Monday, 6 July 2026
POLITICS

‘ชัยวุฒิ’ ดาวเด่นเวที ‘IYA Forum 2023’ ถอดรหัสประเทศไทย ‘อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต’

เป็นอีกหนึ่งเวทีที่น่าจับตามอง กับการคืนถิ่นลานเกียร์ของเหล่าพี่น้องชาววิศวะ จุฬาฯ ที่ผนึกกำลังรวมตัวถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต ธุรกิจ และการเมือง ส่งต่อแรงบันดาลใจและเคล็ดลับความสำเร็จแก่ศิษย์เก่ารุ่นเยาว์ในงาน ‘IYA Forum 2023’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่ปี 2017 ที่ได้ศิษย์เก่าผู้มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ มาร่วมวงเสวนาเพื่อต่อยอดและแลกเปลี่ยนความรู้ สู่การพัฒนาประเทศ พร้อมสร้างเครือข่ายสไตล์ IYA

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อีกหนึ่ง Speaker อดีตรุ่นพี่วิศวะจุฬาฯ (วศ 2533) มาร่วมวงเสวนา ‘ถอดรหัสประเทศไทย อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต’ ร่วมกับ อีกสามดาวเด่นแวดวงการเมืองยุคใหม่ อย่าง ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล, วทันยา บุนนาค จากพรรคประชาธิปัตย์ และ รัฐ คลังแสง สส.จากพรรคเพื่อไทย โดยนายชัยวุฒิได้ถอดรหัสในประเด็นการเมืองไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งในช่วงแรกได้พาทุกคนย้อนกลับไปสมัยเป็นนิสิตวิศวะ จุฬาฯ ปี พ.ศ. 2533 ซึ่งมีความสนใจการเมืองอย่างมาก พร้อมลิ้มรสบทบาทการเมืองครั้งแรกหลังได้รับตำแหน่ง ‘หัวหน้านิสิต’ ณ ขณะนั้น พร้อมเป็น 1 ในนิสิต นักศึกษาที่ร่วมลงถนน ประท้วงรัฐบาลครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองที่มี พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี และต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ  (รสช.) ระหว่างวันที่ 17-24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นการรัฐประหาร รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งนายชัยวุฒิมองว่า เป็นเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาเรื้อรัง ณ ปัจจุบัน

อีกหนึ่งประเด็นร้อนแรงอย่างการทำรัฐประหาร ในทัศนะการเปลี่ยนขั้วอำนาจ นายชัยวุฒิกล่าวว่า “ยอมรับว่าหลังจากการเปลี่ยนการปกครองมีการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คณะการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการช่วงชิงอำนาจมาโดยตลอด พูดง่ายๆ คือ ประชาธิปไตยไม่เต็มใบตั้งแต่แรก  ก่อนที่ในช่วงหลังๆ รัฐบาลไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน จากการทุจริตคอร์รัปชัน ความยากจนของประชาชน และสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชน เกิดกลุ่มคนที่ออกมาต่อต้านที่นำไปสู่ความรุนแรง ตนมองว่าการรัฐประหารเป็นเหมือนการ Set Zero เพื่อยุติปัญหาดังกล่าว”

พรรคพลังประชารัฐและพลเอกประวิตร น่าจะเป็นของคู่กันที่ทำให้หลายๆ คนสงสัยว่าหาก พล.อ.ประวิตรวางมือทางการเมืองจริง แนวทางพรรคจะเป็นอย่างไร นายชัยวุฒิกล่าวยืนยันประเด็นนี้ว่า พลเอกประวิตรยังคงเป็นแกนนำของพรรค แต่ถ้าวันหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลง ก็คงเป็นเรื่องที่สมาชิกจะต้องมาหาแนวทางใหม่ร่วมกันในอนาคต

นายชัยวุฒิกล่าวทิ้งท้ายถึงอนาคตของประเทศไทยว่า “เรื่องของประชาธิปไตย ที่ผ่านมาจะเป็นเรื่องของสิทธิ เสรีภาพ การเรียกร้องให้ได้มีการเลือกตั้ง มาจนถึงวันนี้ได้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ ประชาธิปไตยต้องเต็มใบ มีการถ่วงดุลอำนาจ ตรวจสอบการทำงานระหว่างระบบราชการ นักการเมือง องค์กรอิสระต่างๆ โดยบูรณาการในการทำงานร่วมกันอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ประเทศไทยก้าวหน้าประชาชนอยู่ดีกินดี”

โจทย์ว้าวุ่น 'เพื่อไทย' วันนี้ 'นายกฯ เศรษฐา' จะหลุดอะไร? ภาวนาลึกๆ ทำงานให้เข้าตา-โดนใจ แปลงแรงต้านให้เป็นแรงเชียร์

'เล็ก เลียบด่วน' สารภาพ...แม้จะเป็นสื่อมวลชน แต่อีกมิติหนึ่งก็เป็นประชาชน มีรักชอบโกรธหลง...แม้จะไม่ได้เป็นปลื้มกับ เศรษฐา ทวีสิน ที่ขึ้นมาเป็นนายกฯ แต่เมื่อมาตามวิถีทาง...วิถี (ประชาธิปไตย) ไทย ก็เอาใจช่วยและภาวนาอยู่ลึกๆ ขอให้ไปได้ด้วยดี...

พรรคเพื่อไทยแม้จะมีภาพลักษณ์ทั้งที่อาจเป็นอยู่จริงหรือถูกใส่ร้ายใส่สีตีไข่...ก็ต้องยอมรับว่าออกอาการเทาๆ เรื่องความโปร่งใส แต่เมื่อเทียบกับความน่ากลัวของ 'วิถีใหม่' ของบางพรรค ที่บอกว่าเป็นวิถีแห่งความหวัง มองยังไงนาทีนี้ก็ยังเป็นวิถีแห่งความน่ากลัว...มากกว่า

เพื่อไทยจึงยังเป็นวิถีที่ต้องเลือกของคนจำนวนไม่น้อย...

และเศรษฐาจะเป็นหุ่นเชิดหรือไม่เชิดอะไรนั้น...ยังไม่สำคัญเท่ากับเมื่อมีโอกาสแล้ว 'เศรษฐา' คงได้โชว์กึ๋นให้เห็นกันได้บ้าง...

แต่ก็นั่นแหละ...ประเมินว่าบรรดาแฟนคลับที่มีสติของ 'นายกนิด' ในนาทีนี้ คงซีเครียดว้าวุ่นอยู่กับการลุ้นระทึกในแต่ละสัปดาห์ว่า...เศรษฐาหลุดอะไร...หัวใจจะวายกับประเด็นที่หลุดมั้ย...

เป็นนายกฯ มาสองเดือนเศรษฐา...ภาพจำของนายกฯ เศรษฐา...เริ่มกลายเป็นว่า...

