Tuesday, 9 June 2026
POLITICS NEWS

‘นายกฯ’ มั่นใจ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่น’ ไร้ทุจริต ลั่น!! ไม่มีแนวคิดยุติโครงการ แต่อาจดีเลย์

(19 ม.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ว่า ตนได้รับรายงานจากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง บอกขอรอรับรายงานจากทาง ป.ป.ช.ก่อน ส่วนเรื่องคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าตนเชื่อว่า มีตัวเลือกที่สามารถอธิบายได้ ส่วนเรื่องทุจริตผมมั่นใจ 100% ว่าไม่มีแน่นอน หากสงสัยว่าทุจริตตรงไหนให้ถามมา ทางรัฐบาลมีหน้าที่อธิบาย เพราะมีการใช้เทคโนโลยี ในการส่งเงินจาก G to C (Government to customer) เพื่อเข้ากระเป๋าสตางค์ของประชาชน ซึ่งตนไม่เห็นว่าจะทุจริตตรงไหนได้เลย พร้อมย้ำว่าอย่าพูดลอยๆ ว่ามีการทำทุจริตได้ ซึ่งตนเข้าใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ พร้อมระบุว่า ถ้าบอกได้ว่าตรงไหนมีการทุจริตเราก็พร้อมที่จะอธิบายให้ฟัง เพราะหากอธิบายไม่ได้หรือมีข้อกังขาก็คงทำไม่ได้ 

เมื่อถามว่าไทม์ไลน์ของโครงการจะเริ่มที่เดือนพฤษภาคมเหมือนเดิมใช่หรือไม่? นายกรัฐมนตรีระบุว่า “เป็นไปตามที่นายจุลพันธ์ ระบุว่าอาจจะมีการดีเลย์ออกไป”

ส่วนกรณีที่นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ออกมาระบุว่ารัฐบาลจะใช้ข้ออ้างของป.ป.ช. เพื่อเป็นหลังพิงฝาในการยุติโครงการดังกล่าว? นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ไม่มีความคิด ณ จุดนี้ เดินหน้าเต็มที่ ส่วนจะดีเลย์ออกไประยะเวลานานแค่ไหนตนไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับว่าหนังสือจากป.ป.ช.จะมาถึงเมื่อใด และมีคำถามมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากมีคำถามมาตนก็อยากให้เป็นคำถามที่เฉพาะเจาะจง เพราะจะได้สามารถตอบอย่างตรงไปตรงมา”

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะถึงขั้นเลื่อนมาใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ในการดำเนินโครงการ? นายเศรษฐา ระบุว่า “ยังไม่พูดไปไกลขนาดนั้น” และกล่าวอีกว่า ตนมีความกังวลในทุกเรื่อง ที่เป็นเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต โรงงานพลุระเบิด จังหวัดสุพรรณบุรี ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งตนก็กังวลทุกเรื่อง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนให้เกียรติรัฐร่วมรัฐบาลเสมอ ซึ่งต้องคุยกันทุกเรื่อง ในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม เมื่อมีข้อมูลหรือคำถามเข้ามาเราก็ต้องอธิบายคำถามให้ได้ว่าเป็นอย่างไร และเราต้อง คุยกับพรรคร่วมรวมถึงถามว่าพอใจหรือเห็นด้วยหรือไม่ เพราะอยู่ด้วยกันต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนยืนยันมาตลอด 

'สส.ก้าวไกล' โว!! มีข้อมูลแฉกองทัพใช้งบหลวงจ้างยูทูบเบอร์ทำคลิป ด้านกองทัพ ไม่หวั่น!! ยัน!! หนุนทุกสื่อที่ขอตามติดภารกิจชายแดน

จากกรณีที่ ยูทูบช่อง Pigkaploy ของ 'พลอย' พลอยไพลิน ปล่อยอีพีล่าสุด ชื่อตอน 'ทหารมีไว้ทำไม EP.1' ตอนลองใช้ชีวิตเป็นทหารชายแดนเหนือ 3 วัน 2 คืน l ไทย-เมียร์มาร์ ซึ่งเป็นการติดตามการทำงานของทหารชายแดนเหนือไทย-เมียนมา โดยมีเพจทางการของเหล่าทัพ พร้อมใจกันแชร์คลิปดังกล่าว จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า คลิปดังกล่าวเป็นการทำขึ้นตามที่รับบรีฟจากกองทัพบกหรือไม่ จน 'พลอย' ต้องออกมาชี้แจงว่า "โปรเจกต์นี้ไม่มีการรับบรีฟจากกองทัพบก มีเพียงได้รับการสนับสนุนในการถ่ายทำ"

ล่าสุด (19 ม.ค.67) นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าว โดยมีเนื้อหาดังนี้...

'เรื่องนี้ขอรวบรวมข้อมูลอีกแป๊บนะครับ ข้อมูลเยอะมาก ที่กองทัพใช้งบประมาณแผ่นดินไปจ้างยูทูบเบอร์ทำคลิป แล้วบิดเบือนประวัติศาสตร์จนน่าเกลียดด้วย วิธีการคือกองทัพจะจ้างบริษัทคนกลาง และคนกลางไปจ้างต่ออีกทอด"

ขณะที่ด้าน กองทัพบก ได้ออกมายืนยัน 'พลอยไพลิน' ไม่ใช่ไอโอกองทัพ และที่ผ่านมาทางกองทัพก็พร้อมอำนวยความสะดวกทุกคน ซึ่งรวมถึงสื่อทุกสำนัก ที่ได้ติดตามภารกิจทหารชายแดนมาแล้วทั้งสิ้น

