Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

พล.อ.ทรงวิทย์ ลงพื้นที่ภูมะเขือ–ปราสาทตาควาย จารึกชื่อ “ถนนนักรบไทย” สดุดีผู้ปกป้องแผ่นดิน

เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณปราสาทตาควาย และภูมะเขือ พร้อมให้กำลังใจหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงทีมเก็บกู้ทุ่นระเบิด และเจ้าหน้าที่ที่ร่วมก่อสร้างถนนขึ้นภูมะเขือ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.อ.ทรงวิทย์ได้ร่วมเขียนชื่อ “ถนนนักรบไทย” บนพื้นถนนซีเมนต์ที่กำลังก่อสร้าง โดยถนนเส้นดังกล่าวเป็นผลงานของหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ 53 (นพค.53) ซึ่งสร้างขึ้นจากเงินบริจาคของประชาชนและพระสงฆ์ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมในพื้นที่ชายแดน

ผบ.ทหารสูงสุดได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “นักรบ” ว่าไม่ได้หมายถึงเพียงทหารหรือตำรวจตระเวนชายแดน แต่ครอบคลุมถึงคนไทยทุกคน ทุกอาชีพ ที่ร่วมกันปกป้องผืนแผ่นดิน พร้อมย้ำว่า “ขอสลักชื่อนี้ไว้ในแผ่นดิน เพื่อสดุดีนักรบไทยทุกหมู่เหล่า และผู้สละชีพเพื่อชาติ เพราะคนไทยรักอิสรภาพและไม่ยอมให้ใครมาข่มเหง”

กองพันทหารราบ ร.16 พัน.2 ส่งทหารสอบปลายภาค กศน. เพื่อพัฒนาความรู้–สร้างเส้นทางอาชีพหลังปลดประจำการ

(23 ก.ย. 68) กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 ได้นำกำลังพลทหารกองประจำการของหน่วย ที่ศึกษา กศน. เข้าสอบปลายภาค ทั้งระดับ ม.ต้น และ ม.ปลาย ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ณ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 (บดินทร2) เพื่อส่งเสริมให้น้องๆ ทหาร ได้มีความรู้ และวุฒิการศึกษานำไปต่อยอดสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบ และประกอบอาชีพอื่นๆ อีกต่อไป

ผบช.น. - ผบก.น.1 สั่งตรวจสอบเหตุสามี-ภรรยา ทะเลาะกัน ไล่เคาะ-ถีบห้องเพื่อนบ้านคอนโดย่านดินแดง ทำหนุ่มอินฟลูฯ ผวา แจ้งความดำเนินคดี

เมื่อวันที่ (23 ก.ย. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ภษิต กะเตื้องงาน ผกก.สน.ดินแดง ตรวจสอบกรณี กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Thanid Thungtongkam เป็น อินฟลูเอนเซอร์ โพสต์ข้อความเตือนภัยคนอยู่คอนโดย่านดินแดง มีเพื่อนบ้านเคาะประตู ถีบประตู เอามีดมาเคาะ และเอาเลือดสกปรกมาป้าย ด่าทอด้วยคำที่หยาบ คำกล่าวหามีการหมิ่นประมาทข่มขู่ จะตัวเราต้องไปหลบ และเกิดอาการวิตกกังวล โทรแจ้งนิติบุคคลให้คุมเหตุ
ผลที่ได้คือได้แต่เฝ้าดูให้ผ่านกล้องวงจร โทรหาตำรวจ ตำรวจอยู่ที่ล็อบบี้ไม่ได้ขึ้นมา จนผู้ก่อเหตุเดินลงไปเองที่ล็อบบี้เนื่องจากตอนเคาะประตูเผลอทำมีดบาดหัวตัวเอง ทางด้านค่าเสียหาย และทางด้านจิตใจ

