Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้าร่วมประชุมหารือศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในจังหวัดเมียวดี ร่วมกับ 4 ประเทศภาคี เพื่อร่วมจัดแผนปฏิบัติการพร้อมรับมือองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

วันนี้ (16 ส.ค. 66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) พร้อมคณะได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมศูนย์ประสานงานไตรภาคีเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในพื้นที่จังหวัดเมียวดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติแห่งราชอาณาจักรไทย กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมแชงกรีล่า จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากทั้ง 3 ประเทศเข้าร่วมประชุม รวมทั้งผู้แทนจากกระทรวงป้องกันความสงบ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

การจัดตั้งศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจนี้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากทั้ง 3 ประเทศ คือ ไทย จีน และเมียนมา ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหลอกลวงคนไปทำงานในแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศในภูมิภาค ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายหลักหลายพันล้านบาท จึงได้มีแผนการในการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว รวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ซึ่งในครั้งนี้ได้มีผู้แทนจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญและเสนอความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นประเทศที่ 4 ซึ่งจะทำให้การปราบปรามอาชญากรรมซึ่งกำลังกระจายตัวไปทั่วภูมิภาคนี้ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับสถานที่ตั้งศูนย์ประสานงาน ซึ่งคาดว่าจะตั้งศูนย์ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ของไทย รวมทั้งมีการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประสานงานของแต่ละประเทศเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มไปยังอีก 2 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา และเวียดนาม รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ตำรวจสากลและ UN ร่วมสังเกตการณ์ และหลังจากนี้จะผลักดันให้มีการปฏิบัติการร่วมกันในการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่จากประเทศภาคีทั้งหมด และโดยทางการจีนจะมีการสนับสนุนในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ รวมถึงงบประมาณและเทคโนโลยีในการปฏิบัติการต่างๆ ในการนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการปราบปรามแก๊งค์คอลเซนเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งการประสานงานระหว่างประเทศในการเข้าช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงไปทำงานคอลเซนเตอร์ร่วมกับประเทศต่างๆ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทย จีน และเมียนมา ซึ่งถือเป็นความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติครั้งสำคัญซึ่งเดินทางเข้าสู่ระยะที่ 2 แล้ว แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในการปราบปรามและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การหลอกคนไปทำงานในแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ซึ่งในครั้งนี้ ทางการลาวได้เห็นความสำคัญและเข้าประสานความร่วมมือเป็นประเทศที่ 4 จะทำให้การดำเนินการประสานงานของทุกประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลังจากการประชุมในครั้งนี้แล้ว จะทำให้การจัดตั้งศูนย์ประสานงานเป็นโครงร่างที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งแผนปฏิบัติงานร่วมกันของทุกประเทศ จากนี้จะเร่งขับเคลื่อนให้การจัดตั้งศูนย์ประสานงานให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว และมีการบูรณาการร่วมกันของประเทศภาคีเข้าปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ เพื่อตอบสนองต่อการเกิดขึ้นของอาชญากรรมให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ตำรวจไซเบอร์จับเครือข่ายหลอกทำงานเสริมออนไลน์ อ้างแค่กดไลก์เฟซบุ๊ก แต่เหยื่อโดนไปจุก ๆ กว่า 4 แสน

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2565 ผู้เสียหายพบโฆษณาบนเฟซบุ๊ก โดยอ้างว่ารับสมัครทำงานเสริมออนไลน์ เพียงใช้เวลา 5-10 นาที สามารถได้เงิน 500 - 1,000 บาท ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้ติดต่อพูดคุยกับมิจฉาชีพ จากนั้นได้พูดคุยกับแอดมินผ่านแอปไลน์ โดยช่วงแรก ผู้เสียหายเริ่มงานด้วยการกดไลก์ในเฟซบุ๊กแล้วได้ผลตอบแทนจริง

