Sunday, 13 September 2026
NEWS FEED

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งด่วนดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “คัลแมกี” 24 ชั่วโมง

(7 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน จากกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนเรื่องอิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” จะส่งผลให้ช่วงวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วย ระดมกำลังเตรียมพร้อมออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยนำข้อสั่งการตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการถอดบทเรียนในครั้งที่ผ่านมา นำมาปรับใช้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที เพื่อดูแลบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน ตั้งแต่การขนย้ายสิ่งของและช่วยนำพาพี่น้องประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตราบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพอาศัยโอกาสเข้าซ้ำเติมสร้างความเดือดร้อนเพิ่มเติมให้กับผู้ประสบภัย รวมทั้งจัดการและอำนวยความสะดวกการจราจร โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องแต่งกายแสดงสัญลักษณ์ให้ประชาชนเห็นเด่นชัด เพื่อสามารถขอความช่วยเหลือได้ทันที และเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์กู้ภัยเพื่อความพร้อมในการออกปฏิบัติงาน บูรณาการกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด

หากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงหรือประสบปัญหาอุทกภัย สาธารณภัย ต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ตำรวจทุกพื้นที่พร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

“กรมทางหลวง” เดินหน้า!! รับฟังความเห็น โครงการมอเตอร์เวย์ “รังสิต-บางปะอิน” ก่อนเปิด PPP ปี 69 วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ชู M-Flow แก้รถติด เชื่อม “กทม.-เหนืออีสาน” สร้างประโยชน์เศรษฐกิจ 1.2 แสนล้านบาท

(6 พ.ย. 68) นายพงศกร จุลละโพธิ รองอธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน (Market Sounding) สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน โดยมีวงเงินค่าลงทุนโครงการรวม 30,080 ล้านบาท ภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP Gross Cost) การจัดประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสนใจและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกอัครราชทูต ผู้แทนบริษัทเอกชน หอการค้า สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังข้อมูลกว่า 150 คน เพื่อให้การรวบรวมความคิดเห็นครอบคลุมทุกมิติ และใช้ประกอบการจัดทำเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน (RFP) ก่อนออกประกาศเชิญชวนร่วมลงทุนโครงการอย่างเป็นทางการในปี 2569 ต่อไป

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน เป็นโครงการสำคัญภายใต้แผนแม่บททางหลวงพิเศษระหว่างเมือง พ.ศ. 2560-2579 ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับจังหวัดปทุมธานีและพระนครศรีอยุธยา รวมถึงเป็นเส้นทางสายหลักสำหรับการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างภาคกลางสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพหลโยธินตอนบนและถนนวิภาวดีรังสิต ส่งเสริมให้การเดินทางและการขนส่งมีความคล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษของประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์และเชื่อมโยงทุกภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ

โครงการนี้มีรูปแบบการร่วมลงทุนแบบ PPP Gross Cost โดยภาครัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สินและรายได้ทั้งหมดจากค่าธรรมเนียมผ่านทาง ส่วนเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนจากการให้บริการ (Availability Payment) ตามผลการดำเนินงานจริง โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการรวมไม่เกิน 34 ปี แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ:

* ระยะที่ 1 การออกแบบและก่อสร้างงานโยธา พร้อมติดตั้งงานระบบและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาไม่เกิน 4 ปี

* ระยะที่ 2 การดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี นับจากวันเปิดให้บริการ
ทั้งนี้ คาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 คัดเลือกเอกชนและลงนามสัญญาภายในปีเดียวกัน และเปิดให้บริการในปี 2574

โครงการจะนำระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) มาใช้ตลอดเส้นทาง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางและลดความแออัดของการจราจรบนถนนพหลโยธินอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปิดให้บริการแล้ว จะยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ โครงการยังสร้างผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิกว่า 7,928 ล้านบาท และเกิดการขยายตัวของรายได้ในระบบทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 120,000 ล้านบาท อันเป็นผลจากการลดต้นทุนด้านเวลาเดินทาง ค่าพลังงาน และต้นทุนโลจิสติกส์

