Thursday, 25 June 2026
CRIMES

ตร.ภ.7 โชว์ผลกวาดล้างอาชญกรรมช่วงปีใหม่ จับกุมผู้ต้องหา - ยึดของกลางได้จำนวนมาก

ตำรวจภูธรภาค 7 แถลงผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ‘พิชิตคนพาล อภิบาลคนดี’ และ กวดขันจับกุมมาตรการ 10 ข้อหาหลัก เพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ 2566 ภายใต้แผนยุทธการ ‘พิชิตคนพาล อภิบาลคนดี’ ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 7 ทั้ง 8 จังหวัด 104 สถานี พร้อมของกลางจำนวนมาก

(4 ม.ค. 66) ที่ห้องประชุมตำรวจภูธรภาค 7 ชั้น 2 ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พร้อมด้วย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม กาญจนบุรี เพชรบุรี และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี ตลอดจนผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7 ผู้บังคับการศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 7 ร่วมแถลงผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมให้ห้วงเทศกาลปีใหม่ 2566 ภายใต้แผนยุทธการ ‘พิชิตคนพาล อภิบาลคนดี’ ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 7 ทั้ง 8 จังหวัด 104 สถานี ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 65 - 30 ธ.ค.65 (ระยะเวลา 10 วัน) พร้อมของกลางจำนวนมาก

ตามนโยบายของรัฐบาล ที่มีความห่วงใยประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 เนื่องจากเป็นวันหยุดยาวและประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนาของตน อาจมีผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสก่ออาชญากรรม ก่อให้ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการเดินทางสัญจรของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน จึงบัญชาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งรัดปราบปรามอาชญากรรม และกวดขันจับกุม 10 มาตรการหลักเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ให้บังเกิดผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ

ตำรวจภูธรภาค 7 ร่วมสนองรับนโยบาย ควบคุมการปฏิบัติ และสั่งการให้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในสังกัด 8 จังหวัด และผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7 บูรณาการการทำงานกับหน่วยงานในพื้นที่ ระดม กวาดล้างอาชญากรรมในห้วงดังกล่าว และกวดขันจับกุม 10 มาตรการหลักเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนในห้วงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ที่พี่น้องประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา (ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค.65 - 2 ม.ค.66) โดยมีผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมภายใต้แผนยุทธการ ‘พิชิตคนพาล อภิบาลคนดี’ (ระหว่างวันที่ 20 - 29 ธ.ค.65) เน้นเป้าหมายความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน วัตถุระเบิด เครื่องกระสุนปืน ยาเสพติด พรบ.คนเข้าเมือง และบุคคลหมายจับ เพื่อป้องกันเพื่อลดโอกาสมิให้ผู้ไม่หวังดีก่ออาชญากรรมในช่วงที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ดังนี้

1. ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน จับกุม 584 ราย ผู้ต้องหา 584 คน
2. ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จับกุม 1,977 ราย ผู้ต้องหา 1,993 คน
3. จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จับกุม 789 หมาย ผู้ต้องหา 786 คน  
4. ความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ จับกุม 2,312 ราย ผู้ต้องหา 2,326 คน
5. ความผิดเกี่ยวกับการพนัน จับกุม 474 ราย ผู้ต้องหา 552 คน
6. ความผิดเกี่ยวกับสถานบริการ จับกุม 8 ราย ผู้ต้องหา 8 คน

พร้อมด้วยของกลาง ดังนี้
1. อาวุธปืน รวม 503 กระบอก แบ่งเป็น
1.1 อาวุธปืน ไม่มีทะเบียน 420 กระบอก   
1.2 อาวุธปืน มีทะเบียน 83 กระบอก 

2. วัตถุระเบิด 48 ลูก

3. เครื่องกระสุนปืน 954 นัด

4. ยาเสพติด จำนวนมาก แบ่งเป็น
- ยาบ้า 46,020 เม็ด
- ยาไอซ์ 2,515 กรัม
- เฮโรอีน 7.22 กรัม  
- ยาอี 11 เม็ด
- ยาเค 5.98 กรัม

ไม่รอด ตำรวจ ปส.ขยายผลจับยกชุด 3 ผู้ต้องหาซุกไอซ์ใส่ถุงพริกทอดพิมรี่พาย เตรียมส่งออกนอก

