Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 เร่ง กวาดล้าง “ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“

ผบช.ภ.5 เป็นประธานประชุม ติดตามความคืบหน้ากลุ่มแก๊งวัยรุ่น ที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายประชาชน ในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ และลำพูน หลังเกิดเหตุสุดโหดฟันแขนเหยื่อสาวจนขาด

(18 ก.ย.68) เวลา 11.00 น. ที่ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ชั้น 2 อาคารตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานในประชุม ติดตามความคืบหน้าและรายงานสถานภาพข้อมูลของกลุ่มแก๊งวัยรุ่น กรณีกลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ตั้งชุด“ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“

โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.ฯ, ผกก.สส. ในพื้นที่เข้าร่วมประชุม 

พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเร่งด่วน โดยในที่ประชุมมีการรายงานสถานการณ์ความรุนแรงของกลุ่มวัยรุ่นในหลายพื้นที่ ทั้ง สภ.แม่ปิง, สภ.ช้างเผือก, สภ.เมือง, สภ.ภูพิงค์ และอีกหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน โดยพบว่ากลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้มักรวมตัวกันสร้างความเดือดร้อนเป็นประจำ

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดเหตุขึ้นที่หน้าร้านสะดวกซื้อใกล้ร้านเครื่องซักผ้าอัตโนมัติ โดยกลุ่มวัยรุ่นชาวไทยใหญ่ได้ขับรถตระเวนหาเรื่องวัยรุ่นไทยในตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนเข้าทำร้ายกลุ่มผู้บาดเจ็บ ทำให้หญิงสาววัย 18 ปี ถูกฟันด้วยอาวุธมีดเข้าที่ข้อแขนซ้ายจนขาดกระเด็น และเพื่อนชายอีกสองคนได้รับบาดเจ็บด้วย

ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในเหตุการณ์ได้แล้ว 5 คน ซึ่งเป็นชาวต่างด้าวทั้งหมด ส่วนผู้ที่ลงมือก่อเหตุใช้มีดฟัน อีก 2คนได้หลบหนีออกจากพื้นที่เชียงใหม่ไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังออกหมายจับพร้อมเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยืนยันว่าได้กำชับให้ทุกพื้นที่ดำเนินการขั้นเด็ดขาด โดยมีการสั่งการให้ตั้งจุดตรวจ ตั้งชุด “ปะ ฉะ ดะ” ใช้ชื่อชุด“ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“ เพื่อแก้ไขปัญหาวัยรุ่นรวมกลุ่มก่อเหตุซ้ำซาก และคืนความปลอดภัยและความสงบสุขให้กับประชาชนในภาคเหนือโดยเร็วที่สุด

กระแสคลั่งชาติ ‘คนเขมร’ จุดติดง่าย มุกเดิมที่ ‘ตระกูลฮุน’ ใช้เรียกคะแนนนิยม

ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า บทความนี้ ไม่ได้มุ่งหมายหรือประสงค์ในการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องบอกเล่าอธิบายถึงความน่าเวทนา สงสาร ในความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทย ซึ่งเคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองเลยแม้แต่น้อย

เรื่องของเขมรเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ถ้า “ตระกูลฮุน” ทำเรื่องอื่น ๆ สร้างประโยชน์ให้ประชาชนคนเขมรได้ดีเท่ากับเรื่องนี้ หรือแค่เพียงครึ่งเดียวของที่ทำอยู่ เขมรน่าจะมีความเจริญก้าวหน้ามากมายกว่านี้อย่างแน่นอน นั่นก็คือเรื่องของ “ความคลั่งชาติ (Khmer chauvinists)” "ความคลั่งชาติ" กับ "ความรักชาติ" สองคำนี้แม้จะมีความคล้ายกัน แต่กลับมีความหมายต่างกันชัดเจน โดยเฉพาะในแง่ของ "ระดับความรู้สึก" และ "พฤติกรรมที่แสดงออก" โดยคำว่า "คลั่งชาติ" มักใช้แสดงออกในทางลบ ส่วน "รักชาติ" ใช้แสดงออกในทางบวกมากกว่า

“ความคลั่งชาติ” คือ ความรักชาติที่สุดโต่ง ขาดความสมเหตุสมผล และเต็มไปด้วยความรู้สึกอคติ โดยเชื่อว่า ชาติของตนเองเหนือกว่าชาติอื่นและพร้อมใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องชาติ “ความคลั่งชาติ” สามารถพบได้ในหลายกรณี เช่น การปลุกระดมความเกลียดชังหรือการใช้ความรุนแรงต่อชาติอื่นเพียงเพราะเห็นว่าเป็นภัยต่อชาติของตน ความคลั่งชาติทำให้เกิดการยกย่องชาติของตนเองในลักษณะสุดโต่งและเกลียดชังผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง เป็นความรักชาติแบบขาดสติ ชนิดที่ไม่ลืมหูลืมตาเลย

“ความรักชาติ” (Patriotism) คือ ความภาคภูมิใจในชาติบ้านเมืองของตน ความรักชาติอย่างแท้จริงนั้นไม่ได้หมายถึงการยกย่องชาติของตนเหนือชาติอื่น แต่เป็นการแสดงออกถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งต่อแผ่นดินเกิด โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนค่าของชาติหรือวัฒนธรรมของผู้อื่น และความรักชาติที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับการเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน

เขมร เป็นประเทศที่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 1953 (พ.ศ. 2496) ในขณะนั้น กษัตริย์นโรดม สีหนุ กษัตริย์ของเขมรในช่วงเวลานั้นได้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อเอกราช และเจรจากับฝรั่งเศส จนได้รับเอกราชจากอาณานิคมฝรั่งเศส หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนชื่อประเทศหลายครั้งหลายหน เริ่มจาก (1)ราชอาณาจักรเขมร (2)สาธารณรัฐเขมร (3)เขมรประชาธิปไตย (4)สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา และ (5)ราชอาณาจักรเขมรในปัจจุบัน

ไทยมีกรณีพิพาทกับเขมรต่อเนื่องมาตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารในปี 1962 (พ.ศ. 2505) จากการที่เขมรยื่นฟ้องไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ให้ถอนกำลังออกจากปราสาท และยอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตัดสินว่า “ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา” จากเหตุผลที่ว่า เพราะไทยเคย "รับรู้แผนที่ฉบับหนึ่ง" ที่แสดงให้เห็นว่าปราสาทอยู่ในเขตเขมร ไทยยอมปฏิบัติตามคำตัดสินด้วยการถอนทหาร แต่ยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับ "พื้นที่รอบปราสาท" (ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร)

ความคลั่งชาติของเขมร ซึ่งไทยต้องตกเป็นเป้าของความคลั่งชาติดังกล่าว ทวีความรุนแรงมากขึ้นจากเหตุการณ์ที่เขมรเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2546 (2003) และเป็นหนึ่งในวิกฤตการณ์ทางการทูตรุนแรงที่สุดระหว่าง ไทยกับกัมพูชา โดยสาเหตุของเหตุการณ์มาจากข่าวเท็จ (Fake news) จากสื่อเขมร (หนังสือพิมพ์ Rasmei Angkor) เผยแพร่ว่า "สุวนันท์ คงยิ่ง (กบ สุวนันท์) ดาราสาวชื่อดังชาวไทย (ในขณะนั้น) อ้างว่า “ปราสาทนครวัด (Angkor Wat) เป็นของไทย" ซึ่งข่าวนี้ไม่เป็นความจริง และไม่เคยปรากฏหลักฐานว่า ดาราคนดังกล่าวได้พูดเช่นนั้น กอปรกับปัญหาการเมืองภายในกัมพูชา จึงมีการปลุกกระแสชาตินิยมถูกปลุกขึ้นในหมู่ประชาชน โดยมีผู้นำบางกลุ่ม ใช้ประเด็นไทย-เขมร เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในของเขมรเอง ผลคือ ผู้ประท้วงชาวเขมรหลายพันคนบุกสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ และเผาสถานทูตจนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง นอกจากนั้นยังมีธุรกิจของคนไทยอีกหลายแห่งถูก ปล้น เผา และทำลาย สถานทูตไทยประกาศอพยพคนไทย และรัฐบาลไทยส่งเครื่องบิน C-130 มารับคนไทยกลับ ปฏิกิริยาของรัฐบาลไทยในขณะนั้น (ทักษิณ ชินวัตร) ตอบโต้ด้วยมาตรการทางการทูตรุนแรง อาทิ การขับเอกอัครราชทูตเขมรกลับประเทศ เรียกตัว เอกอัครราชทูตไทยกลับ ปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว ประชาชนไทยมีการรวมตัว ประท้วงหน้าสถานทูตเขมรในกรุงเทพฯ มีการเจรจาทางการทูตระหว่างไทย-เขมร จนในที่สุด รัฐบาลฮุน เซน ต้องออกมาแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ และ รับผิดชอบค่าชดเชยความเสียหายเพื่อสร้างสถานทูตไทยขึ้นมาใหม่ จนความสัมพันธ์กลับคืนสู่ภาวะปกติในเวลาหลายเดือนต่อมา