- นายกสูงยาวถุงเท้าแดง (ดีที่ยังไหว้สวย)
- ปากไวพูดเรื่องถล่มอิสราเอลแบบไม่ทรงภูมิความเป็นนายกฯ
- ออกอาการซีอีโอ โยนปากกา/ชอบปรี๊ดแตกอัดข้าราชการกลางวง (สื่อ)
- ใช้คำว่า 'ขี้ข้า' ขณะแนะนำลูกหลานนักศึกษาที่สหรัฐฯ
- หลุดพูดเรื่อง (ฝาก) ย้ายตำรวจ...ผู้กำกับใหม่กลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
- ฯลฯ-

ส่วนภาพจำในเชิงบวกที่พอจะเห็นๆ ก็คือ...ขยันขันแข็ง ลุยงาน...แต่บางครั้งก็ออกอาการเหมือนนักบริหารที่ลนลาน ประเภท 'คิดไม่จบ' แต่พูดล้ำหน้า...

ครับ...ในฐานะที่หัวใจให้โอกาส ก็ต้องสารภาพรักด้วยวิธีสะท้อนภาพให้รับทราบแบบนี้...ถ้าเห็นด้วยก็นำไปปรับปรุง คนเราพลาดกันได้ เพียงแต่สองเดือนเศษ 'นายกนิด' พลาดมาก...พลาดที่ปากไว...ปากพาจน...

"ผู้กำกับใหม่...คงมีผู้ผิดหวัง มากกว่าผู้สมหวังในห้องนี้ ที่ขอตำแหน่งไปเพราะขอมาเยอะเหลือเกิน..." คำพูดแบบนี้ในห้องประชุมที่มี สส.ของพรรคนั่งกันเต็ม ต้องบอกว่าอันตรายยิ่ง...มีทางเดียวต้องไปคิดแก้ปัญหาให้มันเจ็บน้อยที่สุด

จะฝ่าข้ามมาตรา 185(3) มาตรา 186 ประกอบมาตราอื่นๆ ของรัฐธรรมนูญไปได้อย่างไร และที่สำคัญนักร้องอันดับหนึ่งประเทศ ศรีสุวรรณ จรรยา ไปร้องป.ป.ช.เรื่องผิด-ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม 2561 เอาไว้แล้วด้วย...ถ้าเรื่องเดินทางไปถึงศาลฎีกานักการเมืองวันไหนมีโอกาสพักงานเหมือนกัน...!!

ดังนั้นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดของนายกฯ เศรษฐาตอนนี้ก็คือ ทำงานหนัก สร้างผลงานให้เข้าตากรรมการ (ประชาชน) ให้มากๆ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในบ้านในเมือง...แปลงแรงต้านเป็นแรงเชียร์

ภาพรวมผู้คนที่เขามั่นคงในสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่เคยถูกเพื่อไทยมองเป็นพวกจารีต...พวกเขายังให้โอกาส เหตุผลสำคัญเพราะยังไงๆ เพื่อไทยก็ไม่ถึงกับคิดล่มชาติล้มสถาบัน..!!

เฮ่อออ...วันนี้ตอนแรกจะเขียนเรื่อง 'ตั๋วผู้การ'...'ตั๋วอดีตนายกฯ'...โยงกับ 'ตั๋วผู้กำกับ'...แต่ความที่อยากกระตุกนายกฯ นิดเลยร่ายซะยาว...หลังย้ายระดับรองผบก.-ผกก.สิ้นเดือน พ.ย.นี้ค่อยว่ากันเรื่องตั๋วอีกที!!

‘ปานปรีย์’ ยัน!! ปรับขึ้นเงินเดือน ‘ข้าราชการ’ แน่นอน เตรียมชง ครม.พิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม 28 พ.ย.นี้

(24 พ.ย. 66) นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวถึงการประชุมพิจารณา เรื่องการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการ เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า การประชุมดังกล่าวได้พิจารณารายละเอียดครั้งสุดท้าย ว่าอะไรที่ทำได้ในเวลานี้ อะไรที่ยังทำไม่ได้ และอะไรที่จะทำต่อไปในอนาคต แต่จะปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการแน่นอน ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น ตนขอนำเสนอเรื่องนี้เพื่อขอความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 28 พ.ย.นี้ก่อน เพราะ ครม.มอบหมายให้ตนกำกับดูแล

เมื่อถามว่า จะขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการระดับใดบ้าง และขึ้นเงินเดือนกี่เปอร์เซ็นต์ นายปานปรีย์ กล่าวว่า ขอให้รอดูรายละเอียดหลังจาก ครม.ให้ความเห็นชอบ

'นายกฯ' ถก!! 'ปธ.ทีดีอาร์ไอ' หารือนโยบาย ยัน!! รับฟังทุกข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์

(24 พ.ย. 66) ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นำคณะผู้บริหารสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เข้าพบ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหารือประเด็นนโยบายด้านการวิจัย โดยมี นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมในการหารือ

ประธานทีดีอาร์ไอกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ทำงานอย่างหนัก เดินสายไปทั่วโลกทำให้ประเทศไทยกลับสู่เวทีโลก ในฐานะที่ทีดีอาร์ไอทำการวิจัยเชิงนโยบาย โดยในบางเรื่องมีองค์ความรู้และข้อแนะนำที่อาจจะเป็นประโยชน์กับทางรัฐบาล จึงขอนำเสนอ 4 เรื่องต่อรัฐบาล ได้แก่ 

1.การปฏิรูปกฎระเบียบภาครัฐ 
2.การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 
3.ประเทศไทยควรจะเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD 
4.ยุโรปจะเก็บภาษีคาร์บอนนำเข้าจากสินค้าของประเทศต่าง ๆ

ซึ่งกลไกทางกฎหมายของประเทศไทยยังไม่มีความพร้อม ดังนั้นจะต้องเตรียมการ ทั้งนี้ หากรัฐบาลเห็นว่ามีเรื่องใดที่เป็นประโยชน์ ทีดีอาร์ไอมีความยินดีที่จะทำงานศึกษาเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอด้านการวิจัยจากประธานทีดีอาร์ไอ โดยได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ชัดเจน เข้าใจดีว่าบางเรื่องทีดีอาร์ไอก็เห็นด้วย บางเรื่องก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล โดยในการดำเนินการใด ๆ ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้งเป็นสำคัญ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียินดีรับฟังข้อเสนอแนะทั้งที่เห็นด้วยและเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์ เพราะถือว่าเป็นการติเพื่อก่อ ซึ่งขอขอบคุณสำหรับข้อเสนอด้านการวิจัยจากทีดีอาร์ไอในวันนี้ โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำรายละเอียดไปพิจารณา เพื่อหาแนวทางความเป็นไปได้ในการดำเนินการต่อไป 

'สว.อุปกิต' ยัน!! ความบริสุทธิ์ กรณี 'โรม' นำมูลเท็จอภิปรายเรื่อง 'สว.ทรงเอ' ชี้!! ป.ป.ส.อายัดทรัพย์ เป็นการทำงานของกระบวนการยุติธรรม

