Monday, 6 July 2026
POLITICS

‘นายหัวไทร’ จัดรายการข่าวการเมือง คลื่น FM 89.5 ยึดมั่น!! พูดตรง ไม่หยาบ ไม่เลือกฝั่ง สร้างสรรค์สังคม

ผมเป็นนักข่าวธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่เดินบนเส้นทางสายข่าวมา 30 กว่าปี นับตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา กับนักข่าววิทยุ สายทหาร เติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นบรรณาธิการวิทยุ เนชั่น บรรณาธิการข่าวภูมิภาคเครือเนชั่น บรรณาธิการสำนักข่าวเนชั่น บรรณาธิการคมชัดลึก บรรณาธิการบริหารช่องระวังภัย และอีกมากมาย เออลี่จากงานประจำมาแล้ว 5 ปี มาประกอบธุรกิจส่วนตัวเล็กน้อย ก็เป็นคนขายไอติม

“แต่ว่าตำแหน่ง journalist ใครปลดไม่ได้ ติดตัวไปจนตายแหละ แม้จะถูกโยกถูกย้ายไปตรงโน้นตรงนี้ แต่ตำแหน่งนักข่าวก็ติดตัวไปตลอด แม้เออลี่มาแล้ว ก็ยังมีจิตวิญญาณนักข่าวสิงอยู่” นายหัวไทร กล่าว

ว่าง ๆ ก็เขียนบทวิเคราะห์แนวการเมืองในนาม #นายหัวไทร เสนอผ่านเฟซบุ๊กเฉลียว คงตุก ผ่านเพจ ผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ ตามสถานการณ์ทางการเมือง ด้วยมีข้อมูลปฐมภูมิจำนวนมาก ที่แหล่งข่าวเก่า ๆ แหล่งข่าวใหม่ ที่ยังติดต่อกันอยู่นำมาเล่าสู่กันฟัง ผมมีหน้าที่นำมาประมวล วิเคราะห์

เดินทางไปทำข่าวบ้างตามสมควรทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด แต่ในใจคิดว่า อายุพอสมควรแล้ว ควรจะวางมือจากวิชาชีพนักข่าว แต่เมื่อหลับจากนึกถึง ‘สุทธิชัย หยุ่น’ ที่ถือเป็นครูคนสำคัญช่วงอยู่ทำงานที่เนชั่น ในวัย 70 กว่าปีจะย่าง 80 ปีแล้ว ก็ยังทำงาน ยังจัดรายการ ยังวิเคราะห์ข่าวทุกวันในสไตล์ของ ‘คนบ้าข่าว’ จึงจะยังคงขอเดินหน้าทำหน้าที่ ‘หมาเฝ้าบ้านต่อไป’ เพราะตำแหน่งนักข่าวไม่มีวันเกษียณ

จู่ ๆ ระหว่างนอนเล่นอยู่ในเปลข้างบ้าน มีคนโทรมาให้ไปร่วมจัดรายการวิทยุ ทางคลื่น FM 89.5 MHz ที่เขากำลังปรับปรุงแนวทางในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยให้จัดแนวการเมืองล้วน ๆ นัดพูดคุยตกลงรายละเอียดกันเรียบร้อย ให้ผมจัด 2 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 17.00-19.00 น. ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาดีสำหรับช่วงข่าวการเมือง

รายการจะเริ่ม 5 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป ก็ลองดูกันอีกสักตั้ง จริง ๆ วางตัวเองไว้ว่า ไม่อยากเอาตัวเองไปผูกยึดกับเวลามากนัก จะไปไหนก็ไป คิดถึงใครก็ไปหา กับเวลาที่มีไม่มากนักแล้ว

แต่เมื่อพรรคพวกขอให้ไปช่วยก็ลองดู เป็นแนวที่เคยทำมาตั้งแต่ปี 2532 โน้น ย้อนกลับมาจัดใหม่ก็ขอฝากติดตามด้วยครับ 

“สื่อที่ทำงานอย่างสร้างสรรค์นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นกลาง ไม่เลือกข้าง ไม่เลือกสี ไม่ใช่นางแบก ไม่ใช่ติ่ง ไม่ใช่ด้อม ไม่ใช้คำหยาบ วิจารณ์แบบฟันธง ตรงไปตรงมา เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม”

โดยจะจัดร่วมกับ ‘จาตุรันต์ บุญเบญจรัตน์’ นักจัดรายการวิทยุผู้สนใจข่าวสารการเมืองเช่นกัน เป็นช่วงเวลาที่ท่านผู้ฟังจะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ ‘มากกว่าข่าว’ รู้ทิศทางในอนาคตของคอการเมือง

'อรรถวิชช์' มอง!! ดิจิทัลวอลเล็ตในเชิงเศรษฐศาสตร์ มันจบแล้ว ชี้!! หากแท้ง ลองหวน 'แก้เครดิตบูโร' ช่วยประชาชนได้มากกว่า

(18 ม.ค.67) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตรองหัวหน้าพรรคพรรคชาติพัฒนากล้า และอดีต สส.กทม. แชร์มุมมองเกี่ยวกับดิจิทัลวอลเล็ต ในเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยระบุว่า…

ผมบอกได้ว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตมันจบแล้วท่านนายกฯ สำหรับในมุมเศรษฐศาสตร์ มันจบแล้ว และหมายความว่ามันไม่ได้วิกฤต ซึ่งเรากําลังพูดในปี 2567 ในปีนี้ ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตเศรษฐกิจมันจะมีดังต่อไปนี้

1.) ‘อัตราแลกเปลี่ยน’ ค่าเงินจะอ่อนตัวค่อนข้างมาก ซึ่งของเราไม่ได้เป็นอย่างงั้นในขณะนี้ และ 2.) ‘ทุนสํารองเงินตราระหว่างประเทศ’ คือ ทองคําก็ดี ดอลลาร์หรือเยนที่ต้องเอามาแบ็คในการพิมพ์แบงค์มันร่อยหรอ ที่เขาบอกเงินหมดเกลี้ยงคลังซึ่งก็คือทุนสํารองเงินตราระหว่างประเทศ ของเราขณะนี้เต็มพิกัดเยอะมาก และมีมากกว่าเงินในระบบหลายเท่าตัวด้วย 

ปัจจุบันเมื่อปี 2566 เขาเพิ่งประกาศว่าสถาบันการเงินกําไรมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือ 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งมันไม่ใช่แล้ว…อัตราเงินเฟ้อก็ไม่ใช่อีก ก็ไม่ได้เฟ้อหรือเละเทะไปไหน ในปีนี้ GDP ก็ขึ้นแดนบวก เพราะฉะนั้นในมุมความเป็นเศรษฐศาสตร์ในปีนี้มันจบล่ะโครงการนี้ มันไม่มีความชอบธรรมแล้ว

ดังนั้น ในมุมเศรษฐศาสตร์ที่มันจบแล้ว มันมีกฎหมายพรบ.วินัยทางการคลังมาตรา 53 โดยมาตรานี้ได้บอกว่าถ้ารัฐบาลจะออกกฎหมายนี้ออกได้ถ้ามันฉุกเฉินและจําเป็น แต่คุณต้องทําทั้ง ๆ ที่คุณใช้งบประมาณปกติประจําปีไม่ได้แล้ว ปีนี้กําลังคุยงบประมาณปี 2567 กันอยู่ พูดกันในสภาใช่ไหม แล้วมีไหมงบเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตข้างใน ซึ่งไม่มี…ก็จบแล้ว ไม่ต้องไปพูดเลยว่าวิกฤตหรือไม่วิกฤต เพราะว่ามันตั้งงบประมาณทัน แต่มันไม่ตั้ง 

แต่มันมีเรื่องหนึ่งที่ท่านนายกฯ มีความชอบธรรม คือความชอบธรรมของท่านนายกฯ มาจากประชาชน ท่านจะมีหน้าที่ต้องแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ไม่ใช่วิกฤตประเทศ ซึ่งเมื่อกี้ได้ย้ำแล้วนะ GDP เราอยู่แดนบวก มันเป็นวิกฤตของชาวบ้าน พวกเราคนเงินเดือนต้องสู้กับดอกเบี้ยที่สูง สู้กับภาระหนี้นอกระบบ ทําไมธนาคารพาณิชย์ไทยไม่แข่งขันส่วนต่างดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7% ซึ่งสูงมาก ขณะที่ประเทศอื่นเขาอยู่กัน 2-3% แบงก์มันถึงกําไรเยอะ แล้วปีที่แล้วอเมริกาขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะกลัวเงินเฟ้อ จึงพิมพ์แบงค์ใช้เอง เพื่อแจกประชาชน พอแจกเยอะก็จะเอาเงินกลับ เพราะเงินเฟ้อเยอะ ก็ดูดขึ้นดอกเบี้ย เราก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม ประเด็นมันมีอยู่ว่าตอนขึ้นตามไม่มีปัญหาหรอก มันถึงมีกําไรทุกวันนี้ แล้วตอนกดลง มันกดลงได้เปล่า? ไม่ลงไง…