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ (15 ธ.ค. 65) ที่ผ่านมา พ.ต.อ.กฤษณ์ มณีรมย์ ผกก.1 บก.ปส.3 นำทีมเจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดสุวรรณภูมิ กก.1 บก.ปส.3  ร่วมกับชุดปฎิบัติการ AITF ประกอบด้วย ศุลกากร ,ปปส. และ ศูนย์รักษาความปลอดภัย เข้าสกัดกั้นลำเลียงยาเสพติดเข้าสู้ประเทศไทย และป้องกันการลักลอบส่งออกไปยังต่างประเทศตามนโยบายเร่งด่วนของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร.(กม) /ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส.,พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผบก.ปส.3 ตรวจค้นพัสดุระหว่างประเทศต้องสงสัยบริเวณคลังสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต้นทาง ช้างเผือก ปณ.ลำพูน พบไอซ์หนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 4.2 กก. ซุกซ่อน อยู่ในซองพริกทอดพิมรี่พาย 10 ถุง ปลายทางส่งไปยังประเทศเกาหลีใต้ จึงได้สืบสวนขยายผลยังที่มาและผู้ส่งพัสดุดังกล่าวจนทราบชื่อ สกุลผู้ต้องหาที่ส่งไอซ์              

กระทั่งล่าสุด วานนี้ (3 ม.ค.66) ตำรวจ ปส. และ AITF ได้ร่วมกันจับกุมบุคคลตามหมายจับ 3 ราย คือ 1. นายถนอมพล โพธิ์ทอง อายุ 28 ปี 2.นายณัฐพล ทิศทะษะ อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดสมุทรปราการ และ 3. นางสาววรรณวนัช โกฎิคำ อายุ 37 ปี ได้ที่อพาร์ตเม้นต์ ภายในซอย 38 ลาดพร้าว 101 ในห้องพักหมายเลข 207 และ 406 ตรวจค้นพบยาเสพติดในองพัก หมายเลข 207 เป็น ไอซ์ น้ำหนักรวม 260 กรัม,ยาบ้า 4,013 เม็ด, อาวุธปืน ขนาด .380 มม. 1 กระบอก พร้อมกระสุน 3 นัด และอุปกรณ์แพคกิ้งอีกจำนวนหนึ่ง

‘ตำรวจ ปส.4’ เปิดปฏิบัติการ ‘เด็ดปีกมาร 66/1’ บุกจับเครือข่ายยาเสพติด พร้อมยึดทรัพย์ 230 ลบ.

(3 ม.ค. 66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. เดินทางมาแถลงข่าวเปิดแผนปฏิบัติการ ‘เด็ดปีกมาร 66/1’ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส., รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และ พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4 ภายหลังได้สั่งการให้มีการสืบสวน สอบสวน และขยายผลของเครือข่ายสำคัญจนนำมาสู่การ เปิดแผนปฏิบัติการ ‘เด็ดปีกมาร 66/1’ เมื่อช่วงเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ตามนโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และการเดินหน้าเชิงรุกในการทลายเครือข่ายนักค้ายาทุกระดับอันเป็นนโยบายสำคัญและเร่งด่วนของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. 

โดยตำรวจ ปส.4 นำทีมบูรณาการกำลังกับ ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายใน กทม., นนทบุรี, ปทุมธานี, ชลบุรี, อำนาจเจริญ, ขอนแก่น, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต และตรัง รวม 40 จุด สืบเนื่องจากเมื่อปลายปี 2564 ต่อเนื่องสิ้นปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปส.4 ได้ทำการสืบสวนจับกุมคดียาเสพติดในพื้นที่กทม. ต่อเนื่อง ปริมณฑลหลายคดี และได้ขยายผลจนทราบถึงแหล่งที่พักยาเสพติดอยู่ในพื้นที่เขตดอนเมือง กระทั่งสามารถจับกุมคนจำหน่ายได้พร้อมตรวจยึดของกลางยาบ้าได้ประมาณ 1 ล้านเม็ด และขยายผลต่อจนทราบถึงเครือข่ายและสามารถจับกุมคนทำหน้าที่ธุรกรรมทางการเงิน พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินได้รวมมูลค่าประมาณ 75 ล้านบาท 