ต่อมา แอดมินได้ให้ผู้เสียหายทำงานถัดไปคือ การกดสั่งซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านค้าออนไลน์ ผ่านทางแพลตฟอร์ม SHOPEE โดยได้ส่งลิงก์เว็บไซต์ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นให้ลงทะเบียน แล้วเริ่มทำงานโดยการให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปสำรองในระบบเพื่อสั่งซื้อสินค้า ซึ่งในช่วงแรกๆ นั้น เมื่อทำงานเสร็จแล้วผู้เสียหายจะได้รับเงินทุนพร้อมค่าคอมมิชชั่นคืน ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อว่าได้เงินจริง อีกทั้ง มิจฉาชีพอ้างว่าผู้เสียหายได้เลื่อนระดับ จึงถูกดึงเข้ากลุ่ม VIP แล้วโดนหลอกให้โอนเงินเพิ่มขึ้น โดยมีสมาชิกหน้าม้าในกลุ่มคอยสนทนาสร้างสถานการณ์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งสิ้น จำนวน 9 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 430,974 บาท 

พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 ส่งเจ้าหน้าที่สืบสวนเร่งหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย จนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง

ต่อมา เมื่อช่วงค่ำของ วันที่ 15 ส.ค. 2566 พ.ต.ท.ศักดิ์สิทธิ์ ชูบุญเรือง สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.1 ได้นำกำลังชุดสืบสวนร่วมกันลงพื้นที่ติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นหนึ่งในเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการที่ได้เปิดบัญชีธนาคารไว้สำหรับรับโอนเงินจากเหยื่อในคดีดังกล่าว จนสามารถเข้าจับกุมตัว นายเอกชัย อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดมหาสารคาม ตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันโดยทุจริตหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” โดยควบคุมตัวได้บริเวณ หน้าบริษัทแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.บ้านใหม่ อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี จากนั้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน .กก.4 บก.สอท.1 ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1
และ พ.ต.อ.ศุภรฐโชติ จำหงษ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.1 สั่งการให้ พ.ต.ท.ศักดิ์สิทธิ์ ชูบุญเรือง สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.1 พร้อมชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม

‘เศรษฐา’ โต้ ‘ชูวิทย์’ บิดเบือนปมซื้อที่ดิน เล็งฟ้องถึงที่สุด ย้ำ!! ‘แสนสิริ’ ยึดมั่นในธรรมาภิบาลจนนำพาบริษัทเติบโต

‘เศรษฐา’ โพสต์เฟซบุ๊กโต้ ‘ชูวิทย์’ ยันซื้อที่ดินตามราคาตลาดปกติ ยกผลงาน ‘แสนสิริ’ เติบโตมีทรัพย์สิน 130,000 ล้าน กำไรปีที่ผ่านมา 4,000 ล้าน การันตีบริหารมีธรรมาภิบาล ยืนยันพร้อมให้ตรวจสอบ แต่การบิดเบือนปลุกปั่นโดยมีเป้าหมายบางประการ ต้องถูกดำเนินการทางกฎหมายจนถึงที่สุด

(16 ส.ค. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘เศรษฐา ทวีสิน - Srettha Thavisin’ ว่า…

“ตามที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้ออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินแปลง สุขุมวิท 55 ที่ปัจจุบันคือโครงการ คุณ บาย ยู (KHUN by YOO) และทางบริษัทแสนสิริได้ออกแถลงการณ์ข้อเท็จจริงแล้วนั้น

ผม นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตเคยบริหารแสนสิริมากว่า 30 ปี บริษัทฯ ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง โดยที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งจนเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์แนวหน้าของประเทศ เติบโตมาจนมีทรัพย์สินรวมเกือบ 130,000 ล้านบาท และมีกำไรมากกว่า 4,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับ เชื่อถือ จากทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้น และสังคมทั่วไป น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทแสนสิริได้ถูกบริหารอย่างมีธรรมาภิบาล”

“การตรวจสอบจากทุกฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และพร้อมให้ตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจะต้องสร้างสรรค์ และทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ มีข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และไม่บิดเบือน หรือนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ในขณะที่ผมเป็นผู้บริหารบริษัทฯ ที่ดินแปลงสารสินซื้อมาตามราคาตลาดที่เหมาะสม ส่วนที่ดินแปลงทองหล่อซื้อมาในราคา ตารางวาละ 1,100,000 บาท ซึ่งเป็นราคาตลาดตามปกติในขณะนั้น

