Tuesday, 9 June 2026
POLITICS NEWS

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' ชี้!! 3 จว.ใต้จมหนักสุดรอบ 50 ปี  มีแต่ทหารเข้าช่วย แต่ 'นายกฯ รถแห่' ดีแต่มาหอบแสง

(9 ม.ค. 67) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กหัวข้อ ‘หิวแสง’ มีรายละเอียดว่า…

น้ำท่วมสามจังหวัดชายแดนใต้ หนักที่สุดในรอบห้าสิบปี เห็นแต่ทหารและกู้ภัยเข้าช่วยเหลือ อพยพชาวบ้านและแจกอาหาร ทำงานกันอย่างไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย ทุ่มเทกำลังช่วยเหลืออย่างเต็มที่

แต่พอน้ำลด คนหิวแสงก็มา นายกรถแห่มาโชว์ตัวบนรถทันที แห่ถ่ายรูป เอาหน้า พูดหล่อ ๆ หาคะแนนจากความเดือดร้อน เก่งแต่เรื่องเซลฟี่ เก่งแต่สร้างภาพ

'นายกฯ' มอบคำขวัญวันครู ปี 2567 "ครูวางฐานคิด ส่งเสริมศิษย์สร้างสรรค์"

(9 ม.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่าน X มอบคำขวัญวันครู ประจำปี 2567 ว่า...

'ครู' คือผู้นำความรู้ทั้งจากทั้งในตำรา และจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาถ่ายทอดให้กับศิษย์ งานของครูในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ จึงไม่ใช่แค่การสอนหนังสือให้ความรู้ตามตำรา แต่ครูยังต้องใส่ใจสอนวิธีคิด และวิธีจัดการกับข้อมูลที่มีอยู่อย่างหลากหลาย เพื่อให้ศิษย์สามารถจัดระเบียบความคิดได้ รวมถึงเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้ด้วยตัวเองอย่างมีคุณภาพ

คำว่าครูสำหรับผม คือ ผู้สร้าง และ ผู้ให้ ครับ 'สร้าง' คือ สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับสังคม 'ให้' คือ ให้หลักคิดแก่ผู้คนเพื่อนำไปต่อยอดได้ 

ดังคำขวัญวันครูแด่ครูทุกท่านที่เสียสละดังนี้ครับ... “ครูวางฐานคิด ส่งเสริมศิษย์สร้างสรรค์”

‘หนุ่มโหราฯ’ ชี้!! ทุกคนมี ‘สิทธิ-เสรีภาพ’ ในการแสดงความเห็นต่าง แต่บางคนชอบอ้าง ‘ประชาธิปไตย’ ทั้งที่ไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริง

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ใช้ TikTok บัญชี @flukepatsmile หรือ นักพยากรณ์โหราศาสตร์ไทย ได้เผยแพร่วิดีโอตอบข้อความของผู้ติดตามที่แสดงความคิดเห็นว่า “ทำไมสลิ่มถึงพูดแต่ ทรงพระเจริญ” โดยระบุว่า…

“ที่ถามว่าทำไม่สลิ่มถึงพูดแต่ทรงพระเจริญ ต้องให้เหมือนคุณไหม? ที่บอกว่าทุกคนมีพ่อมีแม่คนเดียว
แต่ก็ไปเรียกหัวหน้าพรรคว่า “พ่อส้ม” อะไรอย่างนี้”

“ประชาธิปไตย ครึ่งหนึ่งเป็นกฎหมาย อีกครึ่งหนึ่งคือเสรีภาพ มีอยู่วันหนึ่งนะ ผมไปดูหนัง เวลาเพลงสรรเสริญขึ้นผมก็ลุกขึ้นใช่ไหม? สำหรับคนที่ลุกหรือไม่ลุกผมคิดว่ามันไม่ได้เสียหายอะไร เพราะว่ามันคือเสรีภาพส่วนหนึ่ง แต่คุณเชื่อไหม? เด็กที่เขาไม่ลุกหัวเราะเยาะผม ทำหันไปพูดกันเหมือนเยาะเย้ยผม”

“พวกคุณไม่ได้เข้าใจประชาธิปไตยอยู่แล้ว คุณก็แค่ใส่หน้ากากประชาธิปไตย แต่จริง ๆ ตัวคุณอ่ะเป็นเผด็จการในรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง ในการที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นตัวคุณต้องการ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเข้าหาธิปไตยเลยนะครับ เพราะว่าคุณไม่เคารพสิทธิ์คนอื่น ไม่มีการให้เกรียติ ไม่มีการนับถือคนอื่น อย่างล่าสุด สส. ท่านหนึ่งพูดในสภาที่พลเอกประยุทธ์ไปเที่ยวก็ด้วย”

ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่างวิดีโอ สส.ท่านหนึ่งที่พูดถึงพลเอกประยุธ์ในสภา ว่า… “ทรราชที่สร้างความฉิบหายให้ประเทศนี้มา 10 ปี สร้างความโกรธแค้นให้กับพ่อ แม่ พี่ น้อง ประชาชนสร้างความเสียหายให้ประเทศนี้ ไม่รู้ว่าอีก 10 ปี ข้างหน้าจะแก้ไขสิ่งที่สร้างเอาไว้ได้รึเปล่าเลย? ประยุทธ์ จันทร์โอชา วันนี้ลงจากอำนาจลอยหน้าลอยตา”

ผู้ใช้ติ๊กต็อกรายนี้ยังเสริมต่ออีกว่า “คำถามคือ เขาจะอยู่คุณไม่ให้เขาอยู่ พอเขาไปคุณไม่ให้เขาไป ซ้ายก็ไม่ได้ ขวาก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ มันก็คือความเอาแต่ใจนั่นแหละ”

“ผมจะพูดว่าทรงพระเจริญ หรือ ผมจะยืนในโรงหนังก็สิทธิ์ของผมไม่ใช่หรอ? ผมพูดไม่ได้หรอครับ? 
คุณเอาเป็นเรื่องตลก มันเยาะเย้ยคนอื่นเนี่ย มันเรียกว่าการไม่ให้เกียรติ เรื่องง่ายๆ พวกนี้คุณยังคิดไม่ได้เลย คุณจะเอาคำว่าประชาธิปไตยมาอ้าง คุณไม่เข้าใจมันจริง ๆ หรอกครับ”

'ลุงป้อม' ชายชาติทหาร ผู้ผ่านมาแล้วทุกสมรภูมิชีวิต ใครจะรู้!! วันหนึ่งอาจผงาดขึ้นเป็น ‘นายกฯ’ คนต่อไป

(8 ม.ค. 67) เปลวสีเงินในนำเสนอบทความ ในหัวข้อ 'ลุงป้อม' ที่ไม่มีวันตาย ความว่า…

ไม่รู้จักตัวท่านหรอก

แต่ในฐานะ FC ขอบอกว่า "คิดถึงท่านนะ" และ "สวัสดีปีใหม่ท่านด้วย"

ก็ ‘พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ’ หรือ ‘ลุงป้อม’ นั่นแหละ

ถ้านับตามอายุ ท่าน ‘น้องผม’

แต่ยกให้เป็น ‘ลุง’ เพราะผมยังหนุ่มกว่าเยอะ

ถ้าพูดถึงความหล่อ ตรงนี้ พอฟัด-พอเหวี่ยง  และขึ้นอยู่กับสเปกใคร-สเปกมัน!

แต่วันนี้ ต้องขอถอนคำพูดที่ว่า ‘ผมหนุ่มกว่า’ เพราะเมื่อวาน (7 ม.ค.67) ลุงป้อมในฐานะผู้นำ ‘พรรคพลังประชารัฐ’ ไปเพชรบูรณ์

เห็นหุ่นท่านแล้ว ต้องร้อง..ว้าวววว!

หลังเลือกตั้ง หายหน้าไป 3-4 เดือน นึกว่าลุงถอดใจ ที่ไหนได้ แอบไปฟิตซ้อม เข้าคอร์ส ‘เสริมหนุ่ม’ มาแหงๆ

เพราะจากที่ตุ้มต๊ะ ตุ้มตุ้ย....

ตอนนี้พุงสเลนเดอร์ หน้าอิ่มเอิบ มีสง่าราศี ยังกะโชกุน ตายิ้มได้ แถมมีประกายสดใส

เห็นแล้วก็ดีใจนะ ไม่บอกหรอกว่า "ลุงป้อม สู้..สู้"

เพราะพูดอย่างนั้น เหมือนหมิ่นชายชาติทหารที่ผ่านมาแล้วทุกสมรภูมิชีวิต

แค่ไม่ได้เป็นนายกฯ วันนี้ ก็ใช่ว่าวันหน้าก็จะไม่มี จริงไหม..ลุง?

ขอเพียงลุงป้อมไม่สลัดนวมทิ้งแล้วลงจากเวทีเท่านั้น โอกาสเป็น ‘แชมป์’ ยังมีเสมอ

ลุงป้อม ไม่ใช่พันธุ์ทหาร ‘แมงป่อง’ ที่ดีแต่ชูหางอวดอ้า

แต่เป็นพันธุ์ ‘ทหารเสือ’!

เสือย่อมมีลาย มีศักดิ์ศรีที่จะไม่กินเนื้อเก่า ไม่มั่นใจ จะไม่สยายกรงเล็บ และเมื่อออกล่า

เพียงสาบเสือโชย สัตว์ทั้งป่า ก็ผวาตื่นว่า ‘เจ้าป่า’ มาแล้ว!

เห็นลุงประกาศ ต่อจากนี้ ในฐานะเจ้าสำนัก ‘พลังประชารัฐ’ จะเดินสายไปพบปะประชาชนในแต่ละจังหวัด

เพื่อแจกแจงให้ทราบว่า....

