Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

เพชรบูรณ์ -มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ มอบสิ่งของพระราชทานให้แก่ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่อำเภอชนแดน 

18 ตุลาคม 2566 เวลา 14.00 น. นายนาวิน สังฆมาตร นายอำเภอชนแดน ผู้แทนประธานกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ เชิญถุงยังชีพพระราชทานในมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ไปมอบให้ ครอบครัว นายวีระ คล้ายแก้ว ผู้ประสบอัคคีภัย ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลพุทธบาท อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ นายก อบต.พุทธบาท ปลัดอำเภอ รองนายกกิ่งกาชาดอำเภอ สมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอชนแดน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และจิตอาสา เจ้าหน้าที่ สมาชิก อส. เข้าร่วมพิธี

ทั้งนี้ครอบครัวของนาย นายวีระ คล้ายแก้ว อาศัยอยูบ้านเลขที่ 179 หมู่ที่ 24 ตำบลพุทธบาท อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ประสบอัคคีภัย เสียหายทั้งหลัง เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2566 เวลาประมาณ 10.00 น. ซึ่งในวันนี้เป็นการมอบสิ่งของพระราชทานเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัว ผู้ประสบอัคคีภัย โดยในโอกาสนี้ยังมีคณะสงฆ์อำเภอชนแดนได้มอบเงิน เครื่องอุปโภค บริโภค พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเพชรบูรณ์ มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน ครอบครัวละ 3,000 บาท ผู้แทนรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเพชรบูรณ์ มอบหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอลล์ ผู้แทนสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ มอบชุดเครื่องนุ่งห่ม และยังมีส่วนราชการอื่นๆภาคเอกชน ประชาชน ร่วมมอบเงิน สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบอัคคีภัยอีกด้วย

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบูรณ์

นราธิวาส-กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมกับ ห้างแว่นท๊อปเจริญ จักิจกรรม“แว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ครั้งที่ 3 ในพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

ที่ว่าการอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานเปิดโครงการ “แว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ครั้งที่ 3 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยมี พันเอก มานิตย์ เผ่าพงษ์จันทร์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ,พันเอก ณรงค์ ตันติสิทธิพร รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ , พันเอก อนุชา โนนคู่เขตโขง รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า , พันเอก ภาคิณ เกื้อกูล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 , นายอำเภอเจาะไอร้อง , ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากห้างแว่นท๊อปเจริญ ตลอดจนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม

พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวว่า “ในปี 2566 - 2570 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ร่วมทำบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ บริษัทร่วมเจริญพัฒนา จำกัด หรือห้างแว่นท็อปเจริญ จัดโครงการแว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บริการตรวจวัดสายตาประกอบแว่น และมอบแว่นฟรีให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีละ 2,000 อัน รวมทั้งสิ้น จำนวน 11,000 อัน และในวันนี้ได้คัดเลือกให้ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเจาะไอร้อง เป็นเจ้าภาพจุดศูนย์กลางบริการประชาชน ที่ได้รับการคัดเลือกจากหน่วยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จำนวน 500 คน หลังจากนี้จะจัดกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งผลจากการจัดกิจกรรมเมื่อปี 2557 - 2562 สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการเป็นอย่างมาก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ประเมินโครงการและทำการสำรวจทราบว่า ยังมีพี่น้องประชาชนที่มีปัญหาด้านสุขภาพตา มีความต้องการตรวจวัดสายตาประกอบแว่นในทุกพื้นที่ จึงได้เดินทางไปทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับผู้บริหาร

ห้างแว่นท็อปเจริญ ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา เพื่อตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน ในนามของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ต้องขอขอบคุณบริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (ห้างแว่นท็อปเจริญ) ที่ได้จัดทำโครงการทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขอขอบคุณศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเจาะไอร้อง และทุกภาคส่วนที่ได้ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรม และคาดหวังว่าพี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมโครงการทุกท่านจะได้รับบริการตรวจวัดสายตาประกอบแว่นอย่างครบถ้วน และสามารถเป็นส่วนหนึ่ง ในการช่วยส่งเสริมให้พี่น้องประชาชน สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข“

