Saturday, 18 July 2026
NEWS

สถานทูตไทยในลอนดอน เตือน ให้ระวังมากขึ้น หลังไอร์แลนด์เหนือ ยกระดับเตือนภัยก่อการร้าย

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ออกประกาศเตือนว่า ไอร์แลนด์เหนือยกระดับการแจ้งเตือนภัยคุกคามจากการก่อการร้ายเป็นระดับ 4 แล้ว ขอให้คนไทยระมัดระวังขึ้น

(29 มี.ค. 66) สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ของสหราชอาณาจักร ออกประกาศฉับใหม่ เพื่อแจ้งเรื่องการยกระดับการเตือนภัยคุกคามจากการก่อการร้ายภายในไอร์แลนด์เหนือ โดยมีเนื้อหาดังนี้

“ด้วยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2566 นายคริส ฮีตัน-แฮริส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอร์แลนด์เหนือ ได้ประกาศยกระดับการแจ้งเตือนภัยคุกคามจากการก่อการร้ายในไอร์แลนด์เหนือ จากระดับ 3 ‘Substantial’ (เป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตี) เป็นระดับ 4 ‘Severe’ (เป็นไปได้สูงที่จะเกิดการโจมตี) โดยเป็นผลจากการประเมินสถานการณ์ของหน่วยข่าวกรองภายในประเทสของสหราชอาณาจักรจากเหตุการณ์ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้อาจเกิดความไม่ปลอดภัยต่อเด็กและประชาชนในพื้นที่สาธารณะ”

“ในการนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ขอให้คนไทยที่พำนักอยู่ในไอร์แลนด์เหนือหรือเดินทางไปไอร์แลนด์เหนือในระยะนี้ โปรดใช้ความระมัดระวัง ไม่ตื่นตระหนัก หากพบเป็นเหตุการณ์หรือสิ่งที่ไม่น่าไว้วางใจ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และติดตามข่าวสารของทางการสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ได้ที่สายด่วนฉุกเฉิน +44 7918 651720 หรืออีเมล [email protected]
 

“อลงกรณ์”ฉายภาพนโยบายเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งเป้าเศรษฐกิจเติบโตอย่างน้อย5% ภายใต้ 3 นโยบายเรือธง(Flagship Policy)และระบบเศรษฐกิจใหม่พร้อมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านและแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีก1ล้านล้านบาท

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ชี้แจงถึงผลการประชุมว่าด้วยแนวทางนโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ระหว่างนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคกับทีมเศรษฐกิจวันนี้(29มีนาคม)ว่า พรรคประชาธิปัตย์กำหนดกรอบนโยบายเศรษฐกิจบน3นโยบายเรือธง(Flagship Policy)ได้แก่

 1.เศรษฐกิจฐานราก พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคการเกษตรและภาคการท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเนื่องจากเป็น2ภาคเศรษฐกิจที่เป็นศักยภาพของประเทศโดยเฉพาะเกษตรถือเป็นดีเอ็นเอ(DNA) ของประเทศครอบคลุมสาขาพืช ประมง และปศุสัตว์ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวรวมทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME)ซึ่งเป็นธุรกิจสร้างงานสร้างอาชีพใหญ่ที่สุดของประเทศ
ตลอดจนการยกระดับภาคแรงงานในทุกสาขาซึ่งถือเป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

2.เศรษฐกิจมหภาค ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์กำหนดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนไม่น้อยกว่า5%ต่อปีมุ่งกระจายรายได้กระจายความเจริญลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มการลงทุนในประเทศและต่างประเทศ พัฒนาตลาดทุนยุคใหม่ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและ12อุตสาหกรรมใหม่(12 S-Curves) รวมถึงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในภูมิภาคและการลงทุน
โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ทั้งระบบขนส่งมวลชน ระบบราง ระบบถนน ระบบขนส่งทางน้ำและทางอากาศภายใต้ยุทธศาสตร์เขื่อมไทย เชื่อมโลก ตลอดจนการปูทางสร้างโอกาสด้วยความตกลงการค้าเสรี(FTA-Mini-FTA)โดยเฉพาะความตกลงว่าด้วยหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค(RCEP)

3.เศรษฐกิจทันสมัยหรือเศรษฐกิจอนาคต พรรคประชาธิปัตย์เร่งวางรากฐานใหม่ให้ประเทศโดยสร้างเครื่องยนต์ตัวใหม่ทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้แก่เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy) เศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)และเศรษฐกิจคาร์บอน(Carbon Economy) เป็นต้น

กองทัพเรือ นำกำลังพลบริจาคโลหิต ครบรอบวันสิ้นพระชนม์ 100 ปี เสด็จเตี่ยอย่างพร้อมเพรียง ยึดตามรอยพระปณิธาน ในการช่วยเหลือประชาชนโดยไม่แยกชนชั้น

วันที่ 28 มี.ค.66 พล.ร.อ.วรวุธ  พฤกษารุ่งเรือง หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธาน การจัดกิจกรรมบริจาคโลหิต “รวมใจปันโลหิต ต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ เทิดพระเกียรติ ครบรอบวันสิ้นพระชนม์ 100 ปี พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” โดยมี พล.ร.ท.ชาติชาย  ทองสะอาด รองเสนาธิการทหารเรือ (สายงานกิจการพลเรือน) รองประธานกรรมการจัดงานครบรอบวันสิ้นพระชนม์ 100 ปี ฯ และประธานอนุกรรมการจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติฯ  หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือ/ผู้แทน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้การต้อนรับ ณ โถงชั้นล่าง อาคารกองบัญชาการกองทัพเรือ พื้นที่วังนันทอุทยาน 


ในการนี้ ทัพเรือภาคที่ 1 , 2 และ 3 ได้ร่วมจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตฯ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งการดำเนินการรับบริจาคโลหิตนั้น กรมแพทย์ทหารเรือ/คลังเลือดในพื้นที่ได้จัดเจ้าหน้าที่ เวชภัณฑ์ พร้อมอุปกรณ์มาดำเนินการรับบริจาคโลหิต จากข้าราชการ  ทหารกองประจำการ  ลูกจ้าง และพนักงานราชการ ของหน่วยต่างๆ คาดว่าจะมียอดบริจาคโลหิตรวมทั้งสิ้น ประมาณ 600 ถุง เป็นปริมาณโลหิต  270,000 ซีซี

ผบ.ทหารสูงสุด พร้อม ผบ.เหล่าทัพ สังเกตการณ์ฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถี ฮาร์พูน บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร

วันนี้ (28 มีนาคม 2566) พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางไปตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์การยิงอาวุธปล่อยนำวิถี พื้น - สู่ - พื้น แบบ Harpoon  โดย เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เป็นเรือยิงหลัก และเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เป็นเรือยิงสำรอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2566  


โดยมีพลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก ชานนท์  มุ่งธัญญา รองผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมสังเกตการณ์บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร ในพื้นที่ทะเลอันดามัน บริเวณระยะ 55 ไมล์  จากแหลมพันวา จังหวัดภูเก็ต โดยมี พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พลเรือเอก เถลิงศักดิ์ ศิริสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้อำนวยการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2566 ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ในกองอำนวยการฝึกฯ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ ให้การต้อนรับ

