Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

‘ศาลฯ’ สั่งจำคุก ‘อานนท์’ อีก 4 ปี ไม่รอลงอาญา คดีโพสต์เฟซบุ๊กดูหมิ่น-จาบจ้วง-ให้ร้ายสถาบันฯ

(17 ม.ค.67) ที่ห้องพิจารณาคดี 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ 2804 /2564 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา5 เป็นโจทก์ฟ้องนายอานนท์ นำภาอายุ 40 ปี อาชีพทนายความ เป็นจำเลยในความผิดดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

อัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2564 และวันที่ 3 มกราคม 2564 จำเลยได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กของตัวเองชื่อ อานนท์ นำภา รวม 3 ข้อความ มีผู้ติดตาม 227,286 คน มีการแชร์ข้อความนับ 10,000 ครั้ง และกดไลก์ นับ 10,000 ครั้ง โดยมีเนื้อหาดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย สถาบันเบื้องสูงอันเป็นความผิดตามกฎหมาย และให้ศาลบวกโทษจำคุกจำเลยคดีความผิดของศาลอาญานี้ และของศาลอื่นด้วย เหตุเกิดที่ อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด และท้องที่อื่นเกี่ยวพันกัน จำเลยให้การปฏิเสธ

วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยมีภรรยา บุตรชาย-หญิง 2 คน และมีผู้ให้กำลังใจจำนวนหนึ่งเดินทางมาศาล

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้วเห็นว่าข้อความทั้ง 3 ข้อความที่จำเลยโพสต์ในเฟซบุ๊กซึ่งเปิดสาธารณะ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจคลาดเคลื่อน เป็นการบิดเบือนดูหมิ่น ให้ร้าย จาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบัน ถือเป็นความผิดร้ายแรง 

พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาล้วนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่าต้องการให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ฟังไม่ขึ้น ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันเป็นบทหนักสุด

พิพากษาจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา และให้บวกโทษกับคดีดำ อ.2495/2564 ของศาลอาญา ส่วนคดีอื่น ๆ ที่ขอให้ศาลบวกโทษกับศาลอื่นนั้น เนื่องจากศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงให้ยกในส่วนนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาจำคุกนายอานนท์ 4 ปี ไม่รอลงอาญา ปรับ 2 หมื่นบาท กรณีนายอานนท์ ซึ่งเป็นแกนนำม็อบราษฎร ปราศรัยดูหมิ่นสถาบัน บริเวณอนุสาวรีย์สมรภูมิ เมื่อปี 2563 ซึ่งเมื่อรวมโทษกับคดีนี้ คงจำคุกนายอานนท์ รวม 8 ปี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซับน้ำตา บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนสินทรัพย์เก่า ซอยรามคำแหง 39 แขวงวังทองหลาง กรุงเทพฯ

ตามที่ได้เกิดอัคคีภัยบ้านเรือนประชาชนบริเวณชุมชนสินทรัพย์เก่า ซอยรามคำแหง 39 ถนนรามคำแหง แขวงวังทองหลาง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งเพลิงไหม้ในครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก

วานนี้ (วันอังคารที่ 16 มกราคม 2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ พร้อมด้วยนายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ  นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัย จำนวน 25 ครอบครัว 56 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,000 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว15 ชุด รายบุคคล 10 ชุด รวมมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 220,500 บาท (สองแสนสองหมื่นห้าร้อยบาทถ้วน)

ในการนี้ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล มอบเงินสดคนละ 400 บาท จำนวน 56  คน มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ มอบเงินสดครอบครัวละ 500 บาท จำนวน 25  ครอบครัว และมูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี  มอบข้าวสารให้คนละ 10 กิโลกรัม จำนวน 56 คน คิดเป็นมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 263,800  บาท (สองแสนหกหมื่นสามพันแปดร้อยบาทถ้วน) โดยมีนายสรวุฒิ ลันสุชีพ หัวหน้าฝ่ายเทศกิจ  สำนักงานเขตวังทองหลาง พร้อมด้วย นางนฤมล ขอดอนุ หัวหน้าฝ่ายรายได้  ร่วมในพิธี ณ บริเวณสำนักงานเขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลา 114 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung  

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418 
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

'มาสเตอร์สนั่น' ฟาดสื่อ!! แยกไม่ออกระหว่าง 'ได้ 0 ติด 0 เกรด 0' เคสน้องลมหนาว แจง!! นักเรียนไม่ได้ส่งงานถึงช่วงสอบกลางภาค = ได้ 0 คะแนน ยังมิใช่ได้เกรด 0

(17 ม.ค.67) จากเฟซบุ๊ก 'Sanan Aonket' ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีความคลาดเคลื่อนในการให้ข้อมูลของสื่อประเด็น น้องลมหนาวได้ 0 วิชาพลศึกษาและวิชาสุขศึกษา หลังลาไปแข่งสนุกเกอร์ ได้เหรียญทอง ว่า...