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 มีระยะทางรวมประมาณ 29 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร) แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงอนุสรณ์สถาน-รังสิต (7 กม.) ปัจจุบันดูแลโดยกรมทางหลวง และช่วงรังสิต-บางปะอิน (22 กม.) ซึ่งเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินก่อสร้างงานโยธา โดยไปสิ้นสุดที่ทางแยกต่างระดับบางปะอิน ตลอดเส้นทางมีจุดขึ้น-ลงและตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรวม 7 แห่ง ประกอบด้วย รังสิต 1, รังสิต 2, คลองหลวง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นวนคร, วไลยอลงกรณ์ และประตูน้ำพระอินทร์ พร้อมจุดพักรถ (Rest Stop) บริเวณตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรังสิต 1 ขาเข้า ซึ่งออกแบบให้มีพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการแก่ผู้ใช้ทาง

การจัดสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานและภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ารับฟังข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วน และแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้การจัดเตรียมเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชนมีความเหมาะสม รอบคอบ และโปร่งใส

กองบัญชาการศึกษาเปิดเวทีเสวนา “บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย หมวกนิรภัยคือทางรอด” จุดประกายความร่วมมือปกป้องเยาวชนไทย สร้างสังคมปลอดภัยอย่างยั่งยืน

(6 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. ณ อาคารเรียน 8 ชั้น วิทยาลัยการตำรวจ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า กองบัญชาการศึกษาได้จัดเวทีเสวนา “ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้ากับการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนไทย” พร้อมแถลงผลกิจกรรมในโครงการ “ส่งเสริมความปลอดภัยในเด็กและเยาวชน: บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย หมวกนิรภัยคือทางรอด” โดยมี พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., นำคณะครูตำรวจ (ครูแดร์) ในสังกัด บก.น.1-9 , สสส. และ ภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนไทยห่างไกลจากภัยใกล้ตัว ให้ครูตำรวจได้มีสื่อในการสอนและประชาสัมพันธ์ให้แก่เด็กนักเรียน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่กำลังถูกคุมคามจากภัยของบุหรี่ไฟฟ้า และเป็นการปลูกฝังวินัยจราจร การสวมหมวกนิรภัยเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ตลอดจนส่งเสริมให้ตำรวจเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมอย่างแท้จริง 

พร้อมนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้มอบรางวัลสถานศึกษาดีเด่นในการปกป้องคุ้มครองนักเรียนจากยาเสพติด ในพื้นที่ บก.น.1-9 จำนวน 9 โรงเรียน และ มอบโล่รางวัลดีเด่น ให้แก่โรงเรียนดังกล่าว 3 อันดับแรก ดังนี้
1. สถานศึกษาดีเด่น ได้แก่ โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ พื้นที่ บก.น.9
2. สถานศึกษาดีเยี่ยม ได้แก่ โรงเรียนวัดแสนสุข พื้นที่ บก.น.3 
3. สถานศึกษาดีมาก ได้แก่ โรงเรียนวัดหัวลำโพง พื้นที่ บก.น.6 

ทั้งนี้ การจัดเวทีเสวนาครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้กำชับให้ข้าราชการตำรวจทั่วประเทศยึดมั่นความเป็น “แบบอย่างที่ดี” ทั้งในด้านพฤติกรรมและการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่น การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นภัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและพฤติกรรมของเยาวชนไทยในปัจจุบัน

นอกจากนี้ โครงการ “บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย หมวกนิรภัยคือทางรอด” ยังมุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในสองมิติสำคัญ คือ สุขภาพและการใช้ชีวิตบนท้องถนน ผ่านกิจกรรมให้ความรู้ การสาธิต และการมีส่วนร่วมของนักเรียน นักศึกษา และครูตำรวจ โดยเน้นให้เยาวชนเข้าใจถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงปลูกฝังวินัยการสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจร ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ

ขณะเดียวกัน กองบัญชาการศึกษายังได้ดำเนินการ อบรมครูตำรวจและบุคลากรในสังกัด เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าและกฎหมายจราจร พร้อมส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง ถ่ายทอดสู่ชุมชน และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งความปลอดภัยในทุกมิติ

ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การปกป้องเยาวชน คือการปกป้องอนาคตของชาติ ตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายและแบบอย่างของสังคม ต้องไม่เพียงจับกุมผู้กระทำผิด แต่ต้องสร้างความเข้าใจ ถ่ายทอดความรู้ และมีส่วนร่วมในการป้องกัน เพื่อให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างปลอดภัย แข็งแรง และมีคุณภาพ”

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงมุ่งมั่น ขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันและส่งเสริมความปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อสร้างสังคมปลอดภัย ปลอดบุหรี่ไฟฟ้า และลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่อนาคตที่มั่นคงของเยาวชนไทยและประเทศชาติ