จากการตรวจสอบทราบว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2568 เวลา 22:47 น.  สายตรวจสน.ดินแดง ได้ลงพื้นที่ ผู้ก่อเหตุและภรรยา ลงมารอพบเจ้าหน้าที่อยู่ด้านล่างซึ่งเป็นเหตุภายในครอบครัว ภรรยาผู้ก่อเหตุแจ้งว่า สามีของตนเกิดมีอาการมึนเมาและทำร้ายตัวเองและมีบาดแผลบริเวณศีรษะ จากการซักถามผู้ก่อเหตุอยู่ในอาการมึนเมา พูดจาไม่รู้เรื่องและไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ญาติและกู้ภัยจึงนำตัวส่ง รพ.แพทย์ปัญญา  เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกกู้ภัยเข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวสามีส่ง รพ.แพทย์ปัญญา เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์ให้นิติบุคคลและผู้แจ้งสำรวจความเสียหายที่เกิดจากผู้ก่อเหตุ หากต้องการดำเนินคดีประชาสัมพันธ์ให้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน.ดินแดง

ต่อมา ผู้เสียหายผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว เดินทางมาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน.ดินแดง มาเคาะห้องเพื่อหาเรื่อง ที่ไม่พอใจ ผู้เสียหายที่ไปแจ้งนิติบุคล ให้มาตรวจสอบเรื่องที่ กรณีผู้ก่อเหตุทะเลาะกับภรรยาเสียงดัง
 อย่างไรก็ตาม ทางพนักงานสอบสวนสน.ดินแดง ดำเนิการแล้ว สอบคำให้การผู้เสียหาย ประสานชุดสืบสวนสน.ดินแดง ตรวจสอบกล้องวงจร พร้อมนัดสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม โดยนัดหมายอีกครั้ง วันที่ 23 ก.ย.เวลา 11.00  น. เพื่อยืนยันภาพผู้ก่อเหตุ ทางพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุดำเนินคดีพยายามบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ฯ รวมถึงการกระทำความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากมีผู้เสียหายประสงค์จะแจ้งความเพิ่ม สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สน.ดินแดง ต่อไป

ยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสู่ธุรกิจ กฟผ. จับมือ IWRM ลงนามให้บริการบริหารจัดการด้านพลังงานสะอาด

เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) นายเมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (รวธ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมเป็นเกียรติในงานลงนามสัญญา (MOU) ให้บริการบริหารจัดการพลังงานโดยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ระหว่าง กฟผ.และ บริษัท ไอดับบลิวอาร์เอ็ม จำกัด (IWRM) ผู้ให้บริการน้ำเพื่ออุตสาหกรรมรายใหญ่ในพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยมีนายสายัณห์ ปานซัง ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารธุรกิจ (ชธก.) และนายธนวัฒน์ สันตินรนนท์ กรรมการผู้จัดการ IWRM ร่วมลงนามในสัญญา พร้อมด้วยนางณิศรา ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน (อธพ.) และนางอัมพวัน พงศ์สิทธิศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ IWRM ลงนามในฐานะพยาน ณ ห้อง Press Conference สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

สำหรับการให้บริการดังกล่าว เป็นการให้บริการบริหารจัดการพลังงานโดยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก (Micro-Grid) ณ สถานีผลิตน้ำประปามรกตสยาม อ.พานทอง จ.ชลบุรี เพื่อยกระดับความมั่นคงและประสิทธิภาพในการผลิตน้ำประปา ด้วยเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ทันสมัย ประกอบด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ (Floating PV System) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) ของ กฟผ. หรือ “ENZY Platform” ซึ่งจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการพลังงาน และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทั้งในด้านการควบคุมค่าไฟฟ้า การพยากรณ์พลังงาน ตลอดจนรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน การลงนามในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง กฟผ. และภาคเอกชน ในการผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีด้านพลังงานอัจฉริยะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

‘อนุทิน’ ย้ำปิดด่านชายแดนต่อ มอบอำนาจทหาร ตัดสินใจเต็มที่!! ยันรัฐบาลหนุนกองทัพ 100%

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) ที่จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยยืนยันว่าได้หารือกับกองทัพแล้ว และมอบอำนาจให้ทหารตัดสินใจเต็มที่ รัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนด้านการทูตและการเจรจาตามความจำเป็น

