Wednesday, 26 August 2026
POLITICS

‘นครชัย ก้าวไกล’ ประกาศลาออกจาก สส. เซ่นปม ‘เคยติดคุก’ จากการใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่น

(27 ก.ค. 66) นายนครชัย ขุนณรงค์ ส.ส.ระยอง เขต 3 พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตลอดสองวันที่ผ่านมา มีผู้สอบถามเข้ามามากมายว่าผมเคยติดคุกจริงหรือไม่ ผมขออภัยที่ไม่สามารถตอบได้อย่างทั่วถึง จึงขออนุญาตเรียบเรียงเรื่องทั้งหมดไว้ตรงนี้ เพื่อชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องติดคุก เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2542 หรือ 24 ปีมาแล้ว ตอนนั้นผมอายุประมาณ 20 ปี กำลังวัยรุ่น วันนั้นผมสังสรรค์อยู่กับเพื่อนหลายคนในห้อง มีคนเดินเข้าออกไปมาเรื่อย ๆ ผมสังเกตเห็นนาฬิกาผู้หญิงเรือนเล็ก ๆ เรือนหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะในห้อง ถามว่าของใครก็ไม่มีใครตอบ เลยหยิบมาดูเล่น ๆ

จากนั้นไม่นาน ตำรวจได้บุกเข้ามาในห้อง จับกุมผมและเพื่อนอีกคนหนึ่งที่สารภาพว่าเป็นผู้ขโมยนาฬิการาคาประมาณ 1,000 บาทเรือนนั้นมา ผมและเพื่อนถูกนำตัวไปโรงพัก ตำรวจให้เซ็นเอกสาร โดยบอกว่าเรื่องจะได้จบ ๆ ผมมาทราบทีหลังว่าเอกสารที่ผมได้เซ็นไป คือเอกสารยอมรับสารภาพ แม้ว่าเพื่อนผมจะให้การกับตำรวจไปแล้วว่าผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง

สุดท้าย ผมต้องโทษจำคุก 3 ปี และการรับสารภาพ ทำให้ได้ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน ผมรับโทษตามนั้นและออกมาประกอบอาชีพสุจริตมาโดยตลอด จนกระทั่งตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เขต 3 ระยอง ในนามพรรคก้าวไกล ผมเชื่อว่าอดีตของผมไม่ทำให้ผมขาดคุณสมบัติ เพราะผมเชื่อว่าข้อหาของผมที่ทำให้ผมติดคุกไม่ใช่ฐานความผิดที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ

ผมขออภัยพี่น้องประชาชนทุกคนที่เลือกผมเข้ามาเป็น ส.ส. ผมขอน้อมรับคำวิจารณ์และกระบวนการทางกฎหมายที่จะตามมาหลังจากนี้ทั้งหมด และจะต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุดเพื่อยืนยันว่าผมไม่ได้จงใจสมัคร ส.ส. ทั้งที่รู้ว่าขาดคุณสมบัติ

อย่างไรก็ตาม เพื่อความสง่างามในการดำรงตำแหน่ง ส.ส. ผมขอแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนโดยการลาออกจากตำแหน่งในสัปดาห์หน้าครับ

‘วิโรจน์’ ถาม จะมีใครยอมสิ้นหวังอีก 4 ปีกับ รัฐบาล 3 ป.

(27 ก.ค. 66) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ระบุว่า...

[อย่าหลอกลวงประชาชนว่ารัฐบาลรักษาการทำงานไม่ได้ เพื่อหวังสลับขั้วตั้งรัฐบาล 3 ป]

ตอนนี้มีบางคนชอบออกมาพูดหลอกประชาชนว่า รัฐบาลรักษาการทำงานไม่ได้ เราเสียเวลารอการจัดตั้งรัฐบาลแห่งความหวัง 8 พรรคร่วมไม่ได้ เพื่อขู่ให้ประชาชนกลัว และยอมรับชะตากรรม ยอมให้เกิดการสลับขั้วจัดตั้งรัฐบาล 3 ป ให้มาผูกขาดกินรวบประเทศต่อไป

ผมถามตรง ๆ เลยครับว่า ระหว่างได้รัฐบาล 3 ป แล้วต้องสิ้นหวังต่อไปอีก 4 ปี กับรอเต็มที่ไม่เกิน 10 เดือน แล้วจะได้รัฐบาลแห่งความหวังของประชาชน มีใครยอมสิ้นหวังไปอีก 4 ปีด้วยหรือครับ

ระหว่างที่รอ บ้านเมืองก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะสุญญากาศนะครับ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการ และรัฐบาลรักษาการ ก็ยังทำงานได้

รัฐบาลที่ผ่านมา บริหารบ้านเมืองได้ตกต่ำถึงขีดสุดแล้วครับ ไม่มีอะไรที่จะเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้วครับ การเป็นรัฐบาลรักษาการ โดยถูกจำกัดอำนาจบางส่วน ก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว เพราะจะได้ไม่ไปก่อความเสียหายอะไร ให้กับบ้านเมืองไปมากกว่านี้

ตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลรักษาการ ทำงานได้ครอบคลุมพอสมคววรนะครับ ไม่ใช่ว่าทำงานไม่ได้เลย มีข้อห้ามหลัก ๆ ก็แค่ 3 เรื่อง เท่านั้น คือ

1. ห้ามอนุมัติโครงการ ที่ก่อภาระผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ยกเว้นกรณีที่กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีอยู่แล้ว แสดงว่าโครงการที่อนุมัติไปแล้ว ก็ยังเดินหน้าต่อได้ เพียงแต่โครงการใหม่ๆ ห้ามเซ็นก็เท่านั้นเอง ซึ่งก็สมควรอยู่แล้ว เพราะจะได้ป้องกันไม่ให้เงินภาษีของประชาชนถูกผลาญไปมากกว่านี้

2) ห้ามการแต่งตั้งโยกย้ายหรือถอดถอนบุคลากรของรัฐ ซึ่งก็ดีอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้น ระบบตั๋ว และการซื้อขายตำแหน่ง ที่เป็นบ่อเกิดของการทุจริตคอร์รัปชั่น ก็จะรุนแรงขึ้น แถมยังจะทำให้เครือข่ายอุปถัมภ์ที่กินรวบสัมปทาน ขยายเครือข่ายของตนอีกด้วย แต่ในกรณีที่จำเป็นต้องแต่งตั้งโยกย้ายจริง ๆ ก็ทำได้ครับ เพียงแต่ต้องขอความเห็นชอบจาก กกต. ก่อน ก็เท่านั้นเอง

3) ห้ามอนุมัติการใช้จ่ายงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ก็ดีอยู่แล้ว จะได้เลิกเอางบกลางไปผลาญตามอำเภอใจของนายกฯ คนนี้ซะที แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้จริง ๆ เช่น กรณีภัยพิบัติ ก็ใช้ได้ครับ เพียงแต่ต้องขอความเห็นชอบจาก กกต. ก่อน ก็เท่านั้นเอง

รัฐบาลรักษาการพอที่จะทำงานได้ครับ ไม่ได้ถึงกับสิ้นสภาพ อย่างที่เอามาขู่ให้กลัวเลย

แล้วก็ไม่ต้องมาอ้างเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศเลยครับ นักลงทุนจากต่างประเทศ เวลาที่จะมาลงทุน เขาต้องพิจารณาในระยะยาวเป็นหลักสิบปี ไม่ใช่ว่าต้องเร่งให้มีรัฐบาลกเฬวรากอะไรก็ได้

นักลงทุนจากต่างประเทศ เขาคำนึงถึงเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นสำคัญ ซึ่งคำว่า ‘เสถียรภาพ’ ในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ได้ดูแค่จำนวน สส. เท่านั้น แต่รัฐบาลจะต้องมีความชอบธรรม ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ประชาชนพร้อมเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้ อย่างนี้ถึงเรียกว่าเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่เริ่มต้นมาก็ทรยศหักหลัง เป็นปรปักษ์กับประชาชนเสียแล้ว

นอกจากนี้ ปัญหาการคอร์รัปชัน ก็เป็นอีกประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติพิจารณา ถ้าบ้านเมืองเต็มไปด้วยส่วย และการเรียกรับผลประโยชน์ จะประกอบกิจการอะไร ก็ต้องจ่ายใต้โต๊ะตั้งแต่หัวโต๊ะยันท้ายโต๊ะ อย่างที่เป็นอยู่ นักลงทุนต่างประเทศเขาไม่มาลงทุนหรอกครับ