ต่อมาคือ เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมร โดยเฉพาะบริเวณ ปราสาทพระวิหาร และพื้นที่โดยรอบ มีขึ้นหลายครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2551 – 2554 (ค.ศ. 2008 – 2011) โดยมีทั้งการยิงปะทะด้วยอาวุธเบา-หนัก, มีการบาดเจ็บและเสียชีวิตของทหารและประชาชน, และมีการอพยพของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมรยังคงมีต่อเนื่องอยู่เสมอมา จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2568 นี้เอง เขมรได้ปลุกกระแสคลั่งชาติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการให้ทหารและประชาชนเขมรเข้าไปทำกิจกรรมแสดงความเป็นเจ้าของโบราณสถานต่าง ๆ ที่อยู่ติดแนวชายแดนในเขตของไทยหลายแห่งก่อนเปิดฉากโจมตีไทยด้วยกำลังทหารและอาวุธหนักในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 หลายจุด เช่น บริเวณปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย, ช่องบก, ภูมะเขือ, ช่องอานม้า และช่องจอม การปะทะสิ้นสุดลงในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 โดยฝ่ายไทยมีความสูญเสียทั้งชีวิต การบาดเจ็บ ของทหารและพี่น้องประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์จำนวนหนึ่ง ในขณะที่เขมรสูญเสียชีวิตทหารมากกว่าไทยมากกว่าร้อยเท่าตัวและอาวุธยุทโธปกรณ์อีกเป็นจำนวนมาก

การปะทะกับเขมรในครั้งนี้ แม้ไทยเราจะไม่อยากให้เกิด แต่ก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ ด้วยเพราะประเทศเพื่อนบ้านเยี่ยงเขมรซึ่งมีการปกครองแบบเผด็จการพลเรือนจากการเลือกตั้งมีการครองอำนาจของ “ฮุนผู้พ่อ” มายาวนานหลายสิบปี และสืบทอดอำนาจจากพ่อโดย “ฮุนผู้ลูก” มีประมุขแห่งรัฐที่เป็นเหมือนนกน้อยในกรงทอง ซึ่งเขมรยังจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าที่ประชาชนคนเขมรจะ “ตื่นรู้” จนกระทั่ง “ตาสว่าง” เยี่ยงประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยปกติทั่วไป

สิ่งที่เป็นคุณานุประการจากความขัดแย้งระหว่างไทย-เขมร จนกลายเป็นสงครามครั้งนี้ก็คือ พี่น้องประชาชนคนไทยได้ตระหนักรู้ถึงคำถามจากนักวิชาการและคนสามกีบที่มักจะหยิบยกเอามาพูดบ่อย ๆ คือ “ทหารมีไว้ทำไม” ทั้ง ๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่าน “ทหารไทย” ทำงานด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟไหม้ ฯลฯ เพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยมาโดยตลอด แต่เมื่อเกิดศึกสงครามขึ้น “ทหารไทย” ได้ทำหน้าที่ของคนไทยผู้กล้าหาญ และแสดงฝีมือให้เห็นผลงานจนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งยังเป็นการพิสูจน์ว่า “ทหารไทย” สามารถเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้องชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนคนไทยได้อย่างแท้จริง จนทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยรัก ชื่นชม และร่วมกันให้กำลังใจแก่ “ทหารไทย” อย่างมากมาย หลังจากที่หลายปีมานี้ มีผู้ที่ไม่หวังดีต่อทั้งคนไทยและชาติบ้านเมืองได้ ให้ร้าย ด้อยค่า “ทหารไทย” มาอย่างต่อเนื่อง

ผบ.ทร.ตรวจเยี่ยมการฝึกยุทธวิธีร่วม และเยี่ยมอำลากองเรือยุทธการ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

(18 ก.ย.68) พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกยุทธวิธีร่วมกองเรือและเยี่ยมอำลากองเรือยุทธการ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งจอดลอยลำบริเวณอ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 

โดยมี พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ จากหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ในพื้นที่สัตหีบ ให้การต้อนรับ โอกาสนี้ เรือหลวงปิ่นเกล้าได้ยิงสลุต เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้บัญชาการทหารเรือ จำนวน 19 นัด

สำหรับ เรือที่เข้าร่วมในการฝึกยุทธวิธีร่วมกองเรือ ครั้งนี้ ประกอบด้วย เรือหลวงช้าง เรือหลวงอ่างทอง เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เรือหลวงตากสิน เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงรัตนโกสินทร์ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เรือหลวงคีรีรัฐ เรือหลวงเทพา เรือหลวงหนองสาหร่าย  เรือ ต.99  และ เรือ ต.112 

