Thursday, 6 August 2026
POLITICS NEWS

“โฆษกรัฐบาล” เผย นายกฯ ย้ำ ปชช.รู้ทันเทคโนโลยี วอน อย่าหลงเชื่อข่าวโควิด-19 ปลอม   แนะตรวจสอบแหล่งข้อมูลทุกครั้งก่อนแชร์   

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ย้ำทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังการสร้างข่าวปลอม และบิดเบือนข้อมูลนโยบายรัฐบาล และข่าวสารทางราชการโดยเฉพาะในเรื่องโควิด-19  จากการติดตามตรวจสอบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)ขณะนี้มีหลายข่าวที่มีการแชร์ข้อมูลจะมีการเชื่อมโยงกับสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในความสนใจของประชาชนติดตามข่าวสาร เพื่อล่อลวงให้คนเข้ามาคลิกอ่าน เกิดความตื่นตระหนก หลงเชื่อ และแชร์ข่าวปลอมโดยรู้ไม่เท่าทัน

พร้อมกันนี้ก็ฝากย้ำเตือนไปยังประชาชนทุกคนใช้เทคโนโลยีและการรับข้อมูลข่าวต่าง ๆ อย่างรู้เท่าทัน อย่าลงเชื่อข้อมูลข่าวสารที่ได้รับโดยทันทัน แต่ขอให้มีการพิจารณา คิดวิเคราะห์ และตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ทุกครั้งก่อนเชื่อและเผยแพร่แชร์ข้อมูลออกไป

เพื่อช่วยกันป้องกันข้อมูลคลาดเคลื่อนที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดและนำไปสู่ความตื่นตระหนกและความวุ่นวายในสังคมได้ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังกำชับผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัดรวมทั้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) บริหารจัดการสถานการณ์การแพร่รระบาดในพื้นที่ รวมทั้งเร่งนำผู้ป่วยโควิด-19 เข้าสู่ระบบการรักษาตามลำดับอาการ 

“นายกฯ” พอใจ บินซาอุฯ เที่ยวปฐมฤกษ์ สิ้นเดือน ก.พ.นี้ ขานรับต่อยอดการท่องเที่ยวไทย ตั้งเป้าปี 65 กวาดรายได้ 2 หมื่นล้านบาท 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยินดีที่การท่องเที่ยวระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หลังสายการบิน Saudi Arabian Airlines ประกาศเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ บินตรงจากซาอุดีฯ-ไทย ในวันที่ 28 ก.พ.นี้ ทั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จของการประสานความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีอาระเบีย ครั้งประวัติศาสตร์ ส่งผลให้เกิดความร่วมมือระหว่างสองประเทศ หลังจากนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนซาอุฯ

โดยตอกย้ำความสำเร็จซึ่งเป็นผลจากการดำเนินนโยบายอย่างรอบด้านของนายกรัฐมนตรี ที่สั่งการให้รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการให้คืบหน้า จัดตั้งกลไกการปรึกษาหารือ และประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อเดินหน้าความสัมพันธ์และความร่วมมือทวิภาคีให้เป็นผลและเกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

นายธนกร กล่าวว่า ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขานรับร่วมมือผลักดันการทำงาน โดยในวันที่ 26-27 ก.พ.นี้ กระทรวงการต่างประเทศ จะนำคณะหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และภาคเอกชนไปซาอุดีฯ และทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้วางแผนนำผู้ประกอบการภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเดินทางไปซาอุดีฯ ช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวไทย ซึ่งคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวซาอุดีอาระเบียมาไทยให้ได้ถึง 2 แสนคน สร้างรายได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท ในปี 2565 นี้ 

นายธนกร กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยู่ระหว่างการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยกับกระทรวงท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบีย เพื่อส่งเสริมการทำตลาดท่องเที่ยวแบบ 2 ทาง พร้อมส่งเสริมให้ผู้แสวงบุญชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวได้หลังประกอบพิธีแสวงบุญ ทั้งพิธีฮัจญ์ และพิธีอุมเราะห์ รวมถึงการขยายเวลาพำนักในประเทศซาอุดีฯ ให้แก่คนไทยที่ได้วีซ่าแสวงบุญ ซึ่งขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการส่งร่าง MOU ไปให้ทางซาอุดีฯ พิจารณา 

