ๊ก เพจ ‘คนไทยในดูไบ’ โดยประกาศรับสมัครพนักงานการตลาด แอดมิน และระบุอย่างชัดเจนว่าให้ทำงานเว็บพนันออนไลน์ เมื่อไปถึงนายจ้างจะยึดหนังสือเดินทางไว้ และให้หลอกคนไทยผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อมาลงทุน หรือหลอกลวงเอาทรัพย์สิน เมื่อปฏิเสธการทำงาน นายจ้างจะคิดค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก

ซึ่งที่ผ่านมามีเหยื่อหลงเชื่อและเดินทางไปทำงานหลายราย  แต่เมื่อเกิดปัญหามักเอาผิดกับนายจ้างไม่ได้เนื่องจากไม่มีหลักฐาน เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้เอามือถือเข้าสถานที่ทำงาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาผมได้กำชับกรมการจัดหางานให้ทำงานอย่างหนักเพื่อกวาดล้างมิจฉาชีพที่หลอกลวงคนไทยไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจลักลอบทำงานผิดกฎหมาย พร้อมประกาศเตือนและได้ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังพบกรณีแรงงานไทยถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมายอยู่บ้าง ซึ่งส่วนหนึ่งเดินทางไปด้วยความสมัครใจ จึงขอย้ำเตือนผู้ที่คิดจะลักลอบเดินทางไปทำงานต่างประเทศโดยวิธีผิดกฎหมายว่าไม่คุ้มค่า เพราะอาจไม่ได้ทำงานตามที่ตกลง ถูกบังคับใช้แรงงาน และเสี่ยงถูกทำร้ายร่างกาย

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางาน ต้องทำงานอย่างเข้มงวดและเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเพื่อป้องกันมิให้คนไทยตกเป็นเหยื่อโดยการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้วิธีเดินทางไปทำงานต่างประเทศถูกต้องตามกฎหมาย 5 วิธี ได้แก่ บริษัทจัดหางานจัดส่ง, กรมการจัดหางานจัดส่ง, เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง, นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน และนายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างของตนไปฝึกงาน

และเตือนภัยคนหางานให้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของมิจฉาชีพ ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งปราบปรามผู้กระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 (ช่วงเดือน  ตุลาคม 2565 – กรกฎาคม 2566) ที่ผ่านมาดำเนินคดี ตามมาตรา 66 กับผู้ที่กระทำการโฆษณาชักชวนคนหางานไปทำงานต่างประเทศผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ข้อหา “โฆษณาการจัดหางานไม่เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด” จำนวน 36 คดี ตรวจพบการกระทำความผิดของสาย/นายหน้า ทั้งสิ้น 142 ราย ผู้เสียหายถึง 471 คน ค่าเสียหาย 32,750,330 บาท

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจไปทำงานต่างประเทศสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่ตนจะเดินทางไปทำงาน เพื่อป้องกันการหลอกลวงผ่านระบบ e – Service กรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ doe.go.th หรือเว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หรือที่ Facebook : กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

‘ส.ก.วิพุธ’ จี้!! กทม. ตรวจเข้มร้านที่ สส.ก้าวไกลมีเรื่องวิวาท พบเปิดเกินเวลา-ส่งเสียงรบกวน ชาวบ้านเคยร้องเรียนแต่ไร้ผล

(13 ส.ค. 66) นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก กล่าวถึงกรณีเหตุทะเลาะวิวาทระหว่าง สส.พรรคก้าวไกล กับประชาชนรายหนึ่ง ในสถานบันเทิงซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เขตบางรัก ว่า เหตุทะเลาะวิวาทในสถานบันเทิงดังกล่าว ตามที่ปรากฏในคลิปเกิดขึ้นในช่วงเวลา 02.30 น. ซึ่งเป็นการเปิดเกินเวลา และไม่ใช่ครั้งแรกที่พบว่ามีการเปิดเกินเวลา เหตุการทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ส่งผลให้ประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นไม่สบายใจเป็นอย่างมาก