4 เดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรี ‘พลังประชารัฐ’ ทำอะไรให้ชาวบ้านเป็นผลงานสำเร็จแล้วตามสัญญาบ้าง

ผมเชียร์ครับ...ลุง

ไม่ใช่เลือกตั้งที ก็ลงไปที มันต้องแบบนี้ คนไทยทุกจังหวัด เลือก-หรือไม่เลือก ไปว่าเขาไม่ได้

แต่ควรพิจารณา ‘ตัวเรา-พรรคเรา’ ว่ารักเขา จริงใจกับเขา ลงไปพบปะเยี่ยมเยียน ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบเขาสม่ำเสมอหรือไม่?

ช่วย ‘ได้มาก-ได้น้อย’ เป็นอีกเรื่อง

ที่สำคัญ อย่าได้หายหน้า-หายตา ‘เป็นคน..ต้องมีหัวใจ’ ส่วนเรื่องตำแหน่ง ‘มี-ไม่มี’ นั่นแค่หัวโขน

แค่เอาใจไปผูกใจ กินข้าวด้วยกันซักคำ ดื่มน้ำจากขันดำๆ ใบเดียวกันซักอึก นั่นมันดื่มด่ำยิ่งกว่า ‘ดื่มน้ำสาบาน’ กันซะอีก!

ภาพลุงป้อม เหมือน ‘พระสังกัจจายน์’

มีเสน่ห์ในตัว ใครเห็นก็รัก เป็น "ลุงป้อมใจดี" ของลูกๆ หลานๆ ของพี่ๆ น้องๆ

ไม่ต้องเอาอะไรไปให้เขาหรอก

แค่ลุงป้อมไปเยี่ยม ไปนั่งให้เขาลูบพุง พกปีโป้ไปแจกเด็กๆ คนละอัน แค่นั้น ชาวบ้านก็แทบจะหอบผ้า-หอบหมอน หนีตามมาอยู่กับลุงแล้ว!

ลุงป้อมเนี่ย เป็นคนมีกรรมอย่างหนึ่ง

อดีตชาติ ‘คงอิจฉา-ริษยา’ คนอื่นไว้มาก มาถึงชาตินี้ ด้วยวัฏฏะแห่งกรงกรรม ลุงป้อมจึง ‘ถูกกระทำ’ ในเชิงริษยาเป็นการชดใช้

ดูซี...พอเข้าการเมือง ในฐานะ ‘พี่ใหญ่ 3 ป.’

ก็เป็น ‘ป้อมปราการ’ ที่ตกเป็นเป้าทำลายจากฝ่ายตรงข้าม

เรื่องจริง-เรื่องไม่จริง ถูกสาดใส่-ระบายสี จนเป็น ‘ลุงป้อมจอมโกง’ ไปทุกเรื่อง

อย่างเรื่อง ‘แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน’

จริงๆ แล้ว เรื่องนาฬิกา มันขี้หมาแท้ๆ พวกเล่นนาฬิกาเรือนละเป็นสิบล้าน-ร้อยล้าน เขามีกลุ่มเขาอยู่

คนในกลุ่ม ชอบเรือนไหน ใครจะเวียนกันเอาไปใส่ เป็นเรื่องธรรมดา ผมก็เคยเห็น ยิ่งกลุ่ม ‘เซนต์คาเบรียล’ ของลุงป้อมด้วยแล้ว

ขอโทษ...ถ้าสังคมโลกนิยมนาฬิกาตีน กลุ่มบ้านาฬิกาของลุงป้อม ก็คงมีนาฬิกาตีนฝังเพชรให้ลุงป้อมยืมมาใส่

ถามว่า ลุงป้อมยากจน ไม่มีเงินแค่ซื้อนาฬิกาแพงๆ เองซักเรือนหรือ ถึงต้องเอาของคนโน้น-นี้มาใส่?

ซื้อซักกระสอบก็ได้

แต่คนมีสมองคิดจึงเป็นเศรษฐี ดังนั้น คนพวกนี้ เขารู้ว่านาฬิกาแพง ผลิตออกมาเพื่อเป็น ‘ของเล่นเศรษฐี’

เมื่อเป็นของเล่น จะบ้าซื้อกันทุกคนทำไม มึงซื้อโน่น-กูซื้อนี่ ใครพอใจใส่เรือนไหน ก็เอาไปใส่ เวียนกันไปในหมู่พวกเขา

เพราะคนส่วนหนึ่ง ไม่รู้วัฒนธรรมเศรษฐี แต่อีกส่วนรู้

จึงอาศัยช่องจากคนไม่รู้ หยิบตรงนั้น เป็นช่องทำลายผ่านตัวลุงป้อม ซึ่งเป็น ‘จุดสลบ’ ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์

การใส่ร้าย-ป้ายสี เพื่อทำลายคนน่ะ มันง่าย

เพราะพื้นฐานจริตมนุษย์.......

ไม่ชอบเห็น ‘ใครดี-ใครเด่น’ กว่าตัวเอง จะอิจฉา และมองในมุมร้ายไว้ก่อน

ฉะนั้น แค่ลุงป้อมใส่นาฬิกาแพง....

ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมีเป้าหมาย ‘ทำให้ลุงป้อมฉิบหาย เท่ากับได้ทำลายรัฐบาลพลเอกประยุทธ์’ มันก็แค่นั้น

แล้วเห็นไหม.....

