Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

สื่อมวลชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวมาเลเซียและอินโดนีเซีย เยือน ศอ.บต. รับฟังการดำเนินการขับเคลื่อนด้านการพัฒนาในพื้นที่ จชต. พร้อมเปิดมุมมองด้านการท่องเที่ยวชายแดนใต้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เมื่อวันที่ (29 พฤศจิกายน 2566) ที่ผ่านมา พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ มอบหมายให้ นาวาเอก จักรพงษ์ อภิมหาธรรม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน ศอ.บต. ให้การต้อนรับ นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย ซึ่งนำคณะสื่อมวลชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวมาเลเซียและอินโดนีเซียกว่า 42 คน พบปะผู้บริหารของ ศอ.บต. และรับฟังการดำเนินการขับเคลื่อนด้านการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ณ ห้องประชุมน้อมเกล้า ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา ในโอกาสเดินทางมาเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อร่วมกิจกรรมสานสัมพันธ์สื่อมวลชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวคาบสมุทรมลายูครั้งที่  1 ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม 2566 ซึ่งจัดโดยสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่าย เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยเฉพาะเขตพัฒนาเศรษฐกิจ IMTGT และกระชับมิตรระหว่างสื่อมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสื่อไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแลกเปลี่ยนแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นระหว่างผู้ประกอบท่องเที่ยวทั้ง 3 ประเทศและเปิดมุมมองหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคต

นาวาเอก จักรพงษ์ อภิมหาธรรม กล่าวว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย โดยประชากรมากกว่าร้อยละ 80 นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งรัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความพิเศษของวิถีชีวิต และความศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่ จึงได้จัดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พิเศษ มีนโยบายการพัฒนาที่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตตามอัตลักษณ์และความเชื่อของตนเอง โดยเมื่อปี พ.ศ. 2524 รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. มุ่งเน้นบทบาทในการบูรณาการความร่วมมือและสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ “ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถอยู่ร่วมกันได้ในวิถีพหุวัฒนธรรม อย่างยั่งยืน” ปัจจุบัน ศอ.บต. ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานกว่า 40 แห่ง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านการพัฒนา อีกทั้งเป็นหน่วยรับผิดชอบในการกำกับดูแล ติดตาม และประเมินการดำเนินงานในภาพรวม  โดยได้มีการแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การยกระดับคุณภาพชีวิต การสร้างหลักประกันด้านสังคมจิตวิทยา เพื่อสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง และ การสนับสนุนการแสวงหาทางออกโดยสันติวิธี นอกจากนี้ ศอ.บต. มีภารกิจในการเสริมสร้างความเข้าใจที่ดีและการรับรู้อันดีเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ให้แก่กลุ่มเป้าหมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้าน ดาโต๊ะ ซัมซีร อาลัม เอส เอ็ม คัยรุดดีน ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ สำนักงานเลขานุการ องค์กร Kebangkitan Nusantara Sejahtera หรือ SKNS จากรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า ทางกลุ่มของตนต้องการที่จะพัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นในเรื่องของ Eco Tourism การท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ และประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกัน โดย SKNS เชื่อมั่นในความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างกลุ่มมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้และประชาชนในทาง 4 รัฐตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย 

ทั้งนี้ โครงการสานสัมพันธ์สื่อมวลชน เริ่มต้นวันแรกเข้าจากด่านเบตง จ.ยะลา จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี จ.สงขลา พบปะ ผู้บริหาร ศอ.บต. ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารองค์กรการท่องเที่ยว ผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ชมแหล่งท่องเที่ยวอันซีนและแหล่งใหม่ของแต่ละจังหวัด และสัมมนาหัวข้อ ความร่วมมือการพัฒนาการท่องเที่ยวและเขตเศรษฐกิจ IMTGT ที่จังหวัดสงขลา ก่อนเดินทางกลับผ่านด่านสะเดา

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ต้อนรับคณะสื่อมวลชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว จากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ในโอกาสเยือนพื้นที่ จชต. พร้อมรับฟังนโยบายและวิสัยทัศน์การแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่ 

วันนี้ (29 พฤศจิกายน 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ห้องประชุม 1 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พลตรี กรกฎ ภู่โชติ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และคณะฯ ต้อนรับ นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย พร้อมคณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการท่องเที่ยว จากประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซีย เข้าพบปะและรับฟังนโยบายและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในโอกาสเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี ผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสื่อพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทยได้ดำเนินงานสร้างความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนของประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซียมาอย่างยาวนาน ทางสมาคมฯ จึงได้จัดโครงการ "สานสัมพันธ์สื่อมวลชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวคาบสมุทรมลายู ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2566 เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยเฉพาะเขตพัฒนาเศรษฐกิจ IMTGT เชื่อมสัมพันธ์และกระชับมิตรระหว่างสื่อมวลชนมาเลเซีย อินโดนีเซียและสื่อมวลชนไทยในพื้นที่ จชต. และแลกเปลี่ยนแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ระหว่างผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้ง 3 ประเทศ และเพื่อเปิดมุมมองหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ต่อการรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ 