สำหรับ "โครงการแว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้" จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2566 - 2570 รวมระยะเวลา 5 ปีเต็ม จากความตั้งใจให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกหมู่เหล่า ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและเป็นผู้ประสบปัญหาทางสายตาที่ยากไร้และขาดแคลน ให้สามารถเข้าถึงบริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นใหม่ฟรี นอกจากประชาชนจะได้มีสุขภาพดวงตา ที่ดีขึ้นมองเห็นชัดเจนแล้ว ยังช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบปัญหาทางสายตา ได้มีความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น สามารถประกอบอาชีพ เลี้ยงดูแลตนเองและครอบครัวได้ ทั้งยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย โดยห้างแว่นท็อปเจริญได้ยกขบวนทีมผู้เชี่ยวชาญ ระดับมีออาชีพ พร้อมด้วยอุปกรณ์และเครื่องมืออันครบครัน เพื่อลงพื้นที่ตรวจวัดสายตาประกอบแว่นใหม่ฟรี ให้แก่พี่น้องชาว 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้ครบทุกพื้นที่ รวมประชาชน เป้าหมายที่จะได้รับความช่วยเหลือจากโครงการฯ ทั้งสิ้น 10,000 ราย

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

'ดร.หิมาลัย' โพสต์ยินดี 'พล.ต.ท.ไตรรงค์' นั่งผบช.สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ตอกย้ำ!! อุดมการณ์คนทำงาน ภายใต้ภารกิจยึดตามพยานหลักฐานเป็นสำคัญ

(17 ต.ค. 66) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า…

“ความยุติธรรมต้องไม่มีธง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน”

หลังจากคำสั่งของ ตร.ให้อรรถ (พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ) ไปปฎิบัติราชการแทน ในตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ผมได้โทรไปแสดงความยินดีและพูดคุยกันหลายเรื่อง สุดท้ายผมก็ถามอรรถว่า ย้ายไปอยู่ตำแหน่งใหม่ รู้สึกอย่างไรบ้าง คำตอบของอรรถฟังแล้วน่าปลื้มใจแทนพ่อ วันนี้ พ่อไม่อยู่แล้ว ผมก็ได้แต่ภูมิใจและยินดี ในสิ่งที่พ่อสอนสั่งเขามา ทำไมเป็นอย่างนั้น ลองมาฟังคำตอบที่น้องชายผมตอบกันนะครับ

พี่อ๊อด ในความคิดอรรถ ตำแหน่งทุกตำแหน่ง เป็นเกียรติและศักดิ์ศรี ของตำรวจทุกคน เป็นโอกาสที่จะได้ทำงานตอบแทนแผ่นดิน ตอบแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เลี้ยงดูและสั่งสอนอบรมเรามา ตอนอรรถได้มาเป็น ผู้บัญชาการกองกฏหมายและคดี อรรถภูมิใจมาก เวลาทำงานเหมือนมีพ่อมาอยู่ใกล้ ๆ 

อาชีพของพ่อ นอกจากเป็นตำรวจแล้ว จะบอกว่าพ่อมีอาชีพเป็นพนักงานสอบสวนก็ได้ พ่อภูมิใจที่ได้เป็นพนักงานสอบสวนดีเด่นของ ตร. อรรถก็ภูมิใจที่ได้เป็น ผบช.กมค. ซึ่งถือเป็นเหล่าแม่ เป็นบ้านของพนักงานสอบสวน ในอุดมคติของอรรถ “ความยุติธรรม ต้องไม่มีธง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน” จะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมต้องมี 2 สิ่งประกอบกันคือ พยานและหลักฐาน จึงสามารถให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดได้ 

พยานหลักฐานนอกจากจะได้มาจากการสืบสวนและสอบสวนแล้ว ส่วนสำคัญที่สุดอีกส่วนก็คือ การพิสูจน์ว่าหลักฐานที่ได้มานั้นมีความถูกต้องแม่นยำมากแค่ไหน การนำพยานหลักฐานที่ได้มาตรวจพิสูจน์ยืนยันตัวผู้กระทำความผิด หรือนำพยานหลักฐานมาเชื่อมโยงเพื่อพิสูจน์เหตุการณ์ หรือคำให้การของผู้เกี่ยวข้องกับคดี ว่าจริงหรือเท็จ ซึ่งส่วนนี้ศาลจะให้น้ำหนักค่อนข้างมาก เพราะวัตถุพยาน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หรือทางเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็นพยานที่ไม่พูดเท็จ ไม่กลับคำให้การ ดังนั้นสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ต้องเป็นจรวดนำวิถีให้กับพนักงานสอบสวน คือต้องรวดเร็ว แม่นยำ และเข้าเป้า เป็นไม้ตายของกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น

