Thursday, 9 July 2026
NEWS

‘ชัยวุฒิ’ ย้ำ!! ประชาชนไม่ต้องกังวล หากไม่เกี่ยวข้อง ‘บัญชีม้า’ หากถูกอายัด!! โทรด่วน 1441 ธนาคารพร้อมเปิดบัญชีให้ทันที

(14 ก.ย. 68) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ‘ปัญหาบัญชีม้า’ ซึ่งได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อพี่น้องประชาชน ผู้บริสุทธิ์ โดยได้ระบุว่า ...

การแก้ไขปัญหา ‘บัญชีม้า’ เราต้องรีบล็อคหยุดบัญชีม้า ดึงเงินคืนกลับมาให้กับผู้เสียหาย 

แต่จากที่เราทราบบัญชีม้า มักจะโอนเงินต่อไปให้กับเครือข่าย บัญชีลูกๆ อีกหลายทอด จึงมีความจำเป็นจะต้องปิดทุกบัญชี 

คือปิดแต่บัญชีม้าบัญชีเดียวนั้นไม่พอ ต้องปิดทุกบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเงินมาคืนให้กับผู้เสียหาย 

แต่ปัจจุบันมี บางคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า เช่นบางคนก็ได้รับเงินโอนมาโดยตัวเองนั้นไม่ใช่ผู้ที่กระทำความผิด ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายหรือพูดง่ายๆก็คือ ไม่ได้รู้เรื่องด้วย เป็นผู้บริสุทธิ์

ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยให้รีบไปยืนยันตัวตน ไปแจ้งกับธนาคารเจ้าของบัญชี ที่เราใช้ ว่าเรา เป็นรายชื่อปกติไม่ได้เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ทางธนาคารก็จะรีบเปิดบัญชีให้เราได้ใช้งานตามปกติ ไม่ต้องกลัวปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น

ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องรีบไปถอนเงินออกจากธนาคาร หรือปิดบัญชี เพราะว่าเราไม่ได้กระทำความผิดใดๆ เราจึงไม่ต้องกังวล

ถ้าบัญชีของเราถูกอายัดไม่ต้องตกใจ ให้เรารีบแจ้งไปยังธนาคารโดยนำบัตรประชาชนไปยืนยันตัวตน หรือ โทรไปที่เบอร์ 1441 ธนาคารจะเปิดให้ใช้บัญชีได้ทันที ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าเราเป็นบัญชีปกติ 

ขอย้ำ!! เราไม่ต้องตกใจ เราไม่ต้องไปแห่ถอนเงิน ถ้าเราเป็นผู้บริสุทธิ์ เราไม่ได้กระทำความผิดใดๆ ร่วมกับบัญชีม้า เราไม่ต้องกลัว!!

แก๊งโจร!! ฉกกระเป๋า ‘ผู้บริหาร ปตท.’ กลางกรุงมิลาน อุทาหรณ์!! เตือนใจ นักท่องเที่ยว คนไทยในต่างแดน

เมื่อวันที่ (12 ก.ย. 68) ที่ผ่านมา เกิดเหตุโจรกรรมกระเป๋าขึ้น ณ ร้านอาหารไทย Bangkok Thai Restaurant ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยเหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องวงจรปิด และถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘กิตติพงศ์ นาวิรัตน์’

เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่คณะกรรมการบริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กำลังรับประทานอาหารกลางวัน ได้มี ‘มิจฉาชีพ’ 3 คน (ชาย 2 คน หญิง 1 คน) เข้ามาในร้าน โดยแต่ละคนทำหน้าที่แตกต่างกันไปอย่างเป็นระบบ คนแรกเข้าไปพูดคุยกับพนักงานเสิร์ฟเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ขณะที่อีกคนยืนบังทางเข้าออกและคอยสังเกตการณ์ ส่วนคนสุดท้ายได้อาศัยจังหวะที่เหยื่อเผลอ ฉกกระเป๋าที่แขวนอยู่บนเก้าอี้ของ ‘ท่าน ออม’ หนึ่งในคณะกรรมการบริหารฯ แล้วรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ‘ท่าน ออม’ ได้ไหวตัวทันและสัมผัสได้ว่ากระเป๋าหายไป จึงตัดสินใจวิ่งไล่ตามโจรทันทีพร้อมกับคณะที่มาด้วยกัน จนสามารถทวงกระเป๋าคืนได้สำเร็จในที่สุด

ผู้โพสต์ระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกคนเพิ่มความระมัดระวังทรัพย์สินของตนเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานที่สาธารณะและต่างประเทศ

ดร.พวงทอง โพสต์อธิบาย!! เปิดด่านเพื่อผลประโยชน์ของไทย แต่กลับถูก ‘ทัวร์ชาตินิยมไทย’ รุมประณาม!! อย่างรุนแรง

เมื่อวานนี้ (13 ก.ย. 68) ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุข้อความว่า โปรดเข้าใจเถิดว่าการเปิดจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชาให้กับการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย

จากกรณีสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้ร้องขอให้รัฐบาลไทยเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และอนุญาตให้มีการส่งสินค้าข้ามแดนได้ แต่กลับถูกทัวร์ชาตินิยมไทยรุมประณามอย่างรุนแรง เพราะเข้าใจว่าสินค้าจากไทยจะทำให้กัมพูชาเข้มแข็งขึ้น เพราะคนไทยเชื่อว่าเราต้องลงโทษกัมพูชาให้ย่อยยับทางเศรษฐกิจ และเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย ... นี่เป็นความเชื่อที่ผิดทั้งสิ้น ดังนี้

1. สินค้าที่บริษัทญี่ปุ่นต้องการส่งข้ามแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เครื่องอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของผู้คน แต่เป็นชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ที่ผลิตในลักษณะ supply chain เช่น ประเทศหนึ่งผลิต และส่งไปประกอบในอีกประเทศหนึ่ง เป็นต้น ฉะนั้น หาก supply chain ถูก disrupt ประเทศที่เกี่ยวข้องล้วนได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งหมด

2. สถานทูตญี่ปุ่นกล่าวว่าบริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านนี้ เข้ามาลงทุนในไทยและกัมพูชา ตามนโยบาย Thailand Plus ที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2562 หรือในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ นโยบายนี้มุ่งชักชวนให้นักลงทุนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ให้หันมาลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยไทยมีไอเดียว่า บริษัทต่างชาติสามารถผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงานไร้ฝีมือในกัมพูชาได้ (เพราะค่าแรงขั้นต่ำของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน) แล้วส่งชิ้นส่วนเข้ามาประกอบในประเทศไทยได้ โดยได้รับการยกเว้นภาษี (ใช้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรีของ AEC) ส่วนประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใช้เทคโนโลยี่ชั้นสูง และรัฐบาลไทยยังจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติ

3. เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลไทยก็พานักลงทุนกว่า 20 ราย ไปทัวร์กัมพูชา ไปเยี่ยมชมเขตเศรษฐกิจพิเศษของกัมพูชา เพื่อหาทางจับคู่ทำการลงทุนตามแนวคิด Thailand Plus

