Thursday, 9 July 2026
NEWS

หวั่น!! ระเบียบใหม่ อย. ทำให้ ‘ยา’ มีราคาพุ่งขึ้นสูง เอื้อ!! ผู้ประกอบการ รายใหญ่ ทำร้าย!! โรงงานเล็ก

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีการประกาศในเว็บของสำนักงานองค์การอาหารและยาในคู่มือประชาชนที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง GMP Clearance ซึ่งประกาศดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้นำเข้ายาและแน่นอนในอนาคตย่อมกระทบถึงผู้ป่วยที่จะต้องซื้อยาด้วยเช่นกัน

ก่อนอื่นมีอธิบายกันก่อนว่า GMP Clearance คืออะไร GMP Clearance คือ เอกสารที่รับรองว่าโรงงานผู้ผลิตยาในต่างประเทศมีมาตรฐานตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติที่ดีในการผลิตยา (Good Manufacturing Practice) ของประเทศไทย. การรับรองนี้เป็นเหมือนใบอนุญาตหรือเอกสารที่แสดงว่าสถานประกอบการยาในต่างประเทศนั้นมีการปฏิบัติตามมาตรฐาน GMP ที่เข้มงวด ทำให้ผลิตภัณฑ์ยาที่นำเข้ามาในประเทศไทยมีความปลอดภัย. โดยผู้นำเข้ายาหากจะนำยามาขึ้นทะเบียนในไทยจะต้องมีการทำ GMP Clearance ก่อน เมื่อ อย. อนุมัติเอกสาร GMP Clearance แล้วจึงสามารถขึ้นทะเบียนยาที่ผลิตจากโรงงานนั้นๆ ได้ โดยในปัจจุบันค่าใช้จ่ายที่บริษัทยาต้องใช้สำหรับการขึ้นทะเบียน GMP Clearance ของยาอยู่ที่ 10,000 ถึง 150,000 บาทขึ้นกับประเภทของเอกสาร ตามรายละเอียดที่ อย. ระบุไว้ ซึ่งราคานี้ไม่รวมค่าตรวจรับรองเอกสาร หรือ Screening อีก 5,000 – 10,000 บาทขึ้นกับประเภท โดยค่าใช้จ่ายนี้แยกส่วนกับค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนยาซึ่งราคาค่าขึ้นทะเบียนยาร่วม 2 แสนบาท นั่นไม่นับหากยาต้องมีการทำการศึกษาชีวสมมูลตามที่มีการระบุไว้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยชีวสมมูลของยามีราคาตั้งแต่ 3 ล้านถึงเกือบ 40 ล้านต่อยา 1 ตัว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นส่งผลต่อราคายาในประเทศไทยทั้งสิ้น

ในอดีตการยื่น GMP Clearance สามารถยื่นเอกสารที่โรงงานผ่านการตรวจจากประเทศที่เป็นสมาชิกของ PIC/S ซึ่งประเทศที่มีอยู่ในกลุ่ม PIC/S อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไทย ประเทศในสหภาพยุโรป เช่น ออสเตรีย, เบลเยียม, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ลัตเวีย, ลิกเตนสไตน์, และเนเธอร์แลนด์ และ ประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้, นิวซีแลนด์, แอฟริกาใต้, และสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ว่าโรงงานนั้นจะตั้งอยู่ที่ไหนก็ตามหากได้รับมาตรฐานนี้แล้ว เปรียบเสมือนได้รับการยอมรับและสามารถนำเอกสาร GMP ที่ได้รับการตรวจมาขอขึ้นทะเบียนยาที่ประเทศไทยได้  แต่ประกาศใหม่ของ อย. ได้ระบุเป็นนัยยะว่าทาง อย. จะมีการไปตรวจโรงงานในประเทศจีนและอินเดียทุกโรงงานโดยไม่สนว่าโรงงานนั้นจะผ่านการตรวจของ FDA ประเทศในกลุ่ม PIC/S มาก่อนหรือไม่ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการไปตรวจโรงงานนั้นทางผู้ประกอบการในไทยจะต้องจ่ายให้ อย. ในราคา 200,000 บาทไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าเดินทางจากบ้านมาสนามบินและเบี้ยเลี้ยงทุกวันตลอดที่อยู่ในต่างประเทศ

แหล่งข่าวรายหนึ่งให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่าการจัดเก็บเงินจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดย 200,000 บาทจะจ่ายผ่านระบบส่วนพวกค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมถึงเบี้ยเลี้ยงที่เจ้าหน้าที่ไปจะจ่ายผ่านบัญชีของเจ้าหน้าที่ รวมถึงมีการระบุด้วยว่าส่วนต่างของค่าที่พักที่ผู้ประกอบการจ่ายให้จะต้องบวกเพิ่มเข้าไปในเบี้ยเลี้ยงของเจ้าหน้าที่อันเป็นประเด็นให้สงสัยว่าการไปตรวจนั้นถูกต้องหรือใช้อำนาจมาหาเงินเข้ากระเป๋าตนเองอย่างถูกกฎหมายกันแน่

มีเสียงจากกลุ่มผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยพูดถึงประกาศนี้ว่าเป็นการซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการคนไทยให้ไม่สามารถไปต่อได้หลังจากที่เคยทำแบบนี้มาแล้วตอนที่ประกาศใช้ระบบ GMP และ PIC/S ในประเทศไทย ซึ่งนั่นทำให้ผู้ประกอบการที่สายป่านไม่ยาวปิดโรงงานไปเป็นจำนวนมากโดยอ้างถึงเรื่องคุณภาพ แต่ครั้งนี้ผู้ประกอบการที่อยู่ได้คือผู้นำเข้าที่มีเงินมากพอที่จะลงทุนหรือไม่ก็เป็นบริษัทข้ามชาติที่มีบริษัทแม่เป็นผู้ผลิตยาเท่านั้นที่น่าจะมีกำลังทรัพย์ในการลงทุนขึ้นทะเบียนยาใหม่จากเดิมประมาณ 2-3 แสนบาทต่อตัวขึ้นเป็น 5-6 แสนบาทต่อตัว แต่แล้วผู้ประกอบการก็ยังต้องผจญกับการซื้อยาด้วยระบบประมูลยาและการล็อกสเปกให้กับบริษัทผู้ผลิตยาในไทยอันทำให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถขายยาให้แพงกว่ายานำเข้าได้โดยให้เหตุผลว่าเป็นยานวัตกรรม  

