Saturday, 6 June 2026
POLITICS NEWS

‘ชัยวุฒิ’ จวก ‘สส. พรรคส้ม’ ไม่ควรเกิดเป็นคนไทย หลังลั่นโพสต์แสดงความคิดเห็นรุนแรงต่อกองทัพและทหารไทย ขณะประเทศเผชิญสถานการณ์ขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา

(30 ก.ค. 68) จากรณีที่ สหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี พรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นต่อกองทัพและทหารไทยว่า “อย่างแรกที่ถูกฆ่าในสงครามคือ ความจริงและทหารไทย แม่งทำแบบนี้มาตลอด ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่ว่ากองทัพส้นตีนนี่ จะไม่ใช่โอกาสนี้ สร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง อย่าเชื่อทุกอย่างที่ออกจากกองทัพ”

นอกจากนี้ ยังโพสต์เพิ่มเติมอีกว่า “ผ่านมาเกือบ 40 นาที รัฐบาลไม่แถลงXวยไรเลยปล่อยกองทัพคุมข่าวสาร ข้อมูลทั้งหมด อันนี้เหี้X อันตราย ห่วยแตก” ซึ่งต่อมาได้โพสต์ขอโทษอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความตอบโต้ นายสหัสวัต โดยระบุว่า…

“พรรคส้มสีเลือด ไม่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ไม่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ไม่ด่านายกฯ อันนี้พอเข้าใจได้เพราะเป็นพวกเดียวกัน…

“แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาประกาศตัวเองว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับทหาร กลัวคนจำไม่ได้ว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับทหารหรือยังไง? ใช้ไม่ได้จริงๆ ไม่ควรเกิดมาเป็นคนไทย”

รมช. กลาโหม สั่งการหน่วยงานในสังกัด งดให้ความช่วยเหลือ 'กัมพูชา' จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

เมื่อวานนี้ (30 ก.ค.68) ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า  แม้ในปัจจุบันกองทัพจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา แต่ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เราก็ไม่ได้ละเลย หน่วยที่ไม่ได้ติดภารกิจในด้านชายแดนไทยกัมพูชา ก็ขอให้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ พร้อม เน้นย้ำ ให้เข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัย ในการคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าออกหน่วยงานต่าง ๆ และการดูแลรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์

พร้อมกันนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังบอกด้วยว่า "ได้มอบนโยบายเพิ่มเติมว่าในขณะนี้ ให้ระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา จนกว่าสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศจะดีขึ้น" เนื่องจากยังมีโครงการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษากันอยู่ รวมทั้งได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะ สำนักนโยบายและแผน และกรมพระธรรมนูญ สนับสนุนความช่วยเหลือด้านกฎหมายให้กับกองบัญชาการกองทัพไทย ในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าว"

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพผ่านสื่อโซเชียล ถึงนายทหารในสังกัดของกองทัพกัมพูชา ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับชาวต่างชาตินั้น ว่า ตนได้รับการยืนยันเบื้องต้นว่า เป็นทหารชั้นประทวนของกองทัพกัมพูชา เพียงแต่หน้าตาดี รูปร่างดี เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล และเป็นยูทูบเบอร์ จึงทำให้คนสนใจ และเข้าใจไปว่าเป็นคนต่างประเทศ

ส่วนที่มีคลิปสนทนาผ่านวิทยุสื่อสารเป็นภาษารัสเซียนั้น พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการยืนยัน เพราะตั้งแต่เช้า ตนนั่งประชุม และติดตามข่าวจากสื่อมวลชนเท่านั้น พร้อมขอบคุณสื่อมวลชนที่ส่งข้อความเข้ามา และซักถามตั้งแต่เมื่อคืน ซึ่งตนก็พยายามหาคำตอบ และได้รับการยืนยันตามที่แจ้งไป

‘พีระพันธุ์’ ปะทะคารม ‘เดชอิศม์’ กลางวง ครม.ปมกฎหมายโซลาร์เซลล์ หลังเดชอิศม์มองว่ารวมศูนย์ให้อำนาจกระทรวง - รมว.พลังงานมากเกินไป ‘พีระพันธุ์’ ถามใครเขียนสคริปต์ให้

แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปิดเผยว่าการประชุมครม.เมื่อวานนี้ (29 ก.ค.) ในการพิจารณาวาระ ครม.เรื่องร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. ....ได้มีการถกเถียงกันระหว่างนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย

โดยเมื่อถึงวาระการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวนายเดชอิศม์ได้กดไมโครโฟนเพื่อพูดว่า กฎหมายนี้ตนเองมีความเห็นว่าประเด็นที่มีการเขียนไว้ในร่างกฎหมายว่าให้อำนาจกับกระทรวงพลังงานเพียงหน่วยงานเดียวในการอนุมัติ อนุญาต การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านเรือนของประชาชน

รวมทั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถือว่าเป็นการรวมศูนย์ เหมือนกับการรวบอำนาจไว้ที่เดียว อาจจะทำให้มีประชาชนกังวลถึงความโปร่งใส และทำให้การตรวจสอบทำได้ยาก

จากนั้นนายพีระพันธุ์ ได้ขอชี้แจงให้ ครม.ฟังว่าร่างกฎหมายฉบับนี้นั้นต้องการให้การอนุมัติอนุญาตการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านเรือนนั้นสามารถทำได้โดยสะดวก

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า การตั้งคำถามของนายเดชอิศม์ นั้นฟังดูเหมือนข้อมูลที่ฝ่ายค้านใช้ ซึ่งตนเองก็ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนเขียนสคริปต์ข้อมูลนี้มาให้

ส่วนในเรื่องที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้อำนาจกับรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ก็ถือเป็นเรื่องปกติเพราะกฎหมายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงพลังงาน ถ้าเป็นกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับมหาดไทย ก็ต้องให้อำนาจกับรัฐมนตรีมหาดไทยเหมือนกัน

คนที่เคยเลือก ‘แดง’ แล้วแผลงมาเลือก ‘ส้ม’ เพราะส่วนลึกนิยม!! ล้มเจ้า..ล้มสถาบัน

(29 ก.ค. 68) ถ้าหากนับเฉพาะคนเคยแดง เคยเป็นสาวกของ “พรรคเผาเมือง” มาก่อน แล้ววันนี้เปลี่ยนใจหันมาเลือก “พรรคส้มล้มสถาบัน” แทน หนึ่งเหตุผลที่ “ซ่อนเร้นเป็นความลับ” อยู่ในใจของ “คนเปลี่ยนสี” เหล่านี้ก็คือ “เกลียดชังการรัฐประหาร” และ “ไม่ศรัทธาสถาบันกษัตริย์” 

ด้วยพรรค “โกงจำนำข้าว” แม้จะเป็นสารตั้งต้นของการกัดเซาะสถาบันเบื้องสูง จนเป็นที่ถูกอกถูกใจ “คนไทยแอบไม่เอาสถาบัน” จำนวนหนึ่ง จึงพากันมาร่วมขบวนการ “ปลดรูปในหลวง” ออกจากฝาบ้าน และสร้างข่าวเท็จโจมตีสถาบันอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปี 

ต่อเมื่อเวลาเปลี่ยน ท่าทีของ “แกนนำแดงเผาเมือง” ไม่ฮาร์ดคอร์เหมือนแต่ก่อน ด้วย “นายใหญ่” ยังต้องหนีคดีเร่ร่อนอยู่ต่างแดน ท่าทีโอนอ่อนต่อสถาบันจึงมีออกมาให้เห็นเป็นระยะ คนเหล่านี้จึงรู้สึกผิดหวัง แม้จะเคยร่วมกันเป็น “แดงทั้งแผ่นดิน” แต่ความไร้ทิศทางของ “พรรคเผาไทย” ในขณะนั้น จึงเกิดความไม่มั่นใจถ้าจะร่วม “ขบวนเลว” ต่ออีกหนึ่งคำรบ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประเทศไทยมีพรรคเกิดใหม่ อ้างตัวว่าเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่ชู “นโยบายล้ม 112” หวังทำให้สถาบันอ่อนแอและล้มหายตายจากไปในที่สุด จึงโดนใจ “อดีตแดงเกลียดเจ้า” เป็นอย่างมาก