สวัสดีครับ ผมคือ มาสเตอร์สนั่น อ้นเกตุ ครูผู้สอนวิชาสุขศึกษา ชั้น ม.3 ตามที่เป็นข่าวดราม่า “น้องลมหนาวได้ 0 วิชาพลศึกษาและวิชาสุขศึกษา หลังลาไปแข่งสนุกเกอร์ ได้เหรียญทอง” ในขณะนี้

จริงๆ แล้วผมไม่อยากโพสต์อะไรเพราะกลัวจะกระทบกับเด็ก แต่จากข่าวบางสำนักที่ออกมาในตอนแรกนั้นได้ให้ข้อมูลที่ผิดอย่างมาก จนทำให้ผมถูกด่าถูกตราหน้าจากสังคมซึ่งมาจากการทำข่าวของสำนักข่าวเหล่านี้ และจากการแถลงข่าวจากทางโรงเรียน บอกตามตรงว่าข้อมูลไม่ครบถ้วนครับ

การโพสต์ในครั้งนี้จึงอยากจะออกมาอธิบาย ขอย้ำ! นี่! เป็นการอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ จะได้ไม่เข้าใจอะไรผิดๆ แล้วเอาไปด่ากันมั่วๆ สนุกปากครับ

จากข่าวต้นเรื่องที่ทำให้คนเข้าใจผิดกันมากที่สุดคือ เด็กติด 0 (หมายถึงได้เกรด 0 ที่เมื่อแก้ผ่านแล้วก็จะได้แค่เกรด 1) แต่ความเป็นจริงคือ เด็กได้ 0 คะแนนกลางภาค ซึ่งสามารถตามส่งงานและยังได้เกรด 4 อยู่

และอีกประเด็นคือ บอกว่าครูไม่นัดเด็กสอบทั้งๆ ที่เด็กลาไปแข่งกีฬาเยาวชนแห่งชาติ รอบคัดเลือกตัวแทนภาค 1 นครนายกเกมส์ และได้เหรียญทอง ซึ่งโรงเรียนได้อนุญาตให้ไปแข่งและสามารถเลื่อนสอบได้ 

ชี้แจงตามนี้ครับ… วิชาสุขศึกษาและพละศึกษา และวิชาอื่นๆ (ไม่ขอพูดถึงเพราะไม่ได้เป็นข่าว) เป็นวิชาที่ไม่มีสอบกลางภาค แต่เป็นวิชาที่เก็บคะแนนจากการทำงานส่งหรือเก็บคะแนนปฏิบัติระหว่างเรียนก่อนสอบกลางภาค แล้วนำคะแนนเก็บนี้มาใส่ในช่อง “คะแนนกลางภาค” ให้กับนักเรียน

ซึ่งในกรณีนี้นักเรียนไม่ได้ส่งงานเลยจนถึงช่วงสอบกลางภาค (ช่วงสอบกลางภาคขอเลื่อนสอบไปแข่งขันกีฬา) คะแนนส่งงานของเด็กจึงไม่มี ดังนั้นจึงให้ 0 คะแนน (ไม่ใช่ติด 0 หรือเกรด 0 ตามที่ข่าวลง) และผมก็ให้ 0 คะแนนกลางภาคไป 10 กว่าคนรวมถึงเคสนี้ด้วย

- การได้ 0 คะแนนกลางภาค ไม่ได้หมายความว่าได้เกรด 0 
- การได้ 0 คะแนนกลางภาค ไม่ต้องเสียเงินลงทะเบียนซ่อม
- การได้ 0 คะแนนกลางภาคสามารถตามส่งงานเพื่อให้มีคะแนนได้จนถึง final (หมายถึง วันที่ตัดเกรดก็ยังตามส่งงานให้มีคะแนนกลางภาคได้ ยืดหยุ่นสุดๆ)

การได้ 0 คะแนนกลางภาค เพราะโรงเรียนมีระยะเวลาในการกรอกคะแนนกลางภาคหลังจากสอบกลางภาคเสร็จ เพื่อให้มีใบคะแนนออกมาให้ผู้ปกครองได้ดูคะแนนเบื้องต้น ซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์ถึงพฤติกรรม ความรับผิดชอบ และวางแผนการเรียนให้ได้เกรดดีๆ ให้กับลูกได้ รวมถึงหากสงสัยใดๆ สามารถสอบถามกับครู หรือหากพบว่ามีปัญหาก็สามารถช่วยกันแก้ปัญหาเพื่อเด็กได้

การได้ 0 คะแนนกลางภาค เพราะวิชาสุขศึกษาที่ผมสอนนี้ ไม่มีสอบกลางภาค จึงได้กำหนดระยะเวลาส่งงานก่อนสอบกลางภาค (แต่จริงๆ แล้วผมก็ยืดหยุ่นให้ส่งหลังสอบ และยังมีเด็กมาส่งงานในวันสุดท้ายของการกรอกคะแนน ผมก็ยังรับงานและกรอกคะแนนให้ตามคุณภาพงาน ไม่ได้หักคะแนนส่งล่าช้าแต่อย่างใด และนักเรียนมีระยะเวลาทำงานส่ง 2-3 เดือนก่อนสอบกลางภาค)

จากข่าวดังกล่าวมีหลายข้อกล่าวหาที่อยากอธิบาย ดังนี้…

ครูผู้สอนเป็นโค้ชวอลเลย์บอลที่พานักกีฬาไปแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติเหมือนกัน ทำไมไม่ติด 0 ….