การกระทำใดๆ ที่บิดเบือน ไม่เป็นความจริง ฝ่ายกฎหมายจะรวบรวมข้อมูลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน การที่ฝ่ายกฎหมายของบ้านเมืองเข้ามาตรวจสอบ เป็นเรื่องที่ถูกต้องและพึงกระทำ แต่การที่บุคคลหนึ่งปลุกปั่น ตั้งสมมติฐานขึ้นมาเอง โดยมีเป้าหมายบางประการ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง” นายเศรษฐาระบุ

ตร. จับมือ นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เปิดโครงการ “ห้องปฏิบัติการกฎหมาย” (Special Law Lab//YLPE : Young Lawyers-Police Engagement) สานต่อ สร้างนักกฎหมายรุ่นใหม่ ร่วมกันแลกเปลี่ยน เรียนรู้งานตำรวจตั้งแต่ต้นทาง สร้างแนวร่วมป้องกันภัยทางออนไลน์และการสืบสวนยุคใหม่

วันนี้ (16 ส.ค.66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. พร้อมด้วย รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.ณภัทร สรอัฑฒ์ รองคณบดีฯ (ฝ่ายบริหาร) และนิสิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 1-4 ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 24 คน เข้าร่วมพิธี เปิดโครงการ “ห้องปฏิบัติการกฎหมาย” (Special Law Lab//YLPE : Young Lawyers-Police Engagement) ณ ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยโครงการห้องปฏิบัติการกฎหมาย (Special Law Lab) ที่จัดขึ้นในห้วงวันที่ 16 – 25 ส.ค.66 นั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ จัดโครงการฯ ดังกล่าวขึ้น เพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงในพื้นที่จริง ตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการยุติธรรม การตรวจค้น การจับกุม การสอบสวนปากคำ ฯลฯ ได้รับทราบ เรียนรู้ ทำความเข้าใจข้อกฎหมายนำไปสู่การปฏิบัติ โดยลงพื้นที่ร่วมกับตำรวจสืบสวน สอบสวน ป้องกันปราบปราม จราจร พื้นที่ สน.ห้วยขวาง ลุมพินี พญาไท พระโขนง และกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตลอดจนศึกษา ดูงาน ศูนย์ควบคุม สั่งการฯ CCOC กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจนครบาล, สำนักงานนิติเวชวิทยา , สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.), ยุทธวิธีและการยิงปืนขั้นพื้นฐาน การรับแจ้งเหตุและการควบคุม สั่งการ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กล่าวเปิดพิธีฯ และบรรยายพิเศษ โดยกล่าวว่า แต่เดิม โครงการห้องปฏิบัติการกฎหมาย (Special Law LAB) ที่ได้รับความร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง นิสิตที่เข้าร่วมโครงการให้ความสนใจเรียนรู้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างดี จึงได้มีการขยายผล สานต่อความร่วมมือกับ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  จึงถือเป็นอีกหนึ่งผลสำเร็จ ในความร่วมมือที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติภาคภูมิใจ และจะได้ขยายผลต่อยอดไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ในจังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ (ห้วงเดือน ส.ค.- ก.ย.) และจังหวัดต่างๆ ต่อไป

บทสรุปคนจนหมั่นเพียร สร้างรายได้โกยกำไร กลายเป็นเศรษฐี สวนทางคนไหว้ผี บูชาปีศาจ จนอนาถ วิทยาศาสตร์ไม่ช่วยอะไร

(16 ส.ค.66) นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความเตือนสติถึงคนไทยที่ยังหลงติดกับวัฒนธรรมโง่ ๆ ผ่านเฟซบุ๊ก Pongprom Yamarat ระบุว่า...

ผมยกตัวอย่าง 3 ครอบครัว...

ครอบครัวแรก คือคุณทวดทางคุณพ่อ เสื่อผืนหมอนใบมาจากจีน ล่องแม่น้ำท่าจีนกับคนจีนยุคนั้นไปปักหลักที่ อ.บางปลาม้า ขยันทำมาหากิน (คุณปู่ผมลูกจีน 100% ตั้งใจเรียนจนสอบได้ทุนในหลวง ไปจบแพทย์ Harvard)

ครอบครัว 2 ไทยแท้ที่ปากพนัง เห็นการทำนามีแต่จะจนลง ๆ ก็มานั่งอ่านเกษตรทฤษฎีใหม่ในหลวง ค่อย ๆ เอาที่ดินเพียง 17 ไร่ มาทำเกษตรหลากชนิด ตอนนี้ไฮไลต์คือส้มโอทับทิมสยาม ฐานะดีจนส่งลูกเรียนเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว

ครอบครัว 3 เป็นไทยเชื้อสายอินเดีย มาไทยมือเปล่า แต่มุ่งหน้าเรียนรู้ทำด้านยา เภสัช เพราะมองว่าการรักษาโรคนั้นยังไงก็จำเป็น จนรุ่นลูกจบแพทย์ เปิดคลินิกใหญ่โตร่ำรวย หากรวมคนไทยเชื้อสายอินเดียอีกบ้าน คนนั้นไปขนาดเปิดโรงงานยาเอง ตอนนี้รายได้ปีละ 5-8,000 ล้านบาท

3-4 ครอบครัวนี้เป็นตัวอย่าง ไทยแท้ที่เคยยากจน

- คนไทยเชื้อสายจีนเสื่อผืนหมอนใบ
- คนไทยเชื้อสายอินเดียเดินเท้ามือเปล่ามาดินแดนสยาม
- แถมตอนนี้เริ่มมีเศรษฐีพม่าที่รวยจากในไทยมากขึ้น ๆ

ตัดกลับมาพวกแห่มานับถือภูติผีปีศาจ คนกลุ่มนี้ไม่ต่างอะไรกับพวกไปไหว้ขอนไม้ / ไปไหว้หมา 2 หัว

คือ เป็นคนอ่อนแอ...

แทนที่จะกล้าเปลี่ยนตัวเองให้ขยัน หมายถึงขยันทั้งกาย ขยันทั้งการหมั่นหาความรู้ให้เก่ง กลับอ่อนแอนับถือทุกอย่างที่ไร้แก่นสาร แต่ไม่นับถือตัวเอง

นอกจากปัญหาใหญ่เกิดจากการศึกษาที่ไม่ทำให้คนเชื่อในความรู้ และคิดให้เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว วัฒนธรรมความเชื่อโง่ ๆ ที่ยังกระจายอยู่ในหลายส่วนของสังคมไทยยังเป็นตัวบ่อนทำลายความเจริญของประเทศเป็นอย่างมาก

ไม่ต่างจาก เอาพระมาเจิมรถ แต่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย / ขับกระบะซิ่งบนถนน โดยยังมีดอกไม้ไหว้แม่ย่านางแปะหน้ารถ / ไปสักยันต์กลางศีรษะให้เป็นเจ้าคนนายคน แต่กลับเกียจคร้าน

ประเทศไม่เจริญเพราะคนเหล่านี้แหละครับ

‘ทนายนกเขา’ ฟาดสื่อหลายสำนัก ปั่นข่าวเบี้ยผู้สูงอายุจนเละ  นำเสนอไม่ครบถ้วน ทั้งที่ประกาศใหม่ ทุกคนยังได้สิทธิคงเดิม

เมื่อไม่นานนี้ นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ทนายนกเขา’ ทนายความที่รับว่าความคดีเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของหน่วยงานภาครัฐ ปัจจุบันเป็นกรรมการฝ่ายสิทธิมนุษยชนประจำสภาทนายความ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สื่อมวลชนหลายๆ สำนัก ที่ได้ทำข่าวประเด็นเบี้ยยังชีพผู้สูงวัย ปี 66 ในลักษณะที่บิดเบือน และข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้สังคมเกิดความสับสน จนนำไปสู่การวิจารณ์รัฐบาลด้วยความเข้าใจผิด โดยระบุว่า…

“ในเรื่องเบี้ยยังชีพของคนชราที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ จริงๆ แล้ว น่าตบปากสื่อมวลชนหลายสำนัก นำเสนอข่าววันแรก ก็นำเสนอไม่ครบ นำเสนอวันที่ 2 ก็ปั่นกระแสจนวุ่นวายหมด ไม่ได้ดูเลยว่า การที่รัฐบาลออกประกาศใหม่มานั้น ทุกคนยังได้สิทธิ์คงเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และผู้รับสิทธิ์รายใหม่ ที่อายุกำลังจะถึง 60 ปี ก็ยังได้สิทธิ์ดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จะเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อ คณะกรรมการผู้สูงอายุไปกำหนดระเบียบ ประกาศ กำหนกหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งก็อยู่ในประกาศข้อที่ 17-18 ที่มีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีกระแสปั่นจนเกิดความเข้าใจผิด”

“พี่น้องประชาชนลองคิดดูว่า ถ้าการจ่ายเงินแบบสุรุ่ยสุร่าย ไร้สาระ เช่น คนที่ไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะได้ ให้ทำอย่างไร? เหมือนที่คุณอนุพงษ์ เผ่าจินดา เขาพูดว่า ถ้าหากเขา หรือ พล.อ.ประยุทธ์ได้เบี้ยคนชรา สังคมจะรู้สึกอย่างไร?