นอกจากนี้ นายอนุทินยังปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องผู้นำต่างประเทศพยายามล็อบบี้ ย้ำว่า “ไม่มีใครล็อบบี้ผมได้” และยืนยันว่าการตัดสินใจทั้งหมดจะทำเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนเท่านั้น เงื่อนไขใด ๆ จะถูกยอมรับก็ต่อเมื่อคู่เจรจายอมตามข้อกำหนดของไทย

สำหรับพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ที่ยังมีเหตุความไม่สงบจากฝั่งกัมพูชา นายอนุทินระบุว่า หากยังมีการใช้โล่มนุษย์หรือกดดันด้วยอาวุธ จะไม่มีการเจรจาใด ๆ ด่านชายแดนจะปิดต่อไป และรัฐบาลอาจเพิ่มมาตรการควบคุมเข้มงวดขึ้นหากจำเป็น

“Thailand Pavilion” ฮิตกระหึ่ม Expo 2025 โอซากา – ดันท่องเที่ยวไทย Low Carbon โชว์เสน่ห์ธรรมชาติสู่สายตาโลก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ (21 ก.ย. 68) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าเยี่ยมชมคูหานิทรรศการกรมการท่องเที่ยว ภายใน Thailand Pavilion ในงาน Expo 2025 Osaka Kansai ณ เกาะยูเมะชิมะ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น

โดยมีนายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ให้การต้อนรับและนำชมบูธซึ่งจัดขึ้นภายใต้ธีม “Journey Through Nature’s Wonders” โชว์แนวคิด “Low Carbon Tourism” หรือการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ พร้อมกิจกรรมให้ผู้ร่วมงานได้สนุกและตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายใต้คอนเซปต์ “Save the world, enjoy low carbon travel”

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมถ่ายรูปใส่หัวน้องช้างชูงวงเริงร่า (สัญลักษณ์มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย) และแจกกระเป๋าผ้า DIY stamp ลาย Low Carbon Tourism สุดเก๋ เป็นของที่ระลึก

ในวันเดียวกันนี้ มีผู้เข้าเยี่ยมชมคูหานิทรรศการกว่า 3,380 ราย สะท้อนกระแสความสนใจจากนักท่องเที่ยวและผู้เข้าร่วมงานนานาชาติอย่างล้นหลาม ยืนยันศักยภาพการท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก 

เปิดตัว “T-Alert” ระบบเตือนภัยรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ครอบคลุม 14 ภัยพิบัติ!! ส่งข้อมูลเข้าถึงมือถือประชาชนทันที

(22 ก.ย. 68) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดตัว “T-Alert” ระบบแจ้งเตือนภัยแห่งประเทศไทย ที่โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม เพื่อร่วมขับเคลื่อนการยกระดับระบบแจ้งเตือนภัยของประเทศให้ทันสมัยและเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับระบบ T-Alert ใช้เทคโนโลยี Cell Broadcast ส่งข้อความตรงถึงโทรศัพท์มือถือของประชาชนโดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต ถือเป็นการเสริมศักยภาพกลไกการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อให้คนไทยสามารถรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันท่วงที

ปัจจุบันระบบรองรับภัยพิบัติแล้ว 8 ประเภท ได้แก่ แผ่นดินไหว สึนามิ วาตภัย อุทกภัย ดินโคลนถล่ม ภัยหนาว ฝุ่น PM2.5 และเหตุรุนแรงในที่สาธารณะ พร้อมเตรียมเพิ่มอีก 6 ประเภท อาทิ โรคระบาด อัคคีภัย–สารเคมี ภัยไซเบอร์ และภัยจากการจราจร โดยคาดว่าจะพัฒนาเสร็จสิ้นภายในปี 2569

‘กองทัพบก’ โต้!! ‘กัมพูชา’ ยันไทยใช้กฎหมายในเขตอธิปไตย ไม่ละเมิด MOU 2000 ย้ำ!! ประเทศไทยมีสิทธิใช้กฎหมาย ในพื้นที่ของตนเอง กรณีพิพาทหมู่บ้านชายแดน

