Saturday, 20 June 2026
NEWS FEED

ตม.จว.สมุทรสาคร รวบ 2 ผัวเมียชาวเมียนมา ผิด พ.ร.ก.ทำงานฯ ลักลอบไลฟ์สด ขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ มูลค่ากว่า 12 ล้านบาท

ตม.จว.สมุทรสาคร จับกุมนายหนี่ (นามสมมติ) อายุ 21 ปี สัญชาติเมียนมา และนางมา (นามสมมติ) อายุ 23 ปี สัญชาติเมียนมา สองสามีภรรยา โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน จว.สมุทรสาคร ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมหน้าห้องพักแห่งหนึ่ง บริเวณอ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

ตม.จว.สมุทรสาคร ได้รับแจ้งเบาะแสจากผู้ประกอบการซื้อ-ขายรถ ในพื้นที่ว่ามีคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา โพสต์รูปและไลฟ์สดขายรถจักรยานยนต์มือสองผ่านแพลตฟอร์ม Facebook และ TikTok โดยมีการประกอบกิจการ มาเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อผู้ประกอบการซื้อ-ขายรถในพื้นที่ จึงได้สืบสวนหาข่าวจนทราบว่ามีคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมาซึ่งพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักบริเวณ ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ทำการโพสต์รูปและไลฟ์สดขายรถจักรยานยนต์มือสองผ่านช่องทางออนไลน์จริง และมีการซื้อขายต่อเนื่องในลักษณะเป็นการประกอบอาชีพตามปกติ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สมุทรสาคร จึงได้ไปตรวจสอบห้องพักเลขที่ดังกล่าวพบนายหนี่และนางมากำลังบันทึกวิดีโอด้วยโทรศัพท์มือถือ โดยนายหนี่ ทำหน้าที่อธิบายแนะนำและเสนอขายรถจักรยานยนต์ ส่วนนางมา ทำหน้าที่บันทึกวิดีโอ จากการสอบถามนายหนี่และนางมาให้การรับสารภาพว่ากำลังบันทึกคลิปวิดีโอเพื่อเตรียมโพสต์เสนอขายรถจักรยานยนต์ และยอมรับว่าได้โพสต์คลิปวิดีโอซื้อ-ขายรถในลักษณะดังกล่าวมาประมาณปีกว่า มูลค่าซื้อขายเป็นเงินรวมกว่า 12 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่บริเวณหน้าห้องพักที่ตนเข้าพักอาศัยนี้บันทึกคลิปวิดีโอและไลฟ์สดขายรถจักรยานยนต์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้จับกุมนายหนี่ และนางมา ดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว 

ขอนแก่น - เปิดยุทธการ 'พิทักษ์ขอนแก่น' ปิดล้อมหมู่บ้านเป้าหมาย อ.บ้านไผ่

'ยุทธการพิทักษ์ขอนแก่น' ผู้ว่าฯ ขอนแก่น จัดชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองร่วมกับตำรวจ ลงตรวจพื้นที่แหล่งมั่วสุมยาเสพติดในพื้นที่อำเภอบ้านไพ่ขอนแก่น เน้นย้ำ ดำเนินการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายผลเครือข่ายยาเสพติด เพื่อจัดระเบียบสังคม 

วันที่ 24 พ.ค.67 เวลา 05.30 น. พ.อ.สุรพงษ์ ยอดอินทร์ รองผอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น มอบหมายให้นายณชพัฒน์ ไกรศรีวรรธนะ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านการข่าวกอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น, จ.ส.อ.ศราวุธ สงศิริ เจ้าที่กอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น เข้าร่วมปล่อยแถวปฏิบัติการ "พิทักษ์ขอนแก่น"และ"ปฏิบัติการไล่ล่า(เด็ดปีก)นักค้าอีสานเหนือ 252 โดยมี นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น/ผอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น เป็นประธานปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการ ,พล.ต.ต.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น,นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น,นายประจวบ รักแพทย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น ,พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ วงษ์วิจารณ์ รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น ,นายกองโทพิชัย  วันตา นายอำเภอบ้านไผ่/ผอ.ศป.ปส.อ.บ้านไผ่,พ.ต.อ.ปรัชญามาศ ไชยสุระ ผกก.สภ.บ้านไผ่, สนง.ปปส.ภาค 4, ฝ่ายปกครองอำเภอบ้านไผ่, สมาชิก อส.จ.ขก, สมาชิก อส.อ.บ้านไผ่ ที่ 8 เข้าร่วมปฏิบัติการ 

ผลการตรวจค้น ปิดล้อมหมู่บ้านเป้าหมาย จำนวน 4 จุด ดังนี้ 1.คุ้มกกแดง  ม.6 ต.หัวหนอง  ไม่พบการกระทำผิด 2.บ้านลาน ม.4 ต.บ้านลาน พบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 2 กระบอก 3.บ้านป่างิ้ว ม.4 ต.หินตั้ง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่นจับกุม นายวินัย (นามสมมุติ)อายุ 41 ปี - พร้อมของกลาง ยาบ้า 390 เม็ด 
- โดยกล่าวหาว่า เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1(เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำหน่ายโดยมียาเสพติดให้โทษประเภท 1(เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน สถานที่จับกุม กระท่อมนาทิศตะวันออกบ้านป่างิ้ว ม.4 ต.หินตั้ง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ทำการตรวจยึดทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องฯ จักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน รวมมูลค่า 230,000 บาท  4.ตรวจยึดยาเสพติด ยาบ้า จำนวน 2,000 เม็ด สถานที่ตรวจยึด ริมถนนสายบ้านไผ่-บ้านหนองแวงโอง บริเวณป้ายทางเข้าทุ่งนาทิศใต้บ้านหนองแวงโอง ม.2 ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้ได้ข้อมูลการขยายผลจากกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชที่เข้าบำบัดฟื้นฟู ณ ศูนย์พักคอยผู้ติดยาเสพติด(CI) อำเภอบ้านไผ่ และ การข่าวสายลับในพื้นที่