4. การปิดด่านชายแดนจึงกระทบต่อภาคการผลิตของบริษัทต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าบริษัทสัญชาติไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย แต่พวกเขาไม่กล้าปริปาก เท่าที่ได้รับข้อมูลมา บริษัทญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางอากาศและทางเรือแทน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละหลายร้อยล้านบาท คำถามคือ เขาไม่ได้เป็นคู่กรณีในความขัดแย้ง แต่เขาเข้ามาลงทุนด้วยความเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะอำนวยความสะดวกให้เขาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่รัฐบาลไทยกลับไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้เขาได้ ด้วยเหตุผลเรื่องชาตินิยมและความเกลียดชังชาวเขมร

พวกเขาคงเข็ดกับประเทศไทย และในอนาคตอันใกล้ คงได้ข้อสรุปว่าประเทศไทยไม่สามารถสร้างมั่นใจให้นักธุรกิจต่างชาติได้เลย อินฟลูไม่กี่คนก็สามารถขัดขวางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้

5. การปิดด่านย่อมทำให้การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในไทย ได้รับผลกระทบด้วยแน่นอน แม้ว่าสินค้านั้นจะเป็นของบริษัทญี่ปุ่น แต่รายได้จากการส่งออกนับเป็นรายได้ของประเทศไทยด้วย หุ้นส่วนก็เป็นคนไทย แรงงานก็เป็นคนไทย

6. ที่น่าสนใจคือ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่รมต.กลาโหม ดูจะมีความเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี ท่านจึงเสนอให้เปิดด่าน ทั้งนี้ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ท่านเป็นนายทหารที่สวมหมวกฝ่ายการเมืองด้วย จึงได้รับข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น แต่ที่น่าตกใจคือ ลูกน้องของท่าน มทภ.2 พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ชายแดนเป็นส่วนใหญ่ (ยกเว้นขณะนี้ ที่กำลังเดินสายเลคเชอร์ในเมืองใหญ่) กลับเสนอความเห็นสวนทางแบบไม่เกรงใจผู้บังคับบัญชาเลย ... ท่านอาจจะมีความรู้เรื่องการรบดี แต่ท่านยังต้องทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจสังคมการเมืองและการต่างประเทศเพิ่มเติมอีกมาก

7. ไทยส่งออกไปกัมพูชาเดือนละประมาณหมื่นล้านบาท จริงๆ แม้แต่การห้ามส่งสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำไปยังกัมพูชา ฝ่ายที่เจ็บตัวกว่าแน่ๆ คือฝ่ายไทย ทั้งเจ้าของโรงงานและแรงงานไทย ขณะที่สินค้าเหล่านี้ กัมพูชาสามารถหันไปซื้อจากเวียดนามและจีนได้ แถมราคาถูกกว่าด้วยซ้ำ เราจะต้องสูญเสียตลาดในกัมพูชาที่นักธุรกิจไทยใช้เวลาสร้างสมมากว่า 30 ปีอย่างนั้นหรือ? คนไทยอยู่กับการใช้อารมณ์ จนมองข้ามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในระยะยาวหรืออย่างไร?

เชียงใหม่-“มช. แถลง ผลงานความสำเร็จ พร้อมขอบคุณสื่อมวลชนที่ร่วมขับเคลื่อนความสำเร็จ

(14 ก.ย. 68) “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แถลงผลงานและนโยบาย ประจำปี 2568 พร้อมแสดงความขอบคุณต่อสื่อมวลชน ที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลสู่สังคม”

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานแถลงข่าวและขอบคุณสื่อมวลชน ประจำปี 2568 ในวันที่ 11 กันยายน 2568 ณ Coolly Chef By The View Village จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นประธานกล่าวต้อนรับและกล่าวขอบคุณสื่อมวลชน พร้อมทั้งแถลงข่าวเรื่อง มช. สานต่อนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย จากผู้นำอันดับที่ 44 ของโลก สู่ความยั่งยืนของชุมชน และสิ่งแวดล้อม

การแถลงข่าวครั้งนี้ เผยแพร่นโยบายการบริหารการดำเนินงาน ความก้าวหน้าและกิจกรรมในด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัย รวมถึงประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัย นวัตกรรมเด่นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริหารกับสื่อมวลชนในจังหวัด เชียงใหม่ และเป็นการขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุน ช่วยเหลือการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารออกสู่ สาธารณชนผ่านกลุ่มสื่อมวลชน ด้วยดีตลอดมา โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย ร่วมให้รายละเอียดและตอบข้อซักถาม ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก 

นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย มช. ก้าวสู่อันดับที่ 44 ของโลก THE University Impact Rankings 2025
,ผนึกกำลัง มช. มุ่งวิจัยแก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือ,
CMU Lifelong เปิดตัวนวัตกรรมพลิกโฉมการเรียนรู้ตลอดชีวิต,จากเศษเหลือทิ้งทางการเกษตรมาพัฒนาเป็นวัสดุคาร์บอนพรุนสูงและวัสดุนาโนซิลิกอนจากชีวมวล เพื่อนำไปใช้เป็นขั้วแอโนดในแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและโซเดียมไอออน, KNOW WHITE” มาสคาร่าปกปิดผมหงอกจากสารสกัดธรรมชาติ ทางเลือกใหม่ ปลอดภัย ใช้ง่ายใน 5 นาที,สเปรย์นาโนขะจาว ดูแลแผลและผิวหนัง ต้านการอักเสบ สมานแผลสัตว์เลี้ยง,VR Nursing – ห้องเรียนเสมือนจริงพยาบาล,CherryKoff” ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและอาหารสุขภาพจากเนื้อผลเชอร์รี่กาแฟ
และแพลตฟอร์ม “Thai Cleft Link” ยกระดับการรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่
พัฒนชัย /เชียงใหม่

มช. สานต่อนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย จากผู้นำอันดับที่ 44 ของโลก สู่ความยั่งยืนของชุมชน

(14 ก.ย. 68) มช. สานต่อนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย จากผู้นำอันดับที่ 44 ของโลก สู่ความยั่งยืนของชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มหาวิทยาลัย มุ่งใช้พลังแห่งองค์ความรู้และเทคโนโลยี เดินหน้าการเป็น “มหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนา    ที่ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม” พร้อมทั้งได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานหลัก มุ่งสู่เป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ส่งมอบคุณค่าสู่สังคม ทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศ และระดับโลก ผ่านการดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่ผสานการพัฒนาอย่างรอบด้าน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน จนได้รับการยอมรับ และจัดอันดับให้เป็นที่ 44 ของโลกใน THE University Impact Rankings 2025

มช. มุ่งเน้นการสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล อาทิ ด้านการบริหารจัดการน้ำ Water Management ป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ได้มีการนำความรู้จากส่วนงานต่างๆ ไปช่วยแก้ไขปัญหา อาทิ ศูนย์วิชาการสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ มช. ซึ่งได้จัดทำระบบเตือนภัยน้ำท่วมพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่ กรณีน้ำจากแม่น้ำปิงล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ โดยมีเครื่องมือสนับสนุนการแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนอย่างทันท่วงที ได้แก่