โดยรายงานข่าวจากกองทัพบก เปิดเผยว่า จริงๆ แล้วทางกองทัพบกได้รับการประสานมาก่อนที่จะประสานไปยังพื้นที่ เพื่อให้อำนวยความสะดวกให้กับยูทูบเบอร์คนดังกล่าว และไม่ว่าจะเป็นใครติดต่อมา และกองทัพบกเห็นว่ามีประโยชน์ก็จะอำนวยความสะดวกให้ทุกคนอยู่แล้ว ไม่เฉพาะเจาะจงว่าจะเป็นคนใดคนหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายสำนักข่าวที่ติดต่อไปทำข่าวติดตามภารกิจของเจ้าหน้าที่ทหารตามแนวชายแดนอยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะยูทูบเบอร์คนนี้

ขณะที่ แหล่งข่าวจากกองกำลังผาเมือง เปิดเผยว่า ยูทูบเบอร์คนดังกล่าวได้ประสานจากทางส่วนกลางคือกองทัพบก และกองทัพบกได้ประสานมายังพื้นที่ เพื่อให้อำนวยความสะดวกในการเข้าในพื้นที่ถ่ายทำ การทำหน้าที่ของทหารตามแนวชายแดน และที่เป็นข่าวดรามาว่าเป็นไอโอของทางทหารนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากการทำหน้าที่ของทหารชายแดนก็ทำอยู่ทุกวันอยู่แล้ว และไม่ใช่คณะของยูทูบเบอร์คนดังกล่าวมาทำเป็นคณะแรก แต่มีคณะสื่อมวลชนหลายคณะที่เคยเข้ามาทำข่าวติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหารตามแนวชายแดน 

" ทหารตามแนวชายแดนของเราได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นปกติทุกวัน หากมีสื่อมวลชนสำนักพิมพ์ทีวีหรือ ยูทูบเบอร์คนใดช่องใด ต้องการทำติดตามภารกิจของทหารชายแดนก็สามารถประสานขอมายังกองทัพบกส่วนกลาง หลังจากนั้นทางกองทัพบกจะได้ประสานมายังพื้นที่เพื่อให้อำนวยความสะดวก ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นภารกิจที่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว และมีสื่อมวลชนหลายสำนักได้เคยนำภารกิจตรงนี้ของเจ้าหน้าที่ทหารชายแดนไปเผยแพร่แล้ว จึงไม่น่าใช่ไอโอของกองทัพอย่างแน่นอน" แหล่งข่าวกองกำลังผาเมือง กล่าว

‘นายกฯ’ ส่งต่อ ‘เงินเดือน-เบี้ยประชุม’ แก่มูลนิธิต่อเนื่อง หวังช่วยต่อยอดทุกโอกาสที่เป็นไปได้ของสังคมไทย

(19 ม.ค. 67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่งต่อเงินเดือน และเบี้ยประชุมที่ได้รับจากการดำรงตำแหน่งให้กับมูลนิธิต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับรัฐบาลได้จัดสรรเงินเกือบ 1.4 ล้านล้านบาท เพื่อการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การส่งต่อเงินเดือน และเบี้ยประชุมเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ทันที เนื่องจากเป็นการให้ของแต่ละบุคคล ไม่ต้องผ่าน พ.ร.บ. ต่าง ๆ ตามกลไกของรัฐสภาที่ต้องใช้เวลานาน โดยมูลนิธิที่นายกรัฐมนตรีส่งต่อตั้งแต่เริ่มในเดือนตุลาคม 2566 เป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่องนั้น

- ครั้งที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 มูลนิธิเด็ก (FOUNDATION FOR CHILDREN) เพื่อช่วยเหลือ ตั้งแต่ปัจจัยพื้นฐาน การดำเนินชีวิตและสวัสดิการต่าง ๆ 

- ครั้งที่ 2 เดือนพฤศจิกายน 2566 ได้มอบให้กับ 4 มูลนิธิ มูลนิธิละ 50,000 บาท ได้แก่ (1) มูลนิธิอิสรชน องค์กรพัฒนาเอกชนที่พัฒนาทักษะชีวิตแก่คนด้อยโอกาสและผู้ยากไร้ (2) มูลนิธิคนพิการไทย เพื่อส่งเสริมกิจกรรมพร้อมสร้างอาชีพที่เป็นประโยชน์ต่อผู้พิการ (3) มูลนิธิบ้านพระพร องค์กรช่วยเหลือลูกของผู้ต้องขัง ผู้พ้นโทษ และเยาวชนเด็ก ให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และ (4) มูลนิธิสายธารสุขใจ เพื่อช่วยเหลือคนชราที่ถูกทอดทิ้ง 

- ครั้งที่ 3 เดือนธันวาคม 2566 ได้มอบให้กับ 3 มูลนิธิ มูลนิธิละ 50,000 บาท ได้แก่ (1) มูลนิธิบ้านนกขมิ้น สมทบทุนให้โอกาสกับเด็กกำพร้า และเด็กด้อยโอกาส รวมทั้งสนับสนุนด้านการศึกษา เพื่อนำไปต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคต (2) มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือคนหูหนวกให้สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป และ (3) มูลนิธิสุภา วงค์เสนา เพื่อสนับสนุนเรื่องโครงการแก้หนี้ทั้งระบบ ปฏิรูปสิทธิลูกหนี้ และเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างลูกหนี้ และเจ้าหนี้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดสรรงบประมาณเกือบ 1.4 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 40.1) ของวงเงินงบประมาณ แบ่งเป็น ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ จำนวน 561,954.2 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ครอบคลุมทั้งด้านการกีฬา การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม  การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาศักยภาพคน และการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี เป็นต้น และด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม จำนวน 834,240.6 ล้านบาท เพื่อให้คนไทยได้รับสวัสดิการพื้นฐานอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในทุกมิติ 

“หัวใจหลักของการทำงานของรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญคือการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ด้วยความห่วงใยประชาชนโดยเฉพาะฐานล่างของปิรามิด ซึ่งการจัดสรรงบประมาณถึงร้อยละ 40.1 เพื่อมุ่งส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในประเทศให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ช่วยต่อยอดในทุกโอกาสของความเป็นไปได้ของประเทศไทย และด้วยดำริของนายกรัฐมนตรีส่งต่อ ‘การให้’ ตามแต่กำลังศรัทธาของแต่ละคน จึงได้ส่งมอบเงินเดือนและเบี้ยประชุมให้กับมูลนิธิต่าง ๆ และได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง” นายชัย กล่าว