“เทพไท”ยัน นโยบายประกันรายได้ของ ปชป.ตอบโจทย์ดีกว่าโครงการจำนำข้าว ชี้ เงินถึงมือเกษตรกร ไม่มีโกง รัฐไม่สูยเสียงบ หวังทุกรัฐบาลสานต่อ

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊กว่า ราคาสินค้าเกษตรที่รัฐบาลชุดนี้ ได้นำนโยบายประกันรายได้เกษตรของพรรคประชาธิปัตย์ไปใช้ มีการประกันราคาผลผลิตพืชเกษตร 5 ชนิด คือข้าว,ข้าวโพด,มันสำปะหลัง,ยางพารา,ปาล์มน้ำมัน ซึ่งราคาผลผลิตสินค้าเหล่านี้ ราคาท้องตลาด สูงกว่าราคาประกันของรัฐบาลทุกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคายางพารา ที่รัฐบาลประกันรายได้น้ำยางสด ที่กิโลกรัมละ 57 บาท แต่ราคาท้องตลาดกิโลกรัมละ 65 บาท ปาล์มน้ำมันรัฐบาลประกันรายได้ที่กิโลกรัมละ 4 บาท ราคาท้องตลาด กิโลกรัมละ 11-12 บาท

ส่วนข้าวโพดรัฐบาลประกันรายได้ กิโลกรัมละ 8.50 บาท ราคาท้องตลาด กิโลกรัมละ 9.72-10.00 บาท นับว่าเป็นความสำเร็จของโครงการประกันรายได้เกษตรกร ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยได้พิสูจน์ความสำเร็จมาแล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 ที่ได้ใช้นโยบายประกันรายได้เกษตรกรเป็นครั้งแรก และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก 

นายเทพไท กล่าวว่า เมื่อราคาพืชผลผลิตการเกษตร สูงกว่าราคาประกันทุกตัว รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินส่วนต่างเลย และที่ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ก็คือราคายางพารา กิโลกรัมละ 180 - 200 บาท ส่วนราคาปาล์มนำ้มันกิโลกรัมละ 10 บาท เป็นการยืนยันและเป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่า นโยบายประกันรายได้เกษตรกร ดีกว่านโยบายโครงการรับจำนำผลผลิตเกษตรกร ที่ทำให้สูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมาก เช่นโครงการรับจำนำข้าว ที่รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณในการใช้หนี้ เป็นจำนวนมากถึง 7 แสนล้านบาท และมีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันทุกระดับ 

'ราเมศ' เผย ยื่นแก้ 'กฎหมายราชทัณฑ์' แล้ว ทุจริตลดโทษยากขึ้น

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีการยื่นแก้ไขกฎหมายราชทัณฑ์ต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า

ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราช และคณะได้มีการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ ต่อสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในกระบวนการของสภาคาดว่าจะได้บรรจุในระเบียบวาระการประชุมต่อไป

นายราเมศกล่าวต่อว่าพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ต้องยอมรับว่ามีบทหลายประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับหลักการทางอาญาไม่เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล ประกอบกับก่อให้เกิดปัญหาและสังคมตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการภายในของกรมราชทัณฑ์ อาทิ รูปแบบและโครงสร้างของคณะกรรมการราชทัณฑ์ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณาลดวันต้องโทษจำคุก การพักการลงโทษของผู้ต้องขัง การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อกำหนดให้มีกระบวนการที่รัดกุมและมีความโปร่งใส โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการที่มีความอิสระโปร่งใสและมีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริงเป็นผู้พิจารณาขั้นต้นเกี่ยวกับการลดวันต้องโทษจำคุก การพักการลงโทษของผู้ต้องขัง