แล้วก็กลับมาว่าเกิดความตาย แล้วใครตาย? พวกเราไง พวกที่ไปผ่อนบ้านอยู่ 2-3 ล้านกว่า จากดอกหมื่นเดียว 3 ปีตรึงดอกเบี้ย พอขึ้นปีที่ 4 ดอกเบี้ยลอยตัว จากที่เคยจ่าย 10,000 บาท เป็นจ่าย 16,000-17,000 บาท ตายครับ…ไปเที่ยวก็ไม่ต้องไปเที่ยวไหนกันแล้ว

คือรัฐบาลเขามองว่าเขาแจกถ้วนหน้าทุกคน ไม่ใช่การไปช่วยเหลือคนจน เพราะเขามองว่าจะเอารายจ่ายภาครัฐอัดฉีดเครื่องยนต์ตัวนี้ให้ติด เพื่อไปกระตุ้นการบริโภค ซึ่งเขามองเรื่อง GDP ดังนั้นคําถามคืออันนี้ประเทศวิกฤตไหม? คําตอบคือประเทศไม่ได้วิกฤต คุณแจกถ้วนหน้าไม่ได้ในสูตรนั้น ผมจึงบอกมันจบแล้วไง แต่ในกลับกันคนชั้นกลางคนจนนี่แหละที่วิกฤต ทําไมอัตราดอกเบี้ยมันขึ้น ก็ต้องถามว่าทําไมแบงก์พาณิชย์มันกําไรกระฉูดเมื่อปีที่แล้ว เพราะว่าธนาคารพาณิชย์ไทยมันไม่แข่งขันกัน…ทำยังไงคุณให้ธนาคารพาณิชย์แข่งเรื่องดอกเบี้ย ซึ่งไม่ใช่เปิดแบงก์เพิ่มนะ และที่บอกว่าให้เปิดแบงก์เพิ่มเนี่ยผมว่าเป็นความคิดล้าหลังมาก เราเปิดแบงก์เพิ่มทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น อิสลามแบงก์ เอสเอ็มอีแบงก์ ลายเส้นแบงก์ย่อย เราเปิดหมด ไม่ใช่การเพิ่มแบงก์ เราต้องการเพิ่มในข้อแข่งขันในอัตราดอกเบี้ย เรื่องพวกนี้รัฐบาลต้องทํา ถึงบอกท่านว่าแล้วทําไมท่านไม่ใช้วิธีอื่นบ้าง? แก้กฎหมายเครดิตบูโรใครที่ติดหนี้อยู่แล้วจ่ายหนี้เรียบร้อย ให้ลบออกจากบัญชีไป เครดิตตอนนี้เวลาทําเป็นบัญชีนะ 3 ปี เหมือนบัญชีหนังหมา ดีบ้างไม่ดีบ้างอยู่ 3 ปี ไปปล่อยแบงก์ก็ไม่กล้าปล่อย

ดังนั้น ทําไมคุณไม่ทําแบบอเมริกาเป็น Credit Score บอกเป็นคะแนนเลย ถ้าคะแนนดีดอกต่ำ ถ้าคะแนนต่ำดอกแพง อย่างนี้มันก็เกิดการแข่งขันธนาคารไม่ใช่เพิ่มจํานวนธนาคาร แต่มันคือการให้ธนาคารแข่งขันในเรื่องอัตราดอกเบี้ย

'สส.ก้าวไกล' ถาม 'กองทัพ' ทำไมต้องตั้งงบเทิดทูนสถาบันเพิ่ม  'ปลัด กห.' สวน!! ปรับตามภัยคุกคามที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด

(17 ม.ค.67) นายชยพล สท้อนดี สส.ก้าวไกล กมธ.การทหาร ในฐานะ กมธ.พิจารณางบประมาณฯ ปี 2567 ได้ตั้งคำถามถึงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ ถึงงบพิทักษ์รักษา เทิดทูนสถาบัน เปรียบเทียบงบประมาณปี 2566-2567 ที่งบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้น จากเดิม 1,449 ล้านบาท เป็น 1,843 ล้านบาท หรือ 27.18 % โดยเฉพาะกองทัพเรือ ที่เพิ่มจาก 45 ล้านบาท เป็น 395 ล้านบาท หรือกว่า 769 % และกองทัพอากาศ ที่เพิ่มจาก 35 ล้านบาท เป็น 65 ล้านบาท หรือกว่า 81 % จึงขอถามว่าเพิ่มขึ้นมาอย่างไรบ้าง

พร้อมกันนี้นายชยพล ยังได้ถามถึงได้ถามรายละเอียดงบประมาณและการดำเนินการทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความเข้าใจ เพื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ รวมทั้งถามถึงเงินราชการลับ ที่มีการขอเท่าเดิมไปเรื่อยๆ มีการใช้งานอย่างไรบ้าง เพราะงบประมาณปี 2566-2567 เท่ากัน 469 ล้านบาท ซึ่ง กมธ. จะรับทราบได้หรือไม่ เพราะทางเหล่าทัพจะชี้แจงว่าเป็นชั้นความลับ แต่เป็นงบที่เรามองไม่เห็น จึงอยากให้กองทัพชี้แจงเรื่องนี้

นอกจากนี้ นายชยพล ยังถามเรื่องการตัดลบงบประมาณในส่วนตำแหน่ง ‘ผู้ทรงคุณวุฒิ’ ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นมายกแผงทั้งรุ่น

อีกทั้งขอระเบียบประกาศการใช้รถประจำตำแหน่และงบประมาณย้อนหลัง 3 ปี และรายละเอียดการลดจำนวนนายพล ไม่ใช่กั้นแค่เพียงการลดจำนวนนักเรียนเตรียมทหาร เพื่อรอเวลานายพลดลดลงไป เพราะตนมองว่าควรจะปรับลดได้เลย

จากนั้น พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ชี้แจงงบราชการลับว่าเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2547 ผ่าน 4 ภารกิจ ด้านความมั่นคงและการป้องกันราชอาณาจักร ภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภารกิจด้านข่าว และภารกิจอื่นที่มีลักษณะปกปิด เพื่อประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือโดยสภาพแห่งเทคโนโลยี ซึ่งงบส่วนนี้ได้รับการตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว

ส่วนเรื่องรถประจำตำแหน่งยึดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ ปี 2523 ที่กำหนดรถราชการใช้กับตำแหน่งใดบ้าง ส่วนหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนแบบเหมาจ่ายยึดตามมติ ครม. ปี 2457

ส่วนงบประมาณพิทักษ์รักษาเทิดทูนสถาบัน หน่วยทหารกระจัดกระจายทั่วประเทศ มีพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง ตั้งอยู่ตามจังหวัดอำเภอ ของแต่ละเหล่าทัพชัดเจนเหมือนกับพื้นที่บรรเทาสาธารณภัยที่เข้าไปช่วยเหลือกับประชาชน ดังนั้นมีความจำเป็นในเรื่องของงบประมาณที่พิทักษ์รักษาเทิดทูนสถาบันจะต้องมีทุกหน่วยงานและงบประมาณที่เพิ่มของสำนักงบประมาณที่ตั้งงบฯมิให้ใช้งบกลางให้ตั้งงบตัวเอง จึงเป็นที่มาของงบปีนี้ที่เพิ่มขึ้น และงบพิทักษ์เทิดทูนสถาบันสัดส่วน 0.93% ของงบกระทรวงกลาโหมทั้งหมด

พล.อ.สนิธชนก ยังระบุต่อว่า กำลังให้กรมพระธรรมนูญดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลัง ของกระทรวงกลาโหม ซึ่งขัดกับกฎหมายใหม่ที่ออกมาอยู่ระหว่างการดำเนินการ

จากนั้น พล.อ.สนิธชนก ได้กล่าวสรุปจบการชี้แจงงบประมาณในส่วนของกระทรวงกลาโหมและสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมว่า กระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า ได้ปรับตัวตามยุคสมัยตามเหตุการณ์ตามภัยคุกคามมาโดยตลอด ไม่ได้ปล่อยให้ล้าหลัง และจะใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์คุ้มค่ากับประเทศชาติและตระหนักอยู่ตลอดว่าเม็ดเงินมาจากภาษีของราษฎร