 

ตามที่กองทัพเรือ ได้จัดให้มีการฝึกกองทัพเรือประจำปี มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำรงความพร้อมของหน่วยต่าง ๆ ในการปฏิบัติตามแผนป้องกันประเทศ แบ่งการฝึกเป็นวงรอบทุก 2 ปี ตามสถานการณ์ที่ถูกกำหนดขึ้น  


สำหรับการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2566 นี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 ถึง 22 มิถุนายน 2566 มีพื้นที่การฝึกทั้งในทะเลและบนบก โดยแบ่งการฝึกเป็น 2 ส่วน คือ การฝึกปัญหาที่บังคับการ (Command Post Exercise: CPX) มีระยะเวลาการฝึกรวม 3 สัปดาห์ ทำการฝึกระหว่าง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 17 มีนาคม 2566  มีวัตถุประสงค์ เพื่อฝึกการควบคุมบังคับบัญชา และทดสอบแนวความคิดในการใช้กำลังและหลักนิยมต่าง ๆ ของหน่วยบังคับบัญชาในระดับต่าง ๆ และการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล (Field Training Exercise: FTX) ทำการฝึกระหว่างวันที่ 20 มีนาคม - ถึง 12 พฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นการฝึกปฏิบัติการของหน่วยกำลังรบประเภทต่าง ๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและประสบการณ์ให้กับกำลังพล รวมทั้งเป็นการทดสอบขีดความสามารถในการปฏิบัติการต่าง ๆ รวมถึงการยิงอาวุธปล่อยนำวิถี พื้น - สู่ - พื้น แบบ Harpoon ในครั้งนี้
   

นอกจากนั้น ยังมีการฝึกในหัวข้อสำคัญที่จะทำการฝึกในห้วงต่อไป คือ การปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก การยิงอาวุธประจำหน่วย และการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง ของกำลังภาคพื้นดิน ทั้งกำลังจากหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง รวมทั้งกองทัพบก และกองทัพอากาศ ที่ได้จัดกำลังเข้าร่วมการฝึกในครั้งนี้ด้วย  

   
ในขณะเดียวกัน ได้มีการฝึกด้านการส่งกำลังบำรุง (Logistics Exercise: LOGEX) เพื่อทดสอบขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุงและการปฏิบัติของหน่วยสนับสนุนต่าง ๆ พร้อมกันไปด้วย และที่สำคัญ คือ การฝึกในครั้งนี้ ได้มีการเชิญ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ( ศรชล. ) กองทัพบก และกองทัพอากาศ จัดกำลังเข้าร่วมการฝึกในหัวข้อการฝึกต่าง ๆ อีกด้วย


สำหรับ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน ได้พัฒนาโดยบริษัท McDonnell Douglas Astronautics Company ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นอาวุธปล่อยนำวิถี แบบ พื้น - สู่ - พื้น และอากาศ - สู่ - พื้น เพื่อใช้ทำลายเรือผิวน้ำ ด้วยความเร็ว 60 ไมล์ทะเล ต่อชั่วโมง มีคุณสมบัติถูกออกแบบให้มีหัวรบมีอำนาจทำลายสูง ด้วยดินระเบิดขนาด 500 ปอนด์ สามารถโจมตีเป้าหมายซึ่งมองเห็นได้ หรือที่อยู่ไกลเกินขอบฟ้า สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ สภาวะอากาศ เครื่องค้นหาเป้ามีสมรรถภาพสูง ตรวจจับเป้าได้ในระยะไกล มีขีดความสามารถติดตามเป้าในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี ซึ่งระยะยิงของอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน ที่ไกลที่สุด คือ 75 ไมล์ทะเล และสามารถค้นหาเป้าเรือผิวน้ำภายในพื้นที่รัศมีวงกลมได้มากกว่า 17,500 ตารางไมล์ สามารถทำการยิงได้จากเรือผิวน้ำ ด้วยการใช้แท่นยิงที่ติดตั้งบนเรือผิวน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นแท่นยิงของตัวระบบฮาร์พูนเองหรือแท่นยิงของระบบอาวุธอื่น ๆ ซึ่งได้ปรับปรุงให้สามารถทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนได้


ทั้งนี้  กองทัพเรือ ได้เริ่มนำอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน แบบพื้น - สู่ - พื้น เข้าประจำการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2529 โดยติดตั้งมากับเรือคอร์เวตชุด เรือหลวงรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้ทำการปรับปรุง เครื่องบินแบบ F - 27 MK 200 เมื่อปี พ.ศ.2533 ให้สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน แบบอากาศ - สู่ - พื้น เพื่อใช้โจมตีเรือผิวน้ำ ต่อมาเรือที่เข้าประจำการในกองทัพเรือหลายลำ ก็ได้รับการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนเป็นอาวุธหลัก ได้แก่ เรือฟริเกต ชุด เรือหลวงนเรศวร 2 ลำ ( เรือหลวงนเรศวร และ เรือหลวงตากสิน ปัจจุบันประจำการอยู่ใน กองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือยุทธการ) เรือฟริเกตชุด เรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก 2 ลำ เรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย ปัจจุบันปลดประจำการ)            

โดยการยิงอาวุธปล่อย นำวิถี ฮาร์พูน ในครั้งนี้ ใช้เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เป็นเรือยิง มี พลเรือตรี วรพาท รัตตะสังข์ ผู้บัญชาการกองเรือตรวจอ่าว กองเรือยุทธการ เป็นผู้บังคับหมวดเรือยิงอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน ซึ่งผลจากการยิง อาวุธปล่อยนำวิถี สามารถทำลายเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไป 55 ไมล์ ( 101.86 กิโลเมตร) ได้อย่างแม่นยำ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของอาวุธปล่อยนำวิถีชนิดนี้

จนท.ระดมพลทำแนวกันไฟป่า ที่เขาแหลม จ.นครนายก ห่วง!! สัตว์ป่าพลัดหลง หลังลมแรงทำไฟลุกลามเร็ว 

เจ้าหน้าที่ระดมกำลังทำแนวกันไฟป่าพื้นที่เขาแหลม จ.นครนายก หลังปะทุขึ้นอีกครั้งช่วงเย็นวันนี้ พบอุปสรรคลมแรง ทำให้ไฟลุกลามรวดเร็ว

(29 มี.ค.2566) 19.30 น. เพจเฟซบุ๊ก ที่นี่ "นครนายก" โพสต์คลิปความยาว 18 วินาที ระบุว่าไฟไหม้เขาชะพลู ปะทุและลุกลามไปยังเขาแหลม ซึ่งเป็นป่าชุมชนต่อเนื่องกับพื้นที่ป่าอุทยานฯ เขาใหญ่ จ.นครนายก ซึ่งสภาพพื้นที่เป็นเขาสูงชัน ยากต่อการเข้าถึง ทำให้การดับไฟเป็นไปได้ยาก

