Monday, 6 July 2026
POLITICS

เศรษฐา ทวีสิน ผู้นำแห่งปี

ภายหลังการแถลงนโยบายการทำงานของรัฐบาลต่อรัฐสภา เพื่อเริ่มต้นทำหน้าที่บริหารประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11-12 ก.ย.66 ที่ผ่านมา...

‘นายเศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี ก็ถือเป็นอีกบุคคลที่เดินหน้าทำงานและขับเคลื่อนรัฐบาลให้เข้ามาแก้ปัญหาแก่พี่น้องประชาชนแบบทันทีทันใด ภายใต้การคลอดมาตรการและแนวทางช่วยเหลือประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทั้งลดราคาน้ำมันดีเซล ลดค่าไฟฟ้า ยกเว้นวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีน รวมทั้งเร่งรัดนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท และพักหนี้เกษตรกร ฯลฯ

แต่เศรษฐกิจไทยสะสมปัญหาและความเปราะบางมายาวนาน ขณะที่ ‘ค่าครองชีพ’ ยังคงสูงต่อเนื่อง ความท้าทายของ ‘ผู้นำ’ ของประเทศไทยท่านนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะเดียวกันก็เริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์ผลงานตามธรรมชาติของผู้นำไทยที่อาจไม่ถูกใจคนทุกกลุ่ม แต่แน่นอนว่า เมื่อจอดป้ายที่ตำแหน่งผู้นำของประเทศไทยแล้ว ก็มีแต่ต้องใส่เกียร์เดินหน้าลูกเดียว ถอยหลังไม่ได้อีก 

“ผมไม่ได้อยากเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะอยากมีตำแหน่งว่าเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง” หนึ่งในถ้อยคำของนายเศรษฐาที่เคยประกาศเป็นจุดยืนไว้ชัดตั้งแต่เปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย พร้อมทั้งกล่าวอีกว่า…

“ผมจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ลืมความเหน็ดเหนื่อย ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน...ผมเข้ามาตรงนี้เพราะอยากทำให้ประเทศชาติและเศรษฐกิจดีขึ้น เพิ่มรายได้ให้ประเทศ ให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากวันแรกที่ผมตัดสินใจจะทำจนถึงวันนี้ ผมมั่นใจที่จะทำเพื่อประเทศชาติเหมือนเดิม ย้ำอีกครั้ง ศัตรูของผม คือ ความยากจน”

คำมั่นสัญญาจากนายกฯ ที่ตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์นายกฯ ไทย ผู้แบกรับภาระที่สูงไม่แพ้กันไว้บนบ่าจะเป็นดั่งว่าได้มากเพียงใด?

4 ปีนับจากนี้ ก็คงต้องจับตากันแบบไม่กะพริบ ว่าสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไม่แพ้เพื่อนบ้านตามวิสัยทัศน์ของ ‘นายกฯ เศรษฐา’ จะปรากฏได้อย่างจริงแท้เพียงใด?

แต่สำหรับมุมมองคนไทย ที่มิได้นำอคติทางการเมืองมาเจือปน ก็ขอรอพิจารณาคำมั่นสัญญาของ ‘ผู้นำประเทศไทย’ ท่านนี้ ที่ประกาศกร้าวว่า “จะขอทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย เป็นรัฐบาลที่ทุ่มเททำงานหนัก รับฟังเสียงของประชาชน นำความสามัคคีกลับคืนสู่คนในชาติ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งความหวังของคนรุ่นใหม่ เป็นดินแดนแห่งความสุขของคนทุกวัย เป็นประเทศที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีในเวทีนานาชาติอีกครั้ง สายรุ้งแห่งความหวังกำลังพาดผ่านประเทศไทย” … เฝ้าติดตามแบบคนไทยคนหนึ่งที่ขอให้กำลังใจมากกว่าทำลายพลังใจละกัน!!

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

แทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์แห่งปี

แม้วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ จะได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ภายใต้บรรยากาศภายในพรรคที่ยังคงคลุมเครือ และมีความห่วงใยในอุดมการณ์ของพรรคที่อาจเลือนหาย 

แต่กับชายคนนี้ ‘นายแทนคุณ จิตต์อิสระ’ หรือ ‘อี้ แทนคุณ’ รักษาการประธานคณะกรรมการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมระหว่างเพศ พรรคประชาธิปัตย์ เขายังคงเชื่อในอุดมการณ์แห่งพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ และไม่เคยคิดที่จะหนีหายไปไหน แม้ในวันที่พรรคจะเจอหลากปัญหาถาโถมเพียงใดก็ตาม โดยคุณอี้ได้เปิดเผยความในใจว่า...

หากให้พูดถึง ทิศทางในอนาคตของ ‘ประชาธิปัตย์’ คงต้องมองที่ ‘เอกภาพทางความคิด’ ว่าจะเป็นไปในทิศทางใดมากกว่า โดยส่วนตัวของผมเองมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้ ได้บทเรียนหลายประการจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา หรือแม้แต่การเลือกตั้งก่อนหน้านั้นก็ดี ว่า การที่เราไม่สามารถสร้าง ‘เอกภาพ’ หรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันใน ‘ทางความคิด’ ได้ อาจจะเป็นปัญหาในอนาคต

แน่นอนว่า เราอาจจะภูมิใจว่า เราเป็นพรรคการเมืองที่มีเสรีภาพในการคิดหรือพูดได้อย่างมากมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องดี แต่ในวันที่เราต้องเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน การมีเอกภาพทางความคิดสำคัญมากจริง ๆ เพราะเสรีภาพจากจำนวนคนในพรรค รวมถึงสมาชิกพรรคเรือนแสนคนนั้น มันอาจทำให้เราหลงทิศ 

เราฟังความคิดที่หลากหลายได้ครับ!!

แต่สุดท้าย!! เวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องใด ทุกคนที่เป็นเลือด ปชป.ควรมุ่งมั่นและมีวินัย ในการเดินหน้าตามครรลองของความเป็นพรรคแห่งที่มีความเชื่อมั่นจากประชาชนในด้าน ‘ความซื่อสัตย์’ ใช่หรือไม่? เรื่องนี้สำคัญ!!

คุณอี้ กล่าวต่อว่า 77 ปีของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเปรียบเป็นต้นไม้ คือ ใหญ่มาก และสิ่งที่สำคัญต่อพวกเรามาก ๆ ในหลายปีที่ผ่านมา ก็คือ ‘ป่า’ ซึ่งป่าในที่นี้ก็คือ ‘ประชาธิปไตย’ และ ‘ประชาชน’ ที่สร้างเราให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ภายใต้ความเชื่อมั่นว่า พรรคประชาธิปัตย์ คือ พรรคแห่งความซื่อสัตย์ ฉะนั้นต่อให้เราจะยืนหยัดมานานแค่ไหน แต่เราจะลืม ‘ประชาธิปไตย-ประชาชน’ ที่ปลุกปั้นให้เรามีตัวตนไม่ได้ 

ผมเชื่อว่า ‘ความสุจริต’ ประชาธิปไตยที่สุจริต จะเป็นจุดแข็งที่สุดของประเทศไทย เพียงแต่วันนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่า มันจะหายไปเพียงเพราะความเห็นแก่ผลประโยชน์เพียงชั่วขณะแค่ไหน

ทั้งนี้ อี้ แทนคุณ ยังกล่าวอีกว่า การได้อยู่กับพรรคที่มีอุดมการณ์ในแง่ของความรักชาติบ้านเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคอื่น ๆ ใช่ว่าจะไม่มีอุดมการณ์ที่กล่าวมานั้น สะท้อนให้เห็นผ่านการทำงานทั้งการเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ไม่เคยมีข้อครหาในเรื่องของคอร์รัปชัน ซึ่งตรงนี้เป็นจุดแข็งและเป็นอุดมการณ์ที่มั่นคงของพรรคประชาธิปัตย์มายาวนาน และหวังให้ประเทศไทยใช้สิ่งนี้เป็นจุดแข็งของประเทศด้วยในอนาคต

อย่างตอนที่สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอนนั้นพอเกิดปัญหาแม้เพียงเล็กน้อย เช่น ปัญหาปลากระป๋องเน่า ท่านอภิสิทธิ์ก็ให้รัฐมนตรีที่ดูแลต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกทันที ซึ่งภาพแบบนี้เราคงเคยเห็นที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นกันมาบ้าง ทั้ง ๆ ที่บางทีปัญหานั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับคน ๆ นั้นโดยตรง แต่ถ้ามันเกิดขึ้นในความรับผิดชอบของเขา ก็ต้องพร้อมจะโค้งคำนับและลาออกทันที ไม่ใช่โค้งคำนับแล้วก็ไม่ลาออกเหมือนนักการเมืองไทย นี่คือประชาธิปัตย์

ดังนั้น ส่วนตัวของผมเอง ก็อยากเห็น ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่หล่อหลอมเรื่องเหล่านี้มายาวนาน จนกลายเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ ‘ความซื่อสัตย์’ นี้ เลือนหายไปในวันข้างหน้า

ผมขออนุญาตทิ้งท้ายไว้ด้วยคำกล่าวของ ท่านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า...