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า จังหวัดขอนแก่นได้นำนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในการจัดระเบียบสังคมและปราบปรามผู้มีอิทธิพล การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ สร้างความมั่นคงให้กับประชาชนคนไทย ด้วยการบูรณาการร่วมกันปฏิบัติการตามแผนระดมกวาดล้างอาชญากรรม พร้อมทั้งมีข้อสั่งการและเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดยกระดับการดำเนินการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายที่ก่อให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง ขับเคลื่อนตามพันธกิจของกระทรวงมหาดไทยในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อเสริมสร้างความผาสุกในสังคมไทย ส่งผลให้พี่น้องประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข

"ตนได้กำชับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง บูรณาการเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ทำการขยายผลในทางลับ เพื่อค้นหาเครือข่ายยาเสพติดทั้งรายใหญ่และรายย่อยมาดำเนินคดีให้ได้ เพื่อปราบปรามยาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่จังหวัดขอนแก่น รวมถึงดูแลความปลอดภัยของประชาชนจากแก๊งค้ายาเสพติด กลุ่มที่มั่วสุมยาเสพติด เพราะทางเจ้าหน้าที่มีเบาะแสประเด็นการบังคับให้ขายยาเสพติด และประเด็นการทำร้ายร่างกายเด็กผู้หญิง ซึ่งพนักงานสอบสวนจะเรียกให้ผู้เสียหายและผู้ที่เกี่ยวข้องมาทำการสืบสวนสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดให้เร็วที่สุด" นายไกรสร กล่าว

‘มาดามแป้ง’ แต่งชุดผ้าไหมไทย สวยสะดุดตา งดงามเลอค่า แบรนด์เนมต้องหลีกทางให้

(24 พ.ค. 67) เพจ Bangkok I Love You ได้โพสต์ภาพ มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ที่สวมชุดผ้าไหม ระบุว่า…

“มาดามแป้งในชุดผ้าไหม กับน้อง ๆ ทีมงานในชุดไทยบรมพิมาน งดงามเลอค่าดูแพงมาก ๆ เลยครับ แบรนด์เนม หลีกทางให้เลย 

ที่สำคัญประชุม FIFA Congress 2024 หรือ ฟีฟ่า คองเกรส ที่ประเทศไทยได้ชาติแรกในอาเซียน ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งที่ 74 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นับว่าอีเวนต์นอกสนามที่ใหญ่สุดของฟีฟ่า และ ‘มาดามแป้ง - นวลพรรณ ล่ำซำ’ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ก็สามารถจัดงานออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่ และประทับใจผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาชาติกว่า 3,000 คน

ตะลึง ! ตำรวจ ปส. เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น เครือข่าย 'ใหม่ Logistics' ยึดทรัพย์กว่า 2,034 ล้านบาท

ตามนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เน้นใช้มาตรการทางกฎหมาย เพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังทั้งระบบ ประกอบกับนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รรท.ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. มุ่งปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ และขยายผลเครือข่ายที่จับกุมได้ทุกระดับอย่างจริงจังทุกพื้นที่รวมทั้งการขยายผลเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ทั้งของผู้ค้า ผู้ช่วยเหลือและสนับสนุนเครือข่ายทั้งหมดมาตรวจสอบ                          

วันนี้ 24 พ.ค.67 เวลา 10.00 น.  พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล, พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง ,พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์ รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ บช.ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ขส. และ พล.ต.ต.วิทัศน์ บริรักษ์ ผบก.สกส. ร่วมแถลงผลการปราบปรามยาเสพติดที่สำคัญ ของ บก.ปส.2 ดังนี้ 

1.ผลงานตามแผนปฏิบัติการตามล่า 100 เครือข่าย : ปิดล้อมตรวจค้นเครือข่าย “ใหม่ Logistics” สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 มี.ค.66 ตำรวจ บก.ปส.2 ได้สืบสวนพบว่าจะมีเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านบริษัทขนส่งสินค้าระบบ Logistics จำนวนมาก จึงได้ระดมกำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด จนตามจับกุมผู้ต้องหา ได้ 8 คน ในพื้นที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาใช้เวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมงทำการกระจายคีตามีนของกลางจาก 300 กิโลกรัม จึงสามารถตรวจยึดคีตามีนที่เหลืออยู่ได้เพียง 46 กิโลกรัม และจากการสืบสวนขยายผลทำให้ทราบว่าอีก 10 วันถัดมา เครือข่ายนี้จะมีการส่งยาเสพติดล็อตใหม่มาทดแทนของกลางที่ถูกตำรวจตรวจยึดไป จนวันที่ 25 มี.ค.66 สามารถตรวจยึดคีตามีน 300 กิโลกรัม ซุกซ่อนในกล่องพัสดุ 15 กล่อง ได้ที่บริษัทไทยพาร์เซิล จำกัด (TP logistics) แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กทม. 

ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหามีพฤติการณ์ใช้ชื่อบุคคลที่เสียชีวิตแล้วเป็นผู้รับพัสดุ และใช้สถานที่นัดหมายกับพนักงานส่งสินค้าตามถนนสาธารณะ ได้สืบสวนจนออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน ที่ทำหน้าที่รับพัสดุดังกล่าว ต่อมาพบว่าเครือข่ายนี้ยังมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเรื่อยมา กระทั่งพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ต้องหาได้แจ้งเปลี่ยนสถานที่จัดส่งพัสดุ จาก จว.ปทุมธานี เป็น จว.พิษณุโลก ในวันที่ 28 มี.ค.66 เจ้าหน้าที่ได้แฝงตัวเข้าจับกุม 2 ผู้ต้องหา พร้อมของกลางยาบ้า 4,000,000 เม็ด ที่ซุกซ่อนมาในกล่องน้ำผลไม้ 27 กล่อง ส่งผ่านบริษัทขนส่งในพื้นที่ ต.ปากโทก อ.เมือง จว.พิษณุโลก นับเป็นการส่งยาบ้าผ่านผู้ให้บริการขนส่งทางพัสดุมากสุดเท่าที่เคยมีการจับกุมได้ในประเทศไทย เบื้องต้นขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับเครือข่ายนี้เพิ่มเติม 4 คน หนึ่งในนั้นคือ ด.ต.ใหม่ อดีตข้าราชการตำรวจสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งถูกจับกุมตัวตามหมายจับช่วงกลางปี 66 และ อีก 2 ราย จับได้ช่วงต้นปี 67 เหลือหลบหนีอีก 1 ราย สำหรับ ด.ต.ใหม่ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการคนสำคัญ ทำหน้าที่จัดส่งยาเสพติดมาแล้วถึง 1,096 กล่อง และทุกครั้งจะใช้ชื่อหญิงสาวคนสนิท เป็นผู้จัดส่งพัสดุผ่านบริษัทไทยพาร์เซิล จำกัด (TP logistics) สาขาแม่สาย จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ โดยการลำเลียงยาเสพติดของกลุ่มเครือข่ายนี้ จะมี นายออง ตี๋ อ้า สัญชาติเมียนมาเป็นหัวหน้ากลุ่มโพยก๊วนคนสำคัญในพื้นที่ท่าขี้เหล็ก ทำหน้าที่จัดส่งยาเสพติดเข้ามายัง

ประเทศไทยให้ นายจันทร์ กลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยง ทำหน้าที่รับยาเสพติดโดยใช้บริษัทรับส่งสินค้า ในตลาดสายลมจอย อ.แม่สาย ที่เปิดเป็นธุรกิจบังหน้า เพื่อรับยาเสพติด และมีนายชาย ผู้กว้างขวางและเป็นเจ้าของโกดังหลายแห่ง ในพื้นที่ อ.แม่สาย ทำหน้าที่ประสานกับเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานนำยาเสพติด  มาพักคอยไว้ที่โกดังของตน และจะมี ด.ต.ใหม่ ที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ประสานกับบริษัทไทยพาร์เซิล จำกัด (TP logistics) สาขาแม่สาย เพื่อส่งยาเสพติดมายังพื้นที่ชั้นใน จากการสืบสวนขยายผล พบความเกี่ยวข้องกับหลายเครือข่ายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และมีธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องโยงใยถึงกัน และพบว่าเส้นทางการเงินในห้วง 2 ปีที่ผ่านมา(ปี 2564 – 2566) มีเงินหมุนเวียนในบัญชีผู้เกี่ยวข้อง 15 บัญชี มากกว่า 2,200 ล้านบาท เมื่อนำมาคำนวณเป็นมูลค่าจากการค้ายาเสพติด (Value Based) เพื่อเสนอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 84 พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 1,413 ล้านบาท  โดยเครือข่ายนี้จะนำเงินจากการค้ายาเสพติด แปลงไปเป็นอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นๆ โดยให้เครือญาติเป็นผู้ถือครอง 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 – 21 พ.ค.67 ตำรวจ บก.ปส.2 ได้เปิดปฏิบัติการปูพรมปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่และขยายผล เพื่อยึดอายัดทรัพย์สินและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในขบวนการนี้ ในพื้นที่ 8 จังหวัด ของภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 35 จุด ได้แก่ เชียงราย 10 จุด เชียงใหม่ 5 จุด ลำพูน 1 จุด สุโขทัย 2 จุด อำนาจเจริญ 2 จุด ปทุมธานี 1 จุด สมุทรปราการ 1 จุด และกรุงเทพมหานคร 13 จุด สามารถยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อาทิ โฉนดที่ดิน 55 แปลง, สิ่งปลูกสร้าง 18 หลัง, รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ 16 คัน, รถแบคโฮ, แทรกเตอร์,รถเกี่ยวข้าว รวม 6 คัน, อาวุธปืน 2 กระบอก และเครื่องใช้ไฟฟ้า 3,000 รายการ ซึ่งเครือข่ายได้ฟอกเงินโดยการเปิดเป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า รวม 3,097 รายการ มูลค่า 2,034,491,309 บาท 

2. จับกุมคดียาเสพติดคดีรายสำคัญ 1 เครือข่าย สืบเนื่อง ตำรวจ กก.3 บก.ปส.2 ได้ขยายผลการจับกุมผู้ต้องหา พร้อมของกลาง ไอซ์ 50 กก. เคตามีน 50 กก. ในพื้นที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จว.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.67  จนทราบเป้าหมายนักบินลำเลียงยาเสพ ติดต่อมาวันที่ 13 พ.ค.67 เวลา 01.30 น. ชุดจับกุมพบรถยนต์เป้าหมาย 2 คัน คือ รถหมายเลขทะเบียน ผฉ 65xx นครสวรรค์ และ 
3 ฒศ 91xx กรุงเทพมหานคร ขับขี่ตามกันมาบนถนน อ.ธาตุพนม – มุกดาหาร มุ่งหน้าเข้า อ.เมือง จว.มุกดาหาร จนกระทั่งเวลา 04.00 น. รถยนต์คันเป้าหมายทั้งสองคันขับเข้าไปจอดในบ้านเลขที่ 52 หมู่ที่ 2 บ้านหนองแคน ต.หนองหลวง อ.เสลภูมิ จว.ร้อยเอ็ด ต่อมาเวลา 05.00 น. พบรถกระบะตู้ทึบ หมายเลขทะเบียน 3 ฒศ 91xx กรุงเทพมหานคร  ได้ขับเข้าไปจอดที่ลานจอดรถปั๊มน้ำมัน ปตท.เสลภูมิ จว.ร้อยเอ็ด ชุดจับกุมจึงแสดงตัว ขอตรวจค้น พบนายทวีศักดิ์ เป็นผู้ขับขี่ และนางสาวมาริสา โดยสารมาด้วย ตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่ยอมรับว่าตนพร้อมพวกได้ไปรับยาบ้าที่ อ.ธาตุพนม จว.นครพนม 