กลุ่มแดงอกหักจาก “พรรคข้าวเน่า” จึงพากันมาหย่อนบัตรกาเลือก “พรรคส้มล้มชาติ” ทำให้เกิดปรากฏการณ์ 14 ล้านเสียง แน่นอนว่าในจำนวนนี้มี “แดงเปลี่ยนสี” ปะปนมากับ “พวกโลกสวยสมองกลวง” ที่ไม่เคยลงลึกในเรื่องการเมืองมากไปกว่าการได้ “ชูสามนิ้วโง่ ๆ” ถ่ายรูปลงโซเชียล

“แดงเกลียดเจ้า & ไม่เอาทหาร” จึงพากันมารวมตัวกันเป็น “ด้อมส้มล้มสถาบัน” ผู้ซื่อสัตย์ คนจำพวกนี้รับประทานอคติเป็นอาหาร ปิดหูปิดตาต่อการรับรู้ผิดชอบชั่วดีทุกอย่าง จะตั้งหน้าตั้งตาด่าแต่สถาบันและทหาร ขนาดทหารออกไปสู้รบ และพลีชีพเพื่อไม่ให้แผ่นดินไทยต้องสูญเสียดินแดน คนพวกนี้ก็ไม่เคยพูดให้กำลังใจ ไม่เคยมองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีบุญคุณ หรือสำคัญอย่างไรต่อความเป็นไทย คอยสนับสนุนแต่ “เด็กสามกีบ” ที่ทำผิด 112 นี่คือ “เนื้อแท้” ของพวก “แดงกลายพันธุ์” ในปัจจุบัน จัดเป็นคนใจดำอำมหิต ไม่กล้ายอมรับความจริง ไร้ความชอบธรรมในจิตใจ และขี้ขลาดแม้เพียงจะเอ่ยชื่นชมคนที่ทำเพื่อบ้านเมือง 

“แดงแผลงส้มเหล่านี้” จัดเป็นกลุ่มคนที่เป็นอันตรายต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ไม่แพ้ “พรรคล้มล้างสถาบัน” ที่คนพวกหนี้ยอมเป็น “เศษขี้ดินติดพื้นรองเท้า” ก็ไม่ปาน 

ไม่เชื่อลองสังเกตคนข้าง ๆ ตัวคุณ มันจะไม่ชม แต่จะหามุมด่าทหารอย่างเดียว

'ลุงป้อม' ลั่น!! คน 2 ตระกูล ต้องรับผิดชอบต่อการสูญเสีย เหตุสู้รบครั้งนี้ ชี้!! รัฐบาลอ่อนแอ เกิดความขัดแย้ง หนุน!! เจรจาสงบศึก ‘ไทย-กัมพูชา’

(28 ก.ค. 68) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะอดีตผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาว่า 

ประชาชนไม่รู้เรื่องอะไรด้วยต้องมาเสียชีวิตมากมาย ต้องถามดูว่าสองตระกูลนี้ทำอะไรกัน ต่อไปก็เป็นเรื่องที่สองประเทศต้องเจรจา เพื่อสงบศึกให้ได้โดยเร็ว

“กองทัพทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว เอาชีวิตเพื่อแลกกับอธิปไตย รักษาประเทศชาติเอาไว้ ทหารถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ไม่ต้องห่วงเรื่องการสู้รบ แต่ที่เป็นห่วงคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องมาเสียชีวิต ผมได้ให้กำลังใจทหารและประชาชนและส่งของไปให้แล้ว ก็ทำอย่างไรได้ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นจากคนสองคน และคนสองตระกูลต้องรับผิดชอบต่อการสูญเสียครั้งนี้” พลเอกประวิตร ระบุ