 1. แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม (Flood Hazard Map) 2. หลักเตือนระดับน้ำท่วมเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (CM Flood Poles) 3. เครื่องหมายระดับน้ำท่วม (Flood Mark) รวมถึงศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มช. ซึ่งมีอาจารย์นักวิชาการที่เชี่ยวชาญร่วมดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกับหน่วยงานภาครัฐและจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมที่จะช่วยติดตามระดับน้ำเพื่อเตือนภัยแก่ประชาชน เช่น เครื่องวัดระดับน้ำอัตโนมัติ FloodBoy เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ด้วย AI ช่วยแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในพื้นที่ภาคเหนือที่มีความเสี่ยงระวังน้ำท่วม น้ำหลาก ไปจนถึงน้ำรอการระบาย และการรายงานน้ำท่วมผ่าน PODD (ผ่อดีดี) แจ้งเหตุผ่านไลน์ @podd-report ซึ่งผู้พบเห็นเหตุสามารถแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทราบ และตอบสนองต่อสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
     
สำหรับด้านการรับมือและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM 2.5 อย่างยั่งยืน ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงได้ง่าย เช่น ระบบติดตามค่าฝุ่น PM2.5 และคุณภาพอากาศประเทศไทย สำหรับประชาชน ผ่าน Line Official Account: Air Quality by CMU (@aircmu), Dustboy เครื่องวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศด้วยระบบเซนเซอร์ รายงานสถานการณ์ฝุ่นแบบ Real Time ที่ติดตั้งทั่วประเทศ, FireD ระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวล นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมป้องกันตนเองจาก PM2.5  อย่างห้องปลอดฝุ่นและมุ้งสู้ฝุ่น ที่ใช้หลักการแรงดันอากาศความดันบวก นำอากาศที่ดีผ่านการกรองเข้ามาและปิดกั้นอากาศที่ไม่ดี ซึ่งมีคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มช. เป็นหน่วยงานหลัก
       
พร้อมกันนี้ มหาวิทยาลัยยังขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นมหาวิทยาลัยแถวหน้าของประเทศที่มุ่งความยั่งยืน      ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลาง Carbon Neutrality เช่น การดำเนินการของศูนย์บริหารจัดการชีวมวลครบวงจร การนำขยะเปลี่ยนเป็นพลังงาน การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนอาคารต่างๆ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในมหาวิทยาลัย การพัฒนาถนนจากขยะพลาสติก 
      
ในด้านการพัฒนาการจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยมุ่งพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัลและ AI มีการเปิดหลักสูตรที่บูรณาการการเรียนรู้หรือมีความร่วมมือกับผู้ใช้บัณฑิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองความต้องการในอนาคต สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศาสตร์แห่งความยั่งยืนแห่งแรกของเอเชีย เป็นหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาตรี จากศาสตร์ความรู้ 9 คณะ, “SAFE” หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาผู้ประกอบการด้านเกษตรอัจฉริยะและอาหาร จากความร่วมมือ 6 คณะ เพื่อสร้างผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะและอาหารอย่างครบวงจร ตั้งแต่ฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร พร้อมทั้งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต ที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย มีการให้ความรู้เรื่อง Al กับชุมชนสังคม และสร้างทักษะใหม่ที่ตรงใจตลาดงาน พร้อมทั้ง Reskill Upskill เตรียมความพร้อมนักศึกษาในทุกมิติ อีกทั้งยังมีชุดหลักสูตร Data Science From Zero to Hero แพ็คเกจ 10 หลักสูตรเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เรียนรู้ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น โดยใช้ Microsoft Excel ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เบื้องต้น เพื่อให้ผู้เรียนก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และพร้อมปรับตัวสู่โลกแห่งอนาคตอย่างแท้จริง
    
ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเน้นการส่งเสริมนวัตกรรมการแพทย์ สุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดประโยชน์และคุณภาพชีวิตประชาชนสูงสุด เช่น นวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด New Chapter of Med CMU Robotic Surgery Center แห่งแรกของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ช่วยลดภาวะแทรกซ้อน ฟื้นตัวเร็ว และลดความเจ็บปวดของผู้ป่วย 
     
อีกทั้งได้ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย นวัตกรรม และการเชื่อมโยงสู่ความร่วมมือระดับโลก ตลอดจนมุ่งส่งเสริมความเป็นสากลและสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ เชื่อมต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน อาทิ โครงการ One Faculty One MoU มีการจัดทำหลักสูตร Double Degree PhD in Dentistry (International Program) กับมหาวิทยาลัย Tohoku ประเทศญี่ปุ่น เน้นส่งเสริมการวิจัยและแลกเปลี่ยนนักศึกษา นอกจากนี้ ยังมีการสร้างความร่วมมือกับ Nanjing University of Information Science & Technology และ Nanjing Medical University สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มุ่งแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ , โครงการ BIG BANG ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ Taisei Corporation ประเทศญี่ปุ่น เน้นการพัฒนา Carbon-Free Concrete สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยนวัตกรรมนี้จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและสร้างแนวทางสู่อุตสาหกรรมยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมด้านล้านนาสร้างสรรค์ ผลักดันภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ที่มาจากชุมชน นักคิด ช่างฝีมือ นักศึกษา คนรุ่นใหม่ อาทิ เทศกาลล้านนาสร้างสรรค์ (Creative Lanna Festival) ส่งเสริมการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ ศิลปะ และวัฒนธรรมล้านนาให้ร่วมสมัย สร้างสรรค์เป็นธุรกิจและอัตลักษณ์ใหม่ๆ โดยงานจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช. การผลักดัน Creative Lanna Craft จากท้องถิ่นสู่ตลาดโลกในคอนเซ็ปต์ “มาเหนือ MAKE” นำเสนอผลงานของ มช. และชุมชนข้างเคียงบนพื้นที่  “ICONCRAFT” ณ ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กว่า 450 ล้านบาท ภายในเวลา 3 ปี ตลอดจนยังมีการบูรณาการในการขับเคลื่อนในเรื่องสำคัญ อาทิ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Future Food การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ Tourism and Creative Economy และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความโปร่งใสในทุกมิติ 
     
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ดำเนินงานตามแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570) ปรับปรุงปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยวิสัยทัศน์ “มหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม” 
    
ในการพัฒนามหาวิทยาลัย ได้กำหนดเป้าหมายการบรรลุวิสัยทัศน์ในปี 2570 ไว้ 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ได้รับรางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม Thailand Quality Class Plus (Innovation)       2) ได้รับการจัดอันดับจาก Time Higher Education University Impact Ranking (THE UIR) อยู่ใน 50 อันดับแรกของโลก และ 3) ผลการประเมิน Socio-Economic Impact 60,000 ล้านบาท 
    
จากการดำเนินการทุกภาคส่วนของมหาวิทยาลัยได้มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง มีการสั่งสมความรู้และมีผลงานที่เห็นถึงความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ส่งผลให้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยได้บรรลุผลเป้าหมายตามวิสัยทัศน์แล้ว 2 ประเด็น 
      