“ถนนทุกสายในเมืองไทย สามารถปูด้วยทองคําได้ ถ้าไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน”

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บุคคลแห่งสยาม

‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ หรือที่คนไทยทั้งประเทศรู้จักในนาม ‘ลุงตู่’ นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของไทย และเป็นหนึ่งในนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็น ‘องคมนตรี’ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา

สำหรับเส้นทางทางการเมืองของ ‘ลุงตู่’ นั้น ได้เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ภายหลังจากได้ตัดสินใจเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลรักษาการ (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เมื่อ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. กระทั่งมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562

และเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ภายหลังการประชุมร่วมรัฐสภา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกรัฐสภา ให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี (สมัยที่ 2)

แม้จุดเริ่มต้นของการนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 จะมาจากการทำรัฐประหาร แต่ ‘ลุงตู่’ ก็พิสูจน์ให้พี่น้องคนไทยทั้งประเทศเห็นแล้วว่า ‘ตั้งใจ’ เข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ โดยมุ่งมั่นทำงาน ทุ่มเททั้งแรงกายและหยาดเหงื่อ สร้างความเจริญ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างให้แก่ประเทศไทย ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ในฐานะ ‘ผู้นำประเทศ’

และนี่คือ 9 เรื่องดี ๆ ที่ ‘ลุงตู่’ ได้ฝากไว้ให้คนไทยทั้งประเทศ

1. กำหนด ‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ ระยะยาว 20 ปี เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางและกรอบแนวคิดในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ให้เกิดความต่อเนื่อง เป็นเป้าหมายให้ทุกภาคส่วนได้ทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกระดับ 

2. ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมครั้งยิ่งใหญ่ ในทุกระบบ ทั้งทางถนน ทางราง ทางทะเล และทางอากาศ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต ยกบทบาทของประเทศจากความโดดเด่นทางภูมิรัฐศาสตร์ ให้เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ ด้านการบิน ด้านการขนส่งสินค้า ด้านการท่องเที่ยว ฯลฯ

3. สร้างความพร้อมเรื่อง ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ และ ‘เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม’ โดยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล และ 5G ที่โดดเด่นในภูมิภาค เป็นที่ดึงดูดการลงทุนบริษัทชั้นนำของโลกหลายราย ซึ่งจะส่งเสริมบทบาทให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน 5G - Data center - Cloud services ที่สำคัญในภูมิภาค มีการใช้ประโยชน์ของประชาชนในชีวิตประจำวัน การศึกษาหาความรู้ การประกอบอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนและสร้างรายได้ที่สูงขึ้นของคนทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ  

4. กำหนด 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งมีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตส่งเสริมเศรษฐกิจเพื่อกิจการพิเศษ ทั้งด้านการแพทย์ ด้านนวัตกรรม ด้านดิจิทัล เป็นต้น ที่เป็นแหล่งบ่มเพาะแรงงานทักษะสูง-แรงงานแห่งอนาคต รวมถึงเกษตรอัจฉริยะ เพื่อตอบสนองตลาดแรงงานในอนาคต และการพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21

5. สร้างกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรที่สำคัญของชาติ ได้แก่ 

-‘น้ำ’ ออกกฎหมายน้ำฉบับแรกของประเทศ มีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการหน่วยงานน้ำในทุกระดับ 

-‘ดิน’ ตั้งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และจัดทำแผนที่ One Map เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนมาหลายสิบปี รวมทั้งจัดสรรที่ดินทำกินให้กับผู้ยากไร้-เกษตรกร 

-‘ป่า’ ออกกฎหมายป่าชุมชน ไม้มีค่า และตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ

6. พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่น ส่งเสริมสวัสดิการกลุ่มเปราะบางทั้งเด็ก-ผู้สูงอายุ-ผู้พิการ ส่งเสริมบทบาทกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กองทุนยุติธรรม และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และการยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้วยการศึกษา รองรับความท้าทายใหม่ ๆ ของโลกในอนาคต

7. ปฏิรูปกฎหมายไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และดึงดูดการลงทุนเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ รวมทั้งแก้ไขและบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล สามารถแก้ไขวิกฤตชาติได้ในหลายเรื่อง เช่น ปลดธงแดง ICAO และแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย IUU สร้างความเชื่อมั่นประเทศไทยในเวทีโลก 

8. ประยุกต์เทคโนโลยีที่ทันสมัยในระบบราชการไทย เพื่อยกระดับการให้บริการแก่ประชาชนและเอกชน ที่เข้าถึงง่าย - สะดวก - โปร่งใส เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ช่วยให้การจ่ายเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางตรงเป้าหมาย เต็มเม็ดเต็มหน่วย ตรวจสอบได้ และ UCEP สายด่วน 1669 บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ฟรีทุกสิทธิ์ ทุกโรงพยาบาล เป็นต้น

9. สร้างความสัมพันธ์ทั่วโลก ทั้งในรูปแบบทวิภาคี-พหุภาคี และเขตการค้าเสรี (FTA) รวมทั้งรื้อฟื้นความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีอาระเบีย เพื่อขยายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และตลาดการค้าระหว่างกัน

ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นได้ภายใต้การบริหารประเทศของ ‘ลุงตู่’ และแม้การเดินทางของประเทศไทยในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา จะไม่ได้ราบรื่น หรือง่ายดาย ซ้ำยังคงมีวิกฤตโควิด วิกฤตความขัดแย้งในโลก ที่ส่งผลกระทบด้านราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และเงินเฟ้อจนถึงในปัจจุบัน แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทย ช่วยให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ และฟื้นตัวมาได้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังคงผันผวนแปรปรวน

ก็ต้องบอกว่า ‘ประเทศไทย’ นับจากวันนี้ จะไม่ได้เริ่มนับที่ 1 อีกต่อไป หากทุกอย่างที่ ‘ลุงตู่’ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สร้างมานั้นได้รับการ ‘ต่อยอด’ ก็จะทำให้ประเทศไทยเดินทางเข้าสู่ ‘เส้นชัย’ ได้เร็ววันยิ่งขึ้น

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

'ศิริกัญญา' เตือนรัฐ ระวังเสียเหลี่ยมฝ่าย ขรก.ยัดไส้งบฯ ยัน!! ก้าวไกลไม่ใช้เวทีนี้ซักฟอก แต่อาจหนักไม่แพ้กัน

(29 ธ.ค. 66) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้ความเห็นถึงกรณีที่รัฐบาลออกมาดักคอฝ่ายค้านว่า อย่าหลงประเด็นใช้การอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 เป็นเวทีซักฟอก ว่า เราไม่เคยใช้เวทีอภิปรายงบประมาณ เป็นเวทีอภิปรายซักฟอกแม้แต่ครั้งเดียว ฝ่ายรัฐบาลที่เคยร่วมฝ่ายค้านมาก่อนก็น่าจะทราบดี ว่าเราโฟกัสแต่เรื่องงบประมาณ ซึ่งสะท้อนมาที่นโยบาย และการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล อาจจะมีหลุดมาบ้างในเรื่องของนโยบาย ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดคอร์รัปชัน แต่ไม่ใช่เวทีซักฟอกแน่นอน แต่ความหนักอาจจะไม่แพ้เวทีซักฟอก เนื่องจากเราทำการบ้านมาอย่างหนัก และวิเคราะห์กันอย่างเข้มข้น

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านจะเตือนรัฐบาลในเรื่องใดบ้างหรือไม่? น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณ เป็นการประลองกำลังระหว่างฝ่ายการเมือง และฝ่ายข้าราชการ หากฝ่ายการเมืองไม่เท่าทันฝ่ายราชการ เราก็จะเจอปัญหาอย่างที่เรากำลังเผชิญกัน ซึ่งฝ่ายการเมืองอาจจะได้แค่สั่ง แต่ไม่สามารถติดตาม ขับเคลื่อน ผลักดันให้นโยบายของรัฐบาลเกิดขึ้นจริง หรือปรากฏเป็นโครงการอยู่ในงบประมาณได้ ก็จะเป็นการเสียเหลี่ยมทางการเมือง และที่สำคัญ ในการรู้เท่าทันเรื่องอื่น ๆ เช่น การจัดสรรงบไว้ไม่เพียงพอ หากรัฐบาลไม่รู้เท่าทันอีกฝ่าย ฝ่ายราชการอาจจะยัดไส้อะไรบางอย่างเข้ามา โดยที่ตนเองก็ไม่อาจทราบ และอาจจะเกิดผลร้ายได้ในภายหลัง

‘จตุพร’ ชี้!! การเมืองปี 66 เป็นปีแห่งการตลบตะแลง ตระบัดสัตย์ไร้ยางอาย จับตา!! ทิศทางการเมือง 3 เดือนแรก ปี 67 ส่อชิงเหลี่ยม-เฉือนคมรุนแรง