โอกาสนี้ พลตรี กรกฎ ภู่โชติ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางคณะฯ ได้มาพบปะพูดคุยกันในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างความร่วมมือกันระหว่างสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย, สื่อมวลชน และผู้ประกอบการ จากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ทั้ง สื่อมวลชนในท้องถิ่นและศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่อกันอย่างแนบแน่น รวมทั้ง ได้มีการนําข่าวสารสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นแก่พี่น้องประชาชนในประเทศของตนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความหลากหลาย ความเท่าเทียม ทั้งทางวัฒนธรรม และความเป็นสังคมที่ให้ความสําคัญกับเอกลักษณ์ของทุกเชื้อชาติ ศาสนา ภายใต้การเคารพความแตกต่างของกันและกัน ที่สําคัญยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสําคัญอีกมากมายที่สวยงามโดดเด่น มีเอกลักษณ์ พร้อมที่จะเป็นทางเลือกและรองรับนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมที่จะดูแลพื้นที่ให้มีความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวมาเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

นราธิวาส-มทภ.4 ”โครงการ “แว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้" กอ.รมน.ภาค 4  ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลประจำตำบลสะโลว์ (รพ.สต.) อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

ภายใต้อำนวยการ พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาค 4 ผอ.รมน.ภาค 4  สั่งการให้ พ.อ.สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม ผบ.ทพ.ฉก.45 พร้อมด้วย นายรพี มามะ คณะทำงาน แม่ทัพภาค 4   ร่วมมอบแว่นสายตา และพบปะกับ ประชาชน กลุ่มเป้าหมาย ตามโครงการแว่นสายตาที่มีคุณภาพ เพื่อประชาชน..ในการนี้มี คุณมารีสา อับดุลเลาะ  รักษาการ รพ.สต.สะโลว์ ร่วมต้อนรับ

พ.อ.สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม ผบ.ทพ.ฉก.45 ได้กล่าวว่า ทหารเคียงข้างประชาชน และพร้อมช่วยเหลือประชาชนเสมอ ตามนโยบาย แม่ทัพภาค 4 ผอ.รมน.ภาค 4 โครงการตาแว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ เน้นช่วยเหลือประชาชน ที่มีปัญหาทางสายตาสั้นและสายตายาว เพื่อให้มีแว่นตาที่มีคุณภาพ ใช้อ่านหนังสือ ใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ อื่นๆ ที่ต้องใช้สายตา ในการประกอบอาชีพในกิจวัตรประจำวัน อนึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้ยากไร้ ที่อยากจะได้แว่นหรือต้องใช้แว่น แต่ขาดทุนทรัพย์ด้วย ในส่วนทางปฎิบัติหลัก ทหารมีหน้าที่ รักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินให้กับประชาชน  และยังมีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน หากได้รับความเดือดร้อน อุทกภัย วาตภัย หรืออื่นๆ ที่จำเป็นให้แจ้งทหารได้ตลอด 24 ชม.ทหารพร้อมเสมอ ที่จะช่วยประชาชน
ด้านนายรพี มามะ คณะทำงานฯ กล่าวว่า ประชาชนทุกคนทุกศาสนา ในพื้นที่ล้วนมีบทบาทหน้าที่ การเป็นพลเมืองของประเทศ และทุกคนก็รักพื้นที่ ฉะนั้นทุกคนมีหน้าที่ ในการแสวงหาสันติสุข สันติภาพ และการมีส่วนร่วม เพื่อไม่ให้พื้นที่เกิดความรุนแรง ไม่เฉพาะแค่เจ้าหน้าที่เท่านั้น  แต่ประชาชนเป็นหัวในสำคัญ ที่ต้องร่วมมือร่วมใจ ส่งเสริมสนับสนุน การแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เกิดความมั่น และยั่งยืน เพื่อให้พื้นที่เกิดการพัฒนา สังคมและครอบครัว จะเข้มแข็ง ต่อไป

สำหรับโครงการ “แว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้" กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ทำบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ บริษัทร่วมเจริญพัฒนา จำกัด ( ห้างแว่นท็อปเจริญ ) จัดโครงการฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 - 2570 รวม 5 ปีเต็ม เป็นการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกหมู่เหล่า ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและเป็นผู้ประสบปัญหาทางสายตาที่ยากไร้และขาดแคลน ให้สามารถเข้าถึงบริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นใหม่ฟรี นอกจากประชาชนจะได้มีสุขภาพดวงตาที่ดีขึ้นมองเห็นชัดเจนแล้ว ยังช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบปัญหาทางสายตาได้มีความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูแลตนเองและครอบครัวได้ ทั้งยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และบริษัทร่วมเจริญพัฒนา จำกัด ( ห้างแว่นท็อปเจริญ )ได้เดินหน้าสานต่อภารกิจสำคัญ แว่นท็อปเจริญได้ยกขบวนทีมผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ พร้อมด้วยอุปกรณ์และเครื่องมืออันครบครัน เพื่อลงพื้นที่ตรวจวัดสายตาประกอบแว่นใหม่ฟรี ให้แก่พี่น้องชาว 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้ครบทุกพื้นที่ รวมประชาชนเป้าหมายที่จะได้รับความช่วยเหลือจากโครงการฯ ทั้งสิ้น 10,000 ราย

