Tuesday, 28 July 2026
NEWS FEED

เชียงใหม่-ขนส่งเชียงใหม่ เชิญร่วมประมูลทะเบียนรถเลขสวย หมวดอักษร งย “เงินทองมั่งคั่ง ธุรกิจยั่งยืน” 

สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่จัดประมูลป้ายทะเบียนรถเลขสวย หมวดอักษร งย ประมูลทางวาจาและ ทางอินเทอร์เน็ต ในวันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม 2568  ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่

นายมานพ พุทธวงค์ ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ จัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถสวย ของจังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7  คน (รถเก๋ง) ครั้งที่ 36  หมวดอักษร งย “เงินทองมั่งคั่ง ธุรกิจยั่งยืน” จำนวน 301 หมายเลข โดยการประมูลทางวาจา (เคาะไม้) และทางอินเทอร์เน็ต ที่เว็บไซต์ www.tabienrod.com โดยสามารถลงทะเบียน เลือกเลขและเสนอราคา ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันปิดการประมูล ในวันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุม นานาชาติเอ็มเพรส โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เวลา  09.00 น. เป็นต้นไป

แผ่นป้ายทะเบียนรถที่จะนำออกประมูลเป็นแผ่นป้ายภาพ
กราฟฟิค มีสีสันสวยงาม มีเอกลักษณ์และความหมายบ่งบอกความเป็นจังหวัดเชียงใหม่ ตามคำขวัญจังหวัดเชียงใหม่ “ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่า บุปผชาติล้วนงามตา นามล้ำค่านครพิงค์” ซึ่งจะสื่อความหมายของจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นจังหวัด ที่มีความเจริญรุ่งเรือง สงบ ร่มเย็น ประชาชนมีความสุขโดยถ้วนหน้า อันจะส่งผลให้ผู้ที่ครอบครองป้ายดังกล่าว จะมีแต่ความเจริญ เป็นสิริมงคล รถที่ใช้อยู่จะนำพาให้มีทรัพย์สินเพิ่มพูน เงินทองมั่งคั่ง ด้วยการประกอบ อาชีพที่มั่นคงและธุรกิจที่ยั่งยืน

นายมานพ กล่าวด้วยว่า การจัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถเลขสวยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง) หมวดอักษร งย ในครั้งนี้เป็นการประมูลทางวาจาและทางอินเทอร์เน็ต ที่เว็บไซต์ www.tabienrod.com เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมการประมูลอย่างเสมอภาค เท่าเทียมกัน ด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยรายได้ทั้งหมดนำเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เพื่อนำไปสนับสนุนและส่งเสริม ด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เกิดจากการใช้รถ ใช้ถนน ถือเป็นการทำบุญสร้างกุศลอีกทางหนึ่งด้วย

ขอเชิญชวนชาวจังหวัดเชียงใหม่และผู้สนใจทั่วไปให้เข้าร่วมประมูล หมายเลขทะเบียนรถเลขสวยได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และปิดการประมูลในวันเสาร์ ที่ 2  สิงหาคม 2568 ตั้งแต่ เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งผู้ชนะการประมูลนอกจากจะได้เลขทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์แล้วยังถือเป็นการได้ทำบุญสร้าง กุศลอีกด้วย ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายทะเบียนรถ 061 268 2266 , 061 270 5454 หรือ Call Center 1584

OR ขอแสดงความเสียใจ กรณีเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันเสียหาย – มีผู้คนบาดเจ็บและเสียชีวิต

จากเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ส่งผลให้สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด พิชชา ปิโตรเลียม ต.บ้านผือ ได้รับความเสียหาย รวมทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอส่งกำลังใจให้แก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรวมถึงประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

OR ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน และชุมชนโดยรอบ และพร้อมปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยที่ภาครัฐกำหนด เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อการฟื้นฟูในลำดับต่อไป

OR ขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว 

กองทัพภาคที่ 2 แจงชัด!! ไทยมีสิทธิ์ตอบโต้ งัด ม.51 กฎบัตรสหประชาชาติ หลังกัมพูชาโจมตีแหล่งชุมชน