ใช่ครับ! นักกีฬาวอลเลย์บอลไปแข่งขันเหมือนกัน และได้ทำการเลื่อนสอบเหมือนกัน (แข่งขันตรงช่วงสอบพอดี) และมาตามสอบตามที่ฝ่ายวิชาการกำหนดในภายหลังเหมือนกัน ส่วนวิชาที่ไม่มีสอบกลางภาค แต่ต้องมีคะแนนกลางภาค นักกีฬาวอลเลย์บอลไม่มีใครได้ 0 คะแนนกลางภาคแม้แต่คนเดียว เพราะทุกคนรู้ว่าต้องแข่ง จึงรับผิดชอบตามงานให้เรียบร้อยก่อนไปแข่ง จึงทำให้มีคะแนนกลางภาค

ในส่วนนักกีฬาวอลเลย์บอลชั้น ม.3 ที่ไปแข่งในรายการนี้ ซึ่งผมก็เป็นคนสอนวิชาสุขศึกษาเขาด้วย มีอยู่ 1 คน ก็ไม่ได้ 0 คะแนนกลางภาค เพราะเขาก็ส่งงานก่อนไปแข่ง และทำส่งพร้อมเพื่อนๆ ปกติครับ และผมก็ตรวจงานให้คะแนนปกติเหมือนนักเรียนคนอื่นครับ

>> ครูไร้จรรยาบรรณ…
ผมให้ 0 คะแนนกลางภาค (ไม่ใช่เกรด 0) นักกีฬาที่ไปแข่งได้เหรียญทอง ไร้จรรยาบรรณ
กับ…
ผมให้คะแนนเด็ก ผ่านหรือเต็ม ทั้งที่ไม่มีงาน ไม่มีคะแนนเลย อาจจะมากกว่าหรือเท่ากับเด็กนักเรียนคนอื่นที่เข้าเรียนและส่งงานปกติ อันไหนไร้จรรยาบรรณกว่ากันครับ

จรรยาบรรณ… ก็ควรมีกับคนที่ไปเขียนข่าวด้วย เขียนข่าวมั่วข่าวผิด ได้ 0 ติด 0 เกรด 0 หัดหาข้อมูลให้ชัดแล้วค่อยไปเขียน ไม่ใช่ฟังอะไรมาก็ลงไปก่อน เอายอดคนอ่าน แต่เคยคิดถึงคนที่โดนด่าบ้างไหม ตอนทำข่าวใส่กันจัง แชร์กันจัง แล้วพอรู้ว่าให้ข้อมูลกันผิดจะแก้ไขอย่างไง เคยคิดจะขอโทษไหม จรรยาบรรณ?

ตรรกะง่ายๆ เด็กจะติด 0 ใช่เวลานี้ไหม เขาสอบปลายภาคกันช่วงไหน ปิดเทอมช่วงไหน ควรศึกษา… การให้ 0 คะแนนกลางภาคของผมมันโชว์ในใบคะแนน ซึ่งเด็กอาจจะถูกตำหนิ ถูกต่อว่า หรือหาวิธีแก้ไข จากผู้ปกครองไม่กี่คนที่จะรับรู้ถึงเรื่องคะแนนนี้ แต่สิ่งที่คุณทำข่าวผิด ให้ข้อมูลผิด ทำให้ผมถูกตราหน้าจากคนทั้งประเทศ คุณจะรับผิดชอบกันอย่างไร 

>> ขอแก้ข่าวที่ว่าระบบผิดพลาด…ไม่จริง!
ผมใส่คะแนนเอง ไม่มีอะไรผิดพลาด แต่ภายหลังจากนี้จะมีกระบวนการติดตามเด็กทั้งจากครูประจำวิชาและคุณครูประจำชั้น เพื่อแก้คะแนนในรายวิชาต่างๆ ที่ตกกลางภาค (ทุกวิชา)

หากผมผิดเพราะให้ 0 คะแนนกลางภาค (ไม่ใช่เกรด 0 สามารถแก้ไขคะแนน และยังได้เกรด 4) ผมว่ามันไม่ถูกต้อง

แต่ถ้าผมผิดเพราะให้ 0 คะแนนกลางภาค แล้วทำให้ไม่ถูกใจ อันนี้ผมก็ขออภัยและยอมรับผิด

บอกตามตรงผมไม่รู้ว่าที่ให้ 0 คะแนนไปนั้นเป็นลูกใครหรือมีอุปการคุณกับโรงเรียนอย่างไร แต่สำหรับเคสนี้ผมจำได้และจะระวังให้มาก ขออภัยอีกครั้งครับ