ข่าว.แวดาโอ๊ะ​ หะไร​ จ.นราธิวาส

"พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ฯ" เป็นผู้แทนหลวงปู่ทุย มอบรถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง แก่ ผบ.ตร. เพื่อส่งต่อโรงพยาบาลตำรวจ สำหรับดูแลพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

พ.ต.อ.หญิง ฉันฉาย รัตนพานิช รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วันนี้ (30 พ.ย.66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีมอบรถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง (มาตรฐานความปลอดภัย 10G) ณ ห้องพรมนอก อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีต ผบ.ตร. ,พล.ต.ท.โสภณรัตน์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร.และ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ร่วมพิธี

ทั้งนี้ หลวงปู่ปรีดา (หลวงปู่ทุย) ฉันทกโร วัดป่าดานวิเวก อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ  ได้มีเมตตาบริจาครถยนต์พยาบาล พร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง (มาตรฐานความปลอดภัย 10G) จำนวน 4  คัน รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 9,040,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โดยแบ่งมอบให้หน่วยต่างๆ ในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจ ได้แก่ กลุ่มงานศูนย์ส่งกลับและรถพยาบาล โรงพยาบาลตำรวจ จำนวน 2 คัน , โรงพยาบาลดารารัศมี จำนวน 1 คัน และโรงพยาบาลยะลาสิริรัตนรักษ์ จำนวน 1 คัน เพื่อใช้ประโยชน์ในการดูแลพี่น้องประชาชนต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวันนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีต ผบ.ตร. เป็นผู้แทนหลวงปู่ปรีดา ส่งมอบรถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง ให้กับ ผบ.ตร.

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ฯ กล่าวว่า ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอกราบนมัสการหลวงปู่ ด้วยความเคารพ และขอขอบคุณ  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นผู้กราบนมัสการเรียนหลวงปู่ปรีดา ว่าโรงพยาบาลตำรวจยังขาดแคลน และมีความต้องการรถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง จึงทำให้พระเดชพระคุณหลวงปู่  พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์ มีเมตตาบริจาครถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง ตลอดจนขอขอบคุณคณะศรัทธาสามัคคี มา ณ โอกาสนี้

‘ชาวเน็ต’ โวย!! ติดแฮชแท็ก #scbล่ม รับวันเงินเดือนออก หลังใช้แอปฯ โอน-จ่ายไม่ได้ ธนาคารแจง!! กำลังเร่งแก้ไข

(30 พ.ย.66) โลกทวิตเตอร์ (X) ติดแฮชแท็ก #scbล่ม รับวันสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2566 หลายที่ซึ่งเป็นวันเงินเดือนออก โดย แอปพลิเคชัน SCB EASY App ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ไม่สามารถใช้งานได้ ด้านเพจ SCB Thailand แจ้งว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินแก้ไข

โดย แอปพลิเคชัน SCB EASY App ของ ไทยพาณิชย์ ไม่สามารถใช้งานได้ตั้งแต่เช้าของวันนี้ (30 พ.ย.66) ชาวเน็ตต่างบ่นอุบเนื่องจากไม่สามารถใช้ธุรกรรมทางการเงินได้และรอคำชี้แจงจากธนาคารว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อสิ้นเดือนตุลาคมก็เกิดปัญหานี้เช่นกัน ก่อนจะมีการแก้ไขในภายหลัง

ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจ SCB Thailand ได้โพสต์ข้อความแจ้งว่า ขณะนี้ แอปฯ SCB EASY ไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว โดยอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข ธนาคารขออภัยเป็นอย่างสูงในความไม่สะดวกครั้งนี้ค่ะ

สำหรับท่านที่พบปัญหาไม่สามารถเข้าใช้งาน SCB EASY App ได้ ธนาคารรับทราบปัญหาและกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขโดยเร็วที่สุด ขออภัยในความไม่สะดวก มา ณ ที่นี้ค่ะ

‘เฉกอะหมัด กุมมี’ ข้าราชการชาวอิหร่าน ผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา

พิธีรำลึกถึง ‘ท่านเฉกอะหมัด กุมมี’ ชาวอิหร่าน ซึ่งมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ถูกจัดขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี ฯพณฯ ไซยิดเรซา โนบัคติ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำราชอาณาจักรไทยเข้าร่วมงานด้วย

ผู้เข้าร่วมพิธีรำลึกดังกล่าวประกอบไปด้วย ชาวไทยผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากท่านเฉกอะหมัด, ตัวแทนจากญามิอะตุ้ลมุศฏอฟา และที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมของสถานเอกอัครราชทูตอิหร่าน-กรุงเทพฯ เข้าร่วม โดยเริ่มต้นพิธีด้วยการอัญเชิญโองการจากคัมภีร์อัลกุรอ่านและมีการพวงหรีดที่สถานที่ฝังศพของท่านเฉกอะหมัด

ในปี 1605 ท่านเฉกอะหมัด เดินทางยังกรุงศรีอยุธยา หลังจากนั้นท่านก็เป็นหนึ่งในข้าราชการระดับสูงในราชสำนักแห่งกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากความสามารถในการบริหารจัดการและไหวพริบของท่าน และได้เข้ารับราชการที่กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของพระมหากษัตริย์ถึง 6 พระองค์ นับตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเนื่องจากท่านได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างมาก จึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ระดับสูงที่สำคัญ รวมทั้งตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนพระองค์อีกด้วย