ถอดรหัสก๊วนกอล์ฟบิ๊กเนม 'บิ๊กหนู-บิ๊กทิน-บิ๊กออฟ-เสี่ยกลาง'

เคยยลยินฝีมือในการร้องเพลง เล่นเปียโน เป่าแซ็กโซโฟน ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ/รมว.มหาดไทย สรุปว่าไม่ธรรมดา...แต่กับกีฬากอล์ฟไม่เคยได้เห็นวงสวิงของเจ้าสัวหลายหมื่นล้านรายนี้ว่าจะแค่ไหน..อย่างไร...ทราบแต่ว่าท่านเป็นเจ้าของสนามกอล์ฟดัง...Rancho Chanvee Resort & Golf Club ที่ปากช่อง โคราช แต่คาดว่าวงกอล์ฟของ ‘เสี่ยหนู’ ก็คงไม่ธรรมดา

อุตส่าห์นำร่องเรื่องนี้มา ก็เพื่อจะโยงเข้ากับรายการกอล์ฟการทหาร-การเมือง ที่น่าสนใจเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง ‘มท.หนู’ ได้โพสต์เอาไว้ในเฟซบุ๊กวันที่ 14 ม.ค. โดยโชว์ภาพที่ตัวเองยืนถือไดรฟ์เวอร์หรือหัวไม้ คู่กับ รมว.กลาโหม สุทิน คลังแสง แล้วเขียนแคปชันว่า...

“Big (สุ)ทินSmall(อนุ)ทิน”

ขณะเดียวกันยังได้โพสต์ภาพก๊วนกอล์ฟคนดัง ที่ประกอบด้วยทีมกลาโหม...อันประกอบด้วย พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี 'บิ๊กออฟ' ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ 'บิ๊กต่อ' ผบ.ทบ., พล.รอ.สุวิน แจ้งยอดสุข รองผบ.ทร., พล.อ.อ.ชานนท์ มุ่งธัญญา รองผบ.ทอ., พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขารมว.กลาโหม, พล.ท.สุเมธ พรหมตรุษ ที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ 

และหนึ่งเดียวพลเรือนที่เป็นนักธุรกิจหนุ่มใหญ่ คือเจ้าสัวแสนล้าน...นายสารัชถ์ รัตนาวดี หรือ 'เสี่ยกลาง' เจ้าสัวธุรกิจพลังงาน แห่งบริษัทกัลฟ์ 

มองให้ลึกก็ไม่น่าแปลกใจอะไรมากว่าทำไม 'เจ้าสัวแสนล้าน' มาร่วมก๊วนกอล์ฟนี้ด้วย เพราะเมื่อมองจากวิวสนามกอล์ฟตามภาพถ่ายแล้ว มันชัดเจนว่าเป็นสนามกอล์ฟ StoneHill ที่ อ.สามโคก ปทุมธานี ของเสี่ยกลางนั่นเอง...

ในแวดวงกอล์ฟ-นักธุรกิจ ใคร ๆ ก็รู้ว่าในอดีตหรือแม้ปัจจุบันเสี่ยกลางหลงในกีฬากอล์ฟ ฝีมือกอล์ฟไม่ธรรมดา เขามาซุ่มสร้างสนามนี้ในนามบริษัทสโตน ฮิลล์ เมื่อ 3 ปีก่อน เคยเป็นสนามจัดแข่งกอล์ฟระดับโลกของ Liv Golf มาครั้งหนึ่งแล้ว...

แต่มิติที่น่าสนใจและเม้ามอยที่สุดของเบื้องหลังภาพก๊วนกอล์ฟรอบนี้ก็คือตัวละครที่ชื่อ...บิ๊กออฟ, สุทิน, อนุทิน และสารัชถ์...ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงอำนาจ ทั้งสิ้น...

'บิ๊กทิน' แม้อาจจะแซวกันเล่นว่าได้เป็นรมว.กลาโหม เพราะนามสกุล 'คลังแสง' แต่ในนาทีนี้ผลงานกำลังขึ้นหม้อ เข้าตากรรมการหลายฝ่าย...ทำให้ 'กองทัพ' กับ 'เพื่อไทย' เชื่อมแนบแน่นแบบไร้รอยต่อ...

'บิ๊กออฟ' เหลือราชการอีกร่วมสองปี เป็นคนที่นายกฯ เศรษฐาถูกชะตาชอบใช้บริการ...และบิ๊กออฟเองก็เป็นนายทหารที่มั่นคงในชาติ ศาสน์ กษัตริย์

'อนุทิน' ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่มีพรรค 71 เสียงหนุนหลัง และระยะหลัง ๆ ดูเหมือนจะไม่ขี้เล่นเหมือนเมื่อก่อน พูดจาอะไรก็เป็นหลักเป็นการมากขึ้น แสดงว่าพร้อม (มาก) แล้วที่จะเป็นนายกฯ (ส้มหล่น) ในสถานการณ์ที่อาจพลิกผัน...

'สารัชถ์' ชัดเจน แจ่มแจ้งว่าแม้สองเจ้าสัวใหญ่ 'เสี่ยเจริญ-เสี่ยธนินทร์' อาจจะยังเป็นผู้มีบารมีในแวดวงต่าง ๆ อยู่มากก็ตาม แต่ว่ากันว่าในแวดวงการเมือง วงการอำนาจแล้ว นาทีนี้ผู้ที่ทรงบทบาทที่กำหนดทิศทางการได้มากมาย หากไม่นับคนชั้น 14 ก็น่าจะเป็นสารัชถ์ กับ คีรี กาญจนพาสน์...นี่เอง

ประสาเหยี่ยวชราวัยอย่าง 'เล็ก เลียบด่วน' เชื่อว่าทั้งสามคนย่อมมีผลประโยชน์ร่วมกันหลาย ๆ เรื่องอย่างแน่นอน...

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ หน่วยก้าน-ความหล่อ ความรู้ความสามารถและความหล่ออย่าง 'สารัชถ์' สามารถเป็นนายกฯ ของประเทศนี้ได้สบาย ๆ คนชั้น 14, คุณคีรี และบิ๊ก ๆ คนมีสีทั้งหลายน่าจะกล่อมให้ 'ชายกลาง' หันหัวเรือเข้าสู่การเมือง เป็นว่าที่นายกฯ ในอนาคตซะเลย...แบบว่า...รำคาญพวก 'หล่อกลวง' อย่างเสี่ยพิธาอ่ะครับ...

จริงๆ นะ ไม่ได้ล้อเล่น!!

มติเอกฉันท์!! 14 ต่อ 1 'ก.ต.' สั่งพักราชการตุลาการ  หลังพัวพันคดีแกนนำ กปปส.ร้องอ้างถูกเรียกเงิน 175 ล.

เมื่อวานนี้ (15 ม.ค. 67) สำนักงานศาลยุติธรรม ได้เผยแพร่ผลการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 2/2567 ที่มีมติเห็นชอบพักราชการข้าราชการตุลาการจำนวน 1 ราย

แหล่งข่าวจาก ก.ต. เปิดเผยว่า ที่ประชุม ก.ต. ครั้งนี้ มีมติ 14 ต่อ 1 เสียง ให้พักราชการข้าราชการตุลาการรายนี้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการถูกสอบสวนวินัยร้ายแรง จากกรณีแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) รายหนึ่ง ได้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมในคดีที่ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ลงโทษจำคุกแกนนำ กปปส.โดยไม่รอลงอาญา 15 ราย โดยเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

โดยแกนนำ กปปส.รายนี้อ้างว่า มีผู้พิพากษาระดับสูงในศาลอุทธรณ์ 2 รายร่วมมือกันในการเรียกร้องเงินค่าตอบแทนในการช่วยเหลือการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์หลายครั้ง ระบุว่า สามารถจ่ายสำนวนให้กับองค์คณะในศาลอุทธรณ์ที่ ‘คุ้นเคยกับท่าน’ เพื่อให้พิจารณายกฟ้องในทุกกรรมเพื่อเรื่องจะได้ไม่ต้องไปถึงศาลฎีกา และยังอ้างว่ามีการพบกับผู้พิพากษาที่เป็น ‘ตัวแทนท่าน’ หลายครั้ง ครั้งแรกเรียกร้องเงินสูงถึง 175 ล้านบาท แต่ได้รับการปฏิเสธ ต่อมาเรียกร้องลดลงเหลือ 49 ล้านบาท และ 35 ล้านบาท