ประเด็นแรก : การได้รับรางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ได้รับรางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม ประจำปี 2566 (Thailand Quality Class Plus : Innovation หรือ TQC+ (Innovation) จากสำนักงานรางวัลคุณภาพแห่งชาติ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นความสำเร็จของเป้าหมายที่ได้บรรลุวิสัยทัศน์ที่ได้ตั้งไว้
ประเด็นที่สอง :  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับการจัดอันดับจาก Time Higher Education ให้อยู่ใน 50 อันดับแรกของโลก ในปี 2568 โดยก้าวสู่อันดับที่ 44 ของโลก ใน THE University Impact Rankings 2025 จากสถาบันการศึกษาที่ได้รับการจัดอันดับทั้งหมด 2,318 แห่ง เพื่อประเมินบทบาทของมหาวิทยาลัยทั่วโลกในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ โดย มช. สามารถสร้างความโดดเด่นติดอันดับ Top 20 ของโลกใน SDGs 3 ด้านที่สำคัญ ได้แก่:
     SDG 5: Gender Equality (อันดับ 10 ของโลก) ด้านการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในทุกมิติ ได้แก่   การสนับสนุนงานวิจัยด้านความหลากหลายและความเท่าเทียม ตลอดจนการส่งเสริมความเสมอภาคในสถานศึกษา
     SDG 17: Partnership for the Goals (อันดับ 15 ของโลก) ด้านการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับนานาประเทศ
     SDG 4: Quality Education (อันดับ 17 ของโลก) ด้านความมุ่งมั่นในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้ 
          
นอกจากนี้ ยังติดอันดับที่ 40 ของโลกใน SDG 13: Climate Action ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และมีความโดดเด่นใน SDG 9: Industry, Innovation and Infrastructure ด้านการเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยั่งยืน เป็นอันดับที่ 81 ของโลกอีกด้วย       

สำหรับผลการประเมิน Socio-Economic Impact เป้าหมายปลายแผน 60,000,000,000 บาท (หกหมื่นล้านบาท) ในปี 2570 นั้น ปัจจุบันมหาวิทยาลัยสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม 46,225,264,923 บาท   (สี่หมื่นหกพันสองร้อยยี่สิบห้าล้านสองแสนหกหมื่นสี่พันเก้าร้อยยี่สิบสามบาท) คิดเป็น 77.04 % จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 
            
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงพลังร่วมแรงร่วมใจของคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาทุกคน ที่ทำให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่สามารถก้าวสู่เวทีระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ เราไม่เพียงแค่เป็นสถาบันการศึกษา แต่ยังยึดมั่นในบทบาท “ที่พึ่งของสังคม” ที่มุ่งหวังสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยอุทิศตนตามปณิธานของการก่อตั้งมหาวิทยาลัย เพื่อเสริมสร้างความรู้ พร้อมพัฒนาสังคมในยุคใหม่ สู่การเป็นสถาบันที่มีอิทธิพลและมีคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศและโลกในอนาคตอย่างแท้จริง

นภาพร ขัติยะ/เชียงใหม่

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน เพื่อรับฟังและติดตามผลดำเนินงาน ภารกิจสถานการณ์ความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย - ลาว ของส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ ณ  สำนักงานศุลกากรหนองคาย จังหวัดหนองคาย

(13 ก.ย. 68) คณะกรรมาธิการการทหาร และความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์  ทัศนา ประธานกรรมาธิการ นายสมบูรณ์  หนูนวล รองประธานกรรมาธิการคนที่หนึ่ง  พร้อมด้วยกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางไปศึกษาดูงาน เพื่อรับฟังและติดตามผลดำเนินงาน ภารกิจสถานการณ์ความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย - ลาว ของส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ ณ สำนักงานศุลกากร จังหวัดหนองคาย

ในการนี้  นางสาววรรณา  ผู้อุตส่าห์ นายด่านศุลกากรหนองคาย ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรหนองคาย นายสมจินต์  จิตรสมนึก ผู้อำนวยการส่วนบริการศุลกากร 1 นายพัฒนพงศ์  ตันติวัฒนกุลชัย หัวหน้าฝ่ายบริการศุลกากรที่ 1 ส่วนบริการศุลกากร 1 นางสาวเสาวนีย์ บัวดำ หัวหน้าฝ่ายบริการศุลกากรที่ 2 ส่วนบริการศุลกากร 1 และ นายตรวจ วิภูษิต นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ
ได้ให้การต้อนรับ พลเอก สวัสดิ์  ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะเดินทาง 

จากนั้น นางสาววรรณา ผู้อุตส่าห์ นายด่านศุลกากรหนองคาย ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรหนองคาย ได้รายงานสรุปผลการดำเนินงาน โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ประจำด่าน ได้แก่ การปฏิบัติหน้าที่ประจำด่านศุลกากรเป็นภารกิจที่มีบทบาทสำคัญทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ การคลัง และความมั่นคงของรัฐ โดยในด้านเศรษฐกิจ และการคลัง ด่านศุลกากรทำหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรจากการนำเข้า –ส่งออกสินค้า รวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการสร้างรายได้ให้แก่รัฐและเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยกำกับทิศทางการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีศุลกากรไม่เพียงแต่เป็นการจัดหารายได้เข้าสู่ระบบการคลัง แต่ยังมีส่วนในการควบคุมและกำกับการเคลื่อนย้ายสินค้า อันจะส่งผลต่อการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจภายในประเทศและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในระดับสากล อีกทั้ง ยังให้การอำนวยความสะดวกทางการค้าและส่งเสริมระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้กระบวนการนำเข้า – ส่งออกสินค้ามีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ อันสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระบบเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ยังมีภารกิจในการอนุมัติและกำกับดูแลการนำเข้า – ส่งออก รวมถึงการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร เช่น คลังสินค้าทัณฑ์บน เขตปลอดอากร หรือมาตรการจูงใจทางการค้าอื่น ๆ ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนภาคการผลิต การลงทุน และการส่งออกของประเทศ รวมถึงในด้านสังคม ความมั่นคง การควบคุม และการตรวจสอบสินค้าเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายหรือสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน เช่น สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยาเสพติด อาวุธ และวัตถุอันตรายต่าง ๆ บทบาทดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของศุลกากรในฐานะกลไกปกป้องสังคมและสนับสนุนความมั่นคงของรัฐ 

นอกจากนี้ การปฏิบัติหน้าที่ประจำด่านศุลกากรยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยผ่านการส่งเสริมการผลิตและการส่งออกด้วยมาตรการทางศุลกากร ตลอดจนการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศซึ่งมีประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ 
ตลอดจนการจัดเก็บภาษีหรือควบคุมการค้าชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทเชื่อมโยงระหว่างการคลัง การค้า ความมั่นคง และการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศอย่างเป็นระบบและบูรณาการ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะ จากสำนักงานศุลกากรหนองคาย จังหวัดหนองคาย มาประกอบการพิจารณาศึกษาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

เชียงใหม่- เปิดประตูเมือง สู่มนต์เสน่ห์ล้านนา ต้อนรับ 23 สาวงาม ผู้เข้าประกวด Miss International Queen 2025