นายราเมศกล่าวต่อว่าร่างฉบับนี้จะให้ศาลที่คดีถึงที่สุดเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยและมีคำสั่งในการลดวันต้องโทษจำคุก การพักการลงโทษของผู้ต้องขังในแต่ละคราวไป และกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขขึ้นใหม่ในการพิจารณาการลดวันต้องโทษจำคุก การพักการลงโทษของผู้ต้องขัง โดยเฉพาะคดีทุจริต คดีอาญา คดียาเสพติดที่ร้ายแรง และคดีอื่น ๆ ที่เป็นภัยต่อสังคมอย่างร้ายแรง เพื่อกำหนดมาตรการและเพิ่มระยะเวลาปลอดภัยให้แก่สังคม ทั้งเป็นไปตามหลักการในทางสากล
มีความชัดเจนในตัวร่างของพรรคได้กำหนดให้อำนาจตุลาการคือศาล ซึ่งเป็นผู้พิจารณากำหนดโทษได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในกระบวนการลดโทษเพื่อให้เกิดความละเอียดรอบคอบมากขึ้น

“จุรินทร์”ยันเสถียรภาพรัฐบาลยังไปต่อได้ ปัดตอบ “เสี่ยหนู”จ่อนั่งนายกฯ ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง แนะวิปรัฐบาลเช็คเสียงส.ส.ให้ชัด 

ที่โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล จ.ขอนแก่น  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีหลายฝ่ายมองว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งต่อไป อาจเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อาจเป็นตัวแปรในการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลและได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ว่า  ตนไม่ขอวิจารณ์พรรคไหนทั้งสิ้น  แต่ยังคิดว่าจนถึงวันนี้เสถียรภาพในภาพรวมของรัฐบาลยังเดินหน้าต่อไปได้  อย่างไรก็ตาม มีสิ่งสำคัญ คือคณะกรรมการประสานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) จะต้องเร่งประเมินว่าเสียงส.ส.ที่มีความชัดเจน มั่นคงแน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลงจากรัฐบาลนั้นมีจำนวนเท่าไหร่ แล้วกำกับให้เป็นไปได้ตามนั้นในการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร  

ซึ่งถ้าทำอย่างนี้ได้ ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลในระบบรัฐสภาที่อยู่ได้ด้วยเสียงข้างมากในสภาฯ  และที่สำคัญ ต้องสร้างผลงานการทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะประชาชนอยากเห็นรัฐบาลที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีนโยบายที่ตอบสนองความต้องการได้ และมีวิสัยทัศน์ที่จะนำประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

เมื่อถามว่าในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ยังมั่นใจอยู่หรือไม่ว่ารัฐบาลจะอยู่ครบวาระ  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ตนไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบอย่างนั้นได้ เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยเงื่อนไขหลายอย่าง ซึ่งหัวหน้ารัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล เสียงในสภา ผลงานและการยอมรับของประชาชน หรือเสียงตอบรับจากประชาชน จะเป็นองค์ประกอบรวมกันด้วย 

“จุรินทร์” นำทีมบุกขอนแก่น ประชุมตัวแทนปชป.ภาคอีสาน 116 เขต เผยเรตติ้งพรรคพุ่ง ชูนโยบายเดินหน้าประกันรายได้ต่อ มั่นใจได้เก้าอี้ส.ส.อีสานเพิ่มแน่

ที่โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล จ.ขอนแก่น  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายไชยยศ จิรเมธากร รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลภาคอีสาน นายนิพนธ์ บุญญามณีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รองหัวหน้าพรรคฯ และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรองหัวหน้าพรรคฯ เข้าร่วมการประชุมตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสาน 116 เขตเลือกตั้ง 

ทั้งนี้ นายจุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมในการวางตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในภาคอีสาน ทั้ง 116 เขต ซึ่งแสดงถึงความพร้อมและความตั้งใจของเราในการมาทำงานให้ชาวอีสาน  ขณะเดียวกัน จากการที่เราประชุมร่วมกับแกนนำหลักๆ และตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ในทุกจังหวัดของภาคอีสาน ได้ประเมินตรงกันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีกระแสตอบรับที่ดีขึ้นในภาคอีสาน และมีโอกาสที่จะได้ส.ส.เพิ่มขึ้น ทั้งส.ส.ระบบเขตและส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 