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ได้กล่าวสดุดีแด่ ผู้บัญชาการทหารเรือ จากนั้นผู้บัญชาการทหารเรือ ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณกำลังพลทุกนาย ว่า “กองเรือยุทธการ เป็นหน่วยกำลังที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการเตรียมกำลังรบทางเรือ ให้มีความพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจในการปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รวมทั้งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชน ในวิบัติภัยต่างๆ 

ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ การปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ของกองเรือยุทธการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และนโยบายของกองทัพเรือ ที่กำหนดไว้ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าว เกิดขึ้นจากความร่วมมือ ของกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นสำคัญ  ผมขอแสดงความชื่นชม และขอขอบคุณกำลังพลทุกคนทั้งที่อยู่ ณ ที่นี้ และที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล

ในโอกาสที่ผมได้มาเยี่ยมขอบคุณกองเรือยุทธการ ก่อนเกษียณอายุราชการในวันนี้ ผมขอส่งความปรารถนาดีและความระลึกถึงไปยังเพื่อนข้าราชการและทหารทุกคน และขอขอบคุณผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ที่ได้จัดพิธีสวนสนามทางเรือ อย่างสง่างามให้แก่ผม แม้ว่าผมจะต้องเกษียณอายุราชการ
ไปตามวาระ แต่ช่วงเวลาที่ผมได้ปฏิบัติงานร่วมกับทุกท่านมาตลอดชีวิตรับราชการ จะคงอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป”

ทั้งนี้ พลเรือเอก จิรพล  ว่องวิทย์ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ ลำดับที่ 58 ของกองทัพเรือ โดยตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก จิรพล ฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายหลัก 9 ด้าน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างรากฐานที่มั่นคง ของกองทัพเรือ และเพื่อให้กำลังพลทุกนายได้ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ของกองทัพเรือ ที่กำหนดไว้คือ เป็นหน่วยงานความมั่นคงทางทะเล ที่มีบทบาทนำในภูมิภาค และเป็นเลิศในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งได้มอบแนวทางการปฏิบัติงานในปีที่ผ่านมา ไว้ว่า “เทิดทูนสถาบัน ป้องกันรัฐ พัฒนาชาติ ราษฎร์ศรัทธา: Monarchy Country Government People” รวมทั้งกำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ หรือ “NAVY-SAFETY 2025” ในทุก ๆ ด้าน อีกด้วย

เชียงใหม่-มช.“เปิดตัวหลักสูตร INNO4Tourism พัฒนาทักษะบุคลากรท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน”

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดตัวโครงการหลักสูตร INNO4Tourism ยกระดับทักษะบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โครงการ INNO4Tourism - INNOVATIVE CURRICULA FOR LIFE-LONG LEARNING OF SUSTAINABLE TOURISM WORKFORCE หรือโครงการพัฒนาหลักสูตรนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน) ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (European Union) และวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้กรอบการดำเนินงานของโครงการ Erasmus+ โปรแกรมเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ระยะเวลา 3 ปี (1 ธันวาคม 2566 – 30 พฤศจิกายน 2569) โดยความร่วมมือของภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์  วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต ร่วมจัดงานเปิดตัวหลักสูตรนวัตกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน INNO4Tourism เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรภาคการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรวิชย์ ถิ่นนุกูล หัวหน้าโครงการ INNO4Tourism พร้อมด้วยคณะทำงานจากภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธศักดิ์ ฉัตรแก้วนภานนท์ ผู้จัดการโครงการ เป็นตัวแทนคณะทำงานของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  
ในงานมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ กลุ่มผู้ประกอบการและบุคลากรจากภาคการท่องเที่ยวและการบริการ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงกลุ่มนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในกระบวนวิชา INNO4Tourism เข้าร่วมการเปิดตัวหลักสูตรดังกล่าว

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิดา จำรัส รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเปิดงานและแนะนำแพลตฟอร์ม CMU Lifelong Education ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อบุคลากรในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรที่เกิดขึ้นในโครงการ INNO4Tourism จำนวน 8 รายวิชา 16โมดูลย่อย เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพร คูวุฒยากร ในฐานะผู้จัดการโครงการและคณะทำงาน ได้แนะนำกระบวนวิชา INNO4Tourism 8 รายวิชาใหม่จำนวน 16 โมดูลย่อย ซึ่งพัฒนาเนื้อหาโดยเครือข่ายคณาจารย์จาก 4 มหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากสหภาพยุโรปที่มุ่งเน้นการพัฒนาเนื้อหาสำหรับผู้ประกอบการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเน้น
การบูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่ ยกระดับทักษะใหม่ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงพลวัติของธุรกิจด้านท่องเที่ยวและบริการ ให้สามารถแข่งขันได้

