Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

'ประชาธิปัตย์' ห่วงกรุงเทพฯเป็นมหานครแห่งความเสี่ยง 'อลงกรณ์' ตั้งคำถามจะสู้หรือย้ายเมืองหลวงเสนอรัฐบาลคิดใหญ่ทำใหม่3เมกะโปรเจคเร่งแก้ปัญหา 'กรุงเทพฯยุบกรุงเทพฯจม'

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัยฯ.,สภาผู้แทนราษฎรฯ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์โพสต์บทความเรื่อง "กรุงเทพฯมหานครแห่งความเสี่ยงทั้งยุบทั้งจม"พร้อมจะย้ายเมืองหลวงหรือยัง???“ในเฟสบุ้ควันนี้มีเนื้อหาและแนวคิดน่าสนใจดังมีข้อความดังนี้

"กรุงเทพฯมหานครแห่งความเสี่ยงทั้งยุบทั้งจม"พร้อมจะย้ายเมืองหลวงหรือยัง???”

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัยฯ.,สภาผู้แทนราษฎรฯ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ ประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation

ความเร่งด่วน: สัญญาณเตือนจากใต้พื้นผิวเมือง

วิกฤตการณ์ที่คุกคามกรุงเทพฯไม่ใช่เรื่องใหม่  แต่เป็นปัญหาที่สั่งสมและเร่งตัวขึ้นตามภาวะโลกร้อนทำให้กรุงเทพฯกำลังเผชิญกับวิกฤติคู่ที่อันตราย นั่นคือ การทรุดตัวของแผ่นดิน และ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่คำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับอนาคตว่าเราควรจะ"สู้" เพื่อรักษามหานครแห่งนี้ไว้ หรือ "ถอย" โดยการย้ายเมืองหลวง?

สถานการณ์ดินยุบตัวครั้งล่าสุดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงความอ่อนแอของฐานรากเมืองหลวง กรณีถนนสามเสน หน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุการณ์ถนนทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 มีสาเหตุหลักที่ถูกระบุว่าเกิดจาก ดินทรุด ทำให้ท่อประปาแตกและเกิดโพรงใต้ดินเกิดดินไหล (Soil Loss)เข้าไปในอุโมงค์และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่กำลังก่อสร้างอีกเหตุการณ์หนึ่งในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คือการทรุดตัวของพื้นถนนหน้าการไฟฟ้านครหลวงเขตยานนาวา ตอกย้ำว่าปัญหา โพรงใต้ดิน และการเคลื่อนตัวของดินเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ

เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ชัดว่า ปัญหาการทรุดตัวของกรุงเทพฯ ไม่ได้มาจากปัจจัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก งานก่อสร้างบนดินและใต้ดินที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างดินใต้กรุงเทพฯ.โดยตรงซึ่งเป็นภัยคุกคามที่รากฐานคือชั้นดินอ่อน

ทั้งนี้จากข้อมูลทางธรณีวิทยาโดยกรมทรัพยากรธรณีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแสดงให้เห็นว่ากรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนฐานรากที่อ่อนแอโดยธรรมชาติ นั่นคือ ชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ (Bangkok Soft Clay) ซึ่งเป็นชั้นดินบนสุดที่มีความหนาประมาณ 10-15 เมตร การทรุดตัวของแผ่นดิน (Land Subsidence) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมานานหลายทศวรรษ จากงานวิจัย “Ground Subsidence in Bangkok” โดย สกว. และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรายงานว่าการสูบน้ำบาดาลเกินขีดจำกัดทำให้อัตราการทรุดตัวพุ่งสูงถึงประมาณ 7 ซม.ต่อปีและสูงสุดถึง 12 ซม.ต่อปี ในช่วงต้นทศวรรษ 1980ก่อนมีการออกกฎหมายควบคุมการสูบน้ำอย่างเข้มงวด แม้มาตรการควบคุมการสูบน้ำบาดาลจะช่วยชะลอการทรุดตัวลงอย่างมาก แต่อัตราการทรุดตัวในปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่

ปัจจัยคู่เร่งวิกฤต: น้ำทะเลสูงและแผ่นดินทรุด

การทรุดตัวของแผ่นดินมาพร้อมกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (Sea-Level Rise) จากภาวะโลกร้อน กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเพียงเล็กน้อยกำลังเผชิญกับวิกฤตความเสี่ยงสูง สถาบัน McKinsey Global Institute (MGI) ระบุว่าจากการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้กรุงเทพฯเมืองหลวงของไทยเป็นเมืองที่มีความเสี่ยงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่จะถูกน้ำท่วมหนักเนื่องจากกรุงเทพมีระดับความสูงเฉลี่ย 1.5 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล และแผ่นดินทรุดปีละ 2-3 ซม. 