สยามพิวรรธน์ตอกย้ำด้านความยั่งยืน ได้รับการรับรองเครื่องหมายฉลาก การชดเชยคาร์บอน 100% จาก TGO ครอบคลุม 5 ศูนย์การค้าทั้งหมดในเครือ

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีกชั้นนำของประเทศ ยังคงเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 

โดยล่าสุด ได้ขยายผลความสำเร็จในการได้รับประกาศนียบัตรรับรองเครื่องหมายการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset & Carbon Neutral) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 สำหรับรอบปี 2567 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ซึ่งได้รับการรับรองมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ 5 ศูนย์การค้า 2 ศูนย์ประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการในเครือ ได้แก่…

สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม ไอซีเอส พารากอน ฮอลล์ และไอคอนสยาม ฮอลล์ รวมถึงอาคารสำนักงานสยามพิวรรธน์ทาวเวอร์ ที่ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างประสบการณ์ระดับโลกให้กับผู้มาเยือน ถือเป็นศูนย์การค้า ศูนย์การประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการแห่งแรกในประเทศไทย ที่ชดเชยคาร์บอน 100% จากการดำเนินธุรกิจ

พิธีมอบใบประกาศนียบัตรรับรองเครื่องหมายรับรองคาร์บอน สำหรับรอบปี 2567 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถนนแจ้งวัฒนะ โดยนางสาวภัทรานันท์ ทองประพาฬ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมืองประธาน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีและมอบใบประกาศนียบัตรให้กับองค์กรทั่วประเทศที่ผ่านการรับรอง โดยมีนางสาวนรีรัตน์ สันธยาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มงานพัฒนาความยั่งยืนและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และตัวแทนจากกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์เข้าร่วมพิธีครั้งนี้

การขยายผลการชดเชยคาร์บอน 100% ในครั้งนี้ กลุ่มสยามพิวรรธน์ดำเนินการเพิ่มเติมในพื้นที่ของไอคอนสยาม ไอซีเอส และศูนย์การประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการ ไอคอนสยาม ฮอลล์ จึงทำให้ครอบคลุม 5 ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการทั้งหมดในเครือ โดยการดำเนินการครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังระหว่างกลุ่มสยามพิวรรธน์กับบริษัท “อินโนพาวเวอร์” ซึ่งเป็นบริษัทนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เกิดจากความร่วมมือของ 3 พันธมิตร ได้แก่… 

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) โดยสยามพิวรรธน์ได้ทำการชดเชยคาร์บอนจากการดำเนินงานของ 5 ศูนย์การค้า  ศูนย์ประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการทั้งหมดในเครือ ในขอบเขตที่ 1 และ 2 สำหรับรอบปี 2567 ด้วยคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ของบริษัท อินโนพาวเวอร์ จากโครงการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ซึ่งผ่านการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ผ่านโครงการ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER)

ด้าน บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ในฐานะ Decarbonization Partner ได้ร่วมมือกับกลุ่มสยามพิวรรธน์ในการวางกลยุทธ์ลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ผ่านการจัดหาคาร์บอนเครดิต โดยความร่วมมือครั้งนี้เป็นตัวอย่างของการนำ "การซื้อขายคาร์บอนเครดิต" มาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการคาร์บอนขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาร์บอนเครดิตที่อินโนพาวเวอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมและซื้อขาย มาจากโครงการพลังงานสะอาดภายในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Social Co-Benefit) ในภาพรวม เช่น 

โครงการที่ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน ดังนั้นการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของสยามพิวรรธน์จึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

การได้รับการรับรองครั้งนี้ตอกย้ำความตั้งใจจริงของสยามพิวรรธน์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำมั่นสัญญา แต่ได้ลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นผลสำเร็จที่จับต้องได้ สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวในการลดขยะฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ภายในปี 2040 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการสร้างแรงบันดาลใจและพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของประเทศอย่างยั่งยืน

ปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 10 ประเทศสมาชิกลงนามแถลงการณ์ร่วมปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และรับรองปฏิญญากรุงเทพฯ ปราบสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์

(6 พ.ย. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, คณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำโดย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และผู้เข้าร่วมการประชุม ร่วมพิธี ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร

การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 (The 43rd ASEANAPOL CONFERENCE) ภายใต้หัวข้อ "ปฏิบัติการร่วมกันทลายแก๊งหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน" (Collaboration in Action Crushing Scams, Disrupting Fraud and Protecting People) จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 3 – 7 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเป็นเกียรติและเสริมสร้างความร่วมมืออันยาวนานระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนนาโปล (ASEANAPOL) ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, มาเลเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม, คู่เจรจา ผู้สังเกตการณ์ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการต่อสู้กับอาชญากรรมเพื่อรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นรากฐานสำหรับความมั่นคงที่ยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค และเพื่อเสริมสร้างความมุ่งมั่นร่วมกันต่อไปสู่การเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปลอดภัยและมั่นคงยิ่งขึ้น 

ทั้งนี้ หัวหน้าตำรวจอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้ร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วมการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมีมติในการร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ 8 ด้าน ได้แก่ การลักลอบค้ายาเสพติด, การลักลอบค้าอาวุธ, การก่อการร้าย, การค้ามนุษย์, อาชญากรรมเกี่ยวกับสัตว์ป่า, อาชญากรรมทางการเงิน, อาชญากรรมทางไซเบอร์ และอาชญากรรมทางทะเล โดยมุ่งเน้นการปราบปรามสแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์ 

นอกจากนี้ ยังได้ตกลงผสานความร่วมมือต่อเนื่องใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อาเซียนนาโปล, ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา, การแลกเปลี่ยนบุคลากรและโครงการฝึกอบรมระหว่างกองกำลังตำรวจอาเซียน, เครือข่ายนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจอาเซียน พร้อมให้การรับรองปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการขจัดศูนย์หลอกลวงที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์เพื่อการ
บังคับให้กระทำความผิด 

ในโอกาสนี้ ได้มีพิธีส่งมอบและรับมอบหน้าที่ ผู้อำนวยการบริหาร (ED) คนที่ 9 ของ ASEANAPOL และผู้อำนวยการฝ่ายแผนและโครงการ (DPP) คนที่ 7 ของ ASEANAPOL สำหรับวาระปี 2569 - 2570 โดยมีมติให้ พ.ต.อ.ก้องกฤษฎา กิตติถิระพงษ์ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร (ED) คนที่ 9 ของ ASEANAPOL และให้ พ.ต.อ.Jean Mary A Mangahis จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายแผนและโครงการ (DPP) คนที่ 7 ของ ASEANAPOL 

คณะผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย สำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นและการจัดการประชุมที่ยอดเยี่ยม ซึ่งมีส่วนอย่างมากต่อความสำเร็จของการประชุม และต่อสำนักเลขาธิการอาเซียนนาโปล สำหรับการประสานงานและความร่วมมือ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียนนาโปล ครั้งที่ 44 ในปี 2569

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กล่าวว่า จากการที่ได้มีการประชุม ASEANAPOL ครั้งที่ 43 ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุม ในประเด็นเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการหลอกลวงพี่น้องประชาชน หรือคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเกี่ยวโยงเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งปัญหาเหล่านี้คือภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ ความสงบสุข และทำลายชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกประเทศอย่างรุนแรง พวกเราในฐานะตำรวจจึงต้องเร่งรัดปราบปรามให้หมดสิ้นไป

โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุมหารือครั้งนี้จะทำให้เกิดความร่วมมือกันในการประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมปฏิบัติการในการทำลายเครือข่าย/ที่ตั้งศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มขบวนการที่กระทำผิดในเรื่องของการหลอกลวง สแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์ ภายใต้บทบาทการเป็นตำรวจอาเซียน (ASEANAPOL) ที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติการอย่างเด็ดขาด ต่อกลุ่มผู้กระทำผิด และสร้างความสงบสุขให้เกิดกับพี่น้องประชาชนในประเทศของเราต่อไป

“ไทย-จีน” ร่วมใจ หารือด้านดิจิทัล เสริมแกร่ง “เศรษฐกิจ-สังคม” เห็นพ้องนำ AI ปราบอาชญากรรมออนไลน์ เตรียมพิจารณาจัดตั้งคณะทำงาน ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์ 2 ประเทศ

เมื่อวานนี้ (5 พ.ย. 68) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้การต้อนรับนายหวัง เหวยผิง (H.E. Mr. Wang Weiping) รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง พร้อมคณะผู้แทนจากรัฐบาลเขตกว่างซีจ้วง ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยมีนางสาวสุชาดา ซางแทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโสสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือ

นายไชยชนก เปิดเผยว่า การหารือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างไทยและรัฐบาลเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน 

โดยประเด็นหลักที่ถือเป็นความท้าทายและโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน ได้แก่
1.การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ 
2.การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 
3.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างไทย–จีน การนำเทคโนโลยี AI มาป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ (Anti-Online Scam) 
4.การส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย

ขณะเดียวกันในการหารือทั้งสองฝ่ายยังได้มีข้อตกลงร่วมกันในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะต้องดำเนินการควบคู่กับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การนำเทคโนโลยี AI มายกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเมอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชน ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านดิจิทัล ซึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนมีศักยภาพและความพร้อมสูง จึงเป็นโอกาสอันดีในการขยายความร่วมมืออย่างยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

“ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เตรียมพิจารณาการจัดตั้งคณะทำงานด้านการพัฒนาและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างไทย–จีน  เพื่อยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอื่น ๆ โดยหวังให้มีการผลักดันความร่วมมือนี้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะคำนึงถึงความมั่นคงทางไซเบอร์และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นายไชยชนก กล่าว

บช.ศ.–บช.น.–สสส. ผนึกกำลังปกป้องเยาวชน “หยุดบุหรี่ไฟฟ้า–ใส่หมวกนิรภัย” สร้างเกราะความปลอดภัยในทุกโรงเรียน

(6 พ.ย. 68) ที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคารกองบัญชาการศึกษา พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. เป็นประธานเปิดงานเสวนาในโครงการ “บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย สวมหมวกนิรภัยคือทางรอด” ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, บช.ศ., บช.น. และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน บรรยากาศคึกคัก

ด้าน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบหมายให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. / ผอ.ศูนย์ยาเสพติด บช.น. เป็นตัวแทนมอบประกาศนียบัตร พร้อมกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนงานป้องกันภัยในเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่ 9 โรงเรียนในพื้นที่ บช.น. ที่ดำเนินงานป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าและรณรงค์สวมหมวกกันน็อกอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ รร.สัมมาชีวศิลป์ (สน.พญาไท) รร.บ้านลาดพร้าว (สน.พหลโยธิน) รร.วัดแสนสุข (สน.มีนบุรี) รร.ศรีพฤฒา (สน.ประเวศ) รร.ประถมนนทรี (สน.ทุ่งมหาเมฆ) รร.วัดหัวลำโพง (สน.บางรัก) รร.วัดคฤหบดี (สน.บวรมงคล) รร.วัดอินทาราม (สน.บางยี่เรือ) และรร.มัธยมวัดสิงห์ (สน.บางขุนเทียน)

ส่วน พล.ต.ท.นิธิธร เป็นผู้มอบโล่กิตติคุณให้แก่โรงเรียนที่ทำผลงานระดับสูงสุด สถานศึกษาดีเด่น ได้แก่ รร.มัธยมวัดสิงห์ สถานศึกษาดีเยี่ยม ได้แก่ รร.วัดแสนสุข และสถานศึกษาดีมาก ได้แก่ รร.วัดหัวลำโพง

ตำรวจลงพื้นที่ให้ความรู้–แจกหมวกนิรภัย ส่งต่อความปลอดภัยสู่เด็กไทย

ในช่วงกิจกรรมภาคปฏิบัติ พล.ต.ต.ธีรเดช นำชุดปฏิบัติการยาเสพติด พร้อม พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากรณ์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น. และ พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. ลงมือให้ความรู้ด้านภัยบุหรี่ไฟฟ้า วิธีป้องกันหลีกเลี่ยง รวมถึงการใช้หมวกกันน็อกอย่างถูกต้อง พร้อมส่งมอบหมวกนิรภัยให้แก่นักเรียนจำนวนมาก

โครงการนี้ถูกมองว่าเป็น “เกราะป้องกันภัย” ใบแรกให้เยาวชนไทยยุคใหม่ และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความร่วมมือระหว่างตำรวจ–สถานศึกษา–ภาคสาธารณสุข เพื่อสร้างสังคมปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ขอนแก่น - แบงก์ชาติอีสาน แถลง "เศรษฐกิจอีสานไตรมาส 3 หดตัวต่อเนื่อง จากไตรมาสก่อน" คาดไตรมาสที่ 4 มีฟื้นตัวจากโครงการคนละครึ่ง

