Saturday, 6 June 2026
POLITICS NEWS

‘เจือ ราชสีห์’ ชวนพี่น้องชาวสงขลาเลือกแบบสะพานในฝัน ดันสะพานเชื่อมเมืองสงขลา - สิงหนคร เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ

(19 ส.ค.68) นายเจือ ราชสีห์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เชิญชวนประชาชนจังหวัดสงขลาร่วมแสดงความคิดเห็นถึงโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อม อ.เมืองสงขลา - อ.สิงหนคร จ.สงขลา โดยระบุว่า พี่น้องชาวสงขลาว่าอย่างไร? เลือกสะพานในฝันของคุณ!

โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อม อ.เมืองสงขลา - อ.สิงหนคร จ.สงขลา ที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อการเดินทาง-ขนส่งในพื้นที่ภาคใต้

และตอนนี้… ถึงเวลาที่ “พี่น้องทุกท่าน” จะเป็นผู้มีส่วนร่วม!

คุณอยากให้สงขลามีสะพานแบบไหน? สะพานมโนราห์ – เอกลักษณ์ใต้ เชื่อมโยงวัฒนธรรมกับการพัฒนา

ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณ เพื่อร่วมออกแบบอนาคตของสงขลา! เพราะ “สะพานนี้” เป็นของพี่น้องทุกท่านในจังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Mr.JuaRachasri  จากนั้น ทีมงานจะรวบรวมส่งต่อให้ กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม พิจารณาต่อไป

นายเจือ ย้ำว่า หากโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมระหว่างอำเภอสิงหนคร กับ อำเภอเมืองสงขลา เกิดขึ้นจริง จะเป็นอีกหนึ่งประตูเศรษฐกิจ เชื่อมโยงการค้าการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา เพิ่มความสะดวกให้ประชาชน และสร้างสัญลักษณ์ใหม่ของภาคใต้ ที่ทั้งสวยงามและทรงคุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

‘โฆษก รทสช.’ ไม่เชื่อรัฐบาลดีลซื้อโหวต 10 ล้าน มั่นใจรัฐบาลสามารถผ่านกฎหมายได้แม้เสียงปริ่มน้ำ

โฆษก รทสช. ไม่เชื่อปลายสายคลิปเสียงซื้อโหวต 10 ล้านมาจากซีกรัฐบาล ย้ำวิปกำชับเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อโหวต บี้ สส. ผู้กล่าวอ้างเปิดหลักฐาน หวั่นผู้ไม่หวังดีดิสเครดิตรัฐบาล

วันที่ (18 ส.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงกรณีมีการกล่าวหาว่ามีการซื้อเสียงโหวตจาก สส.ฝ่ายค้านในการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ว่า 

กรณีมีการกล่าวหานั้น ตนทั้งในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติและหนึ่งในวิปรัฐบาล ในลำดับแรกขอเรียนว่ากรณีดังกล่าว เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริง 

เนื่องจากเสียงของ สส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นเพียงพอในการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ถึงแม้ว่าเสียงจะปริ่มน้ำก็ตาม แต่พวกเราในฐานะวิปรัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารถผ่านกฎหมายดังกล่าวได้โดยราบรื่น 

ดังนั้นเสียงในคลิปไม่น่าจะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋น

สำหรับที่มีการสะท้อนมาว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์ด้วยตนเองหรือไม่ นั่นก็เป็นสิ่งที่ สส. คนดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวด้วยตนเองผ่านการแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาว่า สส. คนดังกล่าวสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญคนอาจมองว่าเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองที่ สส.ที่เปิดประเด็นนี้สังกัดอีกด้วย

‘เดชอิศม์’ โต้ข่าวให้นายอำเภอในสงขลาจัดคิวเวียนต้อนรับ ลั่น ยังเป็นนายกชายคนเดิม ส่วนตำแหน่งแค่หัวโขนชั่วคราว ยัน ไม่เคยสั่งใครให้มาต้อนรับ