ทั้งนี้ ภายหลังสำนักข่าวอิศรา นำเสนอข่าวเรื่องนี้ นายสรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม ได้ชี้แจงต่อสาธารณะว่า จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ได้มีการยื่นหนังสือลักษณะร้องขอความเป็นธรรมทางคดีต่อประธานศาลอุทธรณ์ เนื่องจากเป็นคดีระหว่างชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โดยประธานศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ได้รายงานกรณีดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาทราบตามขั้นตอนแล้ว ซึ่งการดำเนินการจะเป็นไปตามกรอบระยะเวลาการสอบสวนข้อเท็จจริงของระเบียบปฏิบัติศาลยุติธรรม โดยเมื่อผลสรุปออกมาแล้วศาลอุทธรณ์จะรายงานประธานศาลฎีกาทราบต่อไป

ปัจจุบันกรณีนี้ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเป็นทางการไปแล้ว 

สำหรับขั้นตอนต่อไปภายหลังจากที่ คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงสรุปผลการสอบสวนเป็นทางการแล้ว จะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุม ก.ต.เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งผลการพิจารณาข้าราชการตุลาการรายนี้ อาจจะมีความผิดหรือไม่มีความผิดก็ได้ แต่ถ้ามีความผิดบทลงโทษจะมี 2 ส่วน คือ ปลดออก กับไล่ออกราชการ

'สส.ก้าวไกล นนทบุรี' แถลงเสียใจเหตุรุมทำร้าย ชี้!! ผู้ก่อเหตุไม่ใช่ผู้ช่วย พร้อมให้สอบความกระจ่างทั้งในระดับพรรคและตามกฎหมายต่อไป

เมื่อวานนี้ (15 ม.ค. 67) นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร หรือทนายเอ๊ะ สส.นนทบุรี เขต 3 พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีคนสนิท ซึ่งเป็นประธานชุมชน พร้อมพวกรุมทำร้าย นายกิตติภัทร หรือ เบน อายุ 44 ปี ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของ นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สส.นนทบุรี เขต 2 พรรคก้าวไกล ได้รับบาดเจ็บสาหัส กะโหลกศีรษะร้าว หน้าตาแตก บวมปูดตามร่างกาย มีรอยฟกช้ำหลายแห่ง เหตุเกิดเวลาประมาณ 23.30 น. วันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า เรียน พี่น้องประชาชนที่เคารพ ผม อนุสรณ์ แก้ววิเชียร ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากกรณีการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และขอประณามต่อการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ

ผมขอใช้แถลงการณ์ฉบับนี้ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่ปรากฏต่อสื่อมวลชนต่างๆ ดังนี้

สถานที่เกิดเหตุเป็นงานเลี้ยงภายในชุมชนที่จัดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมวันเด็กแล้ว ทางชุมชนได้จัดกิจกรรมเลี้ยงวันปีใหม่เป็นรูปแบบโต๊ะจีนหลายสิบโต๊ะ มีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ช่วงดึกผมได้เดินทักทายพูดคุยกับประชาชนที่มาร่วมงานตามโต๊ะต่างๆ จนถึงโต๊ะของนายกิตติภัทร (เบน) ผู้ได้รับบาดเจ็บ (ขณะนั้นคุณเบนไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะ) ผมได้นั่งลงคุยกับประชาชนที่นั่งอยู่ในโต๊ะนั้น ซึ่งนั่งอยู่ทางด้านขวามือของผม

จากนั้นประมาณ 2-3 นาทีถัดมา คุณเบนได้เข้ามานั่งเก้าอี้ด้านซ้ายมือของผม เมื่อผมหันหน้ากลับไปมองเห็นนายปริญญา (ตู่) ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังได้เข้าไปพูดคุยอะไรบางอย่างกับคุณเบนแต่ผมไม่ได้ยินเนื่องจากมีดนตรีเล่นอยู่บนเวที

ต่อมาผมเห็นตู่ตบศีรษะและตบหน้าคุณเบนไป 1 ครั้ง หลังจากนั้นมีคนมาดึงแยกตัวตู่ออกไป ผมจึงได้เดินไปยกมือไหว้ขอโทษคุณเบนกับเรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นน้องในทีมงานมาขอให้ผมขึ้นรถและขับรถพาผมกลับบ้าน ซึ่งผมก็คิดว่าเรื่องราวคงจบแค่นั้น

เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็ได้เดินทางไปเลือกตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดนนทบุรี และช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ผมก็ได้เดินทางไปกับคณะกรรมาธิการ เพื่อลงพื้นที่ จ.ตาก จนถึงในขณะนี้ ผมได้ทราบเรื่องจากทีมงานที่โทรมาแจ้ง จึงได้เร่งจัดทำคำแถลงการณ์นี้ขึ้น

ทั้งนี้ ตู่เป็นประธานชุมชนในพื้นที่ ต.บางกรวย เพิ่งเข้ามาร่วมทำงานพื้นที่ กับผู้ช่วย สส.ของผมได้ประมาณ 2-3 เดือน โดยตู่ไม่ได้มีตำแหน่งผู้ช่วย สส.หรือผู้ติดตามแต่อย่างใด

ท้ายนี้ การใช้ความรุนแรงไม่ใช้หนทางที่ถูกต้อง และขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมยินดีเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ให้กระจ่างทั้งในระดับพรรคและตามกฎหมายต่อไป

‘วัชระ’ สุดทน!! ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. สอบนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ไล่เช็ก ‘ราชทัณฑ์’ ส่อเอื้อประโยชน์นักโทษ ด้าน ‘พ.ต.อ.ทวี’ โดนด้วย!!

(13 ม.ค.67) นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (12 ม.ค. 67) หลังจากทราบว่า คณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ไปที่โรงพยาบาลตำรวจ แล้วไม่ได้พบ นช.ทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ จึงไปยื่นหนังสือถึง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่อาคาร 4 สำนักงาน ป.ป.ช. โดยในหนังสือร้องเรียนถึงปปช.มีรายละเอียดดังนี้

“ตามที่กรมราชทัณฑ์ได้รายงานสถานการณ์กรณีนายทักษิณฯ ออกรักษาตัวภายนอกเรือนจำเกิน 120 วัน ลงวันที่ 11 มกราคม 2567 โดยแจ้งความเห็นแพทย์ว่า ผู้ป่วยอยู่ระหว่างการรักษาของแพทย์เฉพาะทาง และต้องดูแลอย่างใกล้ชิดถึงอาการป่วย เพื่อให้พ้นจากสภาวะอันตรายแก่ชีวิตนั้น

ข้าพเจ้านายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน กรณีเคลือบแคลงสงสัยข่าวกรมราชทัณฑ์เรียกสรรพนาม ‘นช.ทักษิณ ชินวัตร’ ว่า ‘นาย’ ทั้งที่ในปัจจุบันเป็น ‘นักโทษเด็ดขาดชาย ทักษิณ ชินวัตร’ หรือชื่อย่อ ‘นช.’ มีโทษจำคุก 1 ปี ตามราชกิจจานุเบกษาและต้องถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติกรมราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎและระเบียบอย่างเคร่งครัด

การออกข่าวกรมราชทัณฑ์โดยใช้สรรพนามไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของทางราชการ มีลักษณะเอื้อประโยชน์และอวยนักโทษที่มีฐานะ ไม่ปฏิบัติตามหลักนิติรัฐและนิติธรรมไม่เสมอภาคกับนักโทษทั่วประเทศ จำนวน 280,000 คน ส่อว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต ขอให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และผิดประมวลจริยธรรมของข้าราชการและตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ดังนี้

1.) ขอให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์กับพวก กรณีการออกข่าวกรมราชทัณฑ์ใช้สรรพนามเรียก นช.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและกรณีที่เกี่ยวข้อง เช่น การอนุมัติให้ นช.ทักษิณ ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ถูกต้องตามระเบียบขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์ โดยมีกรณีนายวิษณุ เครืองาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้าไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 และกรณีกรมราชทัณฑ์ตอบรับว่าจะส่งเอกสารและคลิปภาพ วันที่ 22-23 สิงหาคม 2566 ให้คณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กรณี นช.ทักษิณ ให้สอบสวนเอาผิดว่าเหตุใดยังไม่ส่ง และขอให้ออกคำสั่งคุ้มครองคลิปวิดีโอดังกล่าวไม่ให้ถูกทำลาย