‘จตุพร’ ฟาดนักการเมืองส่งท้ายปี 66 ยังส่อนิสัยโกหก กะล่อน ตระบัดสัตย์สิ้นยางอาย คาดสัญญาณเปลี่ยนเริ่มเห็นร่องรอยใน 3 เดือนแรกปี 67 ปนเปด้วยปัญหาทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ขย่มอารมณ์สงสัยดีลฟ้าใส เอื้ออภิสิทธิ์ชน จับตาก่อน สว.พ้นอำนาจ ส่อหักโค่น ชิงเหลี่ยมกันรุนแรง

(29 ธ.ค. 66) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ส่งท้ายปี 2566 ว่า เป็นปีที่นักการเมืองแสดงความหน้ามึน ด้านชาออกมา มีทั้งโกหก ตลบตะแลง ตระบัดสัตย์แต่อ้างประชาชนอย่างสิ้นยางอาย ดังนั้น ในปี 2567 ปัจจัยเปลี่ยนการเมืองจะส่งสัญญาณตั้งแต่ใน 3 เดือนแรก โดยเริ่มจากร่องรอยของศาล รธน.นัดตัดสิน 3 คดีสำคัญใน ม.ค. 2567

นายจตุพร กล่าวว่า การเมืองปี 2566 เป็นปีแห่งการโกหก ตลบตะแลง ตระบัดสัตย์ ไม่มีความตรงไปตรงมา ส่วนในปี 2567 จะเป็นปีเริ่มต้นทำความจริงให้ปรากฏอันเป็นผลจากการโกหกแต่ละเรื่อง เมื่อการเมืองมีอะไรซ้อนทับมากกว่าที่จะแลเห็นได้เป็นปกติ ดังนั้น ปี 2567 จะเน้นการวิเคราะห์พวกตลบตะแลงทางการเมือง

อีกทั้งชำแหละการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2566 ว่า การวิเคราะห์พวกกล่อนทางการเมืองนั้น ย่อมยากจะหาความจริงได้ถูกต้องทั้งหมด เหตุนี้ จึงต้องพยายามคลี่คลายหาผลของการดีลทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปี 2566 ให้พบ ซึ่งทำความสมดุลให้เกิดขึ้นกับความรู้สึกของสังคมด้วย

“การดีล (ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านและตั้งรัฐบาลเพื่อไทย) ที่ได้ประโยชน์กันนั้น แต่ประชาชนเสียความรู้สึก ในซีกของผู้มีอำนาจรัฐบาลอาจจะสมประโยชน์ ถ้าประชาชนเสียความรู้สึกแล้วไปกระทบจิตใจในระยะยาวและขยายกว้างขึ้น แม้วันนี้ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่อะไรถ้าประชาชนเห็นว่ามากไป ประวัติศาสตร์สอนถึงการลุกฮืออย่างรวดเร็วของประชาชนมามากแล้ว”

นายจตุพร กล่าวว่า กรณีคดีของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกฟ้อง สะท้อนถึงผลแนวโน้มจะกลับบ้านด้วยเช่นกัน แต่ยิ่งลักษณ์ ยังมีคดีที่มีคำพิพากษาโทษเด็ดขาด 5 ปีอยู่ สิ่งสำคัญในการจัดลำดับกลับไทย ที่ทักษิณ นำร่องมาแล้ว โดยไม่ต้องติดคุกสักวัน หากยิ่งลักษณ์ ทำตามก็จะเป็นเรื่องใหญ่ในอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน

อีกทั้งยังกล่าวว่า หากยิ่งลักษณ์ รอให้ทักษิณ ออกจาก รพ.ตำรวจ ชั้น 14 เพื่อกลับบ้าน แล้วจึงกลับมา ยิ่งจะทำให้ทั้งทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ต้องติดกับความไม่พอใจของประชาชน อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองเหตุการณ์เช่นนี้ จะมีการดีลกันเป็นตอนๆ ตามแต่ละเรื่องที่แต่ละฝ่ายต้องการ ดังนั้น สถานการณ์ปี 2567 จึงต้องติดตามใกล้ชิด

นอกจากนี้ ในปี 2567 คดีเกี่ยวกับนักการเมืองจะมีอยู่มากมาย ที่น่าสนใจ คือ ศาล รธน.นัดอ่านคำวินิจฉัยใน ม.ค. ถึง 3 กรณีใหญ่ๆ ที่นักการเมืองพัวพันอยู่ ทั้งคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กรณีหุ้นไอทีวี และการชี้ขาดคดีพรรคก้าวไกลล้มล้างการปกครอง กรณีหาเสียงแก้ ม.112

รวมถึง การสิ้นสุดอำนาจของ สว.ในกรณีโหวตเลือกนายกฯ ตั้งแต่กลาง พ.ค. 2567 ดังนั้น ถ้านายเศรษฐา ทวีสิน อยู่รอดจนถึง สว.ปัจจุบันหมดอำนาจไป จึงต้องมาคำนวณปัจจัยดีลทางสถานการณ์ทางการเมืองใหม่อีกครั้ง

“เราจึงคาดกันว่า ถ้าเห็นร่องรอยในการเปลี่ยนแปลงแล้ว ต้องลงมือก่อนจะเกิดการยุบสภา อีกอย่างการยุบก้าวไกลยิ่งทำให้พรรคนี้เติบโตสูงขึ้น รวมทั้งผลการดีล 22 ส.ค. 2566 นั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อใด เพราะผลการดีลจะบ่งชี้ถึงการไม่รอ สว.ให้หมดวาระ แต่จะลงมือการเปลี่ยนแปลงกันก่อน เนื่องจากต้องการเสียง สว.มาควบคุมสถานการณ์ต่างๆ เอาไว้ในมืออีก”

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าต้องการเปลี่ยนนายกฯ แล้ว ย่อมเกิดขึ้นก่อนเวลา 2 เดือนที่ สว.จะครบวาระคือในเดือน มี.ค.กับ เม.ย. ดังนั้น ถ้าเปลี่ยนตัวนายกฯ แล้ว นายเศรษฐา จัดเป็นนายกฯ ที่ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินเลย ซึ่งจะเป็นความแปลกประหลาดมาก

อย่างไรก็ตาม งบประมาณ 2567 กว่าจะเข้าสภาและผ่านออกมาจะเหลือเวลาใช้ประมาณ 5 เดือนนับตั้งแต่ พ.ค. 2567 จึงเป็นความผิดปกติเช่นเดียวกับที่มาของรัฐบาลและตำแหน่งนายกฯ ที่ สว.โหวตให้นายเศรษฐา ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดกันเลย ดังนั้น สิ่งนี้จะอยู่ในกระบวนการดีลฟ้าใส ตกลงกันไว้หรือไม่

“ในปี 2567 ตั้งแต่ ม.ค. ต้องติดตามการตัดสินคดีนักการเมืองในศาล รธน.และการเคลื่อนไหวต่างๆ รวมทั้งการแก้ รธน. และการนิรโทษกรรม จะว่ากันอย่างไร ยิ่งที่มา สว. 100 จะมีการแต่งตั้ง 23 คน ซึ่งเอาเปรียบประชาชนที่เลือกตั้งมา ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหามากมาย”

นายจตุพร กล่าวว่า กรณีนักโทษรักษาตัวอยู่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ และกล้องวงจรปิดทุกตัวของ รพ.ตำรวจพร้อมใจกันเสีย สิ่งนี้จะสะสมอารมณ์สงสัยของประชาชนมากขึ้น ดังนั้น คาดว่าภายใน 3 เดือนของปี 2567 ตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค.จะได้เห็นทิศทางการเมืองกันมากมาย โดยมีปัจจัยแปรสำคัญคือ นายกฯ ยังจะชื่อ ‘นายเศรษฐา’ หรือไม่ ขณะที่ยิ่งลักษณ์จะกลับเข้ามาอย่างไร ทั้งหมดนี้ จะเป็นเหตุการณ์ประเดประดังในปีหน้าทั้งสิ้น

นายจตุพร กล่าวว่า การแก้ รธน.ยกเว้นหมวด 1 กับ 2 ในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากมาก และใครคิดทำก็จะเกิดปัญหาตั้งแต่ต้น ส่วนสาระที่เป็นแก่นสารในการแก้ไขนั้น อำนาจจะเป็นของประชาชนจริงหรือไม่ ด้วยการกำหนดที่มาของ สสร.ไปร่าง รธน. ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแท้จริงของประชาชน อีกทั้งยังป้องกันการยึดอำนาจไม่ได้ ดังนั้น กระบวนการนำไปสู่การแก้ รธน. ย่อมเป็นการสูญเสียงบประมาณนับหมื่นล้านบาท

อีกทั้งเชื่อว่า รัฐบาลใช้เทคนิคการร่าง รธน.เพื่อเอื้อให้อายุรัฐบาลครบวาระ โดยมุ่งแก้ รธน.ไม่เสร็จก็เลือกตั้งใหม่ไม่ได้ หากเขียน รธน.เสร็จแล้วเพิ่มเนื้อหาดึงเวลาการเลือกตั้งอีกด้วย จึงขยับอายุรัฐบาลอยู่ได้นานขึ้น