เมื่อวันที่ (4 พ.ย.68) ที่ ห้องประชุมปัญญาวิจิตร ธนาคารแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ดร.ทรงธรรม ปั่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท. สภอ.,) แถลงข่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้  เศรษฐกิจอีสานไตรมาส 3/2566 "กลับมาหดตัว" ตามการบริโภคที่อ่อนแอ รายได้เกษตรลดลง และการผลิตอุตสาหกรรมหดตัว การท่องเที่ยวเป็นปัจจัยบวกเดียวภาพรวมเศรษฐกิจ เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลับมาหดตัว เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (Q3/66\text{ เทียบ} Q3/65) และหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน (หลังปรับฤดูกาล) โดยได้รับแรงกดดันจาก กำลังซื้อที่เปราะบาง และ ค่าครองชีพสูง

ในด้านการอุปโภคบริโภค การบริโภคภาคเอกชนหดตัว (-1.7% YoY) ต่อเนื่อง สาเหตุ: กำลังซื้อที่เปราะบางจาก รายได้เกษตรกรที่ลดลง และ ค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง กดดันการใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคและกึ่งคงทนสินค้าคงทน (เช่น รถยนต์): หดตัวต่อเนื่องจากความเข้มงวดในการให้สินเชื่อ สินค้าบริการ: ขยายตัว จากการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและวันหยุดยาว

รายได้เกษตรกรและผลผลิตภาคเกษตร รายได้เกษตรกรหดตัวรุนแรง (-5.6% YoY) สาเหตุ: ราคาข้าวเปลือกและอ้อยโรงงานลดลง ประกอบกับปริมาณผลผลิตพืชหลักที่สำคัญลดลงเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัว (-6.5% YoY) สาเหตุ การหดตัวตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะการผลิตเพื่อส่งออกที่ยังหดตัว แต่การผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป (เช่น น้ำตาล) เพิ่มขึ้นตามคำสั่งซื้อ ด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวขยายตัวดี (111.8% YoY) สาเหตุ จำนวนผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้น ทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว และมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราการเข้าพักปรับเพิ่มขึ้น การลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเล็กน้อย (1.2% YoY) การลงทุนด้านก่อสร้าง ขยายตัว จากการลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยที่ทยอยเปิดใหม่ และการจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง

การลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ หดตัว ตามการนำเข้าสินค้าทุนที่ลดลง สอดคล้องกับการผลิตเพื่อส่งออกที่ชะลอตัว การค้าผ่านด่านศุลกากร มูลค่าการค้าหดตัว (-27.3% YoY) การส่งออก หดตัว จากการส่งออกทุเรียนสดไปจีนที่ชะลอลง และสินค้าอื่น ๆ ไปประเทศเพื่อนบ้านที่ลดลงตามเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว การนำเข้า หดตัว ตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

ข้อสังเกตเพิ่มเติม อัตราเงินเฟ้อทั่วไป และ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ลดลง หมายเหตุ: การหดตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 3/2566 ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจอีสานยังคงเผชิญกับความท้าทายหลักจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและผลกระทบจากภัยแล้งต่อภาคเกษตร มีเพียงภาคการท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

นราธิวาส ไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือข้ามพรมแดนเปรัก- IGROW และ ศอ.บต. สื่อมวลชนฯสานผนึกกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน มั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน สู่อนาคต 

การประชุมเชิงกลยุทธ์เชื่อมความสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือ ข้ามพรมแดนระดับภูมิภาคระหว่างประเทศมาเลเซียรัฐเปรักและศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชานแดนใต้(ศอ.บต.)ประเทศไทย พร้อมการขับเคลื่อนนำกองทัพสื่อมวลชนเพื่อสันติจังหวัดชายแดนใต้ จับมือเดินหน้า สานต่อจากกลยุทธเดิน ก้าวสู่การร่วมมือเชิงกลยุทธ์มิติใหม่ ที่เน้นสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน นำโมเดลที่ให้ประชาชนมีบทบาท เข้าถึงในการจัดการด้วยตนเอง และมีภาครัฐให้การสนับสนุน หลังจากการประชุมสำคัญเมื่อวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรม D Hotel Seri Iskandar รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย การประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้เป็นการรวมพลังกันของสามองค์กรหลัก ได้แก่ สมาคมพัฒนาชุมชนอำเภอเปรักกลาง, สถาบันการเกษตรและผู้ประกอบการ (IGROW) ของมาเลเซีย และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ของไทย ซึ่งนำเอกชนและสื่อมวลชนไปด้วยเพื่อวางรากฐานสำหรับแผนงานการพัฒนาเศรษฐกิจข้ามพรมแดนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