ท่านเฉกอะหมัด ได้รับพระราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี (ชัยคุลอิสลาม) คนแรกแห่งกรุงศรีอยุธยา จึงถือเป็นท่านแรกของราชอาณาจักรไทย โดยมีหน้าที่ในการเป็นผู้นำชาวมุสลิมและดูแลกิจการของชาวมุสลิมทั้งปวงในราชอาณาจักร

ในสมัยของท่านเฉกอะหมัด เหล่าข้าราชบริพารและขนบธรรมเนียมของพวกเขาได้รับอิทธิพลจากชาวอิหร่าน พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาก็ทรงรับเอาวัฒนธรรมอิหร่านในเรื่องการแต่งกาย, การรับประทานอาหาร และรูปแบบสถาปัตยกรรม และบรรดาชาวอิหร่านมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวอยู่เป็นประจำ

ท่านเฉกอะหมัด สมรสกับสตรีคนหนึ่งจากราชวงศ์ และผลของการแต่งงานครั้งนี้ ท่านจึงมีทายาท คือ บุตรชาย 2 คนและบุตรสาว 1 คน ซึ่งในปัจจุบันลูกหลานของท่านนั้นยังคงเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในประเทศไทย เช่น ตระกูลอะห์หมัดจุฬา และบุนนาค เป็นต้น

ท่านเฉกอะหมัด ถึงแก่อนิจกรรมในปี 1631 สิริรวมอายุ 88 ปี และหลุมฝังศพของท่านตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมอิสลาม-อิหร่าน ตั้งอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

จะมีการสร้างภาพยนตร์สารคดีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวของบุรุษชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ เมื่อกว่าสี่ร้อยปีที่แล้วท่านได้เดินทางเข้าสู่ราชอาณาจักรไทย และมีบทบาทสำคัญในราชสำนักของไทย นับเป็นสิ่งสำคัญในการรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่มีร่วมกันของอิหร่านและไทย และยิ่งทำให้ผู้คนของทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันและรู้จักกันมากขึ้น

JKN ประกาศขู่เจ้าหนี้ หากคิดล้มแผนฟื้นฟู บริษัทต้องปิดกิจการ หุ้นเน่า เสียหายกันทั่วหน้า

(29 พ.ย.66) จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า บริษัทได้พยายามหาเงินมาชำระคืนหุ้นกู้ โดยเข้าเจรจากับนักลงทุน 3 กลุ่มเพื่อเพิ่มทุน ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน รวมถึงขายสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนและหาแนวทางการทำธุรกิจต่างๆ โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีการเจรจากับนักลงทุนต่างๆ ตลอดทั้งเดือน แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่จะหาเงินทุนมาชำระหุ้นกู้ได้ บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องยุติการเจรจาในวันที่ 30 ตุลาคม 2566

งบการเงินบริษัทมีทรัพย์สิน 67% เป็นทรัพย์สินไม่มีตัวตน ไม่สามารถแปลงมาเป็นเงินสดเพื่อชำระหนี้ได้ทันเวลา และในการเจรจากับผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้และผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ทาง KPMG ได้ร่วมกับบริษัทจัดประชุมเพื่อหาข้อสรุปในการชำระคืนหนี้

ในการประชุมเห็นตรงกันว่า ผู้ถือหุ้นกู้มีแนวโน้ม ไม่ยอมรับการชำระคืนหนี้ยาวนานถึง 8 ปี ต้องการรับเงินคืนภายใน 3 ปี บริษัทเห็นว่าจะไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้ บริษัทจึงตัดสินใจยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางตามแผนที่ได้รับจากที่ปรึกษาทางการเงิน โดยไม่ได้แจ้งที่ปรึกษาทางการเงินก่อนที่จะยื่นคำร้องในวันที่ 8 พฤศจิกายน  และบริษัทได้เข้าสู่สภาวะการพักชำระหนี้ทั้งหมด (Automatic Stay) ไปจนกว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

จักรพงษ์ กล่าวว่า การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด และเป็นวิธีการแก้ปัญหาเพียงช่องทางเดียวที่บริษัทมีในเวลานั้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อบริษัทและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และบริษัทได้ประเมินปัญหาและอุปสรรคที่อาจทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้มีดังนี้...

ต้องได้ความร่วมมือจากเจ้าหนี้ เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับการชำระหนี้ร่วมกัน เพิ่มความสามารถในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนธุรกิจจากธุรกิจ Content ไปเป็นธุรกิจใหม่ที่บริษัทได้เตรียมไว้ และ การหาพันธมิตร นักลงทุน ตลอดจนการจัดหาแหล่งเงินทุน สภาพเศรษฐกิจโดยเฉพาะภายในประเทศ

>> กรณีเลวร้ายที่สุด หากบริษัทไม่ได้รับอนุมัติให้เข้าแผนฟื้นฟูกิจการจะเกิดปัญหาตามมาดังนี้...