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก Fire & Rescue Thailand รายงานว่า เพลิงไหม้บริเวณเขาชะพลู ต.พรหมณี อ.เมือง จ.นครนายก (บริเวณด้านหลังโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า) ขณะนี้ไฟยังลุกลามต่อเนื่อง ไปยังเขาแหลม ซึ่งพื้นที่เข้าถึงยากและมีความสูงชัน ทำให้การสกัดกั้นเพลิงเป็นไปได้ยาก

ด้านนายบดินทร์ จันทศรีคำ หรือน้าหมู ชมรมคนรักษ์สัตว์ป่า เปิดเผยว่า ไฟป่าดังกล่าวปะทุขึ้น และลุกไหม้รุนแรงอีกครั้งในช่วง 18.00 น.วันนี้ เนื่องจากมีลมแรง หลังจากเมื่อวานนี้ (28 มี.ค.) เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังดับไฟไปแล้ว

ล่าสุดเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ปภ. เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เขาใหญ่ กู้ภัย อาสาสมัคร ได้ระดมกำลังทำแนวกันไฟในระยะห่างประมาณครึ่งกิโลเมตร เพื่อป้องกันความเสียหายของพื้นที่ด้านล่าง
 

‘บิ๊กตู่’ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน อวยพรพี่น้องมุสลิมมีความสุข-ปลอดภัย-เจริญก้าวหน้า

นายกฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ฮ.ศ.1444 อวยพรให้พี่น้องชาวมุสลิมมีจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง ดำรงตนเป็นคนดีของสังคม มีความอารีต่อสาธารณะ เป็นกำลังสำคัญสรรค์สร้างให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง 

(28 มี.ค.66) ที่โรงแรมอัล มีรอซ กรุงเทพ ถนนรามคำแหง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1444 โดยมีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายอรุณ บุญชม ประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี เป็นผู้แทนจุฬาราชมนตรี เอกอัครราชทูตประเทศมุสลิมประจำประเทศไทย คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และตัวแทนมุสลิมเข้าร่วมงาน 

โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึง นายชาติชาย บัลบาห์ อัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมงานเลี้ยงละศีลอดรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1444 ในวันนี้ ซึ่งเป็นห้วงเวลาสำคัญทางศาสนาอิสลาม ที่พี่น้องชาวมุสลิมทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศและต่างประเทศ จะได้ร่วมกันปฏิบัติศาสนกิจอันประเสริฐยิ่งอย่างสมบูรณ์ตามหลักศาสนาที่ได้บัญญัติไว้อีกครั้ง ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลายลง ด้วยการถือศีลอดด้วยจิตใจที่มั่นคง แน่วแน่ และอดทน อันเป็นการส่งพลังแห่งศรัทธาต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และยังเป็นโอกาสอันดีที่พี่น้องชาวมุสลิมจะได้น้อมจิตรำลึกถึงพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้ เพื่อเป็นแบบอย่างในการดำรงตนให้เป็นผู้ที่อยู่ในกรอบแห่งความดี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นำมาซึ่งความรัก ความสามัคคี และความสุขต่อตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ รวมถึง การจัดงานเลี้ยงละศีลอดในวันนี้ เป็นวาระโอกาสแห่งความสิริมงคลในการเริ่มต้นเดือนรอมฎอน 

นายกรัฐมนตรี กล่าวขออวยพรให้พี่น้องชาวมุสลิมได้ปฏิบัติศาสนกิจอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ขอให้บรรลุผลสำเร็จตามที่ตั้งมั่นไว้ และขออานุภาพแห่งองค์อัลลอฮ์ที่พี่น้องมุสลิมทุกคนนับถือ ได้โปรดประทานพรอันประเสริฐ ความสุขสวัสดีปลอดภัย และความเจริญก้าวหน้า รวมทั้งอวยพรให้พี่น้องชาวมุสลิมมีจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง ดำรงตนเป็นคนดีของสังคม มีความอารีต่อสาธารณะ และเป็นกำลังสำคัญในการสรรค์สร้างให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อไป 

‘อ.ปริญญา’ เปิดค่าปรึกษากฎหมายศูนย์นิติศาสตร์ เผย ‘โทรปรึกษา-เจอตัว-แถลงข่าว’ มูลค่า 0 บาท

อ.ปริญญา เผยค่าปรึกษากฎหมายศูนย์นิติศาสตร์ โทรปรึกษา-เจอตัว-แถลงข่าว 0 บาท ใกล้ที่ไหนใช้บริการได้ที่นั่น ค่าใช้จ่าย 0 บาททุกรายการ

หลังจากทนายตั้ม หรือนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ออกมายอมรับค่าแถลงข่าว 3 แสน แจงเป็นค่าเสี่ยงถูกฟ้องกลับ ยันจะเรียกเก็บต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนคำจากค่าแถลงข่าว เป็นค่าดำเนินการตามเรื่องและเงินสำหรับฟ้องร้อง พร้อมแจกแจงด้วยว่า ปกติคิดเงินค่าโทรศัพท์ปรึกษากับทีมงานเป็นเวลา 20 นาที ราคา 1,000 บาท ปรึกษากับตน 1,500 บาท หากมาพบตนที่สำนักงานครึ่งชั่วโมง 3,000 บาท ยืนยันว่าโปร่งใส สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ เพราะเสียภาษีอย่างถูกต้อง ไม่ผิดมารยาททนายความ

ล่าสุด นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ค่าปรึกษากฎหมายและคดี ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โทรปรึกษา 20 นาที 0 บาท โทรปรึกษาทีม 20 นาที 0 บาท เจอตัวที่สำนักงาน 30 นาที 0 บาท แถลงข่าว 0 บาท

‘พปชร.’ เคาะ ‘บิ๊กป้อม’ เบอร์ 1 แคนดิเดตนายกฯ  ขยับลำดับปาร์ตี้ลิสต์ ‘อภิชัย-นิพิฏฐ์’ เพื่อความเหมาะสม

กก.บห.พปชร.เคาะ ‘บิ๊กป้อม’ เบอร์ 1 แคนดิเดตนายกฯ ปรับลำดับปาร์ตี้ลิสต์ ‘อภิชัย-นิพิฏฐ์’ เพื่อความเหมาะสม

(28 มี.ค.66) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงว่า ที่ประชุมหารือถึงรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค โดยเบอร์ 1 คือพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค ส่วนเรื่องอื่นไม่ควรเปิดเผย

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนลำดับปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค นายวิรัช กล่าวว่า มีเปลี่ยนนิดหน่อย คือ นายอภิชัย เตชะอุบล ลำดับที่ 12 กับนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ลำดับ 18 โดยเหตุผลที่เปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม

ศอ.ปกป.ภาค 3 ประสาน ทอ. ส่งเครื่อง BT-67 โปรยน้ำดับไฟ บรรเทาฝุ่น เชียงราย

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม  2566 เวลา 10.00 น.  ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 (ศอ.ปกป.ภาค 3)  อำนวยการให้  เครื่องบินลำเลียง BT-67  ของกองทัพอากาศขึ้นบินจาก กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ เพื่อบินโปรยละอองน้ำเข้าควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ ในพื้นที่ป่าภูเขา ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งเกิดไฟป่าขึ้นหลายจุดในบริเวณป่าดอยแม่ยาวติดต่อกันหลายวัน 