2.) ขอให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน แพทย์โรงพยาบาลกรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจทุกรายและแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจชื่อ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ (พตร.) กรณี นช.ทักษิณ ชินวัตร ต้องรักษาอาการป่วยตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน (เกิน 120 วัน) ส่อว่าใช้วิชาชีพแพทย์กรอกข้อความอันเป็นเท็จต่อราชการหรือไม่ ให้ตรวจทุกฉบับตั้งแต่ 22 สิงหาคม 2566 ถึงวันนี้

3.) ขอให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ว่าเหตุใดไม่ดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ นช.ทักษิณ ชินวัตร ตามคำร้องเรียนลงวันที่ 20 ธันวาคม 2566 เจ็บป่วยจริงหรือไม่ ทำไมระยะเวลาการรักษาเกิน 120 วันยังไม่หายเป็นอะไร ทำไมอยู่นานถึง 120 วันเอื้อประโยชน์ให้กับ นช.ทักษิณหรือไม่

ทั้งนี้ โดยขอให้กันข้าราชการกรมราชทัณฑ์ (พัศดี/ผู้คุม) แพทย์พยาบาลโรงพยาบาลกรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจที่ให้การเป็นประโยชน์ไว้เป็นพยานทุกคน

‘แอมเนสตี้’ เรียกร้อง ‘รัฐไทย’ หยุดคุกคาม-ปล่อยตัว-แก้กฎหมาย เปิดทางให้เด็กมีเสรีภาพในการแสดงออก-ชุมนุมประท้วงโดยสงบ

(13 ม.ค.67) ‘วันเด็กแห่งชาติ’ (Children’s Day) ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมของทุกปี ‘แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย’ จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ด้านหน้าทำเนียบ ประตู 5 ฝั่งกระทรวงศึกษาธิการและหน้ารัฐสภาไทย กรุงเทพมหานคร ใช้ชื่อกิจกรรมในครั้งนี้ว่า ‘ปล่อยผ้าเรียกร้องรัฐไทยหยุดคุกคามสิทธิเสรีภาพเด็ก’ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสียงเรียกร้องถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และทุกฝ่ายที่เกี่ยวให้หยุดข่มขู่คุกคาม หยุดติดตาม และยุติการดำเนินคดีอาญากับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ในช่วงปี 2563 จนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า ปัจจุบันมีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและชุมนุมประท้วงโดยสงบมากกว่า 286 คน รวม 215 คดี ในจำนวนนี้มีเด็กที่ถูกดำเนินคดีที่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือ คดี ‘หมิ่นประมาทกษัตริย์’ มากกว่า 20 คน รวม 23 คดี และมีเด็กประมาณ 2 คน ต้องมีชีวิตที่ไร้อิสรภาพเพราะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจากคดีนี้

ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2563 – 2566 นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่กระบวนการยุติธรรม ดำเนินคดีอาญากับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ออกมาใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ หากมองตามหลักสิทธิมนุษยชนระดับสากล สะท้อนให้เห็นว่าทางการไทยกำลังลิดรอนสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของเด็กอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532 (UNCRC) ระบุว่า เด็กทุกคนมีสิทธิมนุษยชนเท่าเทียมกับผู้ใหญ่ทั้งการใช้สิทธิในการพูดและแสดงความคิดเห็น รวมถึงสิทธิการได้รับความคุ้มครองให้ปลอดภัย เข้าถึงการศึกษา และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่การที่รัฐไทยดำเนินคดีอาญากับเด็กที่มาร่วมชุมนุมช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เหมือนการลดมาตรฐานเกินกว่าที่ประชาสังคมโลกจะยอมรับได้ เพราะเด็กทุกคนไม่เพียงแต่เป็นอนาคตของชาติ แต่พวกเขาคือปัจจุบันที่จะนำภาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

“วันเด็กไม่ควรเป็นเพียงแค่วันที่ผู้ใหญ่ให้คำสอนว่าเด็กควรปฏิบัติตัวอย่างไร แต่เป็นวันที่ผู้ใหญ่ และรัฐควรคำนึงถึงความสำคัญ และสิทธิต่างๆ ของพวกเขา ตามสิทธิที่ถูกเขียนเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศและในประเทศ วันเด็กแห่งชาติปี 2567 นี้ แอมเนสตี้เรียกร้องให้ทางการไทยหยุดข่มขู่และดำเนินคดีอาญาต่อเด็ก”

ปิยนุชอธิบายเกี่ยวกับการทำกิจกรรม ‘ปล่อยผ้าเรียกร้องรัฐไทยหยุดคุกคามสิทธิเสรีภาพเด็ก’ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปีนี้ว่า มีจุดเริ่มต้นจากการที่ เมื่อช่วงต้นปี 2566 แอมเนสตี้ จึดทำรายงานเรื่อง ‘ขอทวงคืนอนาคตของพวกเรา สิทธิเด็กที่จะชุมนุมประท้วงโดยสงบในประเทศไทย’ ขึ้นมา ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพตั้งแต่เดือนมิถุนายน - พฤศจิกายน 2565 สัมภาษณ์เชิงลึกกับเด็กนักกิจกรรมทั้งหมด 30 คน พบว่า มีเด็กที่ถูกดำเนินคดีอาญาจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกถูกข่มขู่คุกคามและติดตามตัวเวลาไปสถานที่ต่างๆ เช่น บ้าน โรงเรียน หรือสถานที่อื่นๆ นอกจากนั้น ยังพบว่าเด็กบางคนถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือคนนอกเครื่องแบบ นำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ปิดกั้นและสกัดไม่ให้ใช้สิทธิในการพูดหรือแสดงความคิดเห็น โดยใช้ยุทธวิธีกดดันคนรอบข้าง เช่น ครอบครัว เพื่อน และโรงเรียน จนทำให้เด็กบางคนต้องเจอความรุนแรงในครอบครัว หลุดจากระบบการศึกษา ที่ร้ายแรงสุดคือ การที่เด็กได้รับผลกระทบทางสุขภาพจิตอย่างหนัก หลังถูกสลายการชุมนุมและถูกดำเนินคดี

“ทางการไทยมักตอบโต้ต่อผู้เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงที่เป็นเด็ก ผ่านการดำเนินคดี ข่มขู่คุกคาม และคุมขังเด็กที่ออกมาใช้สิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ยังใช้วิธีการปราบปรามสิทธิเด็กโดยทางอ้อม เช่น เจ้าหน้าที่รัฐใช้วิธีการกดดันผ่านผู้ปกครองและโรงเรียน ให้เด็กอยู่ห่างจากการชุมนุมประท้วง ทั้งที่ประเทศไทยมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศฉบับต่างๆ รวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กตั้งแต่ พ.ศ.2535 ที่จะต้องเคารพ คุ้มครอง และประกันสิทธิของเด็ก ที่จะมีสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ เพื่อให้พวกเขาใช้สิทธิเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกตอบโต้ สิทธิเหล่านี้ช่วยให้เด็กขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชน และประเด็นปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองได้”

เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2567 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้องไปถึงรัฐบาลไทยให้ปฏิบัติตาม 3 ข้อ ดังนี้

1.) ปล่อยตัวเด็กทุกคนที่ถูกกักขังเพียงเพราะการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบโดยทันที อย่างไม่มีเงื่อนไข

2.) ยุติการดำเนินคดีทั้งหมด ถอนคำพิพากษาเอาผิด และหยุดการข่มขู่คุกคามต่อเด็กที่ใช้สิทธิมนุษยชนโดยสงบ

3.) แก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ รับรองให้มีวิธีปฏิบัติระดับชาติที่สอดคล้องกับการคุ้มครอง การเคารพ และส่งเสริมสิทธิของเด็กในการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ โดยสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

วันเด็กแห่งชาติปีนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชวนทุกคนติดแฮชแท็ก #WhatsHappeninginThailand #ThailandChildrenDay #วันเด็ก เพื่อทำให้ข้อเรียกร้องของเราส่งเสียงถึงรัฐบาลไทย ฝ่ายที่เกี่ยวข้องและคนทั่วโลก เพื่อทำให้รัฐไทยหยุดข่มขู่ ยุติการดำเนินคดีอาญาต่อเด็กที่ออกมาใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ

‘อนุทิน’ สอน ‘ก้าวไกล’ ปม 4 สส.ลาออกจาก กมธ.แลนด์บริดจ์ หากมองทุกอย่างเป็นการเมือง ประเทศคงเดินหน้าต่อไปไม่ได้

