Sunday, 21 June 2026
POLITICS NEWS

‘สุริยะ’ มั่นใจเจรจาคิงส์เกตจะเป็นไปด้วยดี แจง ครม.ไม่ได้อนุมัติงบเพิ่มสู้คดีคิงส์เกต

'สุริยะ' แจง ครม.ไม่ได้อนุมัติงบเพิ่มสู้คดีคิงส์เกต ชี้ เป็นเพียงการขยายกรอบเวลา รับหารือแนวทาง 'วิษณุ' เน้นการเจรจา พร้อมเตรียมบินออสเตรเลียพรุ่งนี้

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ (22 ก.ย. 65) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 20 ก.ย. 65 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบการอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อต่อสู้คดีกับบริษัทคิงส์เกต ในคดีเหมืองทองอัครา โดยชี้แจงว่า ในที่ประชุมครม.ไม่มีการอนุมัติงบเพิ่มเติมแต่อย่างใด เป็นข้อมูลที่คาดเคลื่อน เป็นเพียงงบเดิมที่มีการขยายกรอบระยะเวลาการสู้คดี เนื่องจากการเจรจายังไม่สิ้นสุด จึงขอชี้แจ้งว่า ไม่ได้มีการเพิ่มงบในการสู้คดีแต่อย่างใด

‘ไพศาล’ เผย ‘บิ๊กจิ๋ว’ แนะต้องนิรโทษกรรม ทั้งคดีการเมือง - ม.112 เริ่มนับหนึ่งประเทศไทย

‘ไพศาล’ เผย ‘บิ๊กจิ๋ว’ แนะต้องนิรโทษกรรมให้ผู้ต้องคดีทางการเมือง - ม.112 ทั้งหมด เพื่อนับหนึ่งประเทศไทย กลับมาร่วมกันฟื้นฟูชาติบ้านเมือง

นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วย รองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า วิกฤตรัฐธรรมนูญ-วิกฤติบ้านเมือง

1. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องขอให้วินิจฉัยว่ากฎหมายเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่แล้ว และส่อว่าจะเป็นโมฆะตามคำร้องด้วย แป๊ะวางหมากเอาไว้แยบยลมาก เพราะถ้าตกเป็นโมฆะขึ้นมา กำหนดการเลือกตั้งในเดือนมีนาคมปีหน้าก็อาจจะทำไม่ได้ และอย่าลืมว่า กกต.ชุดปัจจุบันนี้กำลังต้องคดี ในเดือนหน้า ถ้าศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็จะไม่มีผู้จัดการเลือกตั้งซ้ำเข้าไปอีก!!!

แผนแป๊ะล้ำลึกจริง ๆ ทำให้บรรยากาศการเตรียมการเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ ต้องอยู่ในสภาพขวัญผวาอีกครั้งหนึ่ง แต่ทุกเรื่องมีทางออกเสมอ เมื่อถึงเวลาจะเฉลยให้ได้ทราบกัน เดินหน้าโลดได้เลย

2. ขณะนี้มีกระแสความวิตกกังวลเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พลเอกประยุทธ์พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากดำรงตำแหน่งครบ 8 ปีแล้ว ถ้าหากรักษาการไม่ได้ก็จะเกิดวิกฤตทางการเมืองซ้ำซ้อนเพิ่มขึ้นอีก เพราะมีปัญหาว่าจะสรรหานายกกันอย่างไร?

‘สุรเชษฐ์-ก้าวไกล’ แฉ!! ฮั้วประมูลรถไฟสายสีส้ม เชื่อ!! เตรียมเซ็น กินส่วนต่าง 68,000 ล้านบาท

พรรคก้าวไกล แฉกรณีประมูลสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีส้ม เปลี่ยนเกณฑ์กลางอากาศปี 63 ก่อนเปิดประมูลใหม่ปี 65 ตั้งเกณฑ์กีดกัน BTS ออกจากการแข่งขัน-เอื้อประโยชน์ BEM จากการเปิดซองเงื่อนไขประมูลล่าสุดของ BTS พบว่าเกิดส่วนต่างกว่า 68,000 ล้านบาทที่ประชาชนต้องแบกรับ จ่อเรียก BTS-BEM-รฟม. เข้าชี้แจงอนุ กมธ. วันจันทร์ที่ 3 ต.ค. นี้ กำลังผลักดันให้มีไลฟ์สด โปรดติดตาม