(14 ก.ย. 68) จังหวัดเชียงใหม่เปิดประตูต้อนรับ ผู้เข้าประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025 (Miss International Queen 2025) สาวงามจาก 23 ประเทศทั่วโลกเวทีแห่งโอกาสสำหรับสาวทรานส์เจนเดอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Beyond Beauty, Open Possibilities” ระหว่างวันที่ 9-11 กันยายน 2568 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกองประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน โดย Tiffany’s Show Pattaya และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและยกระดับ Soft Power ไทยสู่เวทีระดับโลก

ในโอกาสนี้ อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน ประธานคณะกรรมการจัดการกองประกวด Miss Tiffany's Universe และ Miss International Queen กล่าวว่า “ขอต้อนรับสาวงามผู้เข้าประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025 จาก23 ประเทศทั่วโลก สู่จังหวัดเชียงใหม่ มิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีนไม่ใช่เพียงการประกวดเฟ้นหาความงาม แต่หัวใจสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าประกวดได้เปล่งประกายศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด และเป็นพลังขับเคลื่อนเสียงแห่งความเข้าใจและความเท่าเทียมในสังคม ที่สำคัญการร่วมเป็นพันธมิตรกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมต้อนรับผู้เข้าประกวดในครั้งนี้ นับเป็นการยกระดับเวทีประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025 ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และพลิกฟื้นการท่องเที่ยวของประเทศไทย ผ่านการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก”
ด้าน วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “จังหวัดเชียงใหม่มีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025 เราพร้อมต้อนรับผู้เข้าประกวดและคณะจากทั่วโลก ด้วยความอบอุ่นและไมตรีจิตที่เปี่ยมล้นไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งล้านนา และแน่นอนว่าเชียงใหม่พร้อมใช้โอกาสนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม และการบริการอันเป็นเลิศ ซึ่งล่าสุดเพิ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2025 จากผู้อ่าน Travel + Leisure เรามั่นใจว่ากิจกรรมครั้งนี้จะสร้างความประทับใจอย่างไม่รู้ลืม ทั้งต่อผู้เข้าประกวด ทีมงาน และผู้ชมจากทั่วโลก ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นภาคเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ ให้คึกคักยิ่งขึ้นใน”
 
พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ประตูช้างเผือก
กิจกรรมต้อนรับผู้เข้าประกวดเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 กันยายน 2568 ผู้เข้าประกวดทั้ง 23 คนนั่งรถสามล้อโบราณ 23 คัน เคลื่อนขบวนผ่านแจ่งหัวลิน มุ่งหน้าสู่ประตูช้างเผือก ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของพิธี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กล่าวต้อนรับอย่างอบอุ่นและมอบของที่ระลึก ตามด้วยการแสดงต้อนรับชุดที่ 1 อันวิจิตรตระการตา สะท้อนศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอันงดงาม

หลังจากนั้น เหล่าสาวงามได้นั่งรถสามล้อโบราณเคลื่อนขบวนต่อไปยังวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เพื่อร่วมพิธีทำบุญตักบาตรกับพระสงฆ์และสามเณรจำนวน 10 รูป จากนั้นจึงเดินทางสู่ประตูท่าแพ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเมืองเชียงใหม่ เพื่อร่วมบันทึกภาพประวัติศาสตร์ร่วมกัน ณ บริเวณลานประตูท่าแพ เป็นการเปิดประสบการณ์ทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าในยามเช้าของเมืองเชียงใหม่
ตลอดการเก็บตัว 3 วัน ณ โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ทเชียงใหม่ ผู้เข้าประกวด ร่วมกิจกรรมสุดพิเศษเพื่อสัมผัสความงดงามทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของล้านนา อาทิ กิจกรรม “To The Nature’s Embrace” ในวันที่ 9 กันยายน ซึ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และกิจกรรม “To The Art Of Lanna Legacy” ในวันที่ 11 กันยายน 2568 ผู้เข้าประกวดเรียนรู้งานหัตถศิลป์และวิถีชีวิตพื้นบ้านล้านนาหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆโดย การสนับสนุนจาก จังหวัดเชียงใหม่ และ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

ไฮไลต์ของกิจกรรมที่เชียงใหม่คือ การจัดงาน “Miss International Queen2025 Gala Night: Culture & Couture in Chiang Mai” ในช่วงค่ำวันที่ 10 กันยายน 2568 ณ โรงแรมอนันตรา เชียงใหม่ รีสอร์ท ซึ่งผู้เข้าประกวดจะปรากฏตัวใน The Lanna Queen’s Garden Fashion Show โดยสวมใส่ชุด "ล้านนาร่วมสมัย" ที่ออกแบบโดยอาจารย์หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล ดีไซเนอร์ไทยชื่อดังผู้คว้ารางวัลระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นการผสมผสานความงดงามของศิลปะล้านนาเข้ากับแฟชั่นระดับโลกได้อย่างลงตัว

กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก แต่ยังสะท้อนถึงพลัง Soft Power ของไทย ที่พร้อมจะเปล่งประกายความงดงาม ความหลากหลาย และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า สู่สายตาชาวโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

หลังจากกิจกรรมที่เชียงใหม่ ผู้เข้าประกวดจะเข้าสู่ช่วงการประกวดในรอบสำคัญต่างๆ ได้แก่ 
• National Costume and Talent ในวันที่ 15 กันยายน ที่ Sphere Gallery 1 ,M Floor Emsphere กรุงเทพฯ
• The Preliminary ในวันที่ 18 กันยายน ที่ Tiffany’s Show Pattaya 
• The Crowning Finale ในวันที่ 20 กันยายน ที่ Tiffany’s Show Pattaya ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดให้ผู้ชมทั่วโลกได้ติดตาม
 
โดยสามารถรับชมถ่ายทอดสดการประกวดได้ทาง YouTube Channel ของ Miss International Queen 2025 ในทุกรอบการแข่งขัน และสำหรับรอบThe Crowning Finale สามารถรับชมถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เวลา 21.40 น. เป็นต้นไปได้อีกช่องทาง
ผู้เข้าประกวดทั้ง 23 คนมาจากหลากหลายประเทศ ได้แก่ ไทย, บราซิล, ชิลี, จีน, โคลอมเบีย, คิวบา, เช็ครีพับบลิค, เอกวาดอร์, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, ลาว, มาเลเซีย, เม็กซิโก, เมียนมา, เปรู, นิการากัว, เปอร์โตริโก, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, ตุรกี, สหรัฐอเมริกา, เวียดนาม, และเวเนซูเอลา

นภาพร ขัติยะ/ เชียงใหม่

‘เซียนมวย’ เห็นว่า!! ‘กรรมการ’ ตัดสินไม่เป็นธรรม โห่ไล่!! ให้ลงจาก เวทีมวย สยามอ้อมน้อย

(13 ก.ย. 68) เกิดเหตุเซียนมวยไม่พอใจกรรมการตัดสินไม่เป็นธรรมโห่ไล่ไม่ให้ตัดสิน จนทำให้กรรมการต้องลงจากเวที