(13 ม.ค. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ กรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ของพรรคก้าวไกล ลาออกจากการเป็นกรรมาธิการ 4 คน ว่า เรื่องแลนด์บริดจ์เรามองในมิติที่เป็นบวก เพราะไม่ใช่เรื่องของการคุ้มทุน หรือไม่คุ้มทุนจากการก่อสร้างโครงการ แต่เรามองไปถึงเศรษฐกิจในประเทศ การจ้างงาน การผลิตวัสดุต่างๆ ในประเทศ รวมถึงเรื่องของโอกาสต่างๆ เราต้องมองภาพรวมของประเทศในฐานศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน มันไม่ใช่แค่เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทยเท่านั้น แต่เราสามารถใช้โครงการแลนด์บริดจ์กระจายสินค้าต่างๆ ไปยังทุกภูมิภาคของประเทศรวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อถามว่า มองการลาออกวันสุดท้ายในการลงมติเห็นชอบรายงานการ ส่งผลการศึกษาไปยังสภาฯ อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องของแต่ละคน คนที่เข้าใจเขาก็จะต้องช่วยกันผลักดัน ตอนนี้ยังไม่มีตัวเลขออกมาชี้ชัดเลยว่าจะเป็นอย่างไร มันจะไปด่วนสรุปแบบนี้ไม่ได้ ความจริงการลาออกไปของพรรคก้าวไกล ก็ไม่ได้ทำให้ผลการพิจารณาล่ม มันก็เดินต่อไป ตนมองว่า แทนที่จะอยู่ช่วยกัน อย่าไปเล่นอะไรที่เป็นเกมการเมืองไปหมด ถ้าทุกอย่างเป็นเกมการเมืองไปหมด ประเทศมันไปไหนไม่ได้

‘ธนกร’ ฟาด!! ‘4 สส.ก้าวไกล’ จงใจสร้างดรามา ลาออก ‘กมธ.แลนด์บริดจ์’ ติง จ้องจะเล่นแต่เกมการเมือง ชี้!! ประโยชน์ของชาติ-ปชช.ต้องมาก่อน

(13 ม.ค. 67) นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีที่ 4 สส.พรรคก้าวไกล มี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, นายจุลพงศ์ อยู่เกษ, นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ และนายสมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ได้แถลงลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน หรือ ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ นั้น โดยอ้างว่าสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบศึกษาโครงการตอบคำถามไม่ครบถ้วนชัดเจน และอ้างว่าโครงการไม่เกิดความคุ้มค่าต่อการลงทุน อาจสร้างความเสียหายให้กับประเทศนั้น ตนจึงมองว่า สส.พรรคก้าวไกล จงใจสร้างดราม่า เล่นแต่เกมการเมือง ให้ข้อมูลผิดๆ ทำให้ประชาชนสับสน ทั้งที่กรรมาธิการส่วนใหญ่ได้ออกมาชี้แจงแล้ว ว่าในคณะกรรมาธิการมีระดับรองผู้อำนวยการ สนข. อยู่ในที่ประชุมคอยตอบคำถามอย่างครบถ้วนชัดเจนมาโดยตลอด เพราะมีเอกสารข้อมูลยืนยันทุกเรื่องที่ กรรมาธิการยังมีข้อสงสัย

ทั้งนี้ ในชั้นการทำงานของกรรมาธิการเป็นเพียงการศึกษาให้เกิดความครบถ้วนรอบด้าน ไม่ได้เป็นการเห็นชอบโครงการแลนบริดจ์ แต่เป็นรายงานที่จะประกอบการตัดสินใจให้กับรัฐบาลที่เป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ เองก็ชูเมกกะโปรเจกต์นี้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในบ้านเรา ให้เกิดการสร้างโอกาส สร้างงานสร้างรายได้ ขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่พี่น้องชาวใต้รอคอย การพัฒนาพื้นที่ให้เกิดความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการวางรากฐานตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของไทย ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของโลก เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ด้านการขนส่งสินค้าและบริการการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกกลุ่ม และยังกระจายความเจริญไปสู่ภาคใต้และภาพรวมของประเทศ

เมื่อถามว่า โครงการแลนด์บริดจ์หากเปิดใช้ระยะแรกในปี 73 จะสร้างเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน นายธนกร กล่าวว่า คาดการณ์ไว้ว่าโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้ง 2 ระยะ (เฟส) แค่ระยะที่ 1 ประมาณมูลค่าการลงทุน รวมทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านล้านบาท รองรับสินค้า 20 ล้านทีอียู จะส่งเสริมประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่ง ทั้งท่าเรือ รถไฟ และมอเตอร์เวย์ กระจายสินค้าในภูมิภาค เปิดเส้นทางเดินเรือแห่งใหม่ ของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เพิ่มความสะดวกปลอดภัยในการเดินเรือ และการขนส่งสินค้าทางน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดระยะทางและเวลาขนส่งลงได้ 4 วัน เมื่อเทียบจากช่องแคบมะละกา จึงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง โดยเน้นรับเรือฟีดเดอร์ ขนาด 8,000-9,000 ทีอียู สินค้าประเภทถ่ายลำ เพื่อเป็นเกตุเวย์ เชื่อมการขนส่งสินค้า จากยุโรป-แลนด์บริดจ์-จีน กลายเป็นสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ รวมทั้งส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ สามารถดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา สร้างรายได้ให้กับพื้นที่และประเทศอย่างมหาศาล

โดยในโครงการแลนด์บริดจ์ ยังมีโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกระนอง โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกชุมพร โครงการระบบรถไฟทางคู่ ช่วงชุมพร-ระนอง และโครงการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ช่วงชุมพร-ระนอง รวมถึงการพัฒนาพื้นที่โดยรอบให้เป็นไปตามอุตสาหกรรมเป้าหมายด้วย

“การออกมาแถลงข่าวลาออกจากคณะกรรมาธิการของ 4 สส.พรรคก้าวไกล จึงถือว่าเป็นการเล่นเกมการเมืองแบบไม่สร้างสรรค์ เอาแต่ช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองตลอดเวลา แต่ไม่มองถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนที่จะได้รับมาก่อน อยากให้พรรคการเมืองรุ่นใหม่ทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติเป็นที่ตั้งมากกว่า” นายธนกร ระบุ

'ศิริกัญญา' นำทีม 'สส.ก้าวไกล' ลาออก 'กมธ.แลนด์บริดจ์' ซัด!! ถามถึงความคุ้มค่าไปแค่ไหน ก็ยังไม่เคยได้คำตอบ

(12 ม.ค.67) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ได้มีการซักถามค้างอยู่กับทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และที่ปรึกษาที่จัดทำรายงานโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า คุ้มค่ามากน้อยแค่ไหนทั้งปริมาณสินค้า เส้นทางการเดินเรือ ซึ่งยังไม่ได้คำตอบ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายในการพิจารณารายงาน แต่ยังได้คำตอบไม่ครบถ้วน และประธานพยายามลงมติเพื่อรับรายงานจึงขอออกจากคณะกรรมาธิการแลนด์บริดจ์เพื่อไม่ให้เป็นตรายางในการอนุมัติรายงานฉบับนี้

ด้านนายจุลพงษ์ อยู่เกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ยังมีเรื่องท่อส่งน้ำมันที่ไม่ชัดเจน เรื่องการเปลี่ยนแปลงแผนการศึกษาสิ่งแวดล้อม 2-3 ปีนี้รัฐบาลใช้งบศึกษาดูงาน 68 ล้านบาทแต่ยังไม่เห็นอะไร และรายงานที่ยังไม่สมบูรณ์

ซึ่งคณะกรรมาธิการที่ลาออกมี 5 คน เป็น สส.พรรคก้าวไกล 4 คนและเป็นอาจารย์จากภายนอกอีกหนึ่งคน คือ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์, นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์, และนายจุลพงษ์ อยู่เกษ

ด้านนายศุภณัฐ กล่าวว่า ในรายงานเลือกใช้ตัวเลขจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรหรือ (สนข.)เพียงตัวเดียว  ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้ประเทศเพราะการที่นำข้อมูลด้านเดียวไปขายให้ต่างประเทศ หากต่างประเทศย้อนมาว่าศึกษาแล้วไม่คุ้มทุน ตามที่รัฐบาลพยายามไปขายจะเกิดอะไรขึ้น

เมื่อถามว่า หากไม่ได้อยู่ในคณะกมธ.แลนด์บริดจ์แล้วจะสามารถตรวจสอบโครงการได้อย่างไร นายศุภณัฐ กล่าวว่า หากรายงานเข้าสู่สภาฯ ทางพรรคก้าวไกลจะใช้การอภิปรายในสภาแทน