(24 พ.ย.66) นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยกรณี พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินว่า เป็นเรื่องดีที่มีการอายัดและตรวจสอบทรัพย์สินของตนเพราะจะเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ให้ตนเอง โดย ป.ป.ส. สามารถอายัดไว้ได้ประมาณ 2-3 เดือน หากตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็ต้องคืนให้ตน ซึ่งนอกจากอายัดบัญชีในต่างประเทศแล้วยังอายัดบัญชีในประเทศอีกหลายสิบบัญชีแม้กระทั่งบัญชีเงินเดือน สว. ดังนั้นจะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมได้ทำงานแล้วและจะเป็นสิ่งที่ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองในอนาคต 

นายอุปกิต กล่าวว่า ตนไม่ได้ทำการถ่ายโอนเงินไปต่างประเทศ ตนเป็นนักธุรกิจก่อนมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา มีที่มาที่ไปของทรัพย์สินชัดเจน และจริง ๆ ไม่ใช่มีแค่ 600 ล้าน แต่เคยมีประมาณ 700 กว่าล้าน โดยเป็นเงินจากการขายหุ้นบริษัทที่เคยบริหารในตลาดหลักทรัพย์ไปประมาณ 400 กว่าล้านให้กับนักลงทุนลาวจึงต้องเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับเงินที่ประเทศลาว หลังจากนั้นได้ขายโรงแรม อัลลัวร์อีกประมาณ 200 กว่าล้านให้นายพันธ์ณรงค์ ขุนพิทักษ์ ซึ่งทำธุรกิจอยู่ประเทศกัมพูชา จึงต้องเปิดบัญชีธนาคารที่ประเทศกัมพูชาเพื่อรับเงินเช่นเดียวกัน

ส่วนบัญชีอื่น ๆ ที่เปิดไว้ที่สิงคโปร์ก็เป็นบัญชีการลงทุน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักธุรกิจจะเปิดบัญชีในต่างประเทศ ที่สำคัญคือ ตนไม่ได้ปิดบัง และไม่ได้ไหลเงินออกไปเพราะได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวตนก็ได้ทยอยใช้ต่อเนื่องทั้งการสร้างบ้านพัก การสร้างอาคารสำนักงานที่ซอยอารีย์ รวมถึงค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่าง ๆ รวมแล้วเงินเหลือไม่ถึง 100 ล้าน และตามกฎหมายจะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งก่อนและหลังดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิก โดยประมาณเดือนพฤษภาคมนี้ก็จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินอีกครั้ง

นายอุปกิต กล่าวว่า ตนขอยืนยันความบริสุทธิ์ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา เพราะได้ขายบริษัทในเครืออัลลัวร์ทั้งหมดแม้กระทั่งบริษัทอัลลัวร์ พีแอนด์อีซึ่งเกี่ยวพันกับคดีนาย ตุน มิน ลัต ที่ศาลกำลังจะมีคำสั่งเร็ว ๆ นี้ ทั้งหมดทั้งปวงตนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ตำรวจไปจับนายตุน มิน ลัต และเกี่ยวพันมาถึงลูกเขย และอดีตเลขาของตนเนื่องจากเส้นการโอนเงินผ่าน Money Changer ช่วงที่มีการปิดด่าน 3 ปี ซึ่งไม่มีเส้นทางอื่นในการโอนเงินและไม่สามารถทราบได้ว่า Money Changer จะใช้บัญชีอะไรในการโอนเงินไปการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยตนเคยทำหนังสือขอความเป็นธรรมไปถึง อดีตอัยการสูงสุดแล้วว่า มีอีกเป็นร้อยบริษัทที่ใช้ Money Changer รายเดียวกัน และเป็นไปไม่ได้ที่ตนจะเอาเงินสะอาดไปฟอกให้สกปรกแล้วเอาไปจ่ายค่าไฟ 

นายอุปกิต กล่าวว่า ความพยายามสร้างความแปดเปื้อนให้กับตน มาจากสาเหตุทางการเมือง โดยเฉพาะนายรังสิมันต์ โรม ที่นำหลักฐานเท็จมาอภิปรายเรื่อง สว.ทรงเอ โดยตนเคยแถลงมาแล้วครั้งหนึ่งว่า เป็นทฤษฎีสมคบคิด แม้กระทั่งปัจจุบันก็ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ เรียกตำรวจ เรียก ป.ป.ส.ไปเร่งรัดคดีของตน ในขณะที่เรื่องของตัวเองอย่างกรณีตั๋วปารีสกลับไม่มีการชี้แจงหรือดำเนินการอะไร

'โรม' รับ!! 'ก้าวไกล' ไม่เพอร์เฟกต์ หลังเร่งสร้างมาตรฐานใหม่การเมือง แต่ยืนยัน!! เรื่องไหนใครทำผิด แล้วผิดจริง พรรคไม่เคยปกป้อง

(24 พ.ย. 66) ที่อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคก้าวไกล นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณี น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี​ เขต 3 พรรคก้าวไกล แต่งตั้งสามี เป็นผู้ช่วย สส. รับงานเอนเตอร์เทน และจัดหาเด็กชงเหล้าปาร์ตี้ชาย-หญิง ส่งแถวภาคตะวันออก ว่า ตนยังไม่ได้คุยกับ น.ส.ญาณธิชา ในเรื่องนี้ เพราะช่วงนี้ปิดสมัยประชุม เข้าใจว่าคงจะโฟกัสกับงานพื้นที่ แต่แน่นอนว่าเมื่อมันมีประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคมในการวิพากษ์วิจารณ์แล้ว

"ตนยืนยันว่า ในส่วนของพรรคก้าวไกลเราไม่อยู่เฉย ที่ผ่านมาตนคิดว่าเราพิสูจน์มาพอสมควรว่า ถ้าเป็นประเด็นที่มันมีปัญหาจริง ๆ เราก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ให้มันถูก เรายอมรับคำว่าเราอาจจะไม่ได้เพอร์เฟกต์ เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่กับการเมือง แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยอมรับว่า เราก็อาจจะเจอกับปัญหากับความท้าทายที่เกิดขึ้นในพรรคของเรา แต่สิ่งหนึ่งที่เราพยายามสร้างมาตรฐานมาโดยตลอดก็คือ ใครก็ตามถ้าทำผิด แล้วมันผิดจริง เราไม่เคยปกป้อง" นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ถ้าเกิดว่าผิดพลาด ไม่ถูกต้อง เราก็พร้อมที่จะแก้ไขพร้อมที่จะทำให้มันดีขึ้น ตั้งแต่มีเรื่องของเมาแล้วขับ ประเด็นทางเพศ เรายอมรับครับพรรคเราใหญ่ขึ้น เราอาจจะเจอกับจุดที่มีปัญหาอยู่บ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นสังคมก็เห็นว่า เราตัดสินใจกันอย่างไร ยืนยันว่า เราไม่เคยอยู่เคียงข้างปกป้องผู้กระทำความผิด ถ้าเขาผิดจริง แต่เราอาจจะขอเวลานิดนึงในการตรวจสอบ และตนคิดว่าถ้าอย่างเรื่องการตั้งคู่สมรสมา จริง ๆ ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะต้องเปิดกันทั้งหมดว่า สส.ในสภาฯ ว่า มีใครบ้างที่ตั้งคู่สมรสมาเหมือนกัน ที่เราจะได้ใช้โอกาสนี้ในการตรวจสอบนักการเมือง คาดว่าน่าจะมีหลายคนเอาคนในบ้านมาตั้งในตำแหน่งสำคัญ ๆ

