Monday, 6 July 2026
POLITICS

‘หนุ่มโหราฯ’ ชี้!! ทุกคนมี ‘สิทธิ-เสรีภาพ’ ในการแสดงความเห็นต่าง แต่บางคนชอบอ้าง ‘ประชาธิปไตย’ ทั้งที่ไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริง

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ใช้ TikTok บัญชี @flukepatsmile หรือ นักพยากรณ์โหราศาสตร์ไทย ได้เผยแพร่วิดีโอตอบข้อความของผู้ติดตามที่แสดงความคิดเห็นว่า “ทำไมสลิ่มถึงพูดแต่ ทรงพระเจริญ” โดยระบุว่า…

“ที่ถามว่าทำไม่สลิ่มถึงพูดแต่ทรงพระเจริญ ต้องให้เหมือนคุณไหม? ที่บอกว่าทุกคนมีพ่อมีแม่คนเดียว
แต่ก็ไปเรียกหัวหน้าพรรคว่า “พ่อส้ม” อะไรอย่างนี้”

“ประชาธิปไตย ครึ่งหนึ่งเป็นกฎหมาย อีกครึ่งหนึ่งคือเสรีภาพ มีอยู่วันหนึ่งนะ ผมไปดูหนัง เวลาเพลงสรรเสริญขึ้นผมก็ลุกขึ้นใช่ไหม? สำหรับคนที่ลุกหรือไม่ลุกผมคิดว่ามันไม่ได้เสียหายอะไร เพราะว่ามันคือเสรีภาพส่วนหนึ่ง แต่คุณเชื่อไหม? เด็กที่เขาไม่ลุกหัวเราะเยาะผม ทำหันไปพูดกันเหมือนเยาะเย้ยผม”

“พวกคุณไม่ได้เข้าใจประชาธิปไตยอยู่แล้ว คุณก็แค่ใส่หน้ากากประชาธิปไตย แต่จริง ๆ ตัวคุณอ่ะเป็นเผด็จการในรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง ในการที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นตัวคุณต้องการ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเข้าหาธิปไตยเลยนะครับ เพราะว่าคุณไม่เคารพสิทธิ์คนอื่น ไม่มีการให้เกรียติ ไม่มีการนับถือคนอื่น อย่างล่าสุด สส. ท่านหนึ่งพูดในสภาที่พลเอกประยุทธ์ไปเที่ยวก็ด้วย”

ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่างวิดีโอ สส.ท่านหนึ่งที่พูดถึงพลเอกประยุธ์ในสภา ว่า… “ทรราชที่สร้างความฉิบหายให้ประเทศนี้มา 10 ปี สร้างความโกรธแค้นให้กับพ่อ แม่ พี่ น้อง ประชาชนสร้างความเสียหายให้ประเทศนี้ ไม่รู้ว่าอีก 10 ปี ข้างหน้าจะแก้ไขสิ่งที่สร้างเอาไว้ได้รึเปล่าเลย? ประยุทธ์ จันทร์โอชา วันนี้ลงจากอำนาจลอยหน้าลอยตา”

ผู้ใช้ติ๊กต็อกรายนี้ยังเสริมต่ออีกว่า “คำถามคือ เขาจะอยู่คุณไม่ให้เขาอยู่ พอเขาไปคุณไม่ให้เขาไป ซ้ายก็ไม่ได้ ขวาก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ มันก็คือความเอาแต่ใจนั่นแหละ”

“ผมจะพูดว่าทรงพระเจริญ หรือ ผมจะยืนในโรงหนังก็สิทธิ์ของผมไม่ใช่หรอ? ผมพูดไม่ได้หรอครับ? 
คุณเอาเป็นเรื่องตลก มันเยาะเย้ยคนอื่นเนี่ย มันเรียกว่าการไม่ให้เกียรติ เรื่องง่ายๆ พวกนี้คุณยังคิดไม่ได้เลย คุณจะเอาคำว่าประชาธิปไตยมาอ้าง คุณไม่เข้าใจมันจริง ๆ หรอกครับ”

'ลุงป้อม' ชายชาติทหาร ผู้ผ่านมาแล้วทุกสมรภูมิชีวิต ใครจะรู้!! วันหนึ่งอาจผงาดขึ้นเป็น ‘นายกฯ’ คนต่อไป

(8 ม.ค. 67) เปลวสีเงินในนำเสนอบทความ ในหัวข้อ 'ลุงป้อม' ที่ไม่มีวันตาย ความว่า…

ไม่รู้จักตัวท่านหรอก

แต่ในฐานะ FC ขอบอกว่า "คิดถึงท่านนะ" และ "สวัสดีปีใหม่ท่านด้วย"

ก็ ‘พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ’ หรือ ‘ลุงป้อม’ นั่นแหละ

ถ้านับตามอายุ ท่าน ‘น้องผม’

แต่ยกให้เป็น ‘ลุง’ เพราะผมยังหนุ่มกว่าเยอะ

ถ้าพูดถึงความหล่อ ตรงนี้ พอฟัด-พอเหวี่ยง  และขึ้นอยู่กับสเปกใคร-สเปกมัน!

แต่วันนี้ ต้องขอถอนคำพูดที่ว่า ‘ผมหนุ่มกว่า’ เพราะเมื่อวาน (7 ม.ค.67) ลุงป้อมในฐานะผู้นำ ‘พรรคพลังประชารัฐ’ ไปเพชรบูรณ์

เห็นหุ่นท่านแล้ว ต้องร้อง..ว้าวววว!

หลังเลือกตั้ง หายหน้าไป 3-4 เดือน นึกว่าลุงถอดใจ ที่ไหนได้ แอบไปฟิตซ้อม เข้าคอร์ส ‘เสริมหนุ่ม’ มาแหงๆ

เพราะจากที่ตุ้มต๊ะ ตุ้มตุ้ย....

ตอนนี้พุงสเลนเดอร์ หน้าอิ่มเอิบ มีสง่าราศี ยังกะโชกุน ตายิ้มได้ แถมมีประกายสดใส

เห็นแล้วก็ดีใจนะ ไม่บอกหรอกว่า "ลุงป้อม สู้..สู้"

เพราะพูดอย่างนั้น เหมือนหมิ่นชายชาติทหารที่ผ่านมาแล้วทุกสมรภูมิชีวิต

แค่ไม่ได้เป็นนายกฯ วันนี้ ก็ใช่ว่าวันหน้าก็จะไม่มี จริงไหม..ลุง?

ขอเพียงลุงป้อมไม่สลัดนวมทิ้งแล้วลงจากเวทีเท่านั้น โอกาสเป็น ‘แชมป์’ ยังมีเสมอ

ลุงป้อม ไม่ใช่พันธุ์ทหาร ‘แมงป่อง’ ที่ดีแต่ชูหางอวดอ้า

แต่เป็นพันธุ์ ‘ทหารเสือ’!

เสือย่อมมีลาย มีศักดิ์ศรีที่จะไม่กินเนื้อเก่า ไม่มั่นใจ จะไม่สยายกรงเล็บ และเมื่อออกล่า

เพียงสาบเสือโชย สัตว์ทั้งป่า ก็ผวาตื่นว่า ‘เจ้าป่า’ มาแล้ว!

เห็นลุงประกาศ ต่อจากนี้ ในฐานะเจ้าสำนัก ‘พลังประชารัฐ’ จะเดินสายไปพบปะประชาชนในแต่ละจังหวัด

เพื่อแจกแจงให้ทราบว่า....

4 เดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรี ‘พลังประชารัฐ’ ทำอะไรให้ชาวบ้านเป็นผลงานสำเร็จแล้วตามสัญญาบ้าง

ผมเชียร์ครับ...ลุง

ไม่ใช่เลือกตั้งที ก็ลงไปที มันต้องแบบนี้ คนไทยทุกจังหวัด เลือก-หรือไม่เลือก ไปว่าเขาไม่ได้

แต่ควรพิจารณา ‘ตัวเรา-พรรคเรา’ ว่ารักเขา จริงใจกับเขา ลงไปพบปะเยี่ยมเยียน ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบเขาสม่ำเสมอหรือไม่?

ช่วย ‘ได้มาก-ได้น้อย’ เป็นอีกเรื่อง

ที่สำคัญ อย่าได้หายหน้า-หายตา ‘เป็นคน..ต้องมีหัวใจ’ ส่วนเรื่องตำแหน่ง ‘มี-ไม่มี’ นั่นแค่หัวโขน

แค่เอาใจไปผูกใจ กินข้าวด้วยกันซักคำ ดื่มน้ำจากขันดำๆ ใบเดียวกันซักอึก นั่นมันดื่มด่ำยิ่งกว่า ‘ดื่มน้ำสาบาน’ กันซะอีก!

ภาพลุงป้อม เหมือน ‘พระสังกัจจายน์’

มีเสน่ห์ในตัว ใครเห็นก็รัก เป็น "ลุงป้อมใจดี" ของลูกๆ หลานๆ ของพี่ๆ น้องๆ

ไม่ต้องเอาอะไรไปให้เขาหรอก

แค่ลุงป้อมไปเยี่ยม ไปนั่งให้เขาลูบพุง พกปีโป้ไปแจกเด็กๆ คนละอัน แค่นั้น ชาวบ้านก็แทบจะหอบผ้า-หอบหมอน หนีตามมาอยู่กับลุงแล้ว!

ลุงป้อมเนี่ย เป็นคนมีกรรมอย่างหนึ่ง

อดีตชาติ ‘คงอิจฉา-ริษยา’ คนอื่นไว้มาก มาถึงชาตินี้ ด้วยวัฏฏะแห่งกรงกรรม ลุงป้อมจึง ‘ถูกกระทำ’ ในเชิงริษยาเป็นการชดใช้

ดูซี...พอเข้าการเมือง ในฐานะ ‘พี่ใหญ่ 3 ป.’