สืบเนื่องมาจาก กรรมการรายดังกล่าวตัดสินมวยคู่ 4 ยอดขุนทัพ เจ ปอนด์ พี พัทลุง ชนะคะแนน ยอดปฐพี สิงห์จัตรัส รายการศึกจ้าวมวยไทย+ส.สมหมาย วันที่13 ก.ย.2568 เวทีสยามอ้อมน้อย และหลังจากศึกจ้าวมวยไทย+ส.สมหมาย จบลงกรรมการรายดังกล่าวได้ขึ้นเวทีทำการตัดสินมวยคู่ 3 ระหว่าง ไอยรา กระเป๋าลังกี้ พบ ทหารเอก นายกเอท่าศาลา รายการศึกเกียรติเพชร SKS ปรากฏว่าช่วงนักมวยกำลังจะไหว้ครูเซียนมวยไม่พอใจกรรมการได้ตะโกนโห่ไล่กรรมการผู้ที่จะตัดสินเนื่องจากเซียนมวยหลายคนไม่พอใจเห็นว่ากรรมการรายดังกล่าวตัดสินคู่ยอดขุนทัพกับยอดปฐพี ไม่เป็นธรรม จนทำให้แฟนมวยโห่ประท้วง อย่างหนักจนกรรมการต้องยอมลงจากเวที

ผู้สื่อรายงานว่า ทางประธานเทคนิคเวทีสยามอ้อมน้อย ต้องเปลี่ยนตัวกรรมการขึ้นห้ามบนเวที ทำให้เซียนมวยตบมือแสดงความดีใจ

แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่น!! การเปิดด่านเป็นวิธีการสุดท้าย ขณะนี้สถานการณ์ยังตึงเครียด!! การเจรจายังไม่ลงตัว

เมื่อวานนี้ (12 ก.ย. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีการเปิดด่าน

‘ม.หอการค้าไทย’ เปิดชื่อ 4 น.ศ.ปีหนึ่ง ช่วยผู้หญิง!! ถูกลุงแอบถ่าย บนรถเมล์

(13 ก.ย. 68) จากกรณีวัยรุ่นชายประมาณ 4-5 คน ช่วยกันล็อกตัวชายค่อนข้างมีอายุรายหนึ่ง บนรถเมล์สาย 138 (หมอชิต-พระประแดง) ขณะกำลังใช้มือถือแอบถ่ายใต้กระโปรงผู้โดยสารหญิง โดยได้บอกให้คนขับรถเมล์ปิดประตูและโทรแจ้งตำรวจ

หลังปลดล็อกเครื่องและเช็กมือถือของชายคนดังกล่าวดูแล้ว พบว่า มีภาพแอบถ่ายจริง เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงได้ควบคุมตัวไปดำเนินคดีต่อที่โรงพัก โดยมีผู้เสียหายถ่ายรูปเอาไว้เป็นหลักฐานและเดินทางติดตามไปแจ้งความดำเนินคดีด้วย ส่งผลให้สังคมชื่นชมในความกล้าหาญของวัยรุ่นชายกลุ่มนี้อย่างมาก ที่ไม่ละเลยและเข้าช่วยเหลือทันที ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชื่นชมในความกล้าหาญของ กลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ได้เข้าช่วยเหลือนักศึกษาผู้หญิงที่ถูกผู้ชายท่านหนึ่งแอบถ่ายในรถสาธารณะ โดยกลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ช่วยเหลือน้องผู้หญิงมีดังนี้

นักศึกษาคณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ (สาขาการผลิตและการจัดการอีเว้นท์)
1. นายปกรณ์ หมายดี
2. นายปุณณสิน ผลเพิ่มศีลกุล
3. นายศิวัฒน์ กลั่นแก้ว

นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด
1. นายพงษ์พิพัฒน์ สุพะสร

ทางมหาวิทยาลัยขอชื่นชมและสนับสนุนน้องๆ ให้ทำสิ่งดีๆ เช่นนี้ต่อไป

'พล.ต.อ.อัคราเดช' ควงอุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจฯ 'เปิดป้าย อาคารพิมลศรี' Cop’s Valley view

(13 ก.ย.68) เวลา 11.30 น. ที่ศูนย์พัฒนาประสิทธิภาพแจ้งยอดสุขตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ อ.เขาค้อ จว.เพชรบูรณ์ พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.และคุณภคมน พิมลศรี อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจเป็นประธานในพิธีทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลและเปิดป้ายอาคารสำนักงาน(Cop’s Valley view) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ทิฆัมพร ศรีสังข์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. พ.ต.อ.ศราวุธ สวัสดิชัย รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี/หน.สง.ฯ

โดยมี พล.ต.ต.สารนัย คงเมือง ผบก.ภ.จว.เพชรบูรณ์-พล.ต.ต.เดชพล เปรมศิริ ผบก.สส.ภ.6 ,-พล.ต.ต.ธวัชชัย คำแหงพล ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. -พล.ต.ต.สุรชาติ จึงดำรงกิจ อดีต รอง.ผบช.ภ.6-พร้อมด้วย ชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 6 , รอง ผบก.,หน.สถานี และข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.เพชรบูรณ์ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน

ในพิธีนี้ มีการประกอบพิธีสงฆ์ พระสงฆ์จำนวน 5 รูปเจริญพระพุทธมนต์ประพรมน้ำมนต์ , ทำพิธีเจิมป้าย จากนั้นประธานฯ ได้ทำพิธีเปิดป้ายอาคารสำนักงาน(Cop’s Valley view) อย่างเป็นทางการ ซึ่งศูนย์พัฒนาประสิทธิภาพแจ้งยอดสุขฯ แห่งนี้ เป็นผลสำเร็จจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาขีดความสามารถของข้าราชการตำรวจให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและบทบาทหน้าที่ในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นแหล่งการเรียนรู้ แหล่งพักผ่อน และศูนย์รวมพลังใจของบุคลากรในสังกัด , ส่งเสริมบทบาทด้านชุมชนสัมพันธ์ และเป็นจุดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.เขาค้อ อันงดงามด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

ในการนี้ ผบก.ภ.จว.เพชรบูรณ์ ได้มอบพระพุทธรูปพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ แห่งวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว เพื่อเป็นที่ระลึกถึงกันในโอกาสต่อไป

‘บิ๊กเล็ก’ ลั่น!! ขอชี้แจง เป็นครั้งสุดท้าย ยัน!! ไม่มีการเปิดด่าน แค่หารือกันเท่านั้น

(13 ก.ย. 68) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวไทยรัฐทีวี 12 กย. 2568 ถึง การอนุโลม ผ่อนปรนเปิดด่าน ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ผมจะชี้แจง ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ยืนยันว่า ยังไม่มีการเปิดด่าน แค่เป็นการให้ไปหารือกัน เท่านั้น ในข้อ5 ไม่มีกรอบเวลา