นายกสภาทนายความฯ ตั้งธงเร่งเเก้ระเบียบ สอบมรรยาททนายความ ตั้งเป้าเสร็จไม่เกิน 2 ปี

นายกสภาทนายความฯ เอาจริง ตั้งธงเเก้ระเบียบสอบมรรยาททนายความให้เสร็จไม่เกิน 2 ปี เชื่อทนายความส่วนใหญ่ยึดมั่นความถูกต้อง  ระบุมีทนายความที่เอาเรื่องคู่ความมาเปิดเผย กำลังถูกสอบอยู่ ฝากถึงทนายความทุกคนให้คำนึงถึงข้อบังคับ เพราะสังคมกำลังจับตาอยู่

(28 มี.ค.66) ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความฯ เปิดเผยกรณีกระแสสังคมได้วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของทนายความที่ส่อเสี่ยงผิดมรรยาททนายความในปัจจุบันนี้ว่า สภาทนายความฯมีข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความข้อ 18 ที่ระบุไว้ชัดเจน เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือ เป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความอยู่แล้ว ส่วนการกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายตามข้อ 18 ที่ว่าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงการประกอบธุรกิจ โดยข้อเท็จจริงตรงนี้จะได้มาจาก

1.ตัวผู้เสียหายร้องต่อสภาทนายความกล่าวหาเป็นคดีมรรยาททนายความ 
2.ทนายความด้วยกันเองร้องเป็นคดี มรรยาททนายความ 
3.เมื่อความปรากฎ ซึ่งกรรมการมรรยาทมีอำนาจหยิบยกขึ้นมาพิจารณาว่า เข้าข่ายผิดมรรยาททนายความหรือไม่ถ้าผิดก็ดำเนินการกรณีเช่น นี้ ตนพูดเป็นหลักทั่วไปไม่ได้พาดพิงชื่อใคร ส่วนที่มีทนายความบางคนถูกกล่าวหาว่า เอาเรื่องคู่ความมาเปิดเผย ต่อสาธารณะขณะนี้มีการร้องเข้ามาเป็นคดีมรรยาทซึ่งอยู่ระหว่างกรรมมการมรรยาทฯพิจารณาอยู่

เปิดข้อสั่งการ 'นายกฯ' พิชิต PM 2.5 ทั่วไทย เดินหน้าทำทันที เคลียร์เป็นข้อๆ ไม่พูดมาก

(28 มี.ค.66) ผู้สื่อข่าวรายงานผลสรุปข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มีรายละเอียดดังนี้

(จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำปาง)

>> ข้อสั่งการ

1.ให้ มท. (จังหวัดเชียงใหม่) ร่วมกับ ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าอย่างต่อเนื่อง โดยการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนตามแนวทางประชารัฐ

>> ผลการดำเนินงาน

มท. ร่วมกับ สนง.ทส.จ.เชียงใหม่ ดำเนินการ อาทิ สร้างความยั่งยืนด้วยศาสตร์ พระราชาผ่านโครงการแม่แจ่มโมเดลและดอยหลวงเชียงดาวโมเดล ประชุมถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า/ประชุมร่วมกับกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดที่พักผ่อน Safety Zone นำจิตอาสาภัยพิบัติร่วมกับกิจกรรมแก้ไขปัญหาหมอกควันป่า ประชาสัมพันธ์ผ่านรูปแบบ Online, On Air, On Groud และใช้ระบบสั่งการแบบ Single Command

1) ทส. บูรณาการความร่วมมือกับ จ.เชียงใหม่ เพื่อกำหนดมาตรการ เพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยมีมาตรการ ดังนี้

1.1) มาตรการป้องกันการลุกลามของไฟ และการป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ร่วมกับทหาร ตำรวจ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร อปท. และผู้นำชุมชนในแต่ละพื้นที่ เข้าไปกำกับการปฏิบัติงานระดับพื้นที่ อย่างใกล้ชิด เน้นทำความเข้าใจกับหมู่บ้านโดยรอบ และสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังพื้นที่ ทั้งนี้ หากพบเหตุไฟไหม้ป่า สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน (Hottine) เฝ้าระวังไฟป่าของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายเลข 1362

1.2) จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกัน ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายทหารเป็นผู้ปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยสามารถสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ และให้เน้นความสำคัญตั้งแต่ระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน โดยกำนัน และ ผู้ใหญ่บ้านต้องเป็นกลไกสำคัญในการเข้าถึงประชาชน และผลักดันการดำเนินงานให้ประสบผลสำเร็จ รวมถึงให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด หากพบการกระทำความผิดจะถูกลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา รวมถึงเสนอข่าวให้สังคมได้รับรู้ เพื่อป้องปรามผู้ที่จะกระทำความผิดรายอื่นๆ

1.3) จัดตั้งทีมด้านสาธารณสุขและจิตอาสา ร่วมกันเข้าไปดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ป่วย ผู้สูงวัย เด็ก ผู้พิการ ในระดับชุมชนอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ รวมทั้ง ประชาสัมพันธ์ให้ภาคเอกชนและจิตอาสามีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน และประชาสัมพันธ์ขั้นตอนในการดูแลสุขภาพให้ประชาชนเข้าใจง่าย

2.) จ.ลำปาง ดำเนินการ ดังนี้

2.1) ผวจ.ลำปาง ลงพื้นที่อำเภอแจ้ห่ม เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2562 เพื่อพบปะ/เยี่ยมเยียน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่อบต. วิเชตนคร พร้อมทั้งหารือเกี่ยวกับการป้องกันปัญหาหมอกควันไฟป่า และการบริหารจัดการขยะตามโครงการ "ลำปาง สะอาด ปราศจากโฟม"

2.2) เข้าร่วมประชุมการตรวจเยี่ยมติดตามสถานการณ์การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือและพิธีมอบโฉนดที่ดิน "คืนความสุขให้ประชาชนลดความเหลื่อมล้ำของสังคม" โดย พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. และ รมว.กห.