นายวิพุธกล่าวว่า ประชาชนเคยร้องเรียนร้านนี้มาที่สภากรุงเทพมหานครแล้ว ในเรื่องของการเกินเวลา และส่งเสียงรบกวนทำให้ผู้คนแถวนั้นได้รับผลกระทบ ไม่สามารถพักผ่อนและใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยประชาชนได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้แต่อย่างใด

ล่าสุดได้ร้องเรียนมาที่ตน ในฐานะรองประธานคณะกรรมการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย ของสภากรุงเทพมหานคร จึงขอให้กรุงเทพมหานครและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้มงวดกับร้านอาหารที่เปิดเกินเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในอนาคต

‘CPALL’ อนุมัติโครงการสะสมหุ้นสำหรับพนักงาน ครั้งที่ 4 หนุนการมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ-สร้างความจงรักภักดีกับองค์กร

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 66 บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘CPALL’ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2566 ได้มีมติอนุมัติโครงการสะสมหุ้นสำหรับพนักงาน ครั้งที่ 4 (Employee Joint Investment Program – EJIP) ซึ่งโครงการดังกล่าวเกิดจากการที่บริษัท และ บริษัทย่อย มีนโยบายให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของบริษัท และเกิดความจงรักภักดีอยู่กับองค์กร โดยโครงการดังกล่าว เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2569 รวมระยะเวลา 3 ปี

ทั้งนี้ พนักงานที่เข้าร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
- เป็นพนักงานตั้งแต่ระดับผู้ช่วยผู้จัดการแผนกหรือเทียบเท่าขึ้นไป โดยเป็นไปตามความสมัครใจของผู้ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ไม่รวมกรรมการบริษัทฯ และ ที่ปรึกษา
- พนักงานจะต้องมีอายุการทำงาน นับจนถึงวันเริ่มจ่ายเงินสะสมไม่น้อยกว่า 3 ปี
- พนักงานที่มีอายุการทำงานไม่ครบ 3 ปี ต่อมาภายหลังมีอายุการทำงานครบ 3 ปี ให้มีสิทธิสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตามรอบของระยะเวลาที่บริษัทฯ กำหนดไว้
- กรณีที่พนักงานได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารให้มีสิทธิสมัครเข้าร่วมโครงการได้ เมื่อมีอายุงานรวมแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี

รูปแบบของโครงการ
1.) บริษัทและบริษัทย่อยจะหักเงินเดือนพนักงานผู้ที่มีสิทธิและสมัครใจเข้าร่วมโครงการในอัตราร้อยละ 5 ของเงินเดือนทุกเดือนจนกว่าจะสิ้นสุดโครงการเพื่อสะสมเข้ากองทุน
2.) บริษัทและบริษัทย่อยจะจ่ายสมทบเพิ่มเข้ากองทุนในอัตรา 80% ของเงินที่หักจากพนักงานทุกเดือน
3.) บริษัทหลักทรัพย์ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทให้เป็นผู้ดำเนินการโครงการ จะนำเงินสะสมของพนักงานรวมกับเงินสมทบของบริษัท และบริษัทย่อยไปทำการซื้อหุ้น CPALL ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในวันที่กำหนดของทุกเดือน

ผลประโยชน์ในหุ้น
- เงินปันผลจะตกเป็นของพนักงานโดยตรง
- ผลประโยชน์ด้านราคาจะตกเป็นของพนักงานเมื่อมีการขาย
- พนักงานสามารถใช้สิทธิอื่นๆ ในหุ้นที่ถือ เช่น สิทธิการจองหุ้นเพิ่มทุน ใบสำคัญแสดงสิทธิการเข้าประชุมผู้ถือหุ้น