ก็เป็น ‘ป้อมปราการ’ ที่ตกเป็นเป้าทำลายจากฝ่ายตรงข้าม

เรื่องจริง-เรื่องไม่จริง ถูกสาดใส่-ระบายสี จนเป็น ‘ลุงป้อมจอมโกง’ ไปทุกเรื่อง

อย่างเรื่อง ‘แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน’

จริงๆ แล้ว เรื่องนาฬิกา มันขี้หมาแท้ๆ พวกเล่นนาฬิกาเรือนละเป็นสิบล้าน-ร้อยล้าน เขามีกลุ่มเขาอยู่

คนในกลุ่ม ชอบเรือนไหน ใครจะเวียนกันเอาไปใส่ เป็นเรื่องธรรมดา ผมก็เคยเห็น ยิ่งกลุ่ม ‘เซนต์คาเบรียล’ ของลุงป้อมด้วยแล้ว

ขอโทษ...ถ้าสังคมโลกนิยมนาฬิกาตีน กลุ่มบ้านาฬิกาของลุงป้อม ก็คงมีนาฬิกาตีนฝังเพชรให้ลุงป้อมยืมมาใส่

ถามว่า ลุงป้อมยากจน ไม่มีเงินแค่ซื้อนาฬิกาแพงๆ เองซักเรือนหรือ ถึงต้องเอาของคนโน้น-นี้มาใส่?

ซื้อซักกระสอบก็ได้

แต่คนมีสมองคิดจึงเป็นเศรษฐี ดังนั้น คนพวกนี้ เขารู้ว่านาฬิกาแพง ผลิตออกมาเพื่อเป็น ‘ของเล่นเศรษฐี’

เมื่อเป็นของเล่น จะบ้าซื้อกันทุกคนทำไม มึงซื้อโน่น-กูซื้อนี่ ใครพอใจใส่เรือนไหน ก็เอาไปใส่ เวียนกันไปในหมู่พวกเขา

เพราะคนส่วนหนึ่ง ไม่รู้วัฒนธรรมเศรษฐี แต่อีกส่วนรู้

จึงอาศัยช่องจากคนไม่รู้ หยิบตรงนั้น เป็นช่องทำลายผ่านตัวลุงป้อม ซึ่งเป็น ‘จุดสลบ’ ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์

การใส่ร้าย-ป้ายสี เพื่อทำลายคนน่ะ มันง่าย

เพราะพื้นฐานจริตมนุษย์.......

ไม่ชอบเห็น ‘ใครดี-ใครเด่น’ กว่าตัวเอง จะอิจฉา และมองในมุมร้ายไว้ก่อน

ฉะนั้น แค่ลุงป้อมใส่นาฬิกาแพง....

ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมีเป้าหมาย ‘ทำให้ลุงป้อมฉิบหาย เท่ากับได้ทำลายรัฐบาลพลเอกประยุทธ์’ มันก็แค่นั้น

แล้วเห็นไหม.....

วันต่อมา มีนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ขับรถเบนซ์และเบนท์ลีย์ ไปสภาหรือทำเนียบฯ นี่แหละ

นักข่าวไปถาม "แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินหรือเปล่า?"

คำตอบจากนักการเมืองนั้น คนหนึ่งบอก "เพื่อนเอามาให้ใช้" อีกคนบอก "ของลูก ยืมมาขับ"

เงียบฉี่ ไม่มีนักสืบโซเชียล ไม่มีสำนักข่าวไหนไปคุ้ยแคะว่าจริงมั้ย เหมือนกรณีนาฬิกาลุงป้อม!?

ไม่ต้องดูอื่นไกล อย่างตอนเศรษฐาเป็นนายกฯ ใหม่ๆ ขับรถป้ายแดงยี่ห้ออะไรก็ลืมไปแล้ว แต่เป็นยี่ห้อหรู-ราคาแพงไปทำเนียบฯ

นายกฯ บอกว่า "ของลูก เอามาขับ"

ก็จบ...ทุกคนเชื่อหมดว่า ‘เอารถลูกมาขับ’

มี ‘ลุงป้อม’ คนเดียวในโลกเท่านั้น ที่ประโคมข่าวกันจนไม่มีใครเชื่อว่า เอานาฬิกาเพื่อนมาใส่?

เพราะอะไร....?

เพราะลุงป้อมเป็น ‘พี่ใหญ่’ ของอีก 2 ป.ที่คว่ำชามข้าวเพื่อไทยทิ้ง ในยุคยิ่งลักษณ์!

ตอนนี้ เมื่อพูดถึง ‘ลุงป้อม’ ลืมหมดแล้วเรื่อง ‘นาฬิกาเพื่อน’ เพราะลุงป้อม หมดความจำเป็นที่ต้องใช้เป็นสายชนวน ‘จุดระเบิด’ ใส่รัฐบาลประยุทธ์แล้ว

ทั้งเชื่อกันว่าลุงป้อม ‘หมดบุญ-หมดบารมี’ ที่จะมาแข่งเก้าอี้นายกฯ กับใครแล้ว

ฉะนั้น ถ้าได้ยินใครยกเรื่อง ‘นาฬิกาลุงป้อม’ มาพูดอีก ก็ขอให้เข้าใจว่า นั่น...รัศมีลุงป้อมกำลังทาบขึ้นมาแข่งอีกแล้ว

การเมืองน่ะ ตัวเองไม่ต้องเป็นนายกฯ ก็ใหญ่ได้

ดูอย่างทักษิณซิ

เป็นนายกฯ ซะที่ไหน นักโทษแท้ๆ แต่ทุกคนก็ให้เครดิตว่าใหญ่กว่าเศรษฐา ส่วนเศรษฐา แค่ ‘ม้าทรง’ ทักษิณ!

เนี่ย...พูดด้าน ‘วิบากกรรม’ ลุงป้อม

ก็ให้ถือซะว่า ‘กรรมเก่าชดใช้-กรรมใหม่ไม่ก่อ’ อย่าไป ‘ผูกพยาบาท-ฆาตพญาเวร’ กับใคร        ลุงป้อม แค่ ๗๘-๗๙ หนุ่มใหญ่ "เดอะ ยัง  วัน" ยังไม่ถึงขั้น "ใกล้ปลิดขั้ว" เหมือนผม

ท่านไม่ใช่ ‘คนขี่หลังเสือ’

แต่ท่าน ‘เป็นเสือ’ ฉะนั้น ทิ้งลายไม่ได้

ประธานาธิบดี ‘โจ ไบเดน’ อายุ 82 ปี

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ อายุ 78 ปี

เห็นประกาศ จะลงสู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กันอีก

ลุงป้อมแค่ 79 ถ้าถอดใจ ก็ไปบวชเป็นฤาษี ไกลๆ แม่ชีสาวๆ กินเผือก-กินกลอย อยู่ "บ้านป่ารอยต่อ 5 จังหวัด" โน่นซะ!     

‘ญี่ปุ่น’ น่ะก้าวหน้าวิทยาการระดับโลก แต่ก็ยังไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า "แผ่นดินจะไหวตรงไหน เมื่อไหร่ในญี่ปุ่น?"

‘การเมืองไทย’ ช่วงนี้ ก็ประมาณนั้น

ญี่ปุ่น ในภาพรวม ก็รู้ทั้งโลกแหละว่า อยู่ในแนวเลื่อนเปลือกโลก ไหวกันจนไม่ไหวจะใส่ใจแล้ว

การเมืองไทย ก็รู้กันทั้งโลกแหละว่า…

อยู่ในแนวเลื่อน ‘ประชาธิปไตยโจร-เผด็จการทหารปราบโจร’ จะไหวหรือไม่ไหวเมื่อไหร่-ตอนไหน ‘ค่าเท่ากัน’ ป่วยการจะใส่ใจแล้ว

เพราะ ‘แผ่นดินไหว’ เป็นเรื่องธรรมชาติเมืองญี่ปุ่น

‘ประชาธิปไตย-เผด็จการทหาร’ ก็เป็นธรรมชาติเมืองไทย!

วันนี้ คุยอะไรไม่เป็นเนื้อ-เป็นหนัง

ที่ ‘เป็นเนื้อ-เป็นหนัง’ เห็นจะเป็นเรื่อง ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ 5 แสนล้านของรัฐบาลส่งคำถามไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาว่าทำได้-ไม่ได้แค่ไหนนั้น

นายกฯ เศรษฐาบอกว่า ทางกฤษฎีกาส่งคำตอบมาแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 6 มกรา.!

ลองนายกฯ เศรษฐาตอบสั้นๆ ก็ไม่ต้องสงสัยว่ากฤษฎีกาตอบว่าไง?

ถ้า Yes ละก็นะ

"เศรษฐา" น้ำท่วมทุ่งไปแล้ว!

-เปลว สีเงิน

8 มกราคม 2567

คนปลายซอย

น่าน้อยใจ!! คนเก่งแห่งวงการ 'ศิลปะ-ดนตรี-กีฬา' สื่อไทยส่วนใหญ่กลับไม่สนใจเท่ากับเรื่องชู้สาว

บ้านเราเวลาที่มีข่าวคาว ๆ ของชาวบ้านทั่วไป หรือจะเป็นคนดังในวงสังคมก็ตาม เช่น ผัวตบเมีย เมียคบชู้ ผัวมีกิ๊ก เมียหลวงตามตบเมียน้อย แฟนไปแอบมีอะไรกับคนอื่น ฯลฯ สื่อจำนวนไม่น้อยมักจะให้คุณค่าของข่าว 'ชู้สาว' สูงราวกับว่าเป็น 'อาหารสมองชั้นเลิศ' ที่จะทำให้ประชาชนคนในชาติที่ติดตามดูจะมีความฉลาดล้ำ

แต่ที่จริง ยิ่งนำเสนอ และยิ่งผลักดันให้ข่าวเหล่านี้อยู่ในกระแสยาวนานเท่าไหร่ คนไทยก็จะยิ่งโง่ลง ไม่มีทางที่จะทำให้มีโลกทัศน์ ชีวทัศน์กว้างไกลไปกว่าเดิม   

เปรียบได้กับการฉีดผงขาวเข้าเส้นเลือด ป้อนให้เหล่าประชาชนที่มีภูมิต้านทานทางชีวิตที่ต่ำเสพ คอยมอมเมาชนิดที่ไม่ให้หลับไม่ให้นอน ลืมตามาเมื่อไหร่ก็มีใส่พานตั้งรอไว้ที่หน้าฟีดจนเกลื่อน ใครติดแล้วก็ต้องไล่ควานหาข่าวลบ ๆ ของใครสักคนมาเสพเพื่อให้เลือดความอยากรู้ในเรื่องไร้ประโยชน์กับชีวิตมันสูบฉีด 

ตาโหล ตาดำคล้ำ เพราะตามติดข่าวใต้สะดือของครอบครัวคนอื่น จนลืมหน้าที่ความเป็นคนว่าเมื่อมีโอกาสเกิดมามีชีวิตแล้วนั้น ควรหันไปให้ความสำคัญกับสิ่งใดที่จะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง และสังคมส่วนรวม ทำให้คนไทยนับถือศาสนาพุทธจำนวนมากยุคนี้ ไม่รู้จักคำสอนดี ๆ ของพระพุทธเจ้าเลย แต่กลับรู้จักว่าใครคนไหนมีเมีย มีผัว มีลูกกี่คน และใครเลิกคบกับใคร?!