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แถลงข่าวกรณีการประมูลสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าผู้ชนะคือบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เนื่องจากคู่แข่งคือบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด หรือ BTS ถูกกีดกันไม่ให้เข้าประมูล ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายของรัฐบาลกว่า 68,000 ล้านบาท

สุรเชษฐ์ ระบุว่า ย้อนกลับไปในการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มเมื่อปี 2563 รฟม. ภายใต้การกำกับดูแลของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หลังออกประกาศเชิญชวนได้มีเอกชนยื่นซองตาม ซึ่งมีบริษัทเอกชนที่ดำเนินกิจการเดินรถไฟฟ้า 2 เจ้าใหญ่ในประเทศไทย คือ BTS และ BEM เข้าร่วมประมูล

แต่ที่ไม่ปกติก็คือ รฟม. มีการเปลี่ยนเกณฑ์การให้คะแนนระหว่างการพิจารณากลางอากาศ อย่างมีนัยสำคัญต่อการพลิกผลแพ้ชนะ และนำไปสู่การฟ้องร้องโดย BTS ต่อ รฟม. หลายคดี คดียังคงคาราคาซังอยู่ในศาล แต่ รฟม. กลับเร่งรีบวิธีเปิดประมูลใหม่รอบ 2 โดยที่คดีเดิมข้อสรุปยังไม่มีความชัดเจน

“การประมูลรอบที่ 2 นี้มีข้อน่ากังขาหลายประการ มีการล็อกเสป็คด้วยการนำเอาผู้รับเหมาก่อสร้าง มาเป็นคู่เทียบการเดินรถโดยเสนอราคาที่สูงเกินราคากลาง จนกล่าวได้ว่ามีการกีดกันการแข่งขันไม่ให้ BTS เข้าร่วม จนไม่เกิดการแข่งขันกันจริงๆ นอกจากนี้ ยังมีความเร่งรีบผิดปกติในขั้นตอนการพิจารณาซองที่ 2 :ข้อเสนอด้านเทคนิค 11 กล่อง ซึ่งปกติต้องใช้เวลาหลายเดือน แต่ รฟม. กลับพิจารณาเสร็จภายใน 10 วันเท่านั้น” สุรเชษฐ์กล่าว

'ธนกร' สวดฝ่ายค้าน ดูผลงานจับต้องได้ของ 'บิ๊กตู่' ชี้!! อย่าเอาเท้าราน้ำ แล้วหันไปทำงานช่วยปชช.บ้าง

‘ธนกร’ ลงพื้นที่ราชบุรี เผยชาวบ้านแห่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียบ ย้ำเพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อย ชูผลงาน ‘บิ๊กตู่’ อื้อ แถมจับต้องได้ อัดฝ่ายค้านมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ แนะเพลาความอยากลง แล้วเพิ่มความจริงใจในการช่วยเหลือประชาชนดูบ้าง

(22 ก.ย. 65) นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ตนได้ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี ตามคำเชิญของนางสาวกุลวลี นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เพื่อติดตามการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยที่ต.เขาแร้ง อ.เมือง จ.ราชบุรี ธนาคารออมสินได้มาเปิดรับลงทะเบียนให้กับพี่น้องประชาชนถึงที่ มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาลงทะเบียน บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ทั้งนี้ การลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ที่เปิดรับลงทะเบียนรอบใหม่เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ล่าสุด ข้อมูล ณ วันที่ 21 กันยายน 2565 มีประชาชนลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 16,243,908 ราย โดยเป็นการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ 9,393,022 ราย และลงทะเบียนผ่านหน่วยงานรับลงทะเบียน 6,850,886 ราย

'คนเพื่อไทย' อบรม 'แรมโบ้' อย่าอวยรัฐประหาร พร้อมยก 10 ข้อ ชี้!! รัฐประหารทำประเทศไร้โอกาส

นายณพลเดช มณีลังกา คณะทำงานศูนย์ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวหลังจากที่นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ออกมาอวยการรัฐประหาร ว่า 16 ปีการรัฐประหารประเทศไทย ทำประเทศขาดและไร้โอกาสดังนี้