เมื่อถามว่าพรรคมีนโยบายอะไรใหม่ ๆ เพื่อซื้อใจชาวอีสานในการเลือกตั้งครั้งหน้า  นายจุรินทร์ กล่าวว่า มีหลายอย่าง และเรายังชูนโยบายการเดินหน้าการประกันรายได้เกษตรกรต่อไป เพราะสร้างประโยชน์กับเกษตรกรในภาคอีสานและทั่วไป โดยจะเป็นการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และพืชอื่นๆที่ปลูกเฉพาะภาคอีสาน  

“โฆษกรัฐบาล” สวน "พิธา" ย้อนดูตัวเองอย่าปั้นคำสวยหรูแต่ไม่ลงมือทำ คิดแต่จะล้มล้าง แขวะไม่เชื่อว่ามีคุณสมบัติผู้นำยุคใหม่เช่นกัน ย้ำ”นายก”ผู้นำตัวจริงของประชาชนทำงานเป็น ซื่อสัตย์สุจริต

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายระบุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่มีคุณสมบัติของผู้นำในศตวรรษที่ 21 ว่า สิ่งที่นายพิธาพูดนั้นเป็นทฤษฎีที่สวยหรู เชื่อว่าทุกคนอยากเห็นผู้นำแบบนั้น แต่ก็ไม่เชื่อว่านายพิธาจะทำได้สำเร็จเช่นกัน เป็นเพียงแค่การปั้นคำพูดสร้างวาทกรรมแต่ไม่ได้ลงมือทำย่อมไม่รู้ว่าอะไรคือของจริง อะไรคือความเพ้อฝัน จึงต้องย้อนดูตัวเองด้วย

ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านายพิธาไม่ได้สนใจทำงานจริงจัง แต่จ้องจะสร้างภาพและหาโอกาสสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเองเสมอ หวังยืมมือม็อบกลุ่มต่าง ๆ มาล้มรัฐบาล และหากคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติแบบที่อภิปรายก็คงเข้าข้างตัวเองมากเกินไป หรือหากเป็นเช่นนั้นจริง ผู้นำที่ลึก ๆ แล้วมีเจตนาต้องการล้มล้างสิ่งดีงามของประเทศชาติบ้านเมืองโดยอ้างว่าเพื่อความทันสมัย ทันโลก กล้าหาญ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และไม่ควรฝากอนาคตไว้ด้วยอย่างแน่นอน 

นายธนกร กล่าวว่า การจะตัดสินว่า พล.อ.ประยุทธ์ หรือใครก็ตามมีคุณสมบัติเหมาะจะเป็นผู้นำหรือไม่นั้นคงไม่ใช่ให้นายพิธาเป็นผู้ตัดสิน เพราะผู้ตัดสินตัวจริงคือประชาชน นอกจากนี้นายพิธาไม่เคยสัมผัส เรียนรู้ หรือทำงานร่วมกับพล.อ. ประยุทธ์ ย่อมไม่มีทางรู้ว่าที่จริงแล้วท่านนายกฯ เป็นอย่างไร

"นายก" ยืนยันรัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับทุกระดับการแพร่ระบาดไว้แล้ว ขอประชาชน เน้นป้องกันเฝ้าระวังตนเองสูงสุด สำหรับผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียวขอความร่วมมือเข้าระบบการดูแลที่บ้านหรือชุมชน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยประชาชน ทั้งนี้สถานการณ์การระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นเป็นจำนวนมากในขณะนี้  ยืนยันรัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับทุกระดับการระบาดไว้แล้ว ทั้งความพร้อมด้านโรงพยาบาล สถานที่รักษา ยา และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ  

ขอประชาชนและสถานประกอบการ เน้นการป้องกันเฝ้าระวังตนเองสูงสุด  ต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และเว้นระยะห่าง ที่สำคัญต้องได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน และเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต  ขณะเดียวกัน รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน หากติดเชื้อเป็นกลุ่มอาการสีเขียว คือ ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย ขอให้เข้าระบบการดูแลที่บ้านหรือชุมชน (HI/CI First) จะทำให้เตียงในโรงพยาบาลมีเพียงพอรองรับผู้ติดเชื้อที่จำเป็นต้องใช้เตียงในโรงพยาบาล และสำรองเตียงสำหรับกลุ่มเสี่ยง