‘นายหัวไทร’ จัดรายการข่าวการเมือง คลื่น FM 89.5 ยึดมั่น!! พูดตรง ไม่หยาบ ไม่เลือกฝั่ง สร้างสรรค์สังคม

ผมเป็นนักข่าวธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่เดินบนเส้นทางสายข่าวมา 30 กว่าปี นับตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา กับนักข่าววิทยุ สายทหาร เติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นบรรณาธิการวิทยุ เนชั่น บรรณาธิการข่าวภูมิภาคเครือเนชั่น บรรณาธิการสำนักข่าวเนชั่น บรรณาธิการคมชัดลึก บรรณาธิการบริหารช่องระวังภัย และอีกมากมาย เออลี่จากงานประจำมาแล้ว 5 ปี มาประกอบธุรกิจส่วนตัวเล็กน้อย ก็เป็นคนขายไอติม

“แต่ว่าตำแหน่ง journalist ใครปลดไม่ได้ ติดตัวไปจนตายแหละ แม้จะถูกโยกถูกย้ายไปตรงโน้นตรงนี้ แต่ตำแหน่งนักข่าวก็ติดตัวไปตลอด แม้เออลี่มาแล้ว ก็ยังมีจิตวิญญาณนักข่าวสิงอยู่” นายหัวไทร กล่าว

ว่าง ๆ ก็เขียนบทวิเคราะห์แนวการเมืองในนาม #นายหัวไทร เสนอผ่านเฟซบุ๊กเฉลียว คงตุก ผ่านเพจ ผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ ตามสถานการณ์ทางการเมือง ด้วยมีข้อมูลปฐมภูมิจำนวนมาก ที่แหล่งข่าวเก่า ๆ แหล่งข่าวใหม่ ที่ยังติดต่อกันอยู่นำมาเล่าสู่กันฟัง ผมมีหน้าที่นำมาประมวล วิเคราะห์

เดินทางไปทำข่าวบ้างตามสมควรทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด แต่ในใจคิดว่า อายุพอสมควรแล้ว ควรจะวางมือจากวิชาชีพนักข่าว แต่เมื่อหลับจากนึกถึง ‘สุทธิชัย หยุ่น’ ที่ถือเป็นครูคนสำคัญช่วงอยู่ทำงานที่เนชั่น ในวัย 70 กว่าปีจะย่าง 80 ปีแล้ว ก็ยังทำงาน ยังจัดรายการ ยังวิเคราะห์ข่าวทุกวันในสไตล์ของ ‘คนบ้าข่าว’ จึงจะยังคงขอเดินหน้าทำหน้าที่ ‘หมาเฝ้าบ้านต่อไป’ เพราะตำแหน่งนักข่าวไม่มีวันเกษียณ

จู่ ๆ ระหว่างนอนเล่นอยู่ในเปลข้างบ้าน มีคนโทรมาให้ไปร่วมจัดรายการวิทยุ ทางคลื่น FM 89.5 MHz ที่เขากำลังปรับปรุงแนวทางในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยให้จัดแนวการเมืองล้วน ๆ นัดพูดคุยตกลงรายละเอียดกันเรียบร้อย ให้ผมจัด 2 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 17.00-19.00 น. ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาดีสำหรับช่วงข่าวการเมือง

รายการจะเริ่ม 5 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป ก็ลองดูกันอีกสักตั้ง จริง ๆ วางตัวเองไว้ว่า ไม่อยากเอาตัวเองไปผูกยึดกับเวลามากนัก จะไปไหนก็ไป คิดถึงใครก็ไปหา กับเวลาที่มีไม่มากนักแล้ว

แต่เมื่อพรรคพวกขอให้ไปช่วยก็ลองดู เป็นแนวที่เคยทำมาตั้งแต่ปี 2532 โน้น ย้อนกลับมาจัดใหม่ก็ขอฝากติดตามด้วยครับ 

“สื่อที่ทำงานอย่างสร้างสรรค์นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นกลาง ไม่เลือกข้าง ไม่เลือกสี ไม่ใช่นางแบก ไม่ใช่ติ่ง ไม่ใช่ด้อม ไม่ใช้คำหยาบ วิจารณ์แบบฟันธง ตรงไปตรงมา เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม”

โดยจะจัดร่วมกับ ‘จาตุรันต์ บุญเบญจรัตน์’ นักจัดรายการวิทยุผู้สนใจข่าวสารการเมืองเช่นกัน เป็นช่วงเวลาที่ท่านผู้ฟังจะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ ‘มากกว่าข่าว’ รู้ทิศทางในอนาคตของคอการเมือง

'อรรถวิชช์' มอง!! ดิจิทัลวอลเล็ตในเชิงเศรษฐศาสตร์ มันจบแล้ว ชี้!! หากแท้ง ลองหวน 'แก้เครดิตบูโร' ช่วยประชาชนได้มากกว่า

(18 ม.ค.67) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตรองหัวหน้าพรรคพรรคชาติพัฒนากล้า และอดีต สส.กทม. แชร์มุมมองเกี่ยวกับดิจิทัลวอลเล็ต ในเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยระบุว่า…

ผมบอกได้ว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตมันจบแล้วท่านนายกฯ สำหรับในมุมเศรษฐศาสตร์ มันจบแล้ว และหมายความว่ามันไม่ได้วิกฤต ซึ่งเรากําลังพูดในปี 2567 ในปีนี้ ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตเศรษฐกิจมันจะมีดังต่อไปนี้