วันต่อมา มีนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ขับรถเบนซ์และเบนท์ลีย์ ไปสภาหรือทำเนียบฯ นี่แหละ

นักข่าวไปถาม "แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินหรือเปล่า?"

คำตอบจากนักการเมืองนั้น คนหนึ่งบอก "เพื่อนเอามาให้ใช้" อีกคนบอก "ของลูก ยืมมาขับ"

เงียบฉี่ ไม่มีนักสืบโซเชียล ไม่มีสำนักข่าวไหนไปคุ้ยแคะว่าจริงมั้ย เหมือนกรณีนาฬิกาลุงป้อม!?

ไม่ต้องดูอื่นไกล อย่างตอนเศรษฐาเป็นนายกฯ ใหม่ๆ ขับรถป้ายแดงยี่ห้ออะไรก็ลืมไปแล้ว แต่เป็นยี่ห้อหรู-ราคาแพงไปทำเนียบฯ

นายกฯ บอกว่า "ของลูก เอามาขับ"

ก็จบ...ทุกคนเชื่อหมดว่า ‘เอารถลูกมาขับ’

มี ‘ลุงป้อม’ คนเดียวในโลกเท่านั้น ที่ประโคมข่าวกันจนไม่มีใครเชื่อว่า เอานาฬิกาเพื่อนมาใส่?

เพราะอะไร....?

เพราะลุงป้อมเป็น ‘พี่ใหญ่’ ของอีก 2 ป.ที่คว่ำชามข้าวเพื่อไทยทิ้ง ในยุคยิ่งลักษณ์!

ตอนนี้ เมื่อพูดถึง ‘ลุงป้อม’ ลืมหมดแล้วเรื่อง ‘นาฬิกาเพื่อน’ เพราะลุงป้อม หมดความจำเป็นที่ต้องใช้เป็นสายชนวน ‘จุดระเบิด’ ใส่รัฐบาลประยุทธ์แล้ว

ทั้งเชื่อกันว่าลุงป้อม ‘หมดบุญ-หมดบารมี’ ที่จะมาแข่งเก้าอี้นายกฯ กับใครแล้ว

ฉะนั้น ถ้าได้ยินใครยกเรื่อง ‘นาฬิกาลุงป้อม’ มาพูดอีก ก็ขอให้เข้าใจว่า นั่น...รัศมีลุงป้อมกำลังทาบขึ้นมาแข่งอีกแล้ว

การเมืองน่ะ ตัวเองไม่ต้องเป็นนายกฯ ก็ใหญ่ได้

ดูอย่างทักษิณซิ

เป็นนายกฯ ซะที่ไหน นักโทษแท้ๆ แต่ทุกคนก็ให้เครดิตว่าใหญ่กว่าเศรษฐา ส่วนเศรษฐา แค่ ‘ม้าทรง’ ทักษิณ!

เนี่ย...พูดด้าน ‘วิบากกรรม’ ลุงป้อม

ก็ให้ถือซะว่า ‘กรรมเก่าชดใช้-กรรมใหม่ไม่ก่อ’ อย่าไป ‘ผูกพยาบาท-ฆาตพญาเวร’ กับใคร        ลุงป้อม แค่ ๗๘-๗๙ หนุ่มใหญ่ "เดอะ ยัง  วัน" ยังไม่ถึงขั้น "ใกล้ปลิดขั้ว" เหมือนผม

ท่านไม่ใช่ ‘คนขี่หลังเสือ’

แต่ท่าน ‘เป็นเสือ’ ฉะนั้น ทิ้งลายไม่ได้

ประธานาธิบดี ‘โจ ไบเดน’ อายุ 82 ปี

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ อายุ 78 ปี

เห็นประกาศ จะลงสู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กันอีก

ลุงป้อมแค่ 79 ถ้าถอดใจ ก็ไปบวชเป็นฤาษี ไกลๆ แม่ชีสาวๆ กินเผือก-กินกลอย อยู่ "บ้านป่ารอยต่อ 5 จังหวัด" โน่นซะ!     

‘ญี่ปุ่น’ น่ะก้าวหน้าวิทยาการระดับโลก แต่ก็ยังไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า "แผ่นดินจะไหวตรงไหน เมื่อไหร่ในญี่ปุ่น?"

‘การเมืองไทย’ ช่วงนี้ ก็ประมาณนั้น

ญี่ปุ่น ในภาพรวม ก็รู้ทั้งโลกแหละว่า อยู่ในแนวเลื่อนเปลือกโลก ไหวกันจนไม่ไหวจะใส่ใจแล้ว

การเมืองไทย ก็รู้กันทั้งโลกแหละว่า…

อยู่ในแนวเลื่อน ‘ประชาธิปไตยโจร-เผด็จการทหารปราบโจร’ จะไหวหรือไม่ไหวเมื่อไหร่-ตอนไหน ‘ค่าเท่ากัน’ ป่วยการจะใส่ใจแล้ว

เพราะ ‘แผ่นดินไหว’ เป็นเรื่องธรรมชาติเมืองญี่ปุ่น

‘ประชาธิปไตย-เผด็จการทหาร’ ก็เป็นธรรมชาติเมืองไทย!