วิธีการขายหุ้นในโครงการ
- พนักงานไม่มีสิทธิขายหุ้นจนกว่าจะครบกำหนดอายุโครงการ เว้นแต่ พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ถึงแก่กรรม ขอลาออกจากโครงการ หรือ เกษียณอายุ
- บริษัทกำหนดให้พนักงานที่เข้าร่วมโครงการมีสิทธิขายหุ้นก่อนครบกำหนดอายุโครงการได้เมื่อโครงการมีอายุครบครึ่งหนึ่ง (1 ปี 6 เดือน) โดยให้ขายหุ้นได้ในจำนวนไม่เกินครึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นที่มีอยู่
- พนักงานที่ขอลาออกจากโครงการจะไม่มีสิทธิได้เงินสมทบของบริษัท ในระยะเวลาที่เหลือของโครงการ รวมทั้งไม่มีสิทธิสมัครเข้าร่วมโครงการในครั้งถัดไป 1 ครั้ง (ถ้ามี)

‘มหาดไทย’ ออกระเบียบใหม่ วิธีจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปี 66 ชี้!! ผู้ที่ไม่มีสิทธิ แต่ได้รับเบี้ยไปก่อนหน้า ไม่ต้องเรียกเงินคืน

(13 ส.ค. 66) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับใหม่ หลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 12 สิงหาคม 2566 ระบุหากผู้สูงอายุที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพด้วยความสุจริต ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระงับสิทธิ แต่ยกเว้นไม่ต้องเรียกเงินคืน

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 ลงนามโดยพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ระเบียบดังกล่าวระบุว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุง หลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 69 และมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 5 และมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 6 และมาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงออกระเบียบไว้ ดังนี้

ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566”

บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง ประกาศ หรือมติอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไป)

สาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้
ข้อ 4 ในระเบียบนี้ ‘ผู้สูงอายุ’ หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป ‘เบี้ยยังชีพ’ หมายความว่า เงินที่รัฐมอบให้แก่ผู้สูงอายุตามกฎหมายเพื่อใช้ในการยังชีพ

‘องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น’ หมายความว่า ‘เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และเมืองพัทยา’ ‘ผู้บริหารท้องถิ่น’ หมายความว่า ‘นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตาบล และนายกเมืองพัทยา’

หมวด 1 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพ

ข้อ 6 ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทย
(2) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(3) มีอายุหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป ซึ่งได้ยืนยันสิทธิขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ต่อองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น
(4) เป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด

ขณะที่ในหมวด 5 ข้อ 14 ระบุ สิทธิของผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามระเบียบนี้สิ้นสุดลงในกรณี ดังต่อไปนี้
(1) ตาย
(2) ขาดคุณสมบัติตามข้อ 6
(3) แจ้งสละสิทธิการขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นหนังสือต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

กรณีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุดังกล่าวสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนสั่งระงับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุสำหรับบุคคลดังกล่าว

ทั้งนี้ หากผู้สูงอายุที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วยความสุจริต ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนรายงานผู้บริหารท้องถิ่นทราบ เพื่อระงับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุต่อไป โดยยกเว้นการเรียกเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืน

นอกจากนี้ ในบทเฉพาะกาล ข้อ 17 ระบุว่า บรรดาผู้สูงอายุที่ได้ขึ้นทะเบียนและรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้ยังมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นต่อไป

การดำเนินการใดที่ดำเนินอยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของระเบียบฉบับนี้ ให้ถือว่าการดำเนินการนั้น เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยระเบียบนี้แล้ว

คุณบอส มีนชัยนันท์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวไทย

คุณบอส มีนชัยนันท์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวไทย น้องชายของ คุณศุภณัฐ มีนชัยนันท์ หรือ ‘สส.แบงค์’ พรรคก้าวไกล ได้กล่าวถึงประเด็นความสำคัญของ Connection ไว้ว่า…