พลเอกประวิตร กล่าวด้วยว่า รัฐบาลอ่อนแอ ถ้ารัฐบาลไม่อ่อนแอ ประเทศชาติจะไม่เป็นอย่างนี้ และไม่เสียหายมากขนาดนี้ การปรับปรุง ต้องทำในทุกส่วนที่สำคัญ โดยเฉพาะกระทรวงต่างประเทศ สำหรับในส่วนของกำลังทหารเราต้องเข้มแข็งไม่อ่อนแอ ต้องมีอาวุธให้พร้อมถ้าเราไม่พร้อม เราก็ลำบากอีกแน่ ทั้งนี้จากที่เคยเป็นรัฐบาลมาไม่เห็นมีปัญหาแบบนี้

‘หมอตุลย์’ ลั่น!! ไม่ยอมรับข้อตกลงของ ‘ภูมิธรรม’ กรณี ‘ไทย – กัมพูชา’ ชี้!! มีท่าทีขัดขวาง ความมั่นคง เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของกองทัพ

(28 ก.ค. 68) นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประกาศจุดยืนผ่านแถลงการณ์ถึงสื่อมวลชนว่า ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ขอประกาศไม่ยอมรับผลและข้อตกลงใดๆ ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี จะไปทำการเจรจาตกลงใดๆ กับตัวแทนของประเทศกัมพูชา ณ ประเทศมาเลเซีย

เนื่องจากนายภูมิธรรม เวชยชัย มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ในสถานการณ์ไทย-กัมพูชา มีท่าทีขัดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของกองทัพ และฝ่ายความมั่นคง ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ล่าช้าต่อสังคมไทยโดยตลอด จึงเรียนมาเพื่อทราบ และโปรดแจ้งให้รัฐบาล และประชาชนไทย และสังคมโลกทราบด้วย ด้วยความวิตกกังวล

ศึกศักดิ์ศรี - การเมืองเหยียบตาปลากัน ปมขัดแย้ง!! ‘เดชอิศม์ - สส.กฤต’

(28 ก.ค. 68) มีหลายคนถามว่า ต้นสายปลายเหตุของความขัดแย้งระหว่าง “เดชอิศม์ ขาวทอง กับ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” เกิดจากอะไร ทั้งๆที่ไม่น่าจะมีประเด็นขัดแย้ง เพราะชนนพัฒฐ์กับลูกเดชดิศม์ มีธุรกิจในสายเดียวกัน และเที่ยวด้วยกันอยู่

จากการสืบค้นน่าจะเกิดจาก“การเสียสัจจะลูกผู้ชาย” ของทั้งคู่ที่เคยรับปากกันไว้ แต่เมื่อถึงเวลาเอาเข้าจริงทำไมได้ ส่วนใครผิดสัจจะก่อน ไม่แน่ชัด

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2566 เดชอิศม์ เคยรับปากว่าจะไม่เข้าไปยุ่งกับเขตเลือกตั้งที่ 4 สงขลา คือย่านระโนด กระแสสินธ์ สทิงพระ สิงหนคร ซึ่งชนนพัฒฐ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งชนนพัฒฐ์ก็รับปากว่าจะไม่เข้ายุ่งเขต 6 สงขลา ย่าน สะเดา นาหม่อง ที่พรรคประชาธิปัตย์ส่ง สุภาพร กำเนิดผล ภรรยาของเดชอิศม์ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยมีคู่แข่งคนสำคัญคือ อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ (โบ้ท) จากพรรคพลังประชารัฐ และเป็นสนามเลือกตั้งที่สู้กันดุเดือด เข้มข้น

แต่ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อการเมืองสู้กันดุเดือด เข้มข้น มีความแพ้ชนะเป็นตัวชี้วัด เดชอิศม์ ก็ก้าวเข้ามาช่วย “ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว” จากพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นคู่แข่งของชนนพัฒฐ์ ทำให้ชนนพัฒฐ์ ก้าวเข้าไปเหยียบเขต 6 อันเป็นเขตกล่องดวงใจของเดชอิศม์ ขาวทอง ทำให้เดชอิศม์ สุภาพร (น้ำหอม) เหนื่อยมากขึ้น และต้องควักมากขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อไม่ให้ภรรยาแพ้การเลือก