จากนั้นได้ขยายผลอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่การออกหมายจับนายฉัตร์ชัย หรืออาฟู่ ผู้สั่งการและผู้ทำหน้าที่ต่าง ๆ ในเครือข่าย และทำการสืบสวนมาโดยตลอด กระทั่งการเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถจับกุมเครือข่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 6 ราย  คือ นายสุวัฒน์ ระดับผู้สั่งการ, นางมยุรีย์ เป็นผู้ทำธุรกรรมทางการเงิน, นายธนโชติ และ นายนนท์ เป็นผู้ค้าในพื้นที่ 

ส่วนในพื้นที่ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี จับกุมได้ 1 คน คือ นายเปรมปวริศ มีหน้าที่ทำธุรกรรมทางการเงิน และ ในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี จับกุม นายจตุรพร ซึ่งเป็นผู้ค้าในพื้นที่ ทั้งถูกแจ้งข้อหา ‘กระทำผิดฐานสมคบกันฯ เพื่อกระทำการความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดฯ, สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดและรับเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้กระทำผิดฯ’ พร้อมกันนี้กำลังตำรวจ ปส.4 ยังได้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินที่คาดว่าจะได้มาจากการค้ายาเสพติดหลายรายการในหลายพื้นที่ อาทิ

ผบ.ตร.สั่ง บช.ก. ตรวจสอบเพิ่มกรณี เพจ 'ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์' เปิดภาพส่งท้ายปี แฉบ่อนทุนจีนสีเทา ลั่นหากพบเกี่ยวข้องกับผู้ใด จะดำเนินการเด็ดขาดทุกราย

วันที่ 3 ม.ค. 66 เวลา 09.00 น. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยถึงกรณี เพจ 'ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์' มีการโพสต์ภาพ พร้อมข้อความเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2565 “ไม่มีบ่อนในกรุงเทพ? ภาพภายในบ่อน หนึ่งในสี่ ภายใต้เครือข่าย 'จีนเทา' ของนายตู้ห่าว มีเงินไทยกองเต็มเคาน์เตอร์แลกชิพ กล้องระบุวันที่ก่อนเกิดเหตุที่ 'จินหลิง' เพียง 1 อาทิตย์ โดยระบุว่า “กรณีดังกล่าว เป็นข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับการโพสต์ภาพบ่อนครั้งก่อนๆ ของนาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ซึ่ง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ บช.ก.ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงให้ทราบโดยเร็วแล้ว 

โดยภาพและข้อความเกี่ยวกับบ่อนการพนันนายทุนจีนสีเทาเพิ่มเติมที่โพสต์ล่าสุดในช่วงวันที่ 31 ธ.ค.2565 นั้น ผบ.ตร.ได้มอบหมายให้ บช.ก.ตรวจสอบเพิ่มเติมทุกภาพ ทุกข้อความ ทุกประเด็น เพื่อทำความจริงให้ปรากฎ ให้ได้ความชัดเจน และพิสูจน์ทราบว่ามีการกระทำความผิดทางอาญาใด ๆ หรือไม่

‘ตำรวจ’ จับ 2 เครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่  ฉวยโอกาสช่วงปีใหม่ ขนส่งยาเสพติด

การกวาดล้างจับกุมและขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติด รวมทั้งการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ชั้นในและในชุมชน และการทำลายเครือข่ายทุกมิติอย่างเร่งด่วน  ตามนโยบาย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.นั้น ตำรวจ ปส. ได้ขับเคลื่อนการทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุมเข้มตรวจสอบการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในห้วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ ซึ่งขบวนการมักอาศัยช่วงเวลาเหล่านี้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดไปจำหน่ายให้กลุ่มลูกค้าตามสถานบันเทิง สถานบริการจำนวนมาก ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร.(กม) / ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส. และ พล.ต.ต.ธนรัช สอนกล้า ผบก.ปส.2 สั่งการให้ รวบรวม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า มีกลุ่มขบวนการลักลอบ ลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่พื้นที่ตอนใน ซึ่งทำกันเป็นขบวนการ และดำเนินการลักลอบลำเลียงยาเสพติดอยู่อย่างต่อเนื่องซึ่งสามารถจับกุมได้ 2 คดี 