นายจตุพร กล่าวถึงการสลับหน้าที่รองนายกฯ คุมงานว่า การให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มาคุมงานยุติธรรม แทนนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จาก เพื่อไทย โยกไปดูแลงานสาธารณสุขนั้น แสดงถึงต้องการแยกปัญหาของทักษิณ ชั้น 14 ไปให้พรรค รทสช.อธิบายแทนเพื่อไทย จะได้ผลดีและน่าเชื่อถือมากกว่า

“ส่วนเพื่อไทยก็ลอยตัวในปัญหาทักษิณยังอยู่ รพ.ตำรวจต่อไปได้ พร้อมกับคนมาใหม่คือ ยิ่งลักษณ์ เมื่อได้นักกฎหมายมาอธิบายประชาชนย่อมทำให้ผ่อนคลายอารมณ์ลงได้ ดังนั้น การเปลี่ยนหน้าที่รองนายกฯ จึงเป็นการบริหารอารมณ์ประชาชนไม่ให้ลุกลามขยายวงกว้างออกไป”

‘เพื่อไทย’ ดับร้อน!! โยก ‘รองตุ๋ย’ คุมยุติธรรม ขยับ ‘รองสมศักดิ์’ แบ่งเบางาน ‘รองอ้วน’

ปริศนาส่งท้ายปีกระต่ายสลายขั้วที่ยังฟันธงกันไม่สะเด็ดน้ำก็คือ กรณีท่านนายกฯ สูงยาวถุงเท้าแดงของ ‘เล็ก เลียบด่วน’ หรือ เศรษฐา ทวีสิน ลงนามคำสั่งวันที่ 25 ธ.ค. 66 โยกย้ายสลับงานรองนายกฯ 3 คน ให้รองตุ๋ย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ไปกำกับดูแลงานกระทรวงยุติธรรม แทนสมศักดิ์ เทพสุทิน ส่วน รองสมศักดิ์นั้น ได้รับมอบหมายให้ไปกำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุข แทนภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ เจ้าของฉายา ‘รองกอง’ งานอะไร ๆ ต่อมิอะไรก็โยนมาให้ท่านลองกอง เอ๊ย! รองกอง

นี่ล่าสุดนายกฯ โยนตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 มาให้อีก...ก็ขอเตือนท่านรองกองว่าอย่าล้อเล่นกับกฎหมายงบประมาณน่ะครับ...โปรดพกยาหอมยาดมไปเยอะ ๆ นะครับ

กลับมาที่เรื่องกระทรวงยุติธรรม ทำไมต้องเด้งสมศักดิ์แล้วหันไปใช้บริการพีระพันธุ์...ส่วนใหญ่ฟันธงกันว่าเป็นเพราะสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์แบบอัดยับข้าราชการกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะกรมราชทัณฑ์ว่าล้มเหลวในการทำงาน การชี้แจงเรื่องระเบียบราชทัณฑ์...คุกนอกเรือนจำ เลยโดนโยก…

มีคำถามว่า..อ้าว! คำสั่งนายกฯ ลงวันที่ 25 ธ.ค.นะ แต่ท่านสมศักดิ์พูดวันที่ 26 ธ.ค.น่ะ...ฝ่ายที่เชื่อว่าถูกโยกเพราะเรื่องนี้ก็อธิบายว่า เรื่องวันที่ลงนามคำสั่งนั้นจะลงวันที่เท่าไหร่ก็ได้..แต่เอาเป็นว่าเรื่องนี้นายกฯ ไปกระซิบบอกรองตุ๋ย พีระพันธุ์ให้รับทราบตอนเลิกประชุมครม.วันที่ 26 ธ.ค.แล้ว

การสับขาหลอกลงวันที่ 25 ธ.ค.จึงนับว่าเนียน…

อย่างไรก็ตาม ‘เล็ก เลียบด่วน’ ไม่เชื่อว่าเหตุผลโยกสมศักดิ์ออกจากการดูแลกระทรวงยุติธรรม จะเป็นเพราะสมศักดิ์เริ่ม ‘โอเวอร์ แอ็กชัน’ เท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลสำคัญอื่น ๆ ดังนี้

1.การโยกสมศักดิ์ไปดูกระทรวง สธ. แทนภูมิธรรม เป็นการลดโหลดงานรองอ้วนได้อย่างลงตัว อีกทั้งระยะหลัง ๆ พบว่าสมศักดิ์กับ ‘อุ๊งอิ๊ง’ แพทองธาร ชินวัตร ที่ไปมีบทบาทเรื่องสุขภาพแห่งชาติ ประสานการทำงานกันได้ดี

2.การโยกสมศักดิ์ออก และเอาพีระพันธุ์เสียบแทน เป็นการลดความเป็น ‘ตำบลกระสุนตก’ ของพรรคเพื่อไทยได้ไม่น้อย เพราะที่ผ่านมาสมศักดิ์ถูกมองว่าทำเรื่องกฎหมาย กฎกระทรวง เพื่อรองรับวีไอพีชั้น 14

2.1 พีระพันธุ์เป็นนักกฎหมาย เป็นอดีตรมว.ยุติธรรมมาก่อน ภาพลักษณ์ดูตรงไปตรงมา น่าเชื่อถือ จากนี้ไป ‘เผือกร้อน’ ก็จะตกอยู่กับมืออาชีพ

2.2 พีระพันธุ์รู้จักและสามารถพูดคุยกับกลุ่มต่าง ๆ ที่กำลังขับเคลื่อนกรณีนักโทษเทวดาให้เป็นนักโทษธรรมดา..น่าจะหาจุดรอมชอม ลงตัวกันได้โดยไม่เสียหลักการของทุกฝ่าย

2.3 พีระพันธุ์รู้ดีถึงบริบทของบ้านเมืองยุคสลายขั้ว พีระพันธุ์เป็นเพื่อนกับ ‘บิ๊กแดง’ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รู้อุณหภูมิบ้านเมือง ทิศทางลม...เขาคงไม่สุดโต่งถึงขั้นจะทำภารกิจลับแบบ ‘ทักษิณโมเดล’ ในกรณียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่อาจจะมีภารกิจลึกในเชิงกฎหมายที่เขาอาจให้คำแนะนำได้..!!

3. การมอบหมายงานกระทรวงยุติธรรม พร้อมกับตำแหน่งประธานบอร์ดอีก 4 บอร์ด เช่น ประธานกรรมการปราบปรามยาเสพติด ฯลฯ อาจมีเป้าประสงค์แอบแฝงเพื่อลดความร้อนแรงการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงราคาพลังงานที่เขากำลังทำ อันนี้อาจมีส่วนบ้าง แต่ฟันธงว่าพีระพันธุ์ไม่ยอม…

สรุปสุดท้ายประสา ‘เล็ก เลียบด่วน’ ก็ต้องบอกว่างานนี้พรรคเพื่อไทยขอใช้บริการ’ รองตุ๋ย’ นัยว่า..ดีลลับพิเศษเรื่องการสลายขั้ว การปรองดองสมานฉันท์ ยังไม่จบ ต้องเดินหน้าต่อไป

มองแบบโลกสวยนิดก็ต้องบอกว่ารองตุ๋ยอาจทำให้กระบวนการยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ กลับมาเป็นผู้เป็นคนมากกว่าเดิม!! 

สวัสดี

เรื่อง: เล็ก เลียบด่วน

'รังสิมันต์' สนควงแขน ‘ผบ.ทบ.’ ดูงานชายแดนไทย ชี้!! งานความมั่นคงค่อนข้างอ่อนแอ ‘ไร้แผน-ทิศทาง’

(29 ธ.ค. 66) นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ บอกว่า สนใจงานชายแดนที่ไป 2 พื้นที่ คือช่องจอม จ.สุรินทร์ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากนายทหารที่รับผิดชอบในพื้นที่เป็นอย่างดี และมีการพูดคุยเวทีให้ประชาชนเข้าร่วมด้วย ส่วนพื้นที่อ.สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีปัญหาลักลอบนำยางพาราเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา ที่อยู่ระหว่างการทำงาน ซึ่งพื้นที่ชายแดนมีปัญหามาก ก็นำมาซึ่งอาชญากรรมต่างๆ ที่ไม่เกิดเฉพาะชายแดน แต่ทำให้อาชญากรรมต่าง ๆ เข้ามาประเทศไทยได้ด้วย เบื้องต้นยินดี ทำงานร่วมกับกองทัพให้งานชายแดนให้มีความมั่นคงและปลอดภัย แก้ปัญหาสิ่งผิดกฎหมายต่าง ๆ ได้