ดังนั้น รัฐบาลที่ยอมพลิกขั้วยอมเป็นร่างทรง ให้ 3ป มาสิงสู่สืบทอดอำนาจ มีแต่จะถูกประชาชนสาปแช่ง บั่นทอนการลงทุนจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การที่ ส.ส. จากพรรคอื่น ที่ไม่อยู่ใน 8 พรรคร่วม จะบ่นว่า การตั้งรัฐบาลจะเสียเวลารอนานไม่ได้ ผมก็เห็นด้วยว่าควรบ่นครับ ผมก็บ่นเหมือนกัน ไม่มีใครอยากตั้งรัฐบาลช้าหรอกครับ บ่นน่ะได้ แต่ต้องบ่นให้ถูกคน เรามาช่วยกันบ่นไปที่ สว. กลุ่มที่ขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลดีกว่าครับ ถ้าผนึกกำลังช่วยกันบ่น และบ่นให้ถูกคน สักพักรัฐบาลก็จะตั้งได้เองครับ

‘ทนายบอน’ แนะ ‘ก้าวไกล’ ทดลองไม่เอาผิดคนด่าทอ ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท หากทำได้ ค่อยคิดแก้ ม. 112

(27 ก.ค. 66) นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือ ‘ทนายบอน’ อดีตผู้สมัคร สส.กทม. พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กในประเด็นเกี่ยวกับพรรคก้าวไกล จะแก้มาตรา 112 ระบุว่า…

ถ้าก้าวไกลอยากแก้ 112 ให้ติชมสถาบันได้สะดวกขึ้น ให้ทดลองเริ่มที่ตัวเองก่อนไหม

ถ้าแก้มาตรา 112 ให้คนด่าสถาบันได้รับโทษแบบเบาหวิว และนิรโทษกรรมนักโทษหรือผู้ต้องหาที่ด่าสถาบันได้จำนวนมาก จะช่วยรักษาสถาบันได้จริง ตามที่พวกชอบพูดกัน

ผมขอให้ก้าวไกล คุณ ๆ ทั้งหลาย พิธา ธนาธร ปิยบุตร โรม ช่อ วิโรจน์ และใครต่อใครในพรรคที่ชอบพูดแบบนั้น ช่วยลองถอนฟ้อง ถอนแจ้งความคดีหมิ่นประมาท คดีดูหมิ่น ที่คุณเป็นเจ้าทุกข์ ทุกคดี (ถ้ามี) เพื่อส่งเสริมเสรีภาพ…ดีไหม

และขอให้คุณช่วยประกาศนิรโทษกรรมให้ทุกคนล่วงหน้าเลยว่า ต่อจากนี้ไป ใครจะด่าจะติชมคุณอย่างไรก็ได้ ไม่เอาเรื่อง ไม่แจ้งความ ไม่ฟ้องอาญา เพื่อที่จะให้คนช่วยกันกระหน่ำติชม แบบที่คุณหวังว่าจะเกิดกับสถาบัน เพื่อส่งเสริมเสรีภาพ และเพื่อที่จะได้ให้คำติชมนั้นช่วยรักษาสถาบันพรรคก้าวไกลเอาไว้ให้อยู่กับสังคมได้อย่างยาวนาน ไม่เสื่อมสลาย ... ดีไหม

ทดลองใช้ดูกับพวกคุณก่อนนะ ช่วยทำให้เป็นตัวอย่างที

แต่ถ้าคุณยืนยันจะแก้ 112 ต่อไป ส่งเสริมให้ด่าสถาบันได้สะดวกขึ้น เอาผิดยากขึ้น แถมโทษเบาหวิว แต่พอถึงคราวพวกคุณก็ฟ้องคนอื่นที่วิพากษ์วิจารณ์คุณอยู่แบบนี้…แบบนั้นมันก็ไม่ใช่มั๊ง    

‘วิษณุ’ ย้ำราชทัณฑ์ 3 เรื่องดูแล ‘ทักษิณ’ กลับไทย ชี้!! ขออภัยโทษยื่นได้ตั้งแต่วันแรกที่ถูกคุมขัง

(27 ก.ค. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เปิดเผยกำหนดการการเดินทางกลับประเทศไทยของนายทักษิณ ในวันที่ 10 ส.ค.นี้  ว่า นายทักษิณ ก็ทวีตข้อความเรื่องนี้ สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อได้รับรู้แล้ว ก็ต้องเตรียมการแต่ยังเร็วไปที่จะบอกว่าเตรียมการไว้อย่างไร โดยจะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานมาก่อน เพราะทั้งหมดก็เพิ่งรู้พร้อมกันเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่าจะกลับวันที่ 10 ส.ค. นี้ ทีแรกนึกว่าจะกลับมาในวันเกิดคือวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา ด้วยซ้ำไป และก่อนหน้านั้นก็มีข่าวลือว่าจะเป็นวันที่ 31 ก.ค. ตนก็เชื่อไปแล้ว แต่เมื่อมาได้ยินจากปากนายทักษิณ ก็เป็นไปตามนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่นายทักษิณกลับมา จะทำให้การเมืองคึกคักขึ้นหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่รู้อย่างเดียวว่าต้องปรับการเตรียมตัว เพราะวันเปลี่ยนแปลงไป และกลัวว่าจะกลับมาวันที่ 31 ก.ค. ซึ่งเป็นวันหยุด ก็จะยุ่งยากในการปฏิบัติภารกิจหลายอย่าง เนื่องจากศาลปิดทำการ

ผู้สื่อข่าวถามว่าครอบครัวนายทักษิณ มีความเป็นห่วงเมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย นายวิษณุ กล่าวว่า ได้กำชับกรมราชทัณฑ์ให้ดูแลใน 3 เรื่องเป็นพิเศษ คือ 
1.ความปลอดภัย ซึ่งตรงนี้จะทำให้นายทักษิณได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากคนอื่น เพราะนักโทษอื่น ไม่มีปัจจัยเสี่ยงตอนนี้ 

2.ให้มีความสะดวกตามสมควร แต่ไม่สะดวกมากจนเป็นอภิสิทธิ์ เนื่องจากจะมีคนเข้าเยี่ยม โดยคาดว่าจะมีองค์การระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชน และแฟนคลับ มวลชน จำนวนมาก

3.ให้มีความสบายตามสมควร เพราะอายุเกิน 70 ปี และป่วย ก็คงไม่เหมือนกับคนที่อายุ 25 หรือ 30 ปี

เมื่อถามว่าเมื่อนายทักษิณกลับมา แล้วมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะมีผลอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องถามนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะได้เห็นภาพนายทักษิณ ที่เดินทางมาถึงแล้วปรากฏตัวกับสื่อมวลชนหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ขอเวลาให้ตนได้ตั้งตัวก่อน ตอนนี้ยังไม่รู้

เมื่อถามว่าหลังจากนายทักษิณเดินทางกลับมาแล้ว มีโอกาสจะขอพระราชทานอภัยโทษได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่มีเงื่อนไขคือต้องเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการรับโทษต้องถูกคุมขัง ทั้งนี้เมื่อเดินทางมาถึงแล้ว ก็ต้องไปรับหมายขังที่ศาลฎีกา แต่ไม่ใช่เป็นการไปฟังคำพิพากษาเพราะคดีจบไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าคดีที่เหลือจะเป็นอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอน ส่วนคดีที่เหลือนั้น ตนไม่ทราบว่ามีกี่คดี แต่คดีที่ต้องคำพิพากษาไปแล้วนั้นมี 3 คดีที่ถึงที่สุด โดยคดี 1 จำคุก 2 ปี คดีที่ 2 จำคุก 3 ปี และคดีที่ 3 จำคุก 5 ปี รวมทั้งหมดจำคุก 10 ปี ส่วนที่เหลือมีคดีที่หมดอายุความไปแล้ว และมีคดีที่ยังไม่ฟ้อง แต่เป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น หลบหนีออกนอกประเทศแล้วถูกฟ้อง ก็เป็นอีกข้อหาหนึ่ง แต่อาจจะฟ้องหรือไม่ฟ้องก็ได้ ถ้าจะฟ้องต้องฟ้องตอนที่ได้ตัวมา

เมื่อถามว่าการที่นายทักษิณอายุ 74 ปี มีสิทธิพิเศษมากกว่านักโทษทั่วไปหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มี โดยเกณฑ์ที่กำหนดคือ 1. ผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป 2.คนป่วย จะมีสิทธิโอกาสพิเศษบางอย่าง ซึ่งตรงนี้มีเสมอเท่ากันหมด ส่วนที่มีคำถามว่าอายุ 70 ปีขึ้นไปแล้ว จะให้ไปทำงานที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์แทนนั้น เรื่องนี้แล้วแต่กรมราชทัณฑ์ ที่ปฏิบัติกับนักโทษมาเยอะแล้วคงไม่ยุ่งยากอะไร

เมื่อถามย้ำว่าคนที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปจะมีอะไรพิเศษกว่าจากนักโทษทั่วไป เช่น การอยู่ห้องพิเศษ หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มีโอกาสได้ทั้งนั้น แต่ขอให้ฝ่ายราชทัณฑ์ได้เตรียมการและรายงานมาอีกครั้ง แต่จะไปกักอยู่บ้านไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ต้องเข้าเรือนจำ