- ปริมาณหุ้นกู้ทั้งหมด หากเจ้าหนี้ทุกรายเรียกร้องบริษัทให้ชำระหนี้คืน บริษัทจะไม่มีเงินสดเพียงพอในการดำเนินธุรกิจแน่นอนซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคู่ค้าและบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
- บริษัทอาจจะต้องปิดกิจการหรือถูกฟ้องร้อง จนไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อไป และล้มละลายอันจะทำให้ทุกฝ่ายเสียหายอย่างมาก
- หุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะไม่มีมูลค่า ทำให้นักลงทุนและผู้ถือหุ้นได้รับผลกระทบรวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
- หากบริษัทต้องปิดดำเนินกิจการหรือไม่สามารถดำเนินการต่อได้ จะส่งผลกระทบต่อพนักงานของบริษัททุกคน 

จักรพงษ์ บอกอีกด้วยว่า บริษัทยืนยันว่ามีเจตนาที่ดีในการชําระหนี้สินให้แก่เจ้าหนี้ทุกฝ่าย โดยการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของบริษัทจะช่วยให้บริษัทแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกฎหมายรองรับและให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม อีกทั้ง บริษัทฯ ยังสามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ในระหว่างที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ เพื่อการแก้ไขปัญหาของบริษัทฯ และเพื่อสร้างผลกําไรจากการดําเนินกิจการต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคง

สำหรับ บริษัท JKN ได้ออกหุ้นกู้จำนวน 7 ชุด มูลค่ารวม 3,360 ล้านบาท แต่สภาพคล่องไม่เป็นไปตามแผน ทำให้หุ้นกู้รุ่น JKN239A ผิดนัดชำระหนี้ และถือเป็นเหตุให้เกิดการผิดสัญญาหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ ทั้ง 6 รุ่น นอกจากนี้ยังเป็นเหตุให้เกิดการผิดสัญญาหุ้นกู้แปลงสภาพและหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินด้วย  บริษัทได้แต่งตั้ง บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด (KPMG) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน KPMG

'โบว์-ณัฏฐา' แนะ!! ยกระดับภาษาอังกฤษคนไทยต้องให้เรียนไว้เป็นภาษาที่สอง พร้อมทั้งต้องสอนอย่างถูกวิธี ให้ความสำคัญครบ 'ศัพท์-ไวยากรณ์-ทักษะ'

(29 พ.ย.66) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ถึงประเด็นภาษาอังกฤษคนไทยลำดับต่ำลง ว่า...

ที่ภาษาอังกฤษคนไทยลำดับต่ำลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะเรียนไวยากรณ์มากไปอย่างที่พูดตามๆ กัน ที่มันดิ่งลงเรื่อยๆ เพราะไวยากรณ์ก็ทิ้ง ศัพท์ก็ไม่ให้ท่อง อยากสอนแนวใหม่แบบเน้นทักษะแต่จำนวนชั่วโมงก็ไม่พอ

ถ้าจะสอนแบบคนเรียนภาษาแม่ เน้นฟังเน้นพูด ก็ต้องมีเวลาอยู่กับภาษานั้นมากพอ แทบตลอดเวลา คือเรียนแบบ English as the First Language (EFL) ซึ่งพอระดับสูงขึ้นก็จะเน้นทุกอย่าง

ถ้าไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ก็ต้องเรียนในฐานะภาษาต่างประเทศ ซึ่งจะทิ้งศัพท์ทิ้งไวยากรณ์ไม่ได้ เพราะต้องมี Pattern ให้ตั้งหลักไว้ต่อยอดเมื่อมีโอกาสฝึกทักษะมากขึ้น คือเรียน English as a Foreign Language (EFL)

ทางที่ดี ยกระดับให้เรียนเป็นภาษาที่สอง จะได้ความเข้มข้นเพิ่ม และมีเวลาฝึกทักษะเพียงพอ แม้จะไม่ได้อยู่ในประเทศที่ใช้ภาษานั้นเป็นหลักก็ตาม คือเรียน English as the Second Language (ESL) 

คนจัดการศึกษาต้องเข้าใจและเลือกเอาสักอย่างค่ะ แต่ถ้ามีชีวิตแบบไม่มีภาษาอังกฤษแวดล้อมเลย แล้วทิ้งศัพท์ทิ้งไวยากรณ์ หวังพึ่งการพูดการฟังแค่สัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมง เพราะคิดว่าแบบนี้แหละคือการสอนแนวใหม่แล้ว … ผลที่ได้ก็คือ ถูกแซงเรียบ ดิ่งต่อได้อีก 

📍ถ้ายังทำอะไรไม่ได้ ระหว่างนี้ หยุดสร้างความเข้าใจผิดๆ กันก่อน เรียนภาษาต่างประเทศต้องให้ความสำคัญครบสามอย่าง 'ศัพท์ ไวยากรณ์ ทักษะ'

อย่าไปตั้งข้อรังเกียจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าสอนถูกวิธี ไม่มีแย่ลงค่ะ

อันนี้พูดถึงการยกระดับของคนทั้งรุ่นในระบบ ให้เปิดโอกาสไปถึงการใช้งานระดับสูงได้ ไม่ใช่แค่พอสื่อสารได้

ตร. แนะนำ 3 สิ่งที่ต้องทำ เมื่อถูกปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ “แจ้งความ รีพอร์ต บอกเพื่อน”