นายธนกร กล่าวว่า ขอให้ประชาชนที่มีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย หรือมีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อ รีบตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK ด้วยตนเอง หากพบว่าผลตรวจเป็นบวกให้ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบการรักษา โทรหาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพหรือสายด่วนโควิด-19 เพื่อหาสถานที่และเวลาเพื่อรับการตรวจ ขณะที่กักตัว อย่าออกไปข้างนอกหรือสถานที่สาธารณะ รักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร แม้จะเป็นสมาชิกในครอบครัว สวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น 

“นายก ฯ” ขอบคุณครม.-ส.ส.  ชี้!ต่างทำหน้าที่ตามบทบาทของตน  “ระบุ” อยากเห็นสภาเป็นสถานที่สำหรับรับฟังข้อเสนอ

นายธนกร วังบุญคงชนะ  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณคณะรัฐมนตรีและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ร่วมการอภิปราย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2  เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ระหว่าง 17 -18 ก.พ. 2565 ที่เสร็จสิ้นลงเมื่อคืนวานนี้  ถือว่าทุกฝ่ายต่างทำหน้าของตนอย่างดีที่สุด

ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร  และยังอยากเห็นสภาแห่งนี้ เป็นสถานที่ให้ข้อเสนอแนะและคำแนะนำที่มาถึงคณะรัฐมนตรี   หากเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ก็พร้อมที่จะนำไปพิจารณาดำเนินการ  เพราะการแก้ปัญหาประเทศต้องมาจากความร่วมมือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย และถือเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องรักษาระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า ภาพรวมการอภิปรายใน 2 วันที่ผ่านมาว่า  รัฐบาลได้ชี้แจงคำถามของฝ่ายค้านได้ครอบคลุมทุกประเด็น โดยนายกรัฐมนตรียืนยันแก่ที่ประชุมสภาว่า รัฐบาลทำงานทั้งแก้ปัญหาอดีต ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด  พร้อมกำหนดแผนงานสำหรับอนาคต  

ย้อนไทม์ไลน์เหมืองทองอัครา กับ คำถามน่าคิด!! หาก ‘คิงส์เกต’ มั่นใจ ชนะคดี รับค่าชดเชย 30,000 ล้านบาท เหตุใดทางบริษัทยังคิดจะมาเจรจากับรัฐบาลไทยต่อ?

เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 65 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ได้ลุกขึ้นชี้แจงกรณีเหมืองทองอัครา จากข้อท้วงถามของ ‘จิราพร สินธุไพร’ ส.ส.เพื่อไทย ที่จี้ถามถึงความเสียหายที่ประเทศต้องจ่าย หากแพ้คดีเหมืองทองอัครา ว่า…

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ฝ่ายไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มขอเจรจาเกี่ยวกับคดีเหมืองทองอัครา แต่คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ให้คำแนะนำให้ไทยเจรจากับบริษัทคิงส์เกต ซึ่งที่ผ่านมามีการเลื่อนการเจรจามาแล้ว 3 ครั้ง เนื่องจาก COVID-19 โดยเป็นการตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่าย แต่การเจรจามีความคืบหน้า และมีทิศทางในทางบวก ซึ่งจะมีประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย

“ประเด็นเลื่อนออกคำชี้ขาดที่ถูกกล่าวหาว่า การเลื่อนแต่ละครั้งจะมีการให้สิทธิประโยชน์เหมืองทองอัคราทุกครั้ง ยืนยันว่า เป็นความเท็จ การเลื่อนออกคำชี้ขาดไม่เกี่ยวกับการให้สิทธิประโยชน์หรือการอนุญาตใดๆ”