และหากมีการอนุโลมผ่อนปรน จะไม่มีการส่งยุทธปัจจัย ไม่มีอุปกรณ์ก่อสร้าง โดยมี กกล.ป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด ผ่อนปรน ในการผ่านแดน ซึ่งย้ำว่า ให้กองกำลัง ฯอนุญาต เท่านั้น แต่ยังไม่ให้คนข้าม คนยังผ่านไม่ได้. แล้วที่ผ่านมา การไปเล่นบ่อนคาสิโน สแกมเมอร์ ใช้วิธีการ นั่งเครื่องไปพนมเปญ แล้วมาเล่นที่ ปอยเปต

ส่วน คณะกรรมการ GBC มี รมว.กห. เป็นประธาน มี ผบ.ทหารสูงสุด เป็น รองปธ. และ ผบ.ทบ.เป็น กรรมการ มีเจ้ากรมชายแดนทหาร เป็นเลขาฯ ในคณะมี รองแม่ทัพภาค 2 ที่จะเป็นแม่ทัพภาค 2 คนใหม่ ไปด้วย พร้อมตัวแทน สมช. และมหาดไทย

พลเอก ณัฐพล ยืนยันว่า ข้อตกลง GBC นั้น มิได้ทำโดยกลาโหม คนเดียว ผมไม่เคยไปก้าวก่ายยุ่งเกี่ยว เมื่อเขานำมาเสนอ จึงเห็นชอบ อีกทั้ง ผบ.กองกำลังเป็นผู้มีอำนาจ ในการอนุมัติ โดยได้มอบอำนาจให้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีอำนาจในการตกลงใจดำเนินการ ขอให้ฝ่ายความมั่นคง สบายใจได้ว่า ฝ่ายการเมือง ไม่ได้ทำตามลำพัง

ส่วนการที่ฝ่ายทหาร ทั้ง เสธ.ทหาร แม่ทัพภาค2 เสธ เบิร์ด คัดค้านเปิดด่าน นั้น พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ได้ทำให้ใจเสีย ไม่เลย เพราะเรื่องการเจรจา ก็ทำกันไป ส่วนที่ชายแดน ก็ต้องเตรียมพร้อม 

พอประชุมกลับมา ผมก็บอก พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และ แม่ทัพภาค 2 ให้ระวัง

ส่วนการที่ เสธ ทหาร เตือนให้ เขมรถอนทหารก่อน ไม่ควรเปิดด่าน พลเอกณัฐพล กล่าวว่า ผมก็ระวังอยู่แล้ว และประเมินความจริงใจ เราต้องพร้อม หากเขมรไม่จริงใจ เราพร้อมปฏิบัติ

ส่วนการที่กองทัพภาค2 รายงานว่า ทหารเขมร เพิ่มเติมกำลัง นั้น ผมได้บอกให้ ผช.ทูตทหารไทย ประจำพนมเปญ ได้ตรวจสอบกับ คณะ IOT ที่กัมพูชา ชี้แจงว่า เป็นการสับเปลี่ยนกำลัง เราจึงแจ้งว่า เป็นการยั่วยุ สุ่มเสี่ยง และอาจเกิดความไม่เรียบร้อย

“ผมขอบคุณความเห็น ของประชาชน และฟังเสียงประชาชน และขอให้สบายใจว่า จะยังไม่มีการดำเนินการ ผมกราบขออภัย ที่ทำให้เกิดข่าวสาร ไม่ชัดเจน” พลเอกณัฐพล กล่าว

ทั้งนี้ เราต้องพิสูจน์ ความจริงใจของฝ่ายกัมพูชา จาก 4 ข้อ เพิ่งจะประเมินว่า ทำได้หรือไม่ จริงใจ หรือไม่ ทั้งการถอนอาวุธหนัก เช่น จรวด BM 21 และ PHL 03 ของกัมพูชา หากเขายอมถอน เรายืนยันว่า ประชาชนจะได้ปลอดภัย

เพราะหากเกิดการปะทะ ก็อาจยิงกันแค่ในระยะ 5-10 กม. แต่ไม่มีอาวุธยิงไกล 40-50 กม.หรือ 100 กม. ก็จะถือว่า เป็นสัญญาณดี

‘ปฐม อินทโรดม’ เผย!! ลูกคนโตเรียนไทย ลูกคนเล็กเรียนอินเตอร์ ปลายทางไม่ต่างกัน ลั่น!! อย่ามายาคติ ต้องเรียนแต่นานาชาติเท่านั้น

(13 ก.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า …

เห็นโพสต์นี้เป็นกระแสมาสักพัก คิดได้ว่าตัวผมเองมีลูกสองคนที่คนหนึ่งเรียนมาในระบบไทย 100% และอีกคนที่เป็นระบบต่างชาติ 100% จนใกล้จะเรียนจบกันแล้วปลายทางแตกต่างกันแค่ไหน 

ลูกคนโตของผมเรียนโรงเรียนไทยล้วน ๆ เป็นโรงเรียนสาธิตซึ่งระบบแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปเพราะเป็นสนามทดลองของมหาวิทยาลัย เขาได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และกล้าแสดงออกมาตั้งแต่เด็ก จุดที่เขารู้ตัวว่าตัวเองอ่อนคือ “ภาษาอังกฤษ” เขาจึงสมัครโครงการแลกเปลี่ยนทุกครั้งที่มีโอกาส

จนถึงระดับมหาวิทยาลัย แม้สอบเข้าได้หลักสูตรปกติภาษาไทย แต่เขาก็เลือกเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษพร้อมเด็กอินเตอร์ พร้อมทั้งทำงานอาสากับองค์กรนานาชาติ ได้เดินทางไปทำกิจกรรมในหลายประเทศ ตอนนี้ก็ใกล้เรียนจบแล้วในปีหน้า

ลูกคนเล็ก ไปเรียนมัธยมปลายในสหรัฐฯ โรงเรียนคาธอลิกที่เขาเข้าไปเรียนนั้นไม่มีนักเรียนไทยเลยแม้แต่คนเดียว บรรยากาศจึงเป็นนานาชาติเต็มตัว เด็กทุกคนต้องปรับตัวอย่างจริงจัง เขาได้เรียนรู้การจัดการชีวิตด้วยตนเอง ฝึกภาษาในชีวิตประจำวัน และท้ายที่สุดก็มีโอกาสได้ฝึกงานกับองค์กรระดับโลกตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ซึ่งกลายเป็นประสบการณ์ล้ำค่า

เมื่อมองทั้งสองเส้นทาง ผมพบว่าปลายทางไม่ได้ต่างกันนัก ลูกคนโตเริ่มจากโรงเรียนไทย แต่ก็สร้างทักษะภาษาและโลกทัศน์กว้างได้จากความพยายามของตัวเอง ในขณะที่ลูกคนเล็กเริ่มจากต่างประเทศ ได้ภาษากับวุฒิภาวะจากสภาพแวดล้อมโดยตรง

สิ่งที่อยากฝากคือ… อย่าไปยึดติดกับมายาคติที่ว่า “ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีคนไทยเท่านั้นถึงจะเจริญ” เพราะความจริงแล้วความสำเร็จไม่ได้ขึ้นกับว่าใครอยู่รอบตัว แต่ขึ้นอยู่กับ ตัวเด็กเองว่าขวนขวายแค่ไหน และครอบครัวสนับสนุนอย่างไรครับ