โดยใช้รถของตนที่ขับขี่ขนยาเสพติดมาในครั้งแรก ก่อนจะขนถ่ายยาเสพติดไปไว้ในรถอีกคันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ในบ้านพักดังกล่าว ตำรวจชุดจับกุมจึงเดินทางไปตรวจสอบ พบ นายธนัตย์ และ นายสุกฤษฎิ์ พร้อมรถหมายเลขทะเบียน ผฉ 65xx นครสวรรค์ ที่จอดอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว ตรวจสอบพบยาบ้า 12 กระสอบ วางอยู่ท้ายรถยนต์ โดยมีผ้าใบสีเขียวคลุมและมีที่นอนขนาดใหญ่วางทับอีกชั้นหนึ่ง รวมยาบ้า 5,200,000 เม็ด สอบสวนผู้ต้องหา ทั้ง 4 คน รับสารภาพว่าได้รับจ้างจากผู้ว่าจ้างชาวลาวลักลอบขนยาเสพติดมาจากในพื้นที่ จว.นครพนม เพื่อไปส่งในพื้นที่ภาคกลาง โดยจะได้รับค่าจ้างคนละ 50,000 บาท 

สำหรับ การปราบปรามยาเสพติดในห้วง 7 เดือน ที่ผ่านมา ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 – 22 พ.ค.67  กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สามารถจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญได้ 849 คดี ผู้ต้องหา 1,240 คน ของกลางเป็นยาบ้า 277,713,203 เม็ด, ไอซ์ 5,857 กก., เฮโรอีน 379 กก., คีตามีน 2,041 กก. และ ยาอี 1,903 เม็ด ยึดอายัดทรัพย์สินไว้เพื่อตรวจสอบมูลค่าประมาณ 3,796 ล้านบาท

‘หนุ่ม’ โอนเงินผิดบัญชี 6,000 บาท ติดต่อขอคืน แต่อีกฝ่ายบอกโอนมาเอง ซ้ำ!! ขอผ่อนวันละ 1 บาท 10 บาท 20 บาท ถ้าไม่เอาก็พร้อมสู้ในศาล

(24 พ.ค.67) เป็นอีกเรื่องราวที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ เมื่อ ‘เพจอยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 7’ โพสต์คลิปการสนทนาของผู้เสียหายรายหนึ่ง พร้อมระบุข้อความว่า “เล่าเรื่องจากหลังไมค์ ตอนคุณโอนผิดมา เราไม่ได้ขอร้องให้คุณโอนผิด โอนเงินผิดบัญชีจะบิดหนีและขอใช้หนี้วันละบาท”

“พอดีผมมีเรื่องการโอนเงินผิดไปยังผู้หญิงคนหนึ่งที่กำแพงเพชร เป็นจำนวนเงิน 6,000 บาท ซึ่งหลังจากวันโอน ผมได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่โรงพักคอหงส์ หาดใหญ่ และได้ไปแจ้งกับธนาคารกรุงเทพสงขลา ธนาคารก็ได้หาเบอร์โทรศัพท์ของผู้หญิงคนนั้น แล้วโทรไป แต่สามีของเขารับสาย บอกว่าแฟนไม่อยู่ ทำงานออกกะดึกอยู่โรงงานน้ำตาลในกำแพงเพชร ธนาคารเลยแจ้งว่ารบกวนให้แฟนโอนกลับมาได้ไหม”

“ซึ่งเขาได้บอกว่าให้โทรไปคุยกับภรรยาเขาเองหลังสองทุ่ม หลังจากวางสาย ธนาคารกรุงเทพ สาขาสงขลาบอกจะติดต่อสาขากำแพงเพชร ให้แจ้งผู้หญิงคนนั้นมาเซ็นยินยอมให้ ภายในสองอาทิตย์ให้ผมติดต่อกลับไปธนาคารเช็กดูอีกครั้ง หลังจากนั้นธนาคารก็ให้เบอร์เขามา”

“ในคืนนั้นซึ่งผมกับแฟนผมโทรไป เขาก็ไม่รับ เว้นมาประมาณสองวัน ผมโทรไป เขาก็ไม่รับอีก ผมเลยให้แฟนโทรไป ปรากฏว่าสามีเขารับ พอขอสายภรรยาเขา เขาบอกว่าไปตลาดและวางสาย ผมก็เลยตัดสินใจโทรไปถามธนาคารว่า เงินยังอยู่ในบัญชีเขาอีกไหม ปรากฏว่าเขากดออกมาแล้ว หลังจากนั้นก็โทรติดต่อเขาไม่รับสายอีกเลย ก็เลยไปแจ้งความที่โรงพัก ซึ่งโรงพักบอกกับผมว่า ต้องแจ้งความกับร้อยเวรที่รับเรื่องในวันที่ 21 พ.ค. แต่ผมต้องลงมาทำงานในแท่นขุดเจาะเสียก่อน เลยทำให้แจ้งความไม่ได้”