วันนี้ คุยอะไรไม่เป็นเนื้อ-เป็นหนัง

ที่ ‘เป็นเนื้อ-เป็นหนัง’ เห็นจะเป็นเรื่อง ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ 5 แสนล้านของรัฐบาลส่งคำถามไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาว่าทำได้-ไม่ได้แค่ไหนนั้น

นายกฯ เศรษฐาบอกว่า ทางกฤษฎีกาส่งคำตอบมาแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 6 มกรา.!

ลองนายกฯ เศรษฐาตอบสั้นๆ ก็ไม่ต้องสงสัยว่ากฤษฎีกาตอบว่าไง?

ถ้า Yes ละก็นะ

"เศรษฐา" น้ำท่วมทุ่งไปแล้ว!

-เปลว สีเงิน

8 มกราคม 2567

คนปลายซอย

น่าน้อยใจ!! คนเก่งแห่งวงการ 'ศิลปะ-ดนตรี-กีฬา' สื่อไทยส่วนใหญ่กลับไม่สนใจเท่ากับเรื่องชู้สาว

บ้านเราเวลาที่มีข่าวคาว ๆ ของชาวบ้านทั่วไป หรือจะเป็นคนดังในวงสังคมก็ตาม เช่น ผัวตบเมีย เมียคบชู้ ผัวมีกิ๊ก เมียหลวงตามตบเมียน้อย แฟนไปแอบมีอะไรกับคนอื่น ฯลฯ สื่อจำนวนไม่น้อยมักจะให้คุณค่าของข่าว 'ชู้สาว' สูงราวกับว่าเป็น 'อาหารสมองชั้นเลิศ' ที่จะทำให้ประชาชนคนในชาติที่ติดตามดูจะมีความฉลาดล้ำ

แต่ที่จริง ยิ่งนำเสนอ และยิ่งผลักดันให้ข่าวเหล่านี้อยู่ในกระแสยาวนานเท่าไหร่ คนไทยก็จะยิ่งโง่ลง ไม่มีทางที่จะทำให้มีโลกทัศน์ ชีวทัศน์กว้างไกลไปกว่าเดิม   

เปรียบได้กับการฉีดผงขาวเข้าเส้นเลือด ป้อนให้เหล่าประชาชนที่มีภูมิต้านทานทางชีวิตที่ต่ำเสพ คอยมอมเมาชนิดที่ไม่ให้หลับไม่ให้นอน ลืมตามาเมื่อไหร่ก็มีใส่พานตั้งรอไว้ที่หน้าฟีดจนเกลื่อน ใครติดแล้วก็ต้องไล่ควานหาข่าวลบ ๆ ของใครสักคนมาเสพเพื่อให้เลือดความอยากรู้ในเรื่องไร้ประโยชน์กับชีวิตมันสูบฉีด 

ตาโหล ตาดำคล้ำ เพราะตามติดข่าวใต้สะดือของครอบครัวคนอื่น จนลืมหน้าที่ความเป็นคนว่าเมื่อมีโอกาสเกิดมามีชีวิตแล้วนั้น ควรหันไปให้ความสำคัญกับสิ่งใดที่จะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง และสังคมส่วนรวม ทำให้คนไทยนับถือศาสนาพุทธจำนวนมากยุคนี้ ไม่รู้จักคำสอนดี ๆ ของพระพุทธเจ้าเลย แต่กลับรู้จักว่าใครคนไหนมีเมีย มีผัว มีลูกกี่คน และใครเลิกคบกับใคร?!

กลายเป็น 'มนุษย์เสือก' เรื่องชาวบ้านไปโดยปริยาย

คนที่เก่งกาจด้านศิลปะ ดนตรี หรือกีฬา ที่โลกใบนี้ควรเชิดชู ยกย่อง ควรประกาศก้องให้เป็นแบบอย่างในทางที่ดีแก่มวลมนุษยชาติ สื่อไทยจำนวนไม่น้อยกลับพากันเมิน ทั้ง ๆ ที่ตนเองมีศักยภาพมากพอที่จะทำให้จำนวน 'คนโง่' ลดน้อยลง และยังเพิ่มจำนวนคนที่ 'คิดเป็น' ให้กับประเทศชาติของตนเองได้ ถ้าใส่ใจที่จะคิดผลักดัน 'คนเก่งของสังคม' ให้เป็นแบบอย่างที่ดีงามกันจริง ๆ

สื่อที่ขาดความหวังดีกับสังคม และมีวิสัยทัศน์ที่น้อยนิดก็มักจะให้เหตุผลว่า ถ้านำเสนอเรื่องดี ๆ ของคนดี ๆ แล้วเรตติงจะไม่สูง เพราะคนไม่อยากดู 