1.) ประชาธิปไตยที่วางรากฐานมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จะเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนจากการร่างและการเลือกของประชาชน เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ไม่มีการแจกกล้วยในสภา

2.) ประเทศชาติบ้านเมืองสิ้นความสง่าในสายตานานาชาติ ถ้ามาจากการยึดอำนาจ โดยคณะหนึ่งคณะใดไม่เป็นประชาธิปไตย มีการกล่าวหาและตั้งข้อหาการดำเนินคดีกับผู้ถูกยึดอำนาจในสถานการณ์ไม่ปกติจากการยึดอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ไม่สามารถตรวจสอบทรัพย์สินที่งอกเงยของผู้ยึดอำนาจและองคาพยพ

3.) ระบบการศึกษา เทคโนโลยี การเกษตร อุตสาหกรรมของประเทศชาติและอนาคตของชาติหยุดชะงัก เพราะมีผู้นำที่ไร้ประสิทธิภาพและไร้ความสามารถ อับอายไปทั่วโลก ยึดอำนาจขึ้นมาเป็นใหญ่

4.) คนยากจนมากขึ้นทบทวีคูณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าครองอำนาจรวม 8 ปี พิสูจน์ชัดแล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้ ตรงกันข้ามคนจนกลับเพิ่มมากขึ้น และความเหลื่อมล้ำทางสังคมยิ่งถ่างกว้างมากกว่าเดิมอีก ดูจากจำนวนผู้ลงทะเบียนบัตรประชารัฐหรือบัตรคนจน จาก 8 ล้านคนมาถึงปัจจุบัน 12 ล้านคน

5.) รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ทำคนไทยมองไม่เห็นอนาคตตนเอง หาทำเงินเพื่อประคองชีวิต การทุจริตคอร์รัปชันตรวจสอบไม่ได้ ค่าแรงที่หาเสียงเอาไว้ 400-425 บาท ทำไม่ได้ นักศึกษาเรียนจบตกงานมีผู้ว่างงานจำนวน 5.5 แสนคน เพราะไม่มีเส้นสายฝากเข้ารับราชการทางพิเศษ

6.) ถ้าไม่มีการรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการบินของสุวรรณภูมิที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ที่จะเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ไม่มีภาพทหารมายึดครองอำนาจให้ประเทศขาดความเชื่อมั่นจากทั่วโลกแบบทุกวันนี้

‘ส.ก.เพื่อไทย’ คิกออฟ ‘กองทุนพัฒนาชุมชน 2 แสนบาท’ พร้อมเดินหน้าสร้างอาชีพให้เด็ก-เยาวชนช่วงปิดเทอม

‘ส.ก.เพื่อไทย’ ดันนโยบายหาเสียงทำได้จริง คิกออฟ ‘กองทุนพัฒนาชุมชน 200,000 บาท’ เริ่ม 1 ต.ค.นี้ เดินหน้าสร้างอาชีพเด็ก-เยาวชนช่วงปิดเทอม หวังเชื่อม ‘1 ครอบครัว 1 Soft power’ เพิ่มรายได้ให้คนกรุงฯ 

นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี พรรคเพื่อไทย และประธานสภากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในวันที่ 1 ตุลาคม 2565  นโยบาย ‘กองทุนพัฒนาชุมชน 200,000 บาท’ จะมีผลบังคับใช้ โดยแต่ละเขตที่ได้ลงทะเบียนชุมชนกับกทม. และผ่านเกณฑ์การคัดเลือก รวมประมาณ 2,000 ชุมชน จากทั้งหมด 4,000 ชุมชน สามารถนำงบประมาณ 200,000 บาทไปพัฒนาพื้นที่ผ่านเขตของตนเองได้ โดยในการอนุมัติการใช้งบประมาณจะมีคณะกรรมการที่ได้รับการเลือกตั้งภายในชุมชนมาร่วมตัดสินใจใช้งบประมาณแบบมีส่วนร่วม 