ส่วนคุณเศรษฐา คงจะไม่รู้สึกอะไร เพราะเขาคงแจกเงินคนรวยจากเงินดิจิทัลอยู่แล้ว พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ของพวกคุณธนาธร คุณพิธา เขาเดือดร้อนขนาดนั้นเลยหรือ? เดือดร้อนถึงขั้นต้องมาเอาเงินจากภาษีของพี่น้องประชาชนที่ร่วมกันจ่ายเลยหรือ?”

“เพราะฉะนั้น ‘ความเท่าเทียม’ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องได้เบี้ยคนชรา เมื่อมีอายุครบเกณฑ์แล้ว แต่หมายความว่า เมื่ออายุเข้าสู่ผู้สูงวัยแล้วนั้นจะต้องมีการดูแลให้ใกล้เคียง หรือมีโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อ เหมือนกับผู้สูงอายที่มีรายได้ มีฐานทางเศรษฐกิจที่ดีอยู่แล้ว”

มันก็อาจจะก่อเกิดความคิดที่ว่า คนที่ยังต้องดูแล อาจจะได้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นก็ได้ หากบริหารจัดการจากเม็ดเงินตรงนี้ดีๆ ก็จะได้ประโยชน์อย่างเป็นถาวร เป็นนิรันดร์ เศรษฐกิจต่างๆ มันก็อาจจะฟื้นตัวดีขึ้นได้ แต่เราเจอนักเมืองที่ไม่ประสีประสาเรื่องนโนยบายการเงิน การคลังของประเทศ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประสีประสามากน้อยแค่ไหน? คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประสีประสามากน้อยแค่ไหนกันเชียว? กับเรื่องงบประมาณการเงิน การคลังของประเทศในภาพรวมทั้งหมด พูดแต่วิธีจ่ายเงินออกไปทั้งนั้นเลย วิธีหายรายได้ให้ประเทศ พูดเป็นไหม? พูดได้ไหม?

คดีพลิก!! สาวจีนเจ้าของ ‘โรลส์-รอยซ์’ เตรียมส่งทนายพบ ตร. ยัน!! ไม่ได้ใจดี แต่พูดไทยไม่ได้ จ่อเรียกค่าเสียหายกระบะซิ่ง

(16 ส.ค. 66) จากกรณี รถกระบะแต่งซิ่ง ชนท้าย รถโรลส์-รอยซ์ มูลค่า 32 ล้านบาท ต่อมาทราบว่าคนขับโรลส์-รอยซ์นั้น เป็นหญิงสาวชาวจีน โดยหลังจากเกิดเหตุได้มีการลงมาพูดคุยกับคนขับกระบะ และเจ้าของโรลส์-รอยซ์ ยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด เพราะเบรกกะทันหัน และยืนยันไม่เอาเรื่องกระบะ จากนั้นก็ได้ขับรถออกไปเลยโดยไม่รอเจอตำรวจหรือประกัน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันที่ 16 ส.ค. 66 รายงานข่าวแจ้งว่า ทางฝั่งของหญิงสาวชาวจีน ได้เตรียมส่งทนายความเดินทางเข้าพบตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 8 ถ.ลาดกระบัง ในช่วงสายวันนี้ โดยยืนยันไม่ใช่ใจดี แต่พูดไทยไม่ได้ นอกจากนี้ ยังเตรียมเรียกค่าเสียหายกับกระบะคู่กรณีที่ชนท้ายด้วย ส่วนความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

'ม.ขอนแก่น' มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต จ่อปรับโฉม 'หอพัก-คอมเพล็กซ์' สร้างพื้นที่ 'น่าอยู่-ปลอดภัย' แก่ 'นักศึกษา-คณาจารย์'

มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีการวางแผนยุทธศาสตร์การบริหาร คือการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ (Transformation) เพื่อวิสัยทัศน์ในการเป็น ‘มหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนาชั้นนําระดับโลก’ ทั้งด้านการจัดการศึกษาการวิจัยการบริการวิชาการการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลและด้านการบริหารจัดการองค์กรเพื่อให้มหาวิทยาลัยยังคงมีความก้าวหน้าและการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน

สำหรับด้านระบบนิเวศของมหาวิทยาลัย (Ecological) ซึ่งอยู่ภายใต้การรับผิดชอบของฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยขอนแก่น นั้น ผศ.อาวุธ ยิ้มแต้ รองอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม เผยว่า การสร้างมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้เป็นที่น่าทํางาน (Best place to work) ให้เป็นที่ทํางานที่สนุกและท้าทายทําให้คณาจารย์และบุคลากรอยากทํางานด้วยมากที่สุด โดยจะมีการสร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นที่น่าอยู่ (Great place to live) เพื่อให้เป็นสถานที่ที่มีความเหมาะสมในการใช้ชีวิตมีสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวมีห้องเรียนด้านพฤกษศาสตร์และมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต (Biodiversity)

ผศ.อาวุธ ยิ้มแต้ กล่าวว่า “โครงการที่เป็นเรือธงในการพัฒนามหาวิทยาลัยขอนแก่น (Flag ship projects) ของฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม คือ การเพิ่มจำนวนที่พักบุคลากรที่พักนักศึกษาและบุคลากรให้มีจำนวนมากขึ้น นำพื้นที่สนามซอฟท์บอล หลังหอ 26 สร้างเป็นหอพักนักศึกษา โดยจะจัดหาพื้นที่ใหม่สำหรับสร้างสนามซอฟท์บอลทดแทน และพื้นที่อยู่ด้านหลังปั๊มน้ำมัน ปตท. รวมสองพื้นที่นี้จะรองรับนักศึกษาได้ประมาณ 4,000 คน ส่วนที่พักบุคลากรนั้นจะอยู่บริเวณฝั่งบึงสีฐาน เป็นพื้นที่ใกล้ๆ กันกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ การดำเนินการเป็น 2 เฟส คาดว่าจะรองรับบุคลากรได้ประมาณ 2,000 คน ขณะนี้มีความก้าวหน้าอยู่ในช่วงทำร่างขอบเขตงาน (Term of Reference) หรือ TOR เสร็จแล้ว จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนหาผู้ร่วมลงทุนมาดำเนินการก่อสร้างต่อไป”

“อีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับงานพลิกโฉมที่ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบก็คือ เรื่องของการปรับปรุงศูนย์อาหารและบริการ หรือ คอมเพล็กซ์ นั้น เป็นการปรับปรุงใหญ่ซึ่งท่านอธิการให้ความสำคัญเนื่องจาก Complex เป็นพื้นที่ที่บุคลากรส่วนใหญ่ทั้งมหาวิทยาลัยมาใช้งานในพื้นที่นี้ร่วมกัน ขณะนี้อยู่ในช่วงของการออกแบบพื้นที่”

“นอกจากนี้ยังมีระบบประปา ที่มหาวิทยาลัยลงทุนขุดลอกบ่อเก็บน้ำดิบ เพื่อเก็บกักน้ำที่ผลิตได้ให้มากขึ้น ป้องกันการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ลดความเสี่ยงการขาดน้ำของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งได้มีการดำเนินการเกือบสมบูรณ์แล้ว สำหรับการสำรองน้ำที่ผลิตเป็นน้ำประปานั้น มีแผนจะนำเอาถังเก็บน้ำที่เลิกใช้เอากลับมาบูรณะใหม่ เพื่อจะเพิ่มปริมาตรการเก็บกักน้ำที่ผลิตเป็นน้ำประปาให้มีน้ำใช้ได้ตลอดปี ส่วนน้ำที่ใช้ในด้านการเกษตร เช่น คณะเกษตรศาสตร์ได้มีการวางท่อจ่ายน้ำที่ผ่านระบบบำบัดน้ำเสีย และสูบน้ำดิบที่ได้มาตามธรรมชาติ สุ่มจ่ายไปหลายจุดนำไปใช้รดต้นไม้ ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาบึงต่างๆ ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น เช่น การขุดลอกหนองหัวช้างซึ่งเป็นสระเก็บน้ำเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยที่ปัจจุบันมีความตื้นเขินเพื่อจัดเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร ทั้งยังสร้างระบบนิเวศให้น่าอยู่ ร่มรื่น เพิ่มความผาสุขการทำงานบุคลากรต่อไป” ผศ.อาวุธ ยิ้มแต้  รองอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม  กล่าวในที่สุด