“จากนั้นผมให้น้องที่กำแพงเพชร สืบหาที่อยู่ของเขาที่กำแพงเพชร น้องเขาไปตามให้ แต่ไม่พบตัว เจอแต่แม่ของเขา แม่ของเขาได้โทรไปหา ให้คุยกัน เขารับสาย แต่บอกว่าเขาไม่ผิด”

โดยในคลิปเป็นการพูดคุยเจรจากับหญิงรายดังกล่าวทางโทรศัพท์ ซึ่งเขาบอกว่า ตอนโอนมา ไม่ได้ขอให้โอนมา แล้วไม่ใช่ว่าจะไม่โอนคืนให้ แต่ขอโอนคืนวันละบาท สิบบาท ยี่สิบบาทก็ได้ และถ้าเจรจาตกลงกันไม่ได้ก็ไปขึ้นศาล พร้อมสู้

ทั้งนี้ ผู้เสียหายยังบอกอีกว่า ตอนนี้ตนอยู่ทะเล ทำให้ไปแจ้งความไม่ได้ ตอนที่อยู่บนบก ทำได้แค่ลงบันทึกประจำวัน ทางตำรวจอ้างว่า ต้องไปแจ้งกับร้อยเวรที่รับเรื่องที่แรก ทำให้ตอนนี้ตนทำอะไรไม่ได้ แถมปลายทางก็ไม่ยอมโอนคืน ตนรู้สึกว่า ทำแบบนี้มันไม่สมควร

“พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ” เยี่ยมให้กำลังใจตำรวจ EOD ที่ได้รับบาดเจ็บจากการตรวจพื้นที่เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดและซุ่มยิงในพื้นที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ยืนยันช่วยเหลือเยียวยาอย่างเต็มที่

วันนี้ (24 พฤษภาคม 2567) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ข่วย ผบ.ตร. เดินทางไปเยี่ยม จ.ส.ต.วรวิทย์ ณะรัตตะ อายุ 35 ปี ผบ.หมู่ กก.ปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.นราธิวาส ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 , พล.ต.ต.เชาวลิต เลี้ยงสุพงศ์ ผบก.ภ.จว.สงขลา , พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผบก.สส.จชต. ร่วมคณะ

ทั้งนี้ จ.ส.ต.วรวิทย์ฯ ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 13.55 น. เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด หรือ EOD , เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดนราธิวาส พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สุคิริน และเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย เข้าร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ กรณีคนร้ายลอบวางระเบิดและซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ อส.ชุดคุ้มครองตำบลเกียร์ ชุดรักษาความปลอดภัยครู บริเวณริมถนนเส้นทางสายเกียร์-สากอ หมู่ที่ 2 ต.เกียร์ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ซึ่ง จ.ส.ต.วรวิทย์ฯ ได้เหยียบวัตถุระเบิดที่คนร้ายลอบวางไว้ จนเกิดระเบิดขึ้นซ้ำ เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขาด 2 ข้าง เจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลสุคิริน จ.นราธิวาส เพื่อรักษาตัว และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จ.สงขลา 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง พร้อมมอบกระเข้าและเงินช่วยเหลือให้กับ จ.ส.ต.วรวิทย์ฯ ยืนยันว่า จะดูแลสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ให้กับ จ.ส.ต.วรวิทย์ฯ อย่างเต็มที่

‘นักเขียนซีไรต์’ ชี้!! สมัยนี้อาการ ‘เกลียดงาน’ แพร่ระบาดไปทั่ว สมัยรุ่นพ่อแม่ ต้อง ‘ขยัน-ไม่เกี่ยงงาน’ ไม่อย่างนั้นก็อดตาย

(24 พ.ค.67) นายวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนรางวัลซีไรต์ และ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2556 ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า…

ลูกของเพื่อนคนหนึ่งยังเรียนไม่จบ ทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งเพื่อหารายได้พิเศษได้สองวัน ก็เลิก อีกคนหนึ่งอยู่ได้สองเดือน ก็ลาออก เพราะมองไม่เห็นความก้าวหน้า

เด็กจบใหม่หมาด ๆ ทำงานได้สองเดือน คาดหวังว่าจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงทันที ออกจะรีบร้อนไปนิด

คนยุคนี้ดูเหมือนจะมีความอดทนต่ำ มองไปทางไหน เราได้ยินคนบ่นเรื่องงาน เจ้านายตลอดเวลา

อาจเพราะเราอยู่ในโลกที่พ้นภาวะความอดอยากมาแล้ว จนลืมไปว่าการไม่มีกินเป็นอย่างไร

ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1929 สหรัฐอเมริกาเกิดเหตุการณ์ตลาดหุ้นล่ม เป็นผลให้เศรษฐกิจล่ม (The Great Depression) ชาวอเมริกันสิบห้าล้านคนตกงาน กระเทือนไปทั่วโลกนานสิบปี

เวลานั้นทุกเช้าที่หน้าโรงงานต่าง ๆ มีคนไปรอหางานทำ แต่โรงงานจะเรียกคนเพียงจำนวนหนึ่งไปทำงานคนที่ถูกเรียกได้ค่าแรงของวันนั้นไปต่อชีวิต คนที่ไม่ถูกเรียกก็กลับบ้าน รุ่งขึ้นก็ไปรอใหม่เผื่อถูกเรียกตัว

ผมเกิดปลายยุค ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ นั่นคือพ่อแม่ผ่านความลำบากแบบสุดขีดมาแล้ว แต่ก็ยังต้องทำงานหนักทุกวัน วันไหนไม่ทำงานก็อด สิ่งที่ผมเรียนรู้คือคนสมัยนั้นไม่เกี่ยงงานจริง ๆ

คนจีนยุค ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ ไม่คิดว่างานสนุกหรือไม่สนุก เพราะถือคติว่า ‘งานที่มีก็คืองานที่ดี’