นอกจากนี้การคาดการณ์ที่อัปเดตล่าสุดของ Climate Central คาดการณ์ว่าจะเกิดน้ำท่วมรุนแรงในกรุงเทพฯและ พื้นที่ริมชายฝั่งของประเทศไทย และตามแนวชายฝั่งของมาเลเซียโดยคาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในปี 2030

ทางเลือกใหม่ตอบโจทย์อนาคตกรุงเทพฯ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีข้อเสนอให้ย้ายเมืองหลวงซึ่งผมคิดว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าเพราะ การย้ายเมืองหลวงเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท เทียบเคียงกับงบประมาณโครงการสร้างเมืองหลวงใหม่“นูซันตารา”แทนกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ความจริงมีทางเลือกอื่นๆอีกหากรัฐบาลคิดจะสู้โดยไม่ต้องย้ายเมืองหลวงได้แก่

1.การสร้างเมืองราชการดิจิตอลซิตี้(Digital City)โดยบริหารและบริการแบบรัฐบาลดิจิตอล(Digital Government)ด้วยการย้ายส่วนราชการออกจากกรุงเทพฯไปในพื้นที่ที่มีการคมนาคมสะดวกในรัศมีไม่เกิน 120กม. จากกรุงเทพฯ เช่น สระบุรี เพชรบุรี ราชบุรี และฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์พ้นจากพื้นที่ลุ่มต่ำและมีศักยภาพด้านคมนาคมสูง เนื่องจากมีโครงข่ายทางหลวงสายหลัก มิเตอร์เวย์ รถไฟรางคู่รวมทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าเชื่อมกรุงเทพฯกับเมืองใหม่และสนามบิน(ในอนาคต)อำนวยความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางสู่เมืองราชการใหม่เพื่อลดความแออัดของประชากร ลดน้ำหนักกดทับฐานดินกรุงเทพฯ. และช่วยกระจายความเจริญ ซึ่งมีตัวอย่างการแยกศูนย์ราชการในต่างประเทศเช่นออสเตรเลียสร้างกรุงแคนเบอร์ราให้เป็นเมืองราชการโดยเฉพาะห่างจากซิดนีย์ 160 กม.ขณะที่ มาเลเซีย ย้ายส่วนราชการจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังเมือง“ปุตราจายา”

2.การสร้างเมืองเศรษฐกิจและเมืองเทคโนโลยีเป็นเมืองใหม่เช่นจีนสร้างศูนย์เศรษฐกิจใหม่โดยกระจายศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเซี่ยงไฮ้สู่เขตพัฒนาเศรษฐกิจผู่ตง (Pudong) จากทุ่งนาให้กลายเป็น ศูนย์กลางทางการเงิน และนวัตกรรมระดับโลกภายใน 30 ปี ซึ่งช่วยลดความหนาแน่นและสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ตามโมเดลเขตเศรษฐกิจ“เซิ่นเจิ้น”

3.การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมถาวรขนาดเมกะโปรเจค(MegaProject)ที่มีประสิทธิภาพป้องกันกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น การสร้างเขื่อนริมอ่าวตัวก.(Protection Dyke)เช่นกรณีอังกฤษและเนเธอแลนด์และการขุด“เจ้าพระยา2”ฝั่งซ้ายจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปออกแม่น้ำบางประกงหรือฝั่งขวาออกอ่าวไทยเช่นในอดีตที่มีการขุดคลองภาษีเจริญคลองดำเนินสะดวกและคลองแสนแสบควบคู่กับการสร้างระบบระบายน้ำใต้ดินเช่นกรณีของกรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์

แนวทางเหล่านี้ต้องการการตัดสินใจโดยเร็วเพื่อรักษากรุงเทพฯ ไว้ในฐานะมหานครแห่งประวัติศาสตร์ ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์พร้อมกับสร้างความเจริญที่กระจายตัวไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ได้อย่างมีอนาคต 

บทสรุป มหานครแห่งความเสี่ยงจมน้ำปี 2050 ???

คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) คาดการณ์ว่าภายในปี 2100 ระดับน้ำทะเลอาจสูงกว่าปัจจุบันถึง 1.1 เมตร และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใด ๆ ก็ตามจะไม่สามารถหยุดยั้งผลกระทบในระยะสั้นและระยะกลางของปรากฏการณ์นี้ได้ งานวิจัยของNature Communicationsคาดการณ์ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ต่ำและชายฝั่ง อาจเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมถาวร (Inundation) ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ 2100 กรุงเทพฯกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะจมน้ำในอนาคต เนื่องจากหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและดินทรุดตัว พื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ อาจจมอยู่ใต้น้ำ และจะประสบปัญหาน้ำท่วมขังที่รุนแรงและยาวนานขึ้น  

ปัญหาดังกล่าวเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน การทรุดตัวของแผ่นดิน การระบายน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการลดลงของพื้นที่สีเขียว องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ระบุว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นไปประชากร 5 ล้านคนจาก 10.7 ล้านคนในกรุงเทพ มหานครอาจเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมโดยคาดว่าพื้นที่หนึ่งในสามของเมืองหลวงของไทยอาจจมอยู่ใต้น้ำทั้งหมดภายใน พ.ศ. 2593 และส่งผลให้ประชาชนเกือบ 11 ล้านคนต้องอพยพออกจากพื้นที่

สัญญาณเตือนภัยชัดเจนถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องคิดใหญ่ทำใหม่คิกออฟนโยบายและเริ่มก้าวแรกในช่วงเวลา4 เดือนที่ยังบริหารประเทศ

