Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรม “เด็กยุคใหม่ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่อลามกออนไลน์” สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชน ป้องกันภัยออนไลน์

(19 ก.ย.68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ( ผบก.ปคม.) เป็นประธานเปิด โครงการ “รณรงค์ประชาสัมพันธ์ป้องกันภัยจากสื่อลามกออนไลน์ (No Look No Like No Share : Take Care Yourself)” ณ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน โดยมี อาจารย์โชติวิทย์ ธรรมสุจิต คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมกว่า 300 คน

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชนเกี่ยวกับภัยอันตรายจากสื่อลามกออนไลน์
ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะสื่ออลามก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ และจิตใจของเยาวชน รวมถึงเสี่ยงต่อการลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นช่องทางนำไปสู่การคุกคามและการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงดำเนินการรณรงค์เชิงป้องกันเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนและสังคม

ภายในกิจกรรมมีการบรรยายและเสวนาเชิงวิชาการ ภายใต้หัวข้อ “Gen Z Say No เด็กรุ่นใหม่ปฏิเสธ
สื่อลามกออนไลน์” โดยได้รับเกียรติจาก พ.ต.ต.พากฤต กฤตยพงษ์ (สารวัตรเติ๊ก)สว.ฝอ.บก.สอท.2/รองโฆษก บก.สอท. และศิลปินเยาวชน “เอแคลร์” ศิลปินวง FELIZZ ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการรับมือกับภัยออนไลน์ เพื่อให้เยาวชนมีความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) สามารถวิเคราะห์ แยกแยะ และปฏิเสธสื่อที่ไม่เหมาะสมได้

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์หลายรูปแบบ อาทิ การประกวดคลิปวิดีโอและภาพถ่าย ในหัวข้อ 
“No Look No Like No Share : Take Care Yourself เด็กรุ่นใหม่ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่อลามกออนไลน์” รวมถึง กิจกรรมปฏิญาณตนดิจิทัล (Digital Pledge) ให้นักเรียนร่วมลงนามแสดงเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับ
สื่อลามกออนไลน์ พร้อมทั้งการแสดงดนตรีจากวง NOT MINOR และกิจกรรมนันทนาการอื่น ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม

พล.ต.ต.ทรงกลด กล่าวว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นหนึ่งในแนวทางป้องกันเชิงรุก ที่ไม่เพียงแต่สร้างความรู้เท่าทันสื่อ แต่ยังปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นพลังสำคัญในการรณรงค์ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่ออามกออนไลน์” ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเดินหน้าสานต่อกิจกรรมลักษณะดังกล่าวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้การรณรงค์เข้าถึงเยาวชนอย่างกว้างขวาง และช่วยลดความเสี่ยงจากภัยสื่อออนไลน์ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 รวม 3 จังหวัด เผยปีนี้ใช้งบฯ ถึง 15.5 ล้านบาท เพิ่มทั้งจำนวนชุดสิ่งของ และค่าพาหนะ รองรับปริมาณผู้ยากไร้ที่มารอรับ และสภาวะเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น

(19 ก.ย.68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ จัดพิธีแจกเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ (จังหวัดที่ 3) กว่า 12,000 ชุด ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางมารอรับกันอย่างเนืองแน่น พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ซึ่งในปีนี้จัดเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาทั้งชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น โดยสิ่งของที่แจกประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม เสื้อผ้า รองเท้าแตะฟองน้ำ ฯลฯ บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ โดยมี แพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการ แขกผู้มีเกียรติ ผู้แทนหน่วยงานในเครือมูลนิธิฯ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ และอาสาสมัครศิลปิน อาทิ นางสาวจิตรามณฑน์ เตชะไพบูลย์ ดร.ปภัสรา เตชะไพบูลย์ นางศิริพร โอภาสวงศ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ และนายพลภัทร เตชะหรูวิจิตร ร่วมในพิธี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

โดยบรรยากาศภายในงาน ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครศิลปิน นำโดย นายนพดล ทรงแสง (จิ้ม ชวนชื่น) นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น) นายวสวิศร์ ศตพิพัฒน์ (ต้น-จักรกฤษณ์) นายสวิช เพชรวิเศษศิริ (บี๋)  นายณัฐวุฒิ ศรีหมอก (กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่) ฯลฯ ร่วมแจกจ่ายสิ่งของ แสดงดนตรี และสร้างสีสันภายในงาน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมทั้งได้มีผู้มีจิตศรัทธา ร่วมแจกจ่ายอาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่มารอรับสิ่งของ รวมถึงเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ จัดทีมดูแลประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 18 กันยายน 2568 เป็นต้นมา

งานประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่สำคัญที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ด้วยการนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง มาเซ่นไหว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน และดวงวิญญาณที่ไร้ญาติ แล้วแจกเป็นทานแก่ผู้ยากไร้ เป็นงานมหาบุญที่ครบทั้งการทำบุญและให้ทาน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดทำสืบทอดประเพณีทิ้งกระจาดต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 100 ปี โดยในปี พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชน ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร, คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร รวม 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.5 ล้านบาท

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

สส. นเรศ เผย ‘กล้าธรรม’ ผลักดัน 'พ.ร.บ.ลำไย' ผ่านสภา สำเร็จ ยกเป็นชัยชนะของชาวสวนลำไย หวังช่วยสร้างรายได้มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร 

เมื่อวันที่ (17 ก.ย.68) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่าง พระราชบัญญัติลำไย พ.ศ. .... ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการคุ้มครองและพัฒนาพืชเศรษฐกิจลำไยอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกร ยกระดับคุณภาพการผลิต การตลาด และการส่งออกให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

พรรคกล้าธรรม โดย นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ เขต 9 รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ คนที่ 1 กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องขอบคุณ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯทุกท่าน ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมายให้สมบูรณ์รอบด้าน โดยเฉพาะการใส่หลักการคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกลำไย การเพิ่มนิยามที่ชัดเจน และการกำหนดให้ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถนำไปใช้อ้างอิงของบประมาณและขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

ประโยชน์สำคัญของกฎหมายฉบับนี้
1. เกษตรกรผู้ปลูกลำไยได้รับการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
2. มีแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมการผลิต แปรรูป และการตลาด
3. ส่งเสริมคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการส่งออกสู่ตลาดโลก
4. เกษตรกรมีส่วนร่วมโดยตรงผ่านตัวแทนในคณะกรรมการ
5. หน่วยงานของรัฐสามารถใช้อ้างอิงเพื่อของบประมาณและดำเนินการได้ทันที

นายนเรศ กล่าวภายหลังการลงมติว่า “วันนี้ไม่ใช่เพียงชัยชนะของพรรคกล้าธรรม แต่คือชัยชนะของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยทั้งประเทศ เราผลักดันกฎหมายนี้เพื่อให้ลำไยไทยไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่เป็นอนาคตที่มั่นคงของครอบครัวเกษตรกร”

สำหรับ ที่มาของการเสนอร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. ... เนื่องจาก “ลำไย” เป็นผลไม้ที่มีการส่งออกเป็นลำดับ 3 ของประเทศไทย แต่เกษตรกรกรผู้ปลูกลำไยกลับมีรายได้ไม่ดี ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนลำไยและผู้ประกอบกิจการลำไย จึงจำเป็นต้องจัดให้มีการทำนโยบายและยุทธศาสตร์ลำไยเป็นเป้าหมายการพัฒนาการผลิตลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยในการจัดทำการกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์เกี่ยวกับส่งเสริมและพัฒนากิจการเกี่ยวกับลำไยของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

โดยสาระสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ จะมีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ลำไย เพื่อกำหนดทิศทางการดูแลลำไยทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ คณะกรรมการชุดนี้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีโดยตำแหน่งจะต้องเป็นประธาน มีภาคเกษตรกร ภาคเอกชน เข้ามาร่วม

ดังนั้น เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ ต่อไปก็จะมีเจ้าภาพในการดูแลลำไยโดยตรง ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีระบบมากยิ่งขึ้น เช่น หากราคาลำไยมีแนวโน้มว่าจะไม่ดี นายกรัฐมนตรี ก็จะสามารถสั่งการในมาตรการเร่งด่วนสำคัญเพื่อดูแลได้โดยตรง เป็นต้น 

ทั้งนี้ หากจะอธิบายง่าย ๆ ถึงความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาลำไยขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ลำไย และแผนปฏิบัติการต่างๆ ดูแลตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์ ศักยภาพการผลิต  คุณภาพ การขนส่ง การตลาด การแปรรูป การวิจัยและพัฒนา การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการเผยแพร่ความรู้ เพื่อให้ชาวสวนลำไยและผู้ประกอบกิจการลำไยอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ขณะที่ขั้นตอนหลังจากนี้ทางสภาผู้แทนราษฎรจะต้องส่งรายงานการร่างพระราชบัญญัติลำไย พ.ศ. .... ส่งไปให้วุฒิสภา พิจารณาต่อ และหากวุฒิสภาเห็นชอบตามที่สภาผู้แทนได้ส่งรายงานไปก็ดำเนินการส่งประกาศราชกิจจานุเบกษาใช้เป็นกฎหมายต่อไป