ญาติผู้ใหญ่ของผมเคยสั่งสอนหลานคนหนึ่งที่ลังเลว่าจะไปทำงานเป็นบ๋อยโรงแรมดีหรือไม่ ผู้ใหญ่บอกว่า เงินเดือนของบ๋อยไม่มาก แต่มักได้รับทิป อีกทั้งแขกที่มาพักมักจะให้บ๋อยไปซื้อข้าวมาให้ และเลี้ยงบ๋อยด้วย วันละห่อสองห่อ ก็ประหยัดค่าข้าวได้มาก อย่ารังเกียจงานที่คนอื่นมองว่าต่ำต้อย เป็นบ๋อยก็สามารถมีเงินเก็บได้

ตั้งแต่เด็กผมเห็นญาติทุกคนทำงานตัวเป็นเกลียว คนนี้ทำงานเป็นลูกจ้าง คนนั้นกรีดยางในสวน ค้าขายในตลาด ฯลฯ ทำอะไรก็ได้ เป้าหมายเพื่อไม่อดตาย เพราะเชื่อว่า ถ้าทำดีพอ ก็ลืมตาอ้าปากได้ ผมไม่เคยได้ยินใครบ่นสักคำว่า “งานน่าเบื่อ” หรือ “ชั่วโมงยาว” หรือ “ทำงานวันเสาร์หรือเปล่า?”

ถึงงานจะไม่สนุกหรือทรมาน ก็อดทน ความอดทนเป็นโหมดบังคับของชีวิต

ผมเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ดี เพราะสมัยผมใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา ต้องทำงานที่ไม่ชอบเพื่อหาเงินมาเรียนต่อ และผมก็ผ่านชีวิตช่วงนั้นมาได้เพราะจดจำภาพญาติ ๆ ที่ทำงานหนักโดยไม่บ่น ทำให้เราบ่นไม่ออก

ตอนคนเราไม่มีกิน ไม่ค่อยเลือกงาน

แปลกที่ในสมัยนี้คนบางคนไม่มีกิน แต่ยังเลือกงาน แม้ไม่มีทางเลือกมาก ก็ยังเกี่ยงงาน

อาการเกลียดงานแพร่ระบาดไปทั่ว บ้างเป็นความเกลียดบนพื้นฐานที่มีเหตุผล เช่นงานเลวร้ายต่อสุขภาพ ทำให้ครอบครัวแย่ลง เจ้านายเอาเปรียบจริง บ้างก็เป็นแค่การมองโลกในแง่ลบ ได้งานดีแค่ไหนก็บ่น

นี่ไม่ใช่ความรู้สึกที่กระทบจากงาน แต่เป็นนิสัยขี้บ่นเท่านั้น เป็นนิสัยไม่เคยพอใจงานที่มี ครอบครัวที่มี สิ่งที่มี

ชาวโลกจำนวนมากมีภาพว่า งานที่ตนทำเลวร้ายกว่างานของคนอื่นเสมอ มันอาจเป็นความจริงหรือไม่เป็นความจริงก็ได้ การงานของบางคนเลวร้ายจริง ๆ ทว่าคนที่ประสบพบงานที่เลวร้ายจริง ๆ  ก็สามารถเปลี่ยนงานโดยไม่จำเป็นต้องก่นด่าโลก

แต่คนบางคนมองชีวิตในมุมลบ บ่นทุกอย่างที่ขวางหน้า

นิสัยขี้บ่นแบบนี้จะทำให้ไม่มีความสุขในชีวิต ไม่เฉพาะเรื่องงาน แต่ลามไปถึงเรื่องครอบครัว เพื่อน เพื่อนบ้าน หรือกระทั่งคู่ชีวิต

เมื่อสวมแว่นดำทึบ ทุกภาพที่เห็นย่อมมืดหม่น

การบ่นเป็นนิสัยมีแต่ทำให้โลกหมองเศร้า ทว่าหากไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติของตัวเองให้ดีขึ้นได้ ก็ลองวิธีง่าย ๆ คือ หยุดเปรียบชีวิตตนกับคนที่ดีกว่า

ลองเปรียบกับคนในยุค The Great Depression ลองจินตนาการว่าตนเองอยู่ในยุคนั้น กำลังยืนหน้าโรงงานรอลุ้นว่าเขาจะเรียกเราไปทำงานหรือไม่ ถ้าเขาไม่เรียก เรากับครอบครัวก็ไม่มีกินในวันนั้น

งานน่าเบื่ออาจดีกว่าไม่มีงาน

เมื่อกำลังลอยคอกลางทะเล เราจะสนใจหรือว่าขอนไม้ที่เราเกาะพยุงสวยหรือไม่สวย

เรียนรู้ที่จะพอใจในชีวิตที่ตนมี ทำให้อะไร ๆ ในชีวิตง่ายขึ้น ปลอดโปร่งขึ้นมาก

จาก เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า 

ผู้บัญชาการทหารเรือ (รอง ผอ.ศรชล.) ประกอบพิธีเปิดอาคาร ศรชล.ภาค 1 และประชุมคณะกรรมการบริหาร ศรชล. ครั้งที่ 1/2567

วันที่ 24 พ.ค.67 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ทางทะเล (ผอ.ศรชล.) ได้มอบหมายให้ พลเรือเอก อดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (รอง ผอ.ศรชล.) เป็นผู้แทนประกอบพิธีเปิดอาคาร ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 ณ อาคารศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ตามที่ ศรชล. ได้รับงบประมาณก่อสร้างเมื่อวันที่ 28 ม.ค.65 และแล้วเสร็จและส่งมอบอาคารให้ ศรชล.ภาค 1 เมื่อวันที่ 29 พ.ย.66 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 670 วัน 