กลายเป็น 'มนุษย์เสือก' เรื่องชาวบ้านไปโดยปริยาย

คนที่เก่งกาจด้านศิลปะ ดนตรี หรือกีฬา ที่โลกใบนี้ควรเชิดชู ยกย่อง ควรประกาศก้องให้เป็นแบบอย่างในทางที่ดีแก่มวลมนุษยชาติ สื่อไทยจำนวนไม่น้อยกลับพากันเมิน ทั้ง ๆ ที่ตนเองมีศักยภาพมากพอที่จะทำให้จำนวน 'คนโง่' ลดน้อยลง และยังเพิ่มจำนวนคนที่ 'คิดเป็น' ให้กับประเทศชาติของตนเองได้ ถ้าใส่ใจที่จะคิดผลักดัน 'คนเก่งของสังคม' ให้เป็นแบบอย่างที่ดีงามกันจริง ๆ

สื่อที่ขาดความหวังดีกับสังคม และมีวิสัยทัศน์ที่น้อยนิดก็มักจะให้เหตุผลว่า ถ้านำเสนอเรื่องดี ๆ ของคนดี ๆ แล้วเรตติงจะไม่สูง เพราะคนไม่อยากดู 

แต่สำหรับสื่อที่มีความหวังดีต่อสังคมไทย เขาจะยืนหยัดทำในสิ่งที่จะช่วยให้คนในชาติมีสติปัญญาที่ดีมากขึ้น ยืนหยัดที่จะนำเสนอแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้อย่างท้าทาย ซึ่งมีไม่กี่สื่อในประเทศไทย 

ถ้าจะนับนิ้วมือ กับนิ้วตีนรวมกัน ก็ยังเหลืออีกเยอะทีเดียว

‘นายกฯ’ รับฟัง ‘นิด้าโพล’ หลัง ปชช.ให้คะแนนอยู่ยาวตลอดปี ชี้!! ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงก็ยังตื่นเช้ามาทำงาน-ทำทุกอย่างเป็นปกติ

(7 ม.ค.67) ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินทางจาก บน.6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานร้อยเอ็ด ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี เป็นประธานกิจกรรม Kick off ‘30 บาท รักษาทุกที่’ ที่ลานสาเกตนคร หน้าหอโหวด 101 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด นำร่องใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ในโรงพยาบาลที่ร่วมโครงการ โดยจะคิดออฟพร้อมกันในจังหวัดนำร่อง ร้อยเอ็ด, แพร่, เพชรบุรี และนราธิวาส

ผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจประชาชน เรื่อง ‘การเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตในปี 2567’ เชื่อว่าปีหน้าเศษรฐกิจจะดีและรัฐบาลนายเศรษฐาจะอยู่ยาวตลอดปี แต่จะมีเหตุวุ่นวายทางการเมืองอยู่บ้างว่า ก็รับฟัง และพรุ่งนี้เช้าก็ยังตื่นไปทำงานเหมือนปกติ

เมื่อถามว่า โพลสะท้อนว่าประชาชนเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ทำให้มีกำลังใจทำงานมากขึ้นหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวย้ำว่า ถึงอย่างไรก็ต้องตื่นเช้าทำงานเหมือนเดิม ทุกอย่างยังเป็นปกติ ทำงานเหมือนเดิม

‘บิ๊กป้อม’ นำทีม พปชร.สัญจร เยือนถิ่นมะขามหวาน พบปะปชช. เผย ผอมลง เพราะงดข้าวเย็น แต่ออกกำลังกาย จึงดูสดใสขึ้น

(7 ม.ค.67) หอประชุมเทศบาลเมืองวิเชียรบุรี (หลังใหม่) บริเวณศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานกิจกรรมพรรคพลังประชารัฐสัญจร ครั้งที่1/2567 โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.สาธารณสุข ในฐานะรองหัวหน้าพรรค น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ สส.เพชรบูรณ์ทั้ง 6 เขต  และ สส.พรรคพลังประชารัฐ ร่วมกิจกรรม

โดย พล.อ.ประวิตร ได้ทักทายสื่อมวลชนว่า เป็นยังไง พร้อมระบุว่า ตนเองสบายดี ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า ไม่ได้เจอกันนาน แต่ยังดูสดใสแข็งแรง ผอมลงใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบกลับว่า อดข้าว งดข้าวเย็น เมื่อถามว่า สีหน้าดูสดใสขึ้นมาก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็สบายดี เมื่อถามอีกว่า สื่อคิดถึง ไม่ได้เจอนาน พล.อ.ประวิตร ได้ตอบกลับว่า “คิดถึง”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการแจ้งบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตร หลังจากที่มีหนี้สินปรากฎ 757.26 บาท คืออะไร เหตุใดไม่ชำระหนี้ แต่พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ ต้องไปถามคนทำ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน

จากนั้น พล.อ.ประวิตร ได้ขึ้นรถยนต์ ก่อนที่จะเปิดประตูรถ มาคุยกับผู้สื่อข่าวอีกครั้ง โดยยอมรับว่าสุขภาพดีขึ้น ผอมลง เพราะว่าอดข้าว แต่ไม่ได้ทำ IF อดข้าวเย็น และข้าวเช้าอย่างเดียว มีออกกำลังกายนิดหน่อย ทำหน้าตาดูสดใสขึ้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประวิตรมีน้ำหนักลดลง 14 กิโลกรัม หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเลือกตั้งที่ผ่านมา

‘อรรถวิชช์’ ซัด!! ผังเมืองใหม่กรุงเทพฯ ฟังนายทุนมากกว่าประชาชน  ไม่ทำผังเมืองเฉพาะ ปล่อยทุนอสังหาฯ ล่าซอยเล็ก ผุดตึกใหม่ไม่เลิก

(7 ม.ค. 67) จากกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือกับประชาชน เกี่ยวกับการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่าบรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปอย่างตึงเครียด หลังจากที่ กทม. เปิดให้ประชาชนซักถามในประเด็นต่างๆ โดยประชาชนมีความเห็นไปในทางไม่เห็นด้วยกับร่างผังเมืองฉบับดังกล่าว

ทั้งนี้ หนึ่งในเสียงที่พูดแทนประชาชนในวันนั้นได้อย่างดุเดือดมาจากเสียงของ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า และอดีต สส.กทม.เขตจตุจักร พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า...

“จากที่มาร่วมสังเกตการณ์ พบว่าสีที่กำหนดในผังเมืองต่างๆ เป็นการกำหนดที่เอื้อกลุ่มนายทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หรือไม่ และการรับฟังความเห็นประชาชนที่กำหนดไว้ก็ให้เวลาน้อยเกินไป ทำให้เนื้อหาในผังเมืองที่จะต้องทำผังเมืองเฉพาะ ไม่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงลงไปได้เลย”

“ขอยกตัวอย่างเขตจตุจักรและพญาไท ซึ่งเป็นเขตที่ตนคุ้นเคยนั้น ถนนส่วนมากในตรอกซอกซอยมีความกว้าง 6 เมตร แต่ในความจริงทั้งสองข้างทางมีกระถางต้นไม้วางเรียงเป็นแนวยาวตลอดช่วง ทำให้ความกว้างถนนเหลือเพียง 4.5 เมตรเท่านั้น แต่บริเวณนี้มีการอนุญาตให้สร้างตึกได้ตลอดเวลา เพราะเมื่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์เข้ามา การวัดพื้นที่จะวัดแบบกำแพงชนกำแพง ไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงในพื้นที่ ซึ่งการจะห้ามไม่ให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โดยไม่พิจารณาถึงสภาพแวดล้อมรอบข้างได้ ก็คือ การระบุลงไปในผังเมืองนั่นเอง

หรือย่านถนนพหลโยธิน แถวซอยราชครู และ ซอยสายลม ย่านนี้มีรถไฟฟ้าผ่าน ก็มีข่าวลือว่า จะมีการขยายถนนด้านหลังตรอกซอกซอยเหล่านี้ เพื่อรองรับโครงการพัฒนาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เจ้าหนึ่ง ทั้งๆ ที่ซอยมีขนาดเล็ก… ปัญหาทั้งสองนี้ มีปัญหาทุกพื้นที่ เพราะบริษัทอสังหาริมทรัพย์มีความต้องการพื้นที่เหล่านี้ ทำให้เวลาทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) จึงไม่สะท้อนข้อเท็จจริง ซึ่งการจะทำผังเมืองเฉพาะ กทม.ต้องลงมาฟังเสียงประชาชนให้ครบถ้วน”

“อีกปัญหาหนึ่งคือ ทางลัดต่างๆ ยกตัวอย่างแถวคลองเปรมประชากรที่มาคู่กับรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต หากกำหนดให้ทำสะพานเล็กข้ามสันเขื่อนคอลงเปรมประชากร การจราจรจะสามารถไหลไปสู่เขตหลักสี่ ทุ่งสองห้อง ไปเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟชานเมืองสายสีแดงทุ่งสองห้องได้ แต่ปัจจุบันไม่มีการดำเนินการ หรือเขตจอมทองที่มีถนนราชพฤกษ์ บริเวณ ซอยเอกชัย 30 และ เอกชัย 33 ซึ่งสามารถทำทางลัดทะลุได้ แต่ กทม.กลับมาแผนก่อสร้างถนนขนาดใหญ่ ถนนสายใหม่ เชื่อมถนนสุขสวัสดิ์-เพชรเกษม-กาญจนาภิเษกแทน และชาวบ้านไม่เอาโครงการนี้”

นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกด้วยว่า “สุดท้ายความเป็นเมืองซับน้ำของกรุงเทพฯ ก็จะหายไป จากการขยายพื้นที่สร้างบ้านจัดสรรและที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น” พร้อมตั้งคำถามอีกว่า “บางจุด ยกตัวอย่างเขตเกาะรัตนโกสินทร์ ทำไมยกเป็นเขตสงวนได้? จริงๆ แล้วพื้นที่อื่นๆ ในกรุงเทพฯ ควรจะต้องประกาศเป็นเขตสงวนแล้ว ไม่เช่นนั้น บริษัทอสังหาริมทรัพย์ จะผุดโครงการใหม่ๆยัดในซอยเล็กๆ อีก”

“กทม.ควรขยายเวลารับฟังประชาชนมากกว่านี้ เพราะถ้าไม่ขยายเวลาออกไป กทม.จะไม่รับทราบข้อมูลจากประชาชน แต่จะได้ข้อมูลแต่จากบริษัทอสังหาริมทรัพย์” นายอรรถวิชช์ ทิ้งท้าย

‘หญิงหน่อย’ ฟัน!! 3 สส.ไทยสร้างไทย โหวตสวนมติฝ่ายค้าน สั่งตั้งกรรมการสอบสวนทันที พร้อมขอโทษประชาชน

(6 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีภายหลัง พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท และมีการเปิดลงให้ลงมติว่า จะรับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ. 2567 หรือไม่ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมานั้น มีผู้เห็นด้วยจำนวน 311 คน, ไม่เห็นด้วย 177 คน, งดออกเสียง 4 คน ไม่ลงคะแนนไม่มี

ซึ่งในส่วนของพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่เป็นฝ่ายค้าน มีเสียง 6 เสียงกลับพบว่า เสียงแตก โดย สส. 3 คน คือ นางสุภาพร สลับศรี สส.ยโสธร, นายหรั่ง ธุระพล สส.อุดรธานี และนายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ สส.อุดรธานี ลงมติ ‘เห็นด้วย’ ซึ่งถือว่า ‘สวนมติฝ่ายค้าน’ นั้น

โดยล่าสุด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้โพสต์ข้อความ ใน x ระบุว่า…

“ดิฉันต้องกราบขอโทษพี่น้องประชาชน ต่อผล Vote ร่างงบประมาณรายจ่าย ที่มี สส.ของพรรค 3 คน ลงคะแนนสวนมติพรรค และมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดต่อพรรค โดยพรรคจะเร่งส่งเรื่องให้กรรมการจริยธรรมของพรรคดำเนินการไต่สวน เพื่อเสนอกรรมการบริหารพรรคพิจารณาเป็นการด่วน

ขณะนี้ ดิฉันยังอยู่ต่างประเทศ แต่ได้เฝ้าติดตามการอภิปรายงบประมาณมาโดยตลอด และไม่สบายใจอย่างยิ่งต่อกรณีที่เกิดขึ้นนี้

ดิฉันต้องกราบขอโทษพี่น้องประชาชน และสมาชิกพรรคไทยสร้างไทยอีกครั้ง”

บทสรุป!! อภิปรายร่างงบประมาณ 67 วาระแรก ฉลุย!! สส.ยกมือผ่านร่าง 311 ต่อ 177 เสียง

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 67 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันสุดท้าย

โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายสรุปว่า “การจัดงบฯ แบบนี้ ยังไม่ตอบโจทย์สะท้อนปัญหาประเทศ ต่างจากพรรคไทยรักไทย และเพื่อไทยในอดีต ท่านนายกฯ ได้รับโอกาสเป็นครั้งแรกในชีวิต ต้องทำให้สมกับว่าเป็นตัวจริง ทุกข้อติติงของพวกเรามาพร้อมกับข้อเสนอเป็นประโยชน์ต่อทุกคน อยากให้พวกเรามองไปข้างหน้า”

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า “การเลือกตั้งครั้งหน้า โจทย์เราไม่ใช่ว่าจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ แต่โจทย์ของพวกเราคือ พร้อมเป็นรัฐบาลบริหารประเทศหรือไม่ เวทีครั้งนี้ไม่ใช่เวทีที่พวกตนจะทำลายล้างรัฐบาล แต่เป็นเวทีซ้อมมือเพื่อเอาชนะรัฐบาล ด้วยการทำงานที่เต็มเปี่ยมและข้อเสนอที่ดีกว่า พวกเราจะชนะด้วยการเก็บเกี่ยวปัญหาและรู้วิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่า มาแข่งกันเอาชนะใจประชาชน แม้พวกตนชนะการเลือกตั้ง แต่แพ้กติกาการจัดตั้งรัฐบาลในปัจจุบัน วันนี้อำนาจอยู่ในมือรัฐบาลขอให้ทำให้ดี เพราะเชื่อว่าผู้แพ้จากการทำงาน 4 ปีต่อจากนี้จะโดนบดขยี้ด้วยฉันทามติประชาชน ทั้งนี้ พวกตนไม่สามารถโหวตเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้”

จากนั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวปิดท้ายว่า “ในนามรัฐบาล ขอบคุณสมาชิกที่ร่วมกันพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ที่รัฐบาลเสนอ ขอเรียนว่าแม้การจัดงบรายจ่ายภายใต้เวลาที่เร่งด่วน และมีงบประจำ งบผูกพันที่รัฐบาลต้องดูแลอย่างเป็นธรรม แต่ยังมุ่งหวังทำชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น สำหรับงบที่พิจารณาวาระอยู่นี้ มีไฮไลต์คือ 4 เพิ่ม 1 ลด ได้แก่ จัดงบประมาณเพิ่มขึ้น, งบลงทุน เงินคงคลังเพิ่มขึ้น และรายได้เพิ่มขึ้น มั่นใจจะขยายฐานภาษีผ่านการจัดเก็บรายได้อย่างเป็นธรรม และ 1 ลด คือลดการขาดทุน แม้จะเหลือเวลาใช้งบไม่นาน จะทำให้มีประสิทธิภาพและใช้อย่างมีคุณค่า”

กระทั่งหลังจากการอภิปรายยุติลง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานการประชุมได้เปิดให้มีการลงมติ ผลปรากฏว่า มี สส.เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2567 จำนวน 311 คน (ลงคะแนนผ่านระบบ 310 คน แจ้งเพิ่มเติม 1 คน) ไม่เห็นด้วย 177 คน (ลงคะแนนผ่านระบบ 176 คน แจ้งเพิ่มเติม 1 คน) งดออกเสียง 4 คน เท่ากับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2567 ผ่านการรับหลักการในวาระแรก

หลังจากนั้น ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ จำนวน 72 คน โดยใช้เวลาในการแปรญัตติ 30 วัน นัดประชุมครั้งแรกวันที่ 8 มกราคม 2567

'ลอรี่' ซัด!! 'สส.ก้าวไกล' ตีฟูข้อมูลเท็จปมตัวเลขการเงิน กฟผ. จ้อ!! เวทีอภิปราย สนแค่ 'ดิสเครดิต-ทำปชช.คล้อยตามผิดๆ'

(5 ม.ค. 67) ตามที่มีประเด็น ท้าพิสูจน์ข้อมูลอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา ระหว่าง สส.พรรคก้าวไกล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในการอภิปรายงบประมาณประจำปี 67 นั้น

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊ก "ลอรี่ - พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ" ระบุว่า ล่าสุด รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เปิดเผยแล้ว ข้อมูลของ กฟผ. ของ สส. พรรคก้าวไกล ที่อภิปรายที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 3 ม.ค. เพื่อมาโจมตีนั้น เป็นเพียงการคาดการณ์ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 แบบ worst case scenario ที่วิเคราะห์ความเสี่ยง ซึ่งตัวเลขไม่ตรงกับความจริง 

เช่น สิ้นเดือนธ.ค. 2566 มีเงินเหลือจริง 9.1 หมื่นล้าน แต่ข้อมูลเท็จนี้ แสดงเพียง 6 หมื่นล้านบาท แถมยังลากลงไปถึงติดลบเป็นหมื่นล้าน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ กฟผ.ต้องรักษาระดับ cashflow ไว้ที่ 6 หมื่นล้าน ตามวินัยการเงิน

”การเอาข้อมูลมโนเก่าๆ ตั้งแต่ตุลาคม 2566 ปีที่แล้ว มาพูดเป็นข้อเท็จจริง เทียบกันเหมือนกับ เก็งบอลเมื่อคืน ลิเวอร์พูล 2-1 แมนยู แต่ผลเตะเสร็จ ปรากฎแมนยูถล่ม 3-0 ..ดันมารายงานสุดท้ายว่า ลิเวอร์พูลชนะ 2-1 ตามโพยเก่า“

ก้าวไกลเอาเลขคาดเดา 3 เดือนก่อนผิดๆ มามโนว่าเป็นเรื่องจริงวันนี้ ด่าใครไปทั่ว ถือเป็นความตั้งใจแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จหรือไม่? และทำมากี่ครั้งแล้ว?

การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่จริง เพียงเพื่อดิสเครดิตทางการเมือง นอกจากไม่สร้างสรรค์ ยังพาลทำให้ประชาชนทางบ้าน และสื่อที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงก็จะตื่นกลัว

จึงนำเรียนให้ผู้อภิปราย และพรรคก้าวไกล ให้ได้รับทราบ โปรดระวังในการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในอนาคต ก่อนจะส่งผลเสียกับภาพรวมประเทศไปกว่านี้

ผลสะเทือนจาก 'ก้าวไกล' โชว์ฟอร์มเด่น 'ใน-นอก' สภาฯ น่าจะได้เวลาพรรค 'ดร.ฮาร์วาร์ด-รทสช.' ปรับขบวน

ได้ฟังบ้างไม่ฟังบ้างสำหรับการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 จำนวน 3.48 ล้านล้านบาท แต่พรรคพวกเพื่อนฝูงที่เป็นสื่อมวลชนและนักวิชาการส่วนใหญ่เขายอมรับกันว่า...งานนี้พรรคก้าวไกลโชว์ฟอร์มได้เหนือกว่าพรรคสีแดงเพื่อไทยแบบเห็น ๆ...