การที่ผู้บังคับบัญชา ไว้วางใจให้อรรถมาอยู่ตรงนี้ (ผบช.สพฐ.) อรรถตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด อรรถมีหลาย ๆเรื่องที่อยากจะทำ กำลังพลที่นี่ดีมาก อรรถเคยสัมผัสมาตอนเป็น ผบก.ทว. เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีอุดมการณ์ ถ้าเขาไปอยู่ที่อื่น เขาจะได้ค่าตอบแทนมากกว่าเป็นตำรวจ แต่เขาเลือกที่จะอยู่กับเรา อรรถตั้งใจว่า เราจะมาช่วยกันพัฒนาหน่วยให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นที่ไว้วางใจและเชื่อถือของประชาชน

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 'เบนจา-สมยศ-ณัฐชนน' ผิดข้อหาดูหมิ่นศาล หลัง 'ชุมนุม-มั่วสุม' หนุนแม่เพนกวิน

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก'เบนจา-สมยศ-ณัฐชนน'ผิดข้อหาดูหมิ่นศาล จากการชุมนุมให้กำลังใจ ‘แม่เพนกวิน‘ หน้าศาลอาญา โดยสองรายแรกรวมโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ปรับ 30,100 บาท แต่ศาลให้รอการลงโทษ 2 ปี ขณะที่'สมยศ'คุก 1 ปี 8 เดือน 40 วัน ก่อนศาลให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

เมื่อวานนี้ 17 ต.ค. 66 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาคดีที่ณัฐชนน ไพโรจน์, เบนจา อะปัญ, และสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับ ฐานดูหมิ่นศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198, ชุมนุมมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายและไม่เลิกชุมนุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215-216, ฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต จากการชุมนุมเมื่อ 30 เม.ย. 2564 เพื่อให้กำลังใจมารดาของ ‘เพนกวิน’ พริษฐ์ ชิวารักษ์ ในการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวพริษฐ์ที่ศาลอาญา ซึ่งขณะนั้นพริษฐ์อดอาหารประท้วงในเรือนจำเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัว

ทั้งนี้ ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 3 ทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 เฉพาะจำเลยที่ 1-2 มีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่รับอนุญาต

พิพากษาจำคุกณัฐชนนและเบนจา ฐานดูหมิ่นศาล คนละ 2 ปี ปรับ 30,000 บาท ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุก 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท ฐานใช้เครื่องขยายเสียงฯ ปรับคนละ 100 บาท จำเลยทั้งสองให้การเป็นประโยชน์ต่อกาารพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ปรับ 30,100 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้คุมประพฤติเป็นเวลา 1 ปี รายงานตัว 4 ครั้ง และทำงานบริการสังคมตามที่เจ้าพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร

ส่วนสมยศเพิ่มโทษจากคดีก่อนหน้าหนึ่งในสาม ลงโทษจำคุกเฉพาะข้อหาดูหมิ่นศาล 2 ปี 8 เดือน ลดโทษเนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาหนึ่งในสาม เหลือโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน 40 วัน โดยไม่รอลงอาญา

จากนั้น ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวสมยศระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา ต่อมาเวลา 16.45 น. ศาลมีคำสั่งให้ประกันสมยศ โดยเห็นว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับจำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวในชั้นพิจารณา ไม่ปรากฏพฤติการณ์หลบหนี ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยที่ 3 ชั่วคราว ในระหว่างอุทธรณ์”

ศาลให้วางหลักทรัพย์ประกันในชั้นอุทธรณ์จำนวน 100,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ สมยศจึงได้รับการปล่อยชั่วคราวเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อไป

ก.แรงงาน ส่งเจ้าหน้าที่ชุดที่ 2 เพิ่มอีก 5 คน ขึ้นเครื่องกองทัพอากาศ ปฏิบัติภารกิจอพยพแรงงานจากอิสราเอลกลับไทย

วันที่ 18 ตุลาคม 2566 เวลา 09.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายภุชงค์ วรศรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ส่งทีมเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน เพิ่มเติมอีกจำนวน 5 คน จากชุดแรกที่ได้เดินทางไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา มุ่งหน้าสู่อิสราเอลด้วยเที่ยวบินพิเศษจากกองทัพอากาศ เพื่อสมทบการปฏิบัติภารกิจอพยพแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลกลับประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 พร้อมด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค ได้แก่ ข้าวสาร อาหารแห้ง ซึ่งผู้ประกอบการภาคเอกชนบริจาคสมทบให้กระทรวงแรงงานนำไปช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบในอิสราเอลและไม่สามารถออกมาทำงานได้ เนื่องจากต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่หลบภัย โดยมี พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้การต้อนรับ