2.3) ประสานความร่วมมือกับนายอำเภอ ผู้นำท้องที่และท้องถิ่นเพื่อพบปะ พูดคุยกับประชาชน เกี่ยวกับผลกระทบจากไฟป่าหมอกควันและขอความร่วมมือ ในการป้องกันแก้ไขปัญหา รวมทั้งการลดการใช้สารเคมีในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม การท่องเที่ยว การพัฒนาเส้นทางคมนาคมและแหล่งน้ำ

2.4) จัดประชุมนายอำเภอและหัวหน้าส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจในสังกัด มท. ประจำเดือน โดยเน้นหนักการติดตาม เร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบาย มท. แผนพัฒนาจังหวัด/อำเภอ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ติดตามสถานการณ์/มาตการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน โดยให้ความสำคัญ ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอต่าง ๆ ตลอดจนออกตรวจพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์การแก้ไขปัญหาไฟป่าในเขตพื้นที่ อ.เมืองลำปาง และรอยต่อระหว่างอำเภอ

>> ข้อสั่งการ

2.การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : สทอภ. ร่วมกับ กษ. ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน

อาทิ การตรวจหาความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ด้วยข้อมูลดาวเทียม TERRAVAQUA ระบบ MODIS พื้นที่ภาคเหนือตอนบน และการพัฒนาระบบสถานีตรวจวัดและรายงานคุณภาพฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5 และ 10 ไมครอน (PM10) ผ่านระบบแอปพลิเคชันแผนที่ออนไลน์ ทั้งนี้ ให้นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

>> ผลการดำเนินงาน

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยือวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : สทอภ. ดำเนินการใช้ระบบ MODIS เพื่อตรวจหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) 10 ไมครอน (PM10) จุดความร้อน ไฟป่า และพื้นที่หมอกควัน ทั้งนี้ ได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวผ่าน http:/firie.gistda.or.th

/download.html สทอภ.ดำเนินการดังนี้

1) การจัดให้มีระบบเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์หมอกควันและไฟป่า โดยได้พัฒนาระบบเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ประมวลผล ผลิตแผนที่ค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และรายงานกรวิเคราะห์สถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศ (NUSAIS) โดยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ http://gistdaportal.gistda.or.th/pmoc/nusais/

2) การจัดให้มีช่องทางประสานและรายงานสถานการ์ไฟป่า หมอกควัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยได้จัดตั้งกลุ่มไลน์ ได้แก่ กลุ่มไลน์-HAZE ไฟป่า 62 กลุ่มไลน์-PMOC กลุ่มไลน์-ศอญ. กลุ่มไลน์-ปกปภ.ช. แก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน รวมถึงช่องทางโทรสารเพื่อส่งข้อมูลถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 9 จังหวัด

ภาคเหนือตอนบน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบูรณาการการทำงาน การรายงานและการเข้าถึงข้อมูลในทุกภาคส่วน

3) การใช้ดาวเทียมสนับสนุนการปฏิบัติการ เพื่อแก้ไขสถานการณ์หมอกควันไฟป่าและค่าฝุ่นละออง

ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ปรับเพิ่มระบบสัญญาณดาวเทียมของสทอภ. ระบบ VRS ให้สามารถประมวลผลและเผยแพร่ข้อมูลให้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

4) การสนับสนุนทีมเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจประจำ ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แก้ไขไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ เพื่อเพิ่มการดำเนินการในมาตรการให้มากยิ่งขึ้น อาทิ การสนับสนุนการนำเทคโนโลยี

จากดาวเทียมเพื่อชี้เป้า ตรวจสอบ และเข้าดับไฟเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย ในทางที่ดีให้ได้ภายใน 7 วัน

5) การควบคุมการเผาในพื้นที่ 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน แม้ภายหลังวันที่ 30 เม.ย. 2562 เข้าสู่การสิ้นสุดช่วงประกาศห้ามเผาในพื้นที่ 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน แต่ยังคงอยู่ในช่วงบริหารจัดการเชื้อเพลิงและเศษวัสดุจากการเกษตรหลังช่วงห้ามเผา โดย สทอภ. ได้ติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันรายจังหวัดและจัดส่งข้อมูลสรุปภาพรวม สถานการณ์รายจังหวัดอย่างต่อเนื่องจนสิ้นสุดฤดูกาลไฟป่า (31 พ.ค. 2562)

>> ข้อสั่งการ

3.การสร้างการรับรู้วิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ให้ ทส. ร่วมกับ สธ. กษ. พน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องวิธีการป้องกันฝุ่นละอองฯ และเร่งดำเนินการลดปริมาณฝุ่นละอองฯ อาทิ การพ่นละอองน้ำ การทำฝนหลวง รวมทั้ง การรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ เช่น การลดการเผาป่า การเผาพืชผลทางการเกษตร การใช้น้ำมันดีเซล B20 เป็นต้น

>> ผลการดำเนินงาน

ทส. ดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร/ปริมณฑล และพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ มาตรการระยะเร่งด่วน อาทิ การส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 ในรถโดยสารดีเซล ขยายพื้นผิวการจราจร งดเว้นกิจกรรมที่ส่งผลทำให้เกิดฝุ่นละออง มาตรการระยะกลาง

อาทิ พัฒนาโครงข่ายการบริการบริการขนส่งสาธารณะให้เชื่อมโยงทุกระบบพัฒนาระบบฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อพื้นที่สีเขียว มาตรระยะยาว อาทิ กำหนดมาตรฐานระบายอากาศเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมให้เทียบเท่า EU และ USA

>> ข้อสั่งการ

4.การบรรเทาและแก้ไขปัญหาปริมาณฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ให้ กษ. (กรมชลประทาน) ร่วมกับหน่วยงานมี่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการทำฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาปริมาณฝุ่นละออง เกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่

>> ผลการดำเนินงาน

กรมชลประทาน ร่วมกับ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง อาทิ ดส่งรถบรรทุกน้ำ 3 คัน นำไปล้างทำความสะอาดฝุ่นละอองบนพื้นผิวถนนบริเวณเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ต่อเนื่องจนถึงถนนประชาธิปก โดยทางกทม. จะแจ้งมายังกรมชลประทานว่า แต่ละคืนจะให้ไปล้างทำความสะอาดถนนสายใด ในเขตไหนบ้าง ทั้งนี้เพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองที่เกิดจากการจราจรที่คับคั่งในแต่ละวัน นอกจากนี้ได้เตรียมความพร้อมหน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว หน่วยพร้อมปฏิบัติการอยู่ได้แก่ หน่วยฝนหลวงจังหวัดระยอง จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หวังผลลดมลพิษได้ทั้งในพื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมถึงจังหวัดราชบุรี นครปฐม สระบุรี พระนครศรีอยุธยา และ นครสวรรค์ซึ่งมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

(กรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงธนใต้ : เขตบางแค และเขตบางขุนเทียน)

>> ข้อสั่งการ

1.การเข้าถึงบริการภาครัฐผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

-ให้ ดศ. ร่วมกับ มท. กษ.กปส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ช่องทางการเข้าถึงบริการภาครัฐผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ เช่น ระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก

ออนไลน์ (Agri-Map Online) ระบบปฏิบัติการเฝ้าระวังและเตือนล่วงหน้า น้ำหลาก-ดินถล่ม (Early Warning System) ระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศ (Air4Thai) เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนสามารถทราบข้อมูลข่าวสารและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างทันต่อสถานการณ์

>> ผลการดำเนินงาน

1) กษ. ได้ดำเนินการจัดทำ "คู่มือระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (Agri-Map Online) ซึ่งเป็นเครื่องมือแสดงผลข้อมูลเชิงภูมิสารสนเทศพร้อมระบบแนะนำผลการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตด้วยพืชทดแทน ในรูปแบบเว็บแผนที่แบบออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานสามารถได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง กษ. วท. (โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) ร่วมพัฒนาระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์สามารถเข้าใช้งาน