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำการบ้าน ความพร้อม รูปแบบการเสนอ...ที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นคือ สามารถปล่อย สส.หน้ามลหน้าใหม่สมัยแรกออกมาร่ายมนต์สะกดผู้ฟังแบบเข้าตากรรมการได้หลายคน...แม้กระทั่ง สส.ปากน้ำอดีตแอร์โฮสเตสอย่าง สส.ผึ้ง-พนิดา มงคลสวัสดิ์ ที่อภิปรายงบประมาณสำนักงานตำรวจแห่งชาติอะไรนั่น...หลายเสียงบอกว่าเข้าท่า...

อย่างไรก็ตามภายใต้การแจ้งเกิดของหน้าใหม่ก้าวไกลหลายคน จะพบว่ามีจำนวนหนึ่งที่มีข้อมูลหลวม อาจจะเป็นเพราะถูกจัดมาให้โดยตัวเองไม่มีเวลาตรวจสอบ ดังกรณี สส.ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ ถูก 'รมว.พลังงาน-พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค' จับโป๊ะเรื่องตัวเลขการเงินของ กฟผ.ว่าเป็นตัวเลขคาดการณ์เหตุการณ์ที่เลวร้ายสุดนานมาแล้ว ไม่ใช่ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง...เป็นต้น

หรือกระทั่งตัวเลขการจัดซื้ออาวุธของกองทัพ ที่หลายตัวเลขก็ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เป็นทางการ แต่นำมาวิเคราะห์ตีความ ชี้นำกันแบบเอาเป็นเอาตาย...

แต่เอาเหอะถึงอย่างไร ‘เล็ก เลียบด่วน’ ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ยกมือให้ว่า ชาวก้าวไกลทำการบ้านเหนือชั้นกว่าทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย

หากคุณหนู 'อุ๊งอิ๊ง' แพทองธาร หัวหน้าพรรค และ 'คุณบอย' สรวงศ์ เลขาฯ พรรคไม่รีบติวเข้มลูกพรรค...เรตติ้งจะยิ่งถูกทิ้งห่าง...

นักวิชาการที่ปรึกษา 'เล็บ เลียบด่วน' ชี้ว่า หากภาพรวมทางการเมืองยังดำเนินไปแบบนี้...ก็ยากที่จะหยุดเครื่องจักรสีส้มที่รุกใหญ่ในสภา ขณะที่นอกสภาก็ทำงานจัดตั้งเก่งวันเก่งคืน ใจกล้าหน้าทนในการยัดเยียดชุดความคิดผิด ๆ ถูก ๆ ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่...

เหลือบมองพรรคการเมืองฝั่งอนุรักษ์นิยม หากมองข้ามพรรคเพื่อไทย ณ ชินวัตร ไป ก็พอจะมองเห็นพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่คงจะรู้สัญญาณดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นในสมัยหน้า...วันนี้ก็พอจะเห็นความพยายามที่จะปรับตัวเองให้เป็นผู้นำหรือหัวขบวนของฝ่ายอนุรักษ์นิยมใหม่...เชิดชู 3 สถาบันหลัก

แต่ความพยายามปรับตัวให้ทันยุคทันสมัยดังกล่าว...ก็ไม่รู้จะไปได้สักแค่ไหน...เพราะส่องกล้องมองลงไปในพรรคก็ยังไม่เห็นความเป็นเอกภาพและความเสียสละมุ่งมั่นกันเท่าที่ควร เห็นแต่ความใจกล้าตรงไปตรงของของหัวหน้าพรรค...ซึ่งถ้ามีแค่นี้...ตอบได้ว่ายังไม่พอ...!!

จะด้วยเพราะความจำกัดของสินค้าฝ่ายอนุรักษ์นิยมหรือเปล่าก็มิทราบได้... 'เล็ก เลียบด่วน' แว่วข่าวมาตามสายลมว่า ขณะนี้มี ดร.หนุ่ม ศิษย์เก่าฮาวาร์ด รอบรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ เก่งกาจด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านงานระดับ Tech Startup กำลังได้รับแรงหนุนให้เป็นแกนจัดทำพรรคแนวคนรุ่นใหม่ แต่ตอบโจทย์ประเทศ หรือ ออกแนวเสรีนิยมแต่หัวใจสีน้ำเงิน...เทิดทูนสถาบัน...

ดร.หนุ่มคนดังกล่าว กำลังคิดหนัก พร้อม ๆ กับการบ้านความเป็นไปได้...

ก็ได้แต่ภาวนาขอให้เป็นไปได้ จะได้เป็นทางเลือกมาทำให้ประเทศไทยเสถียร...เสถียรไทย...เติบโตทันสมัยโดยไม่จำเป็นต้องแซะสถาบัน!!

'สมบัติ-ปชป.' ขอรัฐบาลตื่นจากฝัน หากยังจัดงบฯ แบบผู้ใหญ่ลอกการบ้านเด็ก

(5 ม.ค. 67) นายสมบัติ ยะสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดแม่ฮ่องสอน พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยระบุว่า...

พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ไม่ตรงไม่สอดคล้องกับนโยบายที่ให้ไว้แห่งนี้ แล้วเป็นงบประมาณที่เหมือนเดิม คือ จัดแบบขาดดุลเหมือนเดิม ตั้งแต่ได้ยินการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย หรือว่าพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลว่า เป็นรัฐบาลพูดมาตลอดว่า คิดใหญ่ทำเป็น อยากทราบว่าในงบประมาณชุดนี้ คิดใหญ่อะไรบ้าง อยากทราบในงบประมาณชุดนี้จะทำอะไรบ้าง บอกให้พี่น้องประชาชนทราบว่าคิดใหญ่อะไรบ้างแล้วทำเป็น ทำอะไรบ้าง ทำแบบไหน ช่วยชี้แจงด้วย

งบประมาณของแต่ละกระทรวง ทำงบประมาณแบบเดิม คือ เหมือนทุกปีที่ผ่านมาเพิ่ม 5% 7% หรือ 10% บางกระทรวงลดนิดหน่อย เสนอมาการจัดงบประมาณไม่มียุทธศาสตร์หรือว่าจุดเด่น ๆ ที่จะทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้เลย 

สโลแกน คือ คิดใหญ่ทำเป็น ควรจะเปลี่ยนเป็น ฝันใหญ่ตื่นไม่เป็น คิดว่าการจัดงบประมาณนั้น มันมีหลักเกณฑ์ มีขั้นตอนอยู่ คิดว่าจะทำอะไรมันไม่ได้ โฆษณาเอาไว้อย่างนั้น ควรตื่นมาดูความเป็นจริง   

นโยบายของเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ เป้าหมายสำคัญในการแก้ปัญหาของพรรคเพื่อไทย คือ ลดความรุนแรงน้ำ ต้องไม่ท่วม ไม่แล้ง ประชาชนต้องมีน้ำดื่มน้ำ ใช้ตลอดปี ในงบประมาณน้ำท่วมน้ำแล้ง ซึ่งเกิดขึ้นทุกปี ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง มีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นทุกปี เวลาน้ำท่วมมีผลกระทบต่อบ้านเรือนทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนตลอด บางครั้งต้องเสียชีวิต พอน้ำแล้งก็ไม่มีน้ำใช้น้ำดื่มเกษตรกรที่ทำงานเกษตรก็ไม่ได้ทำ สุดท้ายก็ต้องรัฐบาลเยียวยา โดยใช้งบกลางอยู่ดี ถ้าเกิดว่าเราแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม ซึ่งปัญหาน้ำท่วม มันมีวิธีป้องกันหรือลดความรุนแรงได้ ด้วยการสร้างเขื่อน เพราะการสร้างเขื่อนนั้นเป็นประโยชน์อย่างมากเลย เวลาฝนตกมาเก็บน้ำไว้ เพื่อไม่ให้น้ำท่วม รองรับน้ำไว้พอถึงฤดูแล้ง เราก็เอาน้ำในเขื่อนไปปล่อยให้พี่น้องเกษตรกรหรือชาวบ้านได้ใช้

กรมชลประทานตั้งมา 108 ปี ได้แค่ 35 ล้าน ได้ที่เหลืออีก 100 กว่าล้านไร่ เราจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี ถึงจะได้ครบพื้นที่ถ้าเราจัดงบประมาณแบบเดิม ๆ ไม่มียุทธศาสตร์แบบนี้ กรมชลประทานปีนี้ ของบมา 237,594 ล้านบาท แต่ได้รับบรรจุในร่างงบประมาณปีนี้ 75,879 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าหน่วยงานเขาขอมาเยอะ แต่ว่าเราไม่มีงบประมาณที่จะพอที่จะมาทำให้เขาได้ 

จากสถิติพบว่าเกษตรกรแต่ที่อยู่ในระบบชลประทานมีรายได้มากกว่าเกษตรกรที่อยู่นอกระบบชลประทาน 3-4 เท่า น้ำมีความสำคัญและยกระดับให้เกษตรกรมีรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น อีกกรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำคือกรมทรัพยากรน้ำปีนี้เขาเสนอมาอยู่ 505 โครงการเป็นเงินอยู่ 10,700 ล้านบาทแต่ว่าปีนี้เขาได้รับงบประมาณแค่ 7,200 ล้านบาทจะเห็นได้ว่าหน่วยงานเค้ามีความพร้อมทั้งพื้นที่ทั้งอะไรแต่ว่าเราไม่มีงบประมาณให้เขา ก็ขอให้ทางรัฐบาลช่วยดูให้หน่อยว่าน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นในการที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกรดีขึ้น

เรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ ที่ตามที่นโยบายของทางพรรคเพื่อไทย เขาให้ไว้ว่า แต่มีหน่วยหลายหน่วยงานรับผิดชอบ ประปานครหลวง ซึ่งดูแลในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนไปปีนี้ ในร่าง 29.1 ล้านบาท มีประปาส่วนภูมิภาคอีก ได้รับจัดสรรอยู่ 3,352.8 ล้านบาท เห็นว่า 2 หน่วยงานนี้ เขาบริหารจัดการไม่มีปัญหาเพียงแต่ว่าเวลาพี่น้องประชาชน อยากขยายมันไม่มีกำลังเงินที่จะไปขยาย ทั้งที่เขาบริหารจัดการได้ดี 