ส่วนกรณีบริษัทคิงส์เกต เปิดเผยข้อมูลได้ แต่ฝ่ายไทยไม่เปิดเผยข้อมูล ขอชี้แจงว่า ตราบใดที่ยังไม่ออกคำชี้ขาด ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการได้ ส่วนข้อมูลที่บริษัทคิงส์เกตนำมาเปิดเผย มาจากข้อมูลการเจรจายุติข้อพิพาทที่ฝ่ายบริษัทคิงส์เกตอยากจะได้ และเรียกร้อง ไม่ใช่การตกลงจากทั้ง 2 ฝ่าย

สำหรับข้อกล่าวหาว่า ฝ่ายไทยจะแพ้และต้องเสียค่าโง่กว่า 30,000 ล้านบาทนั้น จากข้อมูลงบการเงินของบริษัทอัครา ซึ่งได้ประกอบกิจการเหมืองทองในประเทศตั้งแต่ 2543 จนถึง 2558 หรือ 15 ปี พบว่า มีกำไรตกปีละ 800 ล้านบาท เมื่อเทียบกับค่าเสียหายที่ ส.ส.จิราพรอ้างมา บริษัทจะต้องประกอบกิจการถึง 38 ปี

“หากบริษัทมั่นใจว่าจะชนะคดีแน่ๆ และได้รับเงิน 30,000 ล้านบาท บริษัทจะมาเจรจากับรัฐบาลไทยได้อย่างไร”

>> ไล่ไทม์ไลน์อาชญาบัตรสำรวจแร่ 44 แปลง
ส่วนการอนุญาตต่างๆ ทั้งให้สิทธิสำรวจแร่ และให้ขนผงทองคำออกไปขาย เป็นการประนีประนอมเพื่อขอถอนฟ้องคดี โดยกรณีการให้ประทานบัตร 4 แปลงนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2544 เมื่อบริษัทเริ่มเปิดเหมืองและผลิตทองคำเชิงพาณิชย์ ตรงกับสมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และมีการยื่นคำขออาชญาบัตรสำรวจแร่ 44 แปลง

บริษัทได้ทยอยยื่นมาตั้งแต่ 2546-2548 และในปี 2549 คำขออยู่ระหว่างการพิจารณามาตามลำดับ เตรียมเสนอขออนุมัติ แต่เกิดรัฐประหารก่อน จนมาปี 2550 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มี ครม. ให้ชะลอการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำไว้ก่อน เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายทองคำที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำนโยบายทองคำให้แล้วเสร็จ

จากนั้นผ่านมาหลายรัฐบาลมีการปรับปรุงนโยบายทองคำอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปี 2557 มีการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่รอบเหมืองว่า ประสบปัญหาสุขภาพจากการทำเหมือง อีกทั้งความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่ มีทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุน 

พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. จึงส่งเจ้าหน้าที่ส่งไปตรวจสอบ และมีข้อเสนอให้ยุติการทำเหมืองไว้ก่อน โดยพล.อ.ประยุทธ์ มีคำสั่ง คสช. ให้ยุติการขออนุญาตอาชญาบัตรพิเศษ และการทำเหมืองชั่วคราว และให้ไปปรับปรุงนโยบายทำเหมืองใหม่ โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เพื่อให้มีมาตรการป้องกันปัญหาสุขภาพในประชาชนที่รัดกุม

1 ส.ค. 60 ครม. มีมติรับทราบนโยบายทองคำ มีผลให้บริษัทอัคราสามารถยื่นขออาชญาบัตรพิเศษได้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ไม่ได้มาเดินเรื่องต่อเพราะกลัวจะกระทบต่อรูปคดีนั้น และตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเป็น 2 เท่า ทำให้บริษัทอัคราตัดสินใจมายื่นขออาชญาบัตรสำรวจแร่ ก่อนจะนำไปสู่การอนุมัติตามขั้นตอน

ทั้งนี้ หากบริษัทอัคราสำรวจแร่และสามารถประกอบการทำเหมืองทองคำได้ รัฐจะได้รับประโยชน์จากค่าภาคหลวงแร่ และค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยจากข้อมูลการประกอบการของบริษัทอัครา ในอดีต 2546-2559 รัฐได้รับประโยชน์ทางด้านภาษีทั้งหมด 5,596 ล้านบาท รวมทั้งมีการจ้างงานในพื้นที่กว่า 2,000 คน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top