(21 ก.ย. 68) กรณีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ เมื่อ 20 ก.ย. 68 ระบุว่า “กัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงและคัดค้านอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลไทย เกี่ยวกับเจตนาที่จะใช้กฎหมายภายในประเทศของไทยกับพลเมืองกัมพูชาในหมู่บ้านโจกเจย และหมู่บ้านไปรจัน ตำบลโอเบยเจือน อำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยมีรายละเอียดกล่าวหาฝ่ายไทยว่า

ฝ่ายไทยอ้างสิทธิ์ใช้กฎหมายภายในประเทศกับพลเมืองกัมพูชาในพื้นที่พิพาท โดยการอ้างสิทธิดังกล่าวของไทยละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ (มาตรา 2(3) และ 2(4)) เป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ขอเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิง

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงต่อกรณีนี้ว่าฝ่ายไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศกับบุคคลที่อยู่ในเขตดินแดนของไทย ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ทุกประเทศยอมรับ และขอยืนยันว่าพื้นที่ที่ฝ่ายไทยอาจจำเป็นต้องดำเนินการก่อนนั้น ไม่ได้อยู่ในเขตของพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือน แต่อยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักอธิปไตยของรัฐ

พลตรี วินธัย  ระบุว่า ส่วนเรื่องพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ ในมาตรา 2(3) ที่ได้ระบุไว้ว่า “รัฐสมาชิกต้องระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยวิธีสันติ เพื่อไม่ให้สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศตกอยู่ในอันตราย” นั้นในความเป็นจริงกลับพบว่าฝ่ายกัมพูชามักจะเป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการปลุกปั่น จัดฉาก ใช้ประชาชนมาเป็นผู้สร้างสถานการณ์ความรุนแรง

ส่วนในมาตรา 2(4) ที่ระบุว่า “รัฐสมาชิกต้องละเว้นจากการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดน” กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการรุกรานรุกล้ำอธิปไตยไทย ด้วยการนำกำลังทหารพร้อมอาวุธมาวางกำลังในดินแดนอธิปไตยไทย และการแอบลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ในดินแดนอธิปไตยไทย แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่าเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมนั้น ต่อกรณีนี้เป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ด้วยการละเลย ไม่จริงใจ ปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคาร สถานที่ บ้านเรือนชุมชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และในเขตพื้นที่อธิปไตยของไทย ฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงตามข้อกำหนด MOU 2000 จำนวนกว่า 500 ครั้งตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไขมากว่า 20 ปี

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น
ต่อกรณีนี้อีกเช่นกันที่เป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นผู้สนับสนุนและดำเนินการแบบไม่เปิดเผย เพื่อให้มีกิจกรรมการชุมนุมของประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ด้วยท่าทีที่ก้าวร้าว และมีการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในเขตอธิปไตยของไทย จนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย

“จึงขอยืนยันว่าฝ่ายไทยมีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธี โดยจะไม่ใช้กำลังรุกรานใคร การดำเนินการในสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นนั้น อยู่ภายใต้กรอบกติกาสากลและกฎหมายไทย เพื่อรักษาอธิปไตย และปกป้องตนเองจากการคุกคามของฝ่ายกัมพูชา” พลตรี วินธัย ระบุ

ชาวภูเก็ต ร้อง!! ผู้ว่าฯ ค้าน!! ปาร์ตี้ปีใหม่ ‘อิสราเอล’ บนชายหาด ชี้!! ยั่วยุ กระทบใจผู้รักความยุติธรรม หวั่นมือที่ 3 ปลุกปั่นสถานการณ์

(21 ก.ย. 68) ชาวภูเก็ตยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯระงับปาร์ตี้ปีใหม่อิสราเอล บนชายหาดพื้นที่สาธารณะ ชี้ประเทศฆ่าล้างเผ่าพันธ์ปาเลสไตน์ หากปล่อยให้จัด เท่ากับเป็นการยั่วยุ และทำร้ายความรู้สึกของผู้รักความเป็นธรรม อาจนำไปสู่มือที่ 3 ก่อความรุนแรง

วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๘ ชมรมคนไทยรักปาเลสไตน์ นำโดยนายมูฮัมหมัดยูซุฟ มามะ ผู้ประสานงานชมรม ได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตนายโสภณ สุวรรณรัตน์ เพื่อยื่นข้อร้องเรียนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับกิจกรรมของชาวอิสราเอล

รายละเอียดระบุว่า เนื่องด้วย ชมรมคนไทยรักปาเลสไตน์ เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวภูเก็ต ร้องเรือนคัดค้านการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองปีใหม่ อิสราเอลและกิจกรรมทางศาสนาของอิสราเอลบนพื้นที่สาธาธารณะ ในฐานะตัวแทนมุสลิมภูเก็ต ขอแสดงความคัดค้านการจัดกิจกิรรม เฉลิมฉลองปีใหม่อิสราเอล และ กิจกรรมทางศาสนาของอิสราเอล บนพื้นที่สาธารณะ เพราะอิสราเอลคืออาชญกรสงครามฆ่าล้าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ ซึ่งตามหลักศาสนาอิสลาม ดังดำรัสของอัลกุรอ่านว่า มุสลิมผู้ศรัทธาคือพี่น้องกัน 

เราจึงรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ต่อความชั่ว และ การอธรรมกดขี่ที่อิสราเอลกระทำต่อพี่น้องปาเลสไตน์ของเรา ตั้งนั้นการปล่อยให้อิสราเอลมาเฉลิมฉลองแสดงสัญลักษณ์ในพื้นที่สาธารณะ ของจังหวัดภูเก็ต ที่มีประชากรมสลิมจำนวนมาก จึงถือเป็นการกระทำที่ท้าทายยั่วยุ

และเหยียบย่ำจิตใจชาวภูเก็ตอย่างที่สุด ประกอบกับกับประเทศไทย เพิ่งทำการประณามความชั่วของรัฐอิสราเอล ที่ละเมิดกฏสากลโจมตีประเทศกาต้าร์ เพื่อสังหารคณะผู้เจรจาสันติภาพ การปล่อยให้อิสราเอล จัดงานเฉลิมฉลองในไทยจึงเป็นการปฏิบัติที่ย้อนแย้งกับจุดยืนของรัฐ 

อีกทั้งล่าสุดเมื่อสองวันที่ผ่านมา องค์กรสหประชาชาติ ก็ได้ประณาม และ ยืนยันว่า อิสราเอลก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวปาเลสไตน์ในอนวนกาซ่า นอกจากนั้นแล้ว ศาลโลกก็ได้พิพากษาตัดสินว่า อิสราเอลคือฆาตกรสงครามที่ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์เด็กและสตรีในฉนานกาซ่าจริง ซึ่งเกรงว่าหากหน่วยงานของรัฐ ปล่อยให้อิสราเอลมีกิจกรรมท้าทาย และ ข่มเหงความรู้สึกเช่นนี้ อาจมีมือที่สาม ที่อยู่เหนือการควบคุมใช้เป็นขนวน ในการสร้างสถานการณ์ในภูเก็ต ซึ่งสิ่งที่จะตามมาก็คือภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวระดับประเทศ หากเกิดสถานการณ์ความรุนแรง 

ดังนั้นแนวทางแห่งปัญญาชนก็คือการป้องกันนั้นย่อมดีกว่าการแก้ไข การไม่สนับสนนหรือปล่อยให้มีกิจกรรมในที่สาธารณะ ที่กระทบกระเทือนต่อนต่อจิตใจพลเมืองประชาชน หรือเป็นการยั่วยที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ก็ควรงด และ หลีกเลื่อง และไปจัดในสถาณที่ปิดจะเหมาะสมกว่า อนึ่ง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เรามิได้ต่อต้านชาวยิว แต่เราต่อต้านอิสราเอล ซึ่งมีชาวอิวจำนวนมากทั่วโลก ที่เป็นทันธมิตรกับเราในการต่อต้านอิสราเอล "ลัทธิไซออนิสต์ "

นราธิวาส-วันสันติภาพสากล ปัตตานี จัดงานยิ่งใหญ่ ‘We Are One Family Festival’ สะท้อนพลังประชาชน 3 จังหวัดชายแดนใต้”