ณ วันนี้ไม่ทราบว่านายกคนใหม่ที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะทราบหรือยัง แต่วันนี้คุณอนุทินคงต้องเข้ามาดูถึงความโปร่งใสและความไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการเพื่อส่งผลให้ราคายาในประเทศไทยลดลงเพื่อให้คนไทยสามารถซื้อยาในราคาที่จับต้องได้ ไม่ใช่สุดท้ายเป็นโรคอะไรก็ใช้แต่พาราฯ เหมือนสมัยก่อนที่เคยพูดกันมาเพราะยาดีๆ ราคาแพงโดยอ้างอย่างเดียวว่าคุณภาพดีทั้งๆ ที่การควบคุมคุณภาพของ อย. มีการวางระบบไว้หลายขั้นตอนทั้งฝั่ง อย. เองและฝั่งผู้ให้บริการอย่างโรงพยาบาล สุดท้ายก็ไม่ใช่แค่เพื่อผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของกิจการคนไทยแต่ก็เพื่อคนไทยทุกคนที่จะได้ใช้ยาที่ราคาสมเหตุสมผลด้วยเช่นกัน

จเรตำรวจแห่งชาติเร่งสืบสวนสอบสวนกรณีคนร้ายหลอกชายสูงวัยลงทุนเทรดหุ้น สูญเงินเกือบ 40 ล้านบาท สั่งกวาดล้างม้าบุคคล และม้านิติบุคคล รับโทษหนักทุกราย

เมื่อวานนี้ (12 ก.ย. 68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้ติดตามคดีฉ้อโกงในการหลอกร่วมลงทุน พบผู้เสียหายเป็นชาย อายุ 85 ปี ถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงลงทุนเทรดหุ้น เสียหายเกือบ 40 ล้านบาท โดยวันนี้ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล, พ.ต.อ.สนอง แสงมณี ผู้กำกับการ สน.บางซื่อ, และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคลี่คลายคดี ณ สน.บางซื่อ

สืบเนื่องจากผู้เสียหายมีการลงทุนเกี่ยวกับหุ้นมาก่อนเป็นปกติ รวมถึงมีหุ้นในการถือครองอยู่หลายรายการ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ได้พบเฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า “ฮง สถาพร” อ้างว่าตนเองเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มการลงทุนในตลาดหุ้น และนำมาเสนอให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจในการเข้าร่วมลงทุนดังกล่าว ผู้เสียหายเกิดความสนใจจึงได้ทักเข้าไปพูดคุยขอคำปรึกษาอยู่หลายครั้ง จากนั้นบุคคลดังกล่าวได้เชิญเข้ากลุ่มไลน์ซึ่งมีสมาชิกจำนวนประมาณ 100 คน แนะนำให้โหลดแอปพลิเคชัน “ASP Next” แล้วเปิดบัญชีเพื่อใช้ในการเทรดหุ้น จากนั้นกลุ่มดังกล่าวได้ให้โอนเงินเข้าบัญชีที่สมัครไว้

ต่อมามิจฉาชีพชักชวนให้ลงทุน Big Lot คือเป็นการลงทุนเทรดหุ้นในจำนวนเงินสูง อ้างผลตอบแทนสูง โดยจะมีบุคคลส่งข้อมูลให้ทำการซื้อในช่วงเวลานั้นๆ มาให้ เพื่อสมาชิกในกลุ่มได้ร่วมทำการสั่งซื้อขายรายการนั้นพร้อมกัน ส่วนการโอนเงินนั้นจะเป็นการโอนเงินเข้าไปยังบัญชีที่มีการส่งมาให้ในแต่ละครั้ง ซึ่งบัญชีปลายทางเป็นบัญชีนิติบุคคล ทำให้ดูน่าเชื่อถือ จึงได้โอนเงินไปยังบัญชีทั้งหมด 46 รายการ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2568 รวมเป็นจำนวนเงิน 38,465,000 บาท

โดยการโอนเงินครั้งสุดท้าย ธนาคารเจ้าของบัญชีของผู้เสียหายได้โทรศัพท์มาหาผู้เสียหาย เนื่องจากพบความผิดปกติของการโอนเงิน ซึ่งมีการโอนเงินจำนวนมาก จำนวนหลายครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน และตรวจสอบพบว่าบัญชีนิติบุคคลปลายทางเป็นบริษัทที่เพิ่งเปิดมาไม่นาน จึงขอให้ผู้เสียหายหยุดการโอนเงิน ทำให้ไม่สามารถโอนเงินครั้งนั้นได้สำเร็จ จากนั้นทางธนาคารจึงได้ประสานกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้ตรวจสอบ 

เมื่อตำรวจได้รับการประสานจากธนาคารเจ้าของบัญชีผู้เสียหายว่าพบความผิดปกติของการโอนเงิน และได้แจ้งเจ้าของบัญชีในเบื้องต้นแล้ว ตำรวจจึงได้ประสานสอบถามผู้เสียหายเพื่อให้แจ้งความดำเนินคดี โดยในครั้งแรกผู้เสียหายยังไม่เชื่อว่าถูกหลอก จึงได้ลองถอนเงินในบัญชีบนแอปพลิเคชัน ASP Next ที่มียอดเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 80 ล้านบาท แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ อ้างว่าโอนเงินเข้าบัญชีมาไม่ครบ และบอกให้โอนเงินมาเพิ่มอีก ผู้เสียหายจึงได้แจ้งความดำเนินคดีที่ สน.บางซื่อ ขณะนี้ชุดสืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกับชุดสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 และชุดสืบสวน สน.บางซื่อ กำลังตรวจสอบเส้นเงิน ล่าสุดพบบัญชีม้านิติบุคคล จำนวน 22 บัญชี ของ 20 บริษัท ซึ่งได้ทำการอายัดเรียบร้อยแล้ว และเบื้องต้นธนาคารอายัดเงินของผู้ต้องหาได้ทันจำนวน 1.9 ล้านบาท 

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลเร่งตรวจสอบกรณีดังกล่าว และติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นอีกคดีที่พบความเสียหายจำนวนมาก ประกอบกับคดีการหลอกลงทุนยังเป็นคดีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผู้เสียหายจำนวนมาก และความเสียหายมูลค่ามหาศาล พร้อมขอเตือนพี่น้องประชาชนระมัดระวังในการลงทุนทุกประเภท โดยเฉพาะการเทรดหุ้น ควรตรวจสอบบริษัท โบรกเกอร์ ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น 

พร้อมกันนี้ คาดโทษบัญชีม้า ไม่ว่าจะเป็นม้าบุคคล หรือม้านิติบุคคล จะต้องมีการสืบสวนนำตัวมาดำเนินคดีทุกราย ซึ่งปัจจุบันมีโทษหนักทั้งปรับและจำคุก ไม่มีละเว้น

ความน่าจะเป็นของสาเหตุการระเบิดภายในอาวุธปืน จากกระสุนขนาด 9 มิลลิเมตรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เรื่องนี้มาจากการที่ สำนักงานส่งกำลังบำรุง (สรรพาวุธ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการจัดซื้อกระสุนยี่ห้อ VENOM ขนาด 9 มม. ผลิตโดย บริษัท MEDEF DEFENCE จาก Turkey จำนวน 3,495,660 นัด ตามสัญญา สพ.3/2567 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 มูลค่า  68,689,719 บาท และมีการส่งมอบครบถ้วนในเดือนกรกฎาคม 2568 โดยระบุว่า กระสุนปืน lot นี้เป็นไปตามมาตรฐาน NATO และได้ผ่านการทดสอบคุณภาพเบื้องต้นตาม TOR (Specification) ตามที่ได้กำหนดไว้แล้ว