1.) ‘อัตราแลกเปลี่ยน’ ค่าเงินจะอ่อนตัวค่อนข้างมาก ซึ่งของเราไม่ได้เป็นอย่างงั้นในขณะนี้ และ 2.) ‘ทุนสํารองเงินตราระหว่างประเทศ’ คือ ทองคําก็ดี ดอลลาร์หรือเยนที่ต้องเอามาแบ็คในการพิมพ์แบงค์มันร่อยหรอ ที่เขาบอกเงินหมดเกลี้ยงคลังซึ่งก็คือทุนสํารองเงินตราระหว่างประเทศ ของเราขณะนี้เต็มพิกัดเยอะมาก และมีมากกว่าเงินในระบบหลายเท่าตัวด้วย 

ปัจจุบันเมื่อปี 2566 เขาเพิ่งประกาศว่าสถาบันการเงินกําไรมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือ 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งมันไม่ใช่แล้ว…อัตราเงินเฟ้อก็ไม่ใช่อีก ก็ไม่ได้เฟ้อหรือเละเทะไปไหน ในปีนี้ GDP ก็ขึ้นแดนบวก เพราะฉะนั้นในมุมความเป็นเศรษฐศาสตร์ในปีนี้มันจบล่ะโครงการนี้ มันไม่มีความชอบธรรมแล้ว

ดังนั้น ในมุมเศรษฐศาสตร์ที่มันจบแล้ว มันมีกฎหมายพรบ.วินัยทางการคลังมาตรา 53 โดยมาตรานี้ได้บอกว่าถ้ารัฐบาลจะออกกฎหมายนี้ออกได้ถ้ามันฉุกเฉินและจําเป็น แต่คุณต้องทําทั้ง ๆ ที่คุณใช้งบประมาณปกติประจําปีไม่ได้แล้ว ปีนี้กําลังคุยงบประมาณปี 2567 กันอยู่ พูดกันในสภาใช่ไหม แล้วมีไหมงบเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตข้างใน ซึ่งไม่มี…ก็จบแล้ว ไม่ต้องไปพูดเลยว่าวิกฤตหรือไม่วิกฤต เพราะว่ามันตั้งงบประมาณทัน แต่มันไม่ตั้ง 

แต่มันมีเรื่องหนึ่งที่ท่านนายกฯ มีความชอบธรรม คือความชอบธรรมของท่านนายกฯ มาจากประชาชน ท่านจะมีหน้าที่ต้องแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ไม่ใช่วิกฤตประเทศ ซึ่งเมื่อกี้ได้ย้ำแล้วนะ GDP เราอยู่แดนบวก มันเป็นวิกฤตของชาวบ้าน พวกเราคนเงินเดือนต้องสู้กับดอกเบี้ยที่สูง สู้กับภาระหนี้นอกระบบ ทําไมธนาคารพาณิชย์ไทยไม่แข่งขันส่วนต่างดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7% ซึ่งสูงมาก ขณะที่ประเทศอื่นเขาอยู่กัน 2-3% แบงก์มันถึงกําไรเยอะ แล้วปีที่แล้วอเมริกาขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะกลัวเงินเฟ้อ จึงพิมพ์แบงค์ใช้เอง เพื่อแจกประชาชน พอแจกเยอะก็จะเอาเงินกลับ เพราะเงินเฟ้อเยอะ ก็ดูดขึ้นดอกเบี้ย เราก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม ประเด็นมันมีอยู่ว่าตอนขึ้นตามไม่มีปัญหาหรอก มันถึงมีกําไรทุกวันนี้ แล้วตอนกดลง มันกดลงได้เปล่า? ไม่ลงไง…

แล้วก็กลับมาว่าเกิดความตาย แล้วใครตาย? พวกเราไง พวกที่ไปผ่อนบ้านอยู่ 2-3 ล้านกว่า จากดอกหมื่นเดียว 3 ปีตรึงดอกเบี้ย พอขึ้นปีที่ 4 ดอกเบี้ยลอยตัว จากที่เคยจ่าย 10,000 บาท เป็นจ่าย 16,000-17,000 บาท ตายครับ…ไปเที่ยวก็ไม่ต้องไปเที่ยวไหนกันแล้ว

คือรัฐบาลเขามองว่าเขาแจกถ้วนหน้าทุกคน ไม่ใช่การไปช่วยเหลือคนจน เพราะเขามองว่าจะเอารายจ่ายภาครัฐอัดฉีดเครื่องยนต์ตัวนี้ให้ติด เพื่อไปกระตุ้นการบริโภค ซึ่งเขามองเรื่อง GDP ดังนั้นคําถามคืออันนี้ประเทศวิกฤตไหม? คําตอบคือประเทศไม่ได้วิกฤต คุณแจกถ้วนหน้าไม่ได้ในสูตรนั้น ผมจึงบอกมันจบแล้วไง แต่ในกลับกันคนชั้นกลางคนจนนี่แหละที่วิกฤต ทําไมอัตราดอกเบี้ยมันขึ้น ก็ต้องถามว่าทําไมแบงก์พาณิชย์มันกําไรกระฉูดเมื่อปีที่แล้ว เพราะว่าธนาคารพาณิชย์ไทยมันไม่แข่งขันกัน…ทำยังไงคุณให้ธนาคารพาณิชย์แข่งเรื่องดอกเบี้ย ซึ่งไม่ใช่เปิดแบงก์เพิ่มนะ และที่บอกว่าให้เปิดแบงก์เพิ่มเนี่ยผมว่าเป็นความคิดล้าหลังมาก เราเปิดแบงก์เพิ่มทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น อิสลามแบงก์ เอสเอ็มอีแบงก์ ลายเส้นแบงก์ย่อย เราเปิดหมด ไม่ใช่การเพิ่มแบงก์ เราต้องการเพิ่มในข้อแข่งขันในอัตราดอกเบี้ย เรื่องพวกนี้รัฐบาลต้องทํา ถึงบอกท่านว่าแล้วทําไมท่านไม่ใช้วิธีอื่นบ้าง? แก้กฎหมายเครดิตบูโรใครที่ติดหนี้อยู่แล้วจ่ายหนี้เรียบร้อย ให้ลบออกจากบัญชีไป เครดิตตอนนี้เวลาทําเป็นบัญชีนะ 3 ปี เหมือนบัญชีหนังหมา ดีบ้างไม่ดีบ้างอยู่ 3 ปี ไปปล่อยแบงก์ก็ไม่กล้าปล่อย