(18 ส.ค 68) นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้ข่าวให้นายอำเภอจัดคิวเวียนต้อนรับ โดยระบุว่า ตำแหน่งแค่หัวโขนชั่วคราว ผมคือ "นายกชาย" คนเดิม ไม่ชอบให้ใครมาต้อนรับแบบเอิกเกริก เอาเวลาไปทำงานดีกว่า เว้นจากมีข้อราชการมาหารือผมเท่านั้น ผมเน้นการทำงานเป็นหลัก ไม่เคยสั่งให้ใครมาต้อนรับ ไม่เคยขอกาแฟใคร ขอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอครับ

‘ผู้ว่าสงขลา’ ทำหนังสือด่วนจัดคิว ‘นายอำเภอ’ เวียนต้อนรับ ‘เดชอิศม์’ สนามบินหาดใหญ่ทุกสัปดาห์

เมื่อวันที่ (17 ส.ค. 68) มีรายงานข่าวว่า นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ สข 0017.3/17839 เรื่อง ขอความอนุเคราะห์อำนวยความสะดวก นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียน นายอำเภอเมืองสงขลา ด้วยจังหวัดสงขลาได้รับแจ้งว่า นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดเดินทางมาราชการในพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจราชการสำคัญตามนโยบายรัฐบาล และมีกำหนดเดินทางกลับไปปฏิบัติราชการ ณ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 โดยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD 3103 เวลา 08.25–09.50 น.

เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จังหวัดสงขลาจึงขอให้ท่านดำเนินการ ดังนี้ 1. เชิญนายอำเภอเมืองสงขลา ร่วมส่งนายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องรับรอง ท่าอากาศยานหาดใหญ่ 2. จัดเตรียมอาหารว่าง เครื่องดื่ม และเจ้าหน้าที่ ณ ห้องรับรอง ท่าอากาศยานหาดใหญ่

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ยังจัดคิวให้นายอำเภอทุกอำเภอ ร่วมต้อนรับ–ส่ง มท.3 ที่สนามบินหาดใหญ่เป็นรายสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้ ตามลำดับอำเภอดังนี้ 1. อ.เมืองสงขลา 2. อ.หาดใหญ่ 3. อ.สะเดา 4. อ.จะนะ 5. อ.นาทวี 6. อ.เทพา 7. อ.สะบ้าย้อย 8. อ.ระโนด 9. อ.สทิงพระ 10. อ.กระแสสินธุ์ 11. อ.สิงหนคร 12. อ.รัตภูมิ 13. อ.ควนเนียง 14. อ.บางกล่ำ 15. อ.นาหม่อม 16. อ.คลองหอยโข่ง

‘นนท์’ สส. พรรคประชาชน ขอโทษชาวพุทธ ปมหลุดปากลบหลู่สังเวชนียสถาน “กราบอะไรก็ไม่รู้”

เมื่อวันที่ (16 ส.ค. 68) กรณีนายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาชน เสนอตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยยกตัวอย่าง โครงการสร้างขวัญและกำลังใจบุคลากรเผยแผ่เพื่อเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถานในอินเดีย-เนปาล ไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ตอบโจทย์ภารกิจสำนักพุทธฯ พร้อมเสนอให้ยกเลิกโครงการทั้งหมด พร้อมถ้อยคำว่า "กราบอะไรก็ไม่รู้"

ล่าสุด นายนนท์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงถ้อยคำอภิปรายเกี่ยวกับสังเวชนียสถานดังนี้ ข้าพเจ้า ขอแสดงความเสียใจและขอโทษต่อพุทธศาสนิกชนและสังคม ต่อถ้อยคำที่ใช้ในระหว่างการอภิปราย ซึ่งทำให้หลายท่านขุ่นเคืองและรู้สึกว่ากระทบกระเทือนศรัทธาและความเคารพต่อสังเวชนียสถาน โดยเฉพาะมหาโพธิมณฑลสถาน

ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่า เจตนาของการอภิปราย มิใช่เพื่อดูหมิ่นหรือทำร้ายความเชื่อของผู้ใด แต่เพื่อหยิบยกประเด็นการพิจารณางบประมาณแผ่นดินซึ่งหน่วยรับงบประมาณพึงอธิบายเป้าประสงค์และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณในเชิงความคุ้มค่า ความเหมาะสมและความทั่วถึง ภายใต้หลักการตรวจสอบการใช้ทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ

ถ้อยคำที่ว่า “กราบอะไรก็ไม่รู้” นั้น เป็นความประมาทพลาดพลั้ง แม้ว่าข้าพเจ้าต้องการให้ผู้ฟังพิจารณาถึงการแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างรวมถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา แต่การเลือกใช้ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการลืมเลือนความเคารพที่ข้าพเจ้าควรจะมีในฐานะผู้แทนราษฎร ต่อความเชื่อและสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจของผู้คน และกราบขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าขอน้อมรับข้อวิจารณ์ และจะใช้ความรอบคอบมากยิ่งขึ้นในการอภิปรายครั้งต่อไป

นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี เขต 8

‘อุ๊ กรุงสยาม’ ไล่ ‘ภัณฑิล น่วมเจิม’ สส. พรรคประชาชน ไปใช้ชีวิตหาประสบการณ์ก่อน ค่อยมาเป็นตัวแทนประชาชน หลังอภิปรายด้อยค่าวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนา

‘อุ๊ กรุงสยาม’ ไล่ ‘ภัณฑิล น่วมเจิม’ สส. พรรคประชาชน ไปใช้ชีวิตหาประสบการณ์ก่อน ค่อยมาเป็นตัวแทนประชาชน หลังอภิปรายด้อยค่าวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนา

‘อัครเดช’ ปลื้มถกร่างงบประมาณราบรื่น มั่นใจรัฐบาลโหวตผ่านแม้เสียงปริ่มน้ำ

โฆษก รทสช.ปลื้มประชุมงบประมาณมาครึ่งทางราบรื่น ฝ่ายรัฐบาลโชว์ปึ๊กเสียงโหวตผ่านเเม้ปริ่มน้ำ ชมฝ่ายค้านทำหน้าที่สร้างสรรค์ ย้ำร่วมมือกันเร่งผ่านงบประมาณแก้ปัญหาพี่น้องประชาชน

(14 ส.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงภาพรวมของการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ว่า บรรยากาศการอภิปรายใน 2 วันที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสร้างสรรค์ ทั้งในส่วนของรัฐบาลที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของฝ่ายรัฐบาลได้เข้าร่วมการประชุมครบองค์ประชุม ส่วนฝ่ายค้านก็ไม่ได้เล่นเกมการเมืองหรืออภิปรายนอกประเด็น นอกจากนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ตั้งข้อสังเกตและพยายามปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นลง ส่วนคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ก็ชี้แจงถึงสาเหตุการต้องปรับลดหรือไม่ปรับลดงบประมาณได้อย่างครบถ้วนชัดเจน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีและตนหวังให้ที่ประชุมรักษาบรรยากาศและองค์ประชุมไปตลอดจนกระทั่งถึงเย็นวันพรุ่งนี้ที่จะมีการลงมติร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในวาระที่ 3

นายอัครเดช กล่าวว่า จากบรรยากาศการอภิปรายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายมองประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ และยังได้ร่วมด้วยช่วยกันในการเร่งผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 ที่ถือเป็นกฎหมายและเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลที่จะมาช่วยแก้ปัญหาของพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ โดยเฉพาะในประเด็นปัญหาเศรษฐกิจ, ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา อันจะช่วยให้ทุกปัญหาของคนไทยได้คลี่คลายและประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

“ขอย้ำว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมากที่ต้องผ่านเพื่อให้รัฐบาลได้มีงบประมาณในปีหน้ามาใช้จ่ายขับเคลื่อนประเทศและแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ อันจะช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน และสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้” นายอัครเดช กล่าวทิ้งท้าย

ดร.หิมาลัย หนุนบริจาครั้วหนามให้ทหารชายแดน ชี้! เป็น “น้ำใจของคนไทย” ไม่ใช่เรื่องงบประมาณ

(14 ส.ค.68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับกรณีการขอรับบริจาครั้วหนามจากกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งกำลังเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะในแวดวงการเมือง โดยระบุว่า การบริจาครั้วหนามไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่ากองทัพมีงบประมาณเพียงพออยู่แล้ว แต่จากประสบการณ์ตรงที่เคยไปเยี่ยมให้กำลังใจพี่น้องประชาชนและทหารที่ชายแดนสุรินทร์ ซึ่งได้เห็นภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงได้พบว่ากำลังพลหลายคนไม่ได้อาบน้ำมา 2–3 วัน ใบหน้าดำคล้ำจากฝุ่นและแสงแดด พวกเขาเล่าให้ฟังว่า “ยิงกันไม่หยุดเลยครับพี่” แต่แม้จะเหนื่อยล้า กำลังใจของพวกเขายังเต็มเปี่ยม พร้อมปกป้องแผ่นดินไทยอย่างไม่ลังเล