'ชัยชนะ' ขึ้นชั้น 14 ยัน!! วันนี้ได้ทำหน้าที่ชัดเจนครบถ้วนแล้ว ส่วนภาพการรักษาที่ให้ไม่ได้ เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล

(12 ม.ค. 67) ที่โรงพยาบาลตำรวจ หลังจากที่ นายชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) นครศรีธรรมราช และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ (กมธ.ตร.) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะทำงาน เข้าศึกษาดูงาน ที่อาคารศรียานนท์ กองบังคับการอำนวยการ โรงพยาบาลตำรวจ โดยมี พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ นายแพทย์ (สบ7) โรงพยาบาลตำรวจ และคณะร่วมชี้แจงรายละเอียด ข้อซักถามต่างๆ

ต่อมา นายชัยชนะ พร้อม นางทิพา ปวีณาเสถียร ส.ส.ลำปาง พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษก กมธ.ตร. และทีมแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ เดินทางไปที่อาคารภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา ซึ่งเป็นอาคารพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนเดินทาง นายชัยชนะ กล่าวเพียงว่าขออนุญาตไปตรวจดูตามหน้าที่จะกลับมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง โดยทั้งหมดขึ้นรถกอล์ฟ ไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลตำรวจ

จากนั้นมีรายงานว่านายชัยชนะ และคณะกรรมาธิการฯ ขึ้นไปถึงชั้น 14 และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล บริเวณหน้าเคาน์เตอร์พยาบาลของสถานที่พักของผู้ป่วย แต่ไม่ได้เข้าไปในห้องพักของผู้ป่วย ซึ่งใช้เวลาพูดคุยประมาณ 10 นาที จากนั้นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลตำรวจ ได้นำคณะกรรมาธิการฯ ไปเยี่ยมนักโทษที่รักษาตัวอยู่บริเวณชั้น 7 ของอาคารแห่งนี้ต่อด้วย

ต่อมา นายชัยชนะ เปิดเผยว่า มีผู้ต้องขังมารักษาที่โรงพยาบาลค้างคืนท่านเดียว คือ นายทักษิณ รายอื่นเป็นผู้ต้องขังมารักษาแบบเช้าเย็นกลับ ทั้งนี้ตนได้หารือตามกรอบระเบียบกับทางโรงพยาบาลตำรวจ จึงอนุญาตให้ขึ้นไปชั้น 14 เพื่อไปดูขั้นตอนวิธีการคุมขัง

พบทั้งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ตำรวจในท้องที่รวม 8 นาย ส่วนที่ถามว่าได้เจอตัวนักโทษหรือไม่ เรื่องนี้เป็นความเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ส่วนบุคคลฯ ที่อนุญาตให้ได้เท่านี้ ฉะนั้นสิ่งที่อนุญาตตามกฎหมายคือได้พบเจ้าหน้าที่ประจำชั้น

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ส่วนจะยืนยันว่านายทักษิณ พักอยู่ที่โรงพยาบาลหรือไม่เป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งก็แจ้งมาก่อนหน้านี้ว่าเป็นพ.ร.บ.ส่วนบุคคล ทั้งนี้เรายืนยันว่าไม่ได้มาขอเยี่ยมใครคนใดคนหนึ่ง เพียงมาดูว่าวิธีปฏิบัติเท่าเทียมหรือไม่ ส่วนวิธีการรักษาก็ชี้แจงไม่ได้

ตนขอย้ำว่ามาดูขั้นตอน วิธีการ เจ้าหน้าที่ควบคุมอย่างไรเมื่อมีผู้ต้องหามาค้างคืน โดยจากที่ได้พูดคุย คือทางเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะมีการผลัดเปลี่ยนเวรเพื่อดูแล 24 ชั่วโมง และต้องมีการรายงานผู้บังคับบัญชาทุก 2 ชั่วโมง เป็นการถ่ายภาพในห้องที่ผู้ต้องขังที่เป็นผู้ป่วยพักอยู่ ห้องพักไม่ได้มีการล็อกผู้คุมจะเดินเข้าออกได้ทุกเวลา

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ตนไม่ก้าวล่วงในการรักษาของแพทย์ จากนี้ต้องไปถามทางอธิบดีกรมราชทัณฑ์ว่าเอกสารที่ กมธ.ตร.ขอไปว่าแต่ละวันผู้คุมคนไหนที่มาเข้าเวร ผลัดเปลี่ยนเวรอย่างไร ลงชื่ออย่างไร และส่วนของเอกสารค่ารักษาพยาบาล ที่แจ้งว่าใช้สิทธิ์ สปสช.และถ้าเกินจะใช้เงินส่วนตัวได้ ได้เตรียมให้ตามที่ขอไปแล้วหรือไม่

ตนยืนยันว่าส่วนของโรงพยาบาลตำรวจวันนี้ได้ทำชัดเจนครบถ้วนแล้ว ภาพการรักษาที่ให้ไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล

ส่วนนายทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ผิดอะไร แต่ถ้ากรมราชทัณฑ์ไม่ต้องการเป็นจำเลยสังคมนี้ ต้องชี้แจงกับสังคมให้เข้าใจ เมื่อไรที่ชี้แจงไม่เข้าใจจำไว้เลยว่าจำเลยของสังคมก็คือกรมราชทัณฑ์ ส่วนโรงพยาบาลตำรวจ

ต้องยอมรับว่าสิ่งที่โรงพยาบาลทำวันนี้ถูกต้องที่สุดให้ความร่วมมือให้ข้อเท็จจริง การจะยืนยันว่านายทักษิณ อยู่หรือไม่เป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ตนขอยืนยันว่ามาดูกระบวนการขั้นตอนเท่านั้น“ นายชัยชนะ กล่าว

นายชัยชนะ กล่าวถึงประเด็นที่กล้องวงจรปิดของอาคารรักษาตัวของนายทักษิณ เสียทั้งอาคาร โดยฝากข้อความไปถึงนายกรัฐมนตรีว่าขอให้ใช้งบประมาณจำนวน 2 ล้านบาทที่นำไปท่องเที่ยวต่างประเทศมาซ่อมแซมกล้องวงจรปิดให้ใช้งานได้ นอกจากภายในอาคารแล้ว บริเวณรอบข้างก็พบว่าก็วงจรปิดเสียด้วยเช่นกันและเสียมาหลายปีแล้ว

สำหรับการมาศึกษาดูงานของกมธ.ตร.นั้น เพื่อสอบถาม ขั้นตอนการปฏิบัติผู้ต้องขังที่ส่งมารักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจ ว่ามีวิธี รูปแบบขั้นตอนอย่างไร ปฏิบัติกับผู้ต้องขังทุกคนเท่าเทียมหรือไม่

รวมถึงมาสอบถาม กรณีที่ประชาชนมีข้อสงสัยและให้ความสนใจ คือการรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นผู้ต้องขังที่รักษาตัวอยู่ที่นี่ตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค.2566 ว่ามีการปฏิบัติอย่างไร รักษาตัวอยู่ที่ชั้นไหน อย่างไรบ้าง

‘คำผกา’ แนะนักโทษคนไหนไม่ได้สิทธิแบบ ‘ทักษิณ’ ลิสต์รายชื่อมาให้ราชทัณฑ์ตรวจสอบ พร้อม 5 ข้อแนะ

(12 ม.ค. 67) น.ส.ลักขณา ปันวิชัย หรือ แขก คำผกา พิธีกรชื่อดัง โพสต์ทวิตเตอร์ X ‘Kam Phaka’ ระบุว่า…

อาการทักษิณโฟเบียกำเริบ 

คำแนะนำ
1. ถ้าคิดว่านักโทษคนไหนไม่ได้รับสิทธิเหมือนทักษิณทั้ง ๆ ที่เข้าเกณฑ์เหมือนกันตามกฎหมาย ก็ลิสต์รายชื่อมาให้กรมราชทัณฑ์ตรวจสอบ
2. ถ้าคิดว่ากฎหมายนี้ไม่ดี -> ไปแก้กฎหมายตามกระบวนการ
3. มีตรงไหนที่ส่อให้เห็นว่าการมีอยู่ของทักษิณส่งผลต่อการทำงานของรบ.? จนต้องเอามาตั้งกระทู้ในสภาฯ?
4. ถ้าคิดว่าพิธาไม่ได้เป็นนายกฯ กก. ไม่ได้เป็นรบ. เพราะ พท. ไปรวมกับ ขั้วรบ. เดิม ตั้งรบ. จงกลับไปถามตัวเองว่า เพื่อไทยยกมือให้ 141 เสียงแล้วทั้ง 2 ครั้ง
5. ทักษิณเลือกเวลากลับมาเข้าสู่กระบวนยุติธรรมตอนเพื่อไทยเป็นรัฐบาล -> ใช่ค่ะ -> จะให้เขากลับมาตอนประยุทธ์เป็นนายกฯ หรือประวิตรเป็นนายกฯ เหรอ?