นอกจากนี้ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การใช้พลังงานและรอยเท้าคาร์บอนในโรงแรม” ซึ่งเป็นโมดูลย่อยในหลักสูตร หัวข้อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ให้การบรรยายโดยอาจารย์ในหลักสูตร และมีวิทยากรร่วมบรรยายพิเศษ โดยคุณนริศ ลาภสุนทรพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากบีเอสไอ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเรียนโมดูลในหลักสูตรของโครงการ INNO4Tourismซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนเรียนในแพลตฟอร์มออนไลน์ของวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มีผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และกลุ่มพนักงานจากภาคธุรกิจ กว่า 40 คนเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ โดยโมดูลดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวสามารถปรับตัวสู่การดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการ INNO4Tourism ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายสหภาพยุโรปที่ร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีธุรกิจท่องเที่ยวเป็นฐานรายได้ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเหมาะสม

จังหวัดสงขลา ต้อนรับคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา เดินหน้าผลักดันการค้าชายแดน–ท่องเที่ยว สร้างเศรษฐกิจสงขลาเข้มแข็ง

(18 ก.ย. 68) ดร.โชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดย นายโสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ในโอกาสลงพื้นที่ศึกษาดูงานปัญหาการค้าชายแดนในมิติต่างประเทศ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนในมิติต่างๆ อาทิ ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแรงงาน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล ณ ห้องประชุม Conference ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา

นายโสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา คนที่สอง เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นพบปะผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคด้านการค้า การส่งออกและนำเข้า โดยเฉพาะที่ด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ ที่เคยเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ปัจจุบันลดอันดับลง จึงต้องการผลักดันให้กลับมาเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้ง โดยเฉพาะที่ด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ จึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันให้กลับมาเป็นด่านเศรษฐกิจสำคัญอีกครั้ง พร้อมทั้งหารือเรื่องการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อจำนวนนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามากว่า 1 ล้านคนต่อปี

ด้าน ดร.โชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จังหวัดได้เร่งรัดการพัฒนาด่านสะเดาแห่งใหม่ร่วมกับรัฐบาลมาเลเซีย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมของบประมาณกว่า 1,100 ล้านบาทเพื่อเสริมระบบป้องกันและยกระดับการบริหารจัดการชายแดน ขณะเดียวกัน จังหวัดสงขลามีนักท่องเที่ยวกว่า 6 ล้านคนต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซีย จึงเตรียมกระจายตลาดนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ อาศัยจุดแข็งด้านการมีสถานกงสุลใหญ่หลายประเทศตั้งอยู่ในพื้นที่

นอกจากนี้ จังหวัดยังได้กำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ สะเดา และเมืองสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้า การบริการ และการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่เกษตร อาทิ อำเภอรัตภูมิ บางกล่ำ และนาหม่อม และการผลักดันเมืองเก่าสงขลาเป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2570 รวมถึงเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุและการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกกลุ่ม

ในด้านความมั่นคง จังหวัดสงขลาแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ชายแดนที่เชื่อมโยงจังหวัดชายแดนใต้ (อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) พื้นที่เศรษฐกิจหลัก และพื้นที่อื่น ๆ รวม 16 อำเภอ โดยใช้เครือข่ายกรรมการหมู่บ้านกว่า 10,000 คนดูแลความสงบเรียบร้อย ขณะเดียวกัน ยังเตรียมต้อนรับเอกอัครราชทูตกว่า 22 ประเทศที่จะลงพื้นที่เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

สำหรับด้านทรัพยากรธรรมชาติ จังหวัดสงขลามีภูมิประเทศและทรัพยากรโดดเด่น ทั้งภูเขา น้ำตก ทะเลสาบสงขลา และชายฝั่งทะเลยาวต่อเนื่อง นับเป็นจุดแข็งทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงภูมิภาคและระดับนานาชาติ ซึ่งจังหวัดจึงวางแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรภายใต้กฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจในการพัฒนาและยกระดับจังหวัดสงขลาสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคใต้

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

คนภูเก็ตไม่พอใจ!! ค้านแผนจัดงานปีใหม่ชาวอิสราเอล ฉลองปาร์ตี้ริมหาดป่าตอง–ราไวย์ หวั่นนำความขัดแย้งเข้ามา