อาคารแห่งนี้มีชั้นใต้ดิน และชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 4 ถูกออกแบบให้มีห้องปฏิบัติงาน ห้องประชุม ห้องแถลงข่าว ห้องศูนย์ยุทธการ ที่สามารถใช้งานในการอำนวยการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เผ้าติดตามสถานการณ์ในทะเล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อจากนั้นผู้บัญชาการทหารเรือ (รอง ผอ.ศรชล.) ได้เป็นประธานการประชุมกรรมการบริหาร ศรชล.ภาค 1 โดยก่อนเริ่มการประชุมคณะกรรมการบริหาร ศรชล. เป็นการประชุม Senior Officials Meeting : SOM โดยเรียนเชิญผู้บริหาร ศรชล. ทั้ง 7 หน่วยงาน หารือในประเด็นที่สำคัญในระดับผู้บริหาร ศรชล. ได้แก่ การเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าสู่ระบบ Big Data ตามนโยบาย ผอ.ศรชล. ในการขับเคลื่อนการบูรณการฐานข้อมูลความมั่นคงทางทะเลไปสู่การเป็นองค์กร Maritime Data Driven Joint Inter-Agency Task Forces เพื่อให้ ศรชล. และหน่วยงานทางทะเลมีกลไกตระหนักรู้สถานการณ์ทางทะเล ในการรวมรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประดทศ เพื่อให้ระบบสารสนเทศแบบ One Marine Chart เกิดความสมบูรณ์ โดยจัดทำในรูปแบบ One Marine Chart มาตรส่วนแผนที่ 1 ต่อ 50,000 ซึ่งจะทำให้หน่วยงานทางทะเลที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต และเรื่องแนวทางการประชาสัมพันธ์ร่วมระหว่างหน่วยงานหลักใน ศรชล. ในการสร้างความตระหนักรู้ภาคประชาชน ผู้ประกอบการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นหุ้นส่วนการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (Maritime National Interest Strategic Partnership)

จากนั้นผู้บัญชาการทหารเรือ (รอง ผอ.ศรชล.) ได้เริ่มการประชุมกรรมการบริหาร ศรชล. ครั้งที่ 1 โดยสรุปเรื่องที่สำคัญได้แก่ การจัดทำรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 แผนงานที่สำคัญและร่างคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2568 เครื่องหมายราชการ ศรชล. การจัดทำแผนที่แบ่งเขตจังหวัดทางทะเลเพื่อใช้ราชการภายในหน่วยงาน ศรชล. การจัดทำ MOU เชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง ศรชล. กับกรมสรรพสามิต การตรวจรับเรือปฏิบัติการความเร็วสูงบริเวณชายฝั่ง การเตรียมการสำหรับการเป็นเจ้าภาพการประชุม ASEAN Coast Guard Fotum ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 การลงนาม MOU ระหว่าง ศรชล. กับหน่วยยามฝั่งเวียดนามในการความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายทางทะเล

ก่อนปิดประชุม ผู้บัญชาการทหารเรือ (รอง ผอ.ศรชล.) ได้กล่าวของคุณทุกนห่วยงานอีกครั้งที่ได้ให้ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของ ศรชล. ในมิติต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามความมุ่งหมายดังวิสัยทัศน์ "ศรชล." เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศชาติและประชาชน

สมนึก เชื้อสนุก รายงาน

มูลนิธิยังมีเรา” ร่วม “มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์-ไทยสมายล์ กรุ๊ป” มอบทุนการศึกษา “เยาวชน" พร้อมมอบวิลแชร์ให้ผู้พิการ ณ จ.ลำพูน

24 พ.ค. 67 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับกลุ่มไทยสมายล์ กรุ๊ป และ นายศิรวิฑย์ ชัยเกษม ผู้ประกาศข่าวท็อปนิวส์ ในฐานะตัวแทนจากมูลนิธิยังมีเรา โดยสถานีข่าวท็อปนิวส์ พร้อมด้วยสื่อมวลชน มอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดโอกาส และมีฐานะครอบครัวยากจน ตามโครงการสานฝันการศึกษา ประจำปี 2567 ของมูลนิธิยังมีเรา สถานีข่าวท็อปนิวส์  ณ สำนักพัฒนาฝีมือแรงงาน จ.ลำพูน โดยมี นางสาวอาภากร ว่องเขตกร ผู้ตรวจราชการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นผู้ร่วมรับมอบ  โดยนักเรียนที่จะได้รับทุนการศึกษา ต้องเรียนอยู่ในระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า และอุดมศึกษา

โดยวันนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กลุ่มไทยสมายล์ กรุ๊ป และมูลนิธิยังมีเรา ได้มอบทุนการศึกษาด้วยกัน ทั้งหมด 10 ทุนการศึกษา สร้างความปลาบปลื้มให้กับเด็กที่ได้รับทุนการศึกษารวมถึงครอบครัวของเด็กเป็นอย่างมาก

โดยนักเรียนที่ได้พัฒนาความรู้และได้ทุนการศึกษา จากสำนักพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยความรู้สึกกับทีมข่าวท็อปนิวส์ว่า ดีใจมากที่ได้ทุน และจะนำไปเป็นทุนการศึกษา จะตั้งใจเรียน ไม่เกเร

ขณะที่นางเธียรรัตน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ หวังว่า เงินทุนการศึกษาเหล่านี้ สามารถเป็นทุนให้กับเด็ก และเยาวชนที่จะเป็นอนาตที่ดีต่อชาติ ที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ได้ร่วมสนับสนุนทุนการศึกษา ผ่านโครงการสานฝันการศึกษา 2567 ในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับเด็กนักเรียนและเยาวชน ซึ่งเขาเหล่านี้จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