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เดินทางไปประชุมทวิภาคีและไปเยือนต่างประเทศ ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 

เมื่อวานนี้ (12 ก.ย. 68) เวลา 14.00 - 15.45 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหาร และความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางไปประชุมทวิภาคีร่วมกับประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ – ป้องกันความสงบ และรองประธานสภาแห่งชาติ ณ สภาแห่งชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ในการนี้ พลตรี ดร. วงสัก พันทะวง ประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ - ป้องกันความสงบ และ พลโท สุวอน เลืองบุนมี รองประธานสภาแห่งชาติ กับผู้แทนสภาแห่งชาติ ได้ให้การต้อนรับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

จากนั้น พลตรี ดร. วงสัก พันทะวง ประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ - ป้องกันความสงบ และพลโท สุวอน เลืองบุนมี รองประธานสภาแห่งชาติ กับผู้แทนสภาแห่งชาติ ได้ประชุมทวิภาคีร่วมกับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ ความร่วมมือ และความสัมพันธ์ในด้านกลาโหม เพื่อส่งเสริมทางการทหาร และความมั่นคง การพัฒนาศักยภาพกองทัพ และการจัดสรรสิทธิประโยชน์ของกำลังพล รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ และความเชี่ยวชาญด้าน AI และเทคโนโลยีของกองทัพในการป้องกันประเทศ 

รวมถึงยังมีการปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องของความมั่นคงและการทหารถึงภัยคุกคามตามแนวชายแดน เช่น ยาเสพติดตามแนวชายแดน การลักลอบค้าสัตว์ป่าและพืชป่า การลักลอบเข้าเมืองและแรงงานผิดกฎหมาย การก่อการร้าย ภัยธรรมชาติ การโจรกรรม ยานพาหนะ โรคระบาด หรือบุคคลที่เป็นอันตรายเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยและลาว สินค้าเถื่อน การค้าประเวณี และการค้ามนุษย์ หรือกรณีบุคคลสองสัญชาติของทั้งสองประเทศที่จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาคประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน เพื่อให้ข้อมูลเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ ของบุคคลที่เป็นอันตรายเป็นภัยต่อความมั่นคง และความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ในส่วนของการร่วมมือระหว่างกันในเรื่องกำหนดยุทธศาสตร์การป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนแบบมีส่วนร่วมถือว่ามีความสำคัญที่ทั้งไทยและลาวควรขับเคลื่อนผลักดันร่วมกัน

นอกจากนี้ เวลา 15.45 - 16.15 นาฬิกา พลตรี ดร. วงสัก พันทะวง ประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ - ป้องกันความสงบ ได้นำคณะกรรมาธิการ เยี่ยมชมห้องประชุมสภาแห่งชาติลาวอันเป็นศูนย์กลางอำนาจนิติบัญญัติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งสมาชิกสภาแห่งชาติจะใช้เป็นสถานที่ประชุมเพื่อออกกฎหมาย พิจารณานโยบาย และกำกับดูแลการทำงานของรัฐบาลเป็นสถานที่ที่สะท้อนหลักการประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม ตามระบอบการเมืองของลาว และยังเป็นสัญลักษณ์ของเอกราช อธิปไตย และความเป็นรัฐชาติ ของลาวเป็นผลงานที่สะท้อนความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนด้านการก่อสร้างและออกแบบจากจีน แสดงถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างลาวกับต่างประเทศ อีกทั้ง ยังใช้เป็นเวทีในการประกาศนโยบายสำคัญของรัฐ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านผู้นำและการลงมติประเด็นระดับชาติ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการทหารฯ จะได้นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะ ที่ได้จากการประชุมทวิภาคีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาศึกษาตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

‘BBC’ เปิดตัวรายการใหม่ มุ่งโจมตี!! ทำลายการท่องเที่ยวไทย YouTuber ออกมาแฉเอง ถูกตัดต่อเสียง ทั้งที่ไม่เคยพูดแบบนั้น

(13 ก.ย. 68) BBC เพิ่งเปิดตัวรายการ ‘The Dark Side of Paradise’ โดยผู้ดำเนินรายการชาวอังกฤษ Zara McDermott ซึ่งมุ่งเน้นไปที่อาชญากรรม ยาเสพติด และการท่องเที่ยวเพื่อซื้อบริการทางเพศ ในประเทศไทยเท่านั้น

ในรายการนี้ Zara ได้สัมภาษณ์ผู้ขายบริการทางเพศเกี่ยวกับความเสี่ยงที่พวกเขาเผชิญ และสัมภาษณ์ YouTuber ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในไทย

หนึ่งในคนที่ถูกนำเสนอคือ Mac ซึ่งเป็นYouTuber ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในไทย

ในวิดีโอของเขาเอง Mac เปิดเผยว่า BBC ได้บิดเบือนเขา!!

เขากล่าวว่า พวกเขาตัดต่อเสียงของเขา ต่อบทสนทนาเข้าด้วยกัน
และตัดต่อเทปให้ฟังดูเหมือนเขาพูดในสิ่งที่เขาไม่เคยพูดจริงๆ

Mac เตือน!! อย่าเชื่อ!! ทุกสิ่งที่คุณเห็นในทีวี

ปฏิกิริยาตอบโต้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้คาดหวังปฏิกิริยาที่รุนแรงเช่นนี้จากคนไทยและผู้ชมที่รู้จักประเทศไทยนอกเหนือจากซีนปาร์ตี้

แม้ว่าประเทศไทยจะดึงดูดชาวสหราชอาณาจักรจำนวนมากด้วยชายหาดและไนท์ไลฟ์ แต่สารคดีที่มองเพียงด้านเดียวนี้แทนเพียงไม่ถึง 10% ของสิ่งที่ประเทศไทยเป็นจริงๆ

เราเป็นประเทศที่หลากหลายด้วยวัฒนธรรมที่ร่ำรวย อาหารที่น่าทึ่ง ประเพณีโบราณ และผู้คนที่มีใจอบอุ่น

หากคุณมองหาแต่ปาร์ตี้ นั่นอาจเป็นสิ่งที่คุณจะได้เห็นจริงๆ

แต่ฉันเลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่วัฒนธรรมอังกฤษ ภาษา และชีวิตประจำวัน

สารคดีมีอิทธิพลอันทรงพลัง และด้วยสิ่งนั้นจึงมาพร้อมกับความรับผิดชอบ เมื่อสื่อใหญ่เน้นเฉพาะด้านมืดเท่านั้น พวกเขาเสี่ยงที่จะบิดเบือนภาพลักษณ์ของทั้งประเทศ

การเล่าเรื่องที่แท้จริงควรสร้างสมดุลระหว่างปัญหาต่างๆ กับความงาม ความคิดสร้างสรรค์ และความอบอุ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของประเทศด้วย เพื่อให้ผู้ชมเห็นภาพที่สมบูรณ์และยุติธรรมมากขึ้น

เมื่อคุณเดินทาง ให้เคารพประเทศ วัฒนธรรม และผู้คนเสมอ

ยินดีต้อนรับสู่ประเทศไทยและขอให้เพลิดเพลินกับการเดินทางของคุณ!!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top