ดังนั้น ทําไมคุณไม่ทําแบบอเมริกาเป็น Credit Score บอกเป็นคะแนนเลย ถ้าคะแนนดีดอกต่ำ ถ้าคะแนนต่ำดอกแพง อย่างนี้มันก็เกิดการแข่งขันธนาคารไม่ใช่เพิ่มจํานวนธนาคาร แต่มันคือการให้ธนาคารแข่งขันในเรื่องอัตราดอกเบี้ย

'สส.ก้าวไกล' ถาม 'กองทัพ' ทำไมต้องตั้งงบเทิดทูนสถาบันเพิ่ม  'ปลัด กห.' สวน!! ปรับตามภัยคุกคามที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด

(17 ม.ค.67) นายชยพล สท้อนดี สส.ก้าวไกล กมธ.การทหาร ในฐานะ กมธ.พิจารณางบประมาณฯ ปี 2567 ได้ตั้งคำถามถึงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ ถึงงบพิทักษ์รักษา เทิดทูนสถาบัน เปรียบเทียบงบประมาณปี 2566-2567 ที่งบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้น จากเดิม 1,449 ล้านบาท เป็น 1,843 ล้านบาท หรือ 27.18 % โดยเฉพาะกองทัพเรือ ที่เพิ่มจาก 45 ล้านบาท เป็น 395 ล้านบาท หรือกว่า 769 % และกองทัพอากาศ ที่เพิ่มจาก 35 ล้านบาท เป็น 65 ล้านบาท หรือกว่า 81 % จึงขอถามว่าเพิ่มขึ้นมาอย่างไรบ้าง

พร้อมกันนี้นายชยพล ยังได้ถามถึงได้ถามรายละเอียดงบประมาณและการดำเนินการทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความเข้าใจ เพื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ รวมทั้งถามถึงเงินราชการลับ ที่มีการขอเท่าเดิมไปเรื่อยๆ มีการใช้งานอย่างไรบ้าง เพราะงบประมาณปี 2566-2567 เท่ากัน 469 ล้านบาท ซึ่ง กมธ. จะรับทราบได้หรือไม่ เพราะทางเหล่าทัพจะชี้แจงว่าเป็นชั้นความลับ แต่เป็นงบที่เรามองไม่เห็น จึงอยากให้กองทัพชี้แจงเรื่องนี้

นอกจากนี้ นายชยพล ยังถามเรื่องการตัดลบงบประมาณในส่วนตำแหน่ง ‘ผู้ทรงคุณวุฒิ’ ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นมายกแผงทั้งรุ่น

อีกทั้งขอระเบียบประกาศการใช้รถประจำตำแหน่และงบประมาณย้อนหลัง 3 ปี และรายละเอียดการลดจำนวนนายพล ไม่ใช่กั้นแค่เพียงการลดจำนวนนักเรียนเตรียมทหาร เพื่อรอเวลานายพลดลดลงไป เพราะตนมองว่าควรจะปรับลดได้เลย

จากนั้น พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ชี้แจงงบราชการลับว่าเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2547 ผ่าน 4 ภารกิจ ด้านความมั่นคงและการป้องกันราชอาณาจักร ภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภารกิจด้านข่าว และภารกิจอื่นที่มีลักษณะปกปิด เพื่อประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือโดยสภาพแห่งเทคโนโลยี ซึ่งงบส่วนนี้ได้รับการตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว

ส่วนเรื่องรถประจำตำแหน่งยึดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ ปี 2523 ที่กำหนดรถราชการใช้กับตำแหน่งใดบ้าง ส่วนหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนแบบเหมาจ่ายยึดตามมติ ครม. ปี 2457

ส่วนงบประมาณพิทักษ์รักษาเทิดทูนสถาบัน หน่วยทหารกระจัดกระจายทั่วประเทศ มีพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง ตั้งอยู่ตามจังหวัดอำเภอ ของแต่ละเหล่าทัพชัดเจนเหมือนกับพื้นที่บรรเทาสาธารณภัยที่เข้าไปช่วยเหลือกับประชาชน ดังนั้นมีความจำเป็นในเรื่องของงบประมาณที่พิทักษ์รักษาเทิดทูนสถาบันจะต้องมีทุกหน่วยงานและงบประมาณที่เพิ่มของสำนักงบประมาณที่ตั้งงบฯมิให้ใช้งบกลางให้ตั้งงบตัวเอง จึงเป็นที่มาของงบปีนี้ที่เพิ่มขึ้น และงบพิทักษ์เทิดทูนสถาบันสัดส่วน 0.93% ของงบกระทรวงกลาโหมทั้งหมด

พล.อ.สนิธชนก ยังระบุต่อว่า กำลังให้กรมพระธรรมนูญดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลัง ของกระทรวงกลาโหม ซึ่งขัดกับกฎหมายใหม่ที่ออกมาอยู่ระหว่างการดำเนินการ

จากนั้น พล.อ.สนิธชนก ได้กล่าวสรุปจบการชี้แจงงบประมาณในส่วนของกระทรวงกลาโหมและสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมว่า กระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า ได้ปรับตัวตามยุคสมัยตามเหตุการณ์ตามภัยคุกคามมาโดยตลอด ไม่ได้ปล่อยให้ล้าหลัง และจะใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์คุ้มค่ากับประเทศชาติและตระหนักอยู่ตลอดว่าเม็ดเงินมาจากภาษีของราษฎร

ถอดรหัสก๊วนกอล์ฟบิ๊กเนม 'บิ๊กหนู-บิ๊กทิน-บิ๊กออฟ-เสี่ยกลาง'