ได้ที่ http://agri-map-online.moac.go.th/

1) ทส. ดำเนินการ ดังนี้

2.1) กรมทรัพยากรน้ำ ได้ดำเนินการจัดทำ "ระบบปฏิบัติการเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้าน้ำหลาก-ดินถล่ม (Early Warining System " เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์สามารถเข้าใช้งานได้ที่ http://ews.dwr.go.th/ews/mainreport.php

2.2) กรมควบคุมมลพิษ ได้จัดทำระบบรายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย (Air4thai) ประกอบด้วย ข้อมูลแผนที่คุณภาพอากาศ ข้อมูลอุตตุนิยมวิทยา (ทิศทางลมในภูมิภาคอาเซียน ความกดอากาศ) ข้อมูลย้อนหลังรายชั่วโมง ข้อมูลสภาพฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพ/ปริมณฑล และสถานการณ์

หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ รวมทั้งข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศ เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ผ่านระบบเครื่อข่ายอินเตอร์สามารถเข้าใช้งานได้ที่ http://air4thai.pcd.go.th/webV2/index.php

(สรุปข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการมอบนโยบายแก่กษตรกรแห่งชาติ)

1.การแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก

- ให้สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้าใจและร่วมมือกับเกษตรกรในการแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เช่น การลดการเผาในที่โล่ง และการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชชนิดอื่นแทนการปลูกข้าวโพด เป็นต้น

(จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี)

>> ข้อสั่งการ

1.ข้อเสนอ ด้านการเกษตร การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต้นแบบระบบการตัดอ้อยสดและบรรทุกอ้อยเข้าโรงงาน

- ให้ อก. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กก. ทส. พณ. ศธ. อว. เป็นต้น ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต้นแบบระบบการตัดอ้อยสดและบรรทุกอ้อยเข้าโรงงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยกำหนดรายละเอียดแผนการดำเนินงานและรูปแบบการบริหารจัดการแบบบูรณาการ เพื่อลดต้นทุน ลดมลพิษ ลดปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ อนึ่ง จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากการบรรทุกอ้อยเกินขนาดที่กฎหมายกำหนดจะทำให้ถนนเสียหายและส่งผลกระทบเกิดเป็นวงจรปัญหาต่อเนื่อง

>> ผลการดำเนินงาน

อก. รายงานผลการดำเนินการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต้นแบบระบบการตัดอ้อยสดและบรรทุกอ้อยเข้าโรงงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแนวทางในการเก็บเกี่ยวอ้อยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เกษตรกรชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ลดความเดือดร้อนของชุมชน ลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5

(จังหวัดชัยภูมิ)

>> ข้อสั่งการ

1.การลดฝุ่นและมลพิษ PM2.5 จากการเผาอ้อย

- ให้ กษ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูแลและแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมลพิษ PM2.5 ซึ่งเป็นอันตรายต่อเด็ก ผู้ป่วย และผู้สูงอายุ

>> ผลการดำเนินงาน

อก.รายงานผลการดำเนินงานโดยได้กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ ดังนี้

1) มาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2562

1.1) มาตรการทางกฎหมาย ออกระเบียบให้โรงงานน้ำตาลลดการรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบในแต่ละปี และจะทำให้อ้อยไฟไหม้หมดไปภายใน 3 ปี

1.2) มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ขยายโครงการส่งเสริมสินเชื่อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร ปี 2562 - 2564 เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำในไร่อ้อย จัดซื้อรถตัดอ้อย รถคีบอ้อย รถแทรกเตอร์ รถบรรทุกอ้อย และเครื่องจักรกลการเกษตรอื่น ๆ ในวงเงินปีละ 2,000 ล้านบาท โดยมีผลการดำเนินงาน (ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2562 คือ พัฒนาแหล่งน้ำ/อุปกรณ์ จำนวน 31 ราย เป็นเงิน 8,025,000 บาท รถตัดอ้อย/รถคีบอ้อย จำนวน 328 ราย เป็นเงิน 2,048,842,690 บาท รถแทรคเตอร์/บรรทุกอ้อย จำนวน 119 ราย เป็นเงิน 130,452,000 บาท รวมทั้งสิ้น 478 ราย เป็นเงิน 2,187,319,690 บาท

1.3) มาตรการขอความร่วมมือด้านการบริหารจัดการ เพื่อเป็นต้นแบบการเก็บเกี่ยวและขนส่งอ้อยให้โรงงาน ในการกำหนดพื้นที่ปลอดการเผาอ้อยเป็นจังหวัดต้นแบบ รวม 5 จังหวัด ได้แก่ จ.กาญจนบุรี จ.ราชบุรี จ.ชัยภูมิ จ.เลย และ จ.อุตรดิตถ์

2) แผนการดำเนินการระยะยาว

2.1) กำหนดนโยบายลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ คือ ปีการผลิต 2563/2564 อ้อยไฟไหม้เหลือร้อยละ 30 ปีการผลิต 2564/2565 อ้อยไฟไหม้เหลือร้อยละ 0-5

2.2) แนวทางการนำใบอ้อยที่เกิดจากมาตรการตัดอ้อยสดมาเพิ่มมูลค่า เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร 50 บาทต่อตัน

2.3) การจูงใจให้มีการตัดอ้อยสด โดยนำค่าจ้างตัดอ้อยสดมาเป็นฐานในการคำนวณราคาอ้อย

2.4) ส่งเสริมชาวไร่อ้อยทำเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อรองรับเครื่องจักรกลการเกษตรและการใช้รถตัดอ้อยในการเก็บเกี่ยวและเร่งรัดการปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย เพื่อซื้อเครื่องสางใบและรถตัดอ้อยมากขึ้น

3) แผนงาน/โครงการตามงบประมาณ ปีงบประมาณ 2563

3.1) โครงการจัดการผลิตอ้อยแปลงใหญ่เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพอ้อย โดยใช้เทคโนโลยี Smart Farming วงเงิน 10,000,000 บาท เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตอ้อย การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล

3.2) โครงการการพัฒนาการผลิตอาหารสัตว์อัดเม็ดจากอ้อยด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพ วงเงิน 7,000,000 บาท เพื่อลดการเผาอ้อยก่อนตัดเข้าโรงงาน ส่งเสริมการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาสร้างมูลค่าและลดการนำเข้าอาหารสัตว์จากต่างประเทศ

3.3) โครงการการพัฒนาต้นแบบแผ่นกั้นเสียงจากวัสดุเหลือใช้จากอ้อย วงเงิน 2,270,000 บาท เพื่อส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมลดการเผาอ้อยก่อนตัดเข้าโรงงานและส่งเสริมการนำวัสดุเหลือทิ้ง

ทางการเกษตรมาสร้างมูลค่า

(จังหวัดนราธิวาส)

>>ข้อสั่งการ

1.การประชาสัมพันธ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)