อย่าปล่อยให้กรุงเทพฯเป็นมหานครแห่งความเสี่ยงทั้งเมืองเสี่ยงและประชาชนเสี่ยงจากวิกฤตคู่ทำให้กรุงเทพยุบและกรุงเทพจมดังเช่นที่เป็นอยู่ในวันนี้และตลอดไป

‘Benz BKK Group’ ครอง!! แชมป์ยอดขาย จัดคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่!! ขอบคุณคนพิเศษ

(4 ต.ค. 68) กลุ่มบริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด ผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ Mercedes-Benz อย่างเป็นทางการ แถลงผลการดำเนินธุรกิจในช่วง 3 ไตรมาสของปี 2568 พร้อมประกาศความสำเร็จขึ้นแท่นผู้นำดีลเลอร์กรุ๊ปด้วยยอดขายรวม 932 คัน ถือเป็นกลุ่มตัวแทนจำหน่ายที่สร้างผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดจาก 3 โชว์รูม 3 มุมเมือง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานคร โดย Benz BKK Bangna ครอบคลุมพื้นที่ฝั่งตะวันออก Benz BKK Vipawadee ครอบคลุมพื้นที่ตอนเหนือ และ BKK Autohaus Kanchanapisek ครอบคลุมพื้นที่ฝั่งตะวันตก

สำหรับผลประกอบการธุรกิจตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึง 31 สิงหาคม 2568 แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดรถยนต์ลักชัวรี กลุ่ม Benz BKK Group ยังคงสร้างผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งด้วยยอดขายรวม  932 คัน โดยมียอดจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz จำนวน 621 คัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ที่ 15.62% และ Mercedes-Benz Certified รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์มือสอง จำนวน  311 คัน  ซึ่งมีอัตราการเติบโตเทียบปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น  32% ก้าวขึ้นแท่นผู้นำกลุ่มตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

โดยภาพรวมส่วนของรถยนต์ใหม่ (New Car) ยังคงตอบโจทย์ลูกค้าทุกเซกเมนต์ ทั้งกลุ่มรถสปอร์ต รถอเนกประสงค์ (SUV) รวมถึงไลน์รถยนต์ไฟฟ้า (EQ) ที่นับเป็นกลุ่มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ช่วยขยายฐานลูกค้าและถือเป็นหัวใจของการเสริมพอร์ตสินค้าระยะยาว ในขณะเดียวกัน Mercedes-Benz Certified ได้รับการตอบรับอย่างดีจากตลาดด้วยเช่นกันด้วยข้อเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน ทั้งพื้นที่โชว์รูมและขนาดการลงทุนที่ใหญ่ที่สุด ตอบโจทย์ลูกค้าด้วยโชว์รูม Experience Center แบบครบวงจร มีรถให้เลือกครบทุกเซกเมนต์หมุนเวียนกว่า 150 คัน รวมถึงรถทุกคันผ่านการตรวจเช็กแบบ Multi-point มากกว่า 200 รายการ รองรับบริการหลังการขายและการรับประกันคุณภาพที่มาพร้อมโปรแกรมสินเชื่อเฉพาะบุคคล และบริการซื้อ-ขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทำให้รถยนต์ Mercedes-Benz Certified กลายเป็น “ตัวเลือกที่คุ้มค่า และเชื่อถือได้สำหรับลูกค้าที่มองหารถยนต์พรีเมียมพร้อมใช้งานในงบประมาณที่คุ้มค่า ซึ่งการตอบรับเห็นได้จากงาน BIG Motor Sale 2025 และช่องทางขายอื่นๆ ที่ยืนยันถึงศักยภาพของไลน์ Mercedes-Benz Certified ในการสร้างรายได้และขยายฐานลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านแผนการดำเนินธุรกิจไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ทาง Benz BKK Group ยังคงเสริมทัพรถยนต์ Mercedes-Benz ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์มือสอง เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการที่หลากหลาย  พร้อมมุ่งเน้นกลยุทธ์ Customer Centric เป็นการสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว ด้วยการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นที่สุด มอบประสบการณ์การดูแลรถยนต์และการรองรับบริการที่เหนือระดับ เพราะลูกค้าคือคนพิเศษ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ Benz BKK Group ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับ CRM (Customer Relationship Management) แบบ 360 องศา เพื่อเข้าถึง เข้าใจ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าและความพึงพอใจอย่างสูงสุด ควบคู่ไปกับการสร้าง Brand Experience ผ่านกิจกรรม Lifestyle & Entertainment สร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ มอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าในทุกมิติครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกเจนเนอเรชัน  Benz BKK Group จึงได้จัดกิจกรรมสุดพิเศษแห่งปีแทนความขอบคุณไม่สิ้นสุด
.
สำหรับกิจกรรมพิเศษแห่งปี “Benz BKK Group : The Endless Appreciation Concert” แทนความขอบคุณที่ไม่สิ้นสุดบนการเดินทางแห่งเสียงดนตรีและความซาบซึ้งใจ คือการถ่ายทอดความผูกพันอันยาวนานระหว่าง Benz BKK Group และลูกค้า ที่ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ทางธุรกิจ แต่เป็นการเดินทางร่วมกันบนถนนแห่งความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และความทรงจำที่งดงามตลอดหลายทศวรรษ ไฮไลต์สำคัญครั้งนี้จะเป็นการรวมกันครั้งสำคัญของลูกค้าคนพิเศษของ Benz BKK กว่า 5,200 คน ของกลุ่ม Gen X และ Gen Y  

คุณอนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารยานยนต์กลุ่ม บีเคเค กรุ๊ป กล่าวว่า “กว่า 34 ปีที่เราอยู่เคียงข้างลูกค้า Mercedes-Benz วันนี้ Benz BKK Group ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้ด้วยพลังศรัทธาและการสนับสนุนของลูกค้าทุกท่าน เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาทั้งยอดขาย บริการ และประสบการณ์ เพื่อส่งต่อสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกเส้นทาง”

คุณตวงรัตน์ ลิขิตพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป กล่าวเสริมว่า “กลยุทธ์หลักของเราในไตรมาสที่ 4 คือการเดินหน้าทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง เชื่อมต่อกับลูกค้าในทุกมิติ ทั้ง Online Marketing ที่เข้าถึงแบบ Personalized และ กิจกรรม Offline ที่สร้างประสบการณ์จริง เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมให้แข็งแกร่ง พร้อมทั้งมุ่งดึงลูกค้า Lapsed Customer ให้กลับมาใช้บริการ โดยใช้ CRM ที่แม่นยำ และกิจกรรมการตลาดเชิงประสบการณ์ (Lifestyle & Engagement Marketing) เป็นเครื่องมือสำคัญ เราเชื่อว่าความสำเร็จของ Benz BKK Group ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะยอดขาย แต่เกิดจากความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้ และภารกิจของเราคือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่ยั่งยืน เพื่อก้าวไปสู่อนาคตร่วมกัน”

ไฮไลต์กิจกรรมพิเศษแห่งปี “Benz BKK Group : The Endless Appreciation Concert” นำทีมโดยสุดยอดศิลปินระดับแนวหน้ามากมาย อาทิ ปาล์มมี่, นูโว, บอย Peacemaker, กบ Taxi, ปู Blackhead และอี๊ด FLY โดยแต่ละบทเพลงและการแสดงจะเปรียบเสมือน “ช่วงเวลา” ของเส้นทางร่วมกัน ตั้งแต่วันแรกจนถึงก้าวสู่อนาคต  พร้อมจัดเต็มด้วยระบบแสง สี เสียง ย่านกลางใจเมือง ในวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ณ  UOB Live ศูนย์การค้า EmSphere พิเศษ!! สำหรับลูกค้า Benz BKK Group  เท่านั้น กิจกรรมสุดพิเศษนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่คอนเสิร์ต แต่คือบทพิสูจน์แห่งความใส่ใจที่ Benz BKK Group มอบให้ลูกค้าเสมอมา   

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลปฏิบัติ 'ยุทธการสกัดยานรก' ภายใต้นโยบาย 'ยกระดับจัดการปัญหายาเสพติด' ของนายกรัฐมนตรี

(4 ต.ค. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติด ณ บช.ปส. โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์  เย็นท้วม  ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด., พลโท ณัฐศิษฐ์ คงชินศาสตร์ธิต ผอ.ศปป.2 กอ.รมน., พ.อ.เกียรติศักดิ์ ทรัพย์เมฆ รอง ผบ.ขกท. และผู้บังคับบัญชา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการ “ต้องชนะยาเสพติด” ให้ได้อย่างเด็ดขาด

จากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านการปราบปรามยาเสพติด โดยให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ขจัดยาเสพติดให้สิ้นซาก และให้ยกระดับการจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการร่วมกันปราบปรามยาเสพติด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมสั่งการให้ “อัปเดต - อัปเกรด” การทำงานให้ทันต่ออาชญากรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในรอบปีที่ผ่านมามีผลการปฏิบัติเป็นที่ประจักษ์ สามารถจับกุมคดียาเสพติดรวม 265,446 คดี ผู้ต้องหา 265,109 ราย พร้อมของกลาง ยาบ้า 1,083 ล้านเม็ด, ไอซ์ 51,916 กิโลกรัม, คีตามีน 6,031 กิโลกรัม, เฮโรอีน 11,294 กิโลกรัม และอายัดทรัพย์สินจากขบวนการค้ายาเสพติดได้รวมมูลค่าสูงถึง 14,905 ล้านบาท 

ในห้วงเดือนกันยายน - ตุลาคม 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เร่งเครื่องปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ สามารถทลายเครือข่ายยาเสพติดสำคัญได้ถึง 9 คดี จับกุมผู้ต้องหา 16 ราย ยึดยาบ้ารวม 18.25 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1,488 กิโลกรัม, และคีตามีน 29 กิโลกรัม โดยมีคดีสำคัญที่สะท้อนถึงความเด็ดขาดในการสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด ตั้งแต่ชายแดนจนถึงเมืองหลวง ดังนี้

กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) จับกุมเครือข่ายสำคัญ 6 คดี 
1. ยุทธการนักบินปราจีนบุรี: ทลายโกดังพักยาที่นครพนม ยึดไอซ์ 500 กิโลกรัม
2. สกัดรถบรรทุกนรก: จับกุมกลางสระบุรี ยึด ไอซ์ 468 กิโลกรัม และคีตามีน 29 กิโลกรัม ขัดขวางการลำเลียงสู่ภาคใต้
3. แก๊งซิ่งฝ่าแนวกั้น: บุกสกัดที่ปากช่อง นครราชสีมา ยึดยาบ้า 3.2 ล้านเม็ด
4. แก๊งเจริญชัย: จับกลางปั๊มกำแพงเพชร ยึดยาบ้าลอตใหญ่ 6 ล้านเม็ด ขวางเส้นทางสู่ภาคกลาง
5. เครือข่ายพี่น้องชาวเขา: สกัดที่นครสวรรค์ ยึดยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด
6. เครือข่ายใต้ในแดนเหนือ: จับกุมที่เชียงราย ยึดยาบ้า 2 ล้านเม็ด ขณะเตรียมลำเลียงลงสู่ภาคใต้

กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล ทลายเครือข่ายสุพรรณบุรี ยึดยาบ้าล็อตใหญ่กว่า 3.08 ล้านเม็ด พร้อมผู้ต้องหาที่ติดกำไล EM ในคดีพรากผู้เยาว์
กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) จับกุมขบวนการลักลอบขนยา 2 คดี
1. เครือข่ายท้าวชัยน้อย: จับกุมขบวนการลักลอบขนยาเสพติดริมแม่น้ำโขง ยึดยาไอซ์ 300 กิโลกรัม และยาบ้า 1,472,00 เม็ด ในพื้นที่นครพนม มูลค่าประมาณ 75 ล้านบาท และถ้าส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 จะมีมูลค่าถึง 150 ล้านบาท
2. สกัดจับยาไอซ์ 220 กิโลกรัม ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเต็มที่ ทั้งด้านเทคโนโลยีและการสร้าง “กลไกเชิงระบบ” ที่เป็นแนวทางถาวรในการต่อสู้กับอาชญากรรมทุกรูปแบบ ทั้งนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ ประสบความสำเร็จลุล่วงด้วยดี และมีความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญนี้ หากพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ทันทีผ่านช่องทาง สายด่วนยาเสพติด 191 และสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน

อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดมุมมองใหม่สู่โลก Data Center เจาะลึกทุกพื้นฐาน กับสัมมนา 'NEW Pro Tech: Fundamental of Cabling & Connectivity for Data Center' ตอกย้ำความรู้สู่การเป็นมืออาชีพ ที่คนวงการต้องอัปเดต

คุณภาพที่มากกว่า ในยุคที่ Data Center เป็นหัวใจของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (วันนี้ 3 ตุลาคม 2568) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการวางระบบโครงสร้างสายสัญญาณ และการเชื่อมต่อที่ครบวงจร จัดงานสัมมนาออนไลน์ “NEW Pro Tech Fundamental of Cabling & Connectivity for Data Center” เจาะลึกทุกมิติของการออกแบบ และวางระบบ Data Center อย่างมีมาตรฐาน และรองรับอนาคต นำเสนอความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี Data Center เปิดมุมมองใหม่ ด้านโซลูชันการเชื่อมต่อ จากอุปกรณ์แบรนด์ LINK AMERICAN & GERMAN Rack ซึ่งเป็นสินค้ามาตรฐานระดับสากล ตอบโจทย์การใช้งานในทุกระดับ ตั้งแต่ Enterprise ไปจนถึง Hyperscale และ AI Data Center

งานสัมมนาครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อมอบความรู้ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และมาตรฐานที่ถูกต้องแก่ผู้ประกอบการ ผู้ดูแลระบบ ไอที วิศวกรเครือข่าย ตลอดจนผู้สนใจด้าน Data Center Infrastructure โดยครอบคลุมหัวข้อสำคัญที่เป็นหัวใจของอุตสาหกรรม ทั้ง

Data Center Trend & Interconnect Solution แนวโน้ม และทิศทางการลงทุน พัฒนา ศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยที่เติบโตจากแรงหนุนอย่างก้าวกระโดด ทั้ง Cloud, Hyperscale และ AI Data Center Fundamental of Data Center ทำความเข้าใจประเภทของศูนย์ข้อมูล ตั้งแต่ Edge, Enterprise, Colocation ไปจนถึง Hyperscale และ AI พร้อมเจาะลึกความแตกต่างด้าน IT Load และการออกแบบที่เหมาะสม Network Architecture & Rack Layout วิเคราะห์การออกแบบเครือข่าย Data Center ทั้ง 3-Tier และ Spine-Leaf รวมถึงกลยุทธ์การจัดวาง Rack แบบ ToR, MoR และ EoR ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ การบริหารจัดการ และต้นทุนโดยตรง Cabling & Connectivity อธิบายมาตรฐานสากล TIA-942, TIA-568, TIA-606 ที่กำหนดหลักการเดินสายสัญญาณ พร้อมแนะนำสินค้า และอุปกรณ์ CAT 6A, CAT 8 และสายใยแก้วนำแสงชนิด MPO รวมถึง LINK Rack และ GERMAN RACK ที่ออกแบบตามมาตรฐาน ANSI/EIA-310 เพื่อความแข็งแรง ทนทาน และรองรับการขยายตัวในอนาคต Active Device & Transceiver แนวทางการเลือกใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณความเร็วสูงของ Data Center ทุกรูปแบบ 