แต่ที่น่าเป็นห่วงที่ทั้งประเทศเรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้รับความปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่มีจำนวนที่อยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ 69,014 ที่นั้น ใช้การไม่ได้เลยประมาณ 2,000 แห่ง แล้ว 60,000 กว่าแห่ง ใช้การได้แต่ไม่ได้มาตรฐานอีก 20,000 แห่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีภาระมาก ต้องดูแลน้ำประปาถึง 60,000 กว่าแห่ง แต่ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเราได้รับงบประมาณจากส่วนกลาง 29.1% เท่านั้น ทั้งๆ ที่ภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีมากมายไม่ว่าจะเป็น ถนน ไฟฟ้าและอื่นๆ อีก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับโครงการที่ถ่ายโอนจากส่วนราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องผลักดันงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ถึง 35% สักที

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว เป็นคนที่ดูแลพี่น้องชาวไทยเรามาตลอด แต่กลับถูกตัดงบประมาณถึง 9,500 ล้านบาท ฝากให้รัฐบาลตอนแปรญัตติวาระ 2 ลองดูเพิ่มให้กระทรวงเกษตรด้วย เพราะว่าเขาต้องดูแลพี่น้องประชาชนแล้วเขาต้องการที่จะให้ไปพัฒนาให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น

'ลิซ่า-ก้าวไกล' เหน็บงบประมาณ 67 เหมือนยุคลุงตู่ คิดอะไรไม่ออกก็เอาไปสร้างถนน อย่างกับส่งต่ออำนาจกันมา

(5 ม.ค. 67) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท วาระแรก ต่อเนื่องเป็นวันสุดท้าย ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล อภิปรายงบประมาณจังหวัด ในสัดส่วนของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับสังคม ว่า จากที่ได้อ่านเอกสารงบประมาณ ทำให้รู้ว่าไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์อะไรขึ้น หน้าตางบประมาณไทย ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง งบประมาณปี 2567 ปีนี้ ถ้าปิดชื่อนายกรัฐมนตรีที่มาแถลงงบประมาณ ตนนึกว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะงบประมาณปี 2567 ที่ท่านใช้เวลารื้อใหม่มากกว่า 3 เดือน สุดท้ายออกมาอย่างกับ Copy มาวาง เรียกได้ว่า ส่งต่ออำนาจกันอย่างไร้รอยต่อจริงๆ

วิกฤตอยู่ตรงที่ผู้บริหารประเทศ จัดทำงบประมาณแบบนี้ ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาเชิงพื้นที่ อย่าง กรุงเทพฯ รวยกว่าชนบท หัวเมืองใหญ่ได้รับการพัฒนามากกว่าหัวเมืองรอง จนทำให้ประชาชนเข้ามาหาอาชีพ หาโอกาสในเมืองใหญ่ ตนขอตั้งคำถามจัดงบแบบนี้ ว่ามันจะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ได้อย่างไร

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษาก็สำคัญ เพราะอย่างที่เรารู้กัน ว่า ถ้าการศึกษาดีก็จะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ ได้เรียนคณะดีๆ และจบมามีงานทำดีๆ แต่ถ้าถามว่า การศึกษาที่ดีๆ ของประเทศนี้ไปอยู่ที่ไหน ก็ต้องไปเรียนที่กรุงเทพฯ หรือถ้าใครไม่มีปัญญาไปเรียนที่กรุงเทพฯ ก็ต้องเข้าไปที่หัวเมืองใหญ่ ข้อมูลคะแนน o-net 4 วิชาที่ออกมาล่าสุดในปี 2565 เห็นได้ชัดว่าระหว่างจังหวัดที่ดีที่สุด คือ กรุงเทพฯ กับจังหวัดที่แย่ที่สุดตามพื้นที่ชายแดนอย่าง เช่น จังหวัดนราธิวาส หรือ แม่สอด คะแนน o-net เฉลี่ยของเด็ก ห่างกันถึง 20 คะแนน ซึ่ง 20 คะแนนนี้ มันคือโอกาสของคนคนหนึ่งที่เขาจะได้เข้าศึกษาในระดับที่สูงขึ้น งบประมาณปี 2567 ไม่มีการช่วยแก้ปัญหาช่องว่างทางการศึกษาแม้แต่น้อย

นางสาวภคมน กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งวิกฤตที่คนพูดถึงกันมาก คือ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ในกรุงเทพฯ หมอ 1 คน ดูแลคน 500 คน แต่ที่หนองบัวลำภู หมอ 1 คน ต้องดูคน 4,700 คน ตนฝากถามไปถึงนายกรัฐมนตรีว่าเคยไปโรงพยาบาลที่ต่างจังหวัดหรือไม่ พี่น้องประชาชนหาหมอ ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตี 4 เพื่อรอพบหมอ 10 นาที

“นี่คือวิกฤตที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ชนบทที่พวกเขาต้องเผชิญ ถามว่า สถานการณ์แบบนี้วิกฤต วิกฤตหรือยังคะ วิกฤตที่รัฐบาลอยากให้เป็นกับวิกฤตที่ดิฉันและประชาชนทั้งประเทศรู้สึกอาจจะคนละวิกฤต เพราะวิกฤตแบบที่ดิฉันและประชาชนทั้งประเทศมอง ต้องใช้ความใส่ใจจากผู้บริหาร ไม่ใช่วิกฤต ที่แก้ด้วยการกู้เงินมาแจกแบบที่รัฐบาลอยากให้เป็น” นางสาวภคมน กล่าว

นางสาวภคมน กล่าวต่อว่า ความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาพื้นที่คือวิกฤตใหญ่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญและเผชิญมาโดยตลอด แต่งบประมาณที่รัฐบาลจัดมาเพื่อพัฒนาในพื้นที่ ไม่มีการจัดสรรงบประมาณ เพื่อกระจายอำนาจเลย แต่เป็นการจัดสรรงบประมาณเพื่อกระชับอำนาจ มองว่างบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเต็มไปด้วยความซ้ำซ้อน ส่วนเกิน และไม่จำเป็น มีการจัดสรรงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด 23,000 ล้านบาท ที่กำหนดโดยกลไกราชการรวมศูนย์อำนาจแบบที่เป็นอยู่ จะสร้างการพัฒนาที่ก้าวหน้ากว่าสิ่งที่เคยๆ ทำมาได้อย่างไร การแบ่งเค้กงบประมาณ 23,000 ล้านบาทนี้ มีการกำหนดสูตรในการจัดสรรงบประมาณ แต่สูตรที่ท่านจัดสรรนั้นเพื่อให้จังหวัดที่ใหญ่และรวยได้งบประมาณก่อน ยิ่งจังหวัดไหนมีประชากรเยอะ จังหวัดนั้นยิ่งได้รับงบประมาณมาก จังหวัดไหนที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจมาก งบประมาณก็จะเทไปตรงนั้นมาก ส่วนจังหวัดไหนที่ไม่เจริญอยู่แล้ว งบประมาณที่ได้ก็จะจำกัดจำเขี่ย

ตนตั้งคำถามว่า ถ้าจัดงบประมาณแบบนี้ไปอีก 10 ปี 100 ปี เมืองใหญ่ จังหวัดที่เจริญ มันจะไม่ยิ่งเจริญขึ้นเจริญขึ้น ในขณะที่จังหวัดเล็ก จังหวัดห่างไกล จังหวัดที่ขาดแคลน ก็จะไม่ยิ่งขาดแคลนขึ้น ขาดแคลนขึ้น ยังงี้จะไปสุดตรงไหน

“เรียกได้ว่า รัฐบาลเศรษฐาไม่ได้นำเอาความเหลื่อมล้ำเข้ามาเป็นปัจจัยในการจัดสรรงบประมาณ จัดงบแบบนี้ ถ้าท่านเป็นประชาชนท่านอยากไปอยู่จังหวัดไหนคะ ก็ต้องอยากไปอยู่ในหัวเมืองใหญ่ที่ได้รับงบประมาณเยอะ จะอยู่ทำไมเมืองรอง จะอยู่ทำไมที่บ้านเกิดที่รอคอยการพัฒนา ในเมื่อรัฐบาลไม่เคยคิดจะจัดงบมาพัฒนา สรุปได้ว่างบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด มันก็เหมือนเค้กก้อนหนึ่ง ที่เรามีโควต้าจะจัดงบประมาณไปให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด เสมือนเจ้าเมือง ในวิธีคิดของการบริหารราชการแผ่นดินแบบโบราณ” นางสาวภคมน กล่าว

นางสาวภคมน ย้ำว่า งบของจังหวัด คนที่ตัดสินใจใช้ก็คือผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยมีความผูกพันกับจังหวัด อยู่เพียงแค่ปี 2 ปีก็ย้ายไปจังหวัดอื่น และอาจจะไม่มีวัน ได้ย้ายกลับมาที่จังหวัดนั้นอีก เขาจะมีความมุ่งมั่น ความฝันอะไร กับจังหวัดที่เขาเป็นผู้ว่า เขาจะมีความรับผิดชอบอะไรกับการใช้งบประมาณเมื่อเขาเซ็นลายเซ็นแล้วเขาก็จะจากไป

งบประมาณ 23,000 ล้านบาทนี้ มากกว่า 12,000 ล้านบาท หรือ 52% ท่านเอาไปสร้างถนน เงินส่วนใหญ่ของแผนบูรณาการจังหวัดและกลุ่มจังหวัดถูกใช้ไปในการสร้างถนน สะพาน สัญญาณไฟจราจร อีกประมาณ 20% บอกว่าสร้างแหล่งน้ำ แต่ตนเข้าไปดูมีแต่โครงการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง ตัวที่เป็นแหล่งน้ำให้เกษตรกรจริงๆคิดว่ามีไม่ถึง 10% ของ 4 พันล้านบาทนี้ รัฐบาลคิดวิธีการพัฒนาจังหวัด แบบอื่นไม่ออกแล้วหรือ นอกจากการสร้างถนน การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง

นางสาวภคมน กล่าวด้วยว่า ไม่ได้บอกว่า ถนนไม่สำคัญ แต่ต้องเอาไปทำอย่างอื่นด้วย จะให้มหาดไทยสร้าง จะให้คมนาคมสร้าง หรือจะให้ท้องถิ่นสร้าง หรือจะให้กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทสร้าง เอามันสักหน่วยงาน ไม่ใช่ซ้ำซ้อนกันแบบนี้

นางสาวภคมน ระบุว่า งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด คือ หน่วยงานที่อัตราการเบิกจ่ายแย่ที่สุด มีเงินเหลือเบิกจ่ายมากถึง 25% แสดงให้เห็นว่างบประมาณในส่วนนี้ถูกใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ จะเห็นว่าปีหน้า จะมีการชงของบก้อนนี้ เต็มวงเงิน 28,000 ล้านบาท แต่ประสิทธิภาพการเบิกจ่ายทำได้แค่นี้

นางสาวภคมน กล่าวทิ้งท้ายว่า มีแคนดิเดตนายกจากพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลอยู่ตอนนี้ หาเสียงเอาว่า ในปี 2570 เราจะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ จะมีการกระจายอำนาจ บริหารราชการแผ่นดินออกไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น การใช้จ่ายงบประมาณจากภาษีประชาชนจะถูกควบคุมด้วยระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขั้นสูง ให้เงินภาษีประชาชนย้อนกลับไปสร้างความเจริญและความสุขให้กับประชาชนทุกบาททุกสตางค์ รวมทั้งจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่มีความพร้อม ตนก็ไม่รู้ว่าคำกล่าวทั้งหมดนี้เชื่อถือได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงเทคนิคการหาเสียง เพราะสิ่งที่เราได้รับจากรัฐบาลเศรษฐาตลอด 3 เดือน ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับทิศทางนั้นเลย

‘วรรณรัตน์’ วอน รบ.พิจารณางบฯ พัฒนา ‘เมือง 3 มรดกโลก’ ที่โคราช ชี้ เพื่อสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว - กระตุ้น ศก.ประเทศให้โตแกร่ง

(5 ม.ค.67) นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 โดยระบุว่า จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออก ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงมาจาก การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกนั้น ตนเห็นด้วยกับรัฐบาลเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลมุ่งเน้น ในด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยตั้งงบประมาณไว้ 592,249 ล้านบาทเศษ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศ เจริญเติบโตและเข้มแข็ง และเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน

นายแพทย์วรรณรัตน์ กล่าวว่า ที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมาย เพิ่มยอดรายได้จากการท่องเที่ยวไว้ เป็นจำนวน 3 ล้านล้านบาทต่อปี ด้วยวิธีการส่งเสริมการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และการสร้างความหลากหลายด้านการท่องเที่ยวให้สามารถสนองตอบความต้องการของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้มากขึ้น นั้นถือว่าเป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องแล้ว ทั้งนี้ ประเทศไทยของเราโชคดีมาก โดยเฉพาะ จังหวัดนครราชสีมาหรือโคราช ได้กลายมาเป็นพื้นที่ ที่องค์การ UNESCO ได้ให้การรับรองเป็นมรดกโลกถึง 3 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ 1. มรดกโลกกลุ่มป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่ อ.ปากช่อง 2. พื้นที่เขตสงวนชีวมณฑลสะแกราช ป่าสะแกราช อ.ปักธงชัย และ 3. อุทยานธรณีโลกโคราช หรือ ‘โคราชจีโอพาร์คโลก’ ที่ครอบคลุมพื้นที่  5 อำเภอของโคราช ได้แก่ ปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน ขามทะเลสอ เมือง และเฉลิมพระเกียรติ โคราชจึงมีสถานะใหม่เป็นเมือง 3 มรดกโลกยูเนสโก หรือ UNESCO Triple Heritage City ซึ่งเมืองที่มี 3 มรดกโลก มีอยู่เพียง 3 ประเทศเท่านั้นในโลก คือ เกาหลีใต้ จีน และประเทศไทยของเรา ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และทางธรณีวิทยาที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวทั่วโลก เขาสนใจที่จะมาเที่ยวชมกัน  

“แต่มรดกโลกทั้ง 3 แห่งนี้ ยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายของชาวโลก และยังขาดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จำเป็น สำหรับนักท่องเที่ยว ที่จะเข้ามาเที่ยวกันคราวละมาก ๆ ได้ เช่น ห้องน้ำ สถานที่จอดรถ ร้านขายของที่ระลึก หรือร้านขายสินค้าของฝาก ฯลฯ ซึ่งในวันที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ผมได้อภิปรายขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบประมาณมาเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ด้วย แต่เมื่อตรวจดูเอกสารงบประมาณ ด้านการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ที่รัฐบาลตั้งงบไว้ 7,384.05 ล้านบาทแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการจัดสรรงบประมาณ มาเพื่อการนี้แต่อย่างใด ดังนั้นผมจึงอยากจะขอฝากรัฐบาล ได้โปรดพิจารณาเร่งรัดดำเนินการ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวนี้ ให้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณ มาดำเนินการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้วย” นายแพทย์วรรณรัตน์ กล่าว 

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวด้วยว่า พื้นที่ของโคราชจีโอพาร์คโลก ยังเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของซากดึกดำบรรพ์ยุค 115 ล้าน ปีก่อน ทั้งไม้กลายเป็นหิน ช้างดึกดำบรรพ์ ไดโนเสาร์ และซากดึกดำบรรพ์ร่วมยุคอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งถือว่าสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ดังนั้น จึงได้กำหนดแผนงานโครงการ เพื่อการพัฒนาต่อยอด ให้ก้าวสู่ความเป็น มหานครแห่งบรรพชีวินโลก หรือ ‘มหานครแห่งฟอสซิลโลก’ หรือ World Paleontopolis ด้วยการพัฒนาเพิ่มเติม เป็น Dino Park ซึ่ง Dino Park หรือ อุทยานไดโนเสาร์ ที่จะสร้างขึ้นนี้ จะสร้างขึ้นมาในลักษณะ เป็นการผสมผสานกันระหว่าง ‘สวนสนุกกับพิพิธภัณฑ์’ หรือในลักษณะที่เป็น ‘Theme Park’ ซึ่งคล้ายกับการผสมผสานกันระหว่าง พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติสมิธโซเนี่ยน และดิสนีย์แลนด์ของสหรัฐอเมริกา บวกกับไดโนซอร์พาร์คของจีน ทีเมืองฉางโจว ซึ่ง Dino Park นี้ จะเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และศึกษาวิจัยทางด้านธรณีวิทยาและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและนันทนาการของคนทุกเพศทุกวัย

ทั้งนี้ หากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จแล้ว ตนเชื่อว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาเที่ยวในประเทศได้เป็นจำนวนมาก ไม่แพ้ดิสนีย์แลนด์ หรือดิสนีย์เวิลด์ อย่างแน่นอน และสามารถที่จะช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศได้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการนี้จะใช้พื้นที่ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ประมาณ 600 ไร่ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว อยู่ในเขตพื้นที่ ตำบลโคกกรวด อำเภอเมือง จังหวัดครราชสีมา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 18 กิโลเมตร โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 1.300 ล้านบาทเศษ และที่สำคัญ โครงการนี้ได้รับการอนุมัติในหลักการจาก ครม.แล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ดังนั้น จึงฝากให้รัฐบาลได้โปรดพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อมาดำเนินการ โครงการ Dino Park หรือ อุทยานไดโนเสาร์ นี้ ให้เป็นผลสำเร็จ เพื่อประโยชน์ของประเทศด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว ในอันที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตขึ้นอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนต่อไปด้วย นายแพทย์วรรณรัตน์ กล่าวย้ำ

‘พีระพันธุ์’ อึ้ง!! ‘สส.ก้าวไกล’ ใช้ ‘ข้อมูลคาดการณ์’ อภิปรายฯ งัดข้อมูลจริง ‘กฟผ.’ ยัน!! ‘ลดค่าไฟ’ ไม่ได้สร้างปัญหาการเงิน

(5 ม.ค. 67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า…

วันนี้ติดภารกิจตลอดทั้งวัน เพิ่งมีโอกาสได้สรุปข้อเท็จจริง

ช่วงหัวค่ำเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 66 ท่านศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อภิปรายงบประมาณ ปี 2567 พาดพิงเรื่องที่รัฐบาลลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชนว่าทำให้เป็นปัญหาการเงินให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)

น่าแปลกที่เรื่องเดียวกันท่านกลับเลือกพูดเรื่องปัญหาการเงินของ กฟผ. แทนที่จะพูดเรื่องประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากการช่วยแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าให้ประชาชนทั้งประเทศที่ผมและรัฐบาลนี้ทำสำเร็จ

ท่านบอกว่า กฟผ. มีสถานะเงินสดต่ำมากจนน่าเป็นห่วง โดยมีแนวโน้มตามกราฟิกที่นำมาแสดงว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 กฟผ. จะมีกระแสเงินสดเหลือเพียง 39,234 ล้านบาท และลดลงเรื่อย ๆ ถึงขั้นมีกระแสเงินสดเหลือแค่ 10,000 กว่าล้านบาท โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคม ตุลาคม และธันวาคม 2567 จะไปถึงขั้นกระแสเงินสดติดลบเอาเลย แถมยังมีหนี้สินที่ต้องชำระให้ ปตท. อีกหลายหมื่นล้านบาท 

ในขณะที่จะต้องส่งรายได้ให้รัฐอีกปีละหลายหมื่นล้านโดยปี 2566 กฟผ. ต้องนำรายได้ส่งรัฐ 17,142 ล้านบาท และปี 2567 ที่จะติดลบกระแสเงินสดด้วยนี้ กฟผ. กลับจะต้องนำส่งรายได้ให้รัฐถึง 28,386 ล้านบาท สูงกว่าปี 66 ถึง 65% แล้วจะทำอย่างไร