วันนี้ (29 พฤศจิกายน 2566) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันมีพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงบนสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก ซึ่งคนร้ายมักจะใช้บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแนะนำ 3 สิ่งที่ต้องทำ เมื่อรู้ตัวว่าถูกปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ นั่นคือ “แจ้งความ รีพอร์ต บอกเพื่อน” โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.“แจ้งความ” เมื่อรู้ตัวว่าถูกปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ จะต้องรีบดำเนินการรวบรวมหลักฐานเบื้องต้น เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นหลักฐานในการยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นผู้ใช้งานบัญชีดังกล่าว โดยข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้ประกอบการแจ้งความคือ ชื่อบัญชีปลอม ภาพบันทึกหน้าจอ และ URL ของบัญชีปลอม

2.“รีพอร์ต” ให้ทำการรายงาน (Report) บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมดังกล่าว ไปยังผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ดำเนินการตรวจสอบและปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีปลอม เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายนำบัญชีปลอมดังกล่าวไปหลอกลวง สร้างความเสียหายกับผู้อื่น

3.“บอกเพื่อน” ให้รีบแจ้งเพื่อน ๆ ในสื่อสังคมออนไลน์และทุกช่องทางให้รู้ว่า ท่านถูกปลอมบัญชี และยืนยันว่าท่านไม่ได้เป็นผู้ใช้งานบัญชีปลอมดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เพื่อนของท่าน ตกเป็นเหยื่อของคนร้าย อีกทั้งการบอกให้เพื่อนช่วยรีพอร์ตบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม จะช่วยให้ผู้ให้บริการปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีปลอมดังกล่าวรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ซึ่งหากพี่น้องประชาชน ทำตาม 3 สิ่งที่ต้องทำ ที่ได้กล่าวมาข้างตน ก็จะช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ ช่วยให้สามารถปิดกั้นบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมได้อย่างรวดเร็ว ลดโอกาสที่คนร้ายจะสามารถนำบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมไปหลอกผู้อื่น หรือบุคคลใกล้ตัว

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงทางสื่อสังคมออนไลน์ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

มูลนิธิบุณยะจินดา เพื่อข้าราชการตำรวจและครอบครัวมอบทุนสนับสนุนข้าราชการตำรวจดีเด่นต้นแบบและพลเมืองดี ทุนสงเคราะห์ข้าราชการตำรวจที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่  และทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจ ประจำปี 2566

วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล  ผบ.ตร. พร้อมด้วย คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา ประธานกรรมการมูลนิธิบุณยะจินดาเพื่อข้าราชการตำรวจและครอบครัว เป็นประธานในพิธีมอบถ้วยรางวัลและประกาศเกียรติยศแก่ข้าราชการตำรวจและพลเมืองดีผู้มีผลงานดีเด่นเป็นต้นแบบและมอบทุนสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือครอบครัวข้าราชการตำรวจผู้ที่เสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจ ประจำปี 2566 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับในปี 2566  มีข้าราชการตำรวจและพลเมืองดีเข้ารับรางวัลประเภทต่างๆ จำนวน 6 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 25 นาย เป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 450,000 บาท ดังนี้

รางวัลประเภท กลุ่มสัญญาบัตร ถ้วยรางวัลเกียรติยศ พร้อมเงินทุนสนับสนุนจำนวน 100,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ พ.ต.ท.สมชาย หัดขะเจ รอง ผกก.สส. บก.สส.จชต.ภ.9
รางวัลประเภท กลุ่มชั้นประทวน ถ้วยรางวัลเกียรติยศ พร้อมเงินทุนสนับสนุนจำนวน 40,000 บาท จำนวน 3 รางวัล ได้แก่
 1. จ.ส.ต.รณชัย  ภักดี  ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จว.นราธิวาส ภ.9
 2. ด.ต.วีรชัย   คำแก้ว  ผบ.หมู่ กก.ตชด.32 (ทำหน้าที่ครูใหญ่ รร.ตชด. เจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 4) บช.ตชด.
 3. ด.ต.อารยะ  ป้อมค่าย ผบ.หมู่ งานปฏิบัติการจราจรฯ 2 (โครงการพระราชดำริ) กก.6 บก.จร. บช.น.
 / รางวัลประเภท...