แต่หลังจากสำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการแจกจ่ายให้เข้าหน้าตำรวจนำไปปฏิบัติหน้าที่และยิงฝึกซ้อม มีเหตุการณ์ “ระเบิดบริเวณจานท้ายปลอกกระสุน” ขณะเจ้าหน้าที่ทดสอบยิง ทำให้อาวุธปืนที่ใช้ยิงเกิดความเสียหาย หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ระงับการใช้งานกระสุน VENOM ชั่วคราว และเรียกคืนกระสุนที่มีปัญหาทั้งหมดเพื่อไปตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ากระสุนเหล่านี้เหมาะสมกับอาวุธที่ใช้ของราชการหรือไม่ และว่ามีการผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่

ยังไม่ชัดเจนว่า “ปืนแตก” ในความหมายคืออะไร แต่ภาพที่ปรากฏคือ อาการปืนแตกเกิดจากปลอกกระสุนแตก จนทำให้ตัวปืนเสียหาย จุดที่เสียหายคือ “จานท้านปลอกกระสุน” มีลักษณะคล้ายกับกระสุนที่มีความดันหรือแรงกดภายในปลอกมากเกินไป หรือปลอกมีข้อบกพร่องจากรอยร้าว ซึ่งอาจมาจากวัสดุไม่ว่าจะเป็น ตัวปลอก การผลิต หรือคุณลักษณะที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน พบว่าอาวุธปืนที่เสียหายมีหลายกระบอกและหลายรุ่น อาทิ Glock และ Sig โดยการระเบิดของกระสุน ระเบิดจากทางด้านจานท้ายปลอกกระสุนตรงจอกชนวนเป็นส่วนใหญ่  นอกจากการพิจารณาถึงสภาพอาวุธปืนเหล่านั้นว่าเป็นอย่างไร เช่น ใหม่หรือเก่า มีสิ่งอุดตันในลำกล้องหรือไม่ หรือปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเป็นไปได้

กระสุนปืนแต่ละนัดจะประกอบวัสดุ 4 ชนิด ได้แก่
1. หัวกระสุน (Bullet) ซึ่งเป็นตะกั่วผสมพลวง (Lead) ในกรณีกระสุนสำหรับฝึกซ้อมเพื่อยิงเป้ากระดาษ แต่ก็มีอันตรายถึงชีวิตเช่นเดียวกับกระสุนจริงซึ่งมีหัวกระสุน 2 ประเภทหลัก คือ หัวกระสุนที่มีชิ้นโลหะหุ้มเต็ม ส่วนใหญ่จะเป็นทองแดงหุ้มแกนตะกั่ว (Full Metal Jacket: FMJ) ทำให้มีอำนาจทะลุทะลวงเจาะในการผ่านเป้าหมาย และ กระสุนหัวรู (Hollow point) ซึ่งมีรูเว้าตรงปลายหัวกระสุน ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการขยายตัว (Expand) เมื่อกระทบเป้าหมายเพื่อช่วยหยุดเป้าหมายได้เร็ว ลดแรงทะลุทะลวง (Penetration)

2. ปลอกกระสุน (Brass) ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากทองเหลือง จึงไม่เป็นสนิม มีความเหนียว ไม่เปราะ ยืดตัวได้ดี ซึ่งมีผลต่อคัดปลอกหรือการดีดกระสุนออก และสามารถนำกลับมาอัด (Reloading) ใช้ใหม่ได้ ต่อมาคือ เหล็กเคลือบ (Steel lacquered/coated) ทำให้ราคาถูกกว่าทองเหลือง ส่วนใหญ่จะเป็นกระสุนจากรัสเซียหรือจีน เป็นสนิมได้ง่าย ความแข็งของเหล็กอาจทำให้ชิ้นส่วนอาวุธปืนสึกหร่อเร็วขึ้น นำกลับมาอัดกระสุนใช้ใหม่ได้ยาก และปลอกกระสุนที่ผลิตจากอะลูมิเนียม (Aluminum) ทำให้เบามากและราคาถูก แต่เนื้อปลอกบางจึงมีความเสี่ยงที่จะนำกลับมาอัดกระสุนใช้ใหม่

3. ดินปืน (Gun powder) กระสุนสมัยใหม่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ดินปืนแบบไร้ควัน (Smokeless Powder) แบบ Ball powder หรือ Extruded powder ที่ให้แรงดันสม่ำเสมอ โดยมีส่วนผสมหลัก คือ ไนโตรเซลลูโลส (Nitrocellulose) ที่เรียกว่า Single-base หรือ ไนโตรเซลลูโลส + ไนโตรกลีเซอรีน ที่เรียกว่า Double-base จุดเด่นของดินปืนแบบไร้ควัน คือ ให้พลังงานที่แรงกว่า เผาไหม้สะอาด จึงทำให้ควันน้อย กระสุนปืนสั้นจะเป็นดินปืนแบบเผาไหม้เร็ว

4. จอกชนวนหรือแก๊ป (Primer) วัสดุจุดชนวนซึ่งที่อยู่ที่ฐาน/จานท้ายของปลอกกระสุน ชนิดของ Primer ได้แก่ Boxer Primer นิยมใช้ในสหรัฐฯ  มีรูเดียวตรงกลาง อัดกระสุนใหม่ได้ง่าย Berdan Primer นิยมใช้ในยุโรป รัสเซีย มีรู 2 รู อัดกระสุนใหม่ได้ยากหรือแทบจะไม่ได้เลย และ Rimfire Primer ใช้ในกระสุนขนาดเล็ก (.22 LR)    อยู่ริมจานท้ายลอกกระสุนหรือขอบปลอก เช่น .22 ส่วนผสมของ Primer ได้แก่สารเคมีไวไฟ เช่น Lead styphnate (ตะกั่ว) Barium nitrate และ Antimony sulfide เป็นต้น