“Connection สําคัญไหม? ถ้าเป็นที่ต่างประเทศ เขาจะพูดกันว่า “it is not what you know, it is who you know” คือ สิ่งที่คุณรู้ สิ่งที่คุณทราบ มันอาจจะมีความสําคัญ แต่อาจจะสําคัญน้อย แต่คุณรู้จักใคร นั่นคือสิ่งสําคัญที่สุด”

‘พวงมาลัยไส้กรอกอีสาน’ มิติใหม่แห่งการไหว้แม่  คุณลูกอารมณ์ขัน คุณแม่อารมณ์ดี อิ่มใจ แถมอิ่มท้อง

(12 ส.ค. 66) สนไหม? ไหว้แม่แบบใหม่ ซึ้งเสร็จแล้วแซ่บต่อได้ พวงมาลัยไหว้แม่แบบใหม่ยุค 4.0 ใช้ไส้กรอกอีสาน ร้อยแทนดอกมะลิ ถูกปากถูกใจคุณแม่ แถมอิ่มอย่างแน่นอน

กลายเป็นไวรัลทันที หลังเพจเฟซบุ๊ค ‘ผู้บริโภค’ ได้โพสต์ภาพไอเดียของขวัญวันแม่สุดสร้างสรรค์ เป็นพวงมาลัยแบบใหม่ ที่ไม่ใช่ดอกมะลิแบบปกติทั่วไป แต่เป็นพวงมาลัยไส้กรอกอีสาน หน้าตาน่ารับประทาน พร้อมข้อความระบุว่า…

“ความรักจากแม่ บ่เคยแคร์ผู้สาวยุคใหม่ #ผู้บริโภค”

งานนี้ทำเอาถูกอกถูกใจชาวเน็ต แห่แชร์คอมเมนต์ บ้างก็ว่า “เป็นไอเดียที่ดีในวันแม่” ขณะที่บางคนแซว “อย่าลืมพริกสดกับขิงดองให้แม่ด้วย” “ซึ้งเสร็จแซ่บต่อ” นับเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่น่ารัก ต้อนรับวันแม่แห่งชาติในปีนี้

นายนิธิ สมุทรโคจร หรือ ‘จ๊อบ’ นักแสดง นายแบบ และพิธีกรชาวไทย กล่าวถึงแง่มุมการทำคอนเทนต์ของคนยุคปัจจุบัน

นายนิธิ สมุทรโคจร หรือ ‘จ๊อบ’ นักแสดง นายแบบ และพิธีกรชาวไทย กล่าวถึงแง่มุมการทำคอนเทนต์ของคนยุคปัจจุบันที่ค่อนข้างจะฉาบฉวย และขาดแก่นสาระ ผ่านรายการ ‘WIKIVIDE’ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 66 โดยระบุว่า…

ทุกวันนี้คนไม่ได้ต้องการอะไรที่ลึกซึ้ง คอนเทนต์ส่วนใหญ่ จึงฉาบเฉี่ยวมา แล้วก็ไป ดูงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คอนเทนต์อะไรคือ ‘แก่น’ ในวันที่ทุกคนหยิบกล้องขึ้นมาก็ทำคอนเทนต์ได้ แล้วเราจะดูคอนเทนต์แบบนั้นเหรอ? คนดูจะดูได้อีกนานไหม? สิงคโปร์ เขาไม่ได้โน้มน้าวคนของเขาด้วย ‘สื่อออนไลน์’ เพราะมันไม่ได้น่าเชื่อถือ ผมไม่ได้โจมตี เพราะผมก็ทำ แต่ผมแค่กลัวคอนเทนต์ ‘หลัก’ ที่มีประโยชน์ จะไม่เหลือในเมืองไทยอีกเลย”

‘ดอกมะลิ’ ขอนแก่น แพงทะลุ กก.ละ 1,200 บาท ต้อนรับวันแม่ ผู้ค้าตรึงราคาเริ่มต้นพวงละ 50 บาท ลดปริมาณดอกลงตามต้นทุน