แต่สำหรับสื่อที่มีความหวังดีต่อสังคมไทย เขาจะยืนหยัดทำในสิ่งที่จะช่วยให้คนในชาติมีสติปัญญาที่ดีมากขึ้น ยืนหยัดที่จะนำเสนอแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้อย่างท้าทาย ซึ่งมีไม่กี่สื่อในประเทศไทย 

ถ้าจะนับนิ้วมือ กับนิ้วตีนรวมกัน ก็ยังเหลืออีกเยอะทีเดียว

‘นายกฯ’ รับฟัง ‘นิด้าโพล’ หลัง ปชช.ให้คะแนนอยู่ยาวตลอดปี ชี้!! ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงก็ยังตื่นเช้ามาทำงาน-ทำทุกอย่างเป็นปกติ

(7 ม.ค.67) ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินทางจาก บน.6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานร้อยเอ็ด ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี เป็นประธานกิจกรรม Kick off ‘30 บาท รักษาทุกที่’ ที่ลานสาเกตนคร หน้าหอโหวด 101 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด นำร่องใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ในโรงพยาบาลที่ร่วมโครงการ โดยจะคิดออฟพร้อมกันในจังหวัดนำร่อง ร้อยเอ็ด, แพร่, เพชรบุรี และนราธิวาส

ผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจประชาชน เรื่อง ‘การเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตในปี 2567’ เชื่อว่าปีหน้าเศษรฐกิจจะดีและรัฐบาลนายเศรษฐาจะอยู่ยาวตลอดปี แต่จะมีเหตุวุ่นวายทางการเมืองอยู่บ้างว่า ก็รับฟัง และพรุ่งนี้เช้าก็ยังตื่นไปทำงานเหมือนปกติ

เมื่อถามว่า โพลสะท้อนว่าประชาชนเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ทำให้มีกำลังใจทำงานมากขึ้นหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวย้ำว่า ถึงอย่างไรก็ต้องตื่นเช้าทำงานเหมือนเดิม ทุกอย่างยังเป็นปกติ ทำงานเหมือนเดิม

‘บิ๊กป้อม’ นำทีม พปชร.สัญจร เยือนถิ่นมะขามหวาน พบปะปชช. เผย ผอมลง เพราะงดข้าวเย็น แต่ออกกำลังกาย จึงดูสดใสขึ้น

(7 ม.ค.67) หอประชุมเทศบาลเมืองวิเชียรบุรี (หลังใหม่) บริเวณศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานกิจกรรมพรรคพลังประชารัฐสัญจร ครั้งที่1/2567 โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.สาธารณสุข ในฐานะรองหัวหน้าพรรค น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ สส.เพชรบูรณ์ทั้ง 6 เขต  และ สส.พรรคพลังประชารัฐ ร่วมกิจกรรม

โดย พล.อ.ประวิตร ได้ทักทายสื่อมวลชนว่า เป็นยังไง พร้อมระบุว่า ตนเองสบายดี ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า ไม่ได้เจอกันนาน แต่ยังดูสดใสแข็งแรง ผอมลงใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบกลับว่า อดข้าว งดข้าวเย็น เมื่อถามว่า สีหน้าดูสดใสขึ้นมาก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็สบายดี เมื่อถามอีกว่า สื่อคิดถึง ไม่ได้เจอนาน พล.อ.ประวิตร ได้ตอบกลับว่า “คิดถึง”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการแจ้งบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตร หลังจากที่มีหนี้สินปรากฎ 757.26 บาท คืออะไร เหตุใดไม่ชำระหนี้ แต่พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ ต้องไปถามคนทำ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน

จากนั้น พล.อ.ประวิตร ได้ขึ้นรถยนต์ ก่อนที่จะเปิดประตูรถ มาคุยกับผู้สื่อข่าวอีกครั้ง โดยยอมรับว่าสุขภาพดีขึ้น ผอมลง เพราะว่าอดข้าว แต่ไม่ได้ทำ IF อดข้าวเย็น และข้าวเช้าอย่างเดียว มีออกกำลังกายนิดหน่อย ทำหน้าตาดูสดใสขึ้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประวิตรมีน้ำหนักลดลง 14 กิโลกรัม หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเลือกตั้งที่ผ่านมา

‘อรรถวิชช์’ ซัด!! ผังเมืองใหม่กรุงเทพฯ ฟังนายทุนมากกว่าประชาชน  ไม่ทำผังเมืองเฉพาะ ปล่อยทุนอสังหาฯ ล่าซอยเล็ก ผุดตึกใหม่ไม่เลิก

(7 ม.ค. 67) จากกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือกับประชาชน เกี่ยวกับการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่าบรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปอย่างตึงเครียด หลังจากที่ กทม. เปิดให้ประชาชนซักถามในประเด็นต่างๆ โดยประชาชนมีความเห็นไปในทางไม่เห็นด้วยกับร่างผังเมืองฉบับดังกล่าว

ทั้งนี้ หนึ่งในเสียงที่พูดแทนประชาชนในวันนั้นได้อย่างดุเดือดมาจากเสียงของ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า และอดีต สส.กทม.เขตจตุจักร พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า...