'ธนกร' ชี้!! 'พีระพันธุ์' ทำตามสัญญาสำเร็จ ลดค่าไฟฟ้า 4.18 บาทต่อหน่วย เชื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไฟฟ้าภาค 'ครัวเรือน-โรงงาน-ภาคเอกชน' ได้มาก

(12 ม.ค.67) นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า “จากการติดตามการดำเนินการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่ล่าสุดได้ประกาศอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนม.ค. ถึง เม.ย. 2567 ทั่วไปในอัตรา 4.18 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วย ในอัตราค่าไฟที่ 3.99 บาทต่อหน่วย ตามที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเสนอ ซึ่งเป็นการลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมาก ซึ่งตนต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่คงมาตรการนี้ต่อ”

ทั้งนี้ จากที่ตนได้ฟังเสียงตอบรับจากประชาชนและภาคเอกชน ต่างมีความพึงพอใจมาตรการลดค่าไฟฟ้าดังกล่าว ว่าลดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนได้จริง หลังจากนายกฯและครม.ให้การสนับสนุนข้อเสนอของกระทรวงพลังงานและอนุมัติงบกลางเพื่อช่วยยืนมาตรการนี้ โดยหลังจากนี้จะมีการรายงานให้ ครม.รับทราบต่อไป

นายธนกร ยังกล่าวว่า “ถือเป็นความตั้งใจของรัฐบาล โดยเฉพาะนายพีระพันธุ์ ที่ได้ “ทำตามสัญญา“ ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องค่าไฟฟ้าของประชาชน ซึ่งภาคประชาชนเอง ก็หวังอยากให้รัฐบาลดำเนินมาตรการดังกล่าว ต่อเนื่องยาวไปจนถึงรอบบิล งวดเดือน พ.ค.-ส.ค.67 โดยเชื่อว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน โรงงานอุตสาหกรรม ภาคเอกชนต่างๆได้อย่างมาก ส่งผลต่อการลดต้นทุนการผลิตภาคเอกชนทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้นด้วย”

‘ดร.เอ้’ ยกฝุ่นพิษ ‘เป็นวิกฤติชาติ' ฆ่าคนได้หากไม่รีบแก้ ยกเมืองใหญ่ของโลก ก็เคยเจอมาก่อน ยังสามารถแก้ได้

‘ดร.เอ้’ ยกฝุ่นพิษเป็นวิกฤติชาติ ฆ่าทุกคนได้ หากไม่รีบแก้ไข เตรียมลงพื้นที่ กทม.หลังพบค่าฝุ่นพิษเกินกว่าจุดอันตรายเพียบ

(12 ม.ค. 67) ‘ดร.เอ้’ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กทม. ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “ฝุ่นพิษเป็นวิกฤตชาติ เราทุกคนต้องช่วยกัน แก้ปัญหาที่ต้นตอ อย่าปล่อยไว้ จนยากที่จะเยียวยา ปล่อยฝุ่นว่าเลวร้าย ปล่อยไว้ยิ่งโหดกว่า ตั้งคำถามทำไมกรุงเทพ จะเป็นเมืองที่อากาศสะอาดไม่ได้”

‘ดร.เอ้’ กล่าวอีกว่า “ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่มาเฉพาะฤดูหนาว บางคนยังเข้าใจผิด แต่มันอยู่กับเราทุกวัน โดยส่วนตัวเคยไปวัดฝุ่นที่ป้ายรถเมล์ หน้าโรงเรียน หน้าโรงพยาบาล รวมถึงพื้นที่ที่มีรถสัญจรไปมา ปรากฏว่ามีค่ามลพิษเกินกว่ามาตรฐาน เกินกว่าจุดอันตรายทั้งสิ้นเลย แต่เรากลับไม่ทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่มันน่ากลัว สามารถฆ่าเรา ฆ่าพ่อแม่เรา ฆ่าลูกหลานเรา เพราะว่า PM2.5 มันคืออนุภาคขนาดเล็กมาก เล็กกว่า 2.5 ไมครอน ยิ่งเล็กมากเท่าไหร่ยิ่งน่ากลัว อันตรายถึงตายมากเท่านั้น เพราะเมื่อเราสูดเข้าไปแล้วมันสามารถเข้าไปถึงปอด ถึงเส้นเลือดในสมองเลย และมันไม่ได้เป็นเชื้อโรค เราฆ่ามันไม่ตาย เข้าไปแล้วเข้าไปเลย และยิ่งเข้าไปมากๆ ทุกวันๆ ตั้งแต่เด็ก มันก็สะสมๆ ทำให้เกิดโรคร้าย มะเร็งปอด โรคหัวใจ โรคความดันและอีกหลายโรคร้ายตามมา”

‘ดร.เอ้’ กล่าวว่า “สถิติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2565 พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศมากถึง 6 ล้านคน และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง และในประเทศไทยพบมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศมากกว่า 70,000 คนแล้ว และถ้าเราปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไป โรคมะเร็งปอดจะเป็นโรคที่อันตรายมากที่สุด โดยปัจจุบันมีคนเสียชีวิตจากโรคนี้มากกว่าผู้ประสบอุบัติเหตุเสียอีก เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องวิกฤตของชาติที่ต้องรีบแก้ไขให้เร็วที่สุด”

สำหรับปัญหา PM2.5 ในกรุงเทพมหานครนั้น ‘ดร.เอ้’ กล่าวว่า “80-90% มาจากรถ โดยเฉพาะรถขนาดใหญ่ที่ใช้ในการขนส่ง รวมถึงเครื่องจักรในการก่อสร้างถือเป็นอันดับ 1. ส่วนอันดับ 2.มาจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันนี้ตั้งอยู่ทุกทิศทาง ล้อมกรุงเทพไว้หมดแล้ว รวมถึงการไหม้กลางแจ้ง พวกเผาหญ้า พื้นที่การเกษตร”

อย่างไรก็ตามปัญหามลพิษทางอากาศสามารถแก้ได้ ขอแค่มีความมุ่งมั่น และเอาจริงเอาจัง ยกตัวอย่างประเทศอื่น เมืองอื่นที่มีมลพิษทางอากาศเลวร้ายที่สุดในโลกก็สามารถแก้ได้แบบเบ็ดเสร็จมาแล้ว เช่น ปักกิ่ง ลอนดอน ลอสแอนเจลิส และกรุงโซล ทุกเมืองล้วนเคยมีมลพิษทางอากาศเลวร้ายกว่ากรุงเทพยังสามารถแก้ปัญหาได้หมด เพราะเขามีความมุ่งมั่น และเอาจริงเอาจังกับปัญหาที่ก่อให้เกิดมลพิษไม่ว่าจะเป็นโรงงานที่ปล่อยมลพิษทางอากาศ เขายุติหรือย้ายออกทันที เช่นเดียวกันกับรถยนต์ รถสิบล้อที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์นั้นเขาให้เลิกใช้เลยและริเริ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า มีการจำกัดเขตปลอดมลพิษ การนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหา รวมไปถึงมีกฎหมายอย่างเข้มงวด เป็นต้น 

"ผมพูดเรื่องนี้มาตลอด เพราะเป็นห่วงคุณภาพชีวิตคนไทย พร้อมเสนอแนวทางแก้ไข ดีใจที่วันนี้ ร่าง พรบ.อากาศสะอาด เข้าสภาฯ หลายร่าง จึงหวังว่าปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังเสียที ทำไมกรุงเทพ จะเป็นเมืองที่อากาศสะอาดไม่ได้ครับ เราทำได้ แบบอย่างจากทุกเมืองที่เคยมีมลพิษทางอากาศเลวร้าย เป็นคำตอบ เขาแก้ไขได้หมด กรุงเทพฝุ่นเกินมาตรฐานหลายพื้นที่ เราจะปล่อยไว้แบบนี้กันจริงหรือครับ” ดร.เอ้ กล่าว

ทั้งนี้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘เอ้ สุชัชวีร์’ ได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนในการรีบแก้ปัญหาฝุ่นพิษเป็นจำนวนมาก โดยดร.เอ้ เตรียมลงสำรวจพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร หลังพบว่ามีค่าฝุ่นพิษเกินกว่าจุดอันตรายหลายจุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top