ต่อข้อถามว่าในเรือนจำมีห้องพิเศษแยกเดี่ยวด้วยหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า มี สมัยนายราเกซ สักเสนา และนายวิโรจน์ นวลแข ก็มีหลายคน แต่ไม่ยืนยันว่าในห้องพิเศษนั้นมีเครื่องปรับอากาศด้วยหรือไม่ เพราะไม่รู้ว่านอนห้องไหน เบอร์อะไร ทั้งนี้นักโทษทั่วไปก็สามารถไปอยู่ในห้องแอร์ได้โดยเข้าไปทำงานในห้องแอร์ ไม่ใช่นอนในห้องแอร์

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกำหนดเวลาหรือไม่ว่าต้องถูกคุมขังเป็นจำนวนกี่วัน จึงจะขอพระราชทานอภัยโทษได้ นายวิษณุ กล่าวว่า ใน 24 ชั่วโมง ก็ทำได้ แต่ไม่ทราบว่าเขาจะขอหรือไม่ จะไปพูดแทนไม่ได้

เมื่อถามว่าขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษต้องเริ่มต้นอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อเดินทางกลับมาเรียบร้อยแล้ว เข้าสู่ระบบ และเมื่อเขาพร้อม ก็ต้องเขียนฎีกาอธิบายค่อนข้างยืดยาว เพราะเมื่อยื่นไปแล้ว แต่ถ้าไม่มีโปรดเกล้าฯ ลงมา จะยื่นอีกไม่ได้ภายใน 2 ปี

เมื่อถามว่ามีเกณฑ์กำหนดหรือไม่ว่าต้องถูกคุมขังกี่วัน แล้วแฟนคลับจึงจะเข้าไปเยี่ยมในเรือนจำได้ นายวิษณุ กล่าวว่า ปกติเยี่ยมได้อยู่แล้ว โดยคนในครอบครัวสามารถเยี่ยมได้ตั้งแต่วันแรก ส่วนการจะไปรับจากสนามบินนั้น ไม่ใช่แค่คนในครอบครัว แต่สื่อมวลชนก็ไปรับได้ และเชื่อว่า สื่อมวลชนแฟนคลับ และมวลชน ก็มีเป็นธรรมดา แต่จะไปรับได้ถึงขนาดไหนนั้นไม่รู้ และไม่รู้ว่าอะไรทักษิณจะมาโดยสายการบินอะไร ลงที่ไหน รู้แค่ว่าเป็นสนามบินดอนเมือง แต่ในสนามบินดอนเมืองก็ยังมีท่าอากาศยานกองบิน 6 (บน.6) รวมถึงยังมีสายการบินพาณิชย์และเอ็มเจ็ต อย่างน้อยก็ตัดสนามบินสุวรรณภูมิออกไป 

รู้จัก ‘หมอชลน่าน ศรีแก้ว’ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จากเด็กวัดติดดิน สู่บทบาทสำคัญในการเมืองไทย

เมื่อไม่นานมานี้ เพจ ‘หมอชลน่านFcไม่มีดราม่า’ ได้โพสต์เล่าประวัติและผลงานของ นายชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย สรุปใจความว่า…

‘ชลน่าน ศรีแก้ว’ ประวัติชีวิตไม่ธรรมดาของผู้ชายติดดินธรรมดาๆ #จากติดดินรากหญ้าสู่รัฐสภาไทย 4 มิ.ย. 2566

"ผมมาจากดินไม่เคยคิดฝันว่าจะได้มาได้ไกลถึงตรงนี้ ขอบพระคุณทุกโอกาสที่ทุกท่านเมตตามอบให้ผมเสมอ" จากใจสุภาพบุรุษนักการเมืองที่มีความนอบน้อมให้กับผู้ร่วมงานทุก ๆ ฝ่าย บนถนนสายการเมือง ของ ส.ส.น่าน 6 สมัยคนนี้ ‘ชลน่าน ศรีแก้ว’ ไม่เคยตั้งคำถามว่า “เขาจะต้องอยู่ตำแหน่งอะไร” แต่คำถามที่มีอยู่ในใจของเขาเสมอ คือ บ้านเมืองจะไปต่ออย่างไร? เราไม่รู้เลยว่าคำถามนี้จะมีใครได้ยินบ้าง? เรารู้แต่ว่าผู้ชายบ้านนอก ติดดินธรรมดา ๆ คนนี้ ได้รับโอกาสเสมอให้ทำงานเพื่อบ้านเมือง ด้วยความตั้งใจ ทุ่มเท สุดกำลัง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อชดใช้ตอบแทนบุญคุณของทุก ๆ โอกาสที่พี่น้องประชาชนมอบให้

*จาก #เด็กเลี้ยงควาย กลายเป็นเด็กวัดนักจัดการ
*จาก #เด็กวัดสู้ชีวิตสู่แพทย์ในชนบท
*สู่ ส.ส.น่าน 6 สมัย ขวัญใจมหาชน
*รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุข
*#ดาวสภา2552 #ดาวเด่นแห่งปี2564
*รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
*#หัวหน้าพรรคเพื่อไทย
*#ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 9 ของไทย

📚📖 ประวัติสู้ชีวิต ของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว กว่าจะมาเป็น ‘หมอชลน่าน’ ส.ส.ติดดินกินข้าวแกง #ประชาชนของประชาชน ในวันนี้ มีหลายสิ่งที่หล่อหลอมผู้ชายคนนี้ ให้จิตใจดี มีเมตตา ซื่อสัตย์ รักและเห็นใจพี่น้องประชาชน #เพราะเขาคือรากหญ้ามาจากผืนดิน…

📌 #TimeLineชีวิต_62ปีชลน่านศรีแก้ว ️ #จากเด็กวัดบ้าน ๆ กว่าจะเป็นชลน่านดาวสภา ✨️
#เด็กวัดสู้ชีวิต ขยัน มานะ อดทน สุภาพ ถ่อมตน เพียรพยายาม เก่งสมองดี มีความสามารถ ไม่เคยให้ร้ายใคร เสียสละมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ เห็นประโยชน์ส่วนรวมและคนอื่นเป็นที่ตั้ง เรื่องของตัวเองมาทีหลัง

⁉️ #อะไรที่หล่อหลอมผู้ชายคนนี้
⏳📚📖ย้อนอดีตไป 62 ปี เมื่อ พ.ศ. 2504 จังหวัดน่าน เมืองชนบทในหุบเขา ณ ท้องทุ่งบ้านนาสาตอนใกล้รุ่ง หมอตำแยได้ทำคลอดเด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้น ชื่อว่า ‘ไหล่’ พ่อแม่เป็นชาวไร่ชาวสวน มีพี่สาว 1 คน และน้องสาว 1 คน ตอนไหล่อายุได้ 4 ขวบ น้องสาวเพิ่งเริ่มเดินได้ แม่ก็จากไปด้วยอาการปวดท้องรุนแรงไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลน่าน เนื่องจากการเดินทางสมัยนั้นยังล่าช้ามากต้องใช้เรือหางยาวล่องตามลำน้ำว้ามาขึ้นท่าเวียงสาเพื่อต่อรถโดยสารประจำทางไปยัง รพ.น่าน

เมื่อขาดแม่เหมือนแพแตก เด็ก ๆ เติบโตขึ้น ด.ช ไหล่ หลังจากจบ ป.4 ร.รบ้านนาสา แทบจะไม่มีโอกาสได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เพราะโรงเรียนอยู่ไกลจากบ้านมาก ถนนลูกรังยาวไกลสุดสายตา ที่ทำได้คือช่วยที่บ้านเลี้ยงควาย แต่ด้วยคุณครูที่เคยสอนเห็นถึงความฉลาดเสียดายโอกาสชีวิต จึงได้หาทางให้เจ้าอาวาสวัดไหล่น่านนำ ดช.ไหล่ไปอุปการะกินอยู่เป็นเด็กวัดและเรียนที่โรงเรียนบ้านบุญเรือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดนัก เขาจึงได้เข้าไปเรียนต่อชั้นประถมปลายที่นั่น และต่อระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสา ตามลำดับ โดยอยู่ในอุปการะของ พระครูพิริยะสารคุณ (ประเสริฐ) ท่านเจ้าอาวาสวัดไหล่น่าน

 #เด็กวัดหรือขโยมวัด ‘ไหล่’ ได้เรียนรู้ หล่อหลอม สิ่งต่าง ๆ มากมายจากตุ๊ลุงที่เป็นพระนักพัฒนาและทุก ๆ คนรอบข้าง

*ทุก ๆ ตี 5 เสียงกวาดลานวัดของตุ๊ลุง แคว๊กๆๆ คือนาฬิกาปลุกแห่งความรับผิดชอบ 
*หัวหน้าขโยมวัด เจ้าไหล่ มีหน้าที่ไปตกปิ่นโต วางปิ่นโตตามบ้านศรัทธาที่จะถวายกับข้าว เพื่อให้มีอาหารมื้อเพลหมุนเวียนพอเพียงไม่ขาดไม่เกินในแต่ละวัน ตลอดเดือน นี่คือ การบริหารจัดการ ให้เกิดผลสำเร็จตั้งแต่เยาว์วัย