“จากที่มาร่วมสังเกตการณ์ พบว่าสีที่กำหนดในผังเมืองต่างๆ เป็นการกำหนดที่เอื้อกลุ่มนายทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หรือไม่ และการรับฟังความเห็นประชาชนที่กำหนดไว้ก็ให้เวลาน้อยเกินไป ทำให้เนื้อหาในผังเมืองที่จะต้องทำผังเมืองเฉพาะ ไม่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงลงไปได้เลย”

“ขอยกตัวอย่างเขตจตุจักรและพญาไท ซึ่งเป็นเขตที่ตนคุ้นเคยนั้น ถนนส่วนมากในตรอกซอกซอยมีความกว้าง 6 เมตร แต่ในความจริงทั้งสองข้างทางมีกระถางต้นไม้วางเรียงเป็นแนวยาวตลอดช่วง ทำให้ความกว้างถนนเหลือเพียง 4.5 เมตรเท่านั้น แต่บริเวณนี้มีการอนุญาตให้สร้างตึกได้ตลอดเวลา เพราะเมื่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์เข้ามา การวัดพื้นที่จะวัดแบบกำแพงชนกำแพง ไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงในพื้นที่ ซึ่งการจะห้ามไม่ให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โดยไม่พิจารณาถึงสภาพแวดล้อมรอบข้างได้ ก็คือ การระบุลงไปในผังเมืองนั่นเอง

หรือย่านถนนพหลโยธิน แถวซอยราชครู และ ซอยสายลม ย่านนี้มีรถไฟฟ้าผ่าน ก็มีข่าวลือว่า จะมีการขยายถนนด้านหลังตรอกซอกซอยเหล่านี้ เพื่อรองรับโครงการพัฒนาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เจ้าหนึ่ง ทั้งๆ ที่ซอยมีขนาดเล็ก… ปัญหาทั้งสองนี้ มีปัญหาทุกพื้นที่ เพราะบริษัทอสังหาริมทรัพย์มีความต้องการพื้นที่เหล่านี้ ทำให้เวลาทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) จึงไม่สะท้อนข้อเท็จจริง ซึ่งการจะทำผังเมืองเฉพาะ กทม.ต้องลงมาฟังเสียงประชาชนให้ครบถ้วน”

“อีกปัญหาหนึ่งคือ ทางลัดต่างๆ ยกตัวอย่างแถวคลองเปรมประชากรที่มาคู่กับรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต หากกำหนดให้ทำสะพานเล็กข้ามสันเขื่อนคอลงเปรมประชากร การจราจรจะสามารถไหลไปสู่เขตหลักสี่ ทุ่งสองห้อง ไปเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟชานเมืองสายสีแดงทุ่งสองห้องได้ แต่ปัจจุบันไม่มีการดำเนินการ หรือเขตจอมทองที่มีถนนราชพฤกษ์ บริเวณ ซอยเอกชัย 30 และ เอกชัย 33 ซึ่งสามารถทำทางลัดทะลุได้ แต่ กทม.กลับมาแผนก่อสร้างถนนขนาดใหญ่ ถนนสายใหม่ เชื่อมถนนสุขสวัสดิ์-เพชรเกษม-กาญจนาภิเษกแทน และชาวบ้านไม่เอาโครงการนี้”

นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกด้วยว่า “สุดท้ายความเป็นเมืองซับน้ำของกรุงเทพฯ ก็จะหายไป จากการขยายพื้นที่สร้างบ้านจัดสรรและที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น” พร้อมตั้งคำถามอีกว่า “บางจุด ยกตัวอย่างเขตเกาะรัตนโกสินทร์ ทำไมยกเป็นเขตสงวนได้? จริงๆ แล้วพื้นที่อื่นๆ ในกรุงเทพฯ ควรจะต้องประกาศเป็นเขตสงวนแล้ว ไม่เช่นนั้น บริษัทอสังหาริมทรัพย์ จะผุดโครงการใหม่ๆยัดในซอยเล็กๆ อีก”

“กทม.ควรขยายเวลารับฟังประชาชนมากกว่านี้ เพราะถ้าไม่ขยายเวลาออกไป กทม.จะไม่รับทราบข้อมูลจากประชาชน แต่จะได้ข้อมูลแต่จากบริษัทอสังหาริมทรัพย์” นายอรรถวิชช์ ทิ้งท้าย

‘หญิงหน่อย’ ฟัน!! 3 สส.ไทยสร้างไทย โหวตสวนมติฝ่ายค้าน สั่งตั้งกรรมการสอบสวนทันที พร้อมขอโทษประชาชน

(6 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีภายหลัง พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท และมีการเปิดลงให้ลงมติว่า จะรับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ. 2567 หรือไม่ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมานั้น มีผู้เห็นด้วยจำนวน 311 คน, ไม่เห็นด้วย 177 คน, งดออกเสียง 4 คน ไม่ลงคะแนนไม่มี