และในส่วนของเด็ก ซึ่งเป็นนักกีฬา สร้างชื่อเสียง และได้เหรียญทอง กีฬาเยาวชนแห่งชาติ รอบคัดเลือกภาค 1 นครนายกเกมส์ ผมให้เกรด 4 แน่นอนครับ เพราะโรงเรียนมีเกณฑ์ช่วยเหลือนักกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนอยู่แล้วครับ

อีกอย่างครับ… วอลเลย์บอลของผมที่พาไปแข่งก็ได้เหรียญทองเหมือนกันครับ

มุกดาหาร -ฉก.ทหารพรานมุกดาหาร รวบ 3 ตัวการค้ายาบ้าข้ามโขงได้พร้อมยาบ้า 300,000 เม็ด

เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2105 กรมทหารพรานที่ 21 (ร้อย.ฉก.ทพ.2105 กรม ทพ.21) ต.นาสีนวน อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร พ.อ.สุริวัชร์ อัครพรเดชาพงษ์ ผบ.กรม ทพ.21แถลงข่าวการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ขณะลำเลียงยาบ้าข้ามแม่น้ำโขงสามารถตรวจยึดยาบ้าได้จำนวน 300,000 เม็ด พร้อมผู้ต้องหา 3 ราย 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 มกราคม ร.อ.คำรณ คุ้มเขต ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดระหว่างประเทศจะเข้ามารับยาเสพติดบริเวณโรงสูบน้ำไฟฟ้า พื้นที่ บ.นาโพธิ์ ม.6 ต.โพธิ์ไทร อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร จึงได้จัดกำลังเฝ้าตรวจตามเส้นทางที่ได้รับแจ้ง ต่อมาเวลา 23.25 น. ชุดเฝ้าตรวจได้ใช้กล้องตรวจการณ์ วลากลางคืนตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามาจอดที่ท่าน้ำ บ.นาโพธิ์ จากนั้นได้มีการนำกระสอบปุ๋ยบรรจุสิ่งของลงจากลำเรือมาทิ้งไว้ที่บริเวณท่าน้ำและรีบแล่นเรือข้ามแม่น้ำโขงขับกลับไปฝั่ง สปป.ลาว อย่างรวดเร็ว

จากนั้นต่อมาได้มีชายฉกรรจ์ 2 คน เดินลงไปยังบริเวณที่มีการทิ้งกระสอบไว้ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าไปสอบถามทราบว่าชื่อ นายณัฐพลหรือเป้ บุทธิจักร อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 226 หมู่ 6 บ.นาโพธิ์ และนายชัยฤทธิ์หรือเซียง สมสะอาด อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 196 หมู่ 5 บ.นาโพธิ์ โดยขณะสอบถามชายทั้งสอง มีลักษณะท่าทางมีพิรุธและพูดจาวกวน จึงได้ทำการเปิดกระสอบออกดูพบห่อกระดาษไขประทับอักษร Y-1 จำนวน 150 ห่อ เมื่อเปิดภายในพบว่าเป็นยาบ้าจำนวน 300,000 เม็ด และยังพบเงินสดจำนวน 4,000 บาท เมื่อสอบถามชายทั้ง 2 คน ให้การยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างจากนายณรงค์ชัยหรือมิ้ว พรหมเสนา อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 67 หมู่ 6 บ.นาโพธิ์ ให้มาขนยาบ้าดังกล่าวโดยได้ค่าจ้าง 4,000 บาท  

เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการขยายผลโดยประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอนตาล เดินทางไปควบคุมตัวนายณรงค์ชัย ได้ที่กระท่อมนา พื้นที่ บ.นาโพธิ์ จากนั้นจึงได้ควบคุมตัวทั้ง 3 คน พร้อมกับตรวจยึดยาบ้า เงินสด และโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 3 เครื่อง ไว้เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาล ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘ช้างศึก’ ระเบิดฟอร์มชนะนัดแรก ‘เอเชียนคัพ 2023’ หลัง ‘ครูฝึกอิชิอิ’ เลือกใช้นักเตะที่คุ้นเคยกันลงสนาม

(17 ม.ค. 67) ฟุตบอล เอเอฟซี เอเชียนคัพ 2023 กลุ่ม เอฟ ที่ อับดุลลาห์ บิน คาลิฟา สเตเดียม ประเทศกาตาร์ ‘ทีมชาติไทย’ ทีมอันดับ 113 ของโลก ประเดิมสนาม เอาชนะ ‘คีร์กีซสถาน’ อันดับ 98 ของโลก 2-0 โดยเกมนี้ ‘ศุภชัย ใจเด็ด’ สวมบทฮีโร่ ซัดคนเดียว 2 ประตู ให้ทีมชาติไทย เก็บ 3 คะแนนสำคัญ

หลังจบการแข่งขัน ‘มาซาทาดะ อิชิอิ’ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กล่าวว่า “เกมแรกเป็นเกมที่ยาก แต่ว่าเราสามารถเก็บ 3 คะแนนได้ ถือว่าน่าพอใจมาก หลังจากเข้ามารับหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอน ก็พยายามเรียกนักเตะเป็นกลุ่มเป็นก้อน เคยเล่นด้วยกันให้มากที่สุด และทำงานร่วมกันมาก่อน ซึ่งมีส่วนสำคัญมากทำให้เราเก็บชัยชนะในเกมนี้”