*ทุก ๆ เช้าก่อนไปโรงเรียนจะไปรับหนังสือพิมพ์จากร้านในตลาดมาให้ตุ๊ลุงก่อน ไหล่เดินไปอ่านไปก้มหน้าอ่าน นสพ.ไปเรื่อย ๆ จนถึงวัด (ถ้าเป็นสมัยนี้คงตกท่อหรือถูกมอเตอร์ไซค์สอยไปแล้ว) นี่คือ ความใฝ่รู้ (อ่าน นสพ.แต่เด็กเป็นแรงบันดาลใจของการก้าวสู่ถนนการเมืองไหมนี่)

*บางครั้งก็แอบหนีตุ๊ลุงไปดูหนัง ไปไขว้แขนซ้อมมวย เตะฟุตบอลเป็นการฝึกตนในทุกแง่มุมที่จะเรียนรู้ สร้างความแข็งแกร่ง ชอบเล่นกีฬา และมีน้ำใจนักกีฬา
*ทุกครั้งที่น้ำท่วมน้ำหลากตุ๊ลุงจะให้ทุกคนช่วยกันขัดล้างสิ่งของต่างๆตอนช่วงน้ำลดลงก่อนที่น้ำจะแห้งแล้วทิ้งคราบแห้งกรังไว้ เป็นการใช้ประโยชน์จากน้ำนิ่ง นี่คือ วิธีคิด วิถีธรรมชาติ ที่มีต้นแบบอย่างดี

*ทุกช่วงชีวิต ได้เรียนรู้ปรับตัวอย่างถ่อมตน จนเข้าเรียนระดับมัธยม ที่รร.สา ด้วยผลการเรียนระดับต้นๆ จากเด็กวัดยากจนคนหนึ่งโดดเด่นขึ้นมาเป็นคนเรียนเก่งเป็น"ประธานนักเรียน"และเป็นที่รักเมตตาของครูอาจารย์

📌 ‘หล่อเก่งแต่จน’ เพื่อนบางคนดูแคลนห่อข้าวกลางวันมากับปลาร้าถูกเพื่อนกลั่นแกล้งเอาไปซ่อนเอาไม่ให้กิน สิ่งที่เขาทำคือ กินน้ำลูบท้องและเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด จนแม่ครูมาพบเข้าจึงถามว่าลูกไม่กินข้าวหรือ? เมื่อได้ทราบความจริง หลังจากนั้นแม่ครูจึงเอาข้าวห่อมาให้และให้ไหล่กินข้าวนั้นก่อนจึงเข้าห้องสมุด นี่คือ การปรับตัวอย่างถ่อมตน การใช้วิกฤติสร้างโอกาส สร้างความฉลาดรอบรู้จากการอ่านทุกสิ่งในห้องสมุดนั้น

*ด้วยความเป็นเด็กเรียนดี เมื่อจบ มัธยมศึกษาปีที่ 5 เขาสอบเข้าเรียน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลได้ ระหว่างเรียน นศพ.(นักศึกษาแพทย์)ไหล่ เด็กวัดน้อยนพคุณ ยังต้องอาศัยแสงสว่างจากไฟข้าง ๆ โบสถ์อ่านตำราเรียน เขาเป็นคนเรียนดีอีกเช่นเคย เป็น นศพ.บ้านนอกที่เป็นติวเตอร์วิชากายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) ให้กับ เพื่อน ๆ นศพ.ได้ เขาจึงสามารถจบการศึกษา พบ. แพทยศาสตร์บัณฑิต ได้โดยไม่ยากนักในเชิงวิชาการ แต่เชิงการดำรงชีวิตเขากลับยากลำบากกว่าคนอื่น ๆ แต่เขาก็ผ่านมันมาได้ด้วยดี หาเงินส่วนหนึ่งส่งตัวเองเรียนจากการเป็นติวเตอร์สอนพิเศษให้เด็ก ๆ ลูกคนมีเงิน ช่วงปิดเทอมเมื่อกลับมาบ้าน จะรับจ้างแกะข้าวโพด รับจ้างวาดรูป เพื่อเก็บเงินใช้เรียนต่อ จากคนรากหญ้าที่รู้คุณค่าของเงิน คือ ชลน่าน คนนี้

*เมื่อจบแพทย์แล้ว หมอไหล่มาเป็นแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน แพทย์ผู้มีความสามารถรอบด้าน เป็นนักกิจกรรม นักพัฒนา นำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายด้วยผลงาน ใช้ชีวิตเป็นแพทย์อยู่ในชนบท 14 ปี

📌 #TimeLineชีวิต_62ปีชลน่านศรีแก้ว #14ปีกับชีวิตการเป็นแพทย์ในชนบท 

ย้อนถอยหลังไป 36 ปี จ.น่าน เมืองในหุบเขา ไม่มีสนามบิน ถนนหนทางเชื่อมอำเภอต่าง ๆ ยังเป็นถนนดินแดง จนผู้แทนยาที่จะขับรถเข้าไปเสนอขายยาที่จังหวัดน่านท้อตาม ๆ กัน

พ.ศ. 2530 หลังจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว ใช้เวลา 14 ปี กับชีวิตการเป็นแพทย์ในจังหวัดน่าน ย้อนไป 36 ปีนั้น เขาไปอยู่กับพี่น้องประชาชนในอำเภอห่างไกลชิดขอบ เช่น อ.นาหมื่น อ.นาน้อย และ อ.ปัว ไม่เคยเป็นแพทย์อยู่อำเภอบ้านเกิดที่ อ.เวียงสา ที่อยู่ใกล้ อ.เมือง มากกว่า

พื้นที่ไกล ๆ น่ะใช่ ใกล้ ๆ ไม่ต้อง สำหรับนักสู้คนนี้ ‘หมอไหล่’ ของพี่น้องชาวน่าน 14 ปีในชนบท จากอายุ 26 แพทย์จบใหม่ถึงอายุ 39 ปี ในความเป็นแพทย์ชนบท
*แพทย์ประจำ รพ.นาหมื่น อ.นาหมื่น จ.น่าน พ.ศ. 2530-2531
*ผู้อำนวยการ รพ.นาหมื่น อ.นาหมื่น จ.น่าน พ.ศ. 2531-2533
*ผู้อำนวยการ รพ.นาน้อย อ.นาน้อย จ.น่าน พ.ศ. 2533-2538
*ผู้อำนวยการ รพ.สมเด็จพระยุพราชปัว อ.ปัว จ.น่าน พ.ศ. 2538-2543

รักษาคนไข้ ส่งเสริมป้องกัน ดูแลการสาธารสุขของชุมชน พัฒนาเยาวชนให้เล่นกีฬา ตั้งชมรมฝึกการพูด ตั้งมูลนิธิโรงพยาบาลเพื่อให้ชาวบ้านชุมชนมีส่วนร่วมกับการบริหารโรงพยาบาล ฯ ‘บวร’ บ้าน วัด โรงพยาบาล โรงเรียน คือพลังพัฒนาของชุมชน ‘หมอไหล่’ หมอหนุ่มไฟแรง ในปัจจุบันก็ยังไม่ลดความแรง ไม่เคยหมดไฟในหัวใจที่มีให้พี่น้องประชาชน

📌 #TimeLineชีวิต_62ปีชลน่านศรีแก้ว #ชีวิตพลิกผันจุดหักเหของชีวิตเข้าสู่สนามการเมือง

เพราะผิดหวังกับเส้นทางชีวิตสายการแพทย์ จากแพทย์ทั่วไปที่มีทักษะด้านการผ่าตัดเป็นพิเศษเพราะเป็นติวเตอร์ Anatomy มาก่อน จึงมุ่งเข็มชีวิตว่าจะเป็นศัลยแพทย์ให้ได้ เขาได้สมัครขอรับทุนไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางจากโรงพยาบาลน่าน แต่ทุนนั้นกลับกลายเป็นของแพทย์ท่านอื่นที่ไม่ได้อยู่จังหวัดน่าน

*โมเม้นท์นั้นทำให้รู้สึกว่าการเป็นหมอตัวเล็ก ๆ อยู่ตรงนี้คงมีแรงกำลังจำกัดที่จะช่วยเหลือใคร ๆ ได้เพราะโอกาสที่เขาควรมีก็มีข้อจำกัดจากปัจจัยอื่น คิดได้เช่นนั้น พ.ศ. 2544 เขาตัดสินใจ “ผมจะลงทำงานทางการเมือง”

พ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวน่าน ณ เวลานั้นให้การสนับสนุนและลุ้นกันเต็มที่ ซึ่งก่อนหน้านั้นด้วยความสนใจทางการเมืองเป็นทุนเดิม หมอไหล่กับลุงโชติและ อ.สฤษดิ์ ได้เปิดเวทีปราศรัยจำลองในครั้งแรกคือที่ห้างนาห้วยสิงห์ข้างป่าช้า (จินตนาการเสียงหมอไหล่ด้วยว่า:)... “พ่อแม่พี่น้อง!! ที่มีหัวและไม่มีหัว ที่มีมือและไม่มีมือ ถ้าใครไม่มีมือ กรุณายกแขนขึ้น” 😱💀 ซักซ้อมฝีปากข้างป่าช้า คือที่มาของดาวสภาคนนี้