(24 ก.ค. 68) กองทัพภาคที่ 2 ออกแถลงการณ์ตอบโต้ หลังกัมพูชาโจมตีพื้นที่พลเรือนไทยใน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยระบุว่า ไทยมีสิทธิป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 หากถูกโจมตีก่อน พร้อมยืนยันจะรายงานสถานการณ์ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ

ทางกองทัพย้ำว่า หากจำเป็นต้องใช้กำลังตอบโต้ จะดำเนินการตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากล โดยจะเล็งเป้าเฉพาะจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร หลีกเลี่ยงการกระทบต่อโบราณสถาน เช่น ปราสาท และไม่ใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางทหาร

แถลงการณ์ยังระบุชัดว่า ไทยยึดมั่นในหลักนิติธรรมและคุณค่าของมนุษยธรรม แต่จะไม่ยอมให้การกระทำใด ๆ ละเมิดอธิปไตยหรือศักดิ์ศรีของชาติ โดยจะดำเนินการตอบโต้ตามความเหมาะสม

ก่อนหน้านี้ กองทัพภาคที่ 2 เคยรายงานว่า ฝ่ายกัมพูชามีการโจมตีเป้าหมายในฝั่งไทย ซึ่งรวมถึงปราสาทโบราณ ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล และศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน สร้างความเสียหายและตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

‘สมศักดิ์’ เรียกกระทรวงสาธารณสุข ประชุม PHEOC ด่วน รับมือน้ำท่วมน่านและเหตุปะทะไทย-กัมพูชา พร้อมส่งทีม MCATT ช่วยเหลือ

(24 ก.ค. 68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดประชุมวิชาการพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านสังคม ประจำปี 2568 โดยเน้นความเท่าเทียมในระบบสาธารณสุขและการดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญ

ภายหลังพิธีเปิด นายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมรับมือพายุวิภา โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เช่น จ.น่าน ซึ่งมีโรงพยาบาลและ รพ.สต. ได้รับผลกระทบหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังสามารถให้บริการได้ตามปกติ แต่หากสถานการณ์แย่ลง ก็พร้อมอพยพผู้ป่วยทันที 

ขณะที่ประเด็นเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นายสมศักดิ์เผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ.พนมดงรัก และ รพ.กาบเชิง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมกว่า 90 ราย เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ สสจ.สุรินทร์ ได้ประกาศยกระดับภาวะฉุกเฉินเป็นระดับ 2 พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ได้มีการเรียกประชุมศูนย์ PHEOC ที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อกำหนดแผนรับมือทั้งน้ำท่วมและเหตุปะทะ

นอกจากนี้ ยังมีการส่งทีม MCATT (ทีมดูแลสุขภาพจิตในภาวะวิกฤติ) เข้าให้บริการด้านจิตวิทยาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาแบบ Walk-in และออนไลน์ เพื่อช่วยลดความเครียดและความตื่นตระหนกของประชาชน และได้สั่งให้สำรองยาและเวชภัณฑ์ให้เพียงพอ รวมถึงดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง

สำหรับการประชุมวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “เท่าเทียม สุขภาพ เสมอภาค” มีการอภิปรายหลากหลายหัวข้อที่ครอบคลุมประเด็นสาธารณสุขสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น การป้องกันความรุนแรงในครอบครัว, การพัฒนาระบบข้อมูล และมิติด้านกฎหมาย รวมถึงมีการมอบรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศต่อไป

เพชรบูรณ์ แถลงจัดงานอุ้มพระดำน้ำ 2568 สมพระเกียรติ สืบสานตำนานศรัทธาองค์พระพุทธมหาธรรมราชา                

     

เมื่อวานนี้ (23 ก.ค.68) เวลา 18.00 น. ณ วัดไตรภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 โดยมี ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ และ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมแถลง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

ในโอกาสนี้ ได้มีพิธีเสี่ยงทาย “โขนหัวเรือ” สำหรับใช้ในการอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ไปประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ซึ่งในปีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นผู้เสี่ยงทาย ผลการเสี่ยงทายปรากฏว่า “กุญชรวารี” ได้รับเลือกให้เป็นโขนหัวเรือประจำปี 2568

สำหรับงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 26 กันยายน 2568 โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่

วันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 18.00 น. พิธีรำถวายองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ณ พุทธอุทยานเพชบุระ โดยมีผู้เข้าร่วมรำถวายจำนวน 2,568 คน

วันที่ 21 กันยายน 2568 เวลา 09.09 น. พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดไตรภูมิ และเวลา 18.00 น. พิธีอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาแห่รอบเมือง โดยมีเวทีแสดงและพิธีเปิดงานหลักที่บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง และหน้าสวนสาธารณะเพชบุระ

วันที่ 22 กันยายน 2568 (ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10) เวลา 10.09 น. พิธีแห่องค์พระพุทธมหาธรรมราชาทางน้ำ จากท่าน้ำวัดไตรภูมิ ไปประกอบพิธี “อุ้มพระดำน้ำ” ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร

วันที่ 23–24 กันยายน 2568 การแข่งขันพายเรือทวนน้ำหนึ่งเดียวในโลก ประเภทเรือสั้นและเรือยาว ณ ท่าน้ำวัดไตรภูมิ

วันที่ 23–26 กันยายน 2568 เวลา 20.00 น. การแสดงแสงเสียง “ตำนานอุ้มพระดำน้ำ” ณ เวทีกลาง บริเวณหน้าห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ระหว่างวันที่ 17–26 กันยายน 2568 มีงานมหกรรมอาหารสะอาดรสชาติอร่อย คาราวานสินค้า OTOP กิจกรรมทางวิชาการสำหรับเยาวชน การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน และมหรสพทุกค่ำคืน ณ บริเวณโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย

การจัดงานในปีนี้ให้ความสำคัญกับ “วัดไตรภูมิ” ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของพิธีอุ้มพระดำน้ำ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมสักการะและปิดทององค์พระอย่างใกล้ชิด

สำหรับคณะผู้ร่วมประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำในปีนี้ ประกอบด้วย

เจ้าเมือง : นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

ฝ่ายเวียง : พลตรีฐาวิรัตน์ ยังน้อย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36

ฝ่ายวัง : นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

ฝ่ายคลัง : ว่าที่ร้อยตรีเสกสรร ปานถม ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเมืองเพชรบูรณ์

ฝ่ายนา : ร้อยตำรวจตรีสุขสัณห์ ภิชัย นายกสมาคมเครือข่ายนักสื่อสารชุมชน

เทวดา : นายวัฒโนทัย นาชัยเวียง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 และนายยุพราช เขียวประดิษฐ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบูรณ์

ผู้ลั่นฆ้อง : นายทองจันทร์ ประทุมโฉม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์

ผู้อ่านคำเสี่ยงทาย : นายธีระชัย มังกรทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบูรณ์

ผู้อ่านคำอธิษฐาน : นายไชยยงค์ ไชยปัน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเพชรบูรณ์

จังหวัดเพชรบูรณ์ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสืบสานศรัทธาและสัมผัสบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ พร้อมร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2568 อย่างพร้อมเพรียง

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งตำรวจพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมพร้อมสนับสนุนส่วนหน้า กำชับการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง บูรณาการทุกภาคส่วนรักษาอธิปไตยไทย

(24 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจภูธรภาค 2 , ตำรวจภูธรภาค3 , กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เตรียมความพร้อมสนับสนุนเจ้าหน้าที่ส่วนหน้าตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง อย่างเต็มที่ 

ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านความมั่นคงภายใต้สถานการณ์ภัยคุกคามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำชับตามแผนปฏิบัติการ “พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและการอพยพประชาชน” ยกระดับการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ (แผนกรกฎ/๖๗) โดยมุ่งหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสอดคล้องกับภารกิจด้านความมั่นคงของรัฐ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที โดยมีสาระสำคัญด้านอำนาจหน้าที่ของตำรวจตามแผนดังกล่าว ดังนี้

1. ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน : ตำรวจมีหน้าที่หลักในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ส่วนหลัง ทั้งในเขตต้นทาง เส้นทาง และปลายทางของการอพยพประชาชน โดยจะดำเนินการจัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และสายตรวจเฝ้าระวังตลอดแนวเส้นทาง ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในจุดยุทธศาสตร์ รวมถึงการสนับสนุนกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นในการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม

2. ด้านการอพยพประชาชนและการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง : ตำรวจรับผิดชอบในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในเส้นทางอพยพ การควบคุมการเคลื่อนย้ายให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ ปลอดภัย และรวดเร็ว รวมถึงการจัดกำลังเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก นักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ ตลอดกระบวนการอพยพ ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยในศูนย์พักพิงและจุดรวมพล

3. ด้านการวิเคราะห์สถานการณ์และการสืบสวนหาข่าว : ตำรวจมีหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์เชิงรุกร่วมกับหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคง ทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อประเมินแนวโน้มภัยคุกคาม และระบุพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งดำเนินการสืบสวนหาข่าวเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคล หรือกิจกรรมที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของพื้นที่ ประสานความร่วมมือกับกองทัพบก , สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ , กระทรวงการต่างประเทศ และทุกฝ่าย

4. ด้านการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมแผน : เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเตรียมกำลังพลและทรัพยากรให้พร้อม ทั้งด้านอุปกรณ์การสื่อสาร ยานพาหนะ เครื่องมือช่วยชีวิต และระบบสื่อสารฉุกเฉิน รวมถึงดำเนินการฝึกซ้อมแผนในรูปแบบ Table Top Exercise (TTX) และ Field Simulation Exercise เพื่อทดสอบความพร้อมและสร้างความเข้าใจร่วมกับภาคีเครือข่าย 

5. ด้านการสื่อสารสาธารณะและการประชาสัมพันธ์ : ตำรวจมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารความเสี่ยงต่อประชาชนในพื้นที่ โดยใช้ช่องทางที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น เช่น หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน สื่อออนไลน์ และการลงพื้นที่พบประชาชนผ่านกิจกรรม “Stop Walk Talk” เพื่อชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการของภาครัฐ โดยขอความร่วมมือในการไม่เผยแพร่ภาพที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

6. ด้านการบังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน : ในการควบคุมสถานการณ์ ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน และความได้สัดส่วนของการใช้อำนาจรัฐ ห้ามเลือกปฏิบัติหรือใช้กำลังเกินกว่าเหตุ พร้อมจัดทำเอกสารบันทึกการควบคุมตัวหรือการตรวจค้นอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ การสอบสวนภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายและบทสรุปของสถานการณ์

7. ด้านการประสานงานและบูรณาการความร่วมมือ : ตำรวจต้องทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานงานกับฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ และศูนย์บัญชาการระดับพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรวดเร็วในทุกสถานการณ์

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวย้ำว่า แผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังนี้ และการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด จะสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของตำรวจในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงที่ต้องมีขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อม รับมือ และฟื้นฟูสถานการณ์ได้อย่างครอบคลุม โดยการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจภายใต้แผนนี้เน้นความเป็นมืออาชีพ ความสอดคล้องกับภารกิจ อำนาจและความชัดเจนของหน้าที่ตามกรอบของกฎหมาย และการปฏิบัติที่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นกรอบการทำงานที่สำคัญยิ่งในบริบทชายแดนที่มีความอ่อนไหวทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการตำรวจทุกพื้นที่เตรียมรับมือหากเกิดอุทกภัย กำชับเตรียมความพร้อมดูแลประชาชน

(24 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ให้หน่วยต่างๆ ทั่วประเทศรายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบว่ามีสถานการณ์อุทกภัย สาธารณภัย ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากพายุวิภา จึงได้กำชับเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบเหตุอย่างทันท่วงที พร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อำนวยความสะดวกการจราจรในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวมทั้งดูแลในส่วนของข้าราชการตำรวจ และสถานที่ราชการของตำรวจที่ได้รับผลกระทบด้วย

จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง "พายุวิภา" ได้เคลื่อนเข้ามาปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน โดยอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่ปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยกำลังแรง ส่งผลทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบอุทกภัย เตรียมความพร้อมในการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยประชาชน และจัดระบบการจราจรในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564 – 2570 โดยเน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของการเกิดสาธารณภัยต่างๆ เช่น น้ำท่วมฉับพลันน้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด , ให้หน่วยเตรียมความพร้อมและตรวจสอบกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ อุปกรณ์อื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ พร้อมกำชับให้หน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร และเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมประสานความร่วมมือกับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณะภัยอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำให้ตำรวจพื้นที่เกิดอุทกภัย จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพน้ำท่วมในพื้นที่รับผิดชอบ ประชาสัมพันธ์หลีกเลี่ยงเส้นทางที่ประสบปัญหา พร้อมทั้งออกลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ป้องกันมิจฉาชีพก่อเหตุซ้ำเติม หากพบให้ดำเนินคดีทุกราย 

หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘ฮุน มาเนต’ โพสต์อีก!! โทษไทยยิงก่อน อ้างกัมพูชาตอบโต้เพราะไม่มีทางเลือก

สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ (24 ก.ค.68) ระบุว่า กองทัพไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ฐานทหารกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย จนเกิดการปะทะลุกลามถึงจุดสามเหลี่ยมมรกต พร้อมย้ำว่าแม้กัมพูชาพยายามใช้สันติวิธี แต่ครั้งนี้ “ไม่มีทางเลือก” จึงต้องตอบโต้ 

ฮุน มาเนต กล่าวว่ากัมพูชายึดมั่นในสันติวิธีมาโดยตลอด แต่เมื่อถูกโจมตีก่อน ก็จำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ โดยดำเนินการทั้งในด้านทหารและทางการทูต พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกองทัพ ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังยืนยันว่ารัฐบาลและกองทัพจะยืนหยัดอยู่แนวหน้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ พร้อมวิงวอนให้ประชาชนกัมพูชาอย่าตื่นตระหนก และใช้ชีวิตตามปกติ เชื่อมั่นในความสามารถของรัฐและกองทัพ

ทั้งนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดหนัก หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณพื้นที่พิพาทใกล้แนวเขตโบราณสถาน ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา กรณีใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขตแดนไทย

(24 ก.ค. 68) กองทัพบกขอประณามการกระทำอันรุนแรงและไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา จากกรณีที่มีการใช้อาวุธจรวด BM-21 จำนวน 2 นัด ยิงเข้ามาในพื้นที่ชุมชนภายในศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อเวลา 09.40 น. ของวันนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราษฎรได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่โดยทันที เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

ในขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกองทัพบกกำลังเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม จะได้รายงานให้ทราบต่อไปโดยเร็วที่สุด

'บิ๊กเล็ก' ลั่นเลิกคุย หลังทหารเขมรเปิดฉากยิง พร้อมให้อำนาจ ผบ.ทสส. ลุยจัดการเต็มที่

'บิ๊กเล็ก' หมดความอดทน กร้าวเลิกคุยกัมพูชา รับทหารเขมรไม่ได้ ไร้ความจริงใจ ลั่นจากนี้ว่าตามกองทัพ ศบ.ทก. เป็นฝ่ายสนับสนุน บอกไม่ยอมแน่ถ้าล่วงล้ำอธิปไตย เผยบ่ายนี้ 'ภูมิธรรม' ประชุม สมช. ถกสถานการณ์