“ตอนนี้ฝั่งชายแดนไทย-เมียนมา ตนมองว่า เป็นพื้นที่นัยสำคัญอย่างมาก คือ ความไม่สงบในเมียนมา ที่มีการเคลื่อนไหวกันอยู่ ประการแรกคือเราจะรับมืออย่างไร ต้องยอมรับว่าในพื้นที่เมียนมามีสิ่งผิดกฎหมายหลายอย่าง เช่น ยาเสพติด คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ คาสิโน ที่คนไทยจำนวนมากไปเล่น ไปเป็นลูกค้า เงินประเทศไทยไหลออก ไม่ได้เป็นสิ่งผิดกฎหมายซะทีเดียว แต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์กับคาสิโน อยู่ด้วยกัน เป็นสิ่งที่เราต้องจัดเตรียม วางแผน ล่วงหน้าร่วมกัน ซึ่งพื้นที่ชายแดนหลักคือทหาร ซึ่งผมยินดีมาก หากมีการทำงานร่วมกันระหว่างกองทัพกับกรรมาธิการความมั่นคงฯ ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะงานด้านความมั่นคงค่อนข้างอ่อนแอ เพราะไม่มีแผนชัดเจนว่าทิศทางของความมั่นคง ไปในทางไหนกันแน่ที่จะส่งเสริมปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง”

ต่อข้อถามที่ว่า พื้นที่หลัก ๆ ที่จะไปกับกองทัพช่วงนี้จะเป็นพื้นที่ใด นายรังสิมันต์ ระบุว่า พื้นที่เมียนมาเป็นพื้นที่สำคัญที่เราให้ความสนใจมาก ลองให้จินตนาการ อาทิ เรื่อง ยางพารา ที่เป็นยางเถื่อน ประมาณ แสนตันนั้น อาจส่งผลกับยางพาราในประเทศไทยได้ ซึ่งบางครั้งการลักลอบไม่ใช่เฉพาะยางพารา แต่จะมียาเสพติดที่จะเข้ามาด้วย ที่จะได้แก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งทุกคนพูดถึงการแก้ปัญหาแต่รูปธรรมยังไม่มี

เมื่อถามว่า จะติดต่อ ผบ.ทบ.เพื่อดูในพื้นที่และไปด้วยกันหรือไม่ นายรังสิมันต์ ระบุ เจ้ากรมยุทธการทหารบก ประสานงานกันใกล้ชิด กับ ผบ.ทบ. และเป็นที่ปรึกษาของกมธฯ วันนี้เราทำงานใกล้ชิด และประสานการดูแลคนไทยที่มีการค้ามนุษย์ ซึ่งการลงพื้นที่พร้อมกันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

‘บิ๊กป้อม’ กางผลงาน ‘พปชร.’ 3 เดือน ผ่าน 3 กระทรวงหลัก ลั่น!! ใช้สติปัญญาแก้ปัญหาให้ ปชช. มากกว่าสร้างวาทกรรม

(29 ธ.ค. 66) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า พรรค พปชร.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พปชร. ที่เข้าร่วมรัฐบาลครบ 3 เดือน ได้ขับเคลื่อนนโยบายของพรรคที่สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลผ่าน 3 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงสาธารณสุข ได้สานต่อนโยบายเรื่องที่ทำกิน ยกระดับราคาสินค้าเกษตร บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และดูแลสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงการยกระดับสุขอนามัยขั้นพื้นฐานให้ประชาชน

พรรค พปชร.สามารถดำเนินการประสบความสำเร็จในหลายเรื่อง ทำให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลในด้านต่างๆ ได้เป็นรูปธรรม อาทิ กำหนดให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นวาระแห่งชาติ และนำเสนอร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … ที่กำหนดกลไกในการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมต่างๆ เพื่อลดมลพิษทางอากาศในทุกมิติที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก่อนจะส่งกลับให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อส่งให้รัฐสภาต่อไป

นอกจากนั้น ยังร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการลดฝุ่นละออง จากแหล่งกำเนิด ควบคุมการเผาป่า ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านลดปัญหาหมอกควันข้ามแดน และยังมีแผนรับมือปัญหาภัยแล้ง โดยเร่งรัดการดำเนินโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 47 โครงการ 48 แห่ง

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ส่วนกระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันนโยบายเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ขณะนี้มีเกษตรกรยื่นเจตจำนงเป็นจำนวนมาก และผลักดันการช่วยเหลือเยียวยาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/67 เพื่อสนับสนุนค่าบริหารจัดการและคุณภาพผลผลิต ให้เงินอุดหนุน 1,000 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน มีเกษตรกรกว่า 4.68 ล้านครัวเรือนที่ได้รับการเยียวยา นอกจากนั้นมีมาตรการปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน ทั้งห้องเย็นด้านปศุสัตว์ 2,437 แห่ง ด้านประมง 2,062 แห่ง และใช้มาตรการกฎหมายจับกุมผู้กระทำผิดลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรจากต่างประเทศจำนวนมาก ในอนาคตจะขยายผลให้ครอบคลุมสินค้าเกษตรอื่นๆ ทั้งพืชและประมงเพิ่มเติม

ขณะที่การดำเนินงานด้านสาธารณสุข ได้ผลักดันการบริการเข้าถึงระบบสาธารณสุขระดับชุมชนทั่วประเทศ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและความแออัดในการเดินทางมาใช้บริการในเมือง ยกระดับมาตรฐาน รพ.สต.ทั่วประเทศ ให้มีคุณภาพเทียบเท่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โดยมีเทคโนโลยีเชื่อมต่อการรักษาจาก รพ.สต.ถึงโรงพยาบาลใหญ่ พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับบุตรหลาน อสม. หรือเด็กในชุมชน ให้ได้เรียนแพทย์ เรียนพยาบาล เพื่อกลับมาดูแลชุมชน และขยายหมอชุมชน หรือ ‘อสม.’ ให้เพียงพอกับประชาชนในพื้นที่ และผลักดันส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุให้ดำรงชีวิตประจำวัน และสามารถรับบริการด้านสาธารณสุขถึงที่บ้านได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงส่งเสริมสตรีมีบุตรเพื่อเพิ่มประชากรให้ทันต่อการพัฒนาประเทศ

พล.อ.ประวิตรกล่าวด้วยว่า สำหรับงานนิติบัญญัติ สส.ของพรรค ได้ผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อเสนอกฎเข้าสู่ที่ประชุมสภา และทำหน้าที่กรรมาธิการในคณะต่างๆ เพื่อนำปัญหาของประชาชนในพื้นที่เข้าสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ มีวุฒิภาวะ เน้นใช้ข้อมูล สติปัญญามากกว่าวาทกรรม

‘ชาวนครศรีฯ’ โอด!! เหตุประสบปัญหา ‘วัยรุ่นแก๊งซิ่ง’ ป่วนมา 10 ปี ร้องเรียนแล้ว แต่ไร้หน่วยงานดูแล เหมือน ‘เอาหูไปนา เอาตาไปไร่’

เมื่อสัปดาห์ก่อน 20-22 ธันวาคม 2566 ผมลงไปทำพิธีปล่อยปลาดุกลำพัน ตามโครงการลำพันคืนถิ่น ป่าพรุควนเคร็ง ครั้งที่ 8 บริเวณศูนย์อนุรักษ์ปลาดุกลำพัน ต.แม่เจ้าอยู่หัว อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีฯ

เย็นของวันที่ 20 ธันวาคม ระหว่างไปนั่งทานข้าวอยู่ที่ร้านอาหารถนนเลี่ยงเมือง ได้มีคนที่รู้จัก #นายหัวไทร เข้ามาร้องเรียนเรื่องความเดือดร้อนรำคาญถึงกับนอนไม่หลับมายาวนานร่วม 10 ปี แต่ไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแลแก้ไข

ความเดือดร้อนรำคาญเกิดจากแก๊งซิ่งรถมอเตอร์ไซค์ ที่พอดึก ๆ จะมีกลุ่มวัยรุ่นนำรถจักรยานยนต์มาซิ่งแข่งกันบนถนนสายหลัก ช่วงตั้งแต่หน้าโรงพยาบาลหัวไทร ไปวนกลับตรงวงเวียน วนแล้ววนอีกกันอยู่คืนละหลาย ๆ รอบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนกำลังพักผ่อน สี่ทุ่ม ห้าทุ่ม เที่ยงคืน ตีหนึ่งตีสอง

วัยรุ่นแก๊งซิ่งเหล่านี้มาจากหลายตำบล บางวันก็มีจากต่างอำเภอเข้ามาสมทบ นัดหมายกันผ่านกลุ่มไลน์ บางคันก็จะมีสก๊อยติดสอยห้อยตามมาด้วย

ชาวบ้านเคยร้องเรียนทางอำเภอ ทางตำรวจให้เข้ามาแก้ไขปัญหา แต่เสียงร้องของชาวบ้าน เหมือนเสียงนกเสียงกา ไม่เคยได้รับการแก้ไข ผ่านนายอำเภอมาแล้วหลายคน ผ่านผู้กำกับมาก็หลายคน ผ่านผู้ว่าฯ ผู้การฯ มาไม่รู้กี่คนต่อกี่คน แต่ปัญหาก็ยังอยู่