แล้วฝันก็เป็นจริง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ได้คะแนนเสียงท่วมท้น จากการเลือกตั้ง 6 ม.ค. 2544 พรรคไทยรักไทยทำให้เขาได้ก้าวเข้าสู่สภาเป็นครั้งแรก เป็น ส.ส.ที่ใคร ๆ เรียกว่า ‘ส.ส.นกแล’ เข้ามาได้เพราะกระแส ของพรรคการเมือง ไทยรักไทย ที่ผู้คนให้การยอมรับ นโยบายกินได้ ผู้คนหลั่งไหลเทคะแนนให้ เมื่อ 22 ปีก่อน

*หมอชลน่าน ส.ส.น่านไม่ได้ทำให้ชาวน่านผิดหวัง ทุกการอภิปรายในสภา ส.ส จากจังหวัดน่าน ไม่เคยอายใคร ในเรื่องฝีปาก ข้อมูล เหตุผล และความชัดเจน เขาสุภาพ รักษากฎระเบียบสภาอย่างเคร่งครัดแม่นยำ จนนักข่าวสายรัฐสภาลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้ ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส จากเมืองน่าน เป็น ‘ดาวสภา’ ในปี พ.ศ. 2552 และตั้งแต่นั้นคนไทยทั่วทั้งประเทศต่างก็ได้รู้จักจังหวัดน่านดีขึ้นในอีกแง่มุมหนึ่งคือ การอภิปรายในสภาที่สะกดคนให้อยู่หน้าจอโทรทัศน์ได้เหมือนมวยคู่เอกที่น่าชม.

📌 #TimeLineชีวิต_62ปีชลน่านศรีแก้ว
จาก ส.ส.นกแล สู่รัฐมนตรีช่วยสธ. รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ผู้เก๋ากฎเก๋าเกม พลิกประวัติศาสตร์รัฐสภาไทย #เกมพลิกสูตรหาร100

จาก ส.ส.นกแล ปี 2555-2556 ขึ้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และในปี 2564 จากการเป็น ส.ส.สมัยที่ 5 วันที่ 26 ธ.ค. 2564 ในการประชุมร่วมกันของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ได้มีความเห็นร่วมกันในการตั้งฉายาของรัฐสภา เพื่อเป็นการสะท้อนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่น่าสนใจ ‘ดาวเด่นแห่งปี’ ผู้สื่อข่าวประจำรัฐบาลยกฉายานี้ให้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

เนื่องจากเห็นว่า นพ.ชลน่าน มีบทบาทในวิปฝ่ายค้านมานาน แต่กลับพลาดตำแหน่งสำคัญ ๆ ทว่า คนเป็นดาวเด่นย่อมมีแสงในตัวเอง เขาโด่ดเด่นในสภาตลอดมา การอภิปรายสภาแต่ละครั้งมีหลักการและเหตุผล สามารถแนวโน้มใจให้ ส.ส. เห็นด้วยกับสิ่งที่อภิปราย โดยไม่มีการใช้ถ้อยคำหยาบคาย สุดท้ายผลงานเข้าตาผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย จนได้รับการผลักดันให้เป็นหัวหน้าพรรค และขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 9 ของประเทศไทย

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ขึ้นเป็น หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 28 ตุลาคม 2564 และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2564

ความเก๋าเกมของหมอชลน่าน ทำให้ได้มาซึ่งบัตร 2 ใบ หาร 100 กลับมาใช้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้, ทำให้ พรบ. ประมงไทยของพรรคเพื่อไทยผ่านวาระแรก, ทำให้ประยุทธ์ต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญกรณี 8 ปีนายกฯและหยุดพักงาน, ผลที่ตามมาคือ รองนายกได้ลองเป็นนายก จนแตกเป็นพรรค 2 พรรคในเวลาถัดมาเกิดการแตกเสียงเลือกตั้ง, เป็นคนแรกที่มองเห็นปัญหาการฟอร์มรัฐบาลหากไม่แลนด์สไลด์, เป็นคนแรกที่ชี้ให้เห็นว่าจะเกิด deadlock เมื่อโหวตนายกไม่ผ่าน ประยุทธ์จะรักษาการยาวไป และ อาจนำไปสู่การมีนายกคนนอก (นอกบัญชี) อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปกับบ้านเมืองนี้ แต่สุภาพบุรุษประชาธิปไตยคนนี้ พยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะให้การจัดตั้ง #รัฐบาลของประชาชน ประสบความสำเร็จนำพาบ้านเมืองต่อไปข้างหน้าเพื่อพี่น้องประชาชน

ผู้ชายติดดินธรรมดา ๆ จากติดดินรากหญ้าสู่รัฐสภาไทย
‘หมอไหล่’...ไหล่ที่ต้องแบกภารกิจที่อุทิศแล้วด้วยหัวใจที่แข็งแกร่ง

📚🖊รวบรวมเรียบเรียงนำสู่เรื่องเล่าโดย ‘หมอก้อย’ พ.ญ.นวลสกุล บำรุงพงษ์ 

📌เด็กวัดสู้ชีวิต26ปี
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=804230547735096&id=100044444739019&mibextid=Nif5oz

📌แพทย์ในชนบท14ปี
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=804016411089843&id=100044444739019&mibextid=Nif5oz

📌จาก ส.ส.นกแล สู่ดาวสภา
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=804254684399349&id=100044444739019&mibextid=Nif5oz

📌22ปี มนุษย์สภา 
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=804271004397717&id=100044444739019&mibextid=Nif5oz

‘ก้าวไกล’ เปิดคำร้องสู้ข้อกล่าวหา ‘ล้มล้างการปกครอง’  พร้อมเคลียร์ต่อศาล รธน. ภายใน 27 ส.ค. ปมแก้ 112

จากกรณี ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่

(26 ก.ค. 66) เฟซบุ๊กเพจ ‘พรรคก้าวไกล’ ได้โพสต์ข้อความชี้แจงกรณีดังกล่าว ระบุว่า เปิดคำร้องแบบเต็ม พรรคก้าวไกลถูกกล่าวหา ‘ล้มล้างการปกครอง’ เพราะเสนอแก้ 112

‘แก้ไขไม่ใช่ล้มล้าง’ ประโยคนี้กำลังถูกท้าทายจากบรรทัดฐานทางกฎหมายแบบไทย ๆ อีกครั้ง เมื่อพรรคก้าวไกลถูกยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในข้อหาล้มล้างการปกครอง โดยคำร้องมีความยาวเกือบ 20 หน้า บรรยายมาอย่างละเอียดโดยอ้างถึงพฤติกรรมที่ว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้แก่ การที่หัวหน้าพรรค และ สส. ของพรรคก้าวไกล มีจุดยืนและการแสดงออกต่อสาธารณะในการเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

คำร้องนี้ยกความคิดเห็นและการตีความพฤติกรรมของพรรคก้าวไกล จากบุคคลหลากหลายที่เราคุ้นหน้าคุ้นตา คุ้นจุดยืนกันดี เช่น แก้วสรร อติโพธิ, สนธิ ลิ้มทองกุล, สมเกียรติ อ่อนวิมล รวมถึงมีการยกคำให้สัมภาษณ์ที่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้กับสำนักข่าวบีบีซี โดยมีการตัดทอนบทสัมภาษณ์ คัดเอาเฉพาะบางประโยคบางท่อนมาต่อกันเพื่อให้ดูสมกับข้อหาล้มล้างการปกครองมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

คดีนี้เดิมพรรคก้าวไกลจะต้องยื่นคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ แต่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการยื่นคำชี้แจงอีก 30 วันเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2566

พรรคก้าวไกลยืนยันว่า เราสามารถชี้แจงทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหาได้อย่างมั่นใจ โดยยึดหลักการว่าการแก้ไขมาตรา 112 เป็นสิ่งที่กระทำมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และจะต้องทำได้ต่อไป

เราเชื่อว่าการแก้ไขมาตรา 112 เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง ในทางตรงกันข้าม จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้อย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต

‘จาตุรนต์’ ตื่นเต้น หลังรู้ ‘โทนี่’ จะกลับบ้าน  ยัน!! ไม่มีใครใน ‘เพื่อไทย’ ทราบมาก่อน 

(26 ก.ค. 66) ที่รัฐสภา นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ ว่า ยังไม่ทราบข้อมูลเรื่องดังกล่าว พึ่งรู้จากสื่อเหมือนกัน จึงยังแสดงความเห็นไม่ถูก ในพรรคฯ เองก็ไม่มีใครทราบ แต่เท่าที่ทราบนายทักษิณเคยพูดไว้ว่า จะไม่มีอะไรมาเกี่ยวกับพรรคการเมือง ส่วนจะกลับเมื่อไหร่และอย่างไร เราไม่ทราบมาก่อน