ฟังแล้วน่าตกใจว่ารัฐไปยัดปัญหาให้ กฟผ. เพิ่มทำไม ประชาชนทางบ้านและสื่อมวลชนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงก็จะตกใจตามไปด้วย

ผมก็ตกใจครับ ไม่ได้ตกใจในข้อมูลและตัวเลขที่ท่านพูด แต่ตกใจว่าทำไมท่านเลือกเอาข้อมูลที่เป็นเพียง ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่ทำล่วงหน้าก่อนของจริงตั้งแต่ตุลาคม 2566 ปีที่แล้วมาพูด แทนที่จะเอา ‘ข้อมูลจริง’ ที่ ‘เกิดขึ้นจริง’ ณ เวลานี้ มาพูด

ขอเรียนตามนี้ครับ
1) ข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ ที่ผมนำมานั้น มาจากรองผู้ว่าการ กฟผ. ฝ่ายการเงิน หรือ CFO ที่ให้ข้อมูลผมตอนที่จะนำงบการเงินปี 2564 - 2565 ของ กฟผ. รายงานต่อ ครม. เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 67 และอีกครั้งก่อนที่ผมจะตอบชี้แจงเมื่อคืน จึงเชื่อถือได้ว่าเป็น ‘ข้อมูลจริง’ แต่ถ้าท่านไม่เชื่อคงต้องไปเถียงกับ กฟผ. เอาเองนะครับ

2) ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่ท่าน สส. ศุภโชติ แห่งพรรคก้าวไกล นำมาพูดนั้น เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าตั้งแต่ตุลาคม 2566 ก่อนมี ‘ข้อมูลจริง’ ณ ปัจจุบัน ดังนี้

(ก) ตารางหรือกราฟที่ท่าน ส.ส. ศุภโชติ นำมาใช้นั้น เป็นเพียงการคาดการณ์เพื่อแสดงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น และมิได้แปลว่าจะเกิดขึ้นจริงตามนั้น เพราะ กฟผ. จะต้องบริหารจัดการมิให้เกิดสถานการณ์เช่นนั้น อย่างไรก็ตาม กฟผ. ก็ต้องประมาณการแบบ ‘ร้าย’ หรือแบบ worst case scenario ไว้ก่อน และตารางหรือกราฟนั้นก็เป็นเพียงเอกสารภายในที่ใช้เพื่อชี้แจงพนักงานของ กฟผ. ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลจริงในการบริหาร และไม่อาจใช้อ้างอิงได้ เพราะไม่ใช่ข้อมูลที่จะเกิดขึ้นจริง

(ข) มีปัจจัยที่เป็น ‘ข้อมูลจริง’ อื่น ๆ ที่ทำให้ กฟผ. มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ตามตารางที่นำมาแสดงอีกประมาณเกือบ 15,000 ล้านบาท เช่น กำไรจากการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 4,000 ล้านบาท กำไรจากการรับงานภายนอกองค์กรประมาณ 1,000 ล้านบาท กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 2,600 ล้านบาท ต้นทุนลดลงจากการบริหารจัดการประมาณ 5,000 ล้านบาท และกำไรจากรายได้อื่นๆ ประมาณ 2,100 ล้านบาท เป็นต้น ทำให้ ณ สิ้นปี 2566 กฟผ. มีเงินสดคงเหลือจริงประมาณ 91,000 ล้านบาท ไม่ใช่ 63,623.6 ล้านบาท ตามที่ปรากฏในตารางคาดการณ์ที่นำมาแสดง

(ค) อัตราค่าไฟฟ้าที่จะเรียกเก็บจากประชาชนตามการคาดการณ์ในตารางจะอยู่ที่ 3.99 บาท / หน่วย ตลอดปี 2567 และคาดการณ์ว่าเป็นภาระของ กฟผ. เองทั้งหมดแต่เพียงหน่วยงานเดียว แต่ ‘ข้อมูลจริง’ ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น อยู่ระหว่าง 4.15 ถึง 4.20 บาท / หน่วย ตั้งแต่มกราคมถึงเมษายน 2567 ส่วนค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกินเดือนละ 300 หน่วย ที่รัฐบาลคงไว้ที่ 3.99 บาท / หน่วย นั้น รัฐบาลเป็นผู้แบกรับภาระจากเงินงบกลางเป็นเงินประมาณ 1,995 ล้านบาท จึงไม่เป็นภาระของ กฟผ. ฝ่ายเดียว ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่นำมาแสดง

(ง) การแบกรับภาระอัตราค่าไฟฟ้าที่ลดลงทั้งสองครั้งนี้ ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ เป็นการคาดการณ์ว่า กฟผ. จะเป็นผู้แบกรับภาระเองทั้งหมดแต่เพียงหน่วยงานเดียว แต่ตาม ‘ข้อมูลจริง’ รัฐบาลมีการบริหารจัดการและช่วยดำเนินการในหลายรูปแบบ โดยในครั้งนี้รัฐบาลมีการปรับโครงสร้าง Pool Gas และให้ กกพ. เรียกเก็บค่า Shortfall มาลดภาระ รวมทั้งใช้เงินงบกลางเข้ามาช่วยลดภาระ กฟผ. ด้วย
ข้อมูลใน (ค) และ (ง) นี้ก็ไม่ปรากฏในตารางที่เป็น ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่นำมาพูด เพราะในเวลาที่ทำตารางเมื่อเดือนตุลาคม 2566 นั้น ‘ข้อมูลจริง’ นี้ ยังไม่เกิดขึ้น

3) จากสถานะการเงินที่เป็น ‘ข้อมูลจริง’ ณ สิ้นปี 2566 กฟผ. มีเงินสดในมือประมาณ 91,000 ล้านบาท จึงเป็นไปไม่ได้ที่ ณ เดือนมกราคม 2567 เพียงหนึ่งเดือนให้หลังกระแสเงินสดของ กฟผ. ก่อนหักค่าใช้จ่ายจะเหลือเพียง 39,234 ล้านบาท ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่นำมาแสดง

4) มาตรฐานทางการเงินของ กฟผ. จะต้องคงสถานะเงินสดไม่ให้ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท หากเมื่อใดมีแนวโน้มว่าจะลดต่ำลงกว่ามาตรฐานนี้ กฟผ. จะดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ทันที และที่ผ่านมา กฟผ. ก็ดำเนินการตามนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริงที่สถานะการเงินจริงของ กฟผ. ในปี 2567 จะลดลงเรื่อย ๆ จนถึงขั้นติดลบในเดือนกรกฎาคม ตุลาคม และธันวาคม 2567 ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่นำมาแสดง

5) ตาม ‘ข้อมูลจริง’ นั้น กฟผ. ชำระหนี้เดิมที่มีกับ ปตท. หมดสิ้นแล้วตั้งแต่มกราคม 2566 สำหรับปี 2566 ทั้งปีนั้น กฟผ. ไม่ได้ติดหนี้อะไร ปตท. โดยมีการชำระหนี้ให้ ปตท. ตามกำหนดเวลาตลอดมา ณ วันนี้ กฟผ. จึงไม่มีหนี้สินอะไรกับ ปตท. อีก

6) การส่งรายได้ให้รัฐของ กฟผ. กำหนดมาตรฐานไว้ที่ประมาณ 50% ของกำไรในแต่ละปี สำหรับปี 2566 ที่ผ่านมา ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าในปี 2566 ว่า กฟผ. จะนำส่งรายได้ให้รัฐ 17,142 ล้านบาท แต่ตาม ‘ข้อมูลจริง’ กฟผ. จะนำส่งรายได้ให้รัฐสำหรับปี 2566 นี้ประมาณ 24,000 ล้านบาท ไม่ใช่ 17,142 ล้านบาท ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่นำมาพูด ข้อมูลที่นำมาพูดจึงผิดไปจากความจริงที่เป็น ‘ข้อมูลจริง’ ถึง 28.575% และนี้ยังแสดงให้เห็นประสิทธิภาพของ กฟผ. ด้วยว่าขนาดอัตราค่าไฟฟ้าลดลง แต่ กฟผ. ยังสามารถนำส่งรายได้สูงกว่า ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

7) สำหรับปี 2567 ล่าสุด กฟผ. คาดการณ์ว่าจะนำส่งเงินรายได้ประจำปี 2567 ให้รัฐประมาณ 20,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2566 ประมาณ 16.6666% ไม่ใช่จะนำส่งรายได้เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึง 65% จาก 17,142 ล้านบาท เป็น 28,386 ล้านบาท ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่นำมาพูดอีกเช่นกัน แต่ไม่แน่นะครับ เอาเข้าจริง กฟผ. อาจสามารถบริหารจัดการให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เช่นเดียวกับปี 2566 ที่ผ่านมานี้ได้อีก ก็เป็นไปได้นะครับ

‘นายกฯ’ เรียก ‘รมว.กห.-ผบ.ทบ.’ ถกแก้ปัญหา ‘บำบัดผู้ติดยา’ เล็งเปิด ‘รพ.ค่ายทหาร’ จ่อแถลงแผนงานภายใน 2 สัปดาห์นี้

(5 ม.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทวิตข้อความ ถึงการแก้ปัญหายาเสพติดว่า “ปัญหาการบำบัดผู้ติดยาเสพติด เป็นปัญหาที่กระทบต่อสังคมไทย สส.ในพื้นที่ก็ได้สะท้อนปัญหาที่รับร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนมาเป็นจำนวนมาก 

ผมได้เชิญท่าน รมว.กลาโหม และผบ.ทบ.. เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหา ฝ่ายความมั่นคงยินดีที่จะเปิดค่ายทหาร เพื่อรองรับผู้เสพยาเสพติด โดยคัดกรองนำผู้เสพยาจากหมู่บ้าน คัดแยกผู้ที่ติดยาเสพติดออกจากชุมชน และส่งไปบำบัดยังโรงพยาบาลของค่ายทหารประจำจังหวัดต่อไป ซึ่งจะแถลงข่าวถึงแผนการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 2 สัปดาห์นี้ครับ“

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้เชิญ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม และ พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผบ.ทบ. เข้าพบเพื่อหารือเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 4 ม.ค.ที่อาคารรัฐสภา ระหว่างร่วมประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top