(18 ก.ย. 68) กระแสต่อต้านการจัดงานปีใหม่ของชาวอิสราเอลในภูเก็ตกำลังร้อนแรง หลังมีแผนจัดงานฉลองริมหาดป่าตองและหาดราไวย์ วันที่ 22–23 กันยายน 2568 พร้อมขบวนแห่และพิธีทางศาสนา รวมถึงพิธี Taslich ช่วง 1–13 ตุลาคม ทำให้เกิดความกังวลว่าจะนำความขัดแย้งระดับโลกเข้ามาสู่เมืองท่องเที่ยวไทยและกระทบภาพลักษณ์ภูเก็ต

เพจ Thailand Stand with Palestine – ไทยเคียงข้างปาเลสไตน์ ออกมาแสดงความกังวลว่า การปล่อยให้จัดงานดังกล่าวอาจสะท้อนการขยายธุรกิจและอิทธิพลของกลุ่มทุนอิสราเอลในภูเก็ต ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และบริษัททัวร์ ซึ่งเปรียบเสมือน “การยึดครองคืบคลาน” 

โพสต์ดังกล่าวสร้างกระแสในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว มียอดกดไลก์หลายพันครั้ง รวมถึงมีการแชร์และคอมเมนต์จำนวนมาก ที่แสดงความไม่พอใจต่อการจัดงานและกังวลว่าภูเก็ตอาจกลายเป็นเวทีการเมืองโลกโดยไม่รู้ตัว หลายคอมเมนต์เตือนว่าอย่าให้ภูเก็ตกลายเป็น “กาซา 2”

โดย ณ ขณะนี้แรงกดดันมุ่งไปยังหน่วยงานท้องถิ่นทั้ง อบจ.ภูเก็ต เทศบาลเมืองป่าตอง และจังหวัดภูเก็ต ว่าจะรับมือกับเสียงคัดค้านอย่างไร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชุมชนมุสลิมหนาแน่น 25–35% ของประชากร ซึ่งอาจเกิดความขัดแย้งหากมองว่าการจัดงานเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองหรือกระทบวิถีชีวิตท้องถิ่น

รพ.ค่ายสุรศักดิ์มนตรี เข้ารับรางวัล CQI ระดับกองทัพบก ประจำปีงบประมาณ 2568

(18 ก.ย. 68) พ.อ. วรินทร ทานาค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี ได้เข้ารับใบประกาศเกียรติคุณ จากผลงาน “การพัฒนาระบบ Surasak Healthcare เพื่อการบริหารสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบงานด้านการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และครอบคลุมยิ่งขึ้น ช่วยยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการด้านสุขภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการแก่กำลังพล ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่

พิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้น โดยกองทัพบก ผ่านกองกำลังพลทหารบก (กพ.ทบ.) ในกิจกรรมการประกวดผลงานการพัฒนากระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง (CQI) ระดับกองทัพบก ประจำปีงบประมาณ 2568 ประเภทผลงานองค์ความรู้จากการพัฒนาคุณภาพระบบงานของหน่วยสายแพทย์ ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ ณ ห้องประชุมใหญ่ กพ.ทบ.

การได้รับรางวัลครั้งนี้นับเป็นความภาคภูมิใจ และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์และบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของกองทัพบก และตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพของกำลังพล ครอบครัว และประชาชนโดยรอบ อย่างมีคุณภาพ

นิราช ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

ผบ.นบ.ยส.24 โชว์ผลงานการปฏิบัติงานรอบ 1 ปี ยึดยาบ้า 150 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 8,516 กิโลกรัม เฮโรอีน 151 กก.,เคตามีน 796 กิโลกรัม และอื่นๆ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นมากถึง หนึ่งหมื่นล้านบาทเศษ

เมื่อวานนี้ (17 ก.ย.68) เวลา 1100 น. ที่โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม อำเภอเมืองนครพนม​ จังหวัดนครพนม พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการ สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) เป็นประธาน การประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568  (ทบทวนหลังปฏิบัติงาน ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) และการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนการปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ระดับจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีงบประมาณ 2569 ห้วงวันที่ 16 - 17 กันยายน 2568 โดยมีหน่วยงาน ส่วนราชการในพื้นที่ 7 จังหวัด 25 อำเภอชายแดน จำนวน 95 หน่วย ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยบัญชาการ สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดน​ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าร่วมประชุม เพื่อระดมความคิดวิเคราะห์ ทบทวนสถานการณ์ในแต่ละมาตรการ, ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา, ปัญหาอุปสรรค ในการดำเนินงานในพื้นที่ และกำหนดประเด็นการพัฒนา ตามบริบทในพื้นที่ 

เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค ในการปฏิบัติงานร่วมกัน และเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดการบูรณาการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน มุ่งสู่การแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยในวันนี้ มทภ.2/ ผบ.นบ.ยส.24 กรุณารับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานและผลการทบทวนหลังการปฏิบัติในภาพรวมของหน่วย ประจำปีงบประมาณ 2568 จาก รองผู้อำนวยการส่วนอำนวยการ นบ.ยส.24 และกรุณามอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่หน่วยที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น จำนวน 10 หน่วย และมอบรางวัลให้แก่หน่วยที่มีผลการตรวจยึดและจับกุมดีเด่น จำนวน 40 หน่วย พร้อมทั้งกล่าวปิดการประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานและทบทวนหลังการปฏิบัติ ประจำปีงบประมาณ 2568 

สถานการณ์ด้านยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลได้ออกประกาศเรื่องกำหนดพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและผู้รับผิดชอบเพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ปีงบประมาณ 2568 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่อำเภอชายแดนเป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนใน 7 จังหวัด 25 อำเภอ และมอบให้กองทัพภาคที่ 2 จัดตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ นบ.ยส.24 ขึ้นโดยมี แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ผบ.นบ.ยส.24) ภารกิจในวางแผน บูรณาการ อำนวยการ ประสานงาน ในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า-ส่งออก ยาเสพติดสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์, ปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติด, บำบัดผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติด, จัดตั้งหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติด, ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งแก้ไขปัญหายาเสพติด ด้านอื่นๆ ในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และ อุบลราชธานี เพื่อให้พื้นที่รับผิดชอบปลอดจากการลักลอบนำเข้ายาเสพติด ไม่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด ปัญหายาเสพติดด้านอื่นๆ ได้รับการแก้ไข ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินได้อย่างยั่งยืนและได้ยึดถือกรอบแนวทางการปฏิบัติของ ป.ป.ส. ใน 6 มาตรการหลัก คือ มาตรการสกัดกั้น, มาตรการปราบปราม, มาตรการป้องกัน, มาตรการบำบัด, มาตรการบูรณาการ และมาตรการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ในทุกมาตรการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ตามแนวชายแดน เป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกับกองกำลังป้องกันชายแดนในการซีลแนวชายแดน ประกอบด้วย กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี กองกำลังสุรนารี และพื้นที่ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนใน 7 จังหวัด 25  อำเภอ มีหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) เป็นหน่วยรับผิดชอบ ในเขตพื้นที่ตอนในดำเนินการ โดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจังหวัด (กอ.รมน.จังหวัด) ทั้ง 20 จังหวัดบูรณาการกับส่วนราชการในจังหวัด ร่วมกันดำเนินการ 

ผลจากการดำเนินงานด้านยาเสพติดตั้งแต่ โดยสรุปสถิติและการปฏิบัติที่สำคัญแต่ละมาตรการตั้งแต่ (ตั้งแต่ 1 ต.ค 67 –  31 ส.ค. 68) ในพื้นที่รับผิดชอบของ นบ.ยส.24 สามารถจับกุม จำนวน 1,084 ครั้ง, ผู้ต้องหา 1,453 ราย ของกลาง ยาบ้าหนึ่งร้อยห้าสิบล้านเม็ดเศษ (150,594,083 เม็ด),ไอซ์ 8,516 กิโลกรัมเฮโรอีน 151 กก.,เคตามีน 796 กิโลกรัมและอื่นๆ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นมากถึง หนึ่งหมื่นล้านบาทเศษ (10,712,934,283 บาท)

การตรวจยึดจับกุมที่สำคัญ ได้แก่ การตรวจยึดยาบ้าหลักล้านเม็ดขึ้นไป จำนวน 47 ครั้ง ยาบ้าหลักแสนเม็ดขึ้นไป จำนวน 110 ครั้ง โดยตรวจยึดได้มากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนครพนม (32,694,472 เม็ด) รองลงมา คือ จังหวัดหนองคาย (30,043,699 เม็ด) และ จังหวัดมุกดาหาร (29,757,591 เม็ด)การตรวจยึด และไอซ์ หลัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป จำนวน 24 ครั้ง โดยพื้นที่ที่มีการตรวจยึดจับกุม มากที่สุด คือ จังหวัดเลย (3,032 กก.) และรองลงมา คือ จังหวัดนครพนม (2,736 กก.)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือน อวสาน Windows 10 เหลือเดือนสุดท้าย เสี่ยงโดนแฮก หลัง Microsoft ยุติการสนับสนุน 14 ตุลาคม 2568 นี้