ทั้ง DAC, AOC หรือ Optical Transceiver รวมถึงบทบาทของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาตรฐาน และเทคโนโลยีเครือข่ายความเร็วสูง (InfiniBand) ในการรองรับ AI เพื่อการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High Performance Computing) สำหรับผลิตภัณฑ์ Optical Transceiver ของ LINK เป็นทางเลือกอย่างครบวงจรด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลายออกแบบมาเพื่อการใช้งานร่วมกับแบรนด์อื่น ๆ ได้ มีศูนย์พัฒนาเพื่อไว้คอยรองรับให้เข้าถึงการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว สามารถรับ - ส่งสัญญาณได้ด้วยระยะที่ไกลขึ้น และยังเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ NETWORKING ให้สามารถรองรับการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มากมายมหาศาลได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยมี จุดแข็งที่มากกว่ากับ LINK TRANCIEVER CLINIC FOR ALL ที่จะมาปลดล็อกทุกปัญหาของการเชื่อมต่อด้วยคุณสมบัติเด่น ดังนี้

ALL COMPATIBLE : สามารถใช้งานเข้ากันได้กับ ทุกยี่ห้อ (All Brand) ของอุปกรณ์การสื่อสารทุกความเร็ว (All Speed) และทุกระยะทาง (Distance)
3 DAY DELIVERY : สามารถส่งสินค้า SFP ได้ภายใน 3 วันทำการ และสินค้า DAC, AOC ภายใน 3 Week โดยหากต้องการนำสินค้าไปทดสอบ ก็สามารถติดต่อ ขอรับไปทดสอบได้ครั้งละ 1 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 3 สัปดาห์ ต่อเนื่อง 3 YEAR WARRANTY : สินค้า SFP Transceiver ของ LINK รับประกัน 3 ปีเต็ม หากมีปัญหา ระหว่างการใช้งาน หรือ มีปัญหาขัดข้อง หรือ มีปัญหาไม่สามารถใช้งานได้ สามารถเปลี่ยนตัวใหม่ได้ทันที ภายในระยะเวลารับประกัน 3 ปี

ตลอดงานสัมมนา ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญของอินเตอร์ลิ้งค์ฯ นายธุวานนท์ สิงห์ขจร Product Specialist และนายธนากร ชนะวงศ์วิสุทธิ์ Network Engineer Manager มาเจาะลึกให้ความรู้ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นทางเลือกอย่างครบวงจร พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึก และมุมมองเชิงกลยุทธ์ พร้อมยกตัวอย่างการใช้งานจริงในระดับองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อให้เห็นว่า Cabling Infrastructure เปรียบเสมือน “ระบบประสาทและโครงสร้างกระดูก ของ Data Center” ที่ขาดไม่ได้ในการรองรับสมรรถนะ และทำงานสอดประสานกับอุปกรณ์เครือข่าย เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่มั่นคง และพร้อมรองรับอนาคต

นอกจากนี้ ยังได้เปิดประเด็น “เทรนด์อนาคต” ของเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่ามาตรฐาน จากกลุ่ม Fiber Optic Cable ในตระกูล Double Q Series และสาย Patch cord ที่คุณภาพสูงและติดตั้งง่าย และยังสามารถส่งข้อมูลได้เร็วและมีความแม่นยำกว่าเดิม

นับว่างานสัมมนาได้ชี้ให้เห็นถึง เทรนด์อนาคตของเทคโนโลยี Data Center ที่กำลังพัฒนาไปสู่ความเร็วระดับ 800Gbps และ 1.6Tbps รวมถึงการใช้ Multi-Core Fiber, Hollow Core Fiber และ Co-Packaged Optics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดพลังงาน ขณะเดียวกันการออกแบบ Data Center ในอนาคตยังมุ่งเน้นไปที่ Green Data Center เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ จึงขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบโซลูชัน และอุปกรณ์การเชื่อมต่อคุณภาพสูงจากแบรนด์ LINK AMERICAN & GERMAN Rack ที่ได้มาตรฐานสากล ทั้งในด้านความแข็งแรง ความเสถียร อีกทั้ง ยังเชื่อมั่นได้อีกว่า การเสริมสร้างความรู้ และมาตรฐานที่ถูกต้องแก่ผู้ใช้งานในครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม Data Center ของประเทศไทย ให้พร้อมแข่งขัน และรองรับความต้องการของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต เพื่อเตรียมความพร้อมแบบมีคุณภาพรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เสริมศักยภาพให้กับ Data Center ไทยก้าวทันโลกดิจิทัลอย่างมั่นคง และยั่งยืน

เตรียมพบกับงานสัมมนาครั้งถัดไป “New Pro Tech Product Highlight LINK Solar Cabling” ไขความลับสายโซลาร์ เลือกของดีมีครบทั้ง solution งานติดตั้งไม่มีพลาด ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการพลังงาน ร่วมกับอัปเดตความรู้ล่าสุดด้านสายโซลาร์ และโซลูชันการเชื่อมต่อพลังงานสะอาด ที่ออกแบบตามมาตรฐานสากล ทั้ง ทนทาน ปลอดภัย และรองรับการใช้งานระยะยาว