(24 ก.ค.68) - พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ศบ.ทก. ถึงเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา บริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธม ได้รับรายงานแล้วหรือยัง ว่า ถ้าถึงขั้นนี้ก็คงไม่คุยกันแล้ว ขอย้อนไปก่อนหน้านี้เราพยายามเชิญชวนให้มาคุยทวิภาคี เพื่อแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยในกระบวนการที่เรามีอยู่ สิ่งที่ตนยื่นให้เขาเสมอคือ ทั้งสองฝ่ายต้องเคลื่อนย้ายกำลังพลออกจากชายแดน เพราะถ้ายังอยู่อาจมีเหตุการณ์ที่กระทบกระทั่งกันได้ ที่ผ่านมาจากประสบการณ์ตน ทหารกัมพูชาค่อนข้างไม่มีวินัยและยั่วยุ แต่ทางฝ่ายผู้บังคับบัญชาของเขาบอกว่า ยึดแนวทางสันติ เพราะฉะนั้น ตนมองสองอย่าง ผู้บังคับบัญชาไม่จริงใจ ไม่ดำเนินการสอบสวนความเป็นจริง หรืออีกอย่างคือ รัฐบาลไม่จริงใจ ดังนั้น จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ได้หารือกับกองทัพและตกลงใจว่า มอบอำนาจให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในการดำเนินการต่อไป เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 มาตรา 39 ทั้งนี้ จากที่หารือกันแล้ว ทางแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ขออนุญาตวางลวดหนามในพื้นที่ที่ทหารกัมพูชามักล่วงล้ำเข้ามา เพราะจากเหตุการณ์วันที่ 23 ก.ค. แสดงว่า นอกจากเข้ามาแล้วยังประสงค์ร้ายกับฝ่ายไทยด้วย

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (24 ก.ค.) ได้รับรายงานเบื้องต้นว่า ขณะนี้เขากำลังปฏิบัติการกันอยู่ ไม่อยากไปซักถามมาก รอให้รายงานในรายละเอียด ซึ่งเมื่อเวลา 08.20 น.วันนี้ ทางฝ่ายไทยได้เข้าไปวางลวดหนาม และฝ่ายกัมพูชายิงกลับมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้รัฐบาลจะต้องมีการประกาศภาวะพิเศษ หรือภาวะฉุกเฉินหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มี เพราะกองบัญชาการกองทัพไทยสามารถดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมได้แล้ว ซึ่งเช้าวันนี้ ผบ.ทสส.กับ ผบ.เหล่าทัพจะหารือกัน ตอนนี้ตนจะไม่พูดแล้ว เพราะเข้าสู่เวอร์ชันใหม่แล้ว เมื่อถามว่า ไทยจะต้องใช้แผนจักรพงษ์ภูวนาถหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยัง แผนจักรพงษ์ภูวนาถคือ สิ่งที่กองทัพบกแจ้งไปเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ถ้าลองดูในคำสั่งดีๆ แผนจะใช้เมื่อสั่ง และแผนนี้ต้องมาพูดคุยกันก่อนด้วย แต่วันนี้ ผบ.ทสส.จะเชิญเหล่าทัพมาหารือกัน

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ อยากบอกอะไรกับประชาชน โดยเฉพาะตามแนวชายแดน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า มีทั้งสองส่วนคือ ส่วนพี่น้องประชาชนไทยทั่วประเทศ ขอให้มั่นใจว่า กองทัพไทยยังปกป้องอธิปไตย ไม่ให้ใครมาล่วงล้ำดินแดนของเราได้เป็นอันขาด และกราบขออภัย รวมถึงให้กำลังใจพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติครั้งนี้ เพราะทางกองทัพไทยอดทนอดกลั้นมาถึงที่สุดแล้ว ต่อไปเราจะไม่อดทนแล้ว เนื่องจากเป็นการปฏิบัติของทหารกัมพูชาที่เรารับไม่ได้ ฝากพี่น้องประชาชนทุกคนให้กำลังใจกำลังพลที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนด้วย โดยเฉพาะพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