เคยยลยินฝีมือในการร้องเพลง เล่นเปียโน เป่าแซ็กโซโฟน ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ/รมว.มหาดไทย สรุปว่าไม่ธรรมดา...แต่กับกีฬากอล์ฟไม่เคยได้เห็นวงสวิงของเจ้าสัวหลายหมื่นล้านรายนี้ว่าจะแค่ไหน..อย่างไร...ทราบแต่ว่าท่านเป็นเจ้าของสนามกอล์ฟดัง...Rancho Chanvee Resort & Golf Club ที่ปากช่อง โคราช แต่คาดว่าวงกอล์ฟของ ‘เสี่ยหนู’ ก็คงไม่ธรรมดา

อุตส่าห์นำร่องเรื่องนี้มา ก็เพื่อจะโยงเข้ากับรายการกอล์ฟการทหาร-การเมือง ที่น่าสนใจเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง ‘มท.หนู’ ได้โพสต์เอาไว้ในเฟซบุ๊กวันที่ 14 ม.ค. โดยโชว์ภาพที่ตัวเองยืนถือไดรฟ์เวอร์หรือหัวไม้ คู่กับ รมว.กลาโหม สุทิน คลังแสง แล้วเขียนแคปชันว่า...

“Big (สุ)ทินSmall(อนุ)ทิน”

ขณะเดียวกันยังได้โพสต์ภาพก๊วนกอล์ฟคนดัง ที่ประกอบด้วยทีมกลาโหม...อันประกอบด้วย พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี 'บิ๊กออฟ' ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ 'บิ๊กต่อ' ผบ.ทบ., พล.รอ.สุวิน แจ้งยอดสุข รองผบ.ทร., พล.อ.อ.ชานนท์ มุ่งธัญญา รองผบ.ทอ., พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขารมว.กลาโหม, พล.ท.สุเมธ พรหมตรุษ ที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ 

และหนึ่งเดียวพลเรือนที่เป็นนักธุรกิจหนุ่มใหญ่ คือเจ้าสัวแสนล้าน...นายสารัชถ์ รัตนาวดี หรือ 'เสี่ยกลาง' เจ้าสัวธุรกิจพลังงาน แห่งบริษัทกัลฟ์ 

มองให้ลึกก็ไม่น่าแปลกใจอะไรมากว่าทำไม 'เจ้าสัวแสนล้าน' มาร่วมก๊วนกอล์ฟนี้ด้วย เพราะเมื่อมองจากวิวสนามกอล์ฟตามภาพถ่ายแล้ว มันชัดเจนว่าเป็นสนามกอล์ฟ StoneHill ที่ อ.สามโคก ปทุมธานี ของเสี่ยกลางนั่นเอง...

ในแวดวงกอล์ฟ-นักธุรกิจ ใคร ๆ ก็รู้ว่าในอดีตหรือแม้ปัจจุบันเสี่ยกลางหลงในกีฬากอล์ฟ ฝีมือกอล์ฟไม่ธรรมดา เขามาซุ่มสร้างสนามนี้ในนามบริษัทสโตน ฮิลล์ เมื่อ 3 ปีก่อน เคยเป็นสนามจัดแข่งกอล์ฟระดับโลกของ Liv Golf มาครั้งหนึ่งแล้ว...

แต่มิติที่น่าสนใจและเม้ามอยที่สุดของเบื้องหลังภาพก๊วนกอล์ฟรอบนี้ก็คือตัวละครที่ชื่อ...บิ๊กออฟ, สุทิน, อนุทิน และสารัชถ์...ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงอำนาจ ทั้งสิ้น...

'บิ๊กทิน' แม้อาจจะแซวกันเล่นว่าได้เป็นรมว.กลาโหม เพราะนามสกุล 'คลังแสง' แต่ในนาทีนี้ผลงานกำลังขึ้นหม้อ เข้าตากรรมการหลายฝ่าย...ทำให้ 'กองทัพ' กับ 'เพื่อไทย' เชื่อมแนบแน่นแบบไร้รอยต่อ...

'บิ๊กออฟ' เหลือราชการอีกร่วมสองปี เป็นคนที่นายกฯ เศรษฐาถูกชะตาชอบใช้บริการ...และบิ๊กออฟเองก็เป็นนายทหารที่มั่นคงในชาติ ศาสน์ กษัตริย์

'อนุทิน' ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่มีพรรค 71 เสียงหนุนหลัง และระยะหลัง ๆ ดูเหมือนจะไม่ขี้เล่นเหมือนเมื่อก่อน พูดจาอะไรก็เป็นหลักเป็นการมากขึ้น แสดงว่าพร้อม (มาก) แล้วที่จะเป็นนายกฯ (ส้มหล่น) ในสถานการณ์ที่อาจพลิกผัน...

'สารัชถ์' ชัดเจน แจ่มแจ้งว่าแม้สองเจ้าสัวใหญ่ 'เสี่ยเจริญ-เสี่ยธนินทร์' อาจจะยังเป็นผู้มีบารมีในแวดวงต่าง ๆ อยู่มากก็ตาม แต่ว่ากันว่าในแวดวงการเมือง วงการอำนาจแล้ว นาทีนี้ผู้ที่ทรงบทบาทที่กำหนดทิศทางการได้มากมาย หากไม่นับคนชั้น 14 ก็น่าจะเป็นสารัชถ์ กับ คีรี กาญจนพาสน์...นี่เอง

ประสาเหยี่ยวชราวัยอย่าง 'เล็ก เลียบด่วน' เชื่อว่าทั้งสามคนย่อมมีผลประโยชน์ร่วมกันหลาย ๆ เรื่องอย่างแน่นอน...

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ หน่วยก้าน-ความหล่อ ความรู้ความสามารถและความหล่ออย่าง 'สารัชถ์' สามารถเป็นนายกฯ ของประเทศนี้ได้สบาย ๆ คนชั้น 14, คุณคีรี และบิ๊ก ๆ คนมีสีทั้งหลายน่าจะกล่อมให้ 'ชายกลาง' หันหัวเรือเข้าสู่การเมือง เป็นว่าที่นายกฯ ในอนาคตซะเลย...แบบว่า...รำคาญพวก 'หล่อกลวง' อย่างเสี่ยพิธาอ่ะครับ...