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร  ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงแรงงาน ได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดแรกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจรับพี่น้องแรงงานไทยกลับบ้านที่อิสราเอลร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพอากาศ นั้น เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานได้เริ่มปฏิบัติภารกิจการอพยพ ช่วยเหลือแรงงานไทยในทันทีที่เดินทางถึงสนามบินนานาชาติ Ben Gurion อิสราเอล ซึ่งขณะนี้สามารถอพยพแรงงานไทยในจุดต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่อันตรายมาอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากปัจจุบันมีผู้แจ้งความประสงค์ขอกลับประเทศไทยเข้ามาจำนวนมากเกือบ 8,000 คน จึงทำให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ยังต้องการเจ้าหน้าที่สนับสนุนภารกิจ และเป็นกำลังเสริม ดังนั้นเพื่อให้การช่วยเหลือแรงงานไทยเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และคล่องตัวมากยิ่งขึ้น กระทรวงแรงงานจึงส่งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดเพิ่มเติมอีก 5 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นผู้มีจิตอาสาและสมัครใจไปปฏิบัติภารกิจ ที่มีเจตนารมย์เดียวกันที่ต้องการให้แรงงานไทยที่ต้องการกลับบ้านได้เดินทางกลับอย่างปลอดภัยและสามารถดำเนินการอพยพให้เร็วที่สุด

นายไพโรจน์ ยังกล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานชุดที่ 2 นี้ จะไปสมทบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานชุดแรกจำนวน 5 คน รวมเป็น 10 คน ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่จุดอพยพต่างๆ รวมทั้งที่สนามบิน เพื่อทำหน้าที่ในการประสาน อำนวยความสะดวกด้านเอกสาร รวมถึงการรวบรวมแรงงานไทย นอกจากนี้ ยังได้นำเครื่องอุปโภคบริโภคไปเพิ่มเติม ได้แก่ ข้าวสาร อาหารแห้ง ที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการ ภาคเอกชน สมาคม ตลอดจนห้างร้านต่างๆ ไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานครั้งนี้ด้วย เพื่อมอบให้กับทูตแรงงานที่อิสราเอล นำไปแจกจ่ายให้กับแรงงานไทยที่พักพิงอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น 

“ ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีความห่วงใยแรงงานไทยที่ไปทำงานที่อิสราเอลทุกคน และให้ความสำคัญกับภารกิจการช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยในครั้งนี้  ผมและเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานทุกคนจะดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถและขอให้เชื่อมั่นว่าพวกเราจะสามารถพาแรงงานไทยทั้งหมดกลับมาได้อย่างปลอดภัย” นายไพโรจน์ กล่าวท้ายสุด

สำหรับรายชื่อทีมเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานชุดที่ 2 จำนวน 5 คน ที่เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจในการอพยพแรงงานไทยที่อิสราเอลกลับประเทศไทยในครั้งนี้ ได้แก่1) จ่าเอก พันธ์ชิต กิจหวัง ผู้อำนวยการกลุ่มงานช่วยอำนวยการ กองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน 2) นายธีระศักดิ์ อยู่เพชร นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ กองพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 3) นายธนัตถ์ ช่างสาน นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ กองการเจ้าหน้าที่ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 4) นายเบญจรงค์ ว่องจรรยากุล หัวหน้าสำนักงานประกันสังคมจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง สำนักงานประกันสังคมและ 5) นางสาวบุษบัญชลี ภู่แก้วเผือก นักวิชาการแรงงานชำนาญการ สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่ พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนาม ของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ

วันที่ 17 ต.ค.66 เวลา 15.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์  สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยคุณ นิภาพรรณ  สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมพิธีเนื่องใน “วันตำรวจ” ประจำปี 2566 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งมีรายละเอียดการจัดงาน ดังนี้

• เวลา 15.15 น. พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 4 และถวายราชสักการะพระบรมรูป รัชกาลที่ 9 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม

• เวลา 15.40 น. พิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ประจำปี 2566 ณ หอประชุมชุณหะวัณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม และประกอบ
พิธีวางพวงมาลา และตรึงหมุดแผ่นจารึกรายชื่อข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิต แท่นที่ 10 ณ อนุสาวรีย์ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