เจาะลึกกับนวัตกรรม
-ถอดสเปก และเปรียบเทียบ LINK Solar Cabling ระหว่างสาย CB (DC Cable) กับ PV Cable
-มาตรฐาน AD8 สำคัญอย่างไร ?
-เลือกอุปกรณ์เครื่องมือ และคอนเนคเตอร์ แบบไหนให้มีประสิทธิภาพในการใช้งาน
-เคล็ดลับการออกแบบ และติดตั้งที่เหมาะกับโครงการจริง ตั้งแต่ Solar Rooftop จนถึง Solar Farm

ผู้สนใจเทคโนโลยี LINK Solar Cabling ที่ไม่ควรพลาด ลงทะเบียนได้แล้วตั้งแต่วันนี้

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ INTERLINK FAN หรือ โทร 02-666-1111 ต่อ 1707

มาอัปเดตความรู้ และค้นพบโซลูชันสายโซลาร์ที่จะช่วยให้ธุรกิจ และโครงการพลังงานสะอาดของคุณ

ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิกิติฯ ท่านใหม่ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล 

เมื่อวานนี้ (3 ต.ค.68) พลเรือตรี กิติศักดิ์ สายนุช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ พร้อมด้วยคณะรองผู้อำนวยการฯ และหัวหน้าหน่วยขึ้นตรง รพ.ฯ ได้ร่วมพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ 

โดยประกอบพิธีสักการะ องค์พระพุทธชินราชจำลอง พระยูไลไภสัชยคุรุพุทธเจ้า พระตำหนัก พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระราชานุสาวรีย์ จอมพลเรือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และบวงสรวง พระภูมิเจ้าที่ใน พื้นที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ผบช.ภ.2 ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา รับฟังปัญหา และสร้างขวัญกำลังใจตำรวจผู้ปฏิบัติภารกิจ ตอบสนองนโยบาย และความห่วงใยของ ผบ.ตร.

เมื่อวานนี้ (3 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมข้าราชการตำรวจ ณ จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามการปฏิบัติภารกิจบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลในพื้นที่

โดยได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่จากผู้ปฏิบัติ ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

จากนั้น ผบช.ภ.2 ได้ตรวจเยี่ยมที่พักและความเป็นอยู่ของข้าราชการตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน ณ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 126 พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญ ได้แก่ พัดลม อาหาร เครื่องดื่ม และผลไม้ เพื่อเสริมขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายและข้อสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดย ผบช.ภ.2 ได้เน้นย้ำความห่วงใยในสวัสดิการและกำลังใจของข้าราชการตำรวจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกนายมีความพร้อม ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติสัมมนา 338 นายพล เรียนรู้ ธรรมนาวา 'วัง' ปลูกจิตสำนึกรักชาติ ประวัติศาสตร์ชาติไทย

เมื่อวานนี้ (2 ต.ค. 68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการศึกษา จัดโครงการสัมมนาผู้นำหน่วยระดับผู้บัญชาการ หรือเทียบเท่า และผู้บังคับการ หรือเทียบเท่า ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ระหว่างวันที่ 1 - 3 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญต่อการสร้าง Mind set และการพัฒนาศักยภาพของตำรวจในทุกด้าน ภายใต้แนวทางขับเคลื่อนนโยบาย “1 ยึดมั่น 6 เร่งรัด 9 ก้าวหน้า” โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการระดับผู้บัญชาการ หรือเทียบเท่า และผู้บังคับการ หรือเทียบเท่า จำนวน 338 นาย ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร 

การสัมมนามีหลายหัวข้อ อาทิ การบริหารงบประมาณ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีกับอาชญากรรมยุคใหม่ โดยในการสัมมนาวันที่ 2 จัดขึ้นที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เริ่มด้วยการอภิปรายในหัวข้อ หลักธรรมพระราชทาน ธรรมนาวา “วัง” โดยพระราชญาณวัชรชิโนภาส (ทวีวัฒน์ จารุวณฺโณ) และ นางสาววริศรา บำรุงเวช จากมูลนิธิธรรมนาวาสิกขาลัย และการอภิปราย “ปลูกจิตสำนึกรักชาติ หัวข้อ ประวัติศาสตร์ชาติไทย” โดย นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ นางสาวสุธิดา โชคพระสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเครือข่ายการเลือกตั้ง

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า ทั้ง 2 หัวข้อเป็นเรื่องสำคัญที่ตำรวจทุกนายต้องมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ข้าราชการตำรวจระดับผู้บัญชาการ หรือเทียบเท่า และผู้บังคับการ หรือเทียบเท่า ซึ่งเป็นผู้นำหน่วยตำรวจ จะได้เรียนรู้หลักธรรมพระราชทาน ธรรมนาวา “วัง” น้อมนำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตำรวจในการพิทักษ์รับใช้ประชาชนในทุกมิติ สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับชาติไทยที่ถูกต้อง สามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนงานเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง บรรลุตามแนวทางของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ให้ตำรวจทุกนายต้องยึดมั่นในการพิทักษ์ ปกป้อง รักษา เทิดทูน สถาบัน และความสงบเรียบร้อยของคนในชาติ