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า เป็นเรื่องของสังคมที่คาดหวังต่อเรา ซึ่งเราก็ต้องน้อมรับ ก็เป็นกระจกที่สะท้อนมาต่อเรา สิ่งที่เราต้องทำก็คือปรับปรุงตัวเองให้มันดีขึ้น เราก็ยืนยันว่าในวิกฤตมันก็มีทั้งโอกาส พรรคจะเข้มแข็ง พรรคจะเป็นสถาบันทางการเมืองพรรค จะเติบโตอย่างแข็งแรงได้หรือไม่ บางครั้งมันก็ต้องเจอกับความท้าทายในเรื่องของวิกฤต ทุกวิกฤตที่เราทำ เราก็พยายามสร้างมาตรฐานใหม่ ๆ แล้วเราก็หวังว่า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างถาวร และจะเห็นว่าหลาย ๆ พรรคมันก็มีปัญหาในเรื่องตัวบุคคล แต่ว่าความน่าเจ็บปวดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งตนเชื่อว่าประชาชนคนธรรมดา หรือแม้กระทั่งตนเอง เมื่อเจอกับการกระทำความผิดในหลาย ๆ ครั้ง เราพบว่ามันมีความช่วยเหลือกันมันมีความพยายามในการปกป้องกัน ทำจนถึงขนาดกระบวนการยุติธรรมในหลาย ๆ ครั้ง ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ก้าวไกลพยายามไม่เป็นแบบนั้น คือการปกป้องกัน คือการช่วยเหลือกัน ที่ผ่านมาเรามีบทเรียน และเราจะใช้วิกฤตคัดคนให้เข้มขึ้น

"ส่วนเคสของ สส.จันทบุรี ขอเวลาให้พรรคได้มีการพูดคุยกัน ได้มีการตรวจสอบกัน เดี๋ยวเราก็คงจะได้มีการพูดคุยชี้แจงต่อสังคมต่อไปในอนาคต" นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวยอมรับว่า ไม่ปฏิเสธว่ามีเรื่องพวกนี้เข้ามา ตอนนั้นก็โดนโจมตีเรื่อย ๆ คือต้องยอมรับว่า เราอยู่ในการเมืองยุคใหม่ที่ฝ่ายค้านโดนตรวจสอบมากเป็นพิเศษ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่นักการเมืองทุก ๆ คน ก็ควรจะได้รับการตรวจสอบ เพราะว่ารับเงินภาษีจากประชาชนเป็นเงินเดือนทั้งสิ้น ดังนั้น การตรวจสอบที่เกิดขึ้นเราก็ต้องรับไป

ในส่วนที่เราพยายามทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล ก็เป็นส่วนที่เราเองเรียกร้องต่อสังคมให้ช่วยกันเป็นพลังในการตรวจสอบ เข้าใจว่าสังคม สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับเคส ส.ส.จันทบุรี แต่ตนก็พยายามเรียกร้องว่า เราก็ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบซึ่งเป็นประโยชน์ของสาธารณะอย่างเรื่องของตั๋ว ไม่ว่าจะเป็น ‘ตั๋ว สร.1’ หรือกรณี ‘สว.ทรงเอ’ ที่มีส่วนไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด นักการเมืองระดับนี้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตนเชื่อว่าถ้าเป็นประเทศอื่นโดนข้อกล่าวหาขนาดนี้ ในทางการเมืองคุณไม่รับผิดชอบอะไรเลยหรือไม่ หรือจะเป็น สว.ไปเรื่อย ๆ ใช้เอกสิทธิ์ความคุ้มกันต่อไป คือตรงนี้ตนต้องการพลังสนับสนุนจากสังคมให้ช่วยกันในการตรวจสอบ เราจะได้เอานักการเมืองที่ไม่ดีออกจากระบบการเมืองทั้งหมด คือสิ่งที่เราก็ต้องช่วยกัน ดังนั้น เราก็พยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด พยายามทำให้มาตรฐานของพรรคก้าวไกล ซึ่งแน่นอนเรายอมรับว่าเราไม่เพอร์เฟกต์ยังมีปัญหา แต่เราพยายามทำให้ดีที่สุดให้สมกับที่หลาย ๆ เรื่อง ที่เราพูดออกมา ซึ่งมันเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่ดี

ส่วนกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มีการอายัดทรัพย์สิน นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตอนนี้เบื้องต้นตนกำลังรอว่า ทรัพย์สินที่จะไปยึดกันจะมีการช่วยกันหรือไม่ วันนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่รักษาการเลขาธิการ ป.ป.ส.ซึ่งตนยอมรับว่าค่อนข้างเอาจริงเอาจัง แต่ว่าขอดูในรายละเอียดด้วย ถ้าสมมุติว่ามีการยึดอายัดทรัพย์สินไป ที่ตนกังวลคือ ออฟฟิศสำนักงานตึกที่อยู่ตรงอารีย์จะมีการยึดอายัดหรือไม่ ก็เป็นบทพิสูจน์ไปยัง ป.ป.ส.ต่อไป

ส่วนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ซ.) ตนเคยยื่นเรื่องนี้ไปว่า มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ซึ่ง ป.ป.ชก็ตอบกลับมาง่ายๆ ว่า ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ ก็รอว่า ป.ป.ช.ทำงานให้คุ้มค่ากับภาษีประชาชน เช่นเดียวกับที่เคยยื่นเรื่องของความผิดวินัยที่มีการช่วยกันในการถอนหมายจับ ซึ่งปรากฏว่าเข้าใจว่ามีการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ซึ่งต้องรอดูว่าทางศาลจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป ตนไม่แน่ใจกระบวนการว่าสุดท้ายจะใช้เวลาแค่ไหน แต่ก็หวังว่าความยุติธรรมจะปรากฏในสังคมไทย

‘กองเชียร์เพื่อไทย’ อึ้ง!! สส.ก้าวไกลตั้ง ‘เมีย-ผัว-พ่อ’ เป็นผู้ช่วย สส. ย้อน!! คราวคนอื่นทำโดนด่ายับ แต่พอเป็นก้าวไกล บอก “เข้าใจได้”

(24 พ.ย. 66) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปีใหม่ ปีใหม่’ ซึ่งเป็นแฟนคลับพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความตอบโต้พรรคก้าวไกล กรณีแต่งตั้งคนในครอบครัวเป็นผู้ช่วย สส. ระบุว่า

ตอนหมอชลน่านแต่งตั้งภรรยาเป็นที่ปรึกษา รมว. สาธารณสุข วิจารณ์กันกระจุยกระจาย ไม่ต่างอะไรจาก ‘สภาผัวเมีย’ ที่เคยด่า สว. และ รัฐบาลประยุทธ์