คดีที่ 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปส.2 จับกุม นายสมบูรณ์ สงวนนามสกุล อายุ 43 ปี ได้ริมถนนมิตรภาพ บริเวณแยกจุดให้สัญญาณจราจร ต.พันดอน อ.กุมภวาปี จว.อุดรธานี พร้อมตรวจยึดสารไอซ์ จำนวน 135 กก., ยาอี 40 ถุง รวม 40,000 เม็ด, วัตถุออกฤทธิต่อจิตและประสาท ประเภทที่ 2 (เคตามีน) จำนวน 44 กก., ยา Happy water บรรจุอยู่ในซองกาแฟซอง 1,313 ซอง, รถยนต์ PROTON หมายเลขทะเบียน ฆฮ 2893 กทม. ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในการลำเลียงยาเสพติด และ โทรศัพท์ จำนวน 2 เครื่อง

เบื้องต้น แจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน (สารไอซ์, ยาอี, Happy water) ไว้ในความครอบครองเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและกระทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ขยายผลจับกุมแก๊งนอมินีต่างชาติ

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ประกอบกับนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติ ที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด สตม.ร่วมกับ บช.ก. ภายใต้การอำนวยการและสั่งการของ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. , พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อาภากร  โกมลสุทธิ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม.,พ.ต.อ.วีระพงษ์ คล้ายทอง ผกก.4 บก.ปอศ., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวขยายผลการจับกุมตัวคนต่างด้าวซึ่งมีพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจโดยใช้ชื่อคนไทยเป็นเจ้าของกิจการแทน (นอมินี) ดังนี้ 
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 พ.ย.65 เจ้าหน้าที่ บก.สส.สตม. ได้เข้าจับกุมตัว Mr.SHAO คนต่างด้าว ตามหมายจับศาลจังหวัดปัตตานี ในข้อหา “ยื่นขอมีบัตรประชาชนไทยโดยมิได้มีสัญชาติไทยฯ” พร้อมตรวจยึดของกลางรวม 36 รายการ ได้ที่สมาคมพ่อค้าไทย ถ.วิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. ซึ่งในการเข้าตรวจค้นจับกุมพบพยานหลักฐานว่า Mr.SHAO มีพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยใช้ชื่อคนไทยเป็นเจ้าของกิจการแทน (นอมินี) จำนวน 3 บริษัท จึงได้ร่วมกับ บก.ปอศ. สืบสวนขยายผลจนพบชาวไทยผู้ให้ความช่วยเหลือ Mr.SHAO ในการประกอบธุรกิจในบริษัทดังกล่าว โดยต่อมาได้ขออนุมัติหมายค้นต่อศาลอาญา เพื่อเข้าตรวจค้นบริษัทที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด จำนวน 3 บริษัท คือ
1. บริษัท คิววาย ออโต้ อิมพอร์ต จำกัด 
2. บริษัท ลีฟ อิเล็กทริก จำกัด 
3. บริษัท โฮป โฮม บิวดิ้ง จำกัด

ปปส กทม จับมือฝ่ายสืบสวน และพิสูจน์หลักฐาน เปิดรถของกลาง 11 คันในผับจินหลิง เก็บลายนิ้วมือและดีเอ็นเอ พบยังไม่เคยถูกตรวจสอบ จากที่ตรวจยึดไว้ทั้งหมด 35 คัน ผอ.ปปส. กทม. เผย ยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องในคดี 4,400 ล้านแล้ว

วันนี้ (27 ธ.ค.65) เวลา 12.00 น.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ หักพาล รอง ผบ.ตร.พร้อมด้วย พ.ต.อ.กู้เกียรติ เจริญบุญ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด  นายอุดมชัย โลหณุต. ผอ.สำนักงาน ปปส.​กทม. และกองพิสูจน์หลักฐานได้เข้าไปเปิดรถยนต์ของกลางจำนวน 11 คัน จากที่ตรวจยึดไว้ 35 คัน ในผับจินหลิง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 