DSI จับมือกรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งดำเนินคดีทุจริตชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ และเอาผิดผู้บุกรุกครอบครองที่ดินสหกรณ์นิคมคลองท่อมและนิคมอ่าวลึกโดยมิชอบ

วานนี้ (วันอังคารที่ 15 สิงหาคม 2566) ร้อยตำรวจเอก ปิยะ  รักสกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับ นายประวัติ  แดงบรรจง รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินการคดีพิเศษที่ 56/2566 กรณี ทุจริตชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ ขณะที่ร้อยตำรวจเอก ชาญณรงค์  ทับสาร รองผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและคณะ กำลังสอบสวนบันทึกปากคำพยานปากสำคัญ ณ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 426 อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่  

อีกทั้งยังได้เดินทางไปรับทราบข้อมูล ประชุมหารือแนวทางในการดำเนินคดีร่วมกัน ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 3 คดีด้วยกัน ได้แก่

1. คดีทุจริตชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้ามากแล้ว  
2. คดีทุจริตที่ดินในนิคมคลองท่อม ขณะนี้ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการรับรองเอกสารมิชอบเพื่อออกโฉนดที่ดินในนิคมคลองท่อม จำนวน 313 แปลง
3. คดีบุกรุกครอบครองพื้นที่นิคมสหกรณ์อ่าวลึก 796 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานการอนุญาตให้ใช้ที่ดินที่ได้สิ้นสุดแล้วแต่ผู้รับอนุญาตเดิมยังคงครอบครองทำประโยชน์ และมีผู้เข้าครอบครองใหม่ 35 ราย เข้าทำการแย่งสิทธิต่อกัน โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะสืบสวนสอบสวนเอาผิดกับผู้กระทำความผิดทุกรายอย่างเป็นธรรม หลังจากที่ดำเนินคดีแล้วจะส่งคืนพื้นที่ให้กับกรมส่งเสริมสหกรณ์นำไปบริหารจัดการตามหน้าที่และอำนาจของกรมส่งเสริมสหกรณ์ต่อไป

นราธิวาส-ผู้แทน เลขาธิการศอ.บต. รุดเยี่ยมครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จชต. เพื่อเยียวยาจิตใจให้เข้มแข็ง

ผู้แทนเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นำโดย นางสาวเยาวภา อินชะนะ ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. และเจ้าหน้าที่เยียวยา ศอ.บต. เข้าเยี่ยมครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ โดยในช่วงเช้า ได้เข้าเยี่ยมครอบครัวพลทหาร รีฟวัน เจะแล ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ณ หมู่ที่ 1 ต.สุวารี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส โดยได้พูดคุยให้กำลังใจ พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบฯ 

พลทหาร รีฟวัน เจะแล เสียชีวิตจากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 เวลา 00.10 น. คนร้ายใช้อาวุธปืนและขว้างลูกระเบิดไม่ทราบชนิดใส่ เจ้าหน้าที่ทหารชุดจรยุทธ ขณะกำลังซุ่มนอกฐานที่ตั้ง เหตุเกิดบริเวณโกดังริมแม่น้ำ บ้านศรีพงัน หมู่ที่ 3 ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส 

จากนั้นคณะได้เดินทางเยี่ยมครอบครัวสิบตำรวจเอก ไซฟูดีน เจ๊ะซอ หมู่ที่ 4 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เสียชีวิตจากเหตุการณ์ถูกคนร้ายลอบยิงขณะออกทำการสืบสวนหาข่าวในพื้นที่โดยใช้รถจักรยานยนต์ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยคณะได้พูดคุยให้กำลังใจและมอบเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นอกจากการช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแล้ว ศอ.บต.ยังตระหนักถึงการเยียวยาจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบ โดยได้เดินทางเยี่ยมครอบครัวผู้สูญเสียทุกครอบครัว เพื่อให้มีกำลังใจ กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top