ในสถานการณ์เช่นนั้น ไม่มีใครมีเวลามานั่งพิจารณาความเหมาะสมของการขอรับบริจาค พวกเขาต้องการสิ่งที่ใช้ได้ทันที และสิ่งนั้นคือ 'ความเร็ว' และ 'น้ำใจ' จากคนไทยด้วยกัน อีกทั้ง รั้วหนามไม่ใช่ยุทธภัณฑ์ ไม่ใช่อาวุธสงคราม แต่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป และสามารถช่วยป้องกันชีวิตของทหารแนวหน้าได้ เช่นเดียวกับที่ชาวบ้านเคยบริจาคอาหาร เสื้อผ้า หรือแม้แต่กางเกงในให้กับทหาร รั้วหนามก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถส่งต่อได้ด้วยใจ

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจตั้งคำถามว่า “ทำไมไม่จัดซื้อ?” คำตอบคือ—แม้จะมีงบประมาณ แต่กระบวนการจัดซื้อไม่ใช่เรื่องที่ทำได้อย่างรวดเร็วทันใจ และในภาวะที่ต้องการความพร้อมสูงสุด การบริจาคจากประชาชนจึงเป็นทางเลือกที่มีคุณค่า ซึ่งตนอยากให้มองเรื่องนี้ในมุมของ “การให้” มากกว่าการ “ตั้งคำถาม” เพราะทหารหลายคนที่อยู่แนวหน้า ไม่มีแม้แต่โฉนดที่ดินเป็นชื่อของตัวเอง แต่พวกเขากลับยืนหยัดปกป้องแผ่นดินที่เป็นของเราทุกคน

การบริจาคลวดหนามอาจดูเล็กน้อย แต่ใครจะรู้ว่าเส้นนั้นจะช่วยปกป้องชีวิตใครไว้ได้บ้าง เหมือนกับการทำบุญ เราไม่รู้ว่าบุญจะไปคุ้มครองใคร แต่เราทำด้วยใจ และหวังว่าจะส่งผลดี

สุดท้ายนี้ ดร.หิมาลัย ได้ฝากไว้ว่า ถ้าท่านมีน้ำใจ ก็ให้เถอะครับ ถ้าไม่เห็นด้วย ก็ไม่ต้องให้ แต่ขออย่าตำหนิกัน เพราะในยามที่ประเทศต้องการความร่วมมือ ทุกน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ล้วนมีความหมาย

เมื่อเขมรจอมโกหก โดดซบอกอเมริกาจอมหลอกใช้ ไทยยิ่งต้องระวัง เหตุยังมี “ไส้ศึกส้ม” ผสมโรงแทะตามสั่ง

(12 ส.ค. 68) ผมค่อนข้างเชื่อว่าถ้าไม่เกิดปัญหาสู้รบกันริมชายแดนระหว่าง “ไทยกับเขมร” ในห้วงเวลานี้ คนไทยจำนวนมาก ก็คงจะไม่ทราบว่า ผู้นำ ตลอดจนคนกัมพูชาจำนวนไม่น้อยมีนิสัยชอบสร้างเรื่องเท็จออกสู่สังคม และขาดปัญญาในการตรองหาข้อเท็จจริงชนิดที่ว่าไม่น่าจะมีเกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน” ได้เลย ความล้าหลังของล้าหลังทั้งปวง ต่ำทั้งจริยธรรม คุณธรรม ไร้ความรู้ และสามัญสำนึก หาดูได้ในสิ่งที่เรียกว่า “คนกัมพูชา” ยากจะมีในชนชาติอื่น