"ทัวร์นาเมนต์เอเชียน คัพ ครั้งนี้ กว่าเราจะได้ถ่ายทอดสด ค่อนข้างกระชั้นชิดมาก แต่เราได้ดูถ่ายทอดสดถึง 2 ช่อง น่าจะทำให้แฟนบอลดีใจกับทีมชาติไทย ที่สามารถเก็บชัยชนะได้" อิชิอิ กล่าว

อิชิอิ กล่าวต่อว่า “การที่ สุภโชค สารชาติ เล่นร่วมกับเพื่อนคนอื่น ๆ ในทีมได้ดีวันนี้ ถือว่าเขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่ทำให้เราคว้าชัยในวันนี้ ผมไม่ขอวิจารณ์ทีมคู่แข่ง แต่ผมดีใจมากที่เราชนะในวันนี้”

สำหรับโปรแกรมนัดต่อไป ‘ทีมชาติไทย’ จะทำการแข่งขัน ฟุตบอล เอเชียน คัพ 2023 รอบสุดท้าย กลุ่ม เอฟ นัดที่สอง พบกับ ‘โอมาน’ ที่ อับดุลลาห์ บิน คาลิฟา สเตเดียม ในวันที่ 21 มกราคม 2567 เวลา 21.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายทอดสดทาง  PPTV HD ช่อง 36 และ T-Sports 7

'สุวัจน์' เป็นประธานถวายหุ่นขี้ผึ้งเสมือน สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ปางปัญญาบารมี ณ วัดอินทรวิหาร พร้อมเปิดให้ 'ปชช.-นทท.' เข้าชมทุกวัน

เมื่อวานนี้ (16 ม.ค. 67) พระโสภณธรรมวงศ์ (เจ้าคุณน้อย) เจ้าคณะแขวงสามพระยา เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหารฯ กรุงเทพ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีสมโภชบวงสรวงรูปเหมือนเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ปางปัญญาบารมี ณ มณฑลพิธีศักดิ์สิทธิ์ หน้าหลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง (บางขุนพรหม) กทม. 

โดยมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาสและเจ้าภาพ 'ปอ' นายตนุภัทร เลิศทวีวิทย์ ผู้บริหารเครือ TNP Group บริษัทนำเข้ารถรายใหญ่ของไทย ร่วมกับแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมพิธีจำนวนมาก 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ปางปัญญาบารมี องค์นี้ ... เป็นหุ่นขี้ผึ้ง ขนาดสูง 178 ซม. ดำเนินการจัดสร้างโดย 'สันติ พิเชฐชัยกุล' ประติมากรเอกระดับโลก

สำหรับหลวงปู่โตองค์นี้เป็นไฟเบอร์กลาส ไม่ได้เป็นหุ่นขี้ผึ้งเบอร์กลาส ทนความร้อนได้ รายละเอียดเส้นจะเก็บได้คมชัดกว่า ซึ่งอาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล ท่านนี้คือคนเดียวกับที่ปั้นรูปหล่อเหมือนในหลวง ร.9

สำหรับ สมเด็จฯ โต องค์นี้ จะตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ปางปัญญาบารมี ณ ศาลาสังฆานุสรณ์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ซึ่งภายในจัดให้มีบรรยากาศแบบย้อนยุค สมัยรัชกาลที่ 4 พร้อมกับการรับชมชีวประวัติ โดยสมเด็จฯ โต 'อิ่มบุญ อิ่มใจ' เปิดให้ประชาชน นักท่องเที่ยว เข้าชมได้ทุกวัน ณ วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง 

ทั้งนี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) มีความผูกพันกับวัดอินทรวิหารฯ มาตั้งแต่เยาว์วัย กล่าวคือ ตั้งแต่เริ่มหัดเดินจนได้บวชเรียนเป็นสามเณรหลวง จากนั้นท่านได้มาสร้าง หลวงพ่อโต (พระพุทธศรีอริยเมตไตรย) เป็นพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตร ขนาดใหญ่ สูง 32 เมตร เมื่อ พ.ศ.2410 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ท่านได้มรณภาพลงขณะที่สร้างไปได้ถึงบริเวณพระนาภี (สะดือ) การก่อสร้างจึงหยุดชะงักลง และได้มีการก่อสร้างต่อจนสำเร็จในปี พ.ศ.2467 สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้จัดให้มีงานสมโภชเป็นครั้งแรกเป็นเวลาสามวัน คือวันที่ 4-6 มีนาคม พ.ศ.2471 

'ลุงเปี๊ยก' ตอบปม ใช้เก้าอี้ทำร้าย 'ป้าบัวผัน' ยัน!! ตำรวจไม่ได้ 'บังคับ-เตี๊ยม' ให้รับสารภาพ