- ให้ ทส. (กรมควบคุมมลพิษ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการประชาสัมพันธ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 25) ในแต่ละระดับ (ความเข้มข้นตั้งแต่ 20 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป) พร้อมกับแนะนำวิธีการป้องกันให้แก่ประชาชน

(จังหวัดพะเยาและน่าน)

>>ข้อสั่งการ

1.การสร้างการรับรู้เรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในเขตพื้นที่ จ.น่าน

- ให้ ทส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนให้ทราบถึงสาเหตุการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน วิธีการป้องกัน และแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม

(บริเวณสวนรักษ์ธรรมชาติ (วงเวียนหลักสี่) ถนนพหลโยธิน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร)

>>ข้อสั่งการ

1.การพัฒนาสวนสาธารณะและเพิมพื้นที่สีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร

- ให้ กทม. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตั้งระบบไฟส่องสว่างภายในสวนสาธารณะ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก รวมทั้งพิจารณาปรับปรุงภูมิทัศน์ ปลูกต้นไม้ที่สามารถช่วยลดฝุ่นละออง (PM2.5) เพิ่มเติมในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร ตามความเหมาะสมต่อไป

(จังหวัดเชียงราย)

>>ข้อสั่งการ

1.การส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่ลดการสร้างมลพิษและสิ่งแวดล้อม

- ให้ พน. ร่วมกับ คค. ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทางการส่งเสริมให้ประชาชน หน่วยงานราชการ และระบบขนส่งสาธารณะใช้ยานพาหนะที่ลดการสร้างมลพิษ และสิ่งแวดล้อม โดยให้กำหนดแผนการดำเนินงานการใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดการสร้างมลพิษและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

>> ผลการดำเนินงาน

1.พน. ดำเนินการ ดังนี้

1) อยู่ระหว่างดำเนินการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดการสร้างมลพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกำลังดำเนินโครงการจัดทำแผนพัฒนาสถานีประจุแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับเป้าหมายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ โดยในวันที่ 8 มี.ค. 2564 ได้ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจ้างที่ปรึกษาโครงการฯ ซึ่งมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก

2) แนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรมในไทย และมีแผนที่จะของบกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในการจัดทำโครงการสนับสนุนการลงทุนในการซื้อขายยานยนต์ฟฟ้า โดยสนับสนุนในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ในสถานศึกษา นิติบุคคล และประชาชนทั่วไป

3) ออกประกาศกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำมันดีเชลหมุนเร็วและกลุ่มเบนซินให้เทียบเท่าระดับยูโร 5 เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2562 ซึ่งมาตรฐานใหม่จะบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป เพื่อให้โรงกลั่นน้ำมันและผู้ผลิตรถยนต์มีระยะเวลาเพียงพอในการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

4) ออกประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซลพ.ศ. 2563 กำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาจะต้องมีส่วนผสมของไบโอดีเซล ร้อยละ 9 - 10 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2563 ส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลในภาคขนส่ง ซึ่งช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่เกิดจากภาคขนส่งได้ประมาณร้อยละ 35 - 13.5 ทั้งนี้ ข้อมูลในเดือน ธ.ค. 2563 พบว่ามีปริมาณการใช้ บี 10 เฉลี่ยอยู่ที่ 23.8 ล้านลิตร/วัน และในปี 2564 จะดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ผ่านสื่อต่าง ๆ อาทิ โทรทัศน์ วิทยุสื่อสิ่งพิมพ์

>>ข้อสั่งการ

2.การกำหนดตัวชี้วัดในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน

- ให้ ทส. ร่วมกับ มท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทางการกำหนดตัวชี้วัดในการป้องกัน บรรเทาและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยให้การกำหนดเกณฑ์ตัวชี้วัดในลักษณะลำดับขั้นที่สอดคล้องกับการลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นต่อเนื่อง และนำไปสู่การขจัดปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างถาวร

>> ผลการดำเนินงาน

มท. ดำเนินการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) โดยมีมาตรการที่สำคัญ เช่น ทบทวนและจัดทำแผนเผชิญเหตุ ตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมประสิทธิภาพการติดตามและตรวจสอบคุณภาพอากาศและบัญชาการดับไฟป่า เน้นย้ำการป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากกิจกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก รวมทั้งกำหนดมาตรการ 4 พื้นที่ 5 มาตรการบริหารจัดการ สำหรับพื้นที่เกิดไฟป่า โดย 4 พื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ (1) พื้นที่ป่าสงวนป่าอนุรักษ์ (2) พื้นที่เกษตรกรรม (3) พื้นที่ชุมชน/เมือง และ (4) พื้นที่ริมทาง โดยมี 5 มาตรการในการบริหารจัดการ ดังนี้

(1) ระบบบัญชาการเหตุการณ์

(2) สร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้ประชาชน เด็กและเยาวชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดูแลป่า

(3) ลดปริมาณเชื้อเพลิง โดยให้จัดแนวกันไฟ การควบคุมการเผา

(4) การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

(5) จัดตั้งทีมประชารัฐ โดยบูรณาการให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ที่มา : รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อสั่งการ นรม. ของ มท. เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2564)

มท. ร่วมกับ ทส. กำหนดแนวทาง/ตัวชี้วัดร่วม (Joint KPls) ตามแนวทางการประเมินส่วนราชการตามมาตรฐานการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยกำหนดตัวชี้วัดระดับจังหวัดเพื่อประเมินผลการดำเนินงานของผู้ว่าราชการจังหวัดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ 19 จังหวัดภาคเหนือ โดยให้กำหนดตัวชี้วัดจุดความร้อนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือลดลงร้อยละ 20 ของจำนวนจุดความร้อนที่เคยเกิดในปีงบประมาณ 2563 ตลอดจนรับทราบความเห็นจาก 17 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือเพื่อรับทราบข้อเท็จจริง เพื่อใช้ในการพิจารณาความเป็นได้ ความเหมาะสม รวมทั้งการส่งเสริมมาตรการ/วิธีการดำเนินการ/แนวทางปฏิบัติร่วมกัน ก่อนกำหนดตัวชี้วัดใหม่ (ที่มา : รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อสั่งการ นรม. ของ มท. เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2564)

(ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และโครงการรับขนส่งมวลชลขนาดรองสายสีทอง ระยะที่ 1 (สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี-สถานีคลองสาน))

แถลงการณ์จับกุมยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รายสำคัญ 2ราย 994,000 เม็ด อาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุน และรถยนต์

(แถลงข่าว) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2566 เวลา 14.30 น. ตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร  นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชัชชัย วงค์สุนะ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร แถลงการณ์จับกุมยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รายสำคัญ ตามที่ พล.ต.ต.ชัชชัย วงค์สุนะ ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร ได้รับรายงานจากชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ว่าได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวจะมีการขนถ่ายลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่ผ่านพื้นที่ จังหวัดมุกดาหาร ในห้วงเดือนมีนาคม 2566 นี้ 