(21 ก.ย. 68) คณะขับเคลื่อนการพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่ จัดประชุมพร้อมจัดกิจกรรม “We Are One Family Festival ต่างศาสนา ต่างที่มา แต่เราคือครอบครัวเดียวกัน” เนื่องในวันสันติภาพสากล (International Day of Peace). ที่ห้องน้ำพราว โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โดยมี พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธาน งานนี้มีแขกรับเชิญพิเศษ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ปธ.คณะกรรมาธิการสันติภาพ 

การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้  ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ผ่านกระบวนการพูดคุยและสร้างความเข้าใจ เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้ง และขับเคลื่อนสังคมสู่ความสงบสุข ผ่านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น กว่า 240 เวที 1ปีที่ผ่านมา
ไฮไลต์สำคัญคือเวที โดยมีบุคคลสำคัญขึ้นเวที 
คุณจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนักการเมืองอาวุโส ร่วมปาฐกถาพิเศษด้านนโยบายสันติภาพ
พระครูโฆษิตสุทธากรณ์ หัวข้อ “พุทธธรรมในชายแดนใต้ TED Talk ด้านแพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี 

สันติสุขชายแดนใต้ มุมมองใหม่จากนักวิชาการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมัชชา นิลปัทม์ (ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ) อิสลามกับสันติสุข พลังแห่งความหวังชายแดนใต้ โดย ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ  เสียงเยาวชน ก้าวใหม่สู่สันติสุชายแดนใต้ โดย นายฟาอิก กรระสี (ที่ปรึกษา กมธ.สันติภาพ)และ ชาลี สร้างภาพ..สู่การสร้างเสริมสันติสุข โดย นายอาหมัดกูเซียรี ดอเล้าะ อิฟูเดินเซอร์ ชาลี สร้างภาพ  ได้รับความสนใจจากนักศึกษาและประชาชนจำนวนมาก 1,000คน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มต้นปรากฏชัดเจนตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนปี 2547 จากวันนั้นจนถึงวันนี้ รัฐบาลและสังคมไทยได้พยายามค้นหาวิธีการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรับฟังความคิดเห็น การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ การศึกษาแนวทางการใช้กำลัง การสร้างความเป็นธรรม การลดเหตุรุนแรง รวมถึงประเด็นเรื่องการศึกษาปอเนาะ สิทธิการถือสองสัญชาติ และข้อเสนออีกมากมายที่มีประโยชน์ แต่ที่ผ่านมา หลายแนวคิดยังไม่สามารถถูกผลักดันจนกลายเป็นนโยบายที่มีผลในทางปฏิบัติได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม วันนี้ประเทศไทยได้ก้าวมาสู่กระบวนการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งมีคณะขับเคลื่อนระดับชาติเข้ามาร่วมดำเนินการ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องเชื่อมโยงการทำงานในอดีตกับการขับเคลื่อนในปัจจุบัน เพื่อสร้างรากฐานสันติสุขที่มั่นคงและยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ไม่อาจละเลยได้ คือ การพัฒนาเยาวชนและการศึกษา ในอดีต มีการประเมินว่าเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้รับโอกาสทางการศึกษาต่ำกว่าพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ ความเหลื่อมล้ำนี้กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในอนาคต ดังนั้น รัฐจะต้องเร่งลงทุนในระบบการศึกษา ทั้งการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ การยกระดับโรงเรียน การสร้างทักษะอาชีพ และการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์พื้นที่อย่างแท้จริง อีกหนึ่งประเด็นที่นายจาตุรนต์ให้ความสำคัญคือ เรื่องภาษาและอัตลักษณ์ โดยเห็นว่าการส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ภาษามลายูหรือภาษาแม่ของตนเอง จะช่วยรักษารากเหง้าและความเป็นตัวตนของสังคมมลายูมุสลิมในพื้นที่ การไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาของตนเองอย่างจริงจัง จะยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกถูกกีดกันและอาจกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการพัฒนา “ประเทศใดที่มีความขัดแย้ง หากไม่เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไม่ลงทุนกับอนาคตของเด็ก เยาวชนก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และความขัดแย้งจะยิ่งยืดเยื้อ” นายจาตุรนต์ย้ำ