นอกจากนี้ในช่วงปิดภาคเรียนในช่วงเดือนตุลาคมนี้ สภาฯ กทม. ได้หารือร่วมกับผู้บริหาร กทม. และสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว สำนักพัฒนาสังคม เตรียมจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ให้กับเด็กและเยาวชนได้ทำกิจกรรมพิเศษ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพิ่มทักษะ ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และเพิ่มพูนประสบการณ์ให้มากขึ้นเพื่อการต่อยอดสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว เช่น กีฬา นาฏศิลป์ จับร้อง งานฝีมือ การขายสินค้าออนไลน์ โดยจะจัดกิจกรรมที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง เป็นที่แรก สามารถรองรับเด็กและเยาวชนได้ถึง 1,000 คน และในอนาคตจะหาพื้นที่ที่เหมาะสมเพิ่มเติม เช่น ศูนย์สร้างสุขทุกวัน โรงเรียนฝึกอาชีพของ กทม. และจะร่วมกันผลักดันให้โรงเรียนในสังกัด กทม. รวม 437 แห่ง ได้รับบทบาทเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพ โดยฝึกอาชีพที่จำเป็นสำหรับอนาคตให้แก่เด็กๆ นอกเวลาเรียนปกติ นำร่องเขตละ 1 โรงเรียน และให้เริ่มดำเนินการให้เห็นชัดเจนในช่วงต้นปีงบประมาณที่จะถึงนี้

‘ส.ส.สมเกียรติ-ก้าวไกล’ ตอกกลับ 'ธนาธร' เคยคุยกันแค่ครั้งเดียว และไม่เคยหยามน้ำใจใคร

จากกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ส.ส.บางนา-พระโขนง ของพรรคก้าวไกลเมื่อไม่นานมานี้นั้น

ล่าสุด (21 ก.ย. 65) นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ส.ส.กรุงเทพ พรรคก้าวไกล ก็ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงต่อกรณีที่นายธนาธรกล่าวถึงหลายประเด็น ว่า…

จากที่คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวถึงประเด็นผม และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตบางนา-พระโขนง จากพรรคก้าวไกลในสมัยหน้านั้น 

ผมขอชี้แจงว่า ทางคุณธนาธร ได้โทรมาสอบถามผมในช่วงตอนพรรคอนาคตใหม่ จะถูกยุบหรือถูกยุบแล้ว (จำไม่ได้ ไม่แน่ใจแต่อยู่ในช่วงนั้น) เพียง 1 ครั้ง ว่าจะไปต่อ กับพรรคไหม

ผมก็ตอบกลับไปว่า ผมขอดูก่อนว่าใครจะมาเป็นหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ในพรรคใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมควรรู้ถึงอนาคตของตัวเองและความเป็นไปของพรรคใหม่ที่จะไปอยู่ต่อด้วย

ส่วนที่คุณธนาธร ระบุว่า เรามีการพูดคุยกันหลายครั้ง ขอชี้แจงว่าในช่วงนั้น ผมและคุณธนาธร ได้พูดคุยกันแค่ครั้งเดียวครั้งนั้นเท่านั้น

และหลังจากนั้นผมก็เข้าเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล พร้อมกับเพื่อน ๆ อดีตส.ส.พรรคอนาคตใหม่

'ชัยวุฒิ' ยกอุทาหรณ์ Forex เร่งขจัดอาชญากรรมออนไลน์ วอนกลต. เตือนปชช.-บริษัท แอบอ้างระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

'ชัยวุฒิ' ห่วง อุทาหรณ์ Forex ประชุมด่วน จัดการ 3 ฝ่าย หวังจัดการปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เร่งด่วน พร้อมขอกลต.เตือนปชช. บริษัท เเอบอ้างระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

'ชัยวุฒิ' รมว.ดีอีเอส ประชุมร่วมตำรวจไซเบอร์ ก.ล.ต. และแบงก์ชาติ สรุปแนวทางป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ 3 เรื่องเร่งด่วน ทั้ง กรณี Forex-3D หลอกลงทุนเก็งกำไรการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex), การหลอกลงทุนหรือแชร์ลูกโซ่ และการหลอกดูดเงินผ่านแอปมือถือ เตรียมใช้ระบบ Social Listening กวาดชื่อเว็บ/โซเชียลต้องสงสัย ส่งต่อให้ ก.ล.ต. และ แบงก์ชาติ ตรวจสอบ หากพบไม่ได้รับใบอนุญาต หรือมีการกระทำผิดกฎหมาย เดินหน้าใช้ พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ปิดกั้นทันที หวังสกัดความเสียหายแต่เนิ่น ๆ 

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ครั้งที่ 4/2565 โดยมีการพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นต้น เพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่สำคัญ ได้แก่ กรณี Forex-3D หลอกลงทุนเก็งกำไรการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ กรณีหลอกลงทุนในฟาร์มเห็ด หรือ 'Turtle Farm' และ การกดลิงก์ Mobile App หลอกลวงโอนเงินออกจากบัญชี เป็นต้น

โดยได้ข้อสรุปแนวทางป้องกันและแก้ปัญหา ดังนี้...