เมื่อถามอีกว่า จุดอื่นในพื้นที่ชายแดน ได้มีการรับรายงานว่ามีการปะทะกันมาบ้างหรือยัง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยัง เพราะฉะนั้น ตนขอความร่วมมือสื่อมวลชน ขณะที่ทหารกำลังปฏิบัติการ พยายามอย่าไปซักถามเหมือนกับหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทางฝ่ายกัมพูชาจะทราบหมด เพราะสื่อได้ถ่ายทอดภาพสถานการณ์ฝ่ายเราออกไป โดยที่เราไม่ทราบฝ่ายกัมพูชา ตนเข้าใจสื่อมวลชนตลอดว่าต้องพยายามหาข่าวให้กับพี่น้องประชาชนที่อยากให้กำลังใจทหาร แต่ขณะเดียวกัน อยากให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย ตนมั่นใจในดุลยพินิจของสื่อมวลชนว่าแค่ไหนคือจุดที่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวถามว่า บริเวณชายแดน จ.จันทบุรี ตราด สระแก้ว ตรงนี้จะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ที่หารือกันเบื้องต้น ณ วันนี้ปิดบริเวณด่านชายแดนทั้งหมดแล้ว และจะเข้าหารือในที่ประชุม ศบ.ทก. ซึ่งว่าตามกองทัพ เป็นการหารือเพื่อให้กองทัพมีความชอบธรรมในการปฏิบัติ จริงๆ อำนาจให้กับกองทัพไปแล้ว เพียงแต่ ศบ.ทก.มารับทราบและเห็นชอบ นอกจากนี้ ในบ่ายวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ จะประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขอแจ้งประชาชนว่า ในการปฏิบัติเราได้มอบอำนาจให้กับกองทัพไทยไปแล้ว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในยุคปัจจุบัน จะปฏิบัติอะไรต้องทำตามกฎหมาย

เมื่อถามถึงการสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้เตรียมการมาก่อนหน้านี้แล้ว ฉะนั้น ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ จากการไปสัมภาษณ์พี่น้องตามแนวชายแดน ตนดีใจว่าในยามที่สถานการณ์เป็นอย่างนี้ พี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนเข้าใจสถานการณ์และยินดีให้ความร่วมมือ สำหรับบทบาทของ ศบ.ทก.หลังจากนี้คือ ให้การสนับสนุนกับกองทัพไทยในการจัดการ ตนเองก็คงให้ความสำคัญกับไปทางกองทัพมากกว่า การประชุมจะมอบให้เลขาธิการ สมช.ดูต่อไป

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางกัมพูชาไม่ยอมรับผิดเลย ไทยจะมีสิทธิไปยื่นสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือประเทศอื่นๆ ให้รับทราบเรื่องนี้หรือไม่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า “แล้วท่านคิดว่าที่ผ่านมาเขายอมรับผิดเรื่องไหนบ้าง มันเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งผมได้เห็นถึงความไม่จริงใจ แต่ขณะเดียวกัน เราจะไปทำแบบนั้นก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นศีลเสมอกัน แล้วเวลามีปัญหาจะต้องมาพิจารณา สอบสวน ตรวจสอบ ไต่สวนกัน กลายเป็นว่าเราเป็นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราต้องยึดมั่นคำพูด อะไรที่ใช่ อะไรที่ถูกหรือไม่ถูก ก็ต้องเป็นไปตามนั้น เราจะไม่ทำศีลเสมอกันกับเขา”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะให้ความมั่นใจกับประชาชนได้อย่างไรว่า เหตุการณ์จะไม่บานปลายกว่านี้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราพยายามไม่ให้บานปลาย แต่ถ้าเขาล่วงล้ำอธิปไตยเราก็ยอมไม่ได้ ขอให้สื่อมวลชนทำความเข้าใจกับประชาชนว่า เรายึดถืออธิปไตย ยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก เราพยายามจะไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย แต่ถ้าเขาล่วงล้ำหรือละเมิดก็คงไม่สามารถจะหยุดได้ คงต้องว่าไปตามกระบวนการ อันนี้เรามีกฎของเราอยู่แล้ว มีกฎหมาย กฎการใช้กำลัง ซึ่งได้กำหนดไว้แล้ว โดยเหล่าทัพทราบดี

เมื่อถามถึงอำนาจของกองทัพตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ผบ.ทสส.มีอำนาจสูงสุดในการบัญชาการใช่หรือไม่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า ใช่ ซึ่งจะมีคณะผบ.เหล่าทัพ โดยมี ผบ.ทสส.เป็นหัวหน้าคณะผู้บัญชาการทหาร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top