สุโขทัย-สนามบินสุโขทัย คว้ารางวัล 'EIA Monitoring Awards 2025' มุ่งมั่นด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เจ้าของ “สนามบินสุโขทัย” รับรางวัล EIA Monitoring Awards 2025 ระดับ “ยอดเยี่ยม” ในงาน EIA Symposium and Monitoring Awards 2025 จากการดำเนินงานที่โดดเด่นตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมประจำปี พ.ศ. 2568 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานที่ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตอกย้ำพันธกิจความยั่งยืนของบริษัทฯ 

ในโอกาสนี้ นางสาวตรีศรัณย์ สีตกะลิน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เลขานุการบริษัท และรักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายสนามบิน บริษัท การบินกรุงเทพฯ เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัลจาก นางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ 

งาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” จัดโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายใต้แนวคิด “EIA Next Step: The Next Sustainable Growth ก้าวต่อไปของ EIA สู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตลอดจนพัฒนากลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานประกอบการอื่น ๆ และเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ สนามบินสุโขทัยได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards มาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ระดับดีเด่นในปี พ.ศ. 2542, 2543, 2545, 2548, 2549, 2550 และระดับยอดเยี่ยมในปี พ.ศ. 2551, 2552, 2554, 2566 รวมถึงล่าสุดในปี พ.ศ. 2568 นี้ด้วย
 
งาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” จัดโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายใต้แนวคิด “EIA Next Step: The Next Sustainable Growth ก้าวต่อไปของ EIA สู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตลอดจนพัฒนากลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานประกอบการอื่น ๆ และเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

‘ต้องรัก สิริชัยตระกูล’ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของกองทัพบก นักเรียนนายร้อยคนแรกของประเทศ!! ที่มาจากสมัครพลทหารออนไลน์

(19 ก.ย. 68) นักเรียนเตรียมทหาร 'ต้องรัก สิริชัยตระกูล' กลายเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกองทัพบก หลังจากเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าคนแรกที่เดินเส้นทางจากการสมัครเป็นพลทหารผ่านระบบออนไลน์ โดยจุดเริ่มต้นมาจากความฝันในวัยเรียน ม.6 ที่อยากสวมเครื่องแบบนักเรียนนายร้อย จึงเลือกก้าวเข้าสู่เส้นทางทหาร

เขาเริ่มจากการสมัครเป็นพลทหารออนไลน์ เลือกร้อยฝึกรบพิเศษที่ 2 เพื่อฝึกฝนทักษะและวินัยอย่างเข้มข้น ก่อนจะใช้โอกาสระหว่างประจำการสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก ซึ่งเขาทำได้สำเร็จและสอบติดในลำดับที่ 5 ของรุ่น ถือเป็นหลักฐานชัดเจนของความพยายามและการวางแผนชีวิตอย่างมีระบบ

เส้นทางยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพราะจากความมุ่งมั่นและความทุ่มเท ทำให้เขาได้รับโควตาเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร และก้าวสู่การเป็นนักเรียนนายร้อยในที่สุด 'ต้องรัก' จึงกลายเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่พิสูจน์ว่า ความฝันและการลงมือทำอย่างจริงจัง สามารถเปิดทางไปสู่ความสำเร็จได้ แม้เส้นทางจะไม่ง่าย แต่ทุกก้าวล้วนมีความหมาย

เชียงใหม่-องคมนตรี ประชุมติดตามผลการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง

 

องคมนตรี ประชุมติดตามผลการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวงฯ และติดตามความก้าวหน้าของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อ.แม่ออน

เมื่อวานนี้ (18 ก.ย.68) ที่ ห้องประชุม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ จังหวัดเชียงใหม่ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะเลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในการประชุมมูลนิธิโครงการหลวง ประจำเดือนกันยายน 2568 เพื่อติดตามการดำเนินงานแบบบูรณาการในด้านต่างๆ ของมูลนิธิโครงการหลวงให้เกิดความต่อเนื่อง ภายใต้กรอบแนวทางการดำเนินงานตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด”เพื่อ“ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก” ให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยมี นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบุคลากรของมูลนิธิโครงการหลวง เข้าร่วมประชุม