พอทราบประวัติการทำงานว่า พญ.นวลสกุล เคยเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข ผู้ริเริ่มวางรากฐานระบบเครือข่ายพยาบาลประชาสัมพันธ์ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2534

การได้รับการแต่งตั้งจาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นคณะที่ปรึกษา รมว.สธ. ด้านการสื่อสารสาธารณสุข แบบไม่มีเงินเดือน และ ไม่ใช่ ข้าราชการการเมือง เรื่องจึงสงบไป

แต่พอ สส.เท่าภิภพ แต่งตั้งพ่อตัวเองเป็นที่ปรึกษา สส. ก้าวไกลจันทบุรีแต่งตั้งสามีตัวเองเป็นที่ปรึกษา และ ล่าสุด สส. จิรัฎฐ์ (ฉายา สส. วนพวงหรีด) ให้ภรรยาลาออกจากงานประจำมาทำหน้าที่ที่ปรึกษาตัวเองกินเงินเดือนจากภาษี 15,000 บาท ด้วยเหตุผลต้องการคนที่ไว้วางใจได้ FC พากันอุทาน "เข้าใจได้"

ลองย้อนอ่านด้านบน ก็เกิดคำถามตามมา แล้วคนอย่างหมอชลน่าน คนอย่าง สว. คนอย่างรัฐบาลประยุทธ์ เขาคิดและต้องการความไว้วางใจได้แบบ สส. ก้าวไกล บ้างไม่ได้เหรอคะ?

วัน ๆ มีแต่เรื่องจุกจิกหยุมหยิม จ้องแต่จะหาเรื่องกัน เอาชนะกัน แล้วเราจะพัฒนาประเทศได้ยังไง?

‘เพจดัง’ สวน ‘วิโรจน์’ ปมสามี สส.เมืองจันท์ แขวะ!! ไหนว่าโปร่งใส ยัน!! ไม่มีท่อน้ำเลี้ยงตามแอบถ่าย คนใน ‘ก้าวไกล’ โพสต์เองทั้งนั้น

(23 พ.ย. 66 ) จากกรณีที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ‘เพจวันนี้พรรคก้าวไกลโกหกอะไร’ ออกมาแฉเรื่องการแต่งตั้งสามีของ น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี แล้วปรากฎภาพถ่ายคู่กับเด็กเอ็น รวมถึงทีมงานทำอาชีพรับจัดหาเด็กเอ็น ในตอนหนึ่งกล่าวถึงเพจดังกล่าวว่า การโจมตีกันก็มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ แต่เนื้อหาสาระก็ฟังจากที่ สส.จันทบุรีพูด ผมว่าก็ต้องฟังทั้งสองฝ่ายด้วย สิ่งที่น่ากังวลคือ พฤติกรรมที่เป็น ‘สตอล์กเกอร์’ (Stalker) คอยสอดแนม ติดตาม แอบถ่าย ละเมิดความเป็นส่วนตัว และเอาภาพถ่ายบางส่วนมาเขียนข่าวในทางร้าย กล่าวหาในทางร้ายเพียงภาพภาพเดียว โดยที่ไม่ฟังบริบท

ยืนยันว่า ตอนนี้การกล่าวหามีการพ่วงไปถึงประชาชนปกติแล้ว และเพจที่ไม่ได้มีตัวตน ทำอย่างนั้นเพื่ออะไร ตรวจสอบ สส.ที่เป็นบุคคลสาธารณะ ก็ทำเลย กรณีต้องสงสัยใครว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดแต่งตั้งมาทำงานจริงหรือไม่ ก็ทำเลย แต่ประชาชนคนธรรมดา ที่มาเป็นจิตอาสาทำงานในพื้นที่ เขาเป็นประชาชน ถึงขั้นไปสอดแนมติดตาม สตอล์กเกอร์ และไปล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของเขาอย่างนี้ ต้องถามสังคมกลับ เราจะสนับสนุนสังคมแบบนี้จริงหรือ? แล้วกฎหมาย PDPA จะมีไว้ทำไม? ถ้าไปถ่ายภาพหลุด 1 ภาพ แล้วเขียนข่าวกันเอาเอง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่รู้ ไม่ฟังคำอธิบายของอีกฝ่ายหนึ่ง และบางครั้งบางเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัว เขาไม่ได้เป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ได้มีพื้นที่สื่อ เป็นเพียงแค่ประชาชนที่ไปช่วยงาน คิดว่ายุติธรรมหรือไม่?

“หลังๆ ผมให้คำแนะนำอย่างนี้ครับ ว่าถ้าคุณไม่ได้มีตัวตน การชี้แจงก็ชี้แจงผ่านสาธารณะ และผมวิงวอนว่า ถ้าใครก็ตามที่สงสัย พรรคก้าวไกลก็เปิดเผยอยู่แล้ว ก็สามารถที่จะร้องเรียนที่พรรค อย่างที่มีสมาชิกพรรคมา 10 ท่าน เราก็พร้อมตรวจสอบ เราก็ให้เกียรติทุกคนอยู่แล้ว ผมว่าถ้าเพจแบบนี้มีเยอะแยะในประเทศ แต่ถ้าเป็นประเทศที่มีสังคมที่เจริญแล้วพัฒนาแล้วตนว่าไม่ใช่” นายวิโรจน์ กล่าว

ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจ ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร’ ออกมาตอบโต้นายวิโรจน์ โดยระบุว่า…

“ทุกคนคะ พี่วิโรจน์ด้อยค่าเพจหนูและดูถูกประชาชนหรือคะ? พี่วิโรจน์บอกประชาชนอย่างฟังความข้างเดียวแล้วตัดสิน หนูขอตอบว่า ประชาชนเขารอฟังความทุกฝ่ายอยู่แล้วค่ะ แต่หลายสื่อติดต่อไป แต่ถูกเท ถูกยกเลิก อ้างอิงจากรายการลุงหมาแก่ได้เลยค่ะ ถูกเทไป 3-4 ครั้ง

พี่วิโรจน์บอกว่าเพจหนูทำตัวเป็นสตอล์กเกอร์แอบถ่าย หนูขอตอบว่า ภาพที่ลงเพจเกือบทั้งหมด เป็นภาพจาก สส.และคนของพรรคก้าวไกล ที่โพสต์ลงโซเชียลกันเองทั้งนั้น พวกพี่ไม่มีค่าให้หนูตามถ่ายหรอกค่ะ

พี่วิโรจน์บอกว่า เพจหนูออกมาแฉแบบนี้ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร หนูขอเอามือทาบอกและสบถเบาๆ ก่อนตอบว่า “ไหนบอกว่าพรรคก้าวไกลชูเรื่องความโปร่งใสและต้องตรวจสอบได้ ชูว่าจริยธรรมสูงส่งกว่าใคร หนูก็ตรวจสอบในฐานะชาวบ้านที่เสียภาษีไงคะ

หนูไม่ละเมิด PDPA กับประชาชนแน่นอนค่ะ เป็นพรรคก้าวไกลเองหรือเปล่า ที่ทำอินโฟกราฟิกให้คนเข้าใจผิด

ปล.หนูมีเรื่อง ผช.สส.ท่านหนึ่ง ส่อแววร่ำรวยผิดปกติ 4 ปี ก่อน ยังไม่มีอะไร แต่ตอนนี้มีทั้งรถ Supercar ใส่นาฬิกาหลักล้าน กินเที่ยวหรู หนูแจ้งใครได้บ้างคะ?”