(12 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าว จ.ขอนแก่น ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการจำหน่ายพวงมาลัยดอกมะลิและดอกพุดเนื่องในวันแม่แห่งชาติ บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาล 1 เขตเทศบาลนครขอนแก่น ย่านการค้าดอกไม้สดและพวงมาลัยรายใหญ่ของจังหวัดขอนแก่น พบว่าพ่อค้าแม่ค้าแทบทุกร้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดอกมะลิปีนี้ราคาสูงกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่ราคาจำหน่ายพวงมาลัยดอกมะลิเริ่มต้นที่พวงละ 50 บาท

น.ส.ยุวธิดา จันทดวง อายุ 46 ปี แม่ค้าขายพวงมาลัย กล่าวว่า วันนี้ซื้อดอกมะลิมาราคากิโลกรัมละ 1,200 บาท ถือว่าราคาสูงมาก เพราะปีที่แล้วอยู่ที่กิโลกรัมละ 900-1,000 บาท วันแม่ปีนี้มีลูกค้ามาเลือกซื้อพวงมาลัยดอกมะลิอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เงียบกว่าปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน อาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจ

น.ส.ยุวธิดา กล่าวต่อว่า ส่วนพฤติกรรมการซื้อก็เปลี่ยนไป เมื่อก่อนจะมีคนมาซื้อพวงละ 200 บาทจำนวนมาก แต่ปีนี้ส่วนใหญ่จะซื้อแค่พวงละ 50-100 บาท ทำให้ร้านต้องจัดทำพวงมาลัยและคงราคาจำหน่ายเริ่มต้นคือพวงมาลัยทั้งดอกพุดและดอกมะลิ เริ่มต้นพวงละ 50 บาท แต่ต้องลดจำนวนดอกลง เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งลูกค้าทุกคนก็เข้าใจในสถานการณ์

เด็ก ม.6 เปิดอ่านบันทึกของแม่ผู้ลาลับ น้ำตารื้น!! “แม่ยังอยู่ตรงนี้ ในใจตลอดไป”

กลายเป็นไวรัลสุดซึ้ง เรียกน้ำตาสุดๆ กับ เรื่องราวของผู้ใช้ TikTok ‘@komdech_06’ หรือ ‘น้องโอ๊ต’ นักเรียนชั้น ม.6 ที่ได้โพสต์สมุดบันทึกของแม่

ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 16 ปี ที่เพิ่งได้มาเจอสมุดบันทึกของแม่ ในตอนที่กำลังเก็บห้อง และกำลังจะนำไปทิ้ง แต่โชคดีที่มีบางอย่างดลใจให้เปิดอ่าน ถึงได้รู้ว่ามันคือสิ่งสุดท้ายที่แม่ฝากเอาไว้

ซึ่งผู้เป็นลูกชาย ยังบอกเล่าในคลิปอีกว่า เขาไม่เคยรู้ว่าแม่ได้เขียนความรู้สึกทุกอย่างลงไว้ในสมุดเล่มนี้ นับเป็นเวลาหลายปีที่แม่ได้จากไป

จนกระทั่งตัวเองได้มาเก็บห้องที่อยู่ประจำ รอบนี้เก็บทั้งห้อง สมุดเล่มนี้กำลังจะถูกเขาเอาไปทิ้ง แต่มีสิ่งดลใจบ้างอย่าง ทำให้เขาต้องเปิดดู

จากนั้นเขาก็ได้เห็นข้อความจากแม่ที่เขียนถึงคนในครอบครัวทั้งยาย พ่อ พี่สาว แล้วก็ตัวเขาเอง

เขาเล่าว่า แม่ของเขานั้นจากไปตั้งแต่เขาอายุเพียง 2 ขวบ จนกระทั่งตอนนี้เขาเรียนอยู่ชั้น ม.6 แล้ว จึงเพิ่งได้มาเห็นสมุดเล่มนี้

พอเปิดออกมาอ่านไป ก็น้ำตาไหลไป เพราะคิดถึงแม่มากๆ ซึ่งเขาบอกว่ามันเป็นความรู้สึกที่บอกใครไม่ได้