โดยพบว่ารถทั้ง 11 คันยังไม่เคยถูกเปิดและเก็บลายนิ้วมือ รวมทั้งดีเอ็นเอและเอกสารภายในรถ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าส่วนใหญ่เป็นรถของนายทุนจีนสีเทา ที่มีความเกี่ยวข้องกับนายตู้ห่าว โดยเฉพาะรถยนต์ อัลพาร์ด สีดำทะเบียน 7 กภ 1234 ซึ่ง จากเอกสารภายในรถพบว่าเป็นของนายหยาง เฉิน ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของนายตู้ห่าว 

และอีกคันคือรถยนต์โรลสรอยส์  ซึ่งมีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท โดยพบว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีความเชื่อมโยงไปถึงคอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านตากสิน โดยก่อนหน้านี้มีการตรวจค้นไปแล้วสองครั้งและตรวจยึดอายัดทรัพย์สินไว้จำนวนมาก

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การเข้าตรวจค้นวันนี้เป็นการตรวจเก็บลายนิ้วมือและดีเอ็นเอภายในรถแต่ละคันซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้เปิดตรวจ จึงต้องทำให้ครบถ้วนนอกจากนี้ยังมีหลักฐานอีกหลายรายการที่ไม่ได้ถูกตรวจเช่นกันไม่ว่าจะเป็นชิปแลกเงินสำหรับเล่นการพนัน ถาดรองไม้ซึ่งน่าจะใช้เป็นถาดรองยาเสพติดสำหรับสูดดม และยังมีหลอดสำหรับเสพยาตกกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ 

โดยยืนยันว่าขณะนี้ฝ่ายสืบสวนได้ ดำเนินการในส่วนของคดีนายตู้หาว ครบแล้ว 100% ที่เหลือเป็นส่วนของสำนวนการสอบสวนซึ่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลเป็นผู้รับผิดชอบ ทางทีมสืบสวน ไม่มีความเกี่ยวข้อง 

ส่วนปัญหาที่นายชูวิทย์ เป็นห่วงนั้น รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่าไม่ต้องเป็นกังวลเพราะถึงปัจจุบันนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เข้ามาดูแลเรื่องสำนวนการสอบสวนด้วยตัวเองดังนั้นการทำงานจากนี้ไปก็ต้องเป็นไปตามกลไกส่วนจะมีการบันทึกหลักฐานชิ้นใดเกี่ยวข้องกับในคดีใดบ้างส่วนนี้เป็นหน้าที่ของนครบาล

'สืบนครบาล' รวบเสี่ยณัฐพระโขนงหลอกนำทองปลอมหลอกขายพริตตี้สาว

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ให้ปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบที่กระทำความผิดสร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริตจำนวนมาก  ชุดลาดตระเวนออนไลน์สืบสวนนครบาล IDMBได้รับแจ้งเรื่องความเดือนร้อนจากประชาชนอาชีพพริตตี้ถูกคนร้ายนำทองปลอม น.น. 2 บาท มาหลอกขาย เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายจำนวน 30,000 บาท  และจากการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์คนร้ายที่ก่อเหตุเคยถูกจับกุมในคดีลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และฉ้อโกงมาแล้ว 2 ครั้ง 

ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2565 เวลาประมาณ 18.30 น. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.สราวุธ คนใหญ่ , พ.ต.อ.นิวัตน์ พึ่งอุทัยศรี , พ.ต.อ.กมล นุ่มหอม รอง ผบก สส.บช.น. , พ.ต.อ.ฤตวีร์ สุขเจริญ  ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น. , พ.ต.ท.พัชรพงษ์ กาญจนวัฎศรี รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น , พ.ต.ท.สมพงษ์ เกตุระติ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น. พร้อมด้วยชุดลาดตระเวนออนไลน์สืบสวนนครบาล IDMB และเจ้าหน้าที่ กก.วิเคราะห์ข่าวฯบก.สส.บช.น. ได้สืบสวนติดตามจับกุมตัว 

นายณัฐอินทร์ทัช อายุ 34 ปี ที่อยู่ เลขที่ 7 ซอยวชิรธรรมสาธิต 74 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ โดยกล่าวหาว่าฉ้อโกง ตามหมายจับศาลแขวงพระนครเหนือ ที่ 622/2565 ลงวันที่  2 กันยายน พ.ศ.2565 สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่บริเวณลานจอดตลาดรถวิน ภายในซอยศรีนครินทร์ 40 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร

จากการซักถามปากคำในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การภาคเสธว่าเมื่อ มิ.ย.65 ตนไม่ได้มีเจตนาที่จะนำทองปลอมน้ำหนัก 2 บาท มาเสนอขายให้แก่พริตตี้สาวผู้เสียหาย แต่ทองดังกล่าวอ้างว่าตนได้มาจากการรับซื้อมาจากคนที่เล่นเสียพนัน โดยในวันเกิดเหตุเมื่อตนได้ทองมาจากผู้เล่นเสียพนันให้ตนแล้ว ตนได้นัดพริตตี้สาวให้มาพบ ต่อมาตนมีธุระที่จะต้องใช้เงินด่วนจึงได้เสนอให้พริตตี้โอนเงินเข้าบัญชีตนจำนวน 30,000 บาท เพื่อแลกกับสร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 2 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนมิได้ปักใจเชื่อคำให้การ เนื่องจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าผู้ต้องหาเป็นคนที่มีความรู้ด้านการสั่งทำกรอบพระ สั่งทำเครื่องประดับ ที่ทำจากเงินและทองไม่บริสุทธิ์ โดยมีร้านรับทำกรอบพระย่านศรีนครินทร์เป็นของตนเอง จึงมีความรู้ในการสั่งซื้อสั่งทำเครื่องประดับ รวมทั้งรู้แหล่งซื้อทองปลอมราคาหลักพัน ประกอบกับเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์กระทำความผิดของผู้ต้องหาพบว่าก่อนหน้าที่จะมาถูกจับกุมในครั้งนี้ ผู้ต้องหาดังกล่าวเคยถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง และ ข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน มาแล้ว 2 ครั้ง คือ

บิ๊กเด่น แถลงผลงาน ตำรวจ ปส.ขยายผลทลายเครือข่ายภาคเหนือ ลอบขนยาบ้า 4.6 ล้านเม็ด  ส่งลูกค้าภาคกลาง

วันนี้เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้เดินทางมาเป็นประธานแถลงข่าวจับกุมเครือข่ายยาเสพติดพร้อมยาบ้าจำนวนมาก พร้อมด้วย พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ ผบก.สกส.บช.ปส. และ พล.ต.ต.เอกภพ อินทวิวัฒน์ ผบก.ขส.บช.ปส. ซึ่งจากนโยบายเร่งด่วนของ ผบ.ตร. ในการปราบปรามยาเสพติด เดินหน้าเชิงรุกทุกมิติการทำงานเพื่อสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ชั้นในและในชุมชนทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดให้ครอบคลุม รวมทั้งขยายผลยึดอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดให้สิ้นซาก

จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยในกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดสกัดกั้นจับกุมและสืบสวนขยายผลการลักลอบลำเลียงยาเสพติดทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.65 เจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด บช.ปส. และ เจ้าหน้าที่ตำรวจข่าวกรองยาเสพติด บช.ปส. สนธิกำลังจับกุม 2 ผู้ต้องหา คือ นายอลงกรณ์ โรจนวิภาต อายุ 28 ปี และ นายทวีศักดิ์ สุกงาม อายุ 47 ปี ได้ริมถนนภายในหมู่บ้านหนองแรต ม. 8 ต.หนองกลับ อ.หนองบัว จว.นครสวรรค์ และ บริเวณทางเข้า บ้านเลขที่ 11/2 ม.9 ต.ท่าข้าม อ.ค่ายบางระจัน จว.สิงห์บุรี  

โฆษก ตร. เตือนภัย แชร์ลูกโซ่บ้านออมทอง เพจเฟซบุ๊ก เฟื่อง โกลด์ ดัง ออมทอง ขายทองออนไลน์ อ้างดารามีชื่อร่วมโปรโมต เหยื่อสูญเงินกว่า 700 ล้านบาท