1.) เว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน/เก็งกำไรค่าเงิน (FX) มีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องจากกิจการนี้ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. และต้องได้รับใบอนุญาต ขณะที่ ปัจจุบันยังไม่เคยมีการให้ใบอนุญาต ในการประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ดังนั้น หากพบพฤติกรรมการซื้อขายแลกเปลี่ยน/เก็งกำไรค่าเงิน ถือว่าผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ กรณีที่บางเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดีย มีการโฆษณา หลอกชักชวนลงทุน หรือ หลอกให้คนเอาเงินมาฝากเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ชวนซื้อขายแลกเปลี่ยน/เก็งกำไรค่าเงิน (FX) โดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ เข้าข่าวความผิดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน 

2.) การหลอกลวงลงทุนผ่านเว็บ/โซเชียล จากการหารือกับผู้แทน สำนักงาน ก.ล.ต. ได้รับคำยืนยันว่า ก.ล.ต. มีอำนาจกำกับดูแลเฉพาะในส่วนที่เป็น “หลักทรัพย์” ส่วนกรณีเป็นสินทรัพย์อื่นๆ อย่างเช่น กรณี หลอกลงทุนฟาร์มเห็ด หรือ “Turtle Farm” ซึ่งเป็นหนึ่งในคดีใหญ่ของตำรวจไซเบอร์ขณะนี้ ก.ล.ต. จะไม่สามารถเข้าไปกำกับดูแลการระดมทุน หรือลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม การหลอกลวงรูปแบบนี้ อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินฯ เพราะพฤติกรรมการเชิญชวนลงทุน และมีผลตอบแทนสูงผิดปกติ เเต่ก็ขอให้ก.ล.ต.ออกประกาศหรือประชาสัมพันธ์เตือนให้ประชาชน ทราบว่าบริษัทใดบ้าง ไม่ได้มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ถูกกฏหมาย ต้องเตือนประชาชน เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ 

“จากการหารือกับทุกฝ่ายร่วมกันวันนี้ ยังมีข้อสรุปถึงแนวทางป้องกันสำหรับ 2 ปัญหาข้างต้น โดยทางกระทรวงดิจิทัลฯ จะใช้ระบ Social Listening กวาดรวบรวมชื่อเว็บ/โซเชียล ที่มีพฤติกรรมเชิญชวนลงทุนใน FX หรือลงทุนในหลักทรัพย์ เพื่อจัดส่งไปให้ทาง ธปท. และ ก.ล.ต. ตรวจสอบว่าเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ และหากพบว่าเป็นเว็บ/โซเชียลผิดกฎหมาย ก็จะดำเนินขั้นตอนประสานขอคำสั่งศาลเพื่อปิดเว็บ/โซเชียลเหล่านั้นทันที โดยอาศ้ยอำนาจตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ” นายชัยวุฒิ กล่าว

จากนั้นเดินหน้ากระบวนการตรวจสอบและสืบสวนสอบสวนต่อไป โดยมองว่าจะสามารถสกัดกั้นความเสียหายได้แต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะมีประชาชนหลงเชื่อจำนวนมาก และเกิดความสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล 

และ 3.) การหลอกดูดเงินจากบัญชีผ่าน Mobile App ซึ่ง ได้ตรวจสอบกับ ธปท. แล้วพบว่า มีกรณีเกิดขึ้นจริง เนื่องจากผู้เสียหายหลงเชื่อ คลิกเปิด link ที่มิจฉาชีพส่งเข้ามาทางมือถือ ทำให้ถูกควบคุมมือถือจากทางไกล (Remote Control) โดยมิจฉาชีพจะเห็นข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจอมือถือของเหยื่อ ทำให้แฮกรหัส OTP ที่ใช้ในการทำธุรกรรมออนไลน์ และสั่งโอนเงินจากบัญชีผ่านแอปได้ 