แนวคิดหลักสำคัญระหว่างประเทศโดยมุ่งเป้าหมายเศรษฐกิจฐานรากและเปิดตลาด MSMEs “การจัดการด้วยตนเอง”ของชุมชนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยมาภาครัฐสนับสนุน การประชุมเชิงยุทธศาสตร์นี้มีจุดเน้นที่ชัดเจนในการ ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างศักยภาพของ วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) รวมถึงชุมชนท้องถิ่น การผนึกกำลังระหว่าง IGROW ซึ่งเป็นสถาบันเอกชนที่เน้นทักษะด้านการเกษตรและผู้ประกอบการ และ ศอ.บต. ซึ่งดูแลการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย แสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นที่ธุรกิจการเกษตร (Agribusiness) และการขยายตลาดเป็นพิเศษ

ประเด็นที่เป็นรูปธรรมคือการอำนวยความสะดวกด้านตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ SME ของรัฐเปรักซึ่งเป็นรัฐภาคเหนือของมาเลเซียกับภาคใต้ของไทย ซึ่งจะเป็นการเปิด เส้นทางการส่งออกใหม่ และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กของมาเลเซียเข้าสู่ตลาดไทยและไทยเข้ามาเลเซีย ภายใต้แนวคิดของ "โมเดล IGROW ในภาคใต้ของไทย เปิดตลาดผลิตภัณฑ์ IKS (SME)"

รากฐานความร่วมมือที่ก่อร่างสร้างมาตั้งแต่ปี 2560 ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นผลจากการประสานงานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 โดยมีการเชื่อมโยงครั้งแรกระหว่าง ศอ.บต. และ IGROW ผ่านสมาคมสื่อมวลชนเพื่อสันติภาพภาคใต้ของไทย นำโดยคุณระพี มามะ และตูแวดานียาล มารีงิง อันเป็นกรอบการทำงานที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งอย่างเป็นระบบตลอดหลายปีที่ผ่านมาผ่านการมีส่วนร่วมระดับสูง เช่น:

การหารือติดตามผลกับเลขาธิการ ศอ.บต.(ไทย) นำโดย นางสาว กนกรันต์ พงษ์ธัญญะวิริยะ (ผู้ช่วยเลขาธิการ) การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างคณะผู้แทนไทยไปยังรัฐเปรัก และผู้แทน IGROW มายังประเทศไทย NORDIN BIN ABDUL MALEK ประธานสมาคมพัฒนาชุมชนอำเภอเปรักกลาง ประเทศมาเลเซีย

การประชุมกับรัฐบาลรัฐเปรักเพื่อรับรองการสนับสนุนอย่างเป็นทางการสำหรับโครงการความร่วมมือข้ามพรมแดน การประชุมปี 2568 นี้คาดว่าจะนำไปสู่การจัดทำ แผนงานที่เป็นรูปธรรมและบันทึกความเข้าใจ (MoUs) เพื่อนำวิสัยทัศน์ความร่วมมือที่สั่งสมมาอย่างยาวนานไปสู่การปฏิบัติจริง

ศักยภาพความร่วมมือครอบคลุม 7 ประเด็นหลัก
การประชุมเข้าร่วมหารือภายใต้เจตนารมณ์ของอาเซียน (ASEAN spirit) และระบุถึงศักยภาพความร่วมมือที่กว้างขวางใน 7 ประเด็นสำคัญ เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลกและนำมาซึ่งความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองในพื้นที่ชายแดนมาเลเซีย-ไทย ได้แก่