ผลการเลือกตั้งในวันนับคะแนนลุ้นกันแบบเหงื่อแตกซิกๆ สลับกันแพ้ สลับกันชนะ แต่ผลสุดท้ายสุภาพรชนะไปแค่ 1000 กว่าคะแนน

ผลการเลือกตั้ง สุภาพร กำเนิดผล (ประชาธิปัตย์) ซึ่งเป็นฝ่ายชนะ ได้มา34,835 คะแนน (37.59%) ในขณะที่อันดับ 2 เป็น อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ (พลังประชารัฐ) ได้มา 33,648 คะแนน (36.31%)

แม้ชนนพัฒฐ์จะชนะชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว แต่อนุกูล พฤษภานุศักดิ์ แพ้ให้กับสุภาพร หรือ แพ้ให้กับคุณนายน้ำหอมนั้นเอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การพูด การให้สัมภาษณ์ของทั้งสองฝ่ายก็กระแนะกระแหนกันมาตลอด

ยิ่งในการเลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีฯ แข่งกันหนักสามพรรค คือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม โดยพรรคกล้าธรรม นำโดยบิ๊กโอ-ก้องเกียรติ์ เกตุสมบัติ ปักธงสนามเลือกตั้งภาคใต้ให้กับพรรคกล้าธรรมเป็นครั้งแรก สร้างความพ่ายแพ้ย่อยยับให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีชินวรณ์ บุณยะเกียรติ์ ผู้อาวุโสแห่งพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง

ชัยชนะของบิ๊กโอ เกิดจากแกนนำพรรคกล้าธรรมหลายคนไปมะรุมมะตุ้มกันเต็มเขตเลือกตั้ง นำโดย รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค และชนนพัฒฐ์ ก็ไปคลุกอยู่ในพื้นที่เดือนกว่าๆ และเขาก็อวดอ้างส่วนหนึ่งเป็นผลงานของเขา ในขณะที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์กอดความพ่ายแพ้ื กิดลิ้นกลืนเลือด เก็บความช้ำไว้ในอก ชนนพัฒฐ์สร้างรอยแค้นซ้ำให้กับเดชอิศม์อีกครั้ง

เมื่อได้จังหวะกรณีกลุ่มคนจำนวน 5 คน รุมกระทืบลุงวัย 65 ปี บาดเจ็บสาหัส ในทางข่าว 5 คน ล้วนเป็นคนใกล้ชิดชนนพัฒฐ์ เป็นหัวคะแนน เป็นตำรวจติดตาม แม้นชนนพัฒฐ์จะไม่ได้ลงไม้ลงมือเอง แต่ย่อมกระทบชิ้งไปถึงชนนพัฒฐ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น โดยเฉพาะรถตู้ที่ใช้ในการอุ้มลุงไปกระทืบ เป็นรถของใคร เดชอิศม์ได้จังหวะไม่ปล่อยให้ผ่านเลย เขารีบรุดไปเยี่ยมลุงที่ รพ.ระโนดทันที พร้อมฉวยโอกาสให้สัมภาษณ์กระทบไปถึงชนนพัฒฐ์ ทำนองจะไม่ยอมให้เหตุการณ์นี้ผ่านเลยไป ต้องมีคนรับผิดชอบ

เดชอิศม์ ยังลากยาวไปถึงเรื่องเก่าของชนนพัฒฐ์ เมื่อครั้งถูกจับคดีพนันออนไลน์ และฟอกเงิน เขาเอ่ยเลยเถิดไปถึงการกล่าวว่า มีการวิ่งเต้นคดีกับ 100-200 ล้าน แน่นอนว่า เป็นการกล่าวแบบลอยๆ ไม่มีหลักฐานอะไร อันจะนำไปสู่การฟ้องร้องเป็นคดีความกันในอนาคต