-2- รางวัลประเภท ประกาศเกียรติบัตร พร้อมเงินทุนสนับสนุน จำนวน 10,000 บาท 
ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจ จำนวน 16 รางวัล ได้แก่
ด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมดีเด่น
 1. พ.ต.อ.พันษา  อมราพิทักษ์  ผกก.สน.ทองหล่อ บก.น.5 บช.น.
 2. พ.ต.อ.อาทิตย์  ฉัตรชัยรัตนเวช ผกก.สภ.จัตุรัส ภ.จว.ชัยภูมิ ภ.3
 3. พ.ต.อ.จตุรงค์  กลิ่นศรีสุข  ผกก.สภ.แวง ภ.จว.สกลนคร ภ.4
 4. พ.ต.ท.บัณฑิต  หัตถพิถีพันธุ์  รอง ผกก.ป.สภ.ตะกั่วป่า ภ.จว.พังงา ภ.8
 5. พ.ต.ท.โสภาส  ถนนทิพย์  สวป.สภ.เมืองสมุทรสาคร ภ.7
ด้านป้องกันและปราบปรามยาเสพติดดีเด่น
 6. พ.ต.ท.วีรศักดิ์  รัตนประยูร  สว.กก.2 บก.ปส.3 บช.ปส. ด้านสอบสวนดีเด่น
 7. พ.ต.ท.อุทิศ  สุดใจ   รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ท่าเรือ บก.น.5 บช.น.
 8. พ.ต.ท.หญิง กนกลักษณ์ บวรสุคนธชาติ สว.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวนฯ บก.ปส.2 บช.ปส.
 9. พ.ต.ต.กิตติศักดิ์  แก้วมี  สว.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.ยะลา ภ.9 ด้านสืบสวนดีเด่น
 10. พ.ต.อ.ธราดล  เหมพัฒน์  ผกก.สภ.ทับคล้อ ภ.จว.พิจิตร ภ.6
 11. พ.ต.อ.ลิขิต  กล้วยดำรง  ผกก.1 บก.ปส.4 บช.ปส.
 12. พ.ต.ท.พูนสุข  เตชะประเสริฐพร รอง ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.1
 13. พ.ต.ต.ภาณุวิทย์  เพชรแทน สว.กก.สส.2 บก.สส.ภ.2
 14. พ.ต.ต.ณัฐพล  เสียมไหม  สว.กก.4 บก.สอท.3 บช.สอท. ด้านจราจรดีเด่น
 15. พ.ต.ต.สิทธิชัย  ประดับ  สว.จร.สภ.หาดใหญ่ ภ.จว.สงขลา ภ.9 ด้านอำนวยการดีเด่น
 16. พ.ต.อ.อภิรัตน์  เปี่ยมพูล  ผกก.1 บก.สอ.บช.ตชด. /รางวัลประเภท...

-3- รางวัลประเภท ประกาศเกียรติคุณพลเมืองดี พร้อมเงินทุนสนับสนุน จำนวน 10,000 บาท จำนวน 2 รางวัล ได้แก่
1. นายสมยศ เก็มกาแมน และ นายอามีน เก็มกาแมน
เมื่อวันที่ 23 ต.ค.2566 นายสมยศ เก็มกาแมน และนายอามีน เก็มกาแมน 
สองพ่อลูกไรเดอร์พลเมืองดีขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาพบเหตุการณ์ บริเวณหน้าห้างแห่งหนึ่ง
ริมถนนบางนา-ตราด ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัด สมุทรปราการ ได้ยินเสียงร้อง
ขอความช่วยเหลือจากหญิงชาวเมียนมา อายุ 46 ปี ว่ามีคนร้าย (นายนที วงดนตรี อายุ 40 ปี) กระชากสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง จึงได้ขี่ รถจักรยานยนต์ไล่กวดคนร้าย จนรถคนร้ายเสียหลักพุ่งชนแท่งแบร์ริเออร์ ก่อนจะวิ่งข้ามถนน จะไปขึ้นรถแท็กซี่ แต่ถูกรถกระบะชนซ้ำ แต่ไม่หยุด 
ลุกวิ่งข้ามถนน ลุกขึ้นวิ่งหนีอีกรอบ 2 พ่อลูกไรเดอร์จึงวิ่งตามไปช่วยกันจับกุมตัวไว้ได้รอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาควบคุมตัว เหตุเกิดพื้นที่ สภ.บางแก้ว ภ.จว.สมุทรปราการ

2. นายณรินทร์ธร รัตน์วงศ์ไพศาล
เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2566 เวลาประมาณ 15.48 น. นายหวังหวา (ผู้ต้องหา) อายุ 63 ปี 
ได้เข้ามาขอซื้อแหวนทองคำน้ำหนัก 1 บาท จำนวน 1 วง ณ ร้านทองชัยสุวรรณ ปากซอยจอมทอง 14 น.ส.ธิยรัตน์ อริยเมธฐานนท์ (ผู้เสียหาย) ได้หยิบขึ้นมาให้ดูแล้ว นายหวังหวาได้ชักอาวุธปืนปลอมออกมาขู่ ทำให้ น.ส.ธิยรัตน์ฯ ตกใจกลัว และได้วิ่งเข้าไปหลบหลังร้าน จากนั้นนายหวังหวาฯ ได้หยิบรีโมทของทางร้านกดเปิดประตูร้านทองชัยสุวรรณ แล้ววิ่งหลบหนีไปภายในซอยจอมทอง 14 
แต่นายณรินทร์ธรฯ เห็นเหตุการณ์จึงได้วิ่งติดตามจับกุม นายหวังหวาฯ ได้บริเวณสุดซอยจอมทอง 14 แขวง บางค้อ เขตจอมทอง กทม. น.ส. ธิยรัตน์ฯ และนายณรินทร์ธรฯ จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่
สายตรวจ สน.บางขุนเทียน มารับตัวนายหวังหวา เหตุเกิดพื้นที่ สน.บางขุนเทียนกรุงเทพมหานคร
รางวัลประเภท ประกาศเกียรติยศสดุดีวีรกรรม พร้อมทุนสนับสนุน จำนวน 25,000 บาท จำนวน 2 รางวัล ได้แก่
1. ด.ต.ตุแวเลาะ ลอมะ ดำรงตำแหน่ง ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ยะรัง จว.ปัตตานี ในพื้นที่ 3 จชต. ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2541 - วันที่ 28 ส.ค.2566 รวมกว่า 25 ปี 
ทายาท  นางตูแวเราะฮานี ลอมะ (ภรรยา)
2. ส.ต.ท.บุญกีนี ดือเร๊ะ ดำรงตำแหน่ง ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ยะรัง จว.ปัตตานี ในพื้นที่ 3 จชต. ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2562 - วันที่ 28 ส.ค.2566 รวมกว่า 4 ปี
ทายาท นายอิลีหยัด  ดือเร๊ะ (บิดา)