เมื่อถามว่า ในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยวันนี้ (26 ก.ค.) จะมีการคุยเรื่องดังกล่าวกันหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การประชุมวันนี้เป็นการเตรียมตัวสำหรับการประชุมสภา จึงยังไม่ทราบ แต่อาจจะมีคนสอบถามแลกเปลี่ยนกันบ้าง

เมื่อถามว่า ตื่นเต้นหรือไม่ที่นายทักษิณจะกลับไทย นายจาตุรนต์ กล่าวว่า “ก็ตื่นเต้น” 
เมื่อถามอีกว่า จะมีการไปรอต้อนรับหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันเลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทย มีการพูดคุยเรื่องการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ แล้วหรือยัง นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกัน แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเหมือนจะมีการสรุปกันแล้ว แต่เข้าใจว่ายังไม่เป็นทางการ หลังจากนั้นก็ไม่เห็นมีการประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งตนก็ตามข่าวไปพร้อม ๆ กับประชาชนทั่วไป

‘บิ๊กตู่’ ปัด ‘ทักษิณ’ ติดต่อกลับไทย 10 ส.ค.นี้  บอกแค่ได้ยินจากข่าว ส่ายหน้า!! เตรียมแผนรับ

(26 ก.ค. 66) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 8/2566 โดยผู้สื่อข่าวสอบถามว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมาแล้วใช่หรือไม่ว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 10 ส.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ยิ้ม พร้อมกล่าวว่า “ติดต่อใคร”

จากนั้นผู้สื่อข่าวสอบถามว่าตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย บุตรสาวของนายทักษิณ ได้โพสต์ข้อความว่าจะเดินทางกลับในวันที่ 10 ส.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามย้ำว่า “ติดต่อใครหรือ ไม่ทราบ เห็นแต่เพียงข่าวเฉยๆ”

ผู้สื่อข่าวสอบถามอีกว่าอย่างนี้ต้องมีการเตรียมแผนในการรับอย่างไรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ส่ายหน้า ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าวก่อนจะขึ้นไปประชุมด้านบนทันที

‘อดิศร’ ยินดี ‘ทักษิณ’ กลับบ้าน  มั่นใจไม่กระทบภายใน ‘เพื่อไทย’ 

(26 ก.ค. 66) นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเตรียมเดินทางกลับประเทศไทย ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ว่า ได้ทราบจากนางสาวแพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวนายทักษิณ จึงยินดีต้อนรับนายทักษิณกลับบ้าน พร้อมอวยพรวันเกิดนายทักษิณ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของนายทักษิณวันนี้ (26 ก.ค.) ซึ่งทราบว่า ที่นายทักษิณเดินทางกลับครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการไปรับ-ส่งหลานไปโรงเรียน และเห็นว่า นายทักษิณ เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ถูกกระทำ และเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ที่สร้างคุณูประการให้กับประชาชนมากมาย โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค

ส่วนการเดินทางกลับมาของนายทักษิณครั้งนี้จะส่งผลต่อพรรคเพื่อไทยหรือไม่นั้น นายอดิศร มั่นใจว่า ไม่มีเพราะนายทักษิณเป็นที่เคารพนับถือ ของคนในพรรคอยู่แล้ว ส่วนกลับมาแล้ว ต้องรับโทษอย่างไรนั้น ตนไม่ทราบขั้นตอน แต่เห็นว่า นายทักษิณ เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่มีสิทธิ์ที่จะกลับมาบ้านเมือง และเชื่อว่าทุกคนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

'โบว์ ณัฏฐา' แนะคนไทยมองการเมืองเป็นการทำงานเพื่อชาติ ไม่ใช่มองทุกอย่างเป็นละครที่มี 'พระเอก-นางเอก- ธรรมะ-อธรรม'

(26 ก.ค. 66) คุณโบว์ ณัฏฐา มหัทธนา ผู้ดำเนินรายการ Ringside การเมือง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

คนต้องเลิกมองการเมืองเหมือนคนดูละครน้ำเน่า แล้วมองการเมืองเป็น 'การทำงาน' มีเป้าหมายของงานที่ต้องทำให้สำเร็จอยู่ตรงหน้า คนรับประโยชน์จากงานคือประเทศชาติ คือประชาชน 

จะได้เลิกประสาท มองทุกอย่างเป็นละครมีพระเอกนางเอก ฝ่ายธรรมะอธรรม ผู้ร้าย ตัวโกง พ่อมดแม่มด รักกันเลิกกัน พ่อแง่แม่งอน บ้าบ้าบอบอ แล้วนั่งโกรธเกรี้ยวกรีดร้องฟูมฟาย ตีอกชกหัวอยู่หน้าจอ

ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ แค่คนทำงาน
ทำงาน เจอปัญหา แก้ปัญหา ทำงานต่อ

‘พิธา’ ให้สัมภาษณ์ CNN อ้างต้องแก้ 112  เพื่อรักษาสถาบันฯ ตามมาตรฐานสากล

‘พิธา’ ให้สัมภาษณ์ CNN เชื่อมั่นรัฐบาลประชาธิปไตยจัดตั้งได้ ย้ำ การแก้ไขมาตรา 112 เพื่อรักษาสถาบันให้คงอยู่ในสังคมไทย แต่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์คลิปสัมภาษณ์สด กับ Christiane Amanpour ผู้สื่อข่าวและหัวหน้าข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว CNN ในอินสตาแกรม pita.ig ความยาว 10 นาที ส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ นอกจากการกล่าวถึงการออกชุมนุมประท้วงของประชาชน หลังยังไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เป็นการออกมาแสดงจุดยืนที่ต้องการรัฐบาลประชาธิปไตยแล้ว ยังเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจัดตั้งได้ ส่วนประเด็นแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขที่หลายพรรคการเมืองไม่ต้องการร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล และอาจทำให้พรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน หากไม่ลดเงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาล โดยนายพิธา ยืนยัน การแก้ไขมาตรา 112 เพราะอยากให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่สังคมไทย เป็นไปตามมาตรฐานสากล 

คลิปสัมภาษณ์ :
https://www.instagram.com/reel/CvIV52_MtFr/?igshid=MzRlODBiNWFlZA== 

จบดีลลับ 10 ส.ค.ทักษิณกลับบ้าน เดินหน้ารัฐบาลปรองดอง ‘ก้าวไกล’ วืด!!

วันนี้ 26 ก.ค...วันคล้ายวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23  ของประเทศไทย...อายุครบ 74 ปีเต็ม ‘เล็ก เลียบด่วน’ ในฐานะรุ่นน้องอายุน้อยกว่าก็ขออนุญาต “แฮปปี้ เบิร์ธเดย์” กับคุณโทนี่ วู้ดซั่ม หรือ ทักษิณ ชินวัตร ด้วยคน...ส่วนเกร็ดประวัติผู้ชายคนนี้เป็นอย่างไร เห็นแว่บๆ THE STATES TIMES ได้รีวิวไปแล้ว...

แต่ที่ ‘เล็ก เลียบด่วน’ จะขอแจมเรื่องคุณทักษิณในวันนี้ก็มีเพียงว่า อันเนื่องจากเกมการจัดตั้งรัฐบาลที่เผือกร้อนมาตกอยู่ในมือพรรคเพื่อไทยตั้งแต่วันที่ 21ก.ค.นั้นมีทีท่าว่าบรรดาแม่ทัพนายกองของพรรคจะเอาไม่อยู่ บริหารจัดการไม่ดีนาทีทองโอกาสทองอาจจะล่มสลายหายวับไปกับตาก็ได้...

ดังนั้นไม่แปลกที่วันเกิดปีนี้ ทักษิณ ชินวัตร จึงเดินทางมาปักหลักอยู่ที่ฮ่องกง ฝั่งเกาลูน...และภาพลับทางการเมืองก็ค่อยๆ ถูกเปิดเผยออกมาผ่านสื่อสำนักต่างๆ เช่นภาพของ ประภัตร โพธสุธน จากพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นต้น...ทั้งนี้ทั้งนั้นสายข่าวกระซิบว่าปีนี้ทักษิณค่อนข้างจำกัดวง เน้นหนักไปที่การต้อนรับขับสู้กลุ่มขั้วอำนาจเดิม..หรือตัวแทนพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลรักษาการอยู่ในขณะนี้...

ขณะที่มีกระแสข่าวเล่าลือว่า แม้แต่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งคณะก้าวหน้า ผู้มีบารมีเหนือพรรคก้าวไกล ก็ดอดไปพบเช่นเดียวกัน พร้อมๆ กับการคาดหมายว่า...ธนาธร พยายามเดินเกมให้พรรคเพื่อไทยกับก้าวไกลเป็นข้าวต้มมัด รักษาแนวรบฝ่ายประชาธิปไตย...ขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้คิดเช่นนั้น...เพราะเดิมพันของเพื่อไทยและทักษิณในนาทีนี้ มีสองเรื่องสำคัญคือ..