จริงๆ นะ ไม่ได้ล้อเล่น!!

มติเอกฉันท์!! 14 ต่อ 1 'ก.ต.' สั่งพักราชการตุลาการ  หลังพัวพันคดีแกนนำ กปปส.ร้องอ้างถูกเรียกเงิน 175 ล.

เมื่อวานนี้ (15 ม.ค. 67) สำนักงานศาลยุติธรรม ได้เผยแพร่ผลการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 2/2567 ที่มีมติเห็นชอบพักราชการข้าราชการตุลาการจำนวน 1 ราย

แหล่งข่าวจาก ก.ต. เปิดเผยว่า ที่ประชุม ก.ต. ครั้งนี้ มีมติ 14 ต่อ 1 เสียง ให้พักราชการข้าราชการตุลาการรายนี้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการถูกสอบสวนวินัยร้ายแรง จากกรณีแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) รายหนึ่ง ได้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมในคดีที่ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ลงโทษจำคุกแกนนำ กปปส.โดยไม่รอลงอาญา 15 ราย โดยเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

โดยแกนนำ กปปส.รายนี้อ้างว่า มีผู้พิพากษาระดับสูงในศาลอุทธรณ์ 2 รายร่วมมือกันในการเรียกร้องเงินค่าตอบแทนในการช่วยเหลือการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์หลายครั้ง ระบุว่า สามารถจ่ายสำนวนให้กับองค์คณะในศาลอุทธรณ์ที่ ‘คุ้นเคยกับท่าน’ เพื่อให้พิจารณายกฟ้องในทุกกรรมเพื่อเรื่องจะได้ไม่ต้องไปถึงศาลฎีกา และยังอ้างว่ามีการพบกับผู้พิพากษาที่เป็น ‘ตัวแทนท่าน’ หลายครั้ง ครั้งแรกเรียกร้องเงินสูงถึง 175 ล้านบาท แต่ได้รับการปฏิเสธ ต่อมาเรียกร้องลดลงเหลือ 49 ล้านบาท และ 35 ล้านบาท

ทั้งนี้ ภายหลังสำนักข่าวอิศรา นำเสนอข่าวเรื่องนี้ นายสรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม ได้ชี้แจงต่อสาธารณะว่า จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ได้มีการยื่นหนังสือลักษณะร้องขอความเป็นธรรมทางคดีต่อประธานศาลอุทธรณ์ เนื่องจากเป็นคดีระหว่างชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โดยประธานศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ได้รายงานกรณีดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาทราบตามขั้นตอนแล้ว ซึ่งการดำเนินการจะเป็นไปตามกรอบระยะเวลาการสอบสวนข้อเท็จจริงของระเบียบปฏิบัติศาลยุติธรรม โดยเมื่อผลสรุปออกมาแล้วศาลอุทธรณ์จะรายงานประธานศาลฎีกาทราบต่อไป

ปัจจุบันกรณีนี้ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเป็นทางการไปแล้ว 

สำหรับขั้นตอนต่อไปภายหลังจากที่ คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงสรุปผลการสอบสวนเป็นทางการแล้ว จะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุม ก.ต.เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งผลการพิจารณาข้าราชการตุลาการรายนี้ อาจจะมีความผิดหรือไม่มีความผิดก็ได้ แต่ถ้ามีความผิดบทลงโทษจะมี 2 ส่วน คือ ปลดออก กับไล่ออกราชการ

'สส.ก้าวไกล นนทบุรี' แถลงเสียใจเหตุรุมทำร้าย ชี้!! ผู้ก่อเหตุไม่ใช่ผู้ช่วย พร้อมให้สอบความกระจ่างทั้งในระดับพรรคและตามกฎหมายต่อไป

เมื่อวานนี้ (15 ม.ค. 67) นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร หรือทนายเอ๊ะ สส.นนทบุรี เขต 3 พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีคนสนิท ซึ่งเป็นประธานชุมชน พร้อมพวกรุมทำร้าย นายกิตติภัทร หรือ เบน อายุ 44 ปี ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของ นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สส.นนทบุรี เขต 2 พรรคก้าวไกล ได้รับบาดเจ็บสาหัส กะโหลกศีรษะร้าว หน้าตาแตก บวมปูดตามร่างกาย มีรอยฟกช้ำหลายแห่ง เหตุเกิดเวลาประมาณ 23.30 น. วันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า เรียน พี่น้องประชาชนที่เคารพ ผม อนุสรณ์ แก้ววิเชียร ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากกรณีการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และขอประณามต่อการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ

ผมขอใช้แถลงการณ์ฉบับนี้ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่ปรากฏต่อสื่อมวลชนต่างๆ ดังนี้

สถานที่เกิดเหตุเป็นงานเลี้ยงภายในชุมชนที่จัดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมวันเด็กแล้ว ทางชุมชนได้จัดกิจกรรมเลี้ยงวันปีใหม่เป็นรูปแบบโต๊ะจีนหลายสิบโต๊ะ มีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ช่วงดึกผมได้เดินทักทายพูดคุยกับประชาชนที่มาร่วมงานตามโต๊ะต่างๆ จนถึงโต๊ะของนายกิตติภัทร (เบน) ผู้ได้รับบาดเจ็บ (ขณะนั้นคุณเบนไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะ) ผมได้นั่งลงคุยกับประชาชนที่นั่งอยู่ในโต๊ะนั้น ซึ่งนั่งอยู่ทางด้านขวามือของผม

จากนั้นประมาณ 2-3 นาทีถัดมา คุณเบนได้เข้ามานั่งเก้าอี้ด้านซ้ายมือของผม เมื่อผมหันหน้ากลับไปมองเห็นนายปริญญา (ตู่) ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังได้เข้าไปพูดคุยอะไรบางอย่างกับคุณเบนแต่ผมไม่ได้ยินเนื่องจากมีดนตรีเล่นอยู่บนเวที