โดยภายหลังการประชุม องคมนตรี พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมอาคารแปรรูป 1 โรงงานแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายในศูนย์วิจัยฯ ชนกาธิเบศรดำริ เพื่อวางแผนปรับปรุงและยกระดับการดำเนินงาน ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเพิ่มศักยภาพผลิตภัณฑ์ด้านการแปรรูปให้มีความหลากหลาย ปัจจุบันโรงงานแปรรูปฯ มีการผลิตสินค้าหลายประเภท อาทิ ข้าวเกรียบ เบเกอรี่ ผักผลไม้ทอดสุญญากาศ ผักผลไม้อบแห้ง รวมถึงเครื่องดื่มสมุนไพรอบแห้ง ซึ่งมาจากการต่อยอดผลิตผลที่ได้จากการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรบนพื้นที่สูง ที่ผ่านมาโรงงานแปรรูปสนับสนุนวัตถุดิบเกษตรกร ไม่ต่ำกว่าปีละ 132 ตัน สร้างให้เกิดมูลค่ากว่า 100 ล้านบาทในแต่ละปี

จากนั้นในช่วงบ่าย องคมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อ.แม่ออน เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการปรับปรุงร้านสวัสดิการให้เป็นแหล่งรวมผลิตภัณฑ์แปรรูป จากเกษตรกรในพื้นที่ รองรับผลผลิตทางการเกษตรของศูนย์ฯ ตีนตก โดยเฉพาะ “กาแฟตีนตก” (Single Origin) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มลองกาแฟระดับพรีเมียม และเมนูอาหารเครื่องดื่มจากพืชผลโครงการหลวง  พร้อมทั้งตรวจพื้นที่สำหรับการก่อสร้างโรงกะเทาะเปลือกกาแฟและบ่อบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการแปรรูปกาแฟ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยกระดับการผลิตให้ถูกสุขลักษณะ รักษาสิ่งแวดล้อมรองรับการรวมกลุ่มของเกษตรกรในการพัฒนาคุณภาพของกาแฟให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ปลูกกาแฟ 320 ราย สร้างรายได้รวมกว่า 7 ล้านบาทต่อปี ทั้งหมดนี้เพื่อพัฒนาให้ศูนย์ฯ ตีนตกเป็น ศูนย์เรียนรู้การผลิตกาแฟอาราบิก้า ในระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และครบวงจรอย่างแท้จริง

‘เลขาฯ ศอ.บต.’ ชี้โอกาสทอง! จัดบิ๊กอีเวนต์กระตุ้น ศก.ชายแดนใต้ แนะคนในพื้นที่ลงมือเองก่อนดึงดูดนักลงทุนนอก

พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยถึงแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการจัด "บิ๊กอีเวนต์กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้" โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในก่อนดึงดูดนักลงทุนจากภายนอก

กิจกรรมดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของ 5 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี จัดที่สนามออมทอง อ.เมือง วันที่ 26 กันยายน, นราธิวาสจัดที่ อ.สุไหงโก-ลก, ยะลา จัดที่ อ.เบตง และ สตูล จัดที่ที่อ.เมือง เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและกระตุ้นการท่องเที่ยวและการค้าการลงทุน

พ.ต.ท. วรรณพงษ์ ได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า แม้คนภายนอกอาจจะยังมีความกังวลในการเข้ามาลงทุนในพื้นที่ แต่คนในท้องถิ่นที่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตมาตลอดชีวิตไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด

“ผมเชื่อว่าเป็นโอกาสด้วยซ้ำ ในเมื่อเราไม่ได้มีคู่แข่งมาจากภายนอก การทำธุรกิจ การประกอบธุรกิจอะไร ก็เป็นโอกาสที่คนในจะสามารถก้าวกระโดด หรือพัฒนาธุรกิจตนเองให้ยิ่งมีความมั่นคงยิ่งขึ้นไป” เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าว

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงบทบาทของ ศอ.บต. ในฐานะ “เครื่องมือกลาง” ที่จะช่วยให้คนในพื้นที่สามารถสร้างธุรกิจของตัวเองให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะเมื่อได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขยาย ซอฟต์พาวเวอร์ หรือการให้สิทธิประโยชน์จาก BOI