ซึ่งในส่วนของพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่เป็นฝ่ายค้าน มีเสียง 6 เสียงกลับพบว่า เสียงแตก โดย สส. 3 คน คือ นางสุภาพร สลับศรี สส.ยโสธร, นายหรั่ง ธุระพล สส.อุดรธานี และนายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ สส.อุดรธานี ลงมติ ‘เห็นด้วย’ ซึ่งถือว่า ‘สวนมติฝ่ายค้าน’ นั้น

โดยล่าสุด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้โพสต์ข้อความ ใน x ระบุว่า…

“ดิฉันต้องกราบขอโทษพี่น้องประชาชน ต่อผล Vote ร่างงบประมาณรายจ่าย ที่มี สส.ของพรรค 3 คน ลงคะแนนสวนมติพรรค และมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดต่อพรรค โดยพรรคจะเร่งส่งเรื่องให้กรรมการจริยธรรมของพรรคดำเนินการไต่สวน เพื่อเสนอกรรมการบริหารพรรคพิจารณาเป็นการด่วน

ขณะนี้ ดิฉันยังอยู่ต่างประเทศ แต่ได้เฝ้าติดตามการอภิปรายงบประมาณมาโดยตลอด และไม่สบายใจอย่างยิ่งต่อกรณีที่เกิดขึ้นนี้

ดิฉันต้องกราบขอโทษพี่น้องประชาชน และสมาชิกพรรคไทยสร้างไทยอีกครั้ง”

บทสรุป!! อภิปรายร่างงบประมาณ 67 วาระแรก ฉลุย!! สส.ยกมือผ่านร่าง 311 ต่อ 177 เสียง

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 67 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันสุดท้าย

โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายสรุปว่า “การจัดงบฯ แบบนี้ ยังไม่ตอบโจทย์สะท้อนปัญหาประเทศ ต่างจากพรรคไทยรักไทย และเพื่อไทยในอดีต ท่านนายกฯ ได้รับโอกาสเป็นครั้งแรกในชีวิต ต้องทำให้สมกับว่าเป็นตัวจริง ทุกข้อติติงของพวกเรามาพร้อมกับข้อเสนอเป็นประโยชน์ต่อทุกคน อยากให้พวกเรามองไปข้างหน้า”

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า “การเลือกตั้งครั้งหน้า โจทย์เราไม่ใช่ว่าจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ แต่โจทย์ของพวกเราคือ พร้อมเป็นรัฐบาลบริหารประเทศหรือไม่ เวทีครั้งนี้ไม่ใช่เวทีที่พวกตนจะทำลายล้างรัฐบาล แต่เป็นเวทีซ้อมมือเพื่อเอาชนะรัฐบาล ด้วยการทำงานที่เต็มเปี่ยมและข้อเสนอที่ดีกว่า พวกเราจะชนะด้วยการเก็บเกี่ยวปัญหาและรู้วิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่า มาแข่งกันเอาชนะใจประชาชน แม้พวกตนชนะการเลือกตั้ง แต่แพ้กติกาการจัดตั้งรัฐบาลในปัจจุบัน วันนี้อำนาจอยู่ในมือรัฐบาลขอให้ทำให้ดี เพราะเชื่อว่าผู้แพ้จากการทำงาน 4 ปีต่อจากนี้จะโดนบดขยี้ด้วยฉันทามติประชาชน ทั้งนี้ พวกตนไม่สามารถโหวตเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้”

จากนั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวปิดท้ายว่า “ในนามรัฐบาล ขอบคุณสมาชิกที่ร่วมกันพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ที่รัฐบาลเสนอ ขอเรียนว่าแม้การจัดงบรายจ่ายภายใต้เวลาที่เร่งด่วน และมีงบประจำ งบผูกพันที่รัฐบาลต้องดูแลอย่างเป็นธรรม แต่ยังมุ่งหวังทำชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น สำหรับงบที่พิจารณาวาระอยู่นี้ มีไฮไลต์คือ 4 เพิ่ม 1 ลด ได้แก่ จัดงบประมาณเพิ่มขึ้น, งบลงทุน เงินคงคลังเพิ่มขึ้น และรายได้เพิ่มขึ้น มั่นใจจะขยายฐานภาษีผ่านการจัดเก็บรายได้อย่างเป็นธรรม และ 1 ลด คือลดการขาดทุน แม้จะเหลือเวลาใช้งบไม่นาน จะทำให้มีประสิทธิภาพและใช้อย่างมีคุณค่า”

กระทั่งหลังจากการอภิปรายยุติลง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานการประชุมได้เปิดให้มีการลงมติ ผลปรากฏว่า มี สส.เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2567 จำนวน 311 คน (ลงคะแนนผ่านระบบ 310 คน แจ้งเพิ่มเติม 1 คน) ไม่เห็นด้วย 177 คน (ลงคะแนนผ่านระบบ 176 คน แจ้งเพิ่มเติม 1 คน) งดออกเสียง 4 คน เท่ากับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2567 ผ่านการรับหลักการในวาระแรก

หลังจากนั้น ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ จำนวน 72 คน โดยใช้เวลาในการแปรญัตติ 30 วัน นัดประชุมครั้งแรกวันที่ 8 มกราคม 2567


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top