'วราวุธ' เผย!! ขอควงล่ามภาษามือทุกครั้งที่ 'แถลง-สัมภาษณ์' หวังเปิดโอกาสให้ผู้พิการทางหู รับรู้ทุกข้อมูลข่าวสาร
(16 ต.ค. 66) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยถึงความช่วยเหลือแรงงานไทยที่เดินทางจากอิสราเอลว่า พม.ได้ส่งสหภาพวิชาชีพ เข้าไปพูดคุย 90 ราย แบ่งเป็นผู้ชาย 88 ราย ผู้หญิง 2 ราย ในจำนวน 90 รายนี้ ประสงค์รับการสนับสนุนเรื่องที่พักและค่าใช้จ่ายเดินทาง 29 ราย เป็นจำนวนเงินที่สนับสนุน 28,880 บาท ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว และในส่วนแต่ละจังหวัด ได้ให้เจ้าหน้าที่ พม.จ.ทุกจังหวัด ที่มีความพร้อมเข้าไปพูดคุย กับครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ มีอยู่ทั้งหมด 18 จังหวัด
และได้มีการบูรณาการร่วมกับกาชาด และกรมสุขภาพจิตแต่ละจังหวัด เยี่ยมบ้านทุกบ้านที่ได้รับผลกระทบ และมีการประเมินความต้องการปรึกษาฟื้นฟูสภาพจิตใจ 87 ราย พิจารณาเงินสงเคราะห์ 13 ราย และมีการทำแผนช่วยเหลือรายบุคคล ในระยะสั้น ระยะยาว โดยการเยี่ยมครอบครัว แบ่งเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บ 16 ราย ครอบครัวที่ถูกจับตัวประกัน 17 ราย และมีสายด่วน 1330 พร้อมให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมง
ขณะเดียวกัน ให้รายงานกับตนทุกวัน พร้อมแสดงความเสียใจกับครอบครัว รัฐบาลกำลังประสานงานเร่งพิสูจน์อัตตลักษณ์ ซึ่งต้องใช้เวลา เพราะทางการอิสราเอลได้การประสานจากหลายประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยเร่งดำเนิการอยู่ ยืนยันเจ้าหน้าพม.มีพอเพียงในการเข้าไปดูแลเยียวยา
อย่างไรก็ตาม การให้สัมภาษณ์ นายวราวุธ นำล่ามภาษามือ มาแปลในการให้สัมภาษณ์ข้างๆ โดยชี้แจงว่า จากนี้ไปจะมีล่ามภาษามือทุกครั้ง ในการแถลง หรือการสัมภาษณ์ ในการประชุมครม.ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีปัญหาผู้พิการทางหู ส่วนการเดินทางไปภารกิจต่างประเทศ จะพิจารณาเป็นกรณีไป เพราะแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน และการฟังภาษามือต้องเรียน ซึ่งตนเองก็ต้องเรียนและฝึกใช้ภาษามือ พร้อมกันยังได้โชว์สกิลภาษามือ เพลงหมอกและควัน ให้สื่อมวลชนดูด้วย

















ขณะเดียวกัน มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เรื่อง การขับเคลื่อนการให้บริการประชาชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e - Service) งานบริการ Agenda ที่กำหนดให้ส่วนราชการดำเนินการขับเคลื่อนฯ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 12 งานบริการ โดยระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) เป็น 1 ใน 12 งานบริการสำคัญการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) และ การพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าทางดิจิทัล (Face Verification Service - FVS) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะเชื่อมต่อการยืนยันตัวตนจากทุกภาคส่วนเข้ามาไว้ด้วยกัน แทนระบบเดิมที่ผู้ให้บริการและผู้รับบริการต้องมาเผชิญหน้าและแสดงตนเพื่อยืนยันตัวตนด้วยเอกสารทางราชการ กรมการปกครอง
ทั้งนี้ ในส่วนของประโยชน์ที่จะได้รับนั้น ในส่วนของประชาชนจะมีบัญชีผู้ใช้งาน (Digital ID) ที่มีระดับความน่าเชื่อถือสูงได้โดยสะดวก และสามารถนำไปใช้ในการเข้าถึงข้อมูล และบริการต่าง ๆ ของรัฐได้ (Single Account) ขณะที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน สามารถนำระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) ที่มีระดับความน่าเชื่อถือ มีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ดี มีระดับความมั่นคงปลอดภัยสูง สอดคล้องกับกฎ ระเบียบ และมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปใช้ในการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล (Digital Service) ของหน่วยงานตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสามารถผลักดันประเทศก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย



