Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

‘หมอมนูญ’ ห่วง!! ‘เด็ก-ผู้ใหญ่’ เสี่ยงป่วยไข้เลือดออก แนะฉีดวัคซีนป้องกัน ช่วยลดป่วยรุนแรงได้

(1 ก.พ. 67) นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ไวรัสไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ คนจึงอาจเป็นแล้วเป็นอีกได้ถึง 4 ครั้ง โรคนี้เป็นได้ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นครั้งที่ 2 จะหนักกว่าครั้งอื่น ๆ กลุ่มเสี่ยงที่ป่วยหนักคือ ผู้ใหญ่วัยทำงานถึงวัยกลางคนอายุ 25-54 ปี เพราะมีโอกาสติดเชื้อครั้งที่ 2 สูงกว่ากลุ่มอื่น แม้คนติดเชื้อครั้งที่ 2 จะสุขภาพดีก็ยังสามารถป่วยเป็นไข้เลือดออกรุนแรงได้ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะเจาะจง

ในปี 2566 ไข้เลือดออกระบาดหนักที่สุดในรอบ 5 ปี และในปี 2567 ไข้เลือดออกเป็นอีกโรคหนึ่งที่คาดว่าจะระบาดหนักร่วมกับโควิดและไข้หวัดใหญ่

โชคดีว่าโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน โดยมีวัคซีนตัวที่ 2 เพิ่งเข้าประเทศไทย ชื่อวัคซีน Qdenga เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ มีประสิทธิภาพดี สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกได้ทั้ง 4 สายพันธุ์สูงถึง 80.2% และลดการนอนโรงพยาบาลด้วยไข้เลือดออกได้สูงถึง 90.4% มีการศึกษาติดตามระยะยาวถึง 4.5 ปี พบว่ายังคงประสิทธิภาพในการป้องกันการนอนโรงพยาบาลจากไข้เลือดออกได้ถึง 84.1%

โดยแนะนำให้ฉีดเข้าต้นแขนใต้ผิวหนัง (subcutaneous) ในคนอายุ 4-60 ปี จำนวน 2 เข็ม โดยห่างกัน 3 เดือน เป็นวัคซีนที่ไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนฉีดวัคซีน เนื่องจากสามารถฉีดได้ทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออก แตกต่างจากวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกตัวแรก Dengvaxia ที่ต้องตรวจเลือดก่อนฉีด เพราะฉีดได้เฉพาะผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกเท่านั้น

ข้อห้าม: ห้ามฉีดผู้หญิงตั้งครรภ์ และกำลังให้นมบุตร คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ กินยากดภูมิ ได้ยาเคมีบำบัด เคยปลูกถ่ายอวัยวะ และคนติดเชื้อไวรัสเอชไอวี

'การบินไทย' รับสมัครนักบิน 'ไม่ระบุเพศผู้สมัคร' ครั้งแรก หลังจากที่ผ่านมา ระบุรับสมัครแต่ 'เพศชาย' เท่านั้น

(1 ก.พ.67) จากเพจ 'Wingtips' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศรับสมัครนักบิน (รูปแบบ QP-Qualified Pilot) ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสายการบิน โดยเป็นการรับสมัครครั้งแรกในรอบ 7 ปี และที่สำคัญคือไม่มีการระบุเพศผู้สมัคร เปรียบเทียบกับที่ผ่านมาที่จะระบุว่ารับสมัครเพศชายเท่านั้น

สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครเบื้องต้นมีดังนี้...

- สัญชาติไทย 
- การศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ไม่จำกัดสาขา (กรณีจบการศึกษาจากต่างประเทศ ต้องมีเอกสารเทียบวุฒิการศึกษามาแสดงให้เรียบร้อย)
- หากผู้สมัครเป็นเพศชายต้องพ้นพันธะทางทหาร (มี ส.ด. 8 หรือ ส.ด. 43)
- อายุไม่เกิน 54 ปีบริบูรณ์ นับถึงวันที่ 1 มกราคม 2568 คือ ไม่เกิดก่อนวันที่ 1 มกราคม 2514 เป็นต้นไป
- มีผลคะแนนภาษาอังกฤษดังนี้ ICAO English Language Proficiency ตั้งแต่ Level 4 ขึ้นไป และผลการสอบ THAI TEP มากกว่า 63 คะแนน หรือผลการสอบ TOEIC มากกว่า 650 คะแนน (ผลการสอบต้องมีอายุไม่เกิน 2 ปีนับถึงวันที่สมัคร โดยเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
- มีใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอก หรือ CPL/MPL พร้อมผลสอบ ATPL Knowledge ผ่านครบทุกวิชา และใบอนุญาตต้องออกโดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และยังมีผลใช้บังคับ (ในกรณีผลสอบ ATPL ไม่ครบทุกวิชา ในช่วงเวลาเปิดรับสมัคร ต้องนำผลสอบผ่านครบทุกวิชา มาแสดงภายในวันทำสัญญาจ้าง)
- มีใบสำคัญแพทย์ ชั้น 1 (Medical Certificate Class 1) ที่ออกโดยสถาบันเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ ที่มีผลใช้บังคับ
- ไม่มีประวัติอาชญากรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ผู้ที่สนใจสมัครสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ https://career.thaiairways.com/

เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ AI สู่ประสบการณ์ระดับโลก นำคณะ UTCC ศึกษาดูงานนวัตกรรมดิจิทัล ณ สิงคโปร์

สิงคโปร์ –ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก และที่ปรึกษากลยุทธ์ AI (AI Advocate)ได้จัดโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงนวัตกรรมให้กับคณะจากหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากทฤษฎีในห้องเรียนสู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในระดับสากล

การวางรากฐาน: ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านด้วย AI (AI Transformation) โครงการเริ่มต้นด้วยการบรรยายพิเศษโดย ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ในหัวข้อเกี่ยวกับ AI  ณ ม.หอการค้า ประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้เข้าร่วมก่อนการดูงานจริง โดยสรุปประเด็นสำคัญจากการบรรยายประกอบด้วย:

  • วิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์: การทำความเข้าใจจาก Predictive AI สู่ยุคของ Generative AI และพลังของ Large Language Models (LLMs) ในการขับเคลื่อนธุรกิจ.
  • ระบบนิเวศข้อมูลอัจฉริยะ: การวางโครงสร้าง Smart Analytics และการใช้คลังข้อมูลกลาง (BigQuery) เพื่อสร้างประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalization).
  • นวัตกรรมเพื่อสังคม: ตัวอย่างการใช้ AI ในระดับมหภาค ทั้งในด้านสาธารณสุข (ARDA) และการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่เน้นความยั่งยืน.

ประสบการณ์จริง: สัมผัสนวัตกรรมระดับโลก ณ สิงคโปร์ หลังจากการวางรากฐานทางทฤษฎี ดร. มนธ์สินี ได้นำคณะเข้าศึกษาดูงาน ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในประเทศสิงคโปร์ เพื่อรับฟังการอัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดจากทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญระดับโลก โดยเน้นการเรียนรู้วัฒนธรรมวิศวกรรมที่ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้จริง

"เป้าหมายของคือการพาผู้เข้าร่วมย้ายจากหน้าจอในห้องเรียน มาสัมผัสนวัตกรรมระดับโลกด้วยตัวเอง" ดร. มนธ์สินี กล่าวสรุป "การเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ทางวิชาการของม.หอการค้า เข้ากับประสบการณ์จริงจากทีมงานชั้นนำในสิงคโปร์ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับโลกยุค AI ได้อย่างแข็งแกร่ง"

'ตุ๊ดรีวิว' อัดคลิปขอโทษช่อง Top News หลังเจอช่องฟ้องหมิ่น 20 ล้านบาท

(1 ก.พ.67) เพจ 'ตุ๊ดส์review' ได้อัดคลิปขอโทษช่อง Top News ดังนี้...

สวัสดีครับ ผม ‘บอย’ ธนบัตร ชายด่าน admin เจ้าของสื่อ social media ‘ตุ๊ดส์review’ / tootsyreview

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2566 บอยได้โพสต์ข้อความและภาพที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท และก่อให้เกิดความไม่สบายใจต่อสถานีโทรทัศน์ TOP NEWS และตนเองได้ใคร่ครวญดีแล้วว่า ทั้งข้อความ และภาพดังกล่าว สร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ และไม่เป็นความจริง นำไปสู่ความเข้าใจผิดต่อสถานีโทรทัศน์ TOP NEWS

จึงขอนำคลิปวิดีโอ และข้อความนี้ แสดงถึงความสำนึกของตัวเองที่มีต่อความผิดพลาด และแสดงคำขอโทษไปยังสถานี รวมไปจนถึงส่งต่อเรื่องราวนี้ ไปยังบุคคลที่ผ่านเข้ามาอ่าน หรือชมวีดีโอนี้ ไม่ว่าจะทาง Facebook, Instagram และ Twitter ให้เป็นหนึ่งบทเรียนของการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์

เพราะการวิจารณ์โดยสุจริตนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องไม่เป็นการละเมิดผู้อื่น หรือทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อใคร และจากเหตุการณ์นี้ บอยเองจะนำไปปรับใช้ในการพัฒนา content และการวิพากษ์วิจารณ์ของเพจให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ใส่ใจสังคมมากขึ้น และระมัดระวังทุกการสื่อสารในการใช้คำพูดและข้อความอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อๆ ไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางลบต่อบุคคล และสังคมในอนาคต

และขอขอบคุณสถานีโทรทัศน์ TOP NEWS ที่ให้โอกาสบอยได้ชี้แจง แก้ไขปรับปรุง และแสดงคำขอโทษมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

บอย ธนบัตร ชายด่าน
admin เจ้าของเพจ #ตุ๊ดส์review

เหยื่ออาคารชุด “แดนลิฟวิ่ง” เฮ!!! กมธ.ปปง. ไกล่เกลี่ยสำเร็จ หลัง “ปปง.” ตกลงเปิดโอกาสผู้เสียหายแจ้งสิทธิ์ใหม่ 30 วัน ก่อนเสนอศาลผ่านอัยการขอใช้เงินที่ถูกยึด-อายัดกว่า 600 ล้านบาทเยี่ยวยา

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ห้องประชุมกรรมาธิการ N 407 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา(เกียกกาย) นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ง.) พร้อม กมธ. ที่ปรึกษา เลขานุการ ได้ประชุมพิจารณาปัญหาร้องเรียนจากผู้ได้รับความเดือดร้อนกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินอาคารชุด Than Living ถนนประชาอุทิศ กรุงเทพมหานคร ของบริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มีผู้ได้รับความเดือร้อนประกอบด้วย ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด และบุคคลผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ โดยมีผู้แทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมธนารักษ์ กรมที่ดิน ผู้จัดการ และกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด รวมไปถึงผู้เสียหาย เข้าเจรจาเพื่อหาทางช่วยเหลือ

การพิจารณาเพื่อหาช่องทางในการช่วยเหลือผู้เสียหายที่มีอยู่กว่า 900 ราย ที่ตกเป็นเหยื่อในคดี ซึ่ง กมธ.ปปง.ยังคงพิจารณา เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรม ต่อการเข้ายึดและอายัดทรัพย์ของ “ปปง.” เพราะผู้เสียหายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีของบริษัทกีธา พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด ที่ถูกยึดและอายัดทรัพย์สินในเหตุผลทางคดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งผู้เสียหายได้พยามต่อสู้มากว่า 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2557)และมีความเสียหายเบื้องต้นกว่า 400 ล้านบาท ที่ต้องการเรียกเงินดาวน์คืนจากโครงการนี้ จนมาถึงมือ กมธ.ปปง. ที่ยังคงทำการพิจารณาต่อเนื่อง

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธาน กมธ.ปปง. กล่าวว่า เป็นการประชุม ครั้งที่ 13 ปัญหาร้องเรียนจากผู้ได้รับความเดือดร้อนกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินอาคารชุดโครงการ Than Living ถนนประชาอุทิศ กรุงเทพมหานคร ของ บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากเจ้าของโครงการอาคารชุดถูกยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีโครงการรับจำนำข้าว จึงได้นำมาพิจารณาต่อเนื่องจากการประชุมครั้งที่แล้ว ผลการพิจารณาร่วมกันเพื่อหาทางช่วยเหลือให้กับผู้ร้องเป็นขั้นตอนในการช่วยเหลือตามกฏหมายให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อได้รับการช่วยเหลือ 

“กมธ.ปปง. จึงมีมติร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเปิดโอกาสให้ ผู้เสียหายที่เป็นผู้รับเหมารวมถึงผู้เสียหายจากเงินดาวน์อาคารชุดหรือที่ยังโอนไม่ได้ให้ไปยื่นแจ้งสิทธิ์ว่าเป็นผู้เสียหายยัง สำนักงาน ปปง. เพื่อให้มีรายชื่อในการช่วยเหลือ ซึ่ง สำนักงาน ปปง. จะเปิดให้ยื่นยันสิทธิ์ใหม่อีกครั้ง และจะมีการออกประกาศให้แจ้งสิทธิ์ภายใน 1 เดือน หลังจากนั้น สำนักงาน ปปง. จะรวบรวมรายชื่อผู้เสียหายทั้งหมดยื่นต่อศาลผ่านอัยการ เพื่อขอให้มีการเยี่ยวยาผู้เสียหาย เพื่อขอใช้เงินจำนวน กว่า 600 ล้านบาท ที่ สำนักงานปปง. ยึดและอายัด เอาไว้นำมาช่วยเหลือ ดังนั้นจึงขอให้ผู้เสียหายติดตามข่าวจากสำนักงาน ปปง. เพื่อแสดงตัวตามสิทธิ์ที่มี ส่วน กรณีการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดต่อกระทรวงการคลังโดยธนารักษ์ ก่อนจะไปทำการขายทอดตลาด จะทำกันภายหลังจากที่มีการเยี่ยวยาผู้เสียหายตามระยะเวลาที่ได้มีมติในที่ประชุมต่อไป“ นายเลิศศักดิ์ กล่าวในที่สุด

กทท.จัดสัมมนาโครงการการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม ศูนย์กระจายสินค้า อาคารสำนักงาน


วันที่ 31 มกราคม 2567 ที่ห้องประชุมชั้น 9 โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ ถ.สุขุมวิท การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) จัดงานสัมมนาโครงการการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการศูนย์กระจายสินค้า อาคารสำนักงาน และพื้นที่สนับสนุนท่าเรือกรุงเทพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับสู่การเป็นศูนย์กระจายสินค้าหลักของประเทศ โดยได้เกียรติจาก นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นางมนพร เจริญศรี) นายสุทธิพจน์ ถาวรพิศาลเกษม ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมฯ เข้าร่วมงานสัมมนา “โครงการการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการศูนย์กระจายสินค้า อาคารสำนักงาน และพื้นที่สนับสนุนท่าเรือกรุงเทพ” และร่วมรับฟังการเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาศูนย์กระจายสินค้า (DC) และธุรกิจใหม่ในพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ กับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของท่าเรือกรุงเทพฯ สู่การเป็น Smart  & Green Port” โดยมี นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วย เรือโท ภูมิ แสงคำ ผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ นายอภิเสต พงษ์สุวรรณ รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารสินทรัพย์และพัฒนาธุรกิจ นายแถมสิน ศรีบางพลีน้อย รองผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ  คณะผู้บริหารและพนักงาน กทท. ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานฯ

สำหรับการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ ดังกล่าว เป็นความร่วมมือดำเนินการระหว่าง กทท และมหาวิทยาลัยบูรพา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยทางเศรษฐกิจและการตลาด ที่จะส่งเสริมให้ท่าเรือกรุงเทพเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมทั้งการวิเคราะห์รูปแบบธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ ให้สอดรับกับแผนพัฒนาพื้นที่ของ กทท. เพื่อให้ท่าเรือกรุงเทพสามารถรองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล พร้อมทั้งการแก้ไขปัญหาการจราจร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมการค้า-การลงทุนของประเทศ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนต่อไป โดยการเสวนาฯ ในวันนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ประกอบด้วยคุณภาวิณา อัศวมณี รักษาการที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ) ดร. ปิยะนุช สัมฤทธิ์ นายกสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย (ผู้แทนจากผู้ใช้บริการด้านสินค้า) คุณคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (ผู้แทนจากผู้ใช้บริการด้านเรือ) และกัปตัน ดร.เฉลิมวุฒิ แท่นสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาพาณิชยนาวี (ผู้แทนจากภาควิชาการ)

"การพัฒนาท่าเรือกรุงเทพให้เป็นท่าเรือแห่งอนาคตเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของการท่าเรือในการทำให้ กทท. เป็นประตูหลักของการค้าและการขนส่งในภูมิภาคด้วยมาตรฐานการให้บริการในระดับโลกหรือ World Class Port โดยมีนโยบายการนำแนวคิด 3T (Transshipment, Transit, Traffic) และ 2D (Digitization, Decarbonization) เข้ามาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ 

โดยโครงการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้า หรือ DC (Distribution Center) เป็น 1 ใน 3 โครงการพัฒนาหลักของท่าเรือกรุงเทพ ที่เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับท่าเรือกรุงเทพ อีกทั้งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ต่อ GDP ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม คือ 

1) โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือแบบ Smart Port ที่นำเอาระบบ Automation มาใช้ในการบริหารจัดการ 
2) โครงการเชื่อมต่อทางพิเศษ S1 (อาจณรงค์-บางนา) ในการแก้ไขปัญหาการจราจร 

3) โครงการศูนย์กระจายสินค้าท่าเรือกรุงเทพหรือ Bangkok Port Distribution Center 
ซึ่งภายใต้โครงการฯ นี้ จะประกอบด้วยแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ภายในเขตรั้วศุลกากร 138 ไร่ (220,800 ตร.ม.) เป็นอาคารทรงสูง (Multilevel Warehouse) เพื่อรองรับปริมาณสินค้า/ตู้สินค้า LCL/CFS และกิจกรรมของท่าเรือกรุงเทพที่เพิ่มมากขึ้น เช่น Free Zone, Cold Chain Warehouse, E-Commerce Fulfillment Center, Last-Mile Delivery, Value Added Services, Cross-Border E-Commerce เป็นต้น และพัฒนากิจกรรมท่าเรือสมัยใหม่ (New Business Venture) เพื่อรองรับพลวัตการเติบโตและขยายตัวของเมือง โดยในโครงการฯ จะประกอบไปด้วยกิจกรรมการให้บริการต่าง ๆ เช่น คลังสินค้าทรงสูง ศูนย์เปลี่ยนถ่ายและขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พื้นที่บริหารจัดการรถบรรทุก (Truck Terminal) และอาคาร One Stop Services (OSS) เป็นต้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการของท่าเรือกรุงเทพในอนาคต" ผู้อำนวยการ กทท. กล่าว

“ครูบาธรรมชัย” องค์บุญแห่งเมืองล้านนา พระครูสุชัยธรรมนันท์เจ้าอาวาสวัดศรีพันต้น จ.น่าน และเจ้าสำนักสถานธรรม ธรรมชัย แผ่นดินทอง อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี

 พระครูสุชัยธรรมนันท์(ครูบาธรรมชัย )เจ้าอาวาสวัดศรีพันต้น จ.น่าน และเจ้าสำนักสถานธรรม ธรรมชัย แผ่นดินทอง อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าชีวิตท่านวัยเด็กก่อนเข้าศึกษาธรรมะ 
ครูบาธรรมชัยเจ้าสำนักสงฆ์ธรรมชัย ตำบลไชยสถาน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เจ้าอาวาส ตั้งแต่วัยเด็กเป็นเด็กต่างจังหวัด ครั้งก่อนจะบวช บิดามารดา ได้ล้มป่วยลง โยมพ่อทำงานเกี่ยวกัสาธารณประโยชน์ช่วยสังคม และประสบอุบัติเหตุ ทำให้ล้มป่วยขาหัก อยู่ในโรงพยาบาลน่าน หลายปี มาอยู่บ้านก็ไม่ดีขึ้น ทางผู้ใหญ่บ้าน หรือญาติโยม ก็พาโยมพ่อไปรักษาตัว  บังเอิญ หลวงปู่ขันธ์ วัดศรีพันต้น ตอนนั้นท่านก็ไปรักษาญาติโยมที่โรงพยาบาล ท่านได้รักษาโยมพ่อของครูบาธรรมชัย ที่โรงพยาบาล รักษาอยู่ 3 ครั้ง รักษาตัวอยู่หลายเดือน แข้งขาเดินไม่ได้ หนอนก็กิน เกือบต้องตัดขา หลวงปู่ขันธ์บอกว่าอยากหายไหม โยมแม่ท่านก็ได้บอกหลวงปู่ว่า ไม่มีเงิน ซึ่งหลวงปู่ขันธ์ท่านได้กล่าวว่า  “เราไม่ได้เอาเงินเอาทอง อยู่ที่โยมว่าจะไปรักษาหรือไม่  วัดศรีพันต้น”

ช่วงบวชเรียนธรรมะ ซึ่งเมื่อโยมแม่ของครูบาธรรมชัยท่านได้ฟัง ก็ได้เดินทางจากบ้าน ไปกราบหลวงปู่ขันธ์ และก็นำโยมพ่อไปรักษาสมัยนั้น ซึ่งโรงพยาบาลน่าน มีความอัตคัดอยู่ พยาบาลไม่อยากให้ออก คุณหมอไม่อยากให้ออกเพราะใกล้ตัดขาแล้ว  แต่โยมพ่อของท่านมีบุญเก่าอยู่ รักษาอยู่ที่วัดศรีพันต้นได้ 2-3 เดือน โยมพ่อก็เดินได้ หายดีแบบปกติ โยมแม่อยากให้ลูกชายบวช  เผอิญโยมแม่อยากพี่ชายบวชแทนก่อน แต่พี่ชายเป็นคนไม่ชอบวัดเท่าไรนัก 

ในขณะนั้นครูบาธรรมชัยท่าน ยังไม่จบ ป.4 หลวงปู่ก็ชี้มาที่ท่านว่าให้เด็กคนนี้บวชเณรทดแทนคุณ ท่านก็เลยตัดสินใจบวชอยู่กับหลวงปู่ ซึ่งชีวิตในการบวช หลวงปู่ให้ท่านนอนใต้เตียงทุกวัน ตื่นมาเรียนเวทมนต์กับหลวงปู่ขันธ์ ตอนตี 5 และก็ต้องนึ่งข้าวให้หลวงปู่ขันธ์ เพราะหลวงปู่ไม่ยอมฉันท์ข้าวใคร   
ท่านก็ได้เล่าเรียนกับหลวงปู่ตลอด ตั้งแต่ 1 ทุ่มตรงหลวงปู่เคาะระฆัง จนถึง 3 ทุ่มถึงเลิกทุกวัน เรียนกับหลวงปู่อย่างน้อย 20 กว่าปี จนถึง ปี พ.ศ. 2518 และได้ออกจากวัดศรีพันต้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2539 ไปสร้างที่วัดปางค่า ตำบลไชยสถาน อ.เมือง จังหวัดน่าน 

จากนั้นท่านมีแนวคิดในการที่อยากไปเล่าเรียนที่เมืองนอก แต่ยังไม่ได้ไป ท่านก็มีโอกาสได้ไปกราบพระหลายองค์ อาทิหลวงพ่อครูบาดวงดี หลวงพ่อครูบาอินทา หลวงพ่อครูบาวงศ์  ซึ่งอาจารย์แต่ละท่านก็ได้บอกว่าเราสามารถสร้างเองวัดได้แล้ว แต่ท่านยังมีความเชื่อในใจว่ายังไม่มีความสามารถดีพอ จึงได้เข้าไปกราบหลวงพ่ออุดตมะ ที่สังขละบุรี , จากนั้นไปกราบหลวงพ่อสุทธา กราบพระสงฆ์หลายองค์ วัดถ้ำตะเคียน จังหวัดพะเยา ,หลวงพ่อปัญญา ทุกอาจารย์ท่านก็ให้แนวคิดและคำสอนแก่ครูบาธรรมชัย 

ท่านเลยก็คิดว่าลองสร้างบุญดู โดยคิดว่า “ถ้าเสร็จก็เสร็จ ไม่เสร็จก็ไม่เป็นไร” ท่านมีแต่คนเข้าหา ท่านไม่ต้องการสร้างวัด  แต่ไม่ได้แข่งขันกับใคร ท่านอยากสร้างพระพุทธศาสนา   เนื่องจากท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ขันธ์ ที่เคยดูแลรักษาคนป่วยในโรงพยาบาลมาก่อน หลวงปู่ท่านก็ให้คำสอน ถ้ามีเงินอย่าลืมโรงพยาบาล อย่าลืมคิดสร้างบุญด้วยการสร้างโรงพยาบาล   
  
แนวคิดช่วยเหลือโครงการที่เกี่ยวข้องญาติโยมกับประชาชน ท่านครูบาธรรมชัย เป็นพระนักพัฒนา พระนักพัฒนาจะเป็น “พุทธบวร” คือการช่วยเหลือทุกสถาบัน การสร้างโรงพยาบาลเราไม่ได้สร้างเอง การสร้างด้วยใจมีแต่คนมาขอให้ท่านช่วย ท่านก็ช่วย ซึ่งถือเป็นการช่วยชาติจะเป็นเงินมากหรือเงินน้อย ถ้าไม่ออกจากใจก็ไม่สำเร็จอจะมีเงินถัง จะมีกี่ร้อยกี่ล้าน ก็ไม่สำคัญ ต้องทำออกจากใจถึงจะมีบารมีธรรม 
ปี 2547 ตอนนั้นท่านป่วยหนัก บังเอิญหลวงปู่ขันธ์ซี่งเป็นอาจารย์ท่านเคยช่วยเหลือโรงพยาลาล น่าน ท่านได้มรณภาพในปี 2539 อยากช่วยโรงพยาบาล คุณหมอวิวัฒน์ชัย ทำหนังสือให้ท่านไปช่วยเหลือผู้ป่วย พ.ศ 2548-2562 ท่านก็ไปทุกวัน คุณหมอได้มากระซิบว่าเครื่องมือของโรงพยาบาลไม่ค่อยพร้อม  ซึ่งท่านก็มองว่าคนไทยต้องช่วยเหลือกันให้เป็นกุศลนำทาง โดยเริ่มจากชุดแรก ตามด้วยชุดที่ 2 และชุดที่3 ไปจนเพิ่มมากขึ้น ท่านมีแนวคิดอยากช่วยสร้างตึกพิเศษ 39 ห้อง ซึ่งเป็นการรวบรวมปัจจัยจากลูกศิษย์ช่วยกันสร้าง  เนื่องจากแถวนั้น ทุรกันดานมาก 

ท่านมีแนวคิดในการสร้างโรงพยาบาลที่บนดอยของในจังหวัดน่าน คือ สำนักสงฆ์ธรรมชัย ตำบลไชยสถาน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน นอกจากนี้ท่านยังช่วยเหลือ บอกต่อญาติโยมในการช่วย โรงพยาบาลใน ตำบลนาน้อย จังหวัดน่าน , อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย , หน่วยงานอนามัยหลายที่หลายจุด จนไปถึงบ้านไร้ที่พี่ง เห็นผู้ป่วยอยู่ รพ.เยอะ ,นอกจากนี้ยังทำบุญร่วมบุญกัน ซื้อรถส่งศพไร้ญาติ อีกด้วย

ท่านคิดว่า การช่วยเหลือสังคมไม่ได้ผิด การช่วยเหลือโรงพยาบาล การช่วยเหลือของญาติโยมทุกคน ขอเพียงแต่ให้ทุกท่านช่วยเหลือมาจากใจ ถ้าญาติโยมเงินทองไม่ใช่สิ่งจำเป็นเท่ากับ ใจที่อยากเป็นกุศลร่วมบุญ และช่วยเหลือผู้อื่น ก็เป็นกุศลมากมายนัก

การตรวจชะตาเสริมบารมีการตรวจดวงชะตาของครูบาธรรมชัยนั้น วิธีของท่าน ท่านไม่ต้องการให้เอาปัญหามาบอกท่านก่อน ท่านไม่ชอบในแนวทางนี้ การตรวจดวงชะตาของท่าน  ญาติโยมจะถวายผ้าไตรก่อนแล้วท่านจะชี้ไปที่คนคนนั้นก่อนเลย ท่านอยากชี้ทางเองมากกว่า และท่านจะทัก มองจากกรอบหน้ามองจากพื้นดวง ท่านก็สามารถทักได้แบบตาเห็น

ในส่วนการขีดเส้นวาสนา เพื่อพลิกชะตา พลิกชีวิตนั้น ครูบาธรรมชัย ได้เรียนรู้วิชามากจาก หลวงพ่อครูบาวงศ์ ลี้ลำพูน การขีด 10 วัน 20 วัน เป็นเดือน อาจจะไม่เกิด หากเราไม่เคยเคารพบิดามารดา ขีดยังไงก็ไม่ขึ้น อยู่ที่ความเชื่อ ขีดแล้วดวงปิดก็มี  ท่านได้จัดทำตะกรุด เมื่อ ปี พ.ศ. 2551 สร้างรุ่นพลิกชีวิต และรุ่นเหนือดวง บางคนก็มีเฮง อยู่ที่ความเชื่อแต่ละคน ตะกรุดมีทุกวัด แต่วัดไหนก็อยู่ที่ความเชื่อของญาติโยม ความศรัทธา การคิดดี และทำดี   ซึ่งตะกรุดรุ่นพลิกชีวิต ตอนนี้เหลือแค่ 30,000 ดอกเท่านั้น  รุ่นเหนือดวง 10,000 กว่าดอกเท่านั้น นำปัจจัยที่ได้ ไปช่วยสังคมต่อไป

“ขอญาติโยมมีเงินมีทอง กราบอาตมาภาพ ขอให้ 9 ดี 10 ดี ขอญาติโยมทุกท่านเป็นเศรษฐีคนใหม่เทอญ” 

"โชคชะตา" ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีทั้ง ดี และ ร้าย 
"โชคชะตา" เป็นสิ่งที่เรากำหนดและควบคุมไม่ได้ 
แต่สามารถดูเพื่อการ "แก้ไข" ได้ 

ตรวจเช็คดวงชะตากับองค์บุญแห่งเมืองล้านนา 
- ครูบาธรรมชัย - 
เจ้าอาวาสวัดศรีพันต้น อ.เมือง จ.น่าน และสถานธรรมชัยแผ่นดินทอง อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี 
เปิดรับบัตรคิวเวลา 06.00 น. - 17.00 น. 
จำนวน 200 คิวต่อวัน  
1 คิว = 1 คน 
❌งดการจองคิว รับบัตรวันต่อวันเท่านั้น 
สอบถามรายละเอียดได้เลยทักแชท 
Facebook ครูบาธรรมชัย – จ. น่าน หรือ แอดไลน์Open Chat (id line : สายกลุ่มสายบุญหลวงพ่อครูบาธรรมชัย(ซานต้า)

สตม.จับหนุ่มเมืองผู้ดีหื่น ก่อคดีพรากผู้เยาว์ไปกระทำอนาจาร

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ระพีพัฒน์ อุตสาหะ รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงชัย ผกก.สส.บก.ตม.๓, พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สส.บก.ตม.1, พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

1. สตม.จับหนุ่มเมืองผู้ดีหื่น ก่อคดีพรากผู้เยาว์ไปกระทำอนาจาร บก.สส.สตม. จับกุมนายไทเลอร์ (นามสมมติ) อายุ 38 ปี สัญชาติอังกฤษ ตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ จ.21/2567 ลงวันที่ 12 มกราคม 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกิน สิบแปดปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุสมควรเพื่อการอนาจาร นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง จว.ภูเก็ต ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมพื้นที่ ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่

พฤติการณ์จับกุม ในระหว่างปี พ.ศ.2557 – 2558 นายไทเลอร์ ผู้ต้องหา ได้เดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทย และได้ไปเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ในระหว่างที่เป็นครูนั้นนายไทเลอร์ ได้ก่อเหตุพาเด็กนักเรียนหญิงต่างชาติ อายุ 16 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติแห่งนั้นไปกระทำอนาจารที่บ้านหลังหนึ่ง  ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต จว.ภูเก็ต จำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 เวลากลางคืน เมื่อผู้ปกครองของเด็กหญิงและทางโรงเรียนทราบเรื่อง 

ทางโรงเรียนจึงได้สอบสวนและได้ยกเลิกสัญญาจ้างการเป็นครูของนายไทเลอร์ ส่วนการแจ้งความดำเนินคดีทางผู้ปกครองของเด็กหญิงขอให้บุตรสาวของตนได้เรียนหนังสือในประเทศไทยให้จบก่อน เมื่อบุตรสาวเรียนจบ ผู้ปกครองจึงได้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายไทเลอร์ พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ขออนุมัติศาลจังหวัดภูเก็ตออกหมายจับนายไทเลอร์ ซึ่งศาลจังหวัดภูเก็ตได้ออกหมายจับที่ จ.21/2567 ลงวันที่ 12 มกราคม 2567 ให้จับกุมนายไทเลอร์ ในความผิดฐาน พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุสมควรเพื่อการอนาจาร

หลังจากที่ตรวจพบว่านายไทเลอร์เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับกระทำความผิดฐานดังกล่าว พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม. จึงได้สั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามจับกุมนายไทเลอร์ จากการสืบสวนทราบว่า หลังจากก่อเหตุ นายไทเลอร์ได้ไปพักอาศัยอยู่กับภรรยาซึ่งเป็นหญิงไทยที่บ้านหลังหนึ่งในย่าน ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 เป็นต้นมา จึงได้จัดกำลังไปเฝ้าสังเกตการณ์เพื่อสืบสวนติดตามจับกุม เมื่อพบนายไทเลอร์ จึงได้แสดงหมายจับและจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง จว.ภูเก็ต ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  

แฉวีรกรรมแก๊ง ป.4 จัดหนักห้องเรียนซะเละ 'ทุบคอมพ์-ตัดสาย-เอากาวเท' ผอ.สั่งปิดข่าว

เมื่อวานนี้ (30 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แอคเคาต์เอ็กซ์ @RedSkullxxx ได้เปิดสภาพห้องเรียนของตึก EP ของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา พังยับเยิน โดยอ้างว่าเป็นการกระทำของกลุ่ม นักเรียนชั้น ป.4 ที่รวมกลุ่มทำลายข้าวของ โดยระบุว่า

“นี่คือสภาพห้องเรียนของตึก EP ของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ในอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา จากการถูกกลุ่มเด็กนรก ป.4 รวมกลุ่มกันทำลายข้าวของและจะเผาโรงเรียน

ข้าวของของโรงเรียนเสียหายมาก คอมพิวเตอร์โดนตัดสาย เอาค้อนทุบจอแตกหมดทุกเครื่อง เครื่องปริ้นก็เอากาวเท รวมทั้งโต๊ะครูด้วย สมุด หนังสือเรียนโดนเผา

แต่ประเด็นคือ ผอ.ห้ามครูพูด ห้ามให้เผยแพร่รูปภาพ ห้ามให้เป็นข่าว โดยบอกว่าเด็กแค่เล่นกันเป็นเรื่องปกติ เป็นแค่อุบัติเหตุโดยที่ไม่มีการลงโทษเด็กใดๆ ทั้งสิ้นด้วย

จนไอ้พวกเด็กที่ทำลอยหน้าลอยตา แล้วอวดในโรงเรียนว่าพวกกูนี่แหละเป็นคนทำ ไม่มีใครทำอะไรได้ ตอนนี้ ผอ.สั่งปิดข่าว ห้ามครูพูดที่ไหน ห้ามให้ส่งรูป ห้ามให้เรื่องดัง ถ้าเรื่องดังครูจะโดนโทษ เหตุเกิดเมื่อวาน (29 ม.ค.) สดๆ ร้อนๆ”

ทั้งนี้ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อวันศุกร์ที่แล้วคณะครูไปแฟมิลี่เดย์ พอกลับมาวันจันทร์เลยมาเจอห้องเป็นแบบนี้ ผอ.แค่เรียก ผปค.เด็กมารับทราบ และไม่ลงโทษเด็ก ผู้ชาย 3 ผู้หญิง 1 แต่โทษครูว่าไม่ล็อกห้อง จะล็อกยังไง กุญแจก็ไม่มีให้ และไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้เลย

อาทิตย์ที่แล้วพัสดุที่อยู่ตรงป้อมยามก็โดนเด็กกลุ่มนี้รื้อทิ้งเสียหาย ผอ.ก็โทษครูที่สั่งของมาเอง ทีนี้พอครั้งนั้นไม่โดนลงโทษก็ยังทำอีกรุนแรงกว่าเดิม กลัวจะเกิดเรื่องที่เสียหายกว่านี้ มีเด็กอนุบาลเยอะด้วย

ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ถ้าได้ภาพจากกล้องวงจรปิด จะส่งให้ ไม่แน่ใจว่า ผอ.สั่งลบรึยัง แต่มีแน่ๆ เพราะหลักฐานทุกอย่างที่จับได้ว่าใคร ได้มาจากกล้องวงจรปิด คิดว่าน่าจะกลัวเรื่องดังเลยต้องให้รีบๆ จบ”

“เจริญชัย” นำผลิตภัณฑ์รางวัลนวัตกรรมไทยแห่งชาติ ร่วม MOU กับ อาชีวศึกษาทั่วประเทศ (อ.กรอ.อศ), (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ 

พร้อมให้ผลิตภัณฑ์และองค์ความรู้ด้านการจัดการพลังงานแบบเรียลไทม์ (IoT)
ก้าวสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand, Demand Response และบริหาร Green Energy Low Carbon ส่งเสริมหลักสูตรบำรุงรักษาและมาตรฐานความปลอดภัย อัคคีภัย 
ของหม้อแปลงไฟฟ้า สื่อการสอนทันสมัยที่สุดในอาเซียน

เมื่อวันที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โดยนายชริน รัตฉวี รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ ได้ร่วม “การลงนามความร่วมมือภายใต้การขับเคลื่อนคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กระทรวงศึกษาธิการ กับนายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด พร้อมนำผลิตภัณฑ์รางวัลนวัตกรรมมาให้ความรู้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการจัดการอาชีวศึกษา, เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานและพลังงานทดแทน, เพื่อร่วมกันผลิตและพัฒนากำลังอาชีวศึกษาให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานโดยการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี, เพื่อพัฒนาศักยภาพของครู บุคลากรอาชีวศึกษา และครูฝึกในสถานประกอบการให้มีความรู้และทักษะด้านพลังงานและพลังงานทดแทน, เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะวิชาชีพด้านพลังงานและพลังงานทดแทนของผู้เรียนอาชีวศึกษาให้มีสมรรถนะวิชาชีพตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน, เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการใช้และพัฒนาธุรกิจพลังงานและพลังงานทดแทนในประเทศและเพื่อสนับสนุนการยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาไทยสู่มาตรฐานประเทศและมาตรฐานสากลตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้มีนโยบายในการให้สถานศึกษาและสถานประกอบการ ที่จะผลิตช่างฝีมือออกไปสู่ตลาดแรงงานให้มีคุณภาพที่ตรงตามความต้องการ ทั้งนี้สถานศึกษาเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการให้ความรู้ทางด้านทฤษฎี ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในระบบทวิภาคี เพื่อเป็นพื้นฐานเบื้องต้นก่อนนักเรียน นักศึกษาออกไปเรียนรู้ประสบการณ์จริงในสถานประกอบการ โดยที่สถานประกอบการจะสอนให้นักเรียนนักศึกษาได้เรียนรู้วิธีการทำงานจริงในสถานประกอบการ ซึ่งทั้งสถานศึกษาและสถานประกอบการจะต้องมีความสอดคล้องกัน จึงจะส่งผลดีกับนักเรียน นักศึกษาโดยตรง เป็นการสร้างและพัฒนาเครือข่ายด้านวิชาชีพร่วมกันอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและประเทศชาติต่อไป

การสร้างความเข้มแข็ง และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภาวการณ์แข่งขันปัจจุบันและอนาคต จำเป็นต้องมีกำลังแรงงานในประเทศที่มีคุณภาพการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลิตกำลังคนสู่งานอาชีพ จึงต้องมีการพัฒนาให้ตรงตามความต้องการของภาคการผลิตและบริการ โดยหลักสูตรต้องมีความยืดหยุ่น ง่ายต่อการปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม การจักการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียน ต้องเน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการการเรียนด้วยการปฏิบัติจริง และการประเมินตามสภาพจริง ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง โดยผู้เรียนให้เวลาส่วนหนึ่งในสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน และเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ มีแนวทางการศึกษาโดย สถานศึกษาจัดสอนรายวิชาในสถานศึกษาตามแผน การเรียน และสถานประกอบการจัดฝึกอาชีพในสถานประกอบการตามแผนการฝึกอาชีพ โดยระยะเวลาการฝึกอาชีพ จะยาวนานกว่าการฝึกประสบการณ์ของนักเรียนนนักศึกษาภาคปกติ

โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับสถานศึกษา หน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาได้รับความรู้จากสถานศึกษา หน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ และเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติสถานประกอบการอีกด้วย นายประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์  รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว  ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง (อ.กรอ.อศ.), (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในการให้ความรู้ด้านการจัดการพลังงานแบบเรียลไทม์ (IoT) ก้าวสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand, Demand Response และบริหาร Green Energy Low Carbon ส่งเสริมหลักสูตรบำรุงรักษาและมาตรฐานความปลอดภัย อัคคีภัย ของหม้อแปลงไฟฟ้าพร้อมผลิตภัณฑ์รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA) และร่วมพัฒนาบุคลากร ร่วมพัฒนาสถานศึกษาและร่วมประเมินสมรรถนะอาชีพ เพื่อสนับสนุนการสร้างคน สร้างงานให้ทันสมัยด้วยนวัตกรรมไทย เน้นความร่วมมือในการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงาน ส่งผลให้ผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษามีคุณภาพ โดยให้เป็นหนึ่งในนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และความต้องการกำลังคนของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  และในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนสถานประกอบการ ผมหวังว่าสิ่งที่สถานประกอบการได้มอบให้จะนำพาอาชีวศึกษาไปสู่การประกอบอาชีพได้ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top