1.การศึกษา การพัฒนาศูนย์ TVET (อาชีวศึกษาและฝึกอบรมเทคนิค) ข้ามพรมแดน และโครงการแลกเปลี่ยน
2.เกษตรกรรม การริเริ่มโครงการแลกเปลี่ยนและฝึกอบรมเกษตรกร และการจัดตั้งเครือข่ายอุปทานและการกระจายอาหารข้ามพรมแดน การปลูกผักพืชสวนครัวให้มีปริมาณพอแก่การบริโภคในประเทศและสามารถนำไปจำหน่ายส่งออกนอกประเทศได้
3.การท่องเที่ยว การพัฒนา เส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรเชิงนิเวศ และการส่งเสริมเส้นทางมรดกไทย-มาเลเซีย อนุรักษ์และสืบสานประเพณีวัฒนธรรมดั่งเดิม คงอยู่และสืบทอดชั่วลูกชั่วหลานต่อไป
4.การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร (Media/Information Exchange)
5.การค้าทวิภาคี (Bilateral Trade) การสร้าง ศูนย์กลางโลจิสติกส์ฮาลาล และการจัดงานแสดงสินค้าข้ามพรมแดน
6.การขจัดความยากจน (Eradicate Poverty) การสร้างศูนย์ทักษะและ TVET ชนบทข้ามพรมแดน และโครงการบูรณาการความมั่นคงทางอาหาร
7.ทุเรียนอาเซียน (ASEAN Durian) การจัดตั้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาทุเรียนอาเซียน และการเร่งรัดการรับรองฮาลาลทุเรียนข้ามพรมแดน

โดยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์นี้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการบูรณาการระดับภูมิภาคที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของทั้งรัฐเปรักประเทศมาเลเซียและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยได้ในระยะยาว อย่างมั่นคง มั่นคั่งและยั่งยืนตลอดไป

นางสาวกนกรัตน์ พงษ์ธัญญะวิริยะ (ผู้ช่วยเลขาธิการ) ศอ.บต. กล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทยในนามของ ศอ.บต.สื่อมวลชนทั้งหลาย ก็จะนำความคิดเห็นทั้งหลายนี้กลับไปยังประเทศไทยเพื่อที่นำเสนอของผู้บริหารในระดับสูงอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะนำเรียนในส่วนของความสัมพันธ์ที่เราสามารถเดินก้าวต่อไปได้เพื่อความสัมพันธ์ ความมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืนตามที่ได้มีกันไว้เมื่อ8 ปีที่แล้วและก็ในส่วนรายละเอียดนี้เดี่ยวเราก็จะมีการคุยในรายละเอียดต่อไป

สตูล ศรชล.จว.สตูล บูรณาการกำลังเข้าจับกุมเรือลักลอบขนน้ำมันที่มิได้เสียภาษีกลางทะเล จว.สตูล

ศรชล.ภาค ๓ โดย ศรชล.จว.สตูล บูรณาการกำลังจาก ศคท.จว.สตูล นก.พตต.ศรชล.ภาค ๓ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สตูล และ ส.รน.๓ กก.๙ บก.รน. นำโดย น.อ.พิศิษฐ์  ทองทา ร.น. รองผู้อำนวยการ ศรชล.จว.สตูล/ผบ.นก.พตต.ศรชล.ภาค ๓ ได้นำกำลังลงเรือ ศรชล.๒๙๐๖ และ ศรชล.๕๗๐๗ ลงพื้นที่บริเวณคลองตำมะลังเข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยซึ่งเป็นประมงขนาดเล็ก ชื่อเรือ ช.โชควาซุกรี ทะเบียนเรือ ๖๗๕๕๐๑๙๐๔ บริเวณในคลองตำมะลัง (ใต้สะพานตำมะลัง) ต.ตำมะลัง อ.เมืองสตูล จว.สตูล ตรวจพบน้ำมันดีเซลที่ยังมิได้เสียภาษี บรรจุอยู่ในถังดัดแปลงในตัวเรือ จำนวน ๘,๐๐๐ ลิตร พร้อมผู้ต้องหา จำนวน ๑ คน ในการนี้ น.อ.พิศิษฐ์ ทองทา ร.น. รองผู้อำนวยการ ศรชล.จว.สตูล/ผบ.นก.พตต.ศรชล.ภาค ๓ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สตูล เป็นผู้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต ในข้อหา มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี ตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๒๐๔ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปตรวจสอบ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สตูล และดำเนินการเปรียบเทียบปรับ รวมค่าภาษี เป็นเงินทั้งสิ้น ๖๖๐,๖๗๒ บาท พร้อมทั้งได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.เมืองสตูล การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

🔶 เหตุด่วน เหตุร้าย ภัยทางทะเล ต้องการความช่วยเหลือทางทะเล
โทร. 1465 แจ้ง ศปก.ศรชล.ภาค 3 หรือ โทร. 1696 แจ้ง ศปก.ทรภ.3


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top