‘สส.ก้าวไกล จันทบุรี’ รับ!! แต่งตั้งสามีเป็นผู้ช่วย สส. จริง หลัง ‘เพจดัง’ แฉ!! ผู้ช่วย สส. ถึงเนื้อถึงตัวเด็กเอ็นฯ เกินงาม

(23 พ.ย. 66) น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี​ เขต 3 พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีเพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร แฉว่า ผู้ช่วย สส.ญาณธิชา หรือ เล็กก้าวไกล รับงานเอนเตอร์เทน และจัดหาเด็กชงเหล้าปาร์ตี้ชาย-หญิง ส่งแถวภาคตะวันออกว่า ขออนุญาตชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกรอบค่ะ

‘เรื่องการแต่งตั้งสามี เป็นผู้ช่วย สส. เล็กแต่งตั้งสามี เป็นผู้ช่วย สส. จริงค่ะ’ ให้เขาช่วยขับรถไปประชุมสภา ขับรถไปลงพื้นที่ทำงานด้านสื่อ ถ่ายรูป (รูปทุกรูปที่นำมาลงในเพจ เป็นรูปที่เขาถ่าย) ทำกราฟฟิก ทำคลิป ต่าง ๆ ลงในเพจ รวมถึงการประสานงานในพื้นที่ด้วย มีหน้าที่ชัดเจนค่ะ

ดิฉันยืนยันว่าไม่มีเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและธุรกิจสีเทาอย่างที่เพจพยายามจะโยงแน่นอนค่ะ

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก เพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า “ทุกคนคะ หนูไม่ได้ต่อต้านงานเอนเตอร์เทนหรืองานชงเหล้า เพื่อนหนูก็ทำ แต่มันก็สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย และการล่วงละเมิดทางเพศนะคะ”

“หนูควรตกใจเรื่องไหนก่อนดีคะ พี่เล็ก (ญาณธิชา บัวเผื่อน) แต่งตั้ง สามีพี่ เป็น ผู้ช่วย สส.
ผช.สส. (สามี) ถึงเนื้อถึงตัวเด็กเอน เกินไปมั๊ย หรือ พี่เล็กใจกว้างร้องเพลงไป ผช.สส. ก็นัวเด็กเอนไป
ถ้ามี สส.และผู้ช่วย สส. ไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจเทา ๆ เหมาะสมหรือคะ”

‘อนุทิน’ เยือน ‘สิงคโปร์’ ร่วมถก รมต.อาเซียน ด้านการพัฒนาชนบท พร้อมชู ‘ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้-ขยายโอกาส-ขจัดความยากจน’

(22 พ.ย. 66) ที่แซนด์ เอ็กซ์โป แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ (Sands Expo & Convention Centre) สาธารณรัฐสิงคโปร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน ด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน ครั้งที่ 13 (13th AMRDPE) ‘การเสริมสร้างความเข้มแข็งโดยใช้ชุมชนเป็นฐานราก และการคุ้มครองทางสังคม เพื่อการบรรเทาความยากจน’

นายอนุทิน กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ครั้งที่ 13 โดยได้นำเสนอความคืบหน้าของประเทศไทยในการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งนับแต่ปี 2021 ประเทศไทยมีสถิติประชากรในกลุ่มผู้ยากไร้ลดลง และมีพัฒนาการด้านรายได้ การศึกษา การสาธารณสุข และคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นโดยลำดับ เมื่อพิจารณาจากดัชนีชี้วัดความยากจนหลายมิติ (Multidimensional Poverty Index – MPI) สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยได้ฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด และผ่านช่วงเลวร้ายที่สุดมาแล้ว

นายอนุทิน ย้ำว่า อย่างไรก็ดี ไทยยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อขจัดความยากจน โดยแนวทางนโยบายของรัฐบาลจะเน้นเรื่องการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ซึ่งในส่วนของการลดภาระด้วยสวัสดิการต่าง ๆ ก็ได้มีการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับค่าน้ำ ค่าไฟ ลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา และขยายสิทธิด้านการสาธารณสุข รวมถึงสวัสดิการผู้สูงวัยมาโดยลำดับ

ในส่วนของการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน นายอนุทินได้ย้ำถึงภาคส่วนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ คือ ‘ภาคเกษตรกรรม’ ซึ่งรัฐบาลมีแผนที่จะเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี มาสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตในแนวทางสมาร์ตฟาร์มมิ่ง นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการจับคู่การลงทุน เพื่อสนับสนุนให้เกิดกิจการสตาร์ตอัปขึ้น เป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจให้กับประชาชนด้วย

สุดท้ายในด้านการขยายโอกาสสำหรับประเทศไทย นายอนุทิน ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า นอกจากโอกาสทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวซึ่งเป็นจุดเด่นตลอดมา ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการของการทำงานเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้วยการพิจารณาต้นทุนทางวัฒนธรรมเพื่อนำมาต่อยอด สร้างประสบการณ์ต่อประชาคมโลกผ่านการท่องเที่ยว สินค้า บริการ และความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ 

รองนายกรัฐมนตรีของไทย ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลต่อที่ประชุมถึงกลไกการดำเนินนโยบาย ผ่านเครือข่ายการปกครองของกระทรวงมหาดไทยที่มีอยู่ทั่วประเทศ และให้ความมั่นใจว่า ไทยยินดีให้ความร่วมมือกับประเทศอาเซียนทั้งในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนในด้านต่าง ๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังได้ยืนยันถึงความพร้อมของประเทศไทย ในการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน ด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน ครั้งที่ 14 ในปี พ.ศ. 2568 อีกด้วย

‘เพจดัง’ แฉ คนสนิท สส.จันทบุรี ก้าวไกล รับหาเด็กชงเหล้า หวั่นใจ!! เด็กอัปเกรดนอกรอบ เข้าข่ายขายบริการทางเพศ

(22 พ.ย. 66) เฟซบุ๊กเพจ ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร’ โพสต์ข้อความระบุว่า "#ทุกคนคะ มีชาวบ้านร้องเรียนเข้ามาว่า ผู้ช่วย สส.พี่เล็ก สส. ก้าวไกลจันทบุรี เขต 3 รับงานเอนเตอร์เทนและจัดหาเด็กชงเหล้า ปาร์ตี้ ชาย / หญิง ส่งแถวภาคตะวันออก พี่ต้นเขาสนิทกับ สส.เล็ก มากนะคะ ไม่ทราบพี่เล็กและพรรคก้าวไกลมีความเห็นอย่างไรคะ"