เนื่องจากบ้านเราการผลิตกระสุนหรืออัดกระสุนเองเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายตาม พรบ.อาวุธปืนฯ ดังนั้นคนไทยจึงไม่ค่อยมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องของกระสุนปืนเท่าไรนัก ขั้นตอนการทำงานของกระสุนปืนเริ่มจาก เข็มแทงชนวนกระทบ Primer เกิดประกายไฟ อันเป็นการจุดระเบิดดินปืนแรงระเบิดในภายในกระสุนปืนที่อยู่ในรังเพลิงทำให้เกิดแรงดันมหาศาลผลักหัวกระสุนวิ่งออกไปโดยหมุนไปตามเกลียวลำกล้องปืนจนพ้นลำกล้อง เช่นเดียวกับการใช้สารเคมีชนิดอื่น ๆ การผลิตกระสุนปืนจึงมีสูตรในการใช้อัตราส่วนดินปืน โดยการใช้ดินปืนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักของหัวกระสุนซึ่งจะเป็นไปตามอัตราส่วนที่โรงงานผลิตดินปืนกำหนด เช่น กระสุนยี่ห้อ VENOM ขนาด 9 มม. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดซื้อมาน้ำหนักมีหัวกระสุนแบบ FMJ หนัก 124 เกรน (ประมาณ 8 กรัม) จะมีอัตราส่วนในการใช้ดินปืนประมาณ 62 – 77 เกรน (ราว 4.0 – 5.0 กรัม) 
*แต่ยิ่งน้ำหนักหัวกระสุนมากขึ้นเท่าไรอัตราส่วนในการใช้ดินปืนก็จะลดลง ในขณะที่น้ำหนักหัวกระสุนลดลงเท่าไรอัตราส่วนในการใช้ดินปืนก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

วิเคราะห์ความเป็นไปได้ถึงสาเหตุที่ทำให้ "ปืนแตก" จากกระสุนปืน ได้แก่
- กระสุนไม่ได้ผลิตไม่ได้มาตรฐาน หรือมีข้อบกพร่อง 
(มีความเป็นไปได้ เช่น การใช้ดินปืนผิดประเภท แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากระบบตรวจสอบของโรงงานจะต้องมีความเที่ยงและความละเอียดที่มีมาตรฐานในระดับที่สูงมาก)
- ดินปืนมากเกินไป (Double charge) จนทำให้แรงดันในปลอกกระสุนมากเกินจนรังเพลิง/ลำกล้องรับแรงไม่ไหว 
(มีความเป็นไปได้ในกรณีปลอกกระสุนขนาด .45 หรือ 11 ม.ม. แต่ปลอกกระสุนขนาด 9 ม.ม. แล้วเป็นไปได้น้อยมาก ด้วยขนาดปลอกที่เล็กจนปริมาณดินปืนที่ใช้บรรจุในแต่ละครั้งน่าจะเกือบเต็มปลอกกระสุน 9 ม.ม.แล้ว)
- กระสุนหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ 
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติหึ่งรับมอบกระสุน Lot นี้ไม่ถึง 3 เดือน)
- อาวุธปืนชำรุดหรือไม่เหมาะกับกระสุนชนิดนั้น
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงนั้นทุกกระบอกยังอยู่ในสภาพใหม่)
- ใช้กระสุนแรงเกินกว่าที่อาวุธปืนรับได้
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงใช้กระสุนปืนขนาด 9 มม. มาตรฐาน)
- ปืนมีรอยร้าว หรือสนิมมาก หรือผ่านใช้งานอย่างหนักมานาน
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงนั้นทุกกระบอกยังอยู่ในสภาพใหม่)
- มีสิ่งอุดตันในลำกล้อง ขณะยิง
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่มีสิ่งอุดตันในลำกล้องขณะยิงนั้น จะทำให้เกิดการบวมภายในลำกล้อง ไม่ใช่ระเบิดของกระสุนปืนในรังเพลิงตรง Primer จานท้ายปลอกกระสุน)
- การดัดแปลงปืน อาทิ เปลี่ยนลำกล้องหรือชิ้นส่วนไม่ได้มาตรฐาน
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงนั้นทุกกระบอกยังอยู่สภาพใหม่ และตามพรบ.อาวุธปืน ลำกล้องหรือชิ้นส่วนต้องขออนุญาตซื้อ/นำเข้าเหมือนกับการซื้ออาวุธปืนทั้งกระบอก)
- ยิงกระสุนที่ไม่ตรงกับคุณลักษณะเดิมของอาวุธปืน
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงทุกกระบอกใช้กระสุนปืนขนาด 9 มม. มาตรฐาน)

ถึงแม้ผลการสอบสวนกรณีกระสุน VENOM ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพึ่งจะเริ่มต้นและยังไม่แล้วเสร็จ แต่มีผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนและกระสุนปืนผู้หนึ่งได้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า อาจเกิดจากปัญหาภายใน หรือปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในการจัดซื้อจัดหากระสุนปืน Lot นี้ โดยอาจจะมีการลักลอบเปลี่ยนดินปืนด้วยการใช้ Kinetic bullet puller เป็นเครื่องมือคล้ายค้อนใช้สำหรับถอดหัวกระสุนออกจากปลอกกระสุน ซึ่งทำงานโดยอาศัย "แรงเฉื่อย (kinetic energy)" ในการถอดหัวกระสุน แล้วแทนที่ด้วยดินปืนประทัด (Flash Powder) ซึ่งมีส่วนผสมได้แก่ อะลูมิเนียมผง (Aluminum powder) และดินประสิว (Potassium Perchlorate) ที่ติดไฟง่ายและทำให้เกิดแรงดันที่สูงมากจนปลอกกระสุนปืนในรังเพลิงไม่สามารถรับแรงดันในรังเพลิงมหาศาลนี้ได้ไหว จนทำให้เกิดอาการลักษณะกระสุนปืนที่ “แรงเกินกว่าอาวุธปืนขนาด 9 ม.ม. จะสามารถรับได้จริง” จึงเป็นอีกประเด็นพิจารณาที่สำคัญที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องตรวจสอบโดยละเอียดและถี่ถ้วน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ต่อเนื่องเป็นแห่งที่ 2 ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี

(12 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการ จัดพิธีแจกข้าวสารพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ให้กับประชาชนผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จำนวน 2,500 ชุด สิ่งของที่แจกประกอบด้วย  ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง  น้ำปลา น้ำมันพืช และขนม บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ซึ่งในปีนี้จัดค่าพาหนะเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ สอดรับกับค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น โดยมี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย แพทย์จีนสมชาย จิรพินิจวงศ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว, คณะพุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา, เครือสหพัฒน์, บริษัท แปซิฟิคพาร์ค ศรีราชา จำกัด, บริษัท เบสท์แฟคตอรี่ เอาท์เล็ท จำกัด, สนามกอล์ฟบีเอสซี พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ร่วมในพิธี ณ บริเวณคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี 

และในวันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 มูลนิธิฯ มีกำหนดการแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ยากไร้ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งมอบให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 แก่ประชาชนทั้งสิ้น 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.5 ล้านบาท

ประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมูลนิธิฯ ได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 80 ปี เพราะถือว่าเป็นประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้วทั้งที่เป็นญาติและไม่เป็นญาติพร้อมกับทำทานให้แก่ผู้ยากไร้ ในช่วงประเพณีแต่ละปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จะมีผู้มีจิตศรัทธานำเครื่องเซ่นไหว้ อาทิ ข้าวสารอาหารแห้ง และอื่น ๆ มากราบสักการะหลวงปู่ และองค์ไต่สือเอี้ย เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศล และสะเดาะเคราะห์ ซึ่งมูลนิธิฯ จะรวบรวมไว้ไปสมทบกับสิ่งของที่มูลนิธิฯ จัดซื้อเพิ่มเติม เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ โดยมูลนิธิฯ ได้มีการพัฒนาแจกจ่ายสิ่งของเครื่องใช้ ให้เข้ากับการใช้งานในแต่ละยุคแต่ละสมัย 