วันนี้ (24 ธ.ค. 65) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) เปิดเผยกรณี บ้านออมทอง เพจเฟซบุ๊ก เฟื่อง โกลด์ ดัง ออมทอง ขายทองออนไลน์ โพสต์โฆษณาชักชวนให้ร่วมลงทุนออมทอง อ้างดารามีชื่อร่วมโปรโมท หลอกให้ร่วมลงทุนและเป็นตัวแทนหาสมาชิกมาร่วมลงทุนออมทองผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนเชิดเงินหลบหนีไปรวมมูลค่าความเสียหายกว่า 700 ล้านบาท

โฆษก ตร. กล่าวว่า ตามที่เป็นข่าวกรณี บ้านออมทอง ซึ่งมีหน้าร้านอยู่ที่จังหวัดสระบุรี โดยใช้ชื่อว่าร้านทองเฟื่อง โกลด์ ดัง และมีเพจเฟซบุ๊กชื่อเฟื่อง โกลด์ ดัง ออมทอง ขายทองออนไลน์ โพสต์โฆษณาชักชวนให้ร่วมลงทุนออมทอง อ้างได้ค่าตอบแทนสูง ลงทุนระยะสั้น 23,000 บาท ครบ 1 เดือน จะได้รับทองคำน้ำหนัก 1 บาท ซึ่งราคาต่ำกว่าท้องตลาด นอกจากนี้ยังชักชวนให้เป็นตัวแทนหาสมาชิกมาร่วมลงทุนออมทอง โดยจะได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าตอบแทน 300 บาท ต่อการลงทุนออมทองคำน้ำหนัก 1 บาท คนร้ายสร้างความเชื่อถือโดยการช่วงแรกมีการจ่ายปันผล ได้รับทองคำ หรือ ค่าตอบแทนจริง ประกอบกับมีกลุ่มตัวแทน หรือหน้าม้า คอยรีวิวสร้างความมั่นใจ กับบ้านออมทองแห่งนี้ เพราะมีที่ตั้งร้านทองชัดเจน เปิดดำเนินการมาแล้วกว่า 1 ปี 5 เดือน และทุกเดือนพวกเขาก็ได้เงินตรงตลอด ส่วนทองคำลูกค้าจะเอาเมื่อไรก็ไม่เคยเบี้ยว อีกทั้งอ้างว่าเคยมีการเชิญ อิงฟ้า วราหะ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2022 มาร่วมโปรโมทร้าน ทำให้ดูน่าเชื่อถือ จึงมีเหยื่อหลงเชื่อไปชักชวนคนรู้จักมาร่วมลงทุนรวมกว่า 700 ล้านบาท

โฆษก ตร. กล่าวต่อว่า วิธีป้องกันตนเองต่อภัยโจรออนไลน์ในหลากหลายรูปแบบ ในกรณีนี้สามารถตั้งข้อ สังเกตว่าอาจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ออมทอง ได้ดังนี้

1. ทุกคนสามารถที่จะร่วมลงทุนในการออมทองได้ ไม่จำกัดอายุ อาชีพ เพศ การศึกษา หรือประสบการณ์ใดๆ และสามารถนำเงินมาร่วมลงทุนในการออมทองได้ไม่จำกัด

2. บ้านออมทองแห่งนี้ ลงทุนระยะสั้น 23,000 บาท ครบ 1 เดือน จะได้รับทองคำน้ำหนัก 1 บาท ซึ่งราคาต่ำกว่าท้องตลาด

3. ลักษณะการออมทอง คือการเปิดรับตัวแทน(แม่ข่าย) เน้นการสร้างเครือข่าย รายรับที่ได้มาจากการหาสมาชิกเพิ่ม ตัวแทนจะได้รับรายได้เป็นเปอร์เซ็น เช่น ถ้าลูกข่ายออมทองน้ำหนัก 1 บาท ตัวแทนก็จะได้เงิน 300 บาท

4. มีการสร้างความน่าเชื่อถือ โดยช่วงแรกจ่ายค่าปันผล ได้รับทองคำ หรือค่าตอบแทนจริง อีกทั้งกล่าวอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับในสังคมร่วมโปรโมทร้าน

5. การชักชวน ระดมหาสมาชิก จะมีการเร่งรัดให้ตัดสินใจเข้าร่วมให้ลงทุน โดยผู้ชักชวน ปิดบังไม่ให้ข้อมูลให้ครบทุกด้าน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top