ภายหลัง เฟซบุ๊ก ‘ญาณธิชา บัวเผื่อน - Yanathicha Buapuean’ ของ น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความระบุว่า "สวัสดีพี่น้องประชาชนทุกท่านค่ะ ขออธิบายประเด็นที่เพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไรนำมาโพสต์ดังนี้ค่ะ จากที่มีข่าวว่า น้องผู้ช่วย สส. ของเล็ก ทำงานเอนเตอร์เทน

1. จากรูปที่เพจเอามาโพสต์ว่าบุคคลดังกล่าวยืนข้างดิฉัน และกล่าวอ้างว่าเป็นผู้ช่วย สส. ข้อเท็จจริง คือ บุคคลดังกล่าว ไม่ได้เป็นผู้ช่วย สส. ไม่ได้รับเงินเดือนจากสภาผู้แทนราษฎร แต่เขาเป็นคนที่ทำงานกับดิฉันในพื้นที่เป็นอาสาสมัครที่เขามาทำงานร่วมกัน น้องรู้จักและสนิทกับเล็กและครอบครัว ให้เกียรติซึ่งกันและกันเสมอมา

2. น้องทำงานเอนเตอร์เทน รับงานชงเหล้าจริง และรับจัดหาเด็กชงเหล้าจริง แต่ไม่ได้รับงานเอนวี หรือ จัดหางานเอนวี (หากกล่าวหากันเกินความจริงไปมาก ดิฉันมีหลักฐานว่าคุณเข้าหาคุณต้น มีการพูดโน้มน้าว หลอกล่อเพื่อให้เป็นไปตามที่คุณต้องการอย่างไร)

สุดท้าย ดิฉันขอให้หยุดพฤติกรรมการพยายามจะเค้นหาเหตุโจมตีพรรคก้าวไกลเช่นนี้ได้แล้ว หากจะตรวจสอบผู้แทนราษฎรเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศนี้จริง ๆ ดิฉันคิดว่าคงจะมีประโยชน์กว่านี้มาก #สสเล็ก #ก้าวไกล #จันทบุรีเขต3"

ภายหลัง เพจ ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร’ ตอบโต้ว่า "#ทุกคนคะ พี่เล็ก สส. จันทบุรี พรรคก้าวไกลชี้แจงแล้วค่ะ พี่เล็กแจ้งว่า พี่ต้น เป็นแค่ทีมทำงานช่วย สส. แต่ไม่ได้เป็นผู้ช่วย สส. ที่รับเงินจากภาษีประชาชนค่ะ

พี่เล็กแจ้งว่า พี่ต้นทำงาน เอนเตอร์เทนและจัดหาเด็กชงเหล้าจริงค่ะ แต่ไม่ได้รับงานเอนวี (น่าจะหมายถึงเอากัน)

พี่เล็กบอกว่าขอให้หยุดและอย่าพยายามโจมตีพรรคก้าวไกล เพราะมันไม่ได้ประโยชน์ค่ะ

หนูขอตอบว่า ค่า หนูอยากให้พี่เล็กช่วยยืนยันว่า เด็กที่พี่ต้นส่ง ไม่มีใครอัปเกรดนอกรอบ หรือเพิ่มค่าตัวมากกว่าชงเหล้าได้มั๊ยคะ ชาวบ้านจะได้สบายใจค่า"

อนึ่ง คำว่างานเอ็นวี เป็นงานผสมระหว่างงานเอนเตอร์เทน (Entertain) และงานวีไอพี (VIP) ซึ่งหมายถึงงานขายบริการทางเพศ เป็นลักษณะงานให้ความบันเทิงแก่ลูกค้าก่อนขึ้นงาน หรือมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้ากระทั่งสำเร็จความใคร่จึงจบงาน แตกต่างจากงานเอ็นตามปกติที่เพียงแค่ดูแลลูกค้า​ ชงเหล้า ดูหนัง​ กินข้าว และพาเที่ยวเพียงอย่างเดียว

‘กมธ.ตำรวจ’ เตรียมสอบ ‘เศรษฐา’ ปมขอตำแหน่ง ผกก. ชี้!! ส่อผิด รธน.185 ขู่!! หากเป็นจริงเดือดร้อนทั้งเพื่อไทย

(22 พ.ย. 66) ที่รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย เรื่องการขอแต่งตั้งตำรวจระดับผู้กำกับการ ว่า กมธ.มีมติจะเชิญนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงเรื่องนี้ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้

นายชัยชนะกล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 185 (3) กำหนดชัดเจนว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก หากมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และสิ่งที่นายกรัฐมนตรีระบุไว้ว่า มีการขอตำแหน่งผู้กำกับการมาเยอะ ซึ่งมีทั้งคนผิดหวังละคนสมหวัง ซึ่งในประเด็นดังกล่าวหากเป็นข้อเท็จจริงตามที่นายกรัฐมนตรีพูด ก็ต้องระบุว่า สส.คนไหนมีส่วนเกี่ยวข้อง หากขัดต่อรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การทำให้หลุดพ้นจากตำแหน่ง สส. 

ทั้งนี้ ส่วนตัวมีความมั่นใจว่า สส.ทั้ง 500 คนในสภาผู้แทนราษฎร ยึดหลักรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแทรกแซงแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ขณะเดียวกันไม่สามารถที่จะวิจารณ์ได้ว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องตั๋วตำรวจหรือไม่ แต่จะต้องเชิญนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงตอบคำถามว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และมีเจตนาอะไร หากไปถามเรื่องมีการวิ่งเต้น แต่งตั้งโยกย้ายหรือไม่จะเป็นการกล่าวหาต่อองค์กร จึงไม่ขอก้าวล่วง

เมื่อถามว่าเรื่องนี้เป็นธรรมเนียมปกติหรือไม่ นายชัยชนะกล่าวว่า ไม่เป็นปกติ เพราะห้าม สส. แทรกแซง การแต่งตั้งโยกย้าย เราไม่ใช่ผู้บริหารประเทศเราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติห้ามแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดหากเป็นจริงเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยเดือดร้อนทั้งพรรค เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 185 (3) ขอย้ำว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะตรวจสอบฝ่ายบริหารอยู่แล้ว หากมีหลักฐานชัดเจนเชื่อว่าจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี

‘นายกฯ เศรษฐา’ คุย ‘ผบ.ทสส’ กำจัดยางเถื่อน หวัง!! สางปัญหาลุล่วง ราคายางโดด กก.ละ 5 บ.