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่  อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลนี้มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

PTTRM ร่วมมอบร้าน ‘จิฟฟี่’ จำลอง ฝึกทักษะบุคคลออทิสติก ในโครงการพัฒนาทักษะทางสังคมและอาชีพแก่เยาวชนด้อยโอกาส

(12 ก.ย. 68) บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด ร่วมกับมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน และ มูลนิธิออทิสติกไทย ร่วมมอบร้านจิฟฟี่จำลองเพื่อมอบโอกาสการฝึกอาชีพ ในโครงการเปิดห้องปฏิบัติการฝึกทักษะทางสังคมและทักษะอาชีพ ณ มูลนิธิออทิสติกไทย กรุงเทพฯ โดยมี คุณนิวัตน์ จิตจำนงค์เมต รองกรรมการผู้จัดการ กลยุทธ์ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด,  คุณชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย และคุณวราปณัช เกิดฤทธิ์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน เปิดเป็นทางการ 

โดยห้องปฏิบัติการแห่งนี้ ใช้สำหรับเป็นพื้นที่เรียนรู้และฝึกทักษะ ภายใต้โครงการพัฒนาทักษะทางสังคมและอาชีพแก่เยาวชนด้อยโอกาส (บุคคลออทิสติกและผู้บกพร่องทางสติปัญญา) ในการบริหารร้านค้าปลีก การจัดเรียงสินค้า รวมถึงสร้างความรู้พื้นฐานในการขายสินค้าและคิดคำนวณการใช้เงินเบื้องต้น  เพื่อเตรียมความพร้อมในการประกอบอาชีพแก่บุคคลออทิสติก

ปัจจุบันร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ร่วมมอบโอกาสน้องๆ บุคคลออทิสติกด้วยการจ้างงานเป็นพนักงานร้านจิฟฟี่ในส่วนการเติมสินค้าจำนวน 7 อัตราโดยได้รับสวัสดิการต่างๆ เหมือนพนักงานทั่วไป เพราะเราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาให้น้องๆ สามารถพึ่งพาตนเองได้และสร้างสังคมให้แข็งแรง

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดการฝึกพายเรือกระเชียงในทะเล ให้น้องเล็กของกองทัพเรือ เรียนรู้ความเป็นชาวเรือ และแนวทาง “สร้างเหล็กในคน”

เมื่อวานนี้ (11 ก.ย. 68) โดยมี น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจนักเรียนพลกองประจำการ หลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 จำนวน 120 นาย ที่ทำการฝึกพายเรือกระเชียงในทะเลเป็นครั้งแรก โดยมี น.อ.ฐิติวัชร ภัทรเกียรติวงศ์ รองผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ (สายงานการศึกษา) เป็นผู้ควบคุมการฝึกฯ ณ บริเวณท่าเรืออ่าวเกล็ดแก้ว โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้ให้โอวาทแก่ทหารใหม่ที่ทำการฝึกฯ ความว่า “…ใจความสำคัญของการฝึกความเป็นชาวเรือ ที่ทุกนายต้องมีคือ "ความอดทน ความสามัคคี เสมือนการสร้างเหล็กในคน"

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้อยู่ภายใต้กรอบของความปลอดภัยตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ (NAVY-SAFETY 2025)

ทูตญี่ปุ่นครวญ ด่านไทย–กัมพูชา ปิด!! ทำธุรกิจญี่ปุ่นสะดุด การจ้างงานใหม่ติดขัดหนัก

(12 ก.ย. 68) อูเอโนะ อาสึชิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา ยอมรับว่าการปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างยืดเยื้อส่งผลกระทบหนักต่อบริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในกัมพูชา ภายใต้นโยบาย 'ไทยแลนด์พลัสวัน' จนการขยายการจ้างงานใหม่แทบเป็นไปไม่ได้ สะท้อนแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดการเมืองชายแดน

ทูตญี่ปุ่นระบุว่า ปัญหานี้ไม่เพียงสร้างความลำบากให้กับนักลงทุน แต่ยังซ้ำเติมแรงงานกัมพูชามากกว่า 800,000 คน ที่ถูกส่งกลับจากไทยและยังหางานทำไม่ได้ พร้อมยืนยันว่าบริษัทญี่ปุ่นบางแห่งยังมีความต้องการแรงงานใหม่ และหวังว่ากระทรวงแรงงานกัมพูชาจะช่วยอำนวยความสะดวก รวมถึงการที่ญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนการฝึกอาชีพเพื่อบรรเทาปัญหา

นักวิเคราะห์ชี้ว่าแม้ญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในภูมิภาค แต่ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงตกขบวนการลงทุน หากไม่เร่งแก้ปัญหาค่าแรงสูง การขาดแคลนแรงงานฝีมือ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล่าช้า ซึ่งทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชากลายเป็นจุดหมายใหม่ที่น่าดึงดูดกว่า

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา ระหว่างวันที่ 7–10 กันยายนที่ผ่านมา มีการหยิบยกเรื่องการเปิดด่านตามคำขอของญี่ปุ่น โดยฝ่ายไทยได้หารือภายในเมื่อ 9 กันยายน แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามารับผิดชอบ

กระทรวงยุติธรรม–สาธารณสุข คุมเข้มใบกระท่อม ฝ่าฝืนขายผิดที่ มีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท

เมื่อวันที่ (11 ก.ย. 68) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามในประกาศกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดสถานที่ วิธีการ หรือ ลักษณะต้องห้ามในการขายใบกระท่อม พ.ศ. 2568 โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองกระทรวงร่วมเป็นสักขีพยาน

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กฎหมายพืชกระท่อม พ.ศ. 2565 กำหนดมาตรการควบคุมการขายและบริโภค เพื่อคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง เช่น เยาวชน สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร พร้อมห้ามขายในสถานศึกษา หอพัก สวนสาธารณะ และสถานที่อื่นที่กำหนด แต่ปัจจุบันพบการเร่ขายและตั้งแผงลอยขายกระท่อมตามถนนหรือใกล้สถานศึกษา จนประชาชนร้องเรียนจำนวนมากให้เร่งจัดการ