และในช่วงบ่าย  นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย  นางสาวอาภากร ว่องเขตกร ผู้ตรวจราชการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานและหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน จ.ลำพูน ลงพื้นที่มอบรถเข็นวีลแชร์ และเครื่องอุปโภค บริโภคเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ที่ประสบภัย ในพื้นที่ ต.บ้านกลาง และ ต.เหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน

ประกอบไปด้วย รถเข็นวีลแชร์ 2 คัน วอร์คเกอร์ช่วยเดิน และเครื่องอุปโภค บริโภคซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) มามอบให้กับ ผู้สูงอายุและผู้พิการ ตามที่ได้รับการประสานจาก  น.ส.ศิริลักษณ์ ประศาสตร์อินทาระ แรงงานจังหวัดลำพูน  น.ส.พุทธชาติ อินทร์สวา จัดหางานจังหวัดลำพูน และ นายสมเกียรติ  เจษฎารมณ์  ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดลำพูน  ให้แก่ นางบัวปัน สาวะธรรม อายุ 80 อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 59 ม.10 ต.บ้านกลาง อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง มีฐานะยากจน และประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคมและเป็นผู้ประสบภัย  เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน เติมขวัญและกำลังใจ ให้แก่ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งมีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป ทำให้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกันจัดหาอุปกรณ์และสิ่งอำนวย ความสะดวกเป็นลำดับแรก

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 สุดยิ่งใหญ่แห่งปี

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 จัดอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายกับการลดพฤติกรรมความรุนแรงในสังคม เสริมพลังครอบครัวคนพิการ ด้านการส่งเสริมอาชีพ รวมทั้งเสริมพลังองค์กรเครือข่ายให้เข้มแข็ง และประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 22 – 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 ณ ห้องประชุมสิรินภา โรงแรมหรรษา เจบี ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

โดยงานครั้งนี้ 'นางวิไลวรรณ สุวรรณรักษา' พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดสงขลา​ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน โครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายกับการลดพฤติกรรมความรุนแรงในสังคม เสริมพลังครอบครัวคนพิการ ด้านการส่งเสริมอาชีพ รวมทั้งเสริมพลังองค์กรเครือข่ายให้เข้มแข็ง และประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 พร้อมมอบโล่รางวัล โดยมี 'นางสาวฐิติพร พริ้งเพลิด'  อุปนายกคนที่ 2 สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ให้ทราบพอสังเขปดังนี้

1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมรวมทั้งครอบครัวคนพิการ มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการดูแล การฟื้นฟู และการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตที่มีพฤติกรรมรุนแรงอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมอาชีพ แก่คนพิการและครอบครัว และแกนนำชมรมเครือข่าย ด้วยการเปิดบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์
2. เพื่อจัดทำแผนขับเคลื่อนงานของสมาคมฯรวมทั้งเครือข่ายภาค เขต และชมรมตะวันทอแสงปี 2568
3. จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 และรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของสมาคมฯ
​​​​​สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย  ก่อตั้งเมื่อวันที่  27  มีนาคม  2546 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา  21 ปี

​​การจัดโครงการฯในวันนี้ จะดำเนินการระหว่างวันที่  22 – 25 พฤษภาคม 2567 โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ มาจากแกนนำเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิตระดับภาค/เขต คนพิการทางจิตและผู้ดูแลจากพื้นที่ต่างๆ ผู้แทนจากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดพิษณุโลก ผู้แทนจากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้แทนจากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดนครราชสีมา ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต ผู้แทนจากหน่วยงานสาธารณสุข ผู้แทนจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสงขลา ผู้แทนจากตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ผู้แทนจาก สปสช.เขต 12 ผู้แทนจากศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 จังหวัดสงขลา กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอปต.) และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวน 871 คน  

“สำหรับงานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ให้สังคมรับรู้ว่า ปัจจุบันผู้บกพร่องทางจิตสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติเหมือนคนทั่วไป และมีความสุข อยากจะให้ทุกๆคนในสังคมหันกลับมาให้ความสำคัญและช่วยทำให้ความเท่าเทียมกันเกิดขึ้นในสังคมไทย”

ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น การออกบูธจำหน่ายสินค้าจากผู้บกพร่องทางจิตทั่วทุกภูมิภาค และการออกบูธขององค์กรภาครัฐด้านสุขภาพจิต เพื่อให้คำแนะนำ ปรึกษาทางออกด้านสุขภาพจิตให้กับผู้ที่มาร่วมงานโดยมีทีมจิตเวช ที่จะคอยดูแลตลอดระยะเวลาให้คำปรึกษา (กอช.) การออมแห่งชาติแนะนำการเก็บออมเงินให้กับคนพิการ บูธนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สนง.พมจ.สงขลา บูธของ รพ.จิตเวชสงขลา บูธปฐมพยาบาลจาก รพ.หาดใหญ่ บูธจาก ม.สงขลานครินทร์ บูธจาก สปสช.เขต 12 และอื่น ๆ ภายในงานมีการเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นจากนักวิชาการ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บกพร่องทางจิตที่เข้ารับการรักษาฟื้นฟูจนหายกลับมาสู่การใช้ชีวิตปกติ การแสดงมากมายจากผู้บกพร่องทางจิตทั่วทุกภูมิภาค และกิจกรรมอีกมากมายภายในการจัดงานครั้งนี้

นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารและที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย กล่าวถึงงานในครั้งนี้ว่า “เป็นโอกาสดีที่สังคมจะได้รู้และเข้าใจคนพิการทางจิตมากขึ้น และหันมาให้ความสนใจกับความสำคัญของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บกพร่องทางจิตได้กลับคืนสู่สังคม บนเส้นทางที่พร้อมจะสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้และสร้างตัวตน ยืนหยัดในสังคมด้วยความเท่าเทียม และเป็นมิตรกับทุก ๆ คน”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top