ลำปาง-มทบ.32 จัดพิธีรับ-ส่ง ผบ.มทบ.32 ประกาศเจตนารมณ์ “กองทัพของประชาชน”

(3 ต.ค. 68) เวลา 09.09 น. มณฑลทหารบกที่ 32 จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่และมอบการบังคับบัญชา ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 โดย พลตรี วิชาญ ศรีภัทรางกูร  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ท่านเดิม ส่งมอบการบังคับบัญชาให้กับ พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ท่านใหม่ 

ทั้งนี้ได้มีพิธีสักการะศาลเจ้าพ่อดวงทิพย์ , ศาลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ต่อจากนั้นเป็นพิธีสักการะ อนุสาวรีย์จอมพลมหามหาเอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี โดยการวางพวงมาลัยดอกไม้สด จุดธูปเทียนสักการะเครื่องทองน้อย เพื่อความเป็นสิริมงคล สร้างขวัญกำลังใจต่อผู้บังคับ หน่วยทหารและกำลังพล, พิธีลงนามเอกสาร และพิธีรับ - ส่งหน้าที่ มอบธงประจำหน่วยอันเป็นการรับมอบการบังคับบัญชาโดยสมบูรณ์ 

โอกาสนี้ พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ได้กล่าวรับมอบการบังคับบัญชา พร้อมแสดงเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ว่าจะทุ่มเทปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของมณฑลทหารบกที่ 32 ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ถูกต้อง ชอบธรรม บนพื้นฐานแห่งคุณธรรมและจริยธรรม พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการปฏิบัติงานเพื่อสรรสร้างความมั่นคง ความสงบสุข และความรักความสามัคคี ตลอดไป 

นอกจากพิธีรับส่งหน้าที่ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 แล้ว ด้านของการรับ-ส่งหน้าที่ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 32 ก็ได้ดำเนินการในคราวเดียวกันอีกด้วย

‘กองทัพเรือ’ ย้ายนายทหารเอี่ยวทุจริตน้ำมัน ออกนอกพื้นที่ จ.ตราด ยันสอบเข้ม!! ไม่ละเว้นแม้ระดับสูง

(3 ต.ค. 68) กองทัพเรือมีคำสั่งโยกย้ายนายทหารที่ถูกกล่าวหาพัวพันการลักลอบนำน้ำมันออกจากหน่วยและการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างในจังหวัดตราด หลังคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยข้อมูลว่ามีการเบิกน้ำมันครั้งละ 1,000 ลิตร เพื่อนำไปส่งต่อให้กับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง และย้ำว่าจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิดไม่ว่าระดับใดก็ตาม

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ระบุว่า ประเด็นการใช้พลทหารไปทำงานนอกภารกิจนั้นได้มีการตรวจสอบและลงโทษทางวินัยผู้เกี่ยวข้องแล้ว ส่วนกรณีการลักลอบนำน้ำมันและการแสวงหาประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้าง ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน พร้อมสั่งย้ายผู้ถูกกล่าวหาออกจากพื้นที่ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส หากพบว่ามีความผิดจริงจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ด้านนายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี และนายศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.ทหาร ระบุว่าขณะนี้มีข้อสงสัยถึง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การส่งพลทหารไปทำงานให้เอกชน การเบิกน้ำมันผิดปกติครั้งละ 1,000 ลิตร และการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจเข้าข่ายใช้ใบเสร็จเท็จ โดยยืนยันว่าต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกียรติภูมิของกองทัพและผลประโยชน์ของชาติ

ศาลสั่งจำคุก ‘วินัย เทพธานี’ 1 ปี คดีล้มมวย ‘หัวหน้าค่ายสิงห์อาชา’ เตรียมฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 5 ล้าน

(3 ต.ค. 68) ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ให้จำคุก นายวินัย เทพธานี อดีตนักมวยชื่อดังและอดีตเทรนเนอร์ค่ายสิงห์อาชา เป็นเวลา 2 ปี ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ.2542 มาตรา 48 และ 59 กรณีจ้างนักมวยล้มมวย แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ล่าสุดเจ้าตัวไม่ประสงค์อุทธรณ์ และถูกส่งตัวเข้าเรือนจำจังหวัดนครปฐมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเริ่มรับโทษทันที

นายชวินทร์วุฒิ ก้องธรนินทร์ หรือ 'วิน สิงห์อาชา' หัวหน้าค่ายสิงห์อาชา ผู้ร้องทุกข์ในคดี เปิดเผยว่า คำพิพากษาครั้งนี้ไม่ใช่ชัยชนะของตนเอง แต่คือชัยชนะของกระบวนการยุติธรรมและวงการมวยไทย เพราะช่วยรักษาศักดิ์ศรีแม่ไม้มวยไทยและยืนยันว่ากติกาต้องมาก่อนทุกสิ่ง ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่จะยับยั้งไม่ให้ใครกล้ามาทำลายคุณค่าของมวยไทยอีก

นอกจากนี้ 'วิน สิงห์อาชา' ยังยืนยันว่าจะดำเนินคดีแพ่ง เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย 5 ล้านบาท โดยตั้งใจจะนำเงินทั้งหมดไปบริจาคเพื่อการกุศล เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและเป็นคุณูปการต่อวงการมวยไทยต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top