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ประกาศฉบับใหม่นี้มีสาระสำคัญ 2 ข้อ คือ 1.ห้ามขายใบกระท่อมหรือน้ำต้มกระท่อมในรัศมี 1,000 เมตร รอบสถานศึกษา 2.ห้ามเร่ขายหรือจัดตั้งแผงลอยขาย โดยผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ทั้งนี้ หากประชาชนพบการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สำนักงาน ป.ป.ส. ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือโทรสายด่วนยาเสพติด 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ' เปิดวิสัยทัศน์ใหม่การปฏิวัติระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) 10,000 เมกกะวัตต์ตอบโจทย์อนาคตพลังงานไทยสู่ยุคคาร์บอนเป็นศูนย์(Net-Zero)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ประธานมูลนิธิWorldview Clmate Foundation ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติศักดิ์มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การปฏิวัติระบบกักเก็บพลังงาน: แนวโน้มโลกและเส้นทางเชิงยุทธศาสตร์ของไทย“

จัดโดยสถาบันทิวา(TVA: Transformation Valley)และสถาบันเอฟเคไอไอ.(FkII Institute)ที่สวนเสียงไผ่ กรุงเทพฯ.เมื่อวานนี้ โดยอดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์กล่าวปาฐกถาว่า

“การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ(low carbon economy)ทั่วโลกมีแรงขับเคลื่อนจากความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate change)โดยพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ฯลฯ

แต่แหล่งพลังงานเหล่านี้มีลักษณะ "ไม่ต่อเนื่อง" (intermittent) คือไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น ระบบกักเก็บพลังงาน(BESS : Battery Energy Storage System)จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทำหน้าที่เป็น แบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่สำหรับโครงข่ายไฟฟ้า(Grids)โดยจะกักเก็บพลังงานส่วนเกินไว้เมื่อมีปริมาณมาก และปล่อยกลับคืนเข้าสู่ระบบเมื่อมีความต้องการใช้สูงหรือในช่วงที่ไม่มีแสงแดดและลม ซึ่งบทบาทที่สำคัญนี้เองคือสิ่งที่ทำให้โครงข่ายไฟฟ้าที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนได้อย่างสมบูรณ์กลายเป็นจริงได้

ด้วยเหตุนี้ตลาดระบบกักเก็บพลังงานทั่วโลกจึงเกิดการขยายตัวในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากการวิจัยพบว่า ตลาด ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) เพียงอย่างเดียวมีมูลค่าสูงกว่า 7.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตไปถึงกว่า 25.5 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) เกือบ 27% 

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาตลาดในวงกว้างขึ้น ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีทั้งหมดอย่างระบบผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (pumped-storage hydropower) บางการประเมินระบุว่ามูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 669 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ประเด็นสำคัญคือ แม้เทคโนโลยีดั้งเดิมอย่างพลังน้ำแบบสูบกลับจะยังคงเป็นสัดส่วนหลักของมูลค่าตลาด แต่ BESS คือกลุ่มที่มีการเติบโตเร็วที่สุด 

การขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญและกระแสหลักในระบบพลังงาน ไม่ใช่แค่เพียงทางเลือกเฉพาะกลุ่ม(nich market)อีกต่อไป

ระบบกักเก็บพลังงานกำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พลังงานของโลกอย่างเงียบๆ แต่ส่งผลกระทบอย่างมหาศาล อะไรคือปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้ ซึ่งมีสองปัจจัยสำคัญที่เข้ามามีบทบาท ปัจจัยแรก คือต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างมาก ในปี 2024 ต้นทุนเฉลี่ยของชุดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสถิติใหม่ที่ต่ำสุดที่ 115 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง และเป็นการลดลงรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 การลดลงนี้เกิดจากการรวมกันของหลายปัจจัย ทั้งกำลังการผลิตที่เกินความต้องการ(manufacturing oversupply)การประหยัดจากขนาด (economies of scale) และการนำเคมีแบตเตอรี่(chemistry)ที่คุ้มค่ากว่าอย่างลิเธียม-ฟอสเฟต (LFP) มาใช้มากขึ้น
BloombergNEF คาดการณ์ว่าราคาอาจลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานแบบติดตั้งอยู่กับที่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ในวงกว้าง

ปัจจัยที่สอง คือแนวโน้มที่กำลังเติบโตของ ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long-Duration Energy Storage) หรือ LDES แม้ว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะเหมาะสำหรับความต้องการระยะสั้น แต่โครงข่ายไฟฟ้าที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงจะต้องมีระบบกักเก็บพลังงานที่สามารถใช้งานได้นานหลายชั่วโมง หลายวัน หรือแม้กระทั่งหลายสัปดาห์  LDES โดยทั่วไปแล้วหมายถึงระบบที่สามารถจ่ายพลังงานได้อย่างต่อเนื่องนานกว่า 10 ชั่วโมง

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมการผลิตระบบกักเก็บพลังงานกระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งมีบริษัทจากจีนและเกาหลีใต้ เช่น CATL, BYD และ LG Energy Solution ครองตลาดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ยกตัวอย่าง โครงการ BESS ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่กำลังจะเกิดขึ้นคือโครงการของ BYD ในซาอุดีอาระเบีย ขนาด 12.5 GWh ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับโครงข่ายไฟฟ้าและรองรับการรวมพลังงานหมุนเวียน  โครงการในลักษณะนี้กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบขนาดใหญ่ระดับสาธารณูปโภคสามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การที่โลกจะใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก

ในส่วนของประเทศไทยได้แสดงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่ออนาคตพลังงานสะอาด ด้วยเป้าหมายระดับชาติในการบรรลุ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และ Net-Zero ภายในปี 2065 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ 

ด้วยเหตุนี้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP) ฉบับใหม่จึงมีแนวคิดที่จะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งนี้ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ โดยต้องมีBESS 10,000 เมกะวัตต์ นับเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงแนวคิดที่สำคัญ โดยยกระดับระบบกักเก็บพลังงานจากเทคโนโลยีเฉพาะกลุ่มขึ้นมาเป็นเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับความมั่นคงทางพลังงานของไทย

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาวควรมุ่งเน้นที่ ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long-Duration Energy Storage)พร้อมกันไปด้วย รวมทั้งการลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน เช่น สมาร์ทกริด (Smart Grids) เพื่อจัดการกับความผันผวนที่มาพร้อมกับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปฏิวัติระบบกักเก็บพลังงานของไทยจะต้องขับเคลื่อนภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ตัวอย่างกรณี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. :  EGAT) ซึ่งเป็นผู้นำในภาครัฐกำลังพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบไฮบริด (Hydro-Floating Solar Hybrid) ที่เขื่อนสิรินธร ซึ่งผสานรวมพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และระบบจัดการพลังงานเข้าด้วยกันเพื่อการผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง 

นอกจากนี้กฟผ. ยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (pumped-storage hydropower) ด้วยกำลังผลิตรวมเกือบ 2.5 GW 

ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็เพิ่มการมีส่วนร่วมอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2022 รัฐบาลได้อนุมัติโครงการ Solar-plus-BESS จำนวน 24 โครงการ ด้วยกำลังกักเก็บไฟฟ้ารวม 994 เมกะวัตต์ กล่าวได้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการเหล่านี้ประสบความสำเร็จคือความสามารถในการดึงดูดเงินทุนสนับสนุนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) และธนาคารโลก(World Bank) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีความเป็นไปได้ทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยัง "สามารถระดมทุนได้" (bankable) ในเชิงพาณิชย์และพร้อมสำหรับการลงทุนขนาดใหญ่

กล่าวโดยสรุป ระบบกักเก็บพลังงานไม่ใช่เป็นเพียง“ทางเลือก”แต่เป็น“ทางหลัก”ของอนาคตพลังงานที่สะอาด มั่นคง และยั่งยืนสำหรับประเทศไทยและโลกของเรา.” สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ยังมีหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจเช่น “อนาคตของพลังงาน: ขับเคลื่อนโลกด้วย แบตเตอรี่รุ่นต่อไป”โดย นายชยดิษฐ์ หุตะนุวัตร ประธานกรรมการ TVA Corporation & Weise Capital

“กระแส ESS ระดับโลกกับการพัฒนาพลังงาน”โดย คุณ ปีเตอร์ ควาน กรรมการบริหาร บริษัท วีทาวน์ อิเล็คทริค (โกลบอล) จำกัด “ภาพรวมพลังงานในประเทศไทยและบทบาทของEM Energyต่อการพัฒนาพลังงาน”โดย นายทุนธรรม สุโกษิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจ บริษัท อีเอ็ม เอนเนอร์ยี่ จำกัด

‘พล.อ.มนัส’ เยี่ยมให้กำลังใจทหารแนวหน้า ชายแดนสุรินทร์ หลังพบกัมพูชาเสริมกำลัง

เมื่อวันที่ (11 ก.ย. 68) พลเอก มนัส จันดี เสนาธิการทหาร ลงพื้นที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เยี่ยมให้กำลังใจและขอบคุณกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม โดยมีพลโท สุเมธ พรหมตรุษ ผู้บัญชาการศูนย์การทหารกองทัพไทย (ศตก.) ร่วมลงพื้นที่ด้วย

พลเอก มนัส ย้ำว่ากองบัญชาการกองทัพไทยพร้อมสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้กำลังพลมีขีดความสามารถและความพร้อมสูงสุดในการดูแลพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ กองทัพไทยยังได้มอบหมายหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเข้าดำเนินการก่อสร้างเส้นทางและระบบสาธารณูปโภค ติดตั้งระบบประปาสนาม กล้องวงจรปิด (CCTV) สถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ และระบบอินเทอร์เน็ต รวมถึงการเสริมกำลังด้วยระบบแอนตี้โดรน เพื่อสนับสนุนภารกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีขึ้นหลังจากมีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้เสริมกำลังและสร้างฐานที่มั่นใกล้กับพื้นที่ดังกล่าว โดยพลเอก มนัส ได้กล่าวขอบคุณและให้กำลังใจกำลังพลแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมยืนยันว่ากองบัญชาการกองทัพไทยพร้อมสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง เพื่อเสริมความพร้อมสูงสุดในการรักษาความมั่นคงของประเทศ

เชียงใหม่-เสริมพลังแกนนำ ดูแลด้วยสติ นำด้วยนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของผู้บกพร่องทางจิต

โครงการการพัฒนาแกนนำชมรม เครือข่ายในการดูแลผู้บกพร่องทางจิตโดยใช้สตินวัตกรรมเป็นฐาน “เสริมสร้างแกนนำเครือข่าย เข้มแข็งด้วยสติ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของผู้บกพร่องทางจิต”

เมื่อวันที่ (11 ก.ย. 68) น.ส.พลอยพรรณ พลอยทับทิม พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาพัฒนาแกนนำชมรมเครือข่ายในการดูแลผู้บกพร่องทางจิตโดยใช้สตินวัตกรรมเป็นฐาน ระหว่างวันที่ 10 – 12 กันยายน 2568 โดยมีนายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย คณะกรรมการสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตภาคเหนือ แกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต 17 จังหวัดภาคเหนือ ผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ ห้องประชุมวีรวรรณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

น.ส.พลอยพรรณ พลอยทับทิม พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการพัฒนาแกนนำชมรม เครือข่ายในการดูแลผู้บกพร่องทางจิตโดยใช้สตินวัตกรรมเป็นฐาน ในวันนี้ต้องการให้แกนนำชมรมเครือข่ายใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนได้รู้แนวทางการดำเนินงานขององค์กร และสามารถช่วยกันจัดทำแผนการดำเนินงานร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ มีระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใสรวมทั้งสามารถเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และเพื่อให้แกนนำองค์กรเครือข่ายในภาคเหนือ มีความรู้ มีความเข้าใจ ในการบริหารจัดการองค์กรให้มีความพร้อม ในการขับเคลื่อนงานด้านจิตเวช และสามารถยกระดับองค์กรให้เป็นศูนย์บริการคนพิการทางจิตในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีศักยภาพ 

นอกจากนี้แกนนำเครือข่ายที่เข้าร่วมกิจกรรม มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการดูแลช่วยเหลือคนพิการโดยใช้หลักพุทธศาสนามาช่วย เพื่อให้แกนนำทุกคนทำงานได้อย่างมีสติในทุกขณะ จะได้คอยช่วยกันปกป้องสิทธิของคนพิการ  เป็นปากเป็นเสียงแทนคนพิการได้อย่างถูกต้อง ไม่เกิดความขัดแย้งในการทำงาน รวมทั้งเน้นให้เห็นความสำคัญของครอบครัว เพื่อลดความรุนแรงและได้แนวทางการทำงานรวมถึงขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตอย่างถูกวิธี ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 

นางสาวธนพร แสงศิระประภา แกนนำชมรมตะวันทอแสง กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการการพัฒนาแกนนำชมรมเครือข่ายในการดูแลผู้บกพร่องทางจิตโดยใช้สตินวัตกรรมเป็นฐานในวันนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม มีความรู้ความเข้าใจในการนำสตินวัตกรรมเป็นฐาน ในการดูแลช่วยเหลือและพัฒนาผู้บกพร่องทางจิตให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับทุกคนในสังคมได้อย่างมีความสุข   

เพื่อให้ผู้บกพร่องทางจิตหรือคนพิการทางจิตในแต่ละพื้นที่ได้รับบริการ ในการดูแลช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างถูกวิธี มีคุณภาพและเหมาะสมของแต่ละพื้นที่
  
การจัดโครงการฯในวันนี้ จะดำเนินการ ระหว่างวันที่ 10 – 12 กันยายน 2568  กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการประกอบด้วยแกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต ใน17 จังหวัดภาคเหนือ ที่ปรึกษาสมาคมฯ คณะกรรมการสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย วิทยากร รวมจำนวนทั้งสิ้น 207 คน

ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.  “สร้างเหล็กในคน” ฝึกพายเรือกระเชียงในทะเล ให้น้องเล็กกองทัพเรือ 

(11 ก.ย.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจนักเรียนพลกองประจำการ หลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 จำนวน 120 นาย ที่ทำการฝึกพายเรือกระเชียงในทะเล เป็นครั้งแรก โดยมี น.อ.ฐิติวัชร ภัทรเกียรติวงศ์ รองผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ (สายงานการศึกษา) เป็นผู้ควบคุมการฝึกฯ ณ บริเวณท่าเรือ อ่าวเกล็ดแก้ว โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้ให้โอวาทแก่ ทหารใหม่ที่ทำการฝึกฯ ว่า ความสำคัญของการฝึกความเป็นชาวเรือ ที่ทหารทุกนายต้องมีคือ "ความอดทน ความสามัคคี เสมือนการสร้างเหล็กในคน"

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้อยู่ภายใต้กรอบของความปลอดภัยตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ (NAVY-SAFETY 2025)

‘อาจารย์ลักขณา ดิษยะศริน’ นำทีม Rotary Sukhumvit เยี่ยมทหารไทยเจ็บจากชายแดน ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ

เมื่อวันพุธที่ (10 ก.ย. 68) อาจารย์ลักขณา ดิษยะศริน นายกก่อตั้ง Rotary Sukhumvit พร้อมด้วยคณะสมาชิก ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจทหารไทย 15 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา 

บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและห่วงใย ภารกิจครั้งนี้สะท้อนพลัง “คนไทยไม่ทิ้งกัน” ที่พร้อมยืนเคียงข้างทหารกล้า ผู้เสียสละเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย

‘ม.ศรีปทุม’ ยังแข็งแกร่ง คว้าแชมป์สมัยที่ 6 รายการ “ช้าง กอล์ฟ ยู แชมเปี้ยนส์ คัพ 2025”

(11 ก.ย. 68) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดย 'น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง' ร่วมกับ เดอะ เจ็นซ์ เปิดศึกดวลวงสวิงระดับอุดมศึกษา ปีที่ 6 กับรายการ 'ช้าง กอล์ฟ ยู-แชมเปี้ยนส์ คัพ 2025' รอบชิงชนะเลิศ ที่เลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟ คลับ จ.เพชรบุรี (คอร์สซี-ดี) ระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน 2568  

'ช้าง กอล์ฟ ยู-แชมเปี้ยนส์ คัพ 2025' ทำการแข่งขันรอบคัดเลือก 2 สนาม และรอบชิงชนะเลิศ 1 สนาม แข่งขันประเภททีม 4 คน (คิดคะแนนดีที่สุด 3 คน) ซึ่งในรอบคัดเลือกเป็นการแข่งขันแบบสะสมคะแนน 2 สนาม แข่งขันแบบ Stroke Play 36 หลุม เพื่อจัดอันดับ คัด 8 ทีมเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศ โดยรอบชิงชนะเลิศ แข่งขันแบบ Match Play ทำการแข่งขัน 2 วัน แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ดิวิชั่น ทำการแข่งขันรอบละ 18 หลุม (ทีมละ 2 คู่ คือ Foursomes 1 คู่ และ Four-Ball 1 คู่) แต่ละทีมส่งรายชื่อนักกีฬาได้ทีมละ 4 คน จับประกบคู่การแข่งขัน ชนะได้ 1 คะแนน เสมอ ได้ 0.5 คะแนน แพ้ไม่ได้คะแนน ซึ่งทีมที่ชนะเลิศในอันดับต่างๆ จะได้รับทุนการศึกษาพร้อมรางวัลเกียรติยศ 

สรุปผลการแข่งขัน 'ช้าง กอล์ฟ ยู-แชมเปี้ยนส์ คัพ 2025' ประเภททีม รอบชิงชนะเลิศ มีดังนี้
ดิวิชั่น 1 อันดับ 1 ทีมมหาวิทยาลัยศรีปทุม รับทุนการศึกษา 80,000 บาท, อันดับ 2 ทีมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ รับทุนการศึกษา 40,000 บาท, อันดับ 3 ทีมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับทุนการศึกษา 30,000 บาทและอันดับ 4 ทีมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับทุนการศึกษา  20,000 บาท
ดิวิชั่น 2 อันดับ 1 ทีมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รับทุนการศึกษา 15,000 บาท, อันดับ 2 ทีมมหาวิทยาลัยมหิดล รับทุนการศึกษา  10,000 บาท, อันดับ 3 ทีมมหาวิทยาลัยศิลปากร รับทุนการศึกษา 5,000 บาทและอันดับ 4 ทีมมหาวิทยาลัยรังสิต รับทุนการศึกษา 3,000 บาท และในปีนี้มีการแข่งขันประเภทบุคคลชายและบุคคลหญิง เพิ่มเข้าในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทำการแข่งขัน 3 วัน จำนวน 54 หลุม 

หลังจบการแข่งขันในรอบสุดท้ายในประเภทบุคคลชาย แชมป์ตกเป็นของ ปภังกร หนูประชุม จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สกอร์รวม 5 อันเดอร์พาร์ 211 (73-68-70) ในประเภทบุคคลหญิง น.ส.ธีรฏา แต้มมาลา จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม คว้าแชมป์ด้วยสกอร์รวม 13 โอเวอร์พาร์ 229 (79-75-75) ติดตามความเคลื่อนไหวและผลการแข่งขันได้ที่เพจ Facebook: Chang Golf Club  

‘พงศ์กวิน’ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ช่วยขับเคลื่อนภารกิจ ร่วมฟื้นภาพ ‘กระทรวงแรงงาน’ สู่กระทรวงเศรษฐกิจ

(11 ก.ย. 68)  เวลา 13.30 น. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายจักรพงส์ สุเมธโชติเมธา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ ศาลพ่อปู่ชินพรหมมา เนื่องในโอกาสอำลาตำแหน่ง โดยมีนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ จากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ร่วมมอบดอกไม้เพื่อแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจ ณ บริเวณโถงด้านล่างกระทรวงแรงงาน

โอกาสนี้  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน  ได้กล่าวขอบคุณการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ได้ร่วมกับขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงแรงงานตามนโยบายที่ตนได้วางไว้   ตลอดช่วงระยะเวลา 2 เดือน 7 วัน ที่ผมได้มานั่งทํางาน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ ได้ผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ  ร่วมทั้งปรับแก้เชิงโครงของกระทรวงเพื่อให้ทันสมัย ทันโลก ทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อพี่น้องชาวแรงงานทุกท่าน เพื่อเป็นกำลังสำคัญต่อประเทศชาติเพื่อรองรับการลงทุนและการแข่งขันในเวทีนานาชาติต่อไปครับ 

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะ ได้พบปะพูดคุยด้วยความเป็นกันเองกับคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และสื่อมวลชน โดยบรรยากาศในการอำลาเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความผูกพัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top