พล.ต.ต.ชัชชัย วงค์สุนะ ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ธานินทร์ อินทพรต รอง ผบก.ฯ พร้อม พ.ต.อ.วิจิตร บุญวรรณ ผกก.สืบสวนฯ และชุดปฏิบัติการฯ กองกำกับการสืบสวนเฝ้าติดตามและสืบสวนจับกุม ทั้งการตั้งด่านเส้นทางในพื้นที่ การสะกดรอย ซุ่มสังเกตการณ์ ตลอดแนวแม่น้ำโขงเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 27 มี.ค. 2566 เวลา 17.00 น. ชุดปฏิบัติการกองกำกับการสืบสวน ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีการลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่เข้ามาผ่านในพื้นที่ จังหวัดมุกดาหาร จะมีขบวนการลักลอบขนยาเสพติด (ยาบ้า) จำนวนมากจากบ้านท่าไคร้ เพื่อไปส่งในเขต อ.คำชะอี ชุดจับกุมจึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วจึงประสานหน่วยบูรณาการเพื่อวางแผนการปฏิบัติ ตามที่หน่วยได้รับมอบหมายและได้สั่งการให้ พ.ต.ต.เดชาฯ พร้อมพวกติดตามจับกุม กระทั่งเวลา ประมาณ 05.00 น. ของวันที่ 28 มีนาคม 2566 เห็นรถเป้าหมายวิ่งออกจาก บ้านท่าไคร้มุ่งหน้าไปทางตู้ยามนาคำน้อยเลี้ยวซ้ายไปทาง อ.ดอนตาล และเลี้ยวขวาไปทางแยกบ้านนายอ พอถึง สี่แยกบ้านนายอ รถเลี้ยวขวาไปตามถนนจากบ้านนาโพธิ์ มุ่งหน้าไปทางบ้านดงมัน ชุดสืบสวนจึงได้วางกำลังเพื่อสกัดกั้น 

ด.ต.น้ำใจงาม เจอชายไร้บ้านคุ้ยขยะหาข้าวกิน ไม่รอช้าพาเลี้ยงข้าว เผยอยากให้สังคมดูแลกัน

‘คนเราต้องหิวขนาดไหน ถึงทำแบบนี้’ เปิดใจ ด.ต.น้ำใจงาม เจอชายไร้บ้านหาเศษอาหารในถังขยะกิน พาไปเลี้ยงข้าว บอก ‘แค่นี้พอแล้วครับ’ โซเชียลแห่ชื่นชม

เมื่อไม่นานมานี้ กรณีที่ ด.ต.เจริญ จันทร์รักษ์ โพสต์คลิปวิดีโอและข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “คนเราต้องหิวขนาดไหน ถึงทำแบบนี้” วันนี้ผมเรียนเสร็จก็มาออกกำลังกาย เจอน้องคนนึงกำลังยืนเลือกอะไรสักอย่างอยู่ที่ถังขยะ ทีแรกผมนึกว่าน้องเขามาเก็บขวดพลาสติก จึงยืนดูน้องเขา น้องผู้ชายเลือกที่จะหยิบแต่ถุงอาหาร ขึ้นมาดมดูว่าอันไหนบูดหรือไม่บูดเท่านี้ล่ะครับผมก็ตัดสินใจเดินเข้าไปถามน้องเขาว่า

“น้องทานข้าวหรือยัง น้องตอบว่ายังครับ ผมบอกแล้วว่าเอาทิ้ง เอาทิ้ง มันบูดแล้ว ตามพี่มาเดี๋ยวพี่ซื้อให้กินไหม ผมพาน้องเดินมาที่ตู้ขายบะหมี่ขายขนม ซึ่งอยู่ห่างจากพี่น้องอยู่ไม่กี่เมตร บอกผมว่าเอาบะหมี่ต้มยำ 1 ถ้วย ผมบอกน้องคนขายว่า เอาบะหมี่ต้มยำ 2 ถ้วย

ผมถามน้องว่า เอาอะไรเพิ่มอีกไหม น้องตอบผมว่า ไม่เอาแล้วครับพอแล้วครับ เอา 2 ถ้วยพอ ผมก็เลยสั่งบะหมี่ที่ยังไม่แกะเพิ่มให้อีก 4 ถ้วย ผมขอแม่ค้าว่า ให้น้องเขามากดน้ำร้อนที่ร้านได้ไหม คนขายบอกว่าได้ครับพี่ สิ่งที่ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า คนเราต้องหิวขนาดไหน ถึงต้องมาหาอาหารที่ถังขยะแบบนี้”

หลังจากที่คลิปเผยแพร่ออกไปได้มีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นชื่นชมกันจำนวนมาก

(28 มี.ค.66) ผู้สื่อข่าวเดินทางไป หนองประจักษ์ศิลปาคม หลังสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ถนนเทษา เขตเทศบาลนครอุดรธานี พบกับ ด.ต.เจริญ จันทร์รักษ์ ผบ.หมู่งานจราจร สภ.เมืองอุดรธานี พาไปดูบริเวณถังขยะที่พบชายเร่ร่อนเดินมาหาของกินในถังขยะ

นักวิชาการ ชี้!! PM2.5 ภาคเหนือ ถือเป็นภัยพิบัติ แนะ 4 แนวทางที่ควรทำอย่างเร่งด่วน เพื่อสุขภาพปชช.

นักวิชาการ เสนอวิธีแก้ปัญหา PM2.5 ภาคเหนือ ถือเป็นภัยพิบัติ ต้องสั่งอพยพด่วน เพื่อป้องกันสุขภาพ แนะกำหนดช่วงเวลาวันเผา พร้อมลงโทษไม่รับซื้อผลิตผลทางการเกษตร

เมื่อวันที่ (27 มี.ค.66) เฟซบุ๊ก ‘Sonthi Kotchawat’ หรือ สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ได้โพสต์ข้อเสนอแนะป้องกันและแก้ไขฝุ่นPM2.5 โดยระบุข้อความว่า "มุมมองในการป้องกันและแก้ไขฝุ่นPM2.5ในภาคเหนือ

ครม. รับทราบ 9 แนวทาง สืบสานสงกรานต์วิถีไทย พร้อมผลักดัน สู่มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

ครม.รับทราบ ‘สืบสานสงกรานต์วิถีไทย ร่วมสานใจ สู่สากล’ 9 แนวทาง ย้ำ รัฐบาลผลักดัน มรดกวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้

(28มี.ค.66) ผู้สื่อข่าวรายงบานว่า คณะรัฐมนตรี ( ครม.) รับทราบแนวทางรณรงค์เพื่อสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรม เนื่องในประเพณีสงกรานต์ พุทธศักราช 2566 ภายใต้แนวคิด ‘สืบสานสงกรานต์วิถีไทย ร่วมสานใจ สู่สากล’ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม เสนอ เพื่อกำหนดแนวทางรณรงค์เพื่อสืบสานประเพณีสงกรานต์ และแนวทางการประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ประเพณีสงกรานต์ในโอกาสที่ไทยเสนอเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก รวมทั้งการดูแลทรัพย์สิน สุขอนามัย และความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญเพื่อให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับความสุข จากประเพณีสงกรานต์นี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top