เขาบอกว่า ไม่รู้ว่ามีคนเคยเห็นหรือได้อ่านบันทึกเล่มนี้ไปหรือยัง หรืออาจจะเคย แต่ตอนนั้นอาจจะเด็กมากจนจำไม่ได้ แต่พอมาวันนี้ พอได้เปิดอ่าน ทำได้เพียงบอกรัก และบอกคิดถึงผ่านสมุดเล่มนี้

ในสมุดเล่มนี้ แม่ของเขาเขียนฝากถึงทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นลูกๆ ทั้งสองคน ที่ห่วงใยที่สุด รวมไปถึงผู้เป็นสามี และแม่ของเธอ

โดยเนื้อหาใจความสำคัญ อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีๆ เธอเสียใจที่ไม่ได้อยู่ดูแลทุกคน

และสุดท้ายฝากแม่และสามี ดูแลและอบรมลูกที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอที่เหลืออยู่ ให้เป็นเด็กดี แต่เติบโตมาอย่างมีคุณภาพด้วย

คลิปนี้กลายเป็นไวรัล มีคนเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังกันอย่างล้มหลาม ซึ่งหลายคนบอกว่า อ่านแล้วน้ำตาไหลเองอัตโนมัติเลยทีเดียว

นอกจากนี้ เจ้าของคลิปยังมา คอมเมนต์ให้คลิปตัวเองอีกว่า “ขอบคุณทุกคนเลยนะครับที่เข้ามาให้กำลังใจ ผมขอให้ทุกคำที่ผมได้รับ ส่งผลดีต่อทุกคนที่หวังดีกับผม ใครที่อยู่ในสถานการณ์แบบผม ก็ขอให้สู้ๆ ไปด้วยกันนะครับ”

‘ไผ่’ ฝาก ‘บิ๊กโจ๊ก’ ช่วยตรวจสอบหลังพบเพื่อน ‘แก๊งมาเก๊า 888’ เจ้าพ่อเว็บพนันหนีคดี โผล่ในคลิปทะเลาะวิวาท ‘สส.ก้าวไกล’

‘ไผ่ ลิกค์’ สส.พปชร. ชี้เหตุ สส.ก้าวไกลทะเลาะวิวาทในร้านอาหาร จะถูกจะผิดอย่างไร ตนไม่ขอยุ่ง แต่อยากจะแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าคนในนั้นเป็นเพื่อนกับ ‘แก็ง 4 บ. มาเก็า 888’ และเป็นกลุ่มเดียวกับ ‘เอ็ดดี้’ ที่หนีคดีอยู่ ฝาก ‘บิ๊กโจ๊ก’ ช่วยเช็กเพื่อความสบายใจของประชาชน

(12 ส.ค. 66) นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุถึงเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกลางร้านอาหารของนายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ สส.กทม.เขต 3 ยานนาวา-บางคอแหลม ของพรรคก้าวไกลว่า…

“เรื่องที่เกิดขึ้นจะถูกจะผิด จะทำการป้องกันตัว หรือเกินกว่าเหตุ ผมไม่ขอยุ่งเกี่ยว จะร้านเลิกแล้วไม่ยอมกลับ หรือร้านเช็คบิลช้า ผมก็ไม่เกี่ยว

แต่ผมอยากจะแจ้งทางเจ้าหน้าที่หน่อยครับ มีคนในนั้นที่เป็นเพื่อนกับแก็ง 4 บ. มาเก็า 888 และเป็นกลุ่มเดียวกับเอ็ดดี้ที่หนีคดีอยู่ แหล่งข่าววงในบอกว่าไปด้วยแต่เพิ่งกลับมา ว่าทำงานอะไรเกี่ยวกับธุรกิจสีอะไร ฝากบิ๊กโจ๊กช่วยเช็ก เพื่อความสบายใจของประชาชนหน่อยนะครับ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top