(22 พ.ย. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหายางเถื่อนว่า วานนี้ (21 พ.ย.) ตนได้เข้าประชุมพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งประธาน สส.พรรคก็ได้ฝากเรื่องนี้ไว้แล้ว และ สส.หลายคนก็สะท้อนว่า ทุกวันนี้ไม่ได้มีแต่เรื่องหมูเถื่อน ยังมียางเถื่อนเกิดขึ้นด้วย

"ซึ่งผมยอมรับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินคำนี้ แต่ภารกิจเยอะก็พยายามรับฟัง จึงถามว่า เกิดขึ้นที่ไหน เขาก็บอกว่าทุกที่เต็มไปหมด ผมก็เลยบอกว่าให้ขยายความหน่อยได้ไหม ลงรายละเอียดนิดนึงได้หรือไม่ เพราะชายแดนไทยกับพม่ามีตั้งพันกว่ากิโลเมตร ผมจะได้ไปเจาะปัญหาได้อย่างตรงจุด ซึ่งเมื่อคืนและช่วงเช้าได้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่า ในสมัยก่อนที่ จ.ตาก มีปัญหาเรื่องยางเถื่อนเยอะ แต่พอมีการสู้รบกันแถวนั้น ก็ย้ายมาที่สังขละบุรี และ จ.ระนอง จึงได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่า จะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และได้ประสานผ่านทาง พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) โดยโทรศัพท์คุยกันเมื่อตอน 7 โมง แล้วท่านก็โทรกลับมารายงานว่า ยอมรับว่ามีจริง ผมจึงสั่งการไปแล้ว ก็น่าจะดีขึ้น"

นายกฯ กล่าวว่า ทั้งนี้ สส.พรรคเพื่อไทย และ สส.อาวุโสของพรรคหลายคนมีความชำนาญการเรื่องยาง บอกว่าถ้าเรากำจัดตรงนี้ได้ ยางจะขึ้นมากิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งได้ยินแบบนี้ก็ใจฟู จึงอยากตั้งใจทำงาน และจะเร่งทำงานให้ และยังกล่าวอีกว่า เมื่อสักครู่มีคนบอกว่าของเถื่อนเยอะ ตนก็รับฟัง ถ้ามีตรงไหนก็บอกมาได้ ชี้เบาะแสมาให้ดี ๆ และจะเข้าไปบริหารจัดการให้

‘มท.’ จ่อห้ามออกใบอนุญาตพกปืนแบบ ป.12 เป็นเวลา 1 ปี หวังลดปัญหาอาชญากรรม พิทักษ์ความสงบของบ้านเมือง

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 66 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันได้ปรากฎปัญหาเด็ก เยาวชน และบุคคลที่ประสงค์ร้ายต่อสังคม สามารถเข้าถึงอาวุธปืนหรือสิ่งเทียมอาวุธปืนที่ดัดแปลงเป็นอาวุธ เช่น แบลงค์กัน (Blank Gun) ได้โดยง่าย รวมถึงมีการพกอาวุธปืนทั้งที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย อาวุธปืนที่ผิดกฎหมาย ตลอดจนสิ่งเทียมอาวุธปืนดังกล่าว ไปในที่สาธารณะและใช้ก่ออาชญากรรม ส่งผลอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ส่งผลกระทบด้านความสงบเรียบร้อยของสังคม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของประเทศตามที่ปรากฏตามสื่อสารมวลชนในหลายกรณี เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และความปลอดภัยสาธารณะ ลดอาชญากรรม และควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองให้เป็นปกติ

กระทรวงมหาดไทยจึงอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้ไฟ และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ยกร่างคำสั่งนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เรื่องห้ามออกใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว (แบบ ป.12) เป็นการชั่วคราว โดยมีสาระสำคัญเป็นการห้ามออกใบอนุญาตแบบ ป.12 เป็นเวลา 1 ปี

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งฯ แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างนำเสนอให้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และ รมว.คลังลงนาม ก่อนเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

อย่างไรก็ตาม คำสั่งฯ จะไม่มีผลบังคับกับเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ อาทิ เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน เช่น ทหารตำรวจ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ประชาชนซึ่งอยู่ระหว่างการช่วยเหลือราชการ และมีเหตุจำเป็นต้องมีและใช้อาวุธตามกฎหมาย

‘ธนกร’ หนุนรัฐฯ แก้หนี้ ‘ใน-นอก’ ระบบครบวงจร  กวาดล้างมาเฟียเงินกู้ ทวงหนี้โหด ฟอกเงินบาป

(22 พ.ย. 66) นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ตนขอสนับสนุนที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเตรียมแถลงประกาศแก้หนี้สินให้กับประชาชน ทั้งหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ เพราะเรื่องหนี้สิน เป็นเรื่องสำคัญมากกับชีวิตความเป็นอยู่โดยตรงของพี่น้องประชาชน ขอให้นายกฯ และรัฐบาลทำอย่างจริงจังแบบครบวงจร พร้อมยกให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดและต่อเนื่องจนเห็นผลเป็นรูปธรรม

การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ที่ส่วนใหญ่มาจากเงินที่อยู่นอกระบบสถาบันการเงิน ต้องมีกฎหมายควบคุมการคิดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด หากการให้กู้ยืมเงินนอกระบบต้องไม่คิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี หากคิดดอกเบี้ยโหดสูงกว่านั้นถือว่าผิดกฎหมาย 

นอกจากนั้น รัฐบาล โดยฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ควรลงไปตรวจสอบผู้ที่เป็นเจ้าหนี้ที่มักจะปล่อยเงินกู้จำนวนมาก ว่ามีแหล่งเงินมาจากไหนมาจากเงินสีเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย การพนัน และยาเสพติดด้วยหรือไม่ เป็นการฟอกเงินผ่านการให้กู้ยืมอีกทอดหนึ่งหรือไม่

“ผมจึงขอให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้ ดำเนินการกวาดล้างมาเฟียผู้มีอิทธิพลในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ที่อาจใช้ช่องทางนี้นำเงินสีเทาผิดกฎหมาย มาฟอกผ่านการปล่อยกู้ให้แก่ประชาชน และมีทีมทวงหนี้โหดไปทำร้ายร่างกายลูกหนี้ที่ผิดนัด จนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตตามที่เป็นข่าวมาจำนวนมากแล้ว” นายธนกร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ปัญหาหนี้สินจะช่วยประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระยะยาวได้อย่างไร นายธนกร กล่าวว่า คนเป็นหนี้ก็ต้องใช้ แต่จะทำอย่างไรหากไม่มีรายได้ที่เพียงพอใช้หนี้ สุดท้ายแล้วก็อาจจะกลับมาเป็นหนี้ใหม่อีก ตนจึงมองว่ารัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการฝึกทักษะอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน ต้องทำควบคู่ไปกับการช่วยปลดลดหนี้สิน จะเป็นทางออกช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถยืนด้วยตัวเองอย่างมั่นคง และจะเป็นการแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนแบบยั่งยืน

“พรรครวมไทยสร้างชาติผ่าน 4 กระทรวง ก็เดินหน้าโครงการฝึกทักษะอาชีพ เพิ่มรายได้สร้างเศรษฐกิจในชุมชนต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้ความรู้ ความเข้าใจวินัยการใช้เงิน เพื่อลดปัญหาหนี้ครัวเรือน หากรัฐบาลมีนโยบายแก้หนี้ทั้งในและนอกระบบออกมาช่วยประชาชนเพิ่มเติมด้วย ก็เชื่อว่า จะเป็นการทั้งสร้างรายได้ให้ประชาชนมีเพียงพอ ควบคู่ การแก้หนี้สิน จะทำให้มีความมั่นคงในชีวิต เกิดความเข้มแข็งยั่งยืนได้ในอนาคต” นายธนกร กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top