‘บำบัดทุกข์ บำรุงสุข’ คือคำขวัญของฝ่ายปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แต่ทุกข์ชาวบ้านในตลาดหัวไทรสิบกว่าปี ยังไม่เคยได้รับการเยียวยาแก้ไข

ทราบว่า…เช้าของวันที่ 21 ธันวาคม นายอำเภอได้เชิญชาวบ้าน (คนเดียว) ไปให้ข้อมูล ซึ่งจริง ๆ เรียกผู้กำกับ สารวัตรสืบสวนสอบสวน สารวัตรปราบปรามไปสอบถามก็น่าจะมีข้อมูลมากพอ ถ้ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีข้อมูล แสดงว่า ที่ผ่านมา ‘เอาหูไปนา เอาตาไปไร่’ ทุกข์ของชาวบ้าน ไม่ใช่ทุกข์ของเรา ยิ่งตอนหลังศูนย์ราชการ ทัังที่ว่าการอำเภอ โรงพัก ย้ายออกไปอยู่นอกชุมชน ยิ่งห่างไกลชาวบ้าน ห่างไกลปัญหา

จริง ๆ ก็ไม่น่าจะยากส่งตำรวจไปตั้งป้อม หรือตั้งจุดสกัด แจ้งผู้ปกครองให้ทราบถึงพฤติกรรมของลูก หรืออาจจะทำทัณฑ์บนไว้ทั้งลูก และผู้ปกครอง

หวังว่าที่เขียนมาจะได้รับทราบกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และนำมาสู่การแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนของชาวบ้าน จะได้นอนหลับสนิทเสียที และเรื่องแค่นี้คงไม่ต้องถึง มท.1 อนุทิน ชาญวีรกูล หรอกนะ แต่ถ้าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข อาจจะถึงเสี่ยหนูนะ

เปิดประวัติ 'สุดฤทัย เลิศเกษม' อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนที่ 39

(27 ธ.ค.66) หลังจากที่ นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยมี ‘นางสุดฤทัย เลิศเกษม’ รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ 

สำหรับ นางสุดฤทัย เลิศเกษม เกิดวันที่ 28 ธันวาคม 2508 และมีประวัติดังต่อไปนี้…

>> การศึกษา

- ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต การสื่อสารมวลชน วิชาเอกโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2529
- ปริญญาโท นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต การสื่อสารมวลชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2535 
- ประกาศนียบัตร (Certificate) กลยุทธ์การผลิตรายการโทรทัศน์ สถาบัน DEUTSCHE WELLE สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พ.ศ.2557
- วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ. รุ่นที่ 61) พ.ศ.2561

>> ประวัติการรับราชการ

- รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ (พ.ศ.2563)
- ผู้อำนวยการสำนักข่าวแห่งชาติ (พ.ศ.2562)
- ผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT (พ.ศ.2561) 
- ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต 5 สุราษฎร์ธานี (พ.ศ.2558)
- ประชาสัมพันธ์จังหวัดพังงา (พ.ศ.2556)
- ผอ.สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง11) ภูเก็ต (พ.ศ.2555)
- ผอ.ส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศ (พ.ศ.2553)
- ผอ.สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง11) กาญจนบุรี (พ.ศ.2543-2552)

>> ผลงานเด่น

- ประธานคณะกรรมการบริหาร (Chair of EXBO) ของ Asia-Pacific Institute for Broadcasting Development/AIBD (พ.ศ.2566) 
- ประธานประชุมอาเซียนด้านสื่อสารสนเทศ (SCI/พ.ศ.2565)
- กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ (พ.ศ.2563-2565)
- ผู้สื่อข่าวภาคสนามรายงานสดเกาะติดสถานการณ์กลุ่ม God's Army บุกยึดโรงพยาบาล ศูนย์ราชบุรี จนสื่อรัฐได้รับการชื่นชม (พ.ศ.2543)

>> รางวัลพิเศษ

- สื่อมวลชนสตรีดีเด่น เนื่องในวันสตรีสากล ปี พ.ศ.2563 จากกระทรวงแรงงาน
- ประกาศเกียรติคุณชมเชย บทโทรทัศน์รางวัล Japan Prize, NHK พ.ศ. 2546 และ 2547 (2 ครั้ง) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ยังเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้เกิดรายการข่าวจริงสุดเข้ม อย่าง 'คุยถึงแก่น' ดำเนินรายการโดย นายปรเมษฐ์ ภู่โต ออกอากาศทุกจันทร์-ศุกร์อีกด้วย

‘พิธา’ คว้าฉายา ‘ดาวดับ’ สภาปี 66 หลังชวดเก้าอี้นายกฯ ด้านสภาผู้แทนราษฎรได้ฉายา ‘สภาลวงละคร’ ไปครอง

(27 ธ.ค. 66) ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมร่วมกันของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ได้มีความเห็นร่วมกันในการตั้งฉายาของรัฐสภาตลอดปี 2566 ทั้งนี้ การตั้งฉายาการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้ง สส. และ สว.เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาทุกปี ในฐานะที่ติดตามการทำหน้าที่ของ สส. และ สว.อย่างใกล้ชิด เพื่อสะท้อนความคิดเห็นการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา

อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนขอเป็นกำลังใจให้ สส. และ สว.ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ให้มุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ สส. และ สว. ที่บกพร่องในการทำหน้าที่ ขอให้ทบทวน ปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชนต่อไปซึ่งมีความเห็นร่วมกัน ดังนี้

1.) สภาผู้แทนราษฎร ได้รับฉายา ‘สภาลวงละคร’
สภาที่มีการชิงไหวชิงพริบ เพื่อเป็นเจ้าของอำนาจ มีการเจรจาจับมือกันหลายฝ่าย โดยในครั้งแรกพรรคเพื่อไทยเล่นตามบทเป็นมวยรอง แต่สุดท้ายใช้สารพัดวิธีพลิกกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีแต่การหักเหลี่ยมเฉือนคม ตั้งแต่การเลือกนายกรัฐมนตรี จนถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้กระทั่งการหักหลังฝ่ายเดียวกันเองระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลที่เคยเป็นฝ่ายเดียวจับมือต่อสู้กันมาก่อน จนถึงขั้นฉีกเอ็มโอยู (MOU) ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยเล่นตามบทของพรรคอันดับรอง จับมือกอดคอกันอย่างหวานเจี๊ยบ เปรียบเสมือนโรงละครโรงใหญ่ ที่มีแต่ฉากการหลอกลวง

2.) วุฒิสภา ได้รับฉายา ‘แตก ป. รอ Retire’
ล้อมาจากฉายาของวุฒิสภาในปี 65 คือ ‘ตรา ป.’ ที่ สว.ทำหน้าที่รักษามรดกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อประโยชน์ของ 2 ป. คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี หรือ ‘ป.ประยุทธ์’ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี หรือ ‘ป.ประวิตร’ แบบไม่มีแตกแถว แต่ในปีนี้ทั้ง ‘2 ป.’ ได้แยกทางกัน ซึ่งในการลงมติเลือกนายรัฐมนตรีที่ผ่านมา สว.ฝ่าย ป.ประยุทธ์ ได้ลงมติยอมสนับสนุนนายเศรษฐา ทวีสิน สวนทางกับ ป.ประวิตร ที่งดออกเสียง และ สว.กำลังจะหมดอำนาจหน้าที่ในเดือน พ.ค. 67 จึงเป็นเสมือนการรอเวลาเกษียณ หมดเวลาการทำหน้าที่ สว.

3.) นายวันมูหะมัด นอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับฉายา ‘(วัน) นอ-มินี’
เนื่องจาก ตำแหน่งนี้เป็นที่แย่งชิงของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยมาก่อน ก่อนที่จะเห็นร่วมกันว่า ใช้โควตาคนนอก พรรคเพื่อไทย จึงได้เสนอชื่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติในขณะนั้น เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคก้าวไกลก็ยอมรับ ดังนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ จึงเป็นเสมือนนอมินีของการแย่งชิงครั้งนี้ ทั้งที่จำนวนเสียง สส.ที่มีก็ไม่ได้เพียงพอต่อการชิงตำแหน่งประธานสภาฯ แต่ก็ถือเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทย ที่พรรคพร้อมให้การสนับสนุน ทั้งยังเคยเป็นคนของพรรคเพื่อไทยมาก่อนด้วย

4.) นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ได้รับฉายา ‘แจ๋วหลบ จบแล้ว’
คำว่า ‘แจ๋ว’ เปรียบเสมือน บทบาทของ ‘ผู้รับใช้’ ซึ่งเกือบ 10 ปีที่ผ่าน นายพรเพชร ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า เป็นผู้รับใช้ คสช. แต่เมื่อเข้าสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในยุคปัจจุบัน บทบาทของนายพรเพชรในฐานะประธานวุฒิสภา พยายามหลบแรงปะทะ ไม่แสดงความเห็นที่เสี่ยงต่อการสร้างความขัดแย้งมากนัก รวมถึงไม่ออกสื่อ เพื่อรอเวลาวุฒิสภาหมดวาระในการทำหน้าที่ สว. 6 ปี ในเดือน พ.ค. 67