เมื่อวานนี้ (16 ม.ค.67) จากกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.บัวผัน (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี หญิงสติไม่ดี ที่ถูกกลุ่มวัยรุ่น 5 คน โดยในจำนวนนี้มีลูกของตำรวจสืบสวน สภ.อรัญประเทศ ฆ่าทิ้งสระน้ำข้างโรงเรียนใน จ.สระแก้ว

แต่ต่อมาตำรวจกลับจับแพะ คือนายปัญญา คงแสนคำ อายุ 54 ปี หรือลุงเปี๊ยก สามีผู้ตาย และส่งเข้าเรือนจำ ภายหลังเรื่องแดงจึงทำหนังสือขอปล่อยตัวออกมา

ทำให้ใครหลายคนต่างสงสัยว่าทำไม ลุงเปี๊ยกถึงรับสารภาพ พร้อมกับชี้จุดก่อเหตุได้อย่างถูกต้อง

เมื่อช่วงค่ำ วันที่ 16 มกราคม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจเเห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เดินทางมาที่ บก.ภ.จว.สระแก้ว เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงในประเด็นที่ ลุงเปี๊ยก รับสารภาพกับตำรวจ สภ.อรัญประเทศ พร้อมกับเปิดโอกาสให้สื่อได้สอบถามลุงเปี๊ยก

ช่วงหนึ่งนักข่าวสอบถามว่า ทราบได้ยังไงว่ามีการใช้เก้าอี้ตีป้าบัวผัน ซึ่งตรงกับคำให้การของเด็ก ลุงเปี๊ยก กล่าวว่า “ผมตั้งดั้นขึ้นมาเอง เป็นเรื่องสมมติ คือว่าผมเมา”

ส่วนมีเหตุผลว่าทำไม มีการเล่าเรื่องออกมาแบบนั้น ลุงเปี๊ยกกล่าวว่า “ไม่รู้อะไร ตอนนั้นมันคิดอะไรอัตโนมัติขึ้นมา ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าสิ่งที่ผมทำไปนั้นมันผิดหรือถูก ผมก็ยังไม่รู้ตัว เพราะยังเมาค้างอยู่ครับ”

บิ๊กโจ๊กได้ถามว่า แล้วไม่กลัวติดคุกเหรอ ที่ให้การแบบนั้น ลุงเปี๊ยกกล่าวว่า “ผมก็กลัวสิครับ”

บิ๊กโจ๊กถามต่อว่า แล้วมีใคร หรือตำรวจคนไหน มาเตี๊ยมให้การแบบนั้นบ้าง ลุงเปี๊ยกกล่าวว่า “ไม่มีเลยครับ ผมไม่รู้จริงๆ”

บิ๊กโจ๊กถามต่อว่า ทำไมถึงให้การว่า ใช้เก้าอี้ตี ทำไมไม่ให้การว่าบีบคอ ลุงเปี๊ยกตอบว่า “ก็ตำรวจยื่นให้”

ก่อนที่จะมีตำรวจแทรกชี้แจงว่า บริเวณดังกล่าวมีเก้าอี้วางอยู่แล้ว เพราะเป็นหอประชุม พื้นที่จัดกิจกรรมวันเด็ก

ต่อมา ลุงเปี๊ยกได้กล่าวว่า “ผมนึกขึ้นมา ตอนนั้นทะเลาะกัน ผมตั้งเรื่องขึ้นมาเอง ผมสมมติขึ้นมาเอง ตอนแรกผมก็เห็นสิ่งอะไรบางอย่างอยู่ตรงนั้น ผมนึกขึ้นมาเอง”

ต่อมา บิ๊กโจ๊กได้ถามพี่สะใภ้ว่า เชื่อที่ลุงเปี๊ยกพูดหรือไม่ โดยพี่สะใภ้ระบุว่า “ไม่เชื่อ มันกินเหล้า เบ๋อๆ มันกินเหล้า ส่วนตัวไม่เชื่อว่ามีใครเตี๊ยม คงจะเป็นบ้าของมันเอง”

ด้าน พ.ต.อ.พิเชษฐ์ ศรีจันทร์ตรา ผกก.สภ.อรัญประเทศกล่าวในระหว่างการแถลงข่าวว่า การควบคุมตัวลุงเปี๊ยกหลังจากที่ลุงรับสารภาพนั้นเนื่องจากลุงเปี๊ยกไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อาจจะหาตัวไม่พบในภายหลัง ไม่ใช่การจับกุมและเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานแล้วน่าเชื่อได้ว่าเป็นผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นคำรับสารภาพ เลือดคนที่ติดอยู่กับขากางเกง การพาไปดูที่เกิดเหตุ ผู้ตายไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับใคร และทั้งสองคนมีการทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายกันเป็นประจำ จึงต้องขออำนาจศาลควบคุมตัวไว้ก่อน ตามกฎหมาย ไม่ใช่การจับกุม

พ.ต.อ.พิเชษฐ์ กล่าวต่อว่า และการที่ต้องกันลุงเปี๊ยกไม่ให้พบกับผู้สื่อข่าวสืบเนื่องมาจากเป็นความประสงค์ของลุงเอง นอกจากนั้นโดยส่วนตัวแล้ว ยังไม่เคยเจอตัวรองสารวัตรสืบ ที่เป็นบิดาของเยาวชนที่ก่อเหตุเลย เพราะเพิ่งย้ายเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น ขอยืนยันว่าไม่มีการช่วยเหลือกัน ตามที่สังคมเข้าใจ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “ร.ต.ท.สถาพร สุจิณโณ” วีรบุรุษผู้เสียสละแห่ง ตชด.