มากกว่าความปลิ้นปล้อน กลิ้งกลอก และการแต่งเรื่องโกหกรายวันเพื่อให้ “สังคมโลกเข้าใจผิด” ยังเป็นประเทศที่ “ไร้ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ” อย่างร้ายกาจ เรื่องการถูกหักหลังโดยกัมพูชา ประเทศที่เจ็บปวดอย่างเวียดนาม, จีน และไทยเราเองต่างรู้ซึ้งเป็นอย่างดี แต่เพราะความใจดีของ “สามชาติสุภาพบุรุษ” ที่ไม่อยากหมดเวลาไปกับการทำสงคราม จึงทำให้ “ชาติแห่งการเนรคุณ” ยืนหยัดสร้างความเสียหายให้กับโลกของเรามานานกว่าสิบปี ทั้งบ่อนพนัน, แหล่งค้ามนุษย์, ค้ายาเสพติด, เซฟเฮาส์ที่หลบซ่อนโจรทางการเมืองจากต่างประเทศ และที่สร้างความเสียหายต่อสังคมโลกมาหนัก ๆ ตลอดสามสี่ปีมานี้ก็คือ สแกมเมอร์, แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ และพนันออนไลน์ 

กลายเป็นประเทศที่เปิดหน้าว่าข้าคือ “โจรร้ายแห่งเอเชีย” หาเงินเข้าประเทศด้วยวิถีโจรอย่างเดียว แต่ถึงขนาดผู้นำชาติเป็น “โจรเถื่อน” ก็ยังมี “หนึ่งตระกูลที่ไม่ต่างจากโจร” ของประเทศไทย คอยอิงแอบ แนบชิด มีผลประโยชน์ร่วมกัน กระทั่งถึงวันที่ “ผลประโยชน์ไม่ได้ดังใจ” จึงเกิดสงครามชายแดน นำความสูญเสียของใหญ่หลวงตามมา ที่เจ็บใจที่สุดคือทำให้คนไทยผู้บริสุทธิ์ และทหารกล้าของไทยต้องเสียชีวิตเพราะ “ความชั่วของตระกูลหนีคดี” เป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง 

เมื่อเขมรสู้ไทยไม่ได้ จึงหนีจีนหันไปซบอกอเมริกา แลกกับผลประโยชน์ทางพื้นที่ทั้งบนบก และทางทะเล เหนือใด ๆ เป็นการสร้างภาพไว้ต่อรองที่จะหาทางรอดให้กับตนเอง 

มองดู “นิสัยเขมร” แล้วชวนนึกถึง “ส้มสามกีบ” นั่นคือไม่มีหลัก ไม่มีราก ไม่มีความกตัญญู และไร้สัมมาทิฏฐิ ใครที่ยอมหมอบคลานให้กับชนชาติอื่นเพื่อเงิน ซ้ำยังคอยเป็น “ไส้ศึก” โจมตีประเทศตัวเองตามใบสั่ง คิดหรือว่าจะมีไอ้โง่ที่ไหนมันจะเชื่อ “คนเนรคุณชาติตัวเอง” 

ก็แค่ “หลอกใช้ให้เช็ดรองเท้า” ไปวัน ๆ เท่านั้นแหละครับ 

‘สคก.’ เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.โซลาร์รูฟท็อป จนถึงวันที่ 20 ส.ค. นี้ ก่อนส่ง ‘ครม.’ ไฟเขียวอีกรอบ

(12 ส.ค. 68) จากกรณีที่เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอ และให้ส่งร่างกฎหมายไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน นั้น

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. ... เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในชั้นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อ สคก.ตรวจพิจารณาร่าง พ.ร.บ. เสร็จแล้ว จะส่งกลับไปให้ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป โดย สคก.จะเปิดรับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไปจนถึงวันที่ 20 ส.ค.2568
สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. ... ของกระทรวงพลังงาน ประกอบด้วย 32 มาตรา มีสาระสำคัญ ดังนี้

หมวด 1 บททั่วไป (ร่างมาตรา 6 และร่างมาตรา 7)

-กำหนดวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. ได้แก่ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัย หรือในสถานประกอบกิจการ หรือสถานที่ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อประโยชน์ในการลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนและผู้ใช้ไฟฟ้าเพื่อให้การติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไปด้วยความปลอดภัย สะดวก และรวดเร็ว เพื่อกำกับดูแลการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นไปโดยถูกต้อง และเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมข้อมูล สถิติ และจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (ร่างมาตรา 6)