เดชอิศม์ให้สัมภาษณ์เหมือนจะให้รื้อฟื้นคดี โดยจะทำหนังสือถึงเลขาฯปปง. ถึงอัยการสูงสุด ถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ชนนพัฒฐ์เมื่อเปิดประเด็นมาแล้วก็น่าจะไม่นิ่งเฉย น่าจะรุกไปถึงขั้นยื่น ปปช.ให้สอบสวนการละเมิดจริยธรรมของเดชอิศม์ ข่าว ปปช.สอบเดชอิศม์ ใน 3 ประเด็นจึงออกมา ทั้งเรื่องดีลลับกับทักษิณ ชินวัตร และจะตามมาด้วยข้อกล่าวหาละเมิดจริยธรรมในการคบหากับเตียว ฮุย ฮวด นักธุรกิจสีเทาชาวจีน ที่ไทยจับกุมส่งกลับไปให้จีนแล้ว

เกมความขัดแย้งน่าจะลามไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคกล้าธรรมสงขลา แทนที่จะส่งแค่ 3-4 เขต ก็น่าจะส่งเกือบครบทุกเขต ตามบดขยี้ “ขาวทอง” ทั้งเขต 5 /6/8/9 เต็มรูปแบบ คือ “สู้จริง” มีเป้าหมายชนะ

ในขณะที่เดชอิศม์ ยังไม่มีตัวลงแข่งที่ชัดเจนว่าใน 9 เขตจะส่งใครลงบ้าง ยกเว้นคนในครอบครัว คนเก่าที่มีอยู่แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะอยู่หรือไป เช่น สรรเพชญ บุญญามณี หรือสมยศ พลายด้วง ประเด็นใหญ่คือ ทาบทามใครต่างไม่มีคำตอบ

เตือน!! ‘นายกฯ ชาย’ ระวัง!! อย่าละเมิดสิทธิ์คนอื่น ‘สส.กฤต’ คุณสมบัติครบ มีสิทธิ์ลงสมัคร สส.สงขลา

(26 ก.ค. 68) เดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยไทย ให้สัมภาษณ์สื่อถึงปัญหาความขัดแย้งกับ สส.กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม หลังมีเหตุกระทืบลุงวัย 65 ปี มีการกล่าวอ้างว่า คนใกล้ชิด สส.กฤตเป็นคนทำ โดยเดชอิศม์ กล่าวว่า มีคนบอกว่า คนสงขลาทะเลาะกัน

“กราบเรียนว่าผมเป็นคนสงขลา แต่ สส.บางคนไม่ใช่คนสงขลา เพิ่งเข้ามาอยู่ แต่คนสงขลาให้เกียรติเลือกเป็นผู้แทน แต่คิดจะซื้อเกียรติยศ ซื้อศักดิ์ศรีคนสงขลา ผมไม่ยอมครับ

ทั้งนี้เดชอิศม์ คงจะกล่าวถึง สส.ชนนพัฒน์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม เป็นคน อ.ชะอวด จ.นครศรีฯ เจ้าของทีมสโมสรฟุตบอล นครศรีฯยูไนเตด มีพ่อเป็นนายกฯอบต.อยู่ ต.ท่าสะเหม็ด อ.ชะอวด แต่ สส.ชนนพัฒฐ์มาโตสงขลา

คำพูดของเดชอิศม์ ขาวทอง ที่บอกว่า สส.กฤตไม่ใช่คนสงขลา เพิ่งย้ายมา ก็เป็นคำพูดที่ถูก แต่ไม่ควรลืม และไม่ควรไปละเมิดสิทธิ์คนอื่น เขาย้ายไปอยู่สงขลา ก็เป็นสิทธิ์ของเขา และเขาอยู่จนมีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว คนสงขลา เขต 4 เลือกเขามาเป็นผู้แทนแล้ว และในพื้นที่เขต 4 ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ยอมรับต่อการทำหน้าที่ของเขา