วันนี้ (16 ม.ค. 67) เวลา 16.30 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ร.ต.ท.สถาพร สุจิณโณ ณ วัดสามกอง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา พร้อมด้วย พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ,พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะ ร่วมพิธี โดยมี พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา ผบ.ฉก.ตชด.44 พร้อมคณะให้การต้อนรับ 

ร.ต.ท.สถาพร สุจิณโณ อายุ 55 ปี หัวหน้าชุดเฝ้าตรวจชายแดนที่ 4411 สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ถูกกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิง ที่บริเวณบ้านตันหยง ตำบลตะปอเยาะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ ร.ต.ท.สถาพร สุจิณโณ ถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ที่ รพ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2567 เวลา 11.35 น. โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดสามกอง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยพิธีพระราชทานเพลิงศพ ร.ต.ท.สถาพร สุจิณโณ เป็นไปอย่างสมเกียรติยศ เต็มไปด้วยความอาลัยจากครอบครัว เหล่าผู้บังคับบัญชา เพื่อนข้าราชการตำรวจและเครือญาติ

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่ทอดทิ้งบุตรข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตในหน้าที่ โดยจะมีการพิจารณาเลื่อนขั้นยศตามความเหมาะ โดย ร.ต.ท.สถาพร สุจิณโณ ผู้เสียชีวิต มีบุตรชาย 1 คน คือ ส.ต.ต.ชานนท์ สุจิณโณ ปฎิบัติหน้าที่ กก.ตดช.43 พร้อมให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต 

ก่อนเดินทางกลับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ทักทายพูดคุยแก่ข้าราชการตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมย้ำสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่ทอดทิ้งประชาชนและบุคลากรตำรวจทุกคน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายให้กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนขับเคลื่อนการปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน ต่อการคืนเยาวชนหลักการ "การสร้างคน ให้คนกลับมาสร้างชาติ"

วันที่ 16 มกราคม 2567 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี-รังสิต เขตหลักสี่ กทม. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้เกียรติร่วมโครงการและ "มอบนโยบายการบริหารและขับเคลื่อน กระทรวงยุติธรรมเข้าสู่ยุค "ความ ยุติธรรมสำหรับทุกคน หรือความ ยุติธรรมนำประเทศ" ในโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ "การมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 " โดยมี พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมพินิจฯ พร้อม ด้วยรองอธิบดีฯ และผู้เข้าร่วม โครงการฯ จำนวน 144 คน ให้การต้อนรับและร่วมรับฟังนโยบายฯ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกรมพินิจฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบนโยบาย และแนวทางในการปฏิบัติราชการของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 

สามารถนำไปถ่ายทอดให้กับผู้ปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของกรมไปในทิศทางเดียวกัน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า "กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นกรมที่สร้างอนาคตให้กับประเทศไทย 

ท่านทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนที่ก้าวปกครองของเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาด ซึ่งแน่นอนว่าการสร้างย่อมดีกว่าการซ่อม แต่ถ้าท่านสามารถซ่อมแซมเด็กและเยาวชนคนหนึ่งได้ก็เท่ากับท่านได้สร้างคนที่มีคุณภาพกลับคืนสู่ประเทศชาติเพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเมืองของเรา ขอฝากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนว่าในพลวัตที่บ้านเมืองของเรามีความเปลี่ยนแปลงไป เราจะทำอย่างไรให้สถานพินิจฯ ที่เราอยู่นี้ให้เป็นสถานที่ที่มีคุณค่า เปลี่ยนมนุษย์จากที่ไม่รู้...ให้รู้ เปรียบเหมือนกับการช่วยเหลือคนจน หรือคนเจ็บป่วย หรือคนที่ตกทุกข์ได้ยากก่อนและอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือท่านต้องยึด โยงกับชุมชนให้ได้ เพราะ  อบต.ทุกแห่งก็มีการเชื่อมโยงกับระบบการศึกษา ฉะนั้นเราเป็นเหมือนพ่อแม่ที่ไม่ใช่แค่สอนเรื่องการศึกษาแต่เราต้องสอนให้เขาได้เรียนรู้ชีวิตด้วย 

ขอให้ท่านรักและศรัทธาในงานของท่าน เพราะสิ่งที่ยากคือการบูรณะกล่อมเกลาเขาให้ไม่กลับมากระทำผิดซ้ำ ฉะนั้นงานของท่านจึงเป็นงานที่มีคุณค่ามาก เราต้องให้คนกลุ่มนี้กลับมาพัฒนาสังคม และกระทรวงยุติธรรมยังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ "การสร้างคน...เพื่อให้คนกลับมาสร้างชาติ" และขอฝากทุกท่านในเรื่องของการสื่อสารและสร้างความเข้าใจให้กับสังคมในภารกิจงานของกรมพินิจฯ และกระทรวงยุติธรรมและช่วยกันนำความยุติธรรมไปสู่ทุกชุมชนต่อไป"