-กำหนดให้การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัย หรือในสถานประกอบกิจการ หรือสถานที่ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ไม่ถือเป็นการประกอบกิจการพลังงานตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน และไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการผังเมือง กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน และไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร (ร่างมาตรา 7)

หมวด 2 การติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (ร่างมาตรา 8 ถึงร่างมาตรา 17)

-กำหนดหลักเกณฑ์การติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยให้เจ้าของสถานที่ติดตั้งแจ้งการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ต่ออธิบดีล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และไม่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ เช่น การขออนุญาตเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยต้องแจ้งอธิบดีทราบถึงวันที่จะติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่อยู่ของพื้นที่ที่ทำการติดตั้ง และข้อมูลของอุปกรณ์ดังกล่าว (ร่างมาตรา 8 ถึงร่างมาตรา 13)

-กำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจตรวจสอบการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยต้องแจ้งอธิบดีทราบ เพื่อสั่งการให้มีการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องแจ้งให้เจ้าของสถานที่ติดตั้งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน

หากตรวจสอบพบว่าการติดตั้งอุปกรณ์ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ.นี้ ให้มีอำนาจสั่งให้เจ้าของสถานที่ติดตั้งแก้ไขความบกพร่อง หรือความไม่ปลอดภัย หรือการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.นี้ รวมทั้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้รื้อถอนอุปกรณ์ดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ (ร่างมาตรา 14 และร่างมาตรา 15)

-กำหนดให้ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้เฉพาะภายในกิจการของสถานที่ติดตั้งเท่านั้น และห้ามการจำหน่ายหรือให้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากสถานที่ติดตั้ง เว้นแต่เป็นการจำหน่ายแก่การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือองค์กรอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด หรือแก่บุคคลที่อยู่อาศัยหรือประกอบกิจการในสถานที่ติดตั้ง โดยการจำหน่ายหรือให้ไฟฟ้าแก่การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือองค์กรอื่นให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการจำหน่ายหรือให้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แก่บุคคลที่อยู่อาศัยหรือประกอบกิจการในสถานที่ติดตั้ง ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราไฟฟ้าที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี โดยอัตราค่าไฟฟ้าต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (ร่างมาตรา 16 และร่างมาตรา 17)

หมวด 3 การกำกับติดตามอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (ร่างมาตรา 18 และร่างมาตรา 19)

-กำหนดหลักเกณฑ์การกำกับติดตามอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี โดยให้มีการดำเนินการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือองค์กรที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ร่างมาตรา 18)

-กำหนดห้ามการถอดแยกชิ้นส่วนซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เว้นแต่การถอดและประกอบกลับเข้าตามเดิม การซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ การดำเนินการ เพื่อการศึกษา ทดลอง และวิจัย การถอดแยกของสถานกำจัดซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์หรือลักษณะอื่นใดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ทั้งนี้ หากมีของเสียจากการถอดแยกชิ้นส่วนดังกล่าวเกิดขึ้นจะต้องนำของเสียนั้นไปกำจัดให้ถูกต้อง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขอนามัยของประชาชน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ร่างมาตรา 19)

หมวด 4 พนักงานเจ้าหน้าที่ (ร่างมาตรา 20 ถึงร่างมาตรา 24)

-กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ที่ติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในกรณีที่ทราบหรือได้รับแจ้งเหตุว่าการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ หรืออาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสาธารณะหรือสถานที่ใกล้เคียง รวมทั้งมีอำนาจออกหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้ง หรือให้ส่งวัตถุใดมาเพื่อประกอบการพิจารณาตรวจสอบได้ (ร่างมาตรา 20)

-กำหนดให้พนักงานท้องถิ่นที่จะปฏิบัติการตามหมวดนี้ต้องได้รับ การแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ และให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (ร่างมาตรา 21 ถึงร่างมาตรา 24)

หมวด 5 บทกำหนดโทษ (ร่างมาตรา 25 ถึงร่างมาตรา 31)

-กำหนดโทษทางอาญาและโทษปรับเป็นพินัยสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งกำหนดโทษทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล

บทเฉพาะกาล
กำหนดให้ พ.ร.บ.นี้ ใช้บังคับกับการขออนุญาตติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ดำเนินการมาก่อน พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับและยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นด้วย (ร่างมาตรา 32)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top