“เราคงไม่จำเป็นต้องรอหวังพึ่งคนอื่นมากนัก แต่ถ้าเราทำจนมีเสน่ห์แล้ว ผมก็เชื่อว่าคนอื่นก็จะเข้ามาลงทุนเช่นเดียวกัน” พ.ต.ท. วรรณพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความคืบหน้าอยู่ตลอดเวลา “ถ้าท่านเห็น ท่านก็จะเห็นว่าทุกเดือนมีอะไรใหม่ๆ ในพื้นที่ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เพียงแต่ว่าบางท่านอาจจะยังไม่เคยได้มาเห็น ได้มาสัมผัส” 

แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่แตกต่างออกไปจากเดิม โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากคนในพื้นที่ และใช้บิ๊กอีเวนต์เป็นเครื่องมือในการสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์เชิงบวกไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง 

แน่นอนเงินสะพัดและสภาพคล่องทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น เกิดการสร้างงาน ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดน ที่สำคัญของภูมิภาคในอนาคต

การจัดบิ๊กอีเวนต์ของ ศอ.บต. ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของพื้นที่ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการสร้างความเข้มแข็งจากภายในก่อน แล้วจึงขยายผลเพื่อดึงดูดความสนใจจากภายนอก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามามีบทบาทนำในการจุดประกายเช่นนี้ จะเป็นสัญญาณที่ดีให้คนในพื้นที่และนักลงทุนเห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของสามจังหวัดชายแดนใต้

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)

เมื่อวันที่ (17 ก.ย.68) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการร่วมกับบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุม 215 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการและเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน

คณะวุฒิสภาลงพื้นที่ให้กำลังใจและมอบสิ่งของจำเป็นแกเจ้าหน้าที่ชายแดน รับฟังปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (18 ก.ย.68) สมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคตะวันออก นำโดยนายกิติศักดิ์ หมื่นศรี รองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง พร้อมด้วยคณะวุฒิสภา อาทิ นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา, พลโท ปิยะชาติ ธูปทอง, และ พันเอกชวลิต จารุกลัส เดินทางลงพื้นที่ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี                                      

เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน พร้อมมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น สนับสนุนการทำงานและเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้พิทักษ์อธิปไตยของชาติ โดยมี นาวาเอกนพโรจน์  สิริปริยพงศ์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ให้การต้อนรับ และรายงานสรุปสถานการณ์ชายแดน พร้อมความคืบหน้าในการปฏิบัติภารกิจรักษาอธิปไตยของชาติ พื้นที่ชายแดนจันทบุรีมีความยาว 87 กิโลเมตร ปัจจุบันมีพื้นที่อ้างสิทธิ หรือ no man's land จำนวน 2 แห่ง  

ในพื้นที่เขาตาง๊อก เนื้อที่ประมาณ 3 ตารางกิโลเมตร ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ  แต่ไม่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ บริเวณหลักเขตที่ 66–67 ซึ่งเคยพบการบุกรุกปลูกข้าวโพดและอ้อยจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ได้มีการเจรจาและรื้อถอนออกแล้ว ปัจจุบันไม่มีผู้เข้าไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี่ ยังมีพื้นที่เฝ้าระวัง 2 จุด ที่หลักเขตที่ 64-65 หรือ พื้นที่ตัว ก. และหลักเขตที่ 68 หรือพื้นที่ตัวยู ซึ่งเป็นบริเวณที่ฝ่ายกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามา และกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)     ได้ส่งเรื่องประท้วง  อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 และโดยล่าสุด ฉก.นย.จันทบุรี ได้มีการปรับปรุงพื้นที่ป้องกันการกัดเซาะและสร้างถนนเลียบชายแดน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการลาดตระเวนและลดระยะเวลาปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคตะวันออก ได้เดินทางต่อไปยังจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจทหาร ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่หน้าด่าน 