เดชอิศม์ไม่ควรลืมว่า สส.อีสาน สส.กทม.และอีกหลายจังหวัดก็มีคนใต้ไปแจ้งเกิดทางการเมือง ไม่ควรไปล่วงละเมิดตรงนี้ ครูมานิตย์ เป็นคนพัทลุง แต่คนสุรินทร์ก็เลือกครูมานิตย์มาเป็นผู้แทน ไม่ใช่เรื่องแปลก และผิดอะไร

เดชอิศม์ ยังบอกว่า เมื่อได้รับเกียรติฟ้องจากอีกฝ่าย ตนก็จะทำหนังสือถึงเลขาธิการ ปปง. /อัยการสูงสุด และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

แม้เดชอิศม์ จะไม่ได้บอกว่า ทำหนังสือไปเรื่องอะไร แต่ในทางการข่าวเชื่อว่า เป็นการทำหนังสือกระทุ้งคดีเก่าของ สส.กฤต ที่บางคดีตำรวจส่งฟ้อง แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง บางคดีอยู่ในมืออัยการสูงสุด

”เดินหน้าเต็มที่ครับ ไม่มียกคันเร่ง ไม่ใส่เกียร์ถอยหลังอย่างแน่นอน” เดชอิศม์ กล่าว พร้อมย้ำว่า ไม่ใช่เกมการเมืองในเขต 4 สงขลา เพราะพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีตัวผู้สมัครเลย การเมืองตัดไปได้เลย ผมไม่อยากให้เกิดเหตุแบบนี้อีก ขอให้เคสนี้เป็นเคสสุดท้าย

ผม #นายหัวไทร ยังงงว่า จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างเดชอิศม์กับชนนพัฒฐ์ มันเริ่มต้นจากจุดไหน เพราะข่าวก่อนหน้าเป็นที่รับรู้กันของชาวสงขลาว่า ลูกของเดชอิศม์ อยู่ในทีมเที่ยวด้วยกันตามประสาวัยรุ่น และอาจจะมีธุรกิจบางตัวที่ทำในรูปแบบเดียวกัน แต่ยังค้นหาจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งไม่เจอว่ามาจากจุดไหน จนมาถึงขั้นเอาเป็นเอาตายกับเรื่องคนกระดังงา โดนกระทืบ

‘ก่อแก้ว’ เรียกร้องศาลรัฐธรรมนูญ ยุติคำสั่งพักงาน ‘นายกฯ อิ๊งค์’ อ้างไทยอยู่ในช่วงสภาวะคับขัน!! ประเทศต้องการผู้มีอำนาจเต็ม

เมื่อวันที่ (24 ก.ค.68)นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุติคำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่าประเทศอยู่ในภาวะสงคราม จึงควรมีผู้นำที่มีอำนาจเต็มเพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที

นายก่อแก้วระบุว่า ทุกภาคส่วนควรร่วมแรงร่วมใจฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน โดยเฉพาะในยามที่ประชาชนต้องการความมั่นคงและความชัดเจน พร้อมขอให้ศาลทบทวนคำสั่งเดิม เพื่อคืนอำนาจบริหารให้แก่ผู้นำที่สามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากำลังตึงเครียด ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ยังอยู่ระหว่างการหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญจากกรณีตรวจสอบคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี

‘อิ๊งค์‘ ซัด ’ฮุน เซน‘ ทำตัวเป็นเหยื่อตามคาด หลังกัมพูชายิงใส่ไทยก่อน 

วันที่ 24 ก.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ได้แชร์ไอจีสตอรี่ภาพข่าวโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาอ้างไทยเป็นฝ่ายยิงก่อน พร้อมลงข้อความว่า

"ตามคาด! ยิงก่อนบอกเราเริ่ม !!!!" รวมถึงภาพข่าวสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาระบุกัมพูชาไม่มีทางเลือกนอกจากสู้กลับ พร้อมข้อความว่า”ตามคาด!!! ทำตัวเป็นเหยื่อ!!!! “ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการโพสต์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงข้อมูลทางการว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มโจมตีฝ่ายไทยก่อน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top