เรื่องแรก จัดตั้งรัฐบาลกึ่งสมานฉันท์ ‘เหลือง-แดง’...มีนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย หรือหากผิดแผนก็จะไหลไปสู่แผน บีหรือแผนสอง ยอมยกเก้าอี้ให้ที่ อ.อนุทิน ชาญวีรกูล

เรื่องที่สอง เดือน ส.ค. ช่วงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ทักษิณจะกลับบ้าน...เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม...ล่าสุดขณะปั่นต้นฉบับนี้ได้ยินว่าคุณอุ๊งอิ๊ง บุตรสาวยืนยันแล้วว่าคุณพ่อจะใช้ฤกษ์วันที่ 10 ส.ค. เดินทางกลับบ้าน...

ดังนั้นใครที่เสนอสูตรลากยาวประเทศไป 10 เดือน เพื่อรอให้สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้หมดวาระ ไม่มีสิทธิ์โหวตเลือกนายกฯแล้วนั้นเป็นสูตรที่ฝันเพ้อ...เพ้อฝัน เพราะปฏิบัติการจัดตั้งรัฐบาลกำลังจะจบลงแล้วในอีกไม่กี่วันนี้...ทั้งนี้สูตรรัฐบาลใหม่ไม่มีพรรคก้าวไกลอยู่ในสมการ แม้จะมีกระแสข่าวว่าพรรคก้าวไกลจะยอมลดเพดานเรื่อง มาตรา 112 ลงแล้วก็ตาม...

สรุปรวมความว่า...ไทม์ไลน์หรือปฏิทินทางการเมืองที่ถูกทอดยาวออกไป พรรคเพื่อไทยล้มเลิกการประชุม 8 พรรคเมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุว่าเพราะยังไม่มีอะไรคืบหน้าก็เป็นการส่งสัญญาณว่า...MOUของ8พรรคเมื่อวันที่ 22พ.ค.นั้นไร้ความหมาย..แทบจะไม่มีค่าใดๆ แล้ว...สูตรรัฐบาลใหม่  MOUฉบับใหม่ กำลังร่างกันที่เกาลูน-ฮ่องกง...

ส่วนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โน่น...แถวๆ วันที่ 9-16 ส.ค. โหวตรอบหน้าคงไม่มีอะไรทำให้เกิดเหตุสะดุดอีกแล้ว แต่อาจจะมีม็อบต่อต้านบ้างเป็นหย่อมๆ ด้อมส้มประปราย...

อ้อ!! ส่วนกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความมติรัฐสภาเมื่อวันที่ 19ก.ค.กรณีการโหวตนายกฯ ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ‘เล็ก  เลียบด่วน’ นั่งทางในดูแล้วไม่มีอะไรในกอไผ่...ศาลท่านน่าจะไม่รับไว้พิจารณา  เพราะไม่อยู่ในเขตอำนาจ หรือถ้ารับไว้พิจารณาในที่สุดก็จะยก

วันนี้ขอจบแบบดื้อๆ ตามนี้นะครับ..ขอไปเช็คโผ รมต.-ครม.ที่ฮ่องกงต่อหน่อย...วันเสาร์จะมาเล่าให้ฟัง

‘พี่วัน’ สวนกลับ ‘ไอซ์ รักชนก’  ลั่น!! ไม่ทำอะไรโง่ๆ ไร้สาระแบบนี้

หลังจากเมื่อวานนี้ (25 ก.ค. 66) น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคก้าวไกล ได้แท็กชื่อนายวัน อยู่บำรุง อดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย พร้อมโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า… “ลูกน้องพี่วัน Wan ubumrung ทำไมชอบมีปัญหากับไอซ์จัง ทั้งๆ ที่เวลาพี่วันทำอะไรดีดีไอซ์ช่วยแชร์ให้ตลอด นี่หลายทีละนะ ตั้งแต่เสี่ยปอดีเคตอนยังเป็นผู้สมัคร ก็เอารูปมาโจมตี มาเม้นด่า” พร้อมทั้งชี้แจงอีกด้วยว่า… “ในรูปนี่กำลังหาอ่านไฟล์ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาอยู่ แล้วเท่าๆ ที่อ่านดูเค้าก็ไม่ได้บอกนะ ว่าท่านี้ห้ามนั่งท่านี้นะ พี่วันเคยอยู่ในสภา ช่วยบอกลูกน้องหน่อยค่ะ ว่านั่งนานๆ มันก็ต้องมีเมื่อยกันบ้าง”

ล่าสุด (26 ก.ค.66) นายวัน อยู่บำรุง อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

“ผมก็ขอฟ้องประชาชนเหมือนกันว่าผมไม่ทำอะไร โง่ๆ บ้าๆ บอๆ ไร้สาระแบบนี้หรอกครับ! คนที่โพสต์เรื่องท่านั่งกับคนที่แชตไปขู่ คนละคนกันนะ ถ้าใครทำผิดก็ว่าไปตามผิดครับ แจ้งตำรวจเลย อย่าเที่ยวกล่าวหาคนอื่นแบบเหมารวมแบบนี้เพื่อให้คนอื่นเข้าใจผิดในตัวผม ผมเป็นห่วง กลัวคนจะมองคุณรักนกผิด ว่าหมิ่นประมาทครับ”

‘บิ๊กตู่’ อัปเดตความคืบหน้าการพัฒนาประเทศไทย พร้อมขอทุกคนร่วมมือ-สามัคคี สร้างสิ่งดีๆ สืบต่อไป

(26 ก.ค. 66) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha’ ระบุว่า…

พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักครับ

ผมยังคงเฝ้าติดตาม ผลักดัน และกำกับดูแลแผนงาน-โครงการต่างๆ ที่ได้ริเริ่ม หรือสานต่อไว้ในทุกๆ เรื่องอย่างต่อเนื่อง และเสมอต้นเสมอปลาย โดยมีตัวชี้วัดและมุมมองจากประชาคมโลกหลายอย่าง ที่ยืนยันถึงการขับเคลื่อนประเทศของเรานั้น เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง เหมาะสมกับยุคสมัย รองรับการพัฒนาในอนาคต เช่น (1) การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม (2) การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ดีขึ้น (3) การพัฒนาที่มุ่งเน้นความยั่งยืน เป็นต้น

โดยในวันนี้ (26 ก.ค.66) ผมขออัปเดตข้อมูลความคืบหน้า และทำความเข้าใจเพิ่มเติม สำหรับพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ในภาพรวมบ้านเมืองของเรา ดังนี้

1. การเงินการคลัง ณ ปัจจุบัน ถือว่ามีเสถียรภาพเข้มแข็งเพียงพอ สำหรับรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน-เร่งด่วนที่อาจจะเกิดขึ้น หรือคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ในช่วงเวลาที่เหลืออีก 2 เดือนเศษ ของปีงบประมาณ 2566 (นับถึงสิ้นเดือนกันยายน 2566) เช่น น้ำท่วม-น้ำแล้ง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตลอดจนการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนกลุ่มต่างๆ เป็นต้น สำหรับทุนสำรองระหว่างประเทศก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สูง มากพอสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในสายตาชาวโลก

2. การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มีความคืบหน้าอย่างมาก เช่น 
(1) โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะเร่งด่วน เส้นทางนครปฐม-หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทางรวม 420 กิโลเมตร มีความคืบหน้าในภาพรวมตลอดเส้นทาง มากกว่า 90% คาดว่าแล้วเสร็จภายในปลายปี 2566 นี้ ที่จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า รองรับการขยายตัวของการท่องเที่ยวและระบบเศรษฐกิจ เชื่อมโยงภาคกลาง-ภาคใต้ของประเทศ สำหรับสายเหนือ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กิโลเมตร คืบหน้าราว 80% และสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตร ก็คืบหน้ากว่า 95% (ไม่รวมอุโมงค์รถไฟ 5 กิโลเมตร) 

(2) โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ)  คืบหน้ากว่า 82.55% คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2567 เชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า-พืชผลทางการเกษตร ระหว่างไทย-ลาว-เวียดนาม-จีน กระจายรายได้และความเจริญในภาคอีสาน และภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ

3. การสร้างรายได้เข้าประเทศ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เกิดจากความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยจากประคมโลกในด้านต่างๆ เช่น 

(1) รายได้จากการท่องเที่ยวช่วง 7 เดือนนี้ สะสมรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวสะสมกว่า 14 ล้านคน เฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยมากกว่า 0.56 ล้านคน   
(2) นักลงทุนต่างชาติ สนใจลงทุนในพื้นที่ EEC ช่วงเดือนมกราคม - มิถุนายน 2566  มีมูลค่าการลงทุนกว่า 10,771 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22 ของเงินลงทุนทั้งหมดในประเทศไทย
(3) การลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 เพิ่มขึ้น 15% เปรียบเทียบช่วงเดียวกันปี 2565 รวมมูลค่าการลงทุน 48,927 ล้านบาท สร้างการจ้างงาน 3,222 คน อีกทั้งตลาดรถ EV ในประเทศ มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง เพียงช่วงครึ่งปีแรกปีนี้ มียอดจดทะเบียน EV มากถึง 31,738 คัน ขยายตัวถึง 3 เท่า ของจำนวนทั้งหมดในปี 2565