5.) นายชัยธวัช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา เห็นควรว่า ควรงดตั้งฉายา เนื่องจากเพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ และยังไม่ได้เริ่มทำงานในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

6.) ดาวเด่น
ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา เห็นว่า ‘ไม่มีผู้ใดเหมาะสม’ และโดดเด่นเพียงพอที่จะได้รับตำแหน่งดังกล่าว

7.) ดาวดับ
ได้แก่ ‘นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่มีความโดดเด่นในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จนกระทั่งรู้ผลเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกลได้จำนวน สส.มากที่สุด เดินสายขอบคุณประชาชน พบหน่วยงานต่างๆ ประหนึ่งว่าเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว พลอยให้บรรดาด้อมส้มเรียก ‘นายกฯ พิธา’ ทำให้เกิดกระแส ‘พิธาฟีเวอร์’ แต่สุดท้ายกลับไปไม่ถึงดวงดาว สภาไม่ได้เหยียบ ทำเนียบไม่ได้เข้า เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญสั่งแขวน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จากคดี ‘หุ้นไอทีวี’ ที่ยังลูกผีลูกคน จึงเป็นดาวที่เคยจรัสแสง แต่ตอนนี้ได้ดับลงแล้ว

8.) วาทะแห่งปี66
ได้แก่ วาทะของ ‘นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หนึ่งในแกนนำทีมเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ลุกขึ้นชี้แจงคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยในการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 66 ที่ผ่านมาว่า “เราเห็นด้วยอย่างยิ่งที่พรรคก้าวไกลเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเราเป็นพรรคอันดับ 2 มีความยินดีร่วมมือจัดตั้งรัฐบาล และถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคเพื่อไทยไม่มีทางจับมือกับพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล เราเป็นพรรคอันดับ 2 สามารถที่จะแย่งชิงจัดตั้งรัฐบาลได้ ถ้ากลไกการเมือง และรัฐธรรมนูญมันปกติ แต่ด้วยสภาพบังคับของรัฐธรรมนูญแบบนี้ เราไม่ร่วมมือกันไม่ได้ แต่เราก็คิดผิด เพราะว่ายิ่งเราจับมือกัน ยิ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้”

9.) เหตุการณ์แห่งปี คือ ‘เลือกนายกรัฐมนตรี’
ถือเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ที่มีการเลือกนายกรัฐมนตรีมากถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกคือวันที่ 13 ก.ค. 66 ซึ่งบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ คือ นายพิธา แต่ปรากฎว่าได้รับความเห็นชอบไม่ถึง 376 เสียง ทำให้มีการโหวตเลือกผู้ที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีรอบที่ 2 อีกครั้งในวันที่ 19 ก.ค. 66 แต่ปรากฎว่า ในที่ประชุมรัฐสภากลับมีการถกเถียงกันถึงข้อบังคับการประชุมว่าจะสามารถเสนอรายชื่อนายพิธาซ้ำได้หรือไม่ เนื่องจากมีความเห็นว่า ญัตติที่เสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีตกไปแล้ว ไม่สามารถนำขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ แม้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา จะเปิดลงมติตามข้อตามข้อบังคับที่ 151 ปรากฎว่า เสียงกึ่งหนึ่งเห็นว่า ไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาซ้ำได้

จากนั้น ช่วงเช้าของวันที่ 21 ส.ค. 66 นายชัยธวัช ตุลาธน ได้แถลงส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น นพ.ชลน่าน ในนามของพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวจับมือตั้งรัฐบาลเพื่อไทย 314 เสียงกับ 11 พรรคการเมืองที่เคยเป็นพรรครัฐบาลเดิม ในสมัยของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเหตุให้วันที่ 22 ส.ค. 66 นายวันมูหะมัดนอร์ ได้นัดประชุมรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อพิจารณาบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 3 โดยมีการเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี สุดท้ายก็ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาด้วยเสียง 482 เสียง ต่อไม่เห็นชอบ 165 เสียง และงดออกเสียง 81 เสียง ทำให้นายเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30

10.) คู่กัดแห่งปี
ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ลงมติเห็นว่า ควรงดตั้งฉายาคู่กัดแห่งปี เนื่องจากเพิ่งเปิดสมัยประชุมได้เพียงสมัยเดียว และเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเลือกนายกรัฐมนตรี รวมถึงตรงกับช่วงปิดสมัยประชุม จึงยังไม่มีใครเป็นคู่กัดที่ชัดเจน มีเพียงการปะทะคารมในบางเหตุการณ์เท่านั้น

11.) คนดีศรีสภา 66
สื่อมวลชนประจำรัฐสภา มีความเห็นร่วมกันว่า ยังไม่มี สส. หรือ สว.คนใด เหมาะสมที่จะได้รับตำแหน่งดังกล่าว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

'นายกฯ' เซ็นคำสั่งแบ่งงาน 'รองนายกฯ' ใหม่ ดึง 'ยุติธรรม' ให้ 'พีระพันธุ์' คุมแทนสมศักดิ์

(27 ธ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 381/2566 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจ ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา สาระสำคัญ คือ

1.การมอบหมายและมอบอำนาจให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

2.การมอบหมายและมอบอำนาจให้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข

3.การมอบหมายและมอบอำนาจให้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม (ยกเว้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแบ่งงานครั้งล่าสุดนี้ อาจเกี่ยวข้องกับกรณีการรักษาตัวนอกเรือนจำของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งอยู่เกิน 120 วันไปแล้วหรือไม่

ในช่วงที่ผ่านมา นายเศรษฐา รวมถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ต่างปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชนในหลายโอกาสถึงเรื่องนายทักษิณ พร้อมกับระบุสอดคล้องกันว่าเป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ

ขณะที่นายสมศักดิ์ มักชี้แจงประเด็นดังกล่าวที่สังคมสงสัยมาตลอด ซึ่งเกี่ยวข้องกับระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 ที่กำหนดเงื่อนไขการคุมขังนอกเรือนจำ และยังเคยออกมาเตือน กมธ.ตำรวจ อาจถูกฟ้องดำเนินคดี หากเข้าตรวจค้นชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยพลการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุด นายสมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ตำหนิกรมราชทัณฑ์ ทำงานเช้าชามเย็นชามในกรณีนายทักษิณ เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา และยังระบุว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล เพราะเงื่อนไขของกฎหมายและระเบียบราชทัณฑ์มีความชัดเจน ถ้าปฏิบัติตามแนวทางและกรอบของกฎหมาย หากข้าราชการทำตามทุกอย่างก็เดินไปตามปกติ แต่ถ้าทำ ๆ หยุด ๆ ไม่จริงจัง ทำไปโดยที่ไม่เข้าใจก็จะเป็นปัญหา

‘สุวัจน์’ มองฉายารัฐบาล ‘แกงส้มผลักรวม’ น่ารัก-ไม่ซีเรียส ชี้!! ได้ฉายาต้องดีใจ เพราะคือ ‘Someone’ ไม่ใช่ ‘No One’

(27 ธ.ค. 66) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวถึงฉายารัฐบาล ‘แกงส้มผลักรวม’ ที่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลตั้งให้ประจำปี 2566 ว่า ถ้าคุณได้รับฉายาควรต้องดีใจ เพราะถ้าไม่ได้รับจะเป็น No One แต่ถ้าได้รับฉายาคือเป็น Someone คือมีตัวตน ซึ่งเป็นบรรยากาศของการหยิกแกมหยอก สะท้อนมุมมองทางการเมืองไม่ใช่เรื่องซีเรียส อย่างฉายา ที่รัฐบาลได้รับปีนี้มองว่า อยู่ในบรรยากาศฮันนีมูนพีเรียด เบา ๆ น่ารัก ๆ แต่ว่าสะท้อน มุมทางการเมือง ไม่มีอะไรที่ซีเรียส 

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ในอดีตตอนที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและเลขาธิการพรรคชาติพัฒนา ได้รับฉายาว่า ‘สุวัจน์หอกข้างแคร่’ ซึ่งตอนนั้นมี 50 กว่าเสียงเป็นตัวแปลในรัฐบาล ขยับอะไรก็จะสร้างความหวั่นไหว และอีกครั้งได้รับฉายา ‘สุวัจน์ 25 ชั่วโมง’ ขณะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากทำงานทั้งวันประชุมแล้วแถลงข่าวเลย จึงอาจแถลงข่าวมากไป นักข่าวบอกว่า "เดี๋ยวก็แถลงเดี๋ยวก็แถลง" 

‘นิพนธ์-สรรเพชญ’ ขึ้นป้ายสวัสดีปีใหม่ 67 ทั่วสงขลา แต่ไร้โลโก้ ปชป. คอการเมืองลือสนั่น!! หรือเลือกตั้ง อบจ.ปี 68 บ้านใหญ่จะหวนคืนสังเวียน?