ในครั้งนี้นายยุคล กล่าวชื่นชม และแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ทหารบกและทหารเรือที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เสียสละ เต็มกำลังความสามารถ และจัดระบบการบริหารจัดการในพื้นที่ได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ คณะฯ เดินทางต่อไปยังฐานเนินผี บ้านผักกาด หมู่ 3 ต.คลองใหญ่ เนื้อที่กว่า 3 ไร่ ซึ่งเป็นจุดเฝ้าระวัง จุดเสี่ยงพื้นที่ตัว ก. เพื่อติดตามความคืบหน้าการปรับเส้นทางการลาดตระเวนให้ใช้เวลาสั้นลง และถมดิน ป้องกันการกัดเซาะ ป้องกันการสูญเสียดินแดนของไทย  ทางด้าน ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี กล่าวเสริมถึงพื้นที่ รูปตัว ก. ว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ติดฐานปฏิบัติการชายแดนและถูกน้ำกัดเซาะมานานกว่า 6 ปี จนดินทรุดตัวเป็นลักษณะคล้ายเกาะ หากปล่อยไว้เพียงไม่กี่เมตร อาจถูกตัดขาดเนื่องจากถูกน้ำกัดเซาะ จึงมีแนวคิดที่จะปรับสภาพพื้นที่ให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม จึงได้ประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมแรงร่วมใจกัน ถมดินปรับพื้นที่และเสริมแนวตลิ่ง ฟื้นฟูพื้นที่ชายแดนให้กลับคืนดังเดิม เพื่อรักษาผืนแผ่นดินไทย ให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ และปรับสภาพเส้นทางให้มีความสะดวกยิ่งขึ้นในการส่งกำลังบำรุงเพื่อการปฏิบัติการชายแดนได้อย่างสะดวกและทันเวลา  

ในการเรียกคืนพื้นที่ รูปตัว ก. ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการที่ชาวจันทบุรี ร่วมแสดงพลังนำอาหาร สิ่งของ และเครื่องจักร ปฏิบัติภารกิจเรียกคืนพื้นที่ รูปตัว ก. ได้สำเร็จ 

'วอร์รูม IAC' บูรณาการปฏิบัติการเชิงรุกเห็นผลทุกวัน ล่าสุดพบความผิดปกติการโอนเงิน บัญชีปลายทางเป็นม้านิติบุคคล ระงับได้ทันควัน 2 ล้านบาท 

(19 ก.ย.68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่วอร์รูม IAC ปฏิบัติการเชิงรุกในการป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อโอนเงินให้มิจฉาชีพ

ล่าสุดวอร์รูม IAC ตรวจสอบพบว่ามีการทำธุรกรรมโดยมีการโอนเงินจำนวน 2 ล้านบาท จากบัญชี น.ส.บุศราฯ ผู้เสียหาย ไปยังบัญชีปลายทาง ชื่อบัญชี บริษัท ซู หมิง เทรด จำกัด ซึ่งมีเคสไอดีว่าเป็นบัญชีม้านิติบุคคล เจ้าหน้าที่วอร์รูม IAC ซึ่งมีตำรวจไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเจ้าหน้าที่ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ปฏิบัติงานแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่อง พบความผิดปกติจึงประสานระงับธุรกรรมการโอนเงินดังกล่าวไว้ได้ และประสานผู้เสียหายให้รับทราบ

จากการสอบถาม น.ส.บุศราฯ ผู้เสียหาย ทราบว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น อ้างว่ามีการใช้ชื่อของผู้เสียหายไปเปิดบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาในจังหวัดขอนแก่น และมีการรับโอนเงินทุจริตจำนวน 8 ล้านบาท ขอให้ผู้เสียหายยืนยันความบริสุทธิ์โดยการเปิดเผยทรัพย์สินและโอนเงินมาตรวจสอบ ผู้เสียหายเกิดความกลัวและหลงเชื่อ จึงโอนเงินทั้งหมดในบัญชี รวมทั้งขายหุ้นเพื่อนำเงินโอนเข้าบัญชีที่มิจฉาชีพแจ้งไว้ จำนวน 18 บัญชี รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 15 ล้านบาท ซึ่งบัญชีสุดท้ายที่ผู้เสียหายจะโอนไปเป็นชื่อบัญชีบริษัท ซู หมิง เทรด จำกัด ซึ่งวอร์รูม IAC พบความผิดปกติจึงระงับการทำธุรกรรมได้ทัน จำนวน 2 ล้านบาท

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้สั่งการให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดโดยเร็ว รวมทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในวอร์รูม IAC ประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ เพื่อปฏิบัติการเชิงรุกในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย และเร่งสร้างการรับรู้ในการป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อกลุ่มแก๊งอาชญากรรมเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ ผลการปฏิบัติการของ “วอร์รูม IAC” ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม - 17 กันยายน 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 635 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 390,399,162 บาท จากการดำเนินการของวอร์รูม สามารถอายัดได้ 296 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 133,205,476 บาท นอกจากนี้ ยังพบเคสที่ถอนเงินสด 285 เคส มูลค่าเงินสดที่ถูกถอนรวม 149,636,756 บาท และยึดเงินสดได้ 6,169,700 บาท


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top