• เวลา 17.00 น. พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของข้าราชการตำรวจ และนักเรียนนายร้อยตำรวจ ณ ลานฝึกศรียานนท์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม

ผบ.ตร. มอบ “แหวนอัศวิน” ให้ รอง สวป.เข้าระงับเหตุกราดยิง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สืบต่อประเพณี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ มอบแหวนอัศวิน เพื่อยกย่องข้าราชการตำรวจที่มีผลการปฏิบัติงานโดดเด่นเป็นประจักษ์ สร้างคุณประโยชน์

วันนี้ (18 ต.ค.66) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบ “แหวนอัศวิน” ให้กับ ร.ต.อ.ธัญอมร หนูนารถ รอง สว.สส.ปฏิบัติหน้าที่ รอง สวป.สน.ปทุมวัน ที่เข้าระงับเหตุคนร้ายกราดยิง  เพื่อยกย่องข้าราชการตำรวจ ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น สร้างคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สังคม และประเทศชาติ  วานนี้ (17 ต.ค.66) หลังพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ ณ ลานฝึกศรียานนท์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม  

สำหรับความเป็นมาของ “แหวนอัศวิน” สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ต้องการจะมอบรางวัลให้กับข้าราชการตำรวจ ที่ทำงานเสี่ยงตาย ทำชื่อเสียงในด้านปราบปราม และงานอื่น อันเป็นประโยชน์ต่อทางราชการตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายภูธร หรือฝ่ายนครบาล / จึงได้มอบเป็นแหวนทองลงยา ที่หัวแหวนเป็นตราหน้าหมวกตำรวจสีแดง โดย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ได้ตั้งชื่อแหวนนี้ว่า “แหวนอัศวิน”

“แหวนอัศวิน” ถือเป็นของอันทรงเกียรติ ที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับข้าราชการตำรวจที่ได้รับ และเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมา ทั้งนี้ ผบ.ตร. มีแนวคิดที่จะรื้อฟื้นประเพณีการมอบ “แหวนอัศวิน” เพื่อยกย่องข้าราชการตำรวจที่มีผลการปฏิบัติงานโดดเด่นและสร้างคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สังคม และประเทศชาติ จนเป็นที่ประจักษ์ ตามแนวทางของ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ให้กลับคืนมาอีกครั้ง เพราะการ  “เชิดชูคุณความดีตอนมีชีวิตดีที่สุด” ซึ่ง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจคนที่ 14 และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็น ผบ.ตร.คนที่ 14 เช่นเดียวกัน

โดย “แหวนอัศวิน” วงแรกมอบให้ ร.ต.อ.ธัญอมร หนูนารถ ได้ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จนสามารถหยุดสถานการณ์ได้อย่างเรียบร้อย จากเหตุการณ์ในวันที่ 3 ตุลาคม 2566 เพื่อเป็นเกียรติแก่ ร.ต.อ.ธัญอมรฯ และครอบครัว

สมาคมแม่บ้านตำรวจประกาศผลการตัดสินการประกวดแต่งคำกลอนและบทความ "ความภาคภูมิใจในครอบครัวตำรวจ" เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2566

วันนี้ (18 ต.ค.66) คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เปิดเผยว่า หลังจากสมาคมแม่บ้านตำรวจได้จัดกิจกรรมประกวดคำกลอน และบทความ “ความภาคภูมิใจในครอบครัวตำรวจ” เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2566 เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจในการเป็นครอบครัวตำรวจ โดยเปิดรับผลงานของบุตรหลานข้าราชการตำรวจนั้น

สมาคมแม่บ้านตำรวจได้พิจารณาคัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวัลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้ประกาศรางวัลการประกวดคำกลอนสำหรับระดับกองบัญชาการหรือเทียบเท่า และกองบังคับการในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานละ 3 รางวัล ประกอบด้วยรางวัลชนะเลิศ จำนวนเงิน 5,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1  จำนวนเงิน 3,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2  จำนวน 2,000 บาท 

ส่วนการประกวดการบทความ “ความภาคภูมิใจในครอบครัวตำรวจ” รางวัลการประกวด ประกอบด้วยรางวัลชนะเลิศ จำนวนเงิน 10,000 บาท  รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวนเงิน 3,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 2,000 บาท 