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เดินหน้าเจรจากับต่างประเทศเพื่อการเปิดตลาดการค้าใหม่ และกระชับความสัมพันธ์เพื่อขยายการค้าการลงทุน เช่น ความร่วมมือทางการค้าของไทย-มาเลเซีย ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจระหว่างกันประมาณ 1.02 ล้านล้านบาท ให้ได้ในปี 2568 โดยรัฐบาลสนับสนุนให้ธุรกิจไทยที่มีศักยภาพเข้าไปลงทุนในมาเลเซีย เช่น ธุรกิจสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป โดยเฉพาะสินค้าฮาลาล ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหารไทย และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว-การก่อสร้าง เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ คือ ความพยายามของผมที่ไม่เคยลดละ ที่จะสร้างโอกาส-สร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม ให้กับประชาชนทุกคน โดยผมเห็นว่าความสำเร็จเหล่านี้ เกิดจากความสามัคคี ร่วมมือ ร่วมใจกันของคนในชาติ อีกทั้งความสงบสุขของบ้านเมืองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้การพัฒนาต่างๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมขอให้เราทุกคนช่วยกันรักษาบรรยากาศดีๆ นี้ ให้เป็นปกติสุขคู่สังคมไทยตลอดไปด้วยครับ

เมื่อรัฐบาลรักษาการ ไม่ใช่จะทำได้ทุกเรื่อง  ปล่อยนาน ‘ศก.ฟุบ-ลงทุนหด-ประเทศชาติพัง’

มีบางคนเสนอว่า ให้รออีก 10 เดือน เพื่อให้ 250 สว.หมดวาระ และหมดสิทธิ์โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเสนอเช่นนั้น ผมตั้งสมมติฐานว่า เป็นการเสนอเป็นทางออกให้กับพรรคก้าวไกล ในการเสนอชื่อ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีรอบใหม่เมื่อไม่มี สว.คอยขัดขวางแล้ว

แต่ส่วนตัวมองว่า ไม่ใช่เป็นการเสนอเพื่อให้เป็นทางออกของการเมือง ไม่ใช่ทางออกของประเทศ เวลานี้การเมืองยังมีไพ่ให้เล่นอีกหลายใบ บางพรรคอาจจะอมสเปโตอยู่ แต่ตีบทใจแข็ง ‘ก็ไม่ถอย’ ระวังเพื่อน ‘น็อคมืด’ ตัวเองติดสเปโตด้วย

แต่บางพรรคอาจจะไม่มีไพ่ดีในมือ แค่ส่งเสียงขู่ คำราม ตีไพ่เสียงดัง หรือตีไพ่ให้เพื่อนกิน เผื่อตัวเอง ‘น็อคมืด’

พรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ควรเร่งรีบเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นขั้วไหนก็แล้วแต่ เพราะยิ่งช้าประชาชนจะยิ่งเสียโอกาส

รัฐบาลรักษาการไม่ใช่ทำได้ทุกเรื่อง บางอย่างมีข้อจำกัดอยู่ ปล่อยให้มีรัฐบาลรักษาการไปนานๆ ประเทศชาติจะเสียหาย กระทบกับเศรษฐกิจ การลงทุน

สิ่งที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทย คือ ต้องยอมรับความจริงว่า เศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐเป็นหลัก ภาคเอกชนเป็นตัวเสริม

อีกสองเดือนพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ก็จะจบลงแล้ว และ 1 ตุลาคม ต้องเริ่มต้นปีงบประมาณให้ 2567 แต่จนถึงขณะพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ยังไม่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา 100% ไม่อาจพิจารณาให้ทันใช้วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นแน่แท้

กระบวนการพิจารณางบประมาณประจำปี ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน จึงเชื่อได้ว่า วงเงินงบประมาณใหม่ปี 2567 น่าจะใช้ได้ประมาณเดือนมกราคม หรือกุมภาพันธ์ ขึ้นอยู่กับการเมืองว่าจะจบ หรือเข้ารูปเข้ารอยเมื่อไหร่ แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้วางกรอบและจัดทำร่างไว้เสร็จแล้ว รอเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาเท่านั้นเอง

เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ยังไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จได้ จึงต้องใช้กรอบวงเงินงบประมาณปี 2566 ไปก่อนได้ สำหรับใช้เป็นงบบริหาร เช่น เงินเดือนข้าราชการ แต่จะใช้งบลงทุนใหม่ไม่ได้ ตรงงบลงทุนที่ทำอะไรไม่ได้นี้แหละจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวได้ แน่นอนว่าเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวย่อมกระทบต่อประชาชนด้วย การจ้างงานก็อาจจะมีปัญหา

รัฐบาลหน้าจึงมีเวลาในการใช้จ่ายงบประมาณปี 2567 เพื่อการลงทุนภาครัฐเพียงประมาณ 8 เดือนเท่านั้นเอง

ปัญหาที่เห็นอยู่ข้างหน้า...

1. การจัดทำ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ล่าช้าออกไปอีก 
2. นักลงทุนต่างชาติเข้าสูโหมด Wait&See รอนโยบายจากรัฐบาลใหม่
3. ภาคเอกชนในประเทศรอนโยบายจากรัฐบาลใหม่เช่นกัน
4. ประเทศขาดรัฐบาลมาวางนโยบาย ในการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ
5. GDP ปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ในระดับที่เรียกว่า ‘แย่’ ไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้

ฉะนั้นการเสนอให้รออีก 10 เดือนจะยิ่งไปกันใหญ่ พรรคการเมืองก็ไม่ควรคิดในกรอบนี้ อันเป็นข้อเสนอที่หาทางออกให้พรรคการเมืองบางพรรค ไม่ใช่หาทางออกให้ประเทศ ประเทศชาติยังมีทางออก ถ้าพรรคการเมืองบางพรรคผ่อนคลายเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลลงมาบ้าง ไม่ใช่ตึงจนขาด

รัฐบาลผสมไม่มีพรรคไหน หรือใครได้ไป 100% เพราะรัฐบาลผสมก็ต้องมาจากนโยบายของหลายพรรคการเมือง จึงเป็นเรื่องของการเจรจา ต่อรอง บนผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน อย่ารักชาติ รักประชาชนแค่ลมปากบนเวทีปราศรัยต่อหน้ามวลชน หรือให้สัมภาษณ์สื่อ ต่างกอดรัดฟัดประชาชนไว้ด้วยความรัก

ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่อ้างตัวว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายที่ถูกส่งให้ไปเป็นฝ่ายอนุรักษ์ก็ตาม ควรจะใช้ทันสมองที่มีอยู่คิดร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ อันไหนยอมได้ก็ต้องยอม ผ่อนได้ก็ต้องผ่อน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้

เวลานี้พรรคหนึ่ง อย่างก้าวไกลก็ไม่ยอมเรื่องแก้ ม.112 อ้างว่าเป็นเรื่องที่รับปากไว้กับประชาชน ยังยืนยันเดินหน้าด้วยกลไกของสภา แม้ไม่มีอยู่ใน MOU ก็ตาม กลัวว่าจะเสียสัจจะ จนทำให้แพ้โหวตในสภามาแล้ว เมื่อสมาชิกวุฒิสภาไม่ยกมือสนับสนุน

อีกขั้วหนึ่ง 4-5 พรรค ทั้งพลังประชารัฐ, รวมไทยสร้างชาติ, ชาติไทยพัฒนา เป็นต้น ต่างเสียงแข็งไม่เอาก้าวไกล ไม่อาจทำงานร่วมกันได้ ไม่ร่วมงานกับพรรคที่แก้ ม.112

การเมืองจึงมาติดกับดักอยู่ตรงนี้ เดินหน้าไปยาก แต่ถ้าพรรคการเมืองผ่อนหนักผ่อนเบา อันไหนยอมได้ก็ยอม เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ แล้วไปหาเหตุผลอธิบายกับประชาชน อธิบายกับมวลชนของพรรค เวลานี้แต่ละพรรคผวากับ ‘ผิดสัจจะ’ หรือ ‘ตระบัดสัตย์’ จนขยับตัวไปไหนไม่ได้ กลัวเลือกตั้งสมัยหน้าจะสูญพันธุ์บ้าง

การเมืองอธิบายได้หมด ขอให้เป็นทางออกที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ประชาชน แต่อาจจะไม่ถูกใจคนทั้ง 100 เท่านั้นเอง

ไม่อยากเห็นวงจรอุบาทว์เข้ามาอาศัยจังหวะเบียดแทรกเข้ามาในสถานการณ์ที่การเมืองยังไม่ลงตัว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top