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ยังคงสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยล่าสุด สืบเนื่องจากบริษัท ไมโครซอฟท์ (Microsoft Corporation) ได้มีประกาศอย่างเป็นทางการว่า ระบบปฏิบัติการ Windows 10 จะสิ้นสุดระยะเวลาการสนับสนุน (End of Support) ในวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่จะถึงนี้ ซึ่งหมายความว่า หลังจากวันดังกล่าว ผู้ใช้งาน Windows 10 จะไม่ได้รับการอัปเดตด้านความปลอดภัย (Security Updates) และการแก้ไขช่องโหว่ (Vulnerability Patches) ใด ๆ จากบริษัทผู้พัฒนาอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการดังกล่าว จะตกอยู่ในความเสี่ยงด้านความปลอดภัยรูปแบบต่าง ๆ เช่น

1. “ไม่ปลอดภัยจากภัยคุกคาม” เช่น มัลแวร์ (Malware) แรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือ ถูกควบคุมเครื่องระยะไกล (Remote Access Trojan: RAT)
2. “อาจถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว” เช่น ข้อมูลบัญชีธนาคาร รหัสผ่าน ไฟล์เอกสาร ภาพถ่าย และข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ
3. “เสี่ยงต่อการถูกเรียกค่าไถ่ (Ransomware)” โดยการเข้ารหัสข้อมูลในเครื่อง ทำให้ไม่สามารถใช้งานหรือเข้าถึงข้อมูลได้ จากนั้นคนร้ายจะบังคับให้จ่ายเงินเพื่อปลดล็อก
4. “ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี” เนื่องจากมิจฉาชีพมักจะใช้เครื่องมือสำหรับเจาะระบบเก่าที่ไม่มีการป้องกัน (Exploit toolkit)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแนะนำแนวทางปฏิบัติสำหรับพี่น้องประชาชน ตลอดจนหน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ ดังนี้
- อัปเกรดระบบปฏิบัติการเป็น Windows 11 หรือเปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่นที่ยังได้รับการอัปเดตด้านความปลอดภัย
- หากยังจำเป็นต้องใช้งาน Windows 10 ให้หลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต
- ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เชื่อถือได้ พร้อมอัปเดตฐานข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการเปิดไฟล์แนบหรือลิงก์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
- ใช้รหัสผ่านที่คาดเดายากและเปลี่ยนเป็นระยะ รวมทั้งเปิดใช้การยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication)
- ไม่บันทึกข้อมูลสำคัญไว้ในเครื่องโดยไม่มีการเข้ารหัส

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีรูปแบบต่าง ๆ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ หรือแจ้งความออนไลน์ด้วยตนเองที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผบ.ตร. ห่วงใย ส่งแรงใจถึงแนวหน้า พร้อมเยียวยาผู้บาดเจ็บ ยันตำรวจคุมเหตุ ‘บ้านหนองหญ้าแก้ว’ ตามหลักสากล

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยร่วมกันติดตั้งลวดหนามหีบเพลงเพื่อเสริมความมั่นคงแนวชายแดน ก่อนถูกกลุ่มชาวกัมพูชาประมาณ 200 คนเข้าขัดขวางและพยายามรื้อสิ่งกีดขวาง

รายงานระบุว่า กลุ่มผู้ชุมนุมฝั่งกัมพูชามีพฤติกรรมไม่พอใจ ขว้างก้อนหินและท่อนไม้ใส่เจ้าหน้าที่ไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้วและฝ่ายปกครองจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD เพื่อผลักดันให้ผู้ชุมนุมถอยออกจากพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเสริมลวดหนามและสิ่งกีดขวางเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการรุกล้ำซ้ำ

จากเหตุปะทะดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยบาดเจ็บ 4 นาย ได้แก่ พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน, ด.ต.แสงอรุณ ศรีวงศ์จันทร์, ด.ต.ศักดิ์สิทธิ์ นพเกล้า และ จ.ส.ต.ชยันต์ เบ้าทอง ซึ่งทั้งหมดถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาแล้ว ขณะที่การควบคุมสถานการณ์ยังคงเข้มงวดเพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักสากล มุ่งเน้นการผลักดันและยุติเหตุจลาจลโดยไม่ใช้ความรุนแรงเกินจำเป็น พร้อมเผยว่า ผบ.ตร. ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่บาดเจ็บ และกำชับให้ดูแลสิทธิและสวัสดิการของผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยย้ำว่าการรุกล้ำของมวลชนกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top