ด้านแพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี มองว่า “สันติสุข” ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เพียงด้านเดียว แต่ต้องสร้างพร้อมกันทั้งในมิติ การศึกษา การสาธารณสุข และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม
เธอกล่าวว่า ภาพของสันติสุขในใจของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป บางคนเห็นเป็นภาพครอบครัวกินข้าวร่วมกัน บางคนเห็นเป็นเด็ก ๆ วิ่งเล่นอย่างปลอดภัยในชุมชน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า สันติสุขเป็นประสบการณ์ที่แต่ละคนเฝ้าฝันและอยากเห็น เมื่อเด็ก ๆ วาดภาพ “สิ่งที่อยู่ในใจ”

ครั้งหนึ่งเมื่อเธอรับราชการอยู่ศูนย์สุขภาพจิตภาคใต้ ได้จัดกิจกรรมให้เด็กนักเรียนวาดภาพในหัวข้อ “สิ่งที่อยู่ในใจของหนู” เด็กจากจังหวัดอื่นมักวาดรูปครอบครัว ดอกไม้ พระอาทิตย์ หรือทิวทัศน์สวยงาม
แต่เด็กจากชายแดนใต้วาดรถถัง ปืน สีที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นสีเทา–ดำหม่น ๆ บางคนวาดภาพสีแดง ไม่สดใส 

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนความจริงว่า เด็ก ๆ ในพื้นที่เติบโตท่ามกลางความรุนแรง เช่น เหตุระเบิดหน้าโรงเรียนในนราธิวาส ที่ทำให้เด็กบางคนเห็นทหารซึ่งเคยทักทายกันทุกเช้าเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา ความทรงจำเหล่านี้ก่อให้เกิดภาวะ PTSD หากไม่ได้รับการดูแลต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตระยะยาว
สันติสุขในมิติของสังคม

หมอเพชรดาวย้ำว่า สันติสุขจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากประชาชนยังรู้สึกว่า ถูกกีดกัน ไม่ได้รับความเท่าเทียม หรือถูกมองข้าม เช่น วันสารทเดือนสิบ ประเพณีสำคัญของชาวไทยพุทธภาคใต้ ซึ่งยังไม่ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ ทั้งที่วันฮารีรายอของชาวมุสลิม และตรุษจีนของชาวไทยเชื้อสายจีนได้รับการยอมรับแล้ว เธอเล่าว่า ในปี 2562 ได้อภิปรายเรื่องนี้ในสภาฯ และนำไปสู่การผลักดันของรัฐบาลปี 2564 แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เป็นจริงเสียที นี่คือตัวอย่างที่สะท้อนว่า เรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้งบประมาณเลย แต่มีคุณค่าทางจิตใจกลับยังยืดเยื้อมานาน
สามเสาหลักของสันติสุข ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดสันติสุขจริง ๆ มี 3 เสาหลัก

1. การศึกษา – ไม่ใช่แค่การให้ความรู้ แต่คือการสร้างความเข้าใจ เคารพความแตกต่าง และหล่อหลอมเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ
2. สุขภาพ – ความมั่นคงของชีวิตเริ่มต้นจากสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง หากประชาชนอ่อนแอ ย่อมยากที่จะสร้างสันติสุขได้
3. สังคม – ต้องส่งเสริมอัตลักษณ์ของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันบนผืนแผ่นดินนี้ เพื่อสร้างการยอมรับและความภาคภูมิใจร่วม
ทุกอย่างที่ได้กล่าวไป มันไม่ใช่แค่เป้าหมายที่เราต้องไปให้ถึงแต่คือกระบวนการที่เรา
สร้างขึ้นทุกวัน ทุกเดือน ทุกปีผ่านการกระทำเล็ก ๆ ของเราและเครือข่ำยของเรำ
We are one family ต่างที่มาแต่เราคือครอบครัวเดียวกัน.

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top