ปัจจุบัน ธปท. ได้แจ้งเตือนธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้ทำการปรับปรุงระบบ mobile banking เพื่อให้ทำการปิดระบบโอนเงินทันทีเมื่อพบว่ามือถือหมายเลขนั้นๆ ถูกแฮกทางไกล ซึ่งปัจจุบันมี 2 ธนาคารที่ทำการปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย ดังนั้นอยากขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์แห่งอื่น ๆ เร่งทำการอัพเดทด้วย 

“ผมขอส่งคำเตือนไปถึงประชาชนด้วยว่า การอัพเดทแอปใดๆ ก็ตามบนมือถือ ให้เข้าไปทำการอัพเดทจาก App Store (มือถือไอโฟน) หรือ Play Store (มือถือแอนดรอยด์) โดยตรง อย่าเสี่ยงไปกดอัพเดทจาก link ที่มีการส่งเข้ามา ทั้งนี้เพื่อป้องกันลิงก์จากมิจฉาชีพ ที่จะเข้ามาแฮกข้อมูลจากมือถือ” นายชัยวุฒิกล่าว

โหมโรงเลือกตั้ง ชวนวัยใส แอดไลน์ @kkfc พร้อมส่งเพลงแรปสุดแซ่บ โดนใจวัยรุ่นนครพนม

‘ครูแก้ว ผู้นำนครพนม’ โหมโรงเลือกตั้งก่อนใคร ปักธงเอาใจวัยโจ๋ ชวนวัยรุ่นนครพนม เข้าไลน์แอด @kkfc อยากให้ ‘ครูแก้ว’ ช่วยอะไรแอดให้ไว พร้อมจัดเพลงแรป ลูกเล่นสุดติ่ง แอบมีลุงเนวิน บุรีรัมย์ แจมในเนื้อเพลง

นาทีนี้ไม่พูดถึง นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือ ‘ครูแก้ว ผู้นำนครพนม’ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2  ส.ส.นครพนม เขต 1พรรคภูมิใจไทย คงไม่ได้ หลังปรับลุค เปิดไลน์แอด @kkfcให้เข้าถึงได้แบบเรียลไทม์ พร้อมจัดเพลงแรปสุดแซ่บ เพื่อเจาะใจกลุ่มวัยรุ่นนครพนม จนกลายเป็นกระแสโด่งดังในโลกโซเชียล

สำหรับในส่วนของเพลงแรปดังกล่าว เป็นการพูดถึงประวัติความเป็นมาของครูแก้ว รวมถึงผลงานตลอด 4 ปีในฐานะ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2  ส.ส.นครพนม เขต 1พรรคภูมิใจไทย ที่เน้น ‘พูดแล้วทำ ผู้นำนครพนม’ จนครองใจคนในพื้นที่และมีลุ้นช่วยพรรคภูมิใจไทยโกย 4 ที่นั่งในจังหวัดหากเลือกตั้งในรอบหน้าเกิดขึ้น

'พิธา - ศิริกัญญา' เข้าพบกลุ่มไฟฟ้าฯ สอท. ร่วมหาแนวทางยกระดับเทคโนโลยีประเทศไทย

ในวันที่ 20 กันยายน 2565 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลในฐานะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎรได้เข้าพบ ดร.ขัติยา ไกรกาญจน์ ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยกระดับเทคโนโลยีของประเทศ

พิธากล่าวว่า หลังจากปิดสมัยประชุมสภาตนก็ได้นั่งรถไฟไปพบกับมุขมนตรีและสภาอุตสาหกรรมของปีนัง เพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ต่อเนื่องกันในวันนี้จึงได้ขอเข้าพบประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ฯ ซึ่งภาคอิเล็กทรอนิกส์เป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญกับประเทศ เนื่องจากมีมูลค่าการส่งออกกว่า 2.2 ล้านล้านบาท และจ้างงานถึง 750,000 คน ในวันนี้จึงได้มาหารือถอดบทเรียนการพัฒนาอุตสาหกรรมตลอด 40 กว่าปีที่ผ่านมา และทำให้ได้เข้าใจถึงสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมในไทยต้องสู้มาตลอดหลายสิบปี ในเรื่องเช่น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top