ขอนแก่น-ฟรี!คอนเสิร์ตการกุศล ฉลองครบรอบ 60 ปี มข.อุทิศเพื่อสังคม ช่วยเหลือชุมชนที่ยังขาดแคลน

เพื่อเฉลิมฉลอง 60 ปีมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมทั้งสนับสนุนนโยบาย Social Innovation หรือ การอุทิศเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และเพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ยังขาดแคลน และนี่ก็คือความตั้งใจและวัตถุประสงค์ที่ได้จัดงานขึ้นในครั้งนี้ 
   
เมื่อค่ำวันที่ 15 ม.ค.2567 ที่แปลงดอกแคคตัสอุทยานเทคโนโลยีการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานเปิดครั้งแรกและครั้งเดียวในรอบ 60 ปี ฟรีคอนเสิร์ตการกุศล เพื่อฉลองครบรอบ 60 ปี มหาวิทยาลัยขอนแก่น  “Dean Charity Concert : หนาวลมชมดอกไม้“  ภายใต้การอำนวยการของ รศ.ดร.เพ็ญศรี เจริญวานิช คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มข. ดื่มด่ำกับสายลมหนาวและบทเพลงอันแสนไพเราะจากศิลปินนักร้องอาชีพ อาทิ แน็ท เดอะวอยซ์ และ อินทร์ ดาริกา (แน็ทอินทร์ Love) พร้อมด้วยนักร้องรับเชิญกิตติมศักดิ์มากมาย กลางทุ่งดอกคัตเตอร์ ยามอาทิตย์อัสดง โดยมี นายศักดา ต้นคชสาร นายอำเภอสีชมพู, นายณัฐโรจน์ แก้วมาลา ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงลาน ตลอดจนคณบดีจากหลายคณะ พี่น้องประชาชน นักศึกษา เข้าร่วมชม คอนเสิร์ต กันเป็นจำนวนมาก
   
รศ.นพ.ชาญชัย  พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่าในการจัดงานฟรีคอนเสิร์ตการกุศล 60 ปีมหาวิทยาลัยขอนแก่นในครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือพี่น้องชุมชนทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งได้ทำหลายๆโครงการ และหลายๆคณะฯ ส่วนนี่ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ รศ.ดร.เพ็ญศรี  เจริญวานิช คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านได้ริเริ่ม และด้วยความร่วมมือจากคณบดีทุกคณะ ที่ได้มาจัดคอนเสิร์ตการกุศล เพื่อที่จะได้รวบรวมรายได้เหล่านี้ พร้อมทั้งบริจาคเสื้อผ้าและของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในชนบท และในพื้นที่ห่างไกล ปีนี้เราไปที่อำเภอสีชมพู ซึ่งในวันนี้ท่านนายอำเภอก็ได้มาร่วมงานด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งว่าเราอยู่ทางในเมืองหรือในมหาวิทยาลัย ไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปช่วยโดยตรง จึงได้ทำแบบระดมทุน คิดว่ามีส่วนช่วยในการบรรเทาสิ่งที่ขาดเหลือในชนบท โดยเฉพาะในอำเภอสีชมพู ในปีนี้ให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น
    
ด้าน รศ.ดร.เพ็ญศรี  เจริญวานิช คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า วัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ เป็นไปตามที่ท่านอธิการบดีฯได้กล่าวมาดังกล่าวข้างต้นแล้ว และรวมไปถึงการแสดงออกศักยภาพ ของคณบดี คณะฯ ต่างๆ ผู้อำนวยการสำนักด้วย และรวมไปถึงคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้วยความตั้งใจที่จะร่วมเฉลิมฉลอง 60 ปีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และพร้อมที่จะสนับสนุนนโยบาย Social Innovation หรือ การอุทิศเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และเพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ยังขาดแคลน และนี่ก็คือความตั้งใจและวัตถุประสงค์ที่ได้จัดงานขึ้นในครั้งนี้ และที่สำคัญก็เปิดโอกาสให้บุคลากร และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้มีความสดชื่นและมีความสุข ในช่วงเฉลิมฉลองปีใหม่ และฉลอง 60 ปีมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมทั้งได้อุดหนุน SMEs หรือธุรกิจเล็กๆ วันนี้เราเปิดตลาดนัดแบบ Street food บายาบาซ่า เปิดโอกาสให้ร้านอาหารที่แบบ Food truck มาร่วมออกบูธเพื่อจำหน่ายสินค้า เพื่อเป็นการต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการร้านเล็กๆอีกด้วย มาสนุกสนานร่วมกันเพื่อก้าวไปข้างหน้า กับมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้เจริญรุดหน้าให้มากกว่านี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top