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านตำรวจได้จัดโครงการดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้บุตรหลานข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ ได้แสดงความสามารถ และแสดงออกถึงความรักความภาคภูมิใจในความเป็นตำรวจของบุคคลอันเป็นที่รักยิ่ง โดยสมาคมแม่บ้านตำรวจได้ร่วมกันคัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวัล ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลทุกคน ซึ่งสมาคมแม่บ้านตำรวจจะมอบเงินรางวัลให้กับหน่วยต่างๆ เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ที่ได้รับรางวัลต่อไป ทั้งนี้ สามารถติดตามประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลได้ทางเว็บไซต์สมาคมแม่บ้านตำรวจ policewives.police.go.th หรือเพจเฟซบุ๊ก “สมาคมแม่บ้านตำรวจ”

‘โรงเรียนนายเรือ’ เปิดรับสมัครนักเรียนเตรียมทหาร อายุ 16-18 ปี เข้าร่วม ‘โครงการฉลามขาว ปี 67’ พร้อมสิทธิประโยชน์เพียบ!!

‘กองทัพเรือ’ โดย ‘โรงเรียนนายเรือ’ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพเรือ ใน ‘โครงการฉลามขาว ประจำปีการศึกษา 2567’ 🛳️⚓🦈

โดยต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติเป็นนักเรียนชายที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ม.4) ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ

ต้องมีผลการศึกษาดังต่อไปนี้
- ภาคเรียนที่ 1 คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.75 และมีคะแนนเฉลี่ยวิชาพื้นฐาน ดังนี้
- วิชาคณิตศาสตร์ไม่ต่ำกว่า 3.50 
- วิชาวิทยาศาสตร์ไม่ต่ำกว่า 3.50 
- วิชาภาษาอังกฤษไม่ต่ำกว่า 3.0  
- มีอายุไม่ต่ำกว่า 16 ปี และไม่เกิน 18 ปี ในปีที่จะเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

**ซึ่งการนับอายุให้นับตามกฎหมาย ว่าด้วยการรับราชการทหาร คือ ผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่  1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551**

สิทธิประโยชน์ของนักเรียน ‘โครงการฉลามขาว’ 🦈 ได้รับทุนการศึกษาเป็นค่าใช้จ่าย ขณะศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และมีสิทธิ์สอบคัดเลือกไปศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ กลุ่มประเทศยุโรป/ สหรัฐอเมริกา/ ออสเตรเลีย รวมทั้งได้รับการพิจารณาให้ศึกษาในระดับปริญญาเอก ในสาขาวิชาที่กองทัพเรือต้องการ 🛳️⚓

***สมัคร ทางไปรษณีย์เพียงช่องทางเดียวเท่านั้นโดยสามารถ/Download ใบสมัคร/ทางเว็บไซต์โรงเรียนนายเรือ http://www.rtna.ac.th หรือ http://www.admission-rtna.net หรือ เว็บไซต์กองทัพเรือ https://www.navy.mi.th 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ : 0-2475-3995, 2475-7435 ระหว่างเวลา 08.00 น. ถึง 16.00 น.ทุกวันราชการ หรือ email : [email protected]

Spot ประชาสัมพันธ์ การรับสมัคร ‘โครงการฉลามขาว’ นักเรียนเตรียมทหาร ในส่วนของกองทัพเรือ ปี 2567 รับชมได้ที่นี่ >> https://youtu.be/zbRm4c2NmDE

‘กรมราชทัณฑ์’ ปล่อยตัว ‘เจ้าสัวเปรมชัย’ ออกจากเรือนจำทองผาภูมิแล้ว หลังต้องโทษคดีเสือดำทุ่งใหญ่นเรศวร พบคนสนิทจอดรถตู้รับหน้าเรือนจำ

(17 ต.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีข่าวลือกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ปล่อยตัวนายเปรมชัย กรรณสูต คดีเสือดำทุ่งใหญ่นเรศวรว่า หลังจากมีรถตู้และรถฟอร์จูนเนอร์ สีขาว 2 คัน ขับเข้าไปจอดที่บริเวณหน้าเรือนจำทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

โดยมีเจ้าหน้าที่จากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และคนสนิทของนายเปรมชัย กรรณสูต ร่วมเดินทางมาด้วยนั้น ล่าสุดเมื่อช่วงเวลาประมาณ 15.30 น.รถยนต์ตู้และรถฟอร์จูนเนอร์ได้พานายเปรมชัย กรรณสูต เดินทางออกไปจากเรือนจำทองผาภูมิแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top