-4- เมื่อวันที่ 28 ส.ค.66 เวลาประมาณ 22.50 น. กำลังชุดปฏิบัติการร่วม ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร้อยเวร 20 สภ.ยะรัง กับเจ้าหน้าที่ อส.อ.ยะรัง จำนวน 1 ชป. ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยะรัง 6 นาย (1.ด.ต.ตุแวเลาะ ลอมะ 2.ส.ต.ท.บุญนี ดือเระ 3.ส.ต.ท.อิสมาแอ็น จิตหลัง 
4.ส.ต.ท.ศราวุฒิ สูสัน 5.ส.ต.ต.ธนทัต โชคมาก 6.ส.ต.ต.ธวัช เส็นฤทธิ์) และ อส.อำเภอยะรัง 2 นาย (1.นายชาญวิทย์ ดอเล็าะ 2.นายณรงค์ หระแก้ว) ออกปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนด้วยรถยนต์สายตรวจของ สภ.ยะรัง 1 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน เป็นของตำรวจ 1 คัน และอส.ยะรัง 1 คัน โดยทำการ ลาดตระเวนจาก สภ.ยะรัง มาตามถนนสาย 4061 (ยะรัง – มายอ) หมู่ 3 ต.ยะรัง 
อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนมาถึง บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลยะรัง ได้มีกลุ่มคนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิดบริเวณริมถนนข้างทาง พร้อมทั้งใช้อาวุธปืนยิงถล่ม
ใส่กำลังเจ้าหน้าที่ จนเกิดการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง หลังยิงปะทะกันพักใหญ่ กลุ่มคนร้ายจึงได้ล่าถอยหลบหนีไป ภายหลังเกิดเหตุทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ 5 นาย เสียชีวิต 2 นาย (ด.ต.ตุแวเลาะ 

ลอมะ และส.ต.ท.บุญกีนี ดือเระ) และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน เสียชีวิต 2 นาย
ทั้งนี้ มูลนิธิบุณยะจินดาเพื่อข้าราชการตำรวจและครอบครัวได้ให้มีการมอบทุนสงเคราะห์แก่ข้าราชการตำรวจผู้ได้รับบาดเจ็บจาการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัวผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อทางราชการและสังคม  จำนวน 164 นาย พร้อมทุนสงเคราะห์ จำนวนกว่า 646,000 บาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- กรณีการเสียชีวิต  จำนวน  10   รายรายละ 20,000 บาท
- กรณีการบาดเจ็บสาหัส จำนวน  46   รายรายละ   5,000 บาท
- กรณีการบาดเจ็บ  จำนวน  108   รายรายละ   2,000 บาท
และได้จัดให้มีการมอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจ รวมมูลค่ากว่า 1,034,000 บาท โดยแบ่งเป็นทุนการศคึกษาแบบต่อเนื่อง ระดับปริญญาโทต่างประเทศ โดยมอบทุนให้นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นละ 1 คนๆละ 1,000,000 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็น 2 ปี

ปีการศึกษาละ 500,000 บาท สำหรับในปี 2566 มอบให้กับ ร.ต.ต.ณัฐกานต์ ศรีสุกใส
เกรดเฉลี่ย 3.92 นรต.รุ่นที่ 76 และทุนการศึกษาแบบครั้งเดียวไม่ต่อเนื่อง ซึ่งมอบให้แก่บุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจที่ศึกษาในระดับตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี โดยแบ่งเป็น
- ระดับปริญญาโท  จำนวน          1   ทุน       ทุนละ   500,000 บาท
- ระดับปริญญาตรี  จำนวน        10   ทุน       ทุนละ     10,000 บาท

 / - ระดับมัธยมศึกษา...

-5-

- ระดับมัธยมศึกษา  จำนวน    52   ทุน    ทุนละ   5,000 บาท
- ระดับประถมศึกษา  จำนวน   58   ทุน    ทุนละ   3,000 บาท
 มูลนิธิบุณยะจินดาเพื่อข้าราชการตำรวจและครอบครัว ได้มีการดำเนินกิจกรรม
เพื่อสนองคุณความดีและตอบแทนคุณประโยชน์แก่ข้าราชการตำรวจผู้เสียสละ และเป็นแบบอย่าง
ที่ดีแก่สังคมเป็นประจำในทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา เพื่อสืบสานเจตนารมณ์
ของ พล.ต.อ.พจน์  บุณยะจินดา อดีตประธานมูลนิธิ ที่มีความประสงค์ที่จะให้การสนับสนุนและช่วยเหลือ อำนวยประโยชน์เพื่อสังคมและส่วนรวมตลอดไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอขอบคุณที่กรุณาเผยแพร่ข่าวสาร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top