ต่อมาผมเห็นตู่ตบศีรษะและตบหน้าคุณเบนไป 1 ครั้ง หลังจากนั้นมีคนมาดึงแยกตัวตู่ออกไป ผมจึงได้เดินไปยกมือไหว้ขอโทษคุณเบนกับเรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นน้องในทีมงานมาขอให้ผมขึ้นรถและขับรถพาผมกลับบ้าน ซึ่งผมก็คิดว่าเรื่องราวคงจบแค่นั้น

เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็ได้เดินทางไปเลือกตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดนนทบุรี และช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ผมก็ได้เดินทางไปกับคณะกรรมาธิการ เพื่อลงพื้นที่ จ.ตาก จนถึงในขณะนี้ ผมได้ทราบเรื่องจากทีมงานที่โทรมาแจ้ง จึงได้เร่งจัดทำคำแถลงการณ์นี้ขึ้น

ทั้งนี้ ตู่เป็นประธานชุมชนในพื้นที่ ต.บางกรวย เพิ่งเข้ามาร่วมทำงานพื้นที่ กับผู้ช่วย สส.ของผมได้ประมาณ 2-3 เดือน โดยตู่ไม่ได้มีตำแหน่งผู้ช่วย สส.หรือผู้ติดตามแต่อย่างใด

ท้ายนี้ การใช้ความรุนแรงไม่ใช้หนทางที่ถูกต้อง และขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมยินดีเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ให้กระจ่างทั้งในระดับพรรคและตามกฎหมายต่อไป

‘วัชระ’ สุดทน!! ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. สอบนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ไล่เช็ก ‘ราชทัณฑ์’ ส่อเอื้อประโยชน์นักโทษ ด้าน ‘พ.ต.อ.ทวี’ โดนด้วย!!

(13 ม.ค.67) นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (12 ม.ค. 67) หลังจากทราบว่า คณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ไปที่โรงพยาบาลตำรวจ แล้วไม่ได้พบ นช.ทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ จึงไปยื่นหนังสือถึง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่อาคาร 4 สำนักงาน ป.ป.ช. โดยในหนังสือร้องเรียนถึงปปช.มีรายละเอียดดังนี้

“ตามที่กรมราชทัณฑ์ได้รายงานสถานการณ์กรณีนายทักษิณฯ ออกรักษาตัวภายนอกเรือนจำเกิน 120 วัน ลงวันที่ 11 มกราคม 2567 โดยแจ้งความเห็นแพทย์ว่า ผู้ป่วยอยู่ระหว่างการรักษาของแพทย์เฉพาะทาง และต้องดูแลอย่างใกล้ชิดถึงอาการป่วย เพื่อให้พ้นจากสภาวะอันตรายแก่ชีวิตนั้น

ข้าพเจ้านายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน กรณีเคลือบแคลงสงสัยข่าวกรมราชทัณฑ์เรียกสรรพนาม ‘นช.ทักษิณ ชินวัตร’ ว่า ‘นาย’ ทั้งที่ในปัจจุบันเป็น ‘นักโทษเด็ดขาดชาย ทักษิณ ชินวัตร’ หรือชื่อย่อ ‘นช.’ มีโทษจำคุก 1 ปี ตามราชกิจจานุเบกษาและต้องถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติกรมราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎและระเบียบอย่างเคร่งครัด

การออกข่าวกรมราชทัณฑ์โดยใช้สรรพนามไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของทางราชการ มีลักษณะเอื้อประโยชน์และอวยนักโทษที่มีฐานะ ไม่ปฏิบัติตามหลักนิติรัฐและนิติธรรมไม่เสมอภาคกับนักโทษทั่วประเทศ จำนวน 280,000 คน ส่อว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต ขอให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และผิดประมวลจริยธรรมของข้าราชการและตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ดังนี้

1.) ขอให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์กับพวก กรณีการออกข่าวกรมราชทัณฑ์ใช้สรรพนามเรียก นช.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและกรณีที่เกี่ยวข้อง เช่น การอนุมัติให้ นช.ทักษิณ ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ถูกต้องตามระเบียบขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์ โดยมีกรณีนายวิษณุ เครืองาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้าไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 และกรณีกรมราชทัณฑ์ตอบรับว่าจะส่งเอกสารและคลิปภาพ วันที่ 22-23 สิงหาคม 2566 ให้คณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กรณี นช.ทักษิณ ให้สอบสวนเอาผิดว่าเหตุใดยังไม่ส่ง และขอให้ออกคำสั่งคุ้มครองคลิปวิดีโอดังกล่าวไม่ให้ถูกทำลาย

2.) ขอให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน แพทย์โรงพยาบาลกรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจทุกรายและแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจชื่อ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ (พตร.) กรณี นช.ทักษิณ ชินวัตร ต้องรักษาอาการป่วยตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน (เกิน 120 วัน) ส่อว่าใช้วิชาชีพแพทย์กรอกข้อความอันเป็นเท็จต่อราชการหรือไม่ ให้ตรวจทุกฉบับตั้งแต่ 22 สิงหาคม 2566 ถึงวันนี้

3.) ขอให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ว่าเหตุใดไม่ดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ นช.ทักษิณ ชินวัตร ตามคำร้องเรียนลงวันที่ 20 ธันวาคม 2566 เจ็บป่วยจริงหรือไม่ ทำไมระยะเวลาการรักษาเกิน 120 วันยังไม่หายเป็นอะไร ทำไมอยู่นานถึง 120 วันเอื้อประโยชน์ให้กับ นช.ทักษิณหรือไม่

ทั้งนี้ โดยขอให้กันข้าราชการกรมราชทัณฑ์ (พัศดี/ผู้คุม) แพทย์พยาบาลโรงพยาบาลกรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจที่ให้การเป็นประโยชน์ไว้เป็นพยานทุกคน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top