(27 ธ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวบรรยากาศการเมืองในจังหวัดสงขลา ก่อนการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2567 มีการพูดถึงพรรคการเมืองที่อยู่คู่ภาคใต้และจังหวัดสงขลามาอย่างยาวนานอย่าง ‘พรรคประชาธิปัตย์’ (ค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม) ที่ภายหลังการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจบริหารในพรรค โดยทีมบริหารชุดเก่าแพ้ให้กับทีมบริหารชุดใหม่ ภายใต้การนำของ ‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน’ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน มี ‘เดชอิศม์ ขาวทอง’ สส.สงขลา ขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรค พร้อมกับวลี ‘ตระบัดสัตย์’ เพราะเฉลิมชัยเคยลั่นวาจาไว้ว่า “ถ้าผลการเลือกพรรคประชาธิปัตย์ได้น้อยกว่าเดิม (52 ที่นั่ง) จะเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต”

แต่เฉลิมชัยกลับเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ซึ่งหมายถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต แปลความได้ว่า ไม่ได้เลิกเล่นการเมืองจริง สมาชิกพรรคจำนวนหนึ่งจึงทยอยลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค

แฟนคลับประชาธิปัตย์ต่างมีความเห็นแตกต่างกันไปหลายฝ่าย โดยในจังหวัดสงขลามีการจับตาไปที่ ‘บ้านบุญญามณี’ ซึ่งถือเป็นบ้านใหญ่การเมืองในจังหวัดสงขลา ที่ขณะนี้ มีการขึ้นป้ายสวัสดีปีใหม่ 2567 ไปทั่วเมือง ในขณะที่เจ้าตัวเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัว จ.แม่ฮ่องสอน

ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า รูปภาพสวัสดีปีใหม่ของนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีต สส.ประชาธิปัตย์หลายสมัย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ไม่ปรากฎรูปโลโก้พรรคประชาธิปัตย์แต่อย่างใด รวมทั้งเมื่อสำรวจไปพื้นที่เขตอำเภอเมืองสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ สส.ของ นายสรรเพชญ บุญญามณี เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ และเป็นลูกชายของนายนิพนธ์ก็ไม่มีโลโก้พรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผมเช่นเดียวกัน ทำให้เป็นที่พูดคุยกันในกลุ่มคอการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น รวมถึงเครือข่ายการเมืองต่างพูดคุยกันว่า มีความไม่ปกติใดเกิดขึ้นหรือไม่ หรืออนาคตจะไม่มี ‘บุญญามณี’ อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์?

นอกจากนี้ ยังพบว่า ภาพป้ายสวัสดีปีใหม่ 2567 ของนายนิพนธ์ บุญญามณี นั้น ยังปรากฏทั่วจังหวัดสงขลา จึงมีการจับโยงวิจารณ์ถึงวาระนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่จะหมดวาระลงในเดือนธันวาคม ปี 67 และจะมีการเลือกตั้งในต้นปี 68 วงร้านกาแฟวิจารณ์กันสนั่นว่า เป็นไปได้หรือไม่? ที่นายนิพนธ์จะย้อนกลับมาลงชิงนายกฯ อบจ.สงขลาอีกครั้ง โดยละทิ้งจากพรรคประชาธิปัตย์

กล่าวสำหรับนายกฯ อบจ.สงขลา ปัจจุบัน ‘ไพเจน มากสุวรรณ์’ นั่งบริหารอยู่ และถือได้ว่าเป็นทีมเดียวกับนายนิพนธ์ โจทย์ของคอการเมืองจึงยากขึ้น ในขณะที่มีการวางตัวคนที่จะมาสืบทอดต่อจากนายไพเจนแล้วด้วย รอเพียงให้เกษียณอายุราชการเท่านั้น

แต่อย่าลืมว่า ‘การเมือง’ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป มีเหตุผลอธิบายได้

เมื่อ 'YouTuber ชั้นเลว' สูบแสงเพียงเพื่อแลกเงิน ก้มหน้าก้มตาโกยจากการสร้างภาพให้กับฆาตกร

ผมเชื่อว่าใครที่ติดตามความเป็นไปของสังคมไทย เน้นในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์ก คงต้องรู้สึกถึงความ ‘เสื่อมต่ำ’ ของคนอาชีพ YouTuber ยุคนี้ไม่มากก็น้อย 

ก่อนหน้าสัก 7-10 ปี คนที่จะยึดอาชีพนี้ในการหาเลี้ยงชีพจริงจังยังมีไม่มาก ส่วนใหญ่เข้ามาเพราะความไม่ตั้งใจ แต่เมื่อคลิปของตนเองเกิดฟลุ้ก และโด่งดังขึ้นมา เริ่มมีคนติดตามมากขึ้น นำมาซึ่งการเกิดรายได้งาม ๆ เข้ากระเป๋า คนที่พอจะเป็นมวยก็รีบฉวยปรับตัวตามสถานการณ์หันมาเอาจริงกับการหาเงินผ่านช่อง YouTube ของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด 

แต่ที่ผิดคือ จำนวนไม่น้อยมักไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นสังคมจะได้หรือเสียอะไร? คิดแค่ตัวเองได้เงิน ช่องของตัวเองโด่งดังก็เพียงพอแล้ว ความเสื่อมของสังคมไทยจึงเริ่มต้นนับจากบรรทัดนี้

การผันตัวเองมาเป็น YouTuber ของคนประเภทข้างต้นนั้น เกิดขึ้นมากมายในสังคมไทย แต่น้อยถึงน้อยมากที่เราจะเห็น YouTuber ที่พึ่งพาได้จริง ๆ หรือเป็น ‘YouTuber’ ในแนวสร้างสังคมให้เกิดความแข็งแรง หรือคอยปลุกสำนึกให้ผู้คนคิดเป็น 

กลับกันที่มีให้เห็นดาษดื่นคือ YouTuber ที่ขาดความหวังดีต่อโลก แต่ที่น่าเจ็บปวดคือ กลับมีคนไทยชอบ และติดตามสนับสนุนอย่างมหาศาล การจะเห็น ‘YouTuber ชั้นเลว’ โด่งดังในประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด

ยุคหนึ่ง หากอยากจะวัดดูว่า คนไทยโง่ หรือ ฉลาด ก็ให้ดูจำนวนคนที่เลือกนักการเมืองเลว ๆ มาเข้าสภา แต่ยุคนี้สามารถดูได้จากจำนวนคนที่ติดตาม ‘YouTuber ชั้นเลว’ ก็จะได้คำตอบไม่แพ้กัน 

‘YouTuber ชั้นเลว’ หรือบางคนเรียกขานว่าเป็น ‘YouTuber ขยะ’ คุณจะเรียกอะไรก็ได้ เพราะพฤติกรรมของ YouTuber สองประเภทนี้จะคล้ายคลึงกันนั่นคือปั้นช่อง YouTube แบบไร้ทิศไร้ทาง อะไรคือ กระแส มีแสง ก็จะวิ่งเข้าหา เกาะติดไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่แยกถูกผิด ชั่วดี ไม่มีอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม ไม่มีสามัญสำนึก ไร้ศีลธรรม ขาดความคิดในเชิงสร้างสรรค์ มองเห็นคอนเทนต์ใดที่ทำแล้วพอจะได้เงิน ก็จะรีบพากันกระโจนเข้าใส่เสมอ 

ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีข่าวว่าชายคนหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนลงมือทำให้หลานสาวตัวน้อยของตัวเองเสียชีวิต เมื่อถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ชายคนนี้ก็โด่งดังขึ้นมา เพียงไม่กี่วันเหล่า YouTuber ก็พากันไปรุมล้อม จำนวนหนึ่งก็ช่วยกันปกป้อง สร้างภาพให้ดูน่าสงสาร ราวกับชายคนนี้เป็นคนดีที่โลกใบนี้ควรโอบอุ้ม 

แต่เมื่อต่อสู้กันในชั้นศาลยาวนาน จนที่สุดหลักฐานมัดว่าเขาคือคนผิด หรือ ‘ฆาตกรฆ่าหลาน’ เหล่า YouTuber ที่เสริมส่งให้คนผิดมีที่ยืนตลอดมา หรือช่วยให้ได้รับโอกาสดี ๆ อันมากมายจากสังคมไทยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยยอมรับในความผิด ก็ไม่ต่างจาก ‘YouTube ชั้นเลว’ หรือ ‘YouTuber ขยะ’ มองมุมไหนก็ไม่มีประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม นั่นก็รวมถึงนักร้องลูกทุ่งบางคน สินค้าบางชนิด หรือช่องข่าวบางช่องที่เคยสนับสนุน ‘ชายผู้ฆ่าหลาน’ คนนี้โดยไม่ลืมหูลืมตา 

วิงวอนคนไทยอย่าลืมคนเหล่านี